ดวงใจศิขรินทร์ [สนพ.ชูการ์บีท ตีพิมพ์]

ตอนที่ 38 : ดวงใจศิขรินทร์ : ตอนที่ 13 --- 30%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,748
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 172 ครั้ง
    8 ธ.ค. 62



ตอนที่ 13

            เช้าตรู่ของสองสัปดาห์สุดท้ายก่อนกิจกรรมค่ายอาสาที่หมู่บ้านมะปินจะสิ้นสุดลง บรรดาชาวค่ายชายหญิงพากันเดินชักแถวตามประธานค่ายร่างใหญ่อย่างดิน เข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้านตามตารางกิจกรรมที่วางแผนไว้ ในมือของแต่ละคนต่างหอบหิ้วเสบียงมากมายไว้เต็มสองมือ บ้างก็ถือกล่องข้าวสีสันสดใส บ้างก็ถือห่อข้าวจากใบตองซึ่งถูกมัดด้วยเชือกกล้วยสีน้ำตาลอ่อน ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของบ้านไหนจะจัดเตรียมให้อย่างไร ทำเอาบรรดาหนุ่มสาวชาวกรุงตื่นเต้น พร้อมทั้งหยิบยกเรื่องการเดาเมนูอาหารในกล่องข้าวมาพูดคุยกันยกใหญ่ แล้วก็พากันหัวเราะอย่างสนุกสาน ราวกับได้ย้อนเวลากลับไปเป็นช่วงวัยเด็กอีกครั้ง

            โดยกิจกรรมแรกของเช้าวันนี้ คือการเรียนรู้วิธีการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ของมะปินปลูกทั้งข้าวนาปีและข้าวนาปรัง โดยมีทั้งข้าวสารและข้าวเหนียว เพราะมีวิถีการกินที่หลากหลาย นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้แต่ละบ้านต้องปลูกข้าวทั้งสองชนิด โดยแปลงนาที่มะปิน แตกต่างจากจินตนาการที่ทุกคนคิดไว้ค่อนข้างมาก ทำเอาหลายคนถึงกับอ้าปากหวอ ยามเห็นแปลงนาสูงชัน ที่มีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นแซมเป็นหย่อมๆ ดูแปลกตา ไม่เหมือนกับท้องทุ่งนาที่มักจะเปิดเป็นร้านกาแฟตามที่เคยเห็นผ่านสื่อโซเชียลเลยสักนิด

            ดิน อธิบายการทำกิจกรรมคร่าวๆ ก่อนแจกเคียว ซึ่งมีลักษณะเป็นมีดที่ทำจากเหล็ก โค้งคล้ายตะขอ มีคมอยู่ด้านในและมีด้ามจับให้กับสมาชิกชาวค่ายคนละหนึ่งอัน โดยทุกคนจะต้องช่วยกันทำภารกิจเกี่ยวข้าวให้เสร็จภายในครึ่งวันเช้า ท่ามกลางแสงแดดสลัวๆ ที่ไม่ร้อนจัดอย่างเช่นวันอื่นๆ 

            หลังจบคำชี้แจง ทุกคนต่างก็ช่วยกันลงแรงอย่างแข็งขัน พวกผู้ชายอาสาปีนขึ้นไปเกี่ยวข้าวบริเวณเนินเขาด้านบน ส่วนผู้หญิงช่วยกันเกี่ยวข้าวอยู่บริเวณเนินเขาด้านล่าง โดยมีเสียงเชียร์จากบรรดาชาวบ้านที่ออกมาเกี่ยวข้าวกันตั้งแต่ตอนตีสามจับกลุ่มนั่งพักคอยส่งเสียงให้กำลังใจ หลังจัดการเก็บเกี่ยวข้าวในแปลงนาของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว

            พี่ดินคะ ฝนมีคำถามน้ำฝนที่กำลังก้มๆ เงยๆ เกี่ยวข้าวเอ่ยขึ้น เรียกให้ดินและเพื่อนคนอื่นที่กำลังเกี่ยวข้าวอยู่เช่นกันหันมามอง

            ว่าไง

            ฝนอยากรู้ว่านาปีกับนาปรังมันต่างกันยังไงคะ

            นั่นสิเพื่อนคนอื่นส่งเสียงรับคำ ด้วยเพราะนึกสงสัยอยู่เหมือนกัน เนื่องจากสมาชิกชาวค่ายรุ่นนี้ เป็นหนุ่มสาวชาวกรุงซะส่วนใหญ่ ดินจึงไม่อิดออดที่จะอธิบาย

            ข้าวนาปี คือข้าวที่ทำในระหว่างเดือนเมษายนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นฤดูการทำนาปรกติ   พันธุ์ข้าวนาปีจะออกดอกตามวันและเดือนที่ค่อนข้างตายตัว ส่วนข้าวนาปรัง คือ นาข้าวที่ต้องทำนอกฤดูทำนาเพราะในฤดูทำนา น้ำมักจะมากเกินไป ซึ่งข้าวนาปรัง จะออกตามอายุ ไม่ว่าจะปลูกเมื่อใด พอครบอายุก็จะเก็บเกี่ยวได้

            อ๋อ งั้นข้าวที่มะปินก็ต้องเป็นข้าวนาปีใช่ไหมคะ เพราะยังอยู่ในระหว่างช่วงเดือนเมษากับเดือนกุมภา

            ใช่แล้วครับ

            แล้วข้าวที่เรากำลังเกี่ยวนี่เป็นข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียวคะ

            ข้าวเหนียวครับดินเอ่ยตอบอย่างใจดี ก่อนรุ่นน้องสาวจะพยักหน้ารับอย่างเข้าใจคลายความรู้สึกสงสัย ก่อนจะก้มหน้าเกี่ยวข้าวตามเดิม ขณะที่มีนมีนา ซึ่งกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ใกล้ๆ กันลอบยิ้มอย่างเอ็นดูในตัวแม่สาวช่างถาม พลางลงมือเกี่ยวข้าวตรงบริเวณด้านหน้าของตัวเองอย่างคล่องแคล่ว หลังใช้เรียนรู้วิธีการใช้เคียวอยู่ชั่วครู่ ท่ามกลางแสงแดดอุ่นๆ กับสายลมเย็นที่พัดโชย

            และด้วยความร่วมไม้ร่วมมือของบรรดาชาวค่ายทุกคน กิจกรรมเกี่ยวข้าวก็เสร็จสิ้นทันเวลาครึ่งวันเช้าไปอย่างฉิวเฉียด ก่อนทุกคนจะนั่งล้อมวงกินข้าวร่วมกันอย่างเอร็ดอร่อย โดยมีชาวบ้านทำกับข้าวมาเพิ่มเติมให้ เป็นเมนูพื้นบ้านอย่างแกงแคไก่หม้อใหญ่ รสชาติกลมกล่อม ทำเอาชาวค่ายส่งเสียงเฮฮาอย่างถูกอกถูกใจ เนื่องจากกับข้าวของบางคนที่ห่อมามีเพียงไข่ต้มกับเนื้อย่างแห้งๆ เท่านั้น 

            หลังกินข้าวกันเสร็จเรียบร้อย ดินก็พาทุกคนเดินเท้าต่อไปยังโรงผลิตชาของมะปิน ที่ตั้งอยู่กันละฝั่งกับทุ่งนา โดยปล่อยให้ชาวบ้านทำหน้าที่เก็บรวงข้าวที่เกี่ยวเสร็จแล้วไปเก็บไว้ยังยุ้งข้าวประจำหมู่บ้าน 

            โรงผลิตชาของมะปิน ยังคงเป็นโรงงานที่ยังคงความเก่าแก่เอาไว้ ด้วยเพราะกรรมวิธีการผลิตชาของที่นี่ยังคงเน้นการทำด้วยมือเป็นหลัก ไม่ได้ใช้เครื่องจักรทุ่นแรงเฉกเช่นเดียวกับที่อื่นๆ ทำให้ยอดชาแต่ละยอดมีความเป็นมาและเรื่องราวในตัวของมัน ซึ่งดินบอกว่านี่เป็นเอกลักษณ์และจุดเด่นที่ทำให้ชาของมะปินได้รับความนิยม

            โรงผลิตชาของมะปินมีโรงเรือนที่ทำจากปูนเปลือยชั้นเดียวตั้งอยู่เคียงกันจำนวนสามหลัง พร้อมด้วยโรงเรือนสำหรับตากใบชาอีกหนึ่งหลัง ล้อมรอบด้วยต้นไม้น้อยใหญ่เขียวขจี ส่งให้บรรยากาศโดยรอบเย็นสบาย แถมยังมีลำธารสายเล็กไหลผ่าน ข้างกันมีกระท่อมหลังเล็กๆ ตั้งอยู่ ดึงดูดให้หลายคนเดินเข้าไปนั่งพักผ่อน บ้างก็นั่งหย่อนเท้าลงลำธารอย่างสนุกสนาน หูก็ฟังดินอธิบายถึงประวัติความเป็นมาของที่นี่

            โรงชาของมะปินมีมาตั้งแต่สมัยรุ่นแรกๆ ราวหกสิบปีก่อน ก่อตั้งโดยตระกูลปถคีรี สมัยนั้นการผลิตและส่งออกชากำลังมาแรง ชาวบ้านจึงปลูกชาเป็นหลัก โดยมีตระกูลปถคีรีเป็นตัวกลางในการจัดหาตลาดและแหล่งส่งออก ทำให้บรรดาชาวมีฐานะดีขึ้นเรื่อยมา ก่อนตลาดชาจะซบเซาไปในช่วงหลังๆ ชาวบ้านจึงต้องขยับขยายทำอาชีพอื่น ด้วยการปลูกพืชผักและทำการเกษตร จนกระทั่งศิขรินทร์กลับมารับตำแหน่งผู้นำหมู่บ้านพร้อมด้วยแนวคิดสมัยใหม่ ชายหนุ่มจึงจัดทำประชาคมหมู่บ้านเพื่อนำเสนอโครงการจัดตั้งหมู่บ้านมะปินขึ้นเป็นโฮมสเตย์ และจะพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ตอนแรก ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย แต่ศิขรินทร์ก็ไม่ท้อถอย ด้วยเพราะมีความตั้งใจที่จะช่วยพัฒนา จนชาวบ้านเริ่มยอมรับในที่สุด ชายหนุ่มจึงเริ่มดำเนินการเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ รวมทั้งฟื้นฟูโรงชาและธุรกิจการส่งออกชาด้วย

            การทำไร่ชาของมะปินเป็นแบบผสมผสาน ไม่ได้ปลูกแบบขั้นไดอย่างสถานที่ท่องเที่ยวที่เคยเห็นตามนิตยสาร ต้นชาของมะปินจะถูกปลูกรวมกับต้นไม้ชนิดต่างๆ ทั้งต้นพลับ ต้นท้อและผลไม้ชนิดอื่นๆ เวลาผลไม้ชนิดต่างๆ สุกงอมและร่วงลงสู่พื้น ก็จะถูกทิ้งให้เน่าเปื่อยกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้บำรุงต้นชาอีกที ชาของที่นี่จึงปลอดสารพิษ

            ปัจจุบันมะปินส่งชาให้กับคู่ค้าประจำเป็นหลัก ไม่ได้ทำธุรกิจส่งออกเหมือนเมื่อก่อน ด้วยเพราะชามะปินต้องใช้ระยะเวลาในการผลิต ซึ่งลูกค้ารายใหญ่เจ้าประจำของมะปินคือโรงแรมในเครือตระกูลวรรักษ์ธิกุล ที่มีสาขาอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพมหานคร รวมทั้งโรงแรมวราเรสซิเดนซ์ ซึ่งเป็นโรงแรมที่ภรรยาของธิติเป็นเจ้าของด้วย และนั่นทำให้ใครต่อใครที่กังขาถึงฐานะของศิรินทร์ถึงบางอ้อ เพราะแค่อาชีพอาจารย์พิเศษกับรายได้จากการส่งออกชาให้วรรักษ์ธิกุลในแต่ละเดือนก็น่าจะเพียงพอแล้ว นี่ยังไม่นับรวมสมบัติของต้นตระกูลที่มีทั้งเงินและวัตถุ รวมทั้งรายได้ที่จะเพิ่มเข้ามาในอนาคตอีก จึงไม่แปลกที่เขาจะมีบ้านหลังใหญ่โตและขับรถราคาเจ็ดหลักแบบนั้น

            หลังจบการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโรงชา คำแปง ที่รับหน้าที่คล้ายกับผู้จัดการโรงชาก็แสดงฝีมือชงชาให้ทุกคนได้ลองชิม ทำเอาบรรดาชาวค่ายหลายคนชมเปาะ เพราะรสชาติชาของมะปินนั้นกลมกล่อม มีรสชาติหวานเล็กน้อยราวกับผลไม้ เข้ากันเป็นอย่างดียามกินคู่กับคุ้กกี้ลูกหม่อนที่ถูกนำมาเสิร์ฟ หลายคนจึงไม่ปฏิเสธยามที่คำแปงรินชาใส่ถ้วยให้ชิมเป็นแก้วที่สอง ก่อนจะพากันชักแถวเดินกลับเข้าหมู่บ้าน เมื่อการทัวร์โรงชาจบลง

