|TH| p r i m r o s e ; my happiness, my endless summer.

ตอนที่ 7 : ร้านอาหาร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    7 เม.ย. 62











 

เราขับรถไปบนทางหลวงเรื่อย ๆ อย่างไม่เร่งรีบ มีจอดพักเพื่อซื้อขนมขบเคี้ยวให้คุณหนูบ้าง แวะเติมน้ำมันบ้าง จนกระทั่งถึงเวลาอาหารเที่ยง คุณหนูก็เริ่มมองหาร้านอาหารที่น่าสนใจ แล้วในที่สุดเธอก็เลือกร้านอาหารเล็ก ๆ ริมถนน มันดูเรียบง่ายแต่ก็ทันสมัย ตัวอาคารก่อจากอิฐและถูกทาด้วยสีเหลืองดูสดใส หน้าร้านเป็นกระจกล้วนเพื่อให้ลูกค้าได้มองดูรถราบนท้องถนนและผู้คนบนบาทวิถี

ให้ความรู้สึกแบบอเมริกันดีว่าไหมคุณหนูหันมายิ้มกว้าง ก่อนจะผลักประตูกระจกเข้าไปในร้าน

ภายในร้านให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บนรถไฟ มันเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีโต๊ะตั้งเรียงรายไปตามความยาวของห้อง อีกฝากหนึ่งมีพนักงานในชุดเครื่องแบบสีชมพูกำลังง่วนอยู่กับการทำหน้าที่ในเที่ยงอันวุ่นวายอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์ซึ่งมีเก้าอี้หัวกลมอยู่ข้างหน้าสำหรับให้ลูกค้านั่ง แสงไฟสีเหลืองในร้านทำให้ผมรู้สึกอบอุ่น

ทีนี้ คุณแฮร์โรลคุณหนูพริมโรสหยิบเมนูอาหารขึ้นมา หลังจากที่ผมนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเธอเรียบร้อยแล้ว ถึงตานายเลือกบ้าง

ผมเลิกคิ้ว ก่อนจะยิ้มแหย ๆ ให้เด็กสาวตรงหน้า “คุณหนูเลือกเถอะครับ

ไม่ๆๆเธอส่ายหน้ารัว ๆ เพื่อยืนยันการปฏิเสธ ก่อนจะเริ่มอ่านเมนูอาหาร สเต็กเนื้อย่างด้วยไฟอ่อน ๆ ไม่ ๆ เรากินสเต็กกันไปแล้วแล้วเธอก็ไล่สายตาต่อไป “วัฟเฟิลร้อนที่อร่อยที่สุดในเมือง อื้ม อันนี้น่าสนนะว่าไหม โอ้ โกลเด้นบราวน์ ฟิชแอนด์ชิพก็น่าสนใจ แล้วก็นี่…”

ผมได้แต่นั่งยิ้ม และพยักหน้ากับทุกเมนูที่เธอเสนอมา ซึ่งคุณหนูก็เข้าใจว่าผมกำลังเลือกอาหารมื้อเที่ยงของเราอยู่ สุดท้ายเราก็สั่งอาหารไปสามสี่อย่างซึ่งราคาไม่แพงจนเกินไป อาหารมื้อนี้จึงไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกลำบากใจอะไร

ในระหว่างที่เรากำลังรออาหาร คุณหนูพริมโรสก็ไร่สายตาไปสำรวจรอบร้าน เธอดูจะชอบร้านอาหารแห่งนี้มากทีเดียว เพราะดวงตาของเธอเป็นประกาย และผมเปียสีน้ำตาลแดงทั้งสองข้างก็สะบัดไปมาอยู่ข้างหลัง แล้วสายตาของคุณหนูก็ไปสะดุดอะไรบางอย่างเข้า เพราะคราวนี้เธอหันหลังไปเกาะพนักม้านั่งแล้วจ้องไปที่มุมห้อง ถัดไปจากเคาน์เตอร์บาร์อยู่นานทีเดียว

เห็นนั่นไหมเธอพูดขึ้น “ตู้เพลงหยอดเหรียญล่ะเธอหันมายิ้มให้ผมด้วยสีหน้าตื่นตาตื่นใจแบบที่เธอชอบทำเวลาที่เจอสิ่งที่น่าสนใจ “ที่นี่ชักจะเงียบเกินไปแล้วพูดจบแล้วคุณหนูก็เดินไปที่มุมห้อง ตำแหน่งที่ตู้เพลงหยอดเหรียญเครื่องสีแดงขนาดเบ้อเริ่มตั้งอยู่ ผมมองตามเธอไป และได้แต่นึกเอ็นดูในความสดใสของเธอ

คุณหนูพริมโรสนั้นดูโดดเด่นกว่าใครในร้านด้วยชุดกระโปรงสีแดง ผมของเธอถูกถักเป็นเปียสองข้าง ในขณะที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ล้วนตัดผมสั้นและถูกดัดจนหยิกเป็นลอน ความร่าเริงสดใสของเธอก็ยากที่จะมองข้าม ผมไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังยิ้มอยู่ จนกระทั่งมันหุบลงอย่างฉับพลันเพราะผมสังเกตเห็นบางอย่าง

ถัดไปจากโต๊ะเราเพียงหนึ่งโต๊ะ ผมเห็นผู้ชายในเสื้อแจ็คเก็ตหนังดูมีราคาคนหนึ่งเอี้ยวตัวไปมองคุณหนูพริมโรสที่กำลังกดเพลงอยู่ที่ตู้เพลงหยอดเหรียญ เงาของปีกหมวกฟีโดร่าสีน้ำตาลบนหัวเขาทำให้ผมมองไม่เห็นดวงตาและส่วนบนของใบหน้า แต่ผมเห็นรอยยิ้มที่ไม่น่าไว้ใจของเขาเวลาที่มองไปที่คุณหนู และเมื่อคุณหนูเดินออกมาจากตู้เพลงหยอดเหรียญ ชายคนนั้นก็ยังคงมองตามเธอ แม้กระทั่งตอนนี้ ตอนที่คุณหนูนั่งลงที่ม้านั่งตรงข้ามผม เขาก็ยังไม่ละสายตาไปจากเธอ จนกระทั่งสายตาของเขาสบเข้ากับดวงตาของผมพอดี ผมจึงมองเขากลับด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ แต่เขาเพียงแค่ยิ้มให้ผม ก่อนจะก้มหน้ากินอาหารต่อ

ฟังสิคุณหนูเรียกสติผม ผมจึงได้ยินเสียงดนตรีแจ๊สที่บรรเลงมาจากตู้เพลงหยอดเหรียญ ทำลายความเงียบในร้านด้วยบทเพลงอันลื่นหู มาย ดาร์ลิงดอนเบสเตอร์*” คุณหนูพูดชื่อเพลงและศิลปินในขณะที่หลับตาพริ้มและส่ายหน้าช้า ๆ ไปตามจังหวะของดนตรี

แล้วอาหารก็มาเสิร์ฟโดยหญิงสาวผมสั้นหยิกเป็นลอน คาดด้วยผ้าโพกหัวสีแดงสดเช่นเดียวกับริมฝีปากซึ่งถูกคลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้างดูจริงใจ “เลือกเพลงได้ดีเลยค่ะเธอพูดกับคุณหนูด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันหน้ามามองผม แต่แล้วเธอก็ดูเหมือนผงะไปเพราะอะไรสักอย่างซึ่งผมไม่อาจเดาได้ เธอยิ้มแปลก ๆ ก่อนจะถือถาดเดินจากไป ผมคิดว่าเธอน่าจะกำลังคลื่นไส้ หรือไม่ก็ท้องอืด

เธอชอบนายแหละคุณหนูกระซิบ ก่อนจะหัวเราะคิกคัก ผมเบิกตาด้วยความรู้สึกโง่เง่า และกำลังจะปฏิเสธว่าไม่ใช่หรอก แต่คุณหนูพริมโรสกลับเริ่มขยับปากเพื่อร้องเพลงราวกับไม่ต้องการฟังสิ่งที่ผมพูด

“My darling, hold me closer still” แต่เธอไม่ได้ปล่อยให้เสียงเล็ดลอดออกมาด้วย

“My darling, make this night a thrill” ผมหัวเราะเบา ๆ เพราะท่าทางของเธอซึ่งดูจะอินกับเพลงเสียเหลือเกิน

“You'll hear a story old but new” ดวงตาสีน้ำเงินของเธอเป็นประกาย และรอยยิ้มของเธอก็ช่างสดใส เธอดูเปล่งประกายแม้จะแค่กรีดมือไปมากลางอากาศ และอ้าปากร้องเพลงในร้านอาหาร “My darling, I love you…”

ผมปรบมือให้เธอเบา ๆ เมื่อเพลงจบลง คุณหนูโค้งตัวให้แทนคำขอบคุณ แต่ก็ทำไม่ได้มากนัก เพราะหัวของเธอดันก้มลงมาติดโต๊ะเสียก่อน

พวกเราพร้อมใจกันหัวเราะ

ในระหว่างที่รับประทานอาหารกลางวัน คุณหนูพริมโรสก็พูดถึงเรื่องความฝัน และสิ่งที่เธอจะทำเมื่อเดินทางไปถึงนิวยอร์ก เธอบอกว่าเธอจะไปงานปาร์ตี้ และแต่งตัวแบบผู้หญิงในยุคแกสบี้* เธออยากเป็นแบบพวกแฟลปเปอร์*  และเธอยังถามผมว่าผมสีบลอนด์จะเข้ากับเธอไหม

ผมยิ้ม ก่อนจะพยักหน้า พลางคิดว่าถ้าคุณหนูมีผมสีบลอนด์ก็คงจะดูคล้ายคุณนายวินเซลมากขึ้น แต่ผมก็ไม่ได้พูดออกไป เพราะมันอาจทำให้อาหารมื้อเที่ยงล่มไม่เป็นท่า และผมก็ไม่อยากทำลายความสุขของคุณหนู

แต่ผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณหนูวาดฝันเท่าไหร่นัก ถึงผมจะไม่ใช่คนฉลาด แต่คุณวินเซลก็สอนให้ผมรู้จักติดตามข่าวสารอยู่เสมอ ท่านถึงขนาดยกเครื่องรับวิทยุให้ผมเอาไว้ฟังข่าวในเวลาทำงาน ผมจึงรู้ว่าเศรษฐกิจปัจจุบันนั้นเป็นอย่างไร รู้ว่ายุคแกสบี้นั้นสิ้นสุดลงแล้ว ตอนนี้เป็นยุคแห่งความสิ้นหวัง* ต่างหาก ไม่ว่าที่ไหน ๆ ก็ต้องประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา และผมก็ไม่แน่ใจเลยว่าสิ่งที่คุณหนูวาดฝันจะเป็นไปได้ไหม แต่ผมก็เลือกที่จะไม่พูดอะไร เพราะถึงแม้ตัวผมจะไม่ได้มีศรัทธาแรงกล้าอย่างคุณหนู แต่ผมก็เชื่อมั่นในตัวเธอ

 

เชิงอรรถ

* My Darling – Don Bestor

* ยุคแกสบี้ (Gatsby) ยุคแห่งเสรี ดนตรีแจ๊ส และเฟมินิสต์ เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงการแต่งกายของผู้หญิงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุคกลางเป็นต้นมา หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้หญิงอเมริกันได้สิทธิ์ในการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก และได้ออกมาทำงานนอกบ้านมากขึ้นเพื่อแทนที่ผู้ชายที่ไปรบในสงคราม ทำให้เกิดกระแสสตรีนิยม หรือเฟมินิสต์อย่างเข้มข้น

ปล. สำหรับใครที่อยากรู้ว่ายุคแกสบี้นั่นเลิศอลังกาลแค่ไหน สามารถดูได้จากหนังเรื่อง The Great Gatsby (2013) เลยค่ะ

* แฟลปเปอร์ (Flapper) ผู้หญิงวัยรุ่นส่วนใหญ่ในยุคแกสบี้ซึ่งนิยมตัดผมสั้นเป็นบ็อบตรง มีหน้าม้า หรือผมดัดหยิก แต่งหน้าจัดจ้าน ทาปากสีแดง สูบบุหรี่ เข้าสังคม ดื่มเหล้า เต้นรำ ขับรถ ทำตัวท้าทายกฎเกณฑ์ของสังคมเพื่อแสดงออกถึงสิทธิของสตรีที่เท่าเทียมกับผู้ชาย ซึ่งคำว่า Flapper เป็นคำแสลงหมายถึงหญิงสาวที่ ปีกกล้าขาแข็ง  (แปลตรงตัวคือ ลูกนก)

* ยุคแห่งความสิ้นหวัง หรือสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก (Great Depression) ซึ่งเกิดขึ้นในอเมริกาและยุโรป เมื่อปี 1929 และต่อเนื่องนานถึงสิบปี ลามไปอย่างรวดเร็วเมื่อตลาดหุ้นสหรัฐล่มครืน และสร้างความเสียหายให้กับประเทศอื่น ๆ อีกด้วย

 

 

ข้อมูลเยอะจริง ๆ เลยค่ะ วันหลังจะทำไทม์ไลน์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวละคร และเนื้อเรื่องให้อ่านกันเล่น ๆ นะคะ (:



 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

13 ความคิดเห็น

  1. #6 Dream in Dream (@Ployly2020) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 มกราคม 2562 / 21:12
    ชอบตรงภาคผนