คัดลอกลิงก์เเล้ว

- 永远 - eternally - BOZHAN

โดย MOMiBOO

เวรกรรมของเว่ยอู๋เซียน คงจะเป็นเพราะทำให้ผู้ซึ่งเป็นต้นแบบอันดีงามของโลกดวงนี้ ต้องบาปเพราะความรักเป็นแน่แท้

ยอดวิวรวม

345

ยอดวิวเดือนนี้

97

ยอดวิวรวม


345

ความคิดเห็น


3

คนติดตาม


13
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  15 ก.ย. 62 / 20:44 น.
นิยาย - 永远 - eternally - BOZHAN - 永远 - eternally - BOZHAN | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 15 ก.ย. 62 / 20:44


         



  - 永远 -

eternally

BOZHAN

The Untamed Fanfiction



            ทั้งห้องมีเพียงเสียงเขียนปากกา นาฬิกาที่กำลังเดินไปตามทิศทาง ถังออกซิเจนในตู้ปลา และลมหายใจของคนสองคน ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน


            คุณหมอมองลอดแว่น คนฝั่งตรงข้ามนั่งอยู่นิ่ง ๆ ตามที่บอกไว้เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว มือเขี่ยมือถือ ไม่ส่งเสียงใด นอกจากบางครั้งจะยกยิ้มเมื่อเจออะไรถูกใจ และหุบยิ้มตอนที่รู้สึกว่ากำลังถูกจ้อง เด็กคนนั้นเก็บมือถือ และนั่งหลังตรงอีกครั้ง เพื่อฟังคำอธิบายจากคุณหมอประจำเคสของแม่

 

            “ช่วงนี้จัดยาตามให้ตามที่เขียนไว้ ถ้าเกิดปัญหาอะไรตามมาให้แจ้งทันทีนะครับ”

 

            “ครับ”

 

            “ครับ”

 

เหมือนจะจบบทสนทนา แต่เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนยังคงนั่งอยู่ที่เดิม และยังจ้องคุณหมอไม่วางตา

 

“หลานวั่งจี คุณมีอะไรหรือเปล่า”

 

“เปล่าครับ”

 

“ถ้าอย่างนั้นก็กลับได้ครับ”

 

“เอ่อ”

 

“ตกลงมีอะไรครับ”

 

            ตั้งแต่เดือนก่อนที่แม่ป่วยและเข้าโรงพยาบาล ก็ได้คุณหมอที่ใบหน้าสวนทางกับอายุช่วยดูแลให้จนถึงครึ่งทางของการรักษา พวกเขาพูดคุยกันบ้างเป็นบางครั้ง ส่วนใหญ่ก็ได้ฟังจากแม่นั่นแหละ ว่าคุณหมอคนนี้มือวิเศษ จับตรงไหนก็หายเมื่อย ตรวจตรงไหนก็เจอจุดรักษา แถมยังใจดี และยิ้มเก่งอีกต่างหาก ซึ่งก็มีแต่หลานคนแม่เท่านั้นที่ได้เห็น หลานคนลูกสัมผัสได้แต่ความเฉยชาไม่สนใจโลกของหมออย่างเดียว ในสายตาของเด็กชื่อวั่งจี หมอเว่ยเป็นคนดุ ไร้อารมณ์ขัน การทำงานของเขาค่อนข้างจริงจังและตรงไปตรงมา เด็กไฮเปอร์อย่างเขาไม่มีทางทำลายกำแพงน้ำแข็งลงได้เลย

 

“เปล่าครับ”

 

“งั้นเชิญครับ หมอจะพักแล้ว”

 

“หมอจะพักแล้วหรอ”

 

            ราวกับเป็นช่วงเวลาที่รอคอย วั่งจีเปิดกระเป๋าเป้ใบใหญ่แล้วค้นบางอย่างในนั้น เสื้อผ้าของแม่และเขาซึ่งเตรียมเอากลับไปซักที่บ้านวางแผ่บนโต๊ะทำงาน ดวงตากลมโตยังคงจ้องมองอย่างไร้อารมณ์ ก่อนมันจะสั่นไหวเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเห็นกล่องข้าวสีฟ้าในมือเด็กหนุ่ม

 

“ผมทำมื้อกลางวันมาให้คุณหมอ”

 

“ครับ”

 

“ไม่รู้ว่าจะชอบไหม บ้านผมไม่กินเผ็ดเท่าไหร่”

 

“ขอบคุณครับ”

 

            หมอเว่ยตอบ เอื้อมไปรับกล่องข้าวที่ยังอุ่นวางไว้ข้างตัว และกล่าวว่าจะกินเป็นอย่างดี เด็กเผยรอยยิ้มแก่เขา ไม่ว่าจะยิ้มด้วยความดีใจ หรือพอใจในผลลัพธ์ก็ตาม เขาลาคุณหมอ และไม่ลืมหยิบสเก็ตบอร์ดตัวเก่งกลับไปด้วย หมอเว่ยเอนหลังลงที่พนักพิง ไม่ทันไรเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่อยากให้หัวใจที่เต้นระรัวหยุดทำงาน

 

“หมอเว่ยคะ พี่เอาน้ำแกงมาให้ค่ะ”

 

“ขอบคุณมากครับพี่หลี”

 

            พยาบาลหน้าห้องตักซุปรากบัวกระดูกหมูถ้วยใหญ่วางตรงโต๊ะกินข้าว ดวงตางดงามราวกับพระแม่ผู้อ่อนโยนเหลือบเห็นกล่องข้าวตรงนั้น พลันก็เผยรอยยิ้มที่ชวนคิดถึงออกมา

 

“วันนี้พกข้าวมากินเองหรอคะ น้ำแกงของพี่คงเป็นหมันแล้ว”

 

“ไม่หรอกครับ น้ำแกงของพี่หลี ถึงท้องแตกตายก็ต้องกินให้ได้เลย”

 

“เด็กคนนี้เมื่อไหร่จะเลิกปากหวานสักที พี่แบ่งกระดูกหมูมาให้เยอะกว่าน้องชายกับสามีพี่แล้วนะคะเนี่ย”

 

            พยาบาลสาวปิดปากหัวเราะ เล่าถึงน้องชายตอนกระเง้ากระงอดขอกระดูกหมูเพิ่ม พร้อมกันกับสามีสกุลจินและลูกชายที่น้อยใจคุณแม่ซึ่งเหมือนจะรักหมอหนุ่มหล่อที่โรงพยาบาลมากกว่าใคร คนเหล่านั้นไม่มีใครรู้จักเว่ยอู๋เซียนสักคน แต่กลับรู้สึกริษยาเพียงเพราะถูกแย่งน้ำแกงเท่านั้น หมอเว่ยหัวเราะด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก ส่งเสียงอยู่อย่างนั้นกระทั่งพยาบาลหลีเดินออกไป เสียงสดใสค่อย ๆ เงียบลง รอยยิ้มกว้างของคุณหมอเรียบเป็นเส้นตรง และดวงตาสดใส กลับแทนด้วยน้ำตาที่ใช้กำลังอย่างมากบังคับไม่ให้ไหลลงมา

 

            ทุกคนต่างได้ชดใช้สิ่งที่เคยกระทำในครั้งก่อน เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร สูญเสีย พลัดพราก ลาจากนับครั้งไม่ถ้วน แต่เป็นโชคดี ที่สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว เมื่อเมล็ดพันธุ์งอกเงยขึ้นครั้งใหม่ ย่อมลืมสิ้นถึงร่างกายเมื่อคราวเป็นต้นไม้ใหญ่ ยอมรับที่จะเติบโตตามขั้นตอนของชีวิต

 

ทว่าปรมาจารย์อี๋หลิงเว่ยอู๋เซียน เป็นดั่งต้นไม้ยืนต้นตาย

ไร้วิญญาณ ไร้การเติบโต

ไร้จุดสิ้นสุดของวัฏจักร

 

            ราวกับเวรกรรมของการเกิดมาเป็นเว่ยอู๋เซียน ร้อยล้านครั้งทำดี ไม่เคยก่อผล เมื่อผิดเพียงครั้ง พายุกรรมกลับยิ่งใหญ่จนต้านไว้ไม่อยู่ นามของเว่ยอู๋เซียน คงอยู่เนิ่นนานจนเขาเองก็จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ ราวกับว่าหากเขาได้เขียนเรื่องราวที่เคยผ่านมา คงเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียว เขาเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น ผู้คนที่พบเจอ ผู้คนที่เคยสร้างเรื่องราวไว้ด้วยกัน ต่างเกิดและดับไม่รู้จักสิ้น เวียนว่ายในวัฏสงสารอันพึงจะเป็นตามธรรมชาติของมนุษย์

 

            เขาเสียเวลาสำหรับการค้นหาว่าเพราะเหตุใดร่างกายถึงยังหยุดไว้ที่อายุเดิม ไม่แก่เฒ่า ไม่เหี่ยวเฉา ซ้ำยังคงพลังวิชาแกร่งกล้า เขาคิดจนสมองแทบระเบิด บ้าคลั่งกับการจากไปของผู้เป็นที่รักกระทั่งเว่ยอู๋เซียนได้เห็นด้วยตาตัวเอง ถึงการเกิดขึ้นใหม่ของหลานวั่งจีหลังจากที่ละสังขารเซียนในเวลาไม่นาน ในตอนนั้นเมื่อเข้าเมือง จมกับความทรมานไปหลายปี เขาพบเด็กหนุ่มอายุ 17 ลูกชายของพ่อค้าวาณิชนามหลานวั่งจี ในใจภาวนาให้เป็นเพียงแค่ความบังเอิญ ทว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนั้น กับสิ่งที่เคยเป็นไปเมื่อครั้งยังอาศัยใต้ร่มไม้ ณ อวิ๋นเซินปู้จื่อฉู่ แทบจะซ้อนทับเป็นภาพเดียวกัน

 

            นั่นคือชาติแรกที่เขาได้พบกับหลานจ้านอีกครั้ง เขาคิดว่าโชคดี ผู้ซึ่งเคยสูญเสียย่อมรับรู้ความเจ็บปวดอันทรมาน เว่ยอู๋เซียนไม่ทำผิดแบบที่เคยทำ ไม่ยอมให้สิ่งนั้นมาพรากพวกเขาไปจากกัน ทว่าหลานจ้านก็ยังจากเขาไปอีกจนได้ และเขายังคงอยู่ดังเดิม เรื่องราวเหล่านั้นวนเวียนมาอีกครั้ง เป็นชาติที่สอง ที่สาม และในชาติที่สี่ที่หลานวั่งจีกลับมา เว่ยอู๋เซียนจึงมั่นใจว่า นี่คงจะเป็นการชดใช้กรรม มีชีวิตอยู่อย่างทรมาน คงอยู่ในโลกอันโหดร้าย และเห็นภาพคนที่ตนรักสิ้นลมหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

            หมอเว่ยกินข้าวในกล่องนั้น รสชาติที่พยายามจะเผ็ดก็ยังจืดชืดสำหรับเขา แต่แค่เพราะมันคืออาหารของหลานวั่งจี จึงทำให้รู้สึกอร่อยราวขึ้นสวรรค์ และความอดทนอัดกลั้นที่สร้างไว้ก็พังทลาย

 

            เด็กหนุ่มวัย 17 คนนั้น กลับมาอีกครั้งแล้ว

 

           

            หลานวั่งจีเมื่อครั้งยังอยู่ในกูซู แทบเป็นคนละคนกับที่เขาเคยเจอ เหมือนว่าแท้จริงแล้วสิ่งนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลานวั่งจี บางชาติเขาก็พบกับคนโมโหร้าย บางครั้งก็โชคไม่ดีเติบโตในที่ซึ่งไม่สมควร บางชีวิตช่างสูงส่งจนเอื้อมไม่ถึง หรือบางครากลับราบเรียบดุจผืนน้ำไร้ความหวือหวา และทุกสิ่งเหล่านี้ ล้วนรวมกันเป็นหลานวั่งจีที่เขาปักธงรักสุดหัวใจ สิ่งเดียวที่ยังคงไว้ไม่เปลี่ยนแปลง คือความมุ่งมั่นต่อเว่ยอู๋เซียนอย่างไม่มีข้อยกเว้น แม้เขาจะต่อต้าน ด่าทอ ทุบตีให้หลานวั่งจีเลิกทำในสิ่งเดิม ๆ คือการรักเขามากแค่ไหน เด็กหนุ่มคนนั้นทำเพียงแค่ยิ้ม เอ่ยคำพูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย และเป็นคำสัตย์คำเดิมเสมอมาว่า ถึงอย่างไร ก็จะอยู่เคียงข้าง ไม่ปล่อยมืออีกจนเว่ยอู๋เซียนหมดปัญญาจะหนี เพราะไม่เคยทำได้เลยสักครั้งเดียว

 

“เย็นนี้หมอเว่ยคงไม่ว่างใช่ไหมครับ”

 

“ครับ” คุณหมอตอบแบบเดิม การเฉยชาเป็นหนึ่งในวิธีหลบเลี่ยงเวรกรรม

 

“ว่าแล้วเชียว ความจริงผมได้ตั๋วหนังมาล่ะ คิดว่าถ้าหมอออกเวรคงจะชวนไปดูด้วยกัน”

 

“ขอบคุณครับ แต่ผมไม่ดูหนัง”

 

“แล้วว่าง ๆ หมอทำอะไรหรอครับ”

 

แต่ถึงจะหลบเลี่ยงได้มากเท่าที่จะทำได้ หลานวั่งจีก็จะเป็นคนวิ่งเข้าใส่จนตั้งตัวไม่ทัน

 

            ครั้งหนึ่ง เว่ยอู๋เซียนพยายามจะเลี่ยงการเผชิญหน้าทุกวิถีทาง เพื่อหวังว่าชาตินี้ทั้งเขาและหลานวั่งจีจะไม่พบเจอโศกนาฏกรรมอีก ทว่าเขาก็ไม่อาจฝืนชะตา เว่ยอู๋เซียนหลบได้มากแค่ไหน หลานวั่งจีก็ก้าวเข้ามาได้เร็วมากกว่าร้อยเท่า สุดท้ายแล้วพวกเขาก็กลับสู่วัฏจักรเดิมไม่จบไม่สิ้น

 

“ไม่ได้ทำอะไรครับ”

 

“อย่างนั้นไม่แย่หรอ”

 

“ไม่ครับ ก็สบายดี” เว่ยอู๋เซียนพยายามจะเย็นชา แต่เมื่อเหลือบตามองเด็กคนนั้นจ้องเขากลับด้วยดวงตาราวกับลูกสุนัข ก็อดคันยุบยิบในหัวใจไม่ได้

 

“หมอสนใจสเก็ตบอร์ดไหม”

 

            เว่ยอู๋เซียนเงยหน้าจากกระดาน มองหลานวั่งจีที่ชาตินี้พูดเยอะเป็นพิเศษ เล่าถึงความดีงามของสิ่งที่เอาขาหนีบไว้ราวกับของเล่น เพราะกำลังคงบุคลิกของหมอเว่ย จึงไม่อยากหลุดขำออกไปแม้แต่นิดเดียว ใบหน้าของเขาตอนนี้จึงดูเหมือนกำลังโกรธ

 

“คุณหมอ ผมกวนหรือเปล่า”

 

ทั้งที่ความจริงออกจะชอบใจด้วยซ้ำไป หลานวั่งจีคนใหม่ที่เขาไม่เคยรู้จักเกิดขึ้นอีกแล้ว

 

            การยอมรับ หนึ่งในวิธีที่เขาจะใช้ชีวิตบนโลกนี้ เมื่อต้องยอมรับว่าไม่มีทางไหนเปลี่ยนชะตาชีวิตได้ เขาเริ่มรู้สึกสนุกทุกครั้งเมื่อได้เห็นหลานวั่งจีในมุมมองอื่นที่ต่างออกไป นอกจากความสุขที่จะได้กลับมาอยู่ด้วยกันแล้ว การได้เรียนรู้คนรักในรูปแบบใหม่ ก็นับเป็นสิ่งน่าพึงใจในบ่วงเวรกรรมนี้

 

“พูดเถอะ ผมคงยังไม่มีเวลาไปเล่นหรอก”

 

“ถ้าอยากเล่นเมื่อไหร่บอกนะครับ”

 

“ครับ”

 

“ผมจะสอนให้เอง อย่าให้คนอื่นสอนนะ”

 

            ดวงตาวั่งจีแข็งขึ้นเพียงนิดก่อนจะกลับเข้าสู่ปกติ หลานจ้านของเขาขี้หึงและไม่พอใจเมื่อเขาอยู่ใกล้ผู้อื่น สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะชายคนนี้เคยหึงกระทั่งหมาโง่ และเป็นเรื่องตลกอย่างมากที่ชาติหนึ่ง วั่งจีเคยเกิดเป็นคนขี้หึงจนเว่ยอู๋เซียนทนไม่ไหว ร้องไห้จะขอเลิกรักให้ได้

 

            เว่ยอู๋เซียนอดทนจนกว่าเด็กคนนั้นจะออกจากห้องไป แน่นอนว่าเพราะเขาสร้างกำแพงเย็นชาใส่หลานจ้านผู้เป็นที่รักตั้งแต่ครั้งแรก ต่อให้อยากเข้าไปกอดให้แนบใจแค่ไหนก็ทำไม่ได้ หมอเว่ยอดกลั้น ใช้แขนเล็ก ๆ ที่ผ่านฤดูกาลนับร้อยปีกอดตัวเองไว้แน่น ๆ แต่ทดแทนไม่ได้เลย ความอบอุ่นของคนผู้นั้นที่เพียงสบตาก็ละลายเกราะน้ำแข็งในหัวใจ เขาทิ้งหัวลงพนักพิงและถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ความใกล้ชิดที่ชักจะมากขึ้นทุกวัน มันค่อนข้างบั่นทอนหัวใจดวงน้อยของเขาอยู่สักหน่อย ด้วยเข้าใจในสัจจะที่ว่ามีพบต้องมีจาก หากได้กลับมาเจอกันในครั้งนี้ เขาพร้อมแล้วหรือสำหรับการจากไปของวั่งจีในอนาคต

 

            หลายคนมักคิดว่าหลานวั่งจีมีผลบุญหนุนนำจากการเป็นเซียนตูเหนือสกุลทั้ง 3 เหล่า จนสามารถใช้ชีวิตกว่าจะสิ้นอายุไขได้ยืนนานกว่าผู้อื่น แท้จริงแล้ว เมื่อเวลาเนิ่นนานผ่านไปจึงตระหนักว่า สิ่งนี้เป็นไปเพราะเวรกรรมอันเกิดจากการผิดกฎข้อร้ายแรงของตระกูล

 

            ห้ามผูกมิตรกับมาร

 

            หลานวั่งจีจึงต้องใช้ชีวิตอย่างยาวนานเพื่อชดใช้กรรมนั้น กี่ชาติก็ไม่รู้จบสิ้น ความเจ็บปวดจากการมีชีวิตยาวนาน นอกเสียจากทุกข์ทรมานร่างกายซึ่งเสื่อมโทรมตามกาลเวลา และยังเห็นร่างกายของอีกฝ่ายยังคงไว้ซึ่งอายุ 28 ไม่เปลี่ยน ชั่วขณะจิต วั่งจีเป็นกังวลเหลือเกิน หากตนตายไปแล้ว เว่ยอิงจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ใครจะปกป้องดูแล ใครจะเคียงข้าง บนโลกนี้สิ่งที่ดีสำหรับเว่ยอิงมากกว่าเขาย่อมไม่มีอีกแล้ว จึงมีอยู่ชาติหนึ่ง เมื่อหลานวั่งจีใกล้หมดลมหายใจ เขาร้องไห้ออกมา เป็นน้ำตาหยดสุดท้ายจากร่างกายเหี่ยวแห้งติดกระดูก กล่าวด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาว่า ไม่อยากไป’ ‘ไม่อยากห่างเจ้าอีกแล้ว’ ‘อย่าให้ข้าไปเว่ยอิงหลานวั่งจีกล่าวซ้ำไปซ้ำมาราวกับคนไร้สติ ช่วงเวลาที่ภาพเลือนรางราวหมอกควัน เมื่อหลานวั่งจีคิดว่าตนได้มาถึงจุดสูงสุดของความทุกข์ทรมาน ตนได้เห็นน้ำตาของเว่ยอิงอันเป็นที่รัก ไหลผ่านดวงตาที่เขาหลงไหล ผ่านพวงแก้มที่เขาเคยเชยชม ผ่านริมฝีปากที่เขารักหนักหนา และไหลลงสู่มืออันสั่นไหวซึ่งกำลังกอบกุมมือของเขาอยู่ จึงได้รับรู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเขา ที่ได้ผ่านภาพความตายของเขามานับไม่ถ้วน ย่อมเจ็บปวดยิ่งกว่าเป็นแสนเป็นล้านเท่า

 

            กรรมอันยาวนานนั้น ทำให้เว่ยอู๋เซียนได้มองคนที่ตนรักเกิดขึ้น เติบโต โรยรา ไม่รู้กี่พันต่อกี่พันครั้ง เขามักจะปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไรอยู่เสมอ เขามักแสดงออกว่าเข้าใจในวัฏจักรนี้อย่างถ่องแท้จากความเจ็บปวดนับร้อยครั้งที่ผ่านมา แต่ลึก ๆ ในก้นบึ้งหัวใจดวงน้อย ไม่มีสักครั้งที่จะรู้สึกยินดีกับการสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นศิษย์พี่ เจียงเฉิง หรืออาเยวี่ยน เขาร้องไห้จนน้ำตาแทบเปลี่ยนเป็นสีเลือด ปลอบใจตัวเองราวกับคนเพ้อว่าถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องกลับมาเจอกันใหม่ และกลับมามีความสุขอีกครั้ง แต่ช่วงเวลาที่ไร้ความอบอุ่นคู่เคียง เว่ยอู๋เซียนช่างเหงาจับใจ และภาวนาให้ตนตายเพื่อจบสิ้นความทรมานนี้สักที

 

            เวรกรรมของเว่ยอู๋เซียน คงจะเป็นเพราะทำให้ผู้ซึ่งเป็นต้นแบบอันดีงามของโลกดวงนี้ ต้องบาปเพราะความรักเป็นแน่แท้

 

           

            หมอเว่ยรักษาผู้เป็นแม่ของวั่งจี ใช้เวลานานมากพอที่จะทำให้เขาเริ่มแสดงออกทางความรู้สึก แม้จะยังคงบุคลิกเย็นชาเฉกเช่นวันแรกที่พบกัน แต่อย่างน้อยหมอเว่ยก็ยังมีรอยยิ้มให้แก่วั่งจีบ้าง เป็นบางครั้งที่เด็กคนนั้นทำให้รู้สึกมีความสุข จากการทำตัวตลก หรือโดนแม่ดุ ทั้งที่แท้จริง การมีตัวตนของหลานวั่งจี ก็นับเป็นความสุขหาใดเทียบของเว่ยอู๋เซียนแล้ว

            ท่ามกลางหัวใจอันอดกลั้นของคุณหมอ เด็กหนุ่มวัย 17 ก็ยังไม่อาจเข้าใจว่าเพราะเหตุใด หมอเว่ยจึงมักหลบหน้า ไม่เชิงว่าหลบไม่เห็นกัน แต่คุณหมอประหยัดคำพูด จะเอ่ยปากก็เฉพาะเรื่องงานเท่านั้น ต่อให้วั่งจีจะรู้สึกว่าที่ตนเข้าไปพูดคุยจะทำให้พวกเราสนิทกันมากขึ้น แต่มันก็ไม่มากพอจะทำให้คุณหมอพูดเรื่องนอกเหนือยาของแม่ได้เลย กับคุณหมอซีเฉิงประจำเตียงข้าง ๆ ยังรู้สึกซี้กันมากกว่านี้ วั่งจีไม่อยากต้องการความสนใจจากอีกฝ่ายขนาดนั้น เพียงแค่เขาอยากคุยด้วยปกติเหมือนคนธรรมดา ไม่ต้องหลบหน้า หรือต้องกังวลถึงคุณหมอซึ่งมักจะทำหน้าใกล้ร้องไห้ทุกครั้งที่คุยกัน เขาพยายามหาเรื่องพูดคุย จากสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวเขาทั้งสอง ยกตัวอย่างเช่น รอยที่คอ

 

“หมอเป็นแผลที่คอหรอ”

 

“ครับ”

 

หมอเว่ยตอบแค่นั้น ขณะตอบก็ยังไม่เงยหน้าจากบอร์ดผู้ป่วยด้วยซ้ำ

 

“ไปทำอะไรมา”

 

“---“

 

“หมอไปทำอะไรมาหรอ”

 

            วั่งจีไม่ใช่คนสอดรู้สอดเห็นขนาดอยากรู้เรื่องส่วนตัวของผู้อื่น ทว่าเพราะอยากเอาชนะปากที่ไม่ยอมอ้าสักที เขาจึงกลายเป็นเครื่องพ่นคำแสนน่ารำคาญในเวลาต่อมา

 

“กิ่งไม้บาด”

 

วั่งจีร้องในใจ หมอเว่ยพูดด้วยน้ำเสียงน่ารำคาญถือว่าสำเร็จ

 

“ไปทำอะไรมาครับ”

 

“ตั้งแต่เด็กแล้ว จำไม่ได้”

 

            หมอเว่ยมองวั่งจีเพียงวูบเดียวแล้วเขียนงานต่อ ใครจะไปลืมเอ็นฉินที่บาดคอด้วยน้ำมือของประมุขจินได้ เพียงแค่มันไร้ประโยชน์ที่จะพูดเท่านั้น ไม่เพียงอีกฝ่ายจะไม่เข้าใจ เขาเองก็ไม่อยากรื้อฟื้นคืนโศกนาฏกรรมนั้นขึ้นมาอีก

 

“เจ็บไหม ตอนนั้นจำได้หรือเปล่า”

 

“เจ็บ แต่ชินแล้ว”

 

“ทำไมชินล่ะ”

 

เว่ยอู๋เซียนพลาดครั้งใหญ่ เขาปล่อยให้วั่งจีได้ใจ ดังนั้นเขาจึงโดนถามไม่หยุด

 

“ตอนเด็กได้แผลบ่อย เลยชิน”

 

“แสดงว่าตอนนั้นหมอซนมาเลยใช่ไหม”

 

“---“

 

“ถ้ารู้ว่าเจ็บทีหลังก็อย่าซนสิ”

 


ถ้ารู้ว่าเจ็บ ทีหลังก็อย่าซนอีก

 


หมอเว่ยกระแทกกระดานลงโต๊ะ วั่งจียืดไหล่ตรง เด็กหนุ่มไม่แม้แต่สบตาที่จู่ ๆ ก็แดงก่ำอย่างไร้สาเหตุ กระทั่งลมหายใจก็ไม่กล้าให้มีเสียง

 


หลานจ้านนะหลานจ้าน

          คนที่มักจะทำให้ยิ้ม เป็นคนเดียวที่ทำให้อยากร้องไห้เสมอเลย

 


“ขอโทษ หมอโกรธหรอ”

 

“ไม่มีอะไร”

 

“ขอโทษที่พูดจาเกินเลย ผมแค่อยากคุยด้วย”

 

            วั่งจีเสียใจเพราะทำให้คุณหมอรู้สึกแย่ ทั้งที่ยังนึกไม่ออกว่าเหตุใดใบหน้านั้นถึงมีน้ำตาไหลรินได้ขนาดนี้ เขากลัวว่าความรั้นของเขาจะทำให้อีกฝ่ายนึกถึงอดีตที่ควรลืม

 

            หมอเว่ยสบตา ใบหน้าของวั่งจียังเรียบ เคร่งขรึมดังเดิม และดวงตาคู่นั้น ก็ยังคงทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้สึกภายในหัวใจได้ทั้งหมด ชั่ววินาทีนั้น เว่ยอู๋เซียนเจ็บปวดไปจนถึงขั้วหัวใจ ผู้ใดจะรู้ว่าเขาเสียใจแค่ไหนที่ทำให้หลานวั่งจีอันเป็นที่รักทรมานจากความไม่รู้ และตนยังมิอาจควบคุมความเจ็บปวดของตนเองได้ ยังคงอ่อนไหวกับคำพูดเก่า ๆ การกระทำเดิม ๆ ไม่เปลี่ยนแปลง ต่อให้จะเคยได้ยินเป็นร้อยครั้งพันครั้ง มันก็ยังมีอิทธิพลในหัวใจไม่รู้จบสิ้น

 

“หรือความจริง ผมไม่ควรจะยุ่งกับคุณหมอ”

 

“---“

 

“ความจริงเราควรจะคุยแค่เรื่องแม่เท่านั้น อย่างที่คุณหมอเคยบอกไว้”

 

“---“

 

“ผมควรทำแบบนั้นใช่ไหม”

 

            เว่ยอู๋เซียนควรตอบว่าใช่ ไม่ง่ายเลยที่เขาคนนั้นจะแสดงออกว่ายอมแพ้ ควรฉวยโอกาสนี้ ควรดีใจด้วยซ้ำ ความหวังที่ชาติภพนี้ หลานจ้านจะไม่ต้องเจ็บปวดจากความรักของเขา

 

            ทว่าราวกับฟ้ากลั่นแกล้ง เว่ยอิงส่ายหน้าอย่างไม่รู้ตัว เขาปล่อยให้ความต้องการส่วนลึกของหัวใจเผยตัวตนในวันนี้ คุณหมอปาดน้ำตา ยิ้มเบาบางจนแทบไม่เห็น กล่าวคำขอโทษต่อเด็กหนุ่มที่ทำท่าทางไม่ดีออกไป และเขาก็ได้รับคำขอโทษคืนเช่นกัน เว่ยอิงพยายามหักห้ามตัวเองแล้ว ขณะที่กำลังอธิบายความรู้สึกเพียงเศษหนึ่งส่วนล้านให้หลานจ้านฟัง ใจอีกดวงก็รั้งไว้ไม่ให้เดินหน้าไปมากกว่านี้ ด้วยกลัวว่าหากเขายังไม่เลิกใกล้ชิดคนตรงหน้า ทุกอย่างก็จะกลับไปเป็นดังเดิม กลับเข้าสู่วัฏจักรน่าสลดใจอีกครั้ง

 

“ผมกลัวว่าจะพูดเรื่องไม่ดีต่อคุณหมออีก”

 

“บอกครั้งที่สามแล้วว่าไม่ใช่ความผิดของนาย”

 

“ตอนคุณหมอทำหน้าร้องไห้ ใจผมหยุดเต้นเลย ไม่รู้ทำไม”

 

            ความรู้สึกของวั่งจีในชาติภพนี้ เป็นแบบเดียวกันกับในหลาย ๆ ชาติที่ผ่านมา แรกพบ รู้จัก หลงรัก และเจ็บปวด จนบางครั้งเว่ยอู๋เซียนนึกทรมาน เพราะหากไม่ใช่เวรกรรมที่ร่วมกันก่อขึ้น หลานจ้านจะยังรักเว่ยอิงผู้นี้อยู่หรือไม่ หากเขามีโอกาสได้จากโลกนี้ไป ภพหน้ายังเป็นหลานจ้านคนเดิมหรือเปล่า ที่เข้ามาทำให้หัวใจของเว่ยอิงมีชีวิตอีกครั้ง

 

“หมอไม่เป็นอะไร อย่ากังวลอีกนะ”

 

“แสดงว่าผมยังคุยกับคุณหมอได้อยู่ใช่ไหม

 

“ก็ไม่ได้ว่าอะไร ความจริงเมื่อกี้ก็ไม่ได้ว่าอะไรด้วยซ้ำ”

 

“ผมโล่งใจที่คุณไม่ไล่ผม”

 

            เว่ยอู๋เซียนจมกับความสับสนมาทั้งชีวิต เขาไม่เคยรู้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรหักห้ามใจ เขาปล่อยตัวเองไปตามอารมณ์ดังหลักตระกูลเจียง มีเพียงหลานวั่งจีผู้เดียวที่ทำให้เขาต้องหนักอกหนักใจเพียงนี้

 

            “บางที ถ้านายไม่ไปจากหมอตอนนี้ สักวันนายอาจจะเสียใจก็ได้นะ”

 

            เว่ยอิงจึงลองไปเสียทุกวิธีทาง ทั้งอยากให้อยู่ ทั้งอยากให้ไป ไม่รู้จะเลือกสิ่งใดให้คนผู้นี้อีกแล้ว เขามองหน้าวั่งจีอีกครั้ง ส่งสัญญาณเตือนครั้งสุดท้าย ท่ามกลางความว้าวุ่นในจิตใจ แท้จริงเว่ยอู๋เซียนต้องการเพียงแค่ได้หลับอิงในอ้อมกอดของหลานวั่งจีอีกครั้งเท่านั้น

 

            เด็กหนุ่มลุกจากเก้าอี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงเดินไปตรงหน้าของคุณหมอ ไหล่ทั้งสองข้างของเว่ยอู๋เซียนสั่นทันทีที่เขาสัมผัส วั่งจีก้มสบตาอีกฝ่ายที่สั่นระริก และอีกครั้ง เขายื่นมือไปแตะที่แก้มนั้นโดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องการหยุดน้ำตาซึ่งทำท่าจะไหลในไม่ช้า แต่สายเกินไป เขาไม่รู้เลย เพียงใกล้กันเท่านั้น หมอเว่ยก็คิดถึงสุดขั้วหัวใจ จนมิอาจกลั้นความรู้สึกได้แม้แต่นิดเดียว

 

“มีอะไรที่ผมต้องเสียใจ”

 

“---“

 

“การได้พบคุณเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว”

 

สิ้นคำพูด เว่ยอู๋เซียนทิ้งน้ำตาที่ไหล่ของวั่งจีทันที

 

            มือที่ครั้งหนึ่งเคยผลักใสก็โอบกอดด้วยความคิดถึง ตั้งแต่วันแรกที่เจอและรับรู้ถึงการมีตัวคนของวั่งจี เขาอดกลั้นต่อความรู้สึก ปฏิเสธชะตากรรม และผลักไสคนรักออกจากความทุกข์ทรมาน แต่ท้ายที่สุดแล้ว หมอเว่ยย่อมรู้ดี ต่อให้เขาลงแรงฝืนมากแค่ไหน ทุกอย่างก็ยังคงเดิม เขายังคงรักหลานวั่งจีเหมือนดังก่อน หลานวั่งจีก็ไม่มีทางปล่อยมือเขาเป็นครั้งที่สอง ต่างยอมเดินเข้าหาวัฏจักรอันเศร้าโศกด้วยกัน

 



            กลับเข้าสู่วงเวียนชั่วกัปชั่วกัลป์ไม่รู้จบสิ้น

 



END


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ MOMiBOO จากทั้งหมด 2 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 19 กันยายน 2562 / 14:02
    ฟิคดีมากค่ะ ชอบมากๆ ทำเราน้ำตาไหลเลย//ฮา พูดไม่ออกเลยแต่ชอบมากๆๆๆ
    #3
    0
  2. วันที่ 15 กันยายน 2562 / 22:48
    คือ สงสารพี่เว่ย พี่วั่งก็สงสารนะ แต่สงสารพี่เว่ยมากกว่า กี่รอบที่ต้องเห็น กี่ครั้งต้องเสียใจ ถึงจะบอกว่าชิน แต่มันไม่มีทางชินกะการจากลากะคนที่รักได้อ่ะ คือความผูกพันที่หายไปมันไม่มีทางลืมได้อ่ะ พี่วั่งก็ต้องรักมาก เจ็บ แล้วก็ไป มันก็เวียนว่ายเจ็บเรื่อยๆ แต่พี่เว่ยคือเจ็บสะสมอ่ะ สงสาร เมื่อไหร่จะหลุดพ้น

    ปล.เมเอง
    #2
    0
  3. วันที่ 15 กันยายน 2562 / 21:30
    โห ;___; เก่งจังเลยค่ะ แง ชอบมากเลย ไม่อยากบอกว่ามันขมๆ แต่ก็นึกคำอื่นไม่ออกค่ะ เป็นขมที่ดี แบบบอกไม่ถูกค่ะ จะเริ่มยังไงดีล่ะ 555555 อ่านจบแล้วเป็นโล่งๆว่างๆแบบบอกไม่ถูกค่ะ แต่ชอบมากเลย รู้สึกว่า อือ ลึกซึ้ง งี้เลยค่ะ
    ตอนที่บอกว่าอย่าซน แล้วสิ่งที่พี่วั่งเคยพูดซ้อนทับขึ้นมาคือจะร้อง รู้สึกอึดอัด เจ็บปวดยังไงไม่รู้ อยากหนีแค่ไหน อยากให้เขาไปไกล ๆ ไม่อยากสูญเสีย ไม่อยากให้เจ็บปวดอีกแล้ว แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นเลย เพราะตัวเองก็รักแต่พี่วั่ง แล้วไม่ว่าจะวนกลับมากี่ชาติกี่ภพ พี่วั่งก็จะรักแต่เว่ยอิงอยู่ดี
    พอมาคิดว่าต้องมาเห็นเขาจากไปซ้ำ ๆ ในขณะที่ตัวเองยังอยู่ที่เดิมก็ คือแบบ เออหัวใจอะ รู้ว่าเดี๋ยวก็วนกลับมาเจออีก แต่กับความสูญเสียมันไม่มีใครรู้สึกชินได้หรอก
    อ่านแล้วอยากให้เขามีความสุข แต่ก็ไม่กล้าบอกให้เขามีความสุขโดยไม่ต้องไปสนใจเรื่องอื่นเลย ;__; มันยากอะ แต่ก็หวังว่าเขาจะมีความสุขหลังจากที่ยอมรับ สุดท้ายถึงมันจะเสียใจอีกครั้งนึง แต่เดี๋ยวมันก็จะวนกลับมามีความสุขอีกครั้งนึงเหมือนกัน ปล่อยให้โชคชะตาใจร้ายไปอย่างเดียวเถอะ ทั้งสองคนอย่าใจร้ายใส่กันก็พอแล้ว ;—;
    ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ ชอบมากๆๆ แบบมากจริงๆ เล่าเรื่องออกมาดีมากๆ ประทับใจค่ะ ไว้จะกลับมาอ่านอีกนะคะ <3
    #1
    0