            มีนมีนาเดินแยกตัวกับบรรดารุ่นน้องคนอื่นที่กำลังเดินมุ่งหน้ากลับที่พัก ตรงไปยังจุดที่มีสัญญาณโทรศัพท์ เพื่อต่อสายหาเพื่อนสนิทที่ไม่ได้คุยกันมานานราวสองสัปดาห์แทน ครู่เดียวเสียงแจ้วๆ ของพะแพงก็ดังลอดมา

            "โอ๊ย ตายยากจริงเชียว" มีนมีนาหัวเราะยามได้ยินประโยคทักทายแปลกๆ จากเพื่อน "นี่ฉันกำลังดูเพจมะปินอยู่พอดีเลย เห็นห้องสมุดชมชนด้วยนะ น่ารักเชียว ฝีมือแกหรือเปล่า"

            "ก็ช่วยๆ กัน ฉันไม่ได้ทำคนเดียว"

            "ไม่ ฉันหมายถึงโครงสร้างน่ะย่ะแม่สถาปนิก" พะแพงค่อนขอดอย่างรู้จักนิสัยเพื่อนดี แต่กระนั้นมีนมีนาก็ยังถ่อมตัว

            "ก็นั่นแหละช่วยๆ กันคิด"

            "แหม่ถ่อมตัวเหลือเกิน" พะแพงทำเสียงค่อนขอด หากอยู่ด้วยต่อหน้าคงได้เห็นแม่คุณเบ้ปากมองบนอย่างหมั่นไส้เธอแน่ๆ แค่คิดภาพตามก็ทำเอามีนมีนาหลุดยิ้ม

            "แล้วนี่แกเป็นไงบ้าง สบายดีหรือเปล่า พักนี้ไม่ค่อยโทรหาฉันเลย"

            "ก็อย่างที่แกเห็นในเพจนั่นแหละ กิจกรรมค่อนข้างเยอะน่ะ" มีนมีนาตอบ แบบที่คนซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวในเพจอยู่ทุกวันก็ไม่เถียง

            "แล้วนี่เหลืออีกกี่วันอ้ะ ใกล้กลับแล้วใช่ไหม"

            "อืม ประมาณสองอาทิตย์ได้มั้ง ทำไมหรือ" มีนมีนาย้อนถามกลับไป เมื่อปลายสายเอาแต่ซักถามลูกเดียว เสียจนน่าสงสัย

            "แล้วแกเป็นไงบ้าง มีใครมาจิ๊ๆ จ๊ะๆ บ้างไหม"

            "แกหมายความว่าไงเนี่ย"

            "แกอย่ามาทำไขสือหน่อยเลยมีน จะให้ฉันลงรายละเอียดไหมยะ ว่าฉันหมายถึงผู้ชายตัวสูง ผิวขาว หน้าคม คนที่ถอดเสื้อคลุมให้แกคนนั้นน่ะ" พะแพงอธิบายรายละเอียดยิบ ทำเอามีนมีนาอุทานอย่างตกใจ เมื่อภาพของศิขรินทร์ลอยวูบเข้ามาในความคิด นั่นมันเขาชัดๆ

--------------------------------------

มาอัพเพิ่มแล้วจ้าาาาา

คาดว่าอาทิตย์หน้า อีบุ๊กจะวางแผงให้สายอีบุ๊กได้อุดหนุนกันแล้วนะคะ

เรื่องนี้แหววลงไม่จบนะคะ หลังจากอีบุ๊กวางแผงก็จะหยุดอัพแล้วจ้า

หากนิยายเรื่องนี้ถูกจริตนักอ่านท่านใด ก็ฝากอุดหนุนติดตามกันด้วยนะคะ ^^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 172 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

660 ความคิดเห็น

  1. #660 ทัศน์ธารี แสนชา (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 17:00
    รอ รอ ค่ะ
    #660
    0
  2. #657 chayaphon (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2562 / 19:05
    รออออออออค่ะ
    #657
    0
  3. #656 Jakkaran55 (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2562 / 02:16
    อีก2อาทิตย์สาวจะกลับละนะ ถ้าคัณค่มช้าน่าจะแห้ว
    #656
    0
  4. #655 Tudtu Sujaree (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2562 / 22:18
    หืมมมม ใกล้จะกลับแล้วเหรอมีน
    #655
    0
  5. #654 wayray (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2562 / 20:39
    รออีบุ้คคคคคจะไม่ไหวแล้ว 5555555
    #654
    0