[FanFic. Sherlock BBC] [Johnlock] Unspoken

ตอนที่ 27 : Unspoken ตอนที่ 25 : Acoustic Kitty

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 756
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    31 ต.ค. 59

          กิจวัตรประจำวันที่ควรจะเป็นปกติของบ้านเลขที่ 221บี ถนนเบเกอร์ ถูกปรับเปลี่ยนไปเล็กน้อยผลอันเนื่องมาจากในบ้านมีคนเจ็บป่วยทางใจจนไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติได้
          จอห์น วัตสันตื่นเช้าเป็นปกติ หลังจากเขาจัดการธุรส่วนตัวในยามเช้าหลังตื่นนอนเสร็จแล้วก็เดินลงมาที่ห้องนอนชั้นล่างเป็นปกติ เขาหมุนลูกบิดประตูห้องนอนที่ไม่เคยล็อคเลยอย่างเบามือเพื่อเข้าไปปลุกสองพ่อลูกอย่างที่เคยทำ แต่วันนี้มันผิดแปลกออกไป จากปกติที่จอห์นจะเป็นคนปลุกเชอร์ลิน โฮมส์ให้ตื่นด้วยตัวเองแล้วอุ้มออกจากที่นอนเพื่อไปอาบน้ำแต่งตัวรอรับประทานอาหารเช้า แต่วันนี้หลานสาวของเขาตื่นนอนเอง และยังคงไม่ให้จอห์นแตะต้องตัวได้เลยอย่างเช่นเมื่อคืน เด็กหญิงงัวเงียเรียกเชอร์ล็อค โฮมส์โดยไม่หันมาสนใจผู้เป็นอาที่ยืนอยู่ข้างเตียงแม้แต่น้อย จอห์นจึงต้องทำใจเดินออกจากห้องไปเพื่อไปเตรียมอาหารเช้า
          เด็กหญิงเชอร์ลิน โฮมส์ที่สามารถเรียกผู้เป็นพ่อให้ตื่นได้สำเร็จก็ถูกคนตัวสูงอุ้มไปอาบน้ำ แต่งตัวหวีผมอย่างเรียบร้อย แล้วกลับมานั่งรอในห้องเงียบๆระหว่างรอเชอร์ล็อคไปอาบน้ำ ซึ่งโดยปกติแล้วเธอจะไปนั่งรอในห้องครัว นั่งดูจอห์นทำอาหารเช้ามากกว่า
          เมื่อเชอร์ล็อคอาบน้ำ แต่งตัวเสร็จแล้วก็พาลูกสาวมานั่งที่เก้าอี้รับประทานอาหารอย่างเช่นทุกเช้า วันนี้จอห์นทำของโปรดของเชอร์ลินเป็นอาหารเช้านั่นก็คือแพนเค้กที่ถูกวาดเป็นรูปดาว เด็กหญิงตื่นเต้นอย่างที่เคยเพียงแต่ว่าหันไปทำท่าทีแสดงความดีใจกับเชอร์ล็อคแทนที่จะเป็นจอห์น จอห์นจึงทำได้เพียงนั่งทานอาหารไปเงียบๆระหว่างนั่งจดูหลานสาวกินแพนเค้กรูปดาวอย่างมีความสุข
          หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้วคุณนายฮัตสันก็ขึ้นมาทำความสะอาดบ้านอย่างเคย เชอร์ล็อคยังคงโกรธคุณนายฮัตสันอยู่เล็กน้อยจึงไม่กล่าวทักทาย หญิงสูงวัยเข้าใจดี แต่ในส่วนที่ไม่เข้าใจก็คือเสียงสดใสร่าเริงของเด็กหญิงที่จะมาลาก่อนไปโรงเรียนอย่างเคยมันหายไป คุณนายฮัตสันมองด้วยสายตาไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมา
          เชอร์ล็อคอุ้มลูกสาววัย 5 ขวบออกจากบ้านไปส่งที่โรงเรียนโดยมีจอห์นเดินถือกระเป๋าเป้สีฟ้าลายการ์ตูนอยู่ข้างๆ เด็กหญิงจะชี้นู่นชี้นี้คุยกับผู้เป็นพ่ออยู่ตลอดทางไปจนถึงโรงเรียนโดยไม่หันมาคุยกับจอห์นเลยแม้แต่น้อย เชอร์ลินไม่คุยกับเขา ไม่ยิ้มให้ ก่อนเข้าโรงเรียนก็ไม่มาหอมแก้มและโบกมือลาเขาอย่างเคย จอห์นทำได้เพียงถอนหายใจอย่างสิ้นหวังก่อนจะแยกตัวจากเชอร์ล็อคเพื่อไปทำงานที่คลีนิก
          "เดี๋ยวเชอร์ลินจะหาย ชั้นจะหาแมวให้เจอ เชอร์ลินจะกลับมาคุยกับนายอย่างปกติ" เชอร์ล็อคให้คำมั่นสัญญาไว้เช่นนั้นก่อนจะแยกไปตามหาแมวกับมายครอฟ



          รถยนต์ Land Rover Evoque สีขาวคันที่คุ้นเคยจอดลงข้างๆชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิร์ตสีดำและสวมทับด้วยสูทสีเดียวกันที่กำลังเดินอยู่บนถนนบรู๊ค เจ้าของรถยนต์จอดรถในจุดจอดรถยนต์ชั่วคราว ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถมา
          "ชั้นขับรถจากแฟลตนายมาบนถนนครอว์ฟอร์ดจนมาถึงที่นี่ ไม่เจอจุดที่แมวสามารถซ่อนตัวได้ จำพวกสถานที่ที่มีอากาศเย็นแต่สามารถซุกตัวให้อบอุ่นได้" มายครอฟ โฮมส์พูดขณะเดินมาหาน้องชายตัวเองที่กำลังก้มตัวมองหาแมว
          "เชอร์ลินไม่ได้เดินมาทางถนนครอว์ฟอร์ด เพราะถ้าออกจากถนนเบเกอร์แล้วมุ่งตรงมาถนนครอว์ฟอร์ดเลยจะพบร้านค้าที่เป็นกระจกใสมากมาย ในเวลาทุ่มกว่าๆ ถึงแม้ว่าฝนจะตกหนักทำให้ไม่ค่อยมีคนเดินอยู่แถวๆนั้นก็จริง แต่ร้านค้าพวกนั้นก็น่าจะต้องมีคนเห็นเด็กผู้หญิงออกมาเดินข้างนอกคนเดียวบ้างแต่นี่ไม่มี ชั้นเลยคิดว่าเชอร์ลินน่าจะเดินมาที่ถนนออเดรย์ มากกว่า แม้ว่ามันจะไม่ใช่เส้นถนนตรงๆและออกจะมีมุมตึกเยอะไปเสียหน่อย แต่ชั้นก็คิดว่าเชอร์ลินจะมาทางนี้" เชอร์ล็อคพูด "อีกอย่างลูกชั้นคุ้นเคยกับถนนนี้อยู่แล้วเพราะชั้นเคยพามากินข้าวแถวนี้บ่อยๆแต่น่าเสียดายที่ร้านอาหารพวกนี้ไม่ใช่กระจกใสเพื่อความส่วนตัวของลูกค้าที่มารับประทานอาหาร เลยไม่มีใครเห็นเชอร์ลินเลย"
          "โอเค" มายครอฟพยักหน้า "แล้วไหนล่ะแมว"
          "ที่เย็นๆแต่ไม่เปียก มีมุมอบอุ่นให้นอนได้" เชอร์ล็อคก้มมองตามใต้ตึกต่างๆไปเรื่อยๆ
          "นายรู้อะไรมั้ยเชอร์ล็อค" มายครอฟพูดแล้วใช้ปลายร่มสีดำในมือเขี่ยบางอย่างที่พื้น "แมวมันมักจะเคลิ้บเคลิ้มต่อบางสิ่ง และมันจะเดินไปหาสิ่งนั้นเสมอ"
          "อะไร? อาหาร? น้ำดื่ม? นอกจากอาหารและที่นอนอุ่นๆแล้วแมวจะไปหาอะไร" เชอร์ล็อคขมวดคิ้วสงสัย
          "ต้น Indian Acalypha ยังไงล่ะ" มายครอฟก้มหยิบเศษใบไม้ชนิดหนึ่งที่พื้นขึ้นมาดูใกล้ๆ "ต้น Indian Acalypha เป็นพืชในตระกูล Euphorbiaceae หรือพืชจำพวกยางพารา มันเป็นพรรณไม้ล้มลุกขนาดเล็กชนิดหนึ่ง "
          "นายจะบอกว่าแมวมันตามกลิ่นของต้น Indian Acalypha มาอย่างนั้นหรอมายครอฟ" เชอร์ล็อคถาม "นายต้องไม่ลืมนะว่าเมื่อคืนฝนตก ใบไม้จะเปียกน้ำฝนจนหมดแล้วแมวจะตามกลิ่นของใบต้น Indian Acalypha มาได้ยังไง"
          "ชั้นไม่ได้พูดเสียหน่อยว่าแมวจะตามกลิ่นที่ใบไม้มา ชั้นหมายถึงแมวจะตามกลิ่นจากรากของต้น Indian Acalypha มาต่างหาก"
          "ราก.....?อย่างนั้นหรอ" เชอร์ล็อคขมวดคิ้ว "แต่รากมันอยู่ใต้ดิน"
          "ใช่ มันคือกลิ่นของราก ....... แมวจะเข้ามาถูไถที่ใบของต้น Indian Acalypha ก็จริงแต่ความจริงแล้วแมวมันชอบกลิ่นของรากมากกว่า" มายครอฟอธิบาย
          เชอร์ล็อคดึงใบไม้ในมือพี่ชายเข้ามาดูใกล้ๆ "แสดงว่าแถวนี้มีต้น Indian Acalypha ที่แมวชอบอยู่ แมวตัวนั้นก็อาจจะวิ่งมาแถวๆนี้ และอาจจะยังอยู่ไม่ไกลจากนี้เพราะเคลิบเคลิ้มกลิ่นของราก"
          "ถูกต้อง" มายครอฟพยักหน้า
          "แล้วต้นไม้บ้านั่นมันอยู่ที่ไหนกันฎ
          "ต้น Indian Acalypha จัดว่าเป็นวัชพืชอย่างหนึ่ง ดังนั้นมันจะอยู่ในที่ที่ชื้นแฉะตลอดเวลา" มายครอฟพูด "แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าตรงไหนชื้นตลอดเวลา"
          "ตะไคร่ ! ตะไคร่น้ำสีเขียว !" เชอร์ล็อคตอบพี่ชาย "ที่ที่มีตะไคร่น้ำขึ้นและมีดินให้ต้นไม้ขึ้นได้ ตรงนั้นอาจจะมีต้น Indian Acalypha "
          "ใช่แล้วเชอร์ล็อค" มายครอฟยิ้ม "แล้วชั้นก็เจอแล้วว่าที่ที่นายกำลังหามันอยู่ตรงไหน" มายครอฟพูดแล้วใช้ปลายร่มสีดำชี้ไปที่ด้านข้างของอาคารหลังหนึ่ง

          อาคารหลังหนึ่งที่ถูกใช้ทำเป็นสำนักงานเล็กๆ ด้านข้างมีต้นไม้ใหญ่เจริญเติบโตแผ่กิ่งก้านใบอยู่ต้นหนึ่ง รอบๆลำต้นเป็นตะไคร่น้ำสีเขียวเกาะอยู่โดยรอบ พื้นดินที่ชุ่มแฉะอันเกิดมาจากการอุ้มน้ำฝนที่ตกหนักเมื่อคืนเอาไว้และยังไม่แห้งดีมีวัชพืชขึ้นอยู่โดยรอบ บวกกับร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ต้นนี้แล้วยิ่งทำให้วัชพืชเหล่านี้เติบโตได้ดีทีเดียว
          สองพี่น้องตระกูลโฮมส์กวาดสายตาไปโดยรอบ บริเวณนี้มีต้น Indian Acalypha เจริญเติบโตอยู่อยู่หย่อมหนึ่งเป็นการยืนยันว่าเขาทั้งสองวิเคราะห์ได้ถูกต้อง
          "นั่นรอยเลือด !!" เชอร์ล็อคชี้ไปที่ปลายวัชพืชต้นหนึ่ง
          มายครอฟใช้ปลายของร่มเขี่ยหญ้าและวัชพืชออกเพื่อให้ภาพตรงหน้าปรากฏชัดเจนมากยิ่งขึ้น "อืม ใช่ เลือดจริงๆ" เขาพูด
          "มันไม่ใช่เลือดของคนแน่ๆ มันไม่มีรอยเท้าของคน" เชอร์ล็อคพูด
          "เลือดของแมวตัวนั้น....." มายครอฟพูด "แมวตัวนั้นถูกทำร้าย"
          "ไม่ใช่แค่ถูกทำร้ายแล้วมายครอฟ" เชอร์ล็อคพูดแล้วชี้ไปที่ซอกเล็กๆตรงมุมตึก "นั่นแมวใช่มั้ย นั่นคือศพแมวใช่หรือเปล่า"
          มายครอฟและเชอร์ล็อคมองหน้ากันก่อนจะเดินตรงไปที่มุมตึกนั้น

          มุมตึกแคบๆตรงนั้นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นคือร่างที่ไม่หายใจของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ขนสีเทาเข้มบริเวณด้านข้างลำตัวของมันเป็นรูเล็ก 3 รู ทุกรูมีรอยเลือดแห้งกรังแม้ว่ามันจะยังแห้งไม่สนิทดีนักแต่มันก็สามารถบอกได้ว่าร่องรอยนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ภาพอันน่าเวทนานี้ไม่ได้หยุดเพียงแค่ร่องรอย 3 รูเท่านั้น ตรงบริเวณศรีษะของแมวตัวนั้นก็มีร่องรอยการถูกทำร้ายเช่นกัน
          หูเล็กๆน่ารักข้างซ้ายของแมวสีเทาตัวนี้หายไป มันเป็นรอยเหมือนของมีคมกรีดหูข้างนั้นออกไป นอกเหนือจากนั้นกระโหลกศรีษะด้านบนก็ถูกกรีดเป็นแผลเหวอะหวะเลยเช่นกัน
          เชอร์ล็อค ใช้มือกดลงไปที่ศพแมวตัวเล็กตัวนั้น 2-3 ครั้งก่อนจะพูดขึ้นมา "สภาพแข็งทื่อหลังการตาย กรามแข็งหลังจากตายมาแล้ว 1-2 ชั่วโมง แมวตัวนี้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ในบริเวณหัวไหล่และขาก็แข็งไปแล้ว ปกติกล้ามเนื้อพวกนี้กว่าจะแข็งทื่อหลังจากตายก็ใช้เวลาไปประมาณ 6 ชั่วโมงขึ้นไป แมวตัวนี้คงตายหลังจากเราพาเชอร์ลินถึงบ้านแล้ว" เชอร์ล็อคจับขาหน้าข้างซ้ายของแมวขึ้นมาดู "กระดูกหัก แขนเจ็บ อย่างที่เชอร์ลินบอกไว้ว่าแมวตัวที่เจอแขนเจ็บ"
          มายครอฟใช้ปลายร่มเขี่ยศพแมวนั้นพลิกไปมาเล็กน้อย
          "แล้วหูกับหัวที่ถูกกรีดนี่จะทำเพื่ออะไร แค่ยิงนี่มันก็ตายแล้ว" เชอร์ล็อคพูดแล้วลุกขึ้นยืน "หลอกเชอร์ลินออกจากบ้าน แล้วยังจะยิงแมวที่ใช้เป็นตัวล่ออีก"
          "Acoustic Kitty" มายครอฟพูดบางอย่างขึ้นมาเบาๆ
          "Acoustic Kitty ?? อะไร?" เชอร์ล็อคขมวดคิ้วสงสัย
          มายครอฟถอนหายใจเบาๆ เมื่อกำลังจะเล่าเรื่องในสิ่งที่ไม่ควรเล่าให้น้องชายฟัง "Acoustic Kitty เป็นโครงการที่ใช้แมวเป็นสายลับไปสืบข่าวในพระราชวังเคลมลิน รวมไปถึงในสถานทูตของโซเวียตในช่วงสงครามเย็น เนื่องจากแมวเป็นสัตว์ตัวเล็ก สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วและสามารถอยู่ที่ไหนก็ได้โดยไม่ผิดสังเกตุ" มายครอฟพูด "แต่โครงการไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากมีอุปสรรคก่อกวนมากมาย แมวเป็นสัตว์ที่ถูกหลอกล่อง่าย แค่มันเห็นอาหารมันก็ลืมภารกิจแล้ว"
          "ใครเป็นเจ้าของโครงการ" เชอร์ล็อคถาม
          "CIA" มายครอฟตอบแล้วถอนหายใจเบาๆ "CIA ของสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าของโครงการนี้ เขาจะฝังไมโครชิพติดตามตัวไว้ที่หูและฝังเครื่องบันทึกเสียงเวลาไปดักไฟไว้ที่กะโหลกศรีษะ"
          "แต่นี่เขาจะดักฟังไปทำไม เขาแค่หลอกให้เชอร์ลินออกจากบ้านเท่านั้น"
          "อาจจะเป็นเครื่องที่ใช้ฝังลงไปในระบบประสาทหรืออะไรทำนองนั้นที่ไม่ใช่แค่เครื่องดักฟัง เพราะวิทยาการในสมัยนั้นมันจำกัดจึงทำได้แค่ฝังเครื่องดักฟังไว้เท่านั้น แต่แมวตัวนี้อาจจะถูกฝังอุปกรณ์ควบคุมทิศทางหรืออะไรที่คล้ายคลึงกันแทนลงไป" มายครอฟอธิบาย "Acoustic Kitty มันเป็นโครงการลับมีแต่พวก CIA ด้วยกันเท่านั้นที่จะรู้"
          "จบภารกิจก็ฆ่าทิ้งสินะ" เชอร์ล็อคพูดขณะมองศพแมวที่น่าสงสารตัวนั้น
          "วิธีการของพวกสายลับ จบภารกิจต้องกำจัดทุกอย่าง" มายครอฟพูด
          "คนทำแบบนี้เป็นพวก CIA" เชอร์ล็อคสรุปความ "หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นคนอเมริกันและใกล้ชิดกับพวก CIA เป็นอย่างดี"
          มายครอฟเงียบไม่ได้ตอบรับประโยคของน้องชาย เขาใช้ปลายร่มพลิกศพแมวไปมาอยู่ 2-3 ครั้งก่อนจะพูดบางอย่างออกมา "ชั้นจะให้คนไปตามศูนย์สงเคราะห์สัตว์เลี้ยงเพื่อหาแมวที่ลักษณะหมือนแมวตัวนี้มากที่สุดมาคืนให้เชอร์ลิน เราจะทำเป็นว่าเราเจอแมวที่ชื่อบ๊อบบี้ที่เชอร์ลินเจอเมื่อคืนแล้ว"
          "ต้องหาให้เจอก่อนบ่าย 3 โมง" เชอร์ล็อคพูด "แล้วเอาไปฝากไว้ที่คลีนิกของจอห์น"
          "คลีนิกของจอห์น?" มายครอฟขมวดคิ้ว "ทำไมต้องเป็นที่นั่น"
          "ให้จอห์นเป็นคนเอากลับบ้าน ให้เชอร์ลินเข้าใจว่าจอห์นเป็นคนหามาให้" เชอร์ล็อคพูด "นายหากล่องใส่มาให้ดีๆเลยแล้วกัน ความจริงจอห์นไม่ค่อยชอบแมวเท่าไหร่ แต่วิธีนี้ดีที่สุดแล้วที่จะทำให้เชอร์ลินพูดกับจอห์น"
          "ความจริงจอห์นเองน่าจะเข้าใจอาการนี้ดีนะ เขาเองก็เคยเป็นเพียงแต่การแสดงออกของอาการมันคนละอย่างเท่านั้น" มายครอฟพูด "หลังกลับมาจากอัฟกานิสถานจอห์นเป็นคนมีปัญหาเรื่องความไว้ใจอาจจะเกิดจากการสูญเสียเพื่อนทหารหรือไม่ก็เกิดจากการที่ตัวเองบาดเจ็บ เขายึดติดกับไม้เท้าอันนั้น ไม้เท้าอันนั้นเป็นเสมือนเพื่อนเพียงคนเดียวในยามที่เขาไม่ไว้ใจใครและไม่เหลือใคร เหมือนกับเชอร์ลิน เชอร์ลินยึดติดอยู่กับอดีต ยึดติดอยู่กับแม่ ยึดติดอยู่กับแมว และจะร้องหาสองสิ่งนี้เสมอเมื่อรู้สึกไม่ไว้ใจใครหรือรู้สึกกลัว ร้องหาของที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัยอย่างที่เคยมี"
          "จอห์นรักษาอาการนี้หายแล้ว เขาไม่ได้ใช้ไม้เท้ามาหลายปีแล้ว อีกไม่นานเชอร์ลินก็จะรักษาหายเหมือนกัน" เชอร์ล็อคพูด
          "จอห์นไม่ได้หายเพราะได้รับการรักษา แต่เขาหายเพราะมาอยู่กับนาย" มายครอฟพูด "เขาไว้ใจนายตั้งแต่วันแรกที่เจอ เขาวิ่งตามนายไปทั่วทั้งลอนดอนได้โดยไม่ใช้ไม้เท้าหลังจากรู้จักนายเพียงแค่ 1 วัน เชอร์ลินก็เหมือนกัน เชอร์ลินปฏิเสธทุกคนแต่ไว้ใจนายทั้งๆที่เจอกันแค่ไม่กี่นาที นั่นมันเป็นเพราะอะไรเชอร์ล็อค...นั่นเพราะนายเป็นคนสำคัญของเขาทั้งสองคน...นายเปลี่ยนชีวิตจอห์นและเชอร์ลินตั้งแต่วันแรกที่เจอทั้งๆที่ตัวนายไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลย"
          เชอร์ล็อคขมวดคิ้วสงสัย "นายจะมาพูดเรื่องนี้ทำไมตอนนี้ เรากำลังพูดเรื่องแมวกันอยู่"
          "ชั้นกำลังพูดเพื่อให้นายรู้ตัวว่าตัวเองสำคัญกับทั้งสองคนนั้นมากแค่ไหน" มายครอฟตอบ
          เชอร์ล็อคถอนหายใจแผ่วเบา เขามองไปที่แมวตัวนั้นก่อนจะพูดขึ้นมา "ให้คนของนายจัดการเอาแมวตัวนี้ไปฝังดีๆด้วย อย่าให้มันมานอนตายอย่างนี้"
          มายครอฟพยักหน้าตกลงก่อนจะเดินนำกลับมาที่บริเวณจุดจอดรถชั่วคราวที่เขาจอดรถยนต์ส่วนตัวเอาไว้โดยมีเชอร์ล็อคเดินตามมา
          "ชั้นต้องกลับไปทำงานแล้ว นี่มันสายมากแล้ว สิ้นเดือนนี้ชั้นคงโดนหักเงินเดือนแน่ๆ" มายครอฟพูดขณะหยิบนาฬิกาแบบพกพาออกมาจากในกระเป๋ากางเกงเพื่อดูเวลา
          "ชั้นก็ต้องไปทำงานของ 'เพื่อน' นายต่อเหมือนกัน" 
          สองพี่น้องแยกย้ายไปทำงานตามหน้าที่ของตนเองโดยไม่ได้กล่าวอำลากันแม้แต่น้อยต่างจากคู่พี่น้องบ้านอื่น



          จอห์น วัตสันหิ้วกระเป๋าที่ทำมาจากผ้ารูปทรงแปลกๆกลับมาจากคลีนิก เสียงร้องมี้มี้ ของแมวสีเทาตัวอวบเล็กน้อยดังออกมาจากในกระเป๋านั้น จอห์นก้มดูเจ้าของเสียงตัวเล็กที่เอะอะอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่พาออกมาจากคลีนิก เขาขมวดคิ้วมองด้วยความไม่เข้าใจก่อนขะเปิดประตูบ้านเข้าไป
          คุณหมอหนุ่มหิ้วกระเป๋าไปวางในห้องรับแขกก่อนที่ตัวเองจะไปนั่งมองกระเป๋านั้นจากโซฟาของตัวเอง เขานั่งมองอยู่อย่างชั่งใจก่อนจะค่อยๆรูดซิปกระเป๋าเพื่อปล่อยเจ้าตัวเล็กที่ขี้โวยวายออกมาจากกระเป๋านั้น
          "ห้ามวิ่งไปไหนนะ อยู่แต่ในห้องนี้เท่านั้น" จอห์นออกคำสั่งกับแมว
          เจ้าตัวเล็กสีเทาก้าวขาออกมาด้วยท่าทีหวาดๆ มันมองไปรอบๆแล้วดมสิ่งของต่างๆอย่างสนใจ จอห์นต้องคอยเดินตามแมวตัวนี้อยู่ตลอดเพราะกลัวมันจะกระโดดขึ้นสำรวจบนโต๊ะทำงานของเชอร์ล็อคแล้วอาจจะทำให้อุปกรณ์วิทยาศาสตร์เสียหายได้
          "นี่ๆเจ้าเหมียวกินนี่" จอห์นเทนมลงใส่ถ้วยเล็กๆแล้วเอาไปวางไว้ที่มุมห้อง แมวสีเทาเดินไปดมที่ถ้วยใส่นมเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆเลียนมอย่างเอร็ดอร่อย
          "กลับมาแล้วหรือจ๊ะจอห์น" เสียงของคุณนายฮัตสันกล่าวขึ้นทักทายคุณหมอขณะที่เดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อเตรียมทำอาหารเย็น
          "ครับ พึ่งกลับมาไม่นานครับ" จอห์นตอบ
          "ฮัดชิ้ว ฮัดชิ้ว" คุณนายฮัตสันจามเสียงดัง "แย่จริงๆเลย ทำไมคัดจมูกอย่างนี้"
          "เป็นหวัดหรือครับคุณนายฮัตสัน" จอห์นถาม
          "ชั้นก็ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ ฮัดชิ้ว ฮัดชิ้ว" หญิงสูงวัยจามติดๆกันอีกครั้ง
          "เพราะคุณนายฮัตสันแพ้ขนแมว" เสียงของใครบางคนที่คุ้นเคยดังขึ้นมาจากหน้าบันได เขาอุ้มเด็กหญิงในชุดกระโปรงสีหวานส่วนมืออีกข้างก็ถือกระเป๋าลายการ์ตูนเดินขึ้นบันไดบ้านมา
          จอห์นหันไปมองตามเสียงนั้น แล้วรีบเดินไปหาเพื่อนร่วมแฟลตที่อุ้มหลานสาวของเขากลับมาจากโรงเรียน
          "เรียนเป็นยังไงบ้างเชอร์ลินสนุกไหม วันนี้เล่นอะไรกับเพื่อนๆ" จอห์นถาม
          "แมว นั่นแมว" เชอร์ลินชี้ไปที่มุมห้อง "คุณพ่อนั่นบ๊อบบี้"
          "ใช่ นั่นบ๊อบบี้ของเชอร์ลินไง" เชอร์ล็อคพูดด้วยใบหน้ายิ้มแล้วปล่อยให้ลูกสาววิ่งเข้าไปหาแมวสีเทาตัวอวบที่กำลังกินนมอยู่ตรงมุมห้องรับแขก
          เด็กหญิงรีบวิ่งเข้าไปหาเจ้าสัตว์เลี้ยงตัวน้อยที่กำลังเลียนมในชามอย่างไม่สนใจอะไร เชอร์ลินยื่นมือเล็กๆออกไปลูบขนสีเทานั้นอย่างเบามือ "มี้ๆกับกินนม บ๊อบบี้กินนมอร่อยมั้ย"
          เชอร์ล็อคยิ้มเล็กน้อยที่เห็นว่าเชอร์ลินแยกแมวตัวเมื่อคืนที่ตายไปแล้วกับแมวตัวนี้ที่มายครอฟสั่งให้คนไปหาจากศูนย์พักพิงสัตว์เลี้ยง ... มันอาจจะเป็นการหลอกลวงเชอร์ลินแต่มันก็จะทำให้เชอร์ลินดีขึ้น จอห์นดีขึ้นและแมวตัวนี้ก็รอดตายจากการถูกกำจัดในอนาคตหากสัตว์ในศูนย์มีจำนวนที่มากจนเกินไป...ช่วยชีวิตแมวตัวนี้ไปด้วยและช่วยเชอร์ลินไปด้วย เขาถือว่าการโกหกครั้งนี้นั้นคุ้มค่าที่จะทำ
          จอห์นเห็นหลานสาวนั่งลงที่พื้นเล่นกับแมวอย่างเรียบร้อยเขาจึงเลือกที่จะไปนั่งลงข้างๆ "ดูสิ มี้ๆกินนมใหญ่เลย สงสัยจะหิว"
          "บ๊อบบี้หิวแน่เลย ข้างนอกไม่มีอะไรกินใช่มั้ยบ๊อบบี้" เชอร์ลินถามแมวส่วนมือนั้นยังลูบอยู่ที่ตัวของแมวอยู่
          "บ๊อบบี้กับเชอร์ลินใครกินเก่งกว่ากันนะ" จอห์นถามด้วยใบหน้ายิ้มแล้วยื่นมือเตรียมจะลูบผมหลานสาวอย่างเคยแต่ก็ต้องชะงักมือเพียงแค่นั้นเพราะเขากลัวเชอร์ลินจะเดินหนีอีก
          "บ๊อบบี้กินเยอะๆนะ" เชอร์ลินพูดกับแมวต่อไป
          จอห์นไม่ได้พูดอะไร เขานั่งมองหลานสาวใช้มือเล็กๆลูบขนแมวตัวน้อยไปเรื่อยๆ....เห็นเชอร์ลินอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างเขาก็พอใจแล้ว
          "อิ่มแล้วหรอ" เชอร์ลินถามแมวแล้วชี้ไปที่ถ้วยนม "คุณพ่อ บ๊อบบี้กินนมหมดแล้วค่ะ"
          "บ๊อบบี้กินเก่งเหมือนเชอร์ลินเลย" จอห์นพูด
          เด็กหญิงหันมามองจอห์นเงียบๆครู่หนึ่งเหมือนกำลังคิดบางอย่าง ก่อนจะยิ้มออกมา "เชอร์ลินกินเยอะกว่า เชอร์ลินกินนมสองแก้ว บ๊อบบี้กินไปนิดเดียวเอง"
          จอห์นยิ้มที่เชอร์ลินคุยกับเขา "ใช่ เชอร์ลินกินเยอะกว่าจริงๆด้วย เชอร์ลินเลยตัวใหญ่กว่าบ๊อบบี้ไง" จอห์นชี้ไปที่แมว "ดูสิมันกินเสร็จแล้วมันก็กำลังล้างมือ เห็นมั้ย"
          เชอร์ลินหันไปมองที่แมวที่กำลังเลียทำความสะอาดที่ขาหน้าและเอาขานั้นเช็ดใบที่ใบหน้าอีกที แล้วหันกลับมามองจอห์น "กินข้าวเสร็จแล้วต้องล้างมือเหมือนเชอร์ลินเลย"
          "บ๊อบบี้เป็นแมวรักความสะอาดนะเนี่ย" เชอร์ล็อคพูดขณะที่กำลังนั่งอยู่ที่โซฟานวมของตนเอง
          ชอร์ลินหันไปยิ้มให้แล้วพูดขึ้นมาว่า "คุณพ่อไปเจอแมวที่ไหนคะ"
          "ถามอาจอห์นสิ" เชอร์ล็อคตอบ "อาจอห์นเป็นคนเอามา"
          เด็กหญิงหันไปมองหน้าจอห์นด้วยสายตาต้องการคำตอบ จอห์นถอนหายใจก่อนจะพูดออกมาว่า "อาไม่ได้เป็นคนไปหาหรอกนะเชอร์ลิน ความจริงคุณพ่อกับลุงไมค์เป็นคนไปหามาแล้วเอาไปฝากอาไว้ที่คลีนิกให้อาเอากลับมาให้เชอร์ลิน"
          เชอร์ล็อคขมวดคิ้วสงสัยก่อนจะพูดเสียงเบาๆกับจอห์น "เราตกลงกันแล้วไงจอห์นว่าให้พูดอย่างที่เตี๊ยมกันไว้"
          จอห์นส่ายเบาๆให้ความหมายเชิงว่า 'อย่าทำแบบนั้นจะดีกว่า' ก่อนจะหันไปหาหลานสาวที่นั่งอยู่ด้านข้าง "อาไม่ได้ทำอะไรเลย อาแค่พาแมวกลับบ้านมาให้เชอร์ลินเพราะคุณพ่อกับลุงไมค์ไม่ว่างแค่นั้นเอง" จอห์นพูด
          "อาจอห์นเป็นคนให้บ๊อบบี้กินนมไงคะ ไม่งั้นบีอบบี้ต้องหิวกว่านี้แน่ๆเลย" เด็กหญิงหันไปหาจอห์น "ขอบคุณที่เทนมให้บ๊อบบี้กินนะคะอาจอห์น"
          จอห์นยิ้มที่เชอร์ลินคุยด้วยแล้วยื่นมือจะไปลูบผมหลานสาวตัวเล็กด้วยความเอ็นดูแต่ก็ชะงักลงอีกครั้ง....
          เด็กหญิงแหงนหน้ามองมือนั้นก่อนจะยกตัวเองให้ไปชนกับฝ่ามือของผู้เป็นอา
          "เวลาบ๊อบบี้อยากกินนมบ๊อบบี้จะเอาหัวถูๆแบบนี้ด้วยค่ะอาจอห์น" เด็กหญิงเอาผมสีดำของถูไปที่มือนั้นเบาๆ จอห์นลูบผมกลับด้วยความเอ็นดู
          "ทำไมเวลาเชอร์ลินอยากกินนม เชอร์ลินไม่เห็นเอาหัวมาถูแบบนี้เลย" จอห์นถามด้วบใบหน้ายิ้ม
          "เชอร์ลินไม่ได้เป็นแมวเหมือนบ๊อบบี้ เชอร์ลินเป็นลูกหมูค่ะ" เด็กหญิงตอบแล้วยิ้มให้จอห์น
          จอห์นเลื่อนมือจากผมสีดำสนิทมาลูบแก้มนิ่มของหลานสาวเบาๆ "อาดีใจจังเลย เชอร์ลินยอมพูดกับอาแล้ว"
          "เชอร์ลินจะพูดกับอาจอห์นทุกวันเลย อาจอห์นอย่าว่าเชอร์ลินว่าพูดเยอะนะคะ" เด็กหญิงตอบ
          "อาจะไม่ว่าเชอร์ลินเลย เชอร์ลินจะพูดเยอะแค่ไหนก็ได้แต่อย่าเงียบใส่อาอย่างเมื่อคืนอีก" จอห์นพูด "อย่าทำกับอาแบบเมื่อคืนอีกนะเชอร์ลิน เชอร์ลินอยากได้อะไร อยากให้อาทำอะไรให้บอกนะ แต่อย่าทำแบบนั้นอีก"
          เด็กหญิงพยักหน้าเข้าใจแล้วหันไปลูบหัวแมวตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆ "คิดถึงบ๊อบบี้จังเลย"
          จอห์นดึงหลานสาวให้ขึ้นมานั่งบนตักแล้วพูดว่า "นี่ไงบ๊อบบี้กลับมาหาเชอร์ลินแล้ว เชอร์ลินได้เล่นกับบ๊อบบี้เหมือนเดิมแล้วนะ" จอห์นพูด "ขอบคุณคุณพ่อหรือยัง คุณพ่อกับลุงไมค์เป็นคนไปตามหาบ๊อบบี้มาให้เชอร์ลินนะ"
          เชอร์ลินหันไปยิ้มให้คนที่นั่งอยู่บนโซฟานวม "ขอบคุณนะคะคุณพ่อ" 
          "สิ่งที่ดีกว่าคำขอบคุณนั่นก็คือลูกจะสัญญากับพ่อว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม อย่าออกจากบ้านคนเดียวเป็นอันขาดอีก รู้ไหมเมื่อคืนอาจอห์นต้องเดินหาเชอร์ลินนานแค่ไหน" เชอร์ล็อคดุลูกสาวเล็กน้อย "เชอร์ลินขอบคุณพ่อที่พ่อหาแมวมาให้ ขอบคุณอาจอห์นที่อาจอห์นเทนมให้บ๊อบบี้ของเชอร์ลินกินทำให้บ๊อบบี้ไม่หิว แล้วเชอร์ลินขอโทษอาจอห์นหรือยังที่ทำให้อาจอห์นต้องออกไปตามหาลูกตอนฝนตก"
          เด็กหญิงมีทีท่าสลดลงเล็กน้อยแล้วดึงมือจากการเล่นกับแมวมากำชายกระโปรงตัวเองอย่างรู้สึกผิด จอห์นจับมือเล็กๆนั้นมากุมไว้แล้วพูดปลอบ "ไม่เป็นไรเชอร์ลิน ไม่ต้องกลัว อาจะไม่เป็นไร เห็นเชอร์ลินกลับมาปลอดภัยก็ดีแล้วนะ"
          "เชอร์ลินขอโทษนะคะอาจอห์น" เชอร์ลินพูดด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย "ต่อไปนี้เชอร์ลินจะไม่ดื้อกับคุณพ่อกับอาจอห์นอีกแล้ว เชอร์ลินจะไม่ไปไหนมาไหนคนเดียวอีกแล้วค่ะ"
          "ดีมากเด็กดีของอา" จอห์นเอาคางเกยศรีษะเล็กของหลานสาว "ไหนดูซิ บ๊อบบี้ทำอะไร"
          เชอร์ลินหันไปมองแมวสีเทาแล้วพูดด้วยเสียงที่ยังสั่นเล็กน้อย "มันอิ่มแล้วมันต้องง่วงแน่ๆเลย แบบเชอร์ลิน"
          "อีกหน่อยบ๊อบบี้ต้องอ้วนแน่ๆ กินแล้วก็นอน" จอห์นยิ้ม
          เชอร์ลินเงยหน้ามองจอห์น แล้วถาม "อาจอห์นคะ เราเลี้ยงบ๊อบบี้ไว้ได้ไหมคะ อย่าเอาบ๊อบบี้ไปไว้ที่ถนนเลยนะคะ สงสารบ๊อบบี้"
          "ต้องถามคุณพ่อนะ" จอห์นตอบแล้วหันไปมองคนบนโซฟานวม
          เชอร์ลินมองตามด้วยสายตากลัวๆจากการโดนดุเมื่อซักครู่เล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา "เราเลี้ยงบ๊อบบี้ไว้ได้ไหมคะคุณพ่อ บ๊อบบี้น่าสงสาร"
          เชอร์ล็อคถอนหายใจเบาๆก่อนจะกล่าวปฏิเสธ "เลี้ยงไม่ได้หรอกเชอร์ลิน คุณยายฮัตสันแพ้ขนแมว ขนแมวจะทำให้คุณยายป่วย"
          คุณนายฮัตสันที่ถูกกล่าวถึงเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมผ้ากันเปื้อน "ใครเรียกชั้นหรือจ๊ะ" หญิงสูงวัยถาม "อาหารใกล้จะเสร็จแล้วนะ วันนี้มี .... ฮัดชิ้ว ....ซุปฟักทองด้วยนะเชอร์ลิน...ฮัดชิ้ว" หญิงสูงวัยจามติดกัน 2-3 ครั้ง
          "ไว้ทานอาหารเย็นแล้วผมขอตรวจสุขภาพคุณนายฮัตสันหน่อยนะครับ ผมจะได้เขียนใบสั่งยาให้ จะได้ไม่จามอีก" จอห์นหันไปพูดกับเจ้าของแฟลต
          "ขอบใจจ้ะ ฮัดชิ้ว" หญิงสูงวัยจามอีกครั้งแล้วเดินเข้าห้องครัวไป
          เชอร์ลินมองตามด้วยสายตาเหงาหงอยเล็กน้อยที่รู้ว่าตัวเองอาจจะต้องจากกับแมวสีเทาตัวอวบตัวนี้อีกครั้ง เชอร์ลินยื่นมือไปลูบหัวแมวตัวน้อยที่ยื่นหน้ามาถูที่มือของเด็กหญิง
          จอห์นหันไปมองหน้าเชอร์ล็อคเพื่อขอให้นักสืบหนุ่มเปลี่ยนใจหรือหาวิธีอย่างอื่นเพื่อช่วยแมวตัวนี้ ไม่เช่นนั้นเชอร์ลินอาจจะร้องไห้อีกครั้งก็เป็นไปได้
          "เชอร์ลินต้องตัดใจซะนะ เราเลี้ยงบ๊อบบี้ไว้ไม่ได้ คุณยายแพ้แมวมากๆเห็นไหม เดี๋ยวคุณยายจะป่วยถ้าบ๊อบบี้อยู่ในบ้าน" เชอร์ล็อคพูด
          "ค่ะ คุณพ่อ" เด็กหญิงตอบเสียงเศร้า
          "แต่ลุงไมค์ไม่แพ้แมว" เชอร์ล็อคพูดต่อ "บ๊อบบี้ดื้อหรือเปล่า ถ้าไม่ดื้อก็คงไปอยู่กับลุงไมค์ได้"
          "ไม่ดื้อค่ะคุณพ่อบ๊อบบี้ไม่ดื้อ" เชอร์ลินยิ้มแล้วพูดกับแมว "บ๊อบบี้ไม่ดื้อใช่มั้ยมี้ๆ ใช่มั้ย"
          จอห์นยิ้มให้เชอร์ล็อคแทนการขอบคุณแล้วพูดกับเชอร์ลิน "เชอร์ลินจะได้เล่นกับบ๊อบบี้ไปตลอดเลย บ๊อบบี้จะไปอยู่กับลุงไมค์แล้วดีใจไหม"
          "ดีใจค่ะ" เด็กหญิงตอบด้วยเสียงยินดี
          "เดี๋ยวลุงเกร็กจะมารับบ๊อบบี้ไปนะ ไว้วันอาทิตย์หรือวันหยุดเชอร์ลินจะไปเล่นกับบ๊อบบี้ที่บ้านลุงไมค์ก็ได้" เชอร์ล็อคพูดเสริม
          "เชอร์ลิน ขอบคุณคุณพ่อหรือยัง คุณพ่ออนุญาตให้เลี้ยงบ๊อบบี้ไว้ได้ แค่เอาไปฝากไว้ที่บ้านลุงไมค์เฉยๆเอง" จอห์นพูดกับคนที่นั่งอยู่บนตัก
          "ขอบคุณนะคะคุณพ่อ ขอบคุณนะคะอาจอห์น" เชอร์ลินยิ้มแล้วหันไปคุยกับแมว "บ๊อบบี้ขอบคุณคุณพ่อกับอาจอห์นสิ"
          เจ้าแมวน้อยที่ไม่เข้าใจอะไร มันกระโดดขึ้นมานั่งตักเด็กหญิงแล้วเอาหน้าถูไถไปมาเหมือนกำลังต้องการบางอย่าง
          "มันหิวอีกแล้วหรือเปล่าเชอร์ลิน" จอห์นถามเมื่อเห็นแมวน้อยกระโดดขึ้นมาอ้อนขอบางอย่าง
          "บ๊อบบี้กินเยอะจังเลย บ๊อบบี้จะเป็นแมวอ้วน" เชอร์ลินพูดแล้วเกาคอให้แมว
          "บ๊อบบี้กินนมเยอะเหมือนเชอร์ลินเลย" จอห์นพูด "อีกหน่อยบ๊อบบี้ต้องอ้วนมากแน่ๆ"
          "อ้วนแข่งกับเชอร์ลินเลย" เชอร์ลินหันมายิ้มให้จอห์น
          "อ้วนกว่านี้อาอุ้มไม่ไหวแล้วนะ" จอห์นพูดด้วยใบหน้ายิ้ม
          เชอร์ลินมุดหน้าไปกับหน้าอกของผู้เป็นอา "ไม่เอาๆๆ อาจอห์นต้องอุ้มให้ไหว ต้องอุ้มเชอร์ลินกับบ๊อบบี้ให้ไหวนะคะ"
          จอห์นกอดหลานสาวบนตักไว้หลวมๆแล้วพูดขึ้นมา "อ้วนกว่านี้อาก็อุ้มไว้ เชอร์ลินเป็นหลานอานี่นา" จอห์นพูดแล้วหันไปยิ้มให้เชอร์ล็อคแทนการขอบคุณอีกครั้ง

          .....ขอบคุณที่ทำให้เขาได้หลานสาวที่น่ารักกลับคืนมา....
          




















**************************************************

          ชื่อตอน "Acoustic Kitty" มาจากภารกิจ Acoustic Kitty ซึ่งเป็นภารกิจของ CIA ของสหรัฐอเมริกา ที่พยายามใช้แมวเป็นสายลับในสมัยสงครามเย็นจริงๆค่ะ (ช่วงปี ค.ศ1960 ) โดยแมวที่เข้าโครงการจะเป็นแมวจรธรรมดาๆ มันจะถูกสัตวแพทย์ทำการผ่าตัดให้เป็นสายลับ ด้วยการฝังไมโครโฟนลงไปในหู ใส่ตัวส่งคลื่นวิทยุไปที่ฐานของกระโหลก และท่อเสาสัญญาณชนิดบางลงกับขน แล้วก็จะส่งสัญญาณบังคับให้แมวไปอยู่ใกล้ๆกับบุคคลสำคัญต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวรัสเซียค่ะ (สมัยนั้นยังเป็นโซเวียต และสหรัฐกับโซเวียตก็ไม่ถูกกัน โดยพยายามล้วงข้อมูลฝ่ายตรงข้ามอยู่ตลอดเวลาจนมาถึงปัจจุบัน) แต่ไม่รู้จะเป็นเรืองที่น่ายินดีดีมั้ยที่โครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จค่ะ แมวตัวแรกของโครงการถูกรถชนตาย (บางสื่อบอกว่าโซเวียตรู้ทันโครงการนี้เลยขับรถชนแมวเสียเลย บางคนว่าเป็นอุบัติเหตุ) ส่วนตัวต่อๆมา ทาง CIA ควบคุมไม่ได้เพราะแมวชอบวิ่งไปหาอาหาร 55555 โครงการนี้เลยถูกพับเก็บไปโดยทิ้งเงินวิจัยไป 20 ล้านเหรียญเลยทีเดียว
          นอกเหนือจากแมวแล้ว CIA ยังพยายามให้แมลงกับนกพิราบเป็นสายลับด้วยค่ะ
          โครงการเหล่านี้ถูกปิดเป็นความลับมาตลอด 40 กว่าปีตั้งแต่สมัยสงครามเย็นจนกระทั่งมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเปิดโปงองค์กรของตนเองโดยเอาเอกสารลับๆจำนวนหนึ่งมาเผยแพร่ลง Internet ในปี 2001 จึงทำให้ชาวโลกได้รับรู้ว่า CIA เคยทำอะไรมาบ้าง ซึ่งเมื่อเอกสารของโครงการนี้ถูกเผยแพร่ออกมา สหรัฐอเมริกาก็ถูกต่อต้านจากคนรักสัตว์ทั่วโลกถึงความเลือดเย็นในโครงการนี้ ก่อนที่เรื่องมันจะค่อยๆซาลงไปจนคนเริ่มจะลืมในที่สุด
สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ Acoustic Kitty  



*******************************************************
          มีคนเข้าไปทักทายในทวิตเตอร์เยอะแยะเลย ขอบคุณทุกๆกำลังใจนะคะ จะพยายามเขียนผลงานออกมาให้ทุกคนอ่านเรื่อยๆค่ะ ไม่หนีหายไปไหนน้าาา แต่สัปดาห์นี้มาช้าเพราะเป็นหวัดนิดหน่อย สมองไม่ค่อยลื่นไหล พิมพ์แล้วลบ พิมพ์แล้วลบอยู่หลายรอบเชียว T^T ทุกคนรักษาสุขภาพด้วยนะคะ =^^=





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

385 ความคิดเห็น

  1. #140 Rainbow_Jang (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 / 11:20
    ดีใจด้วยน่ะ
    #140
    0
  2. #83 ๋Junior Prince LP (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 30 กันยายน 2559 / 22:33
    หนูเชอร์รีนกลับมาเหมือนเดิมแล้ว T T
    #83
    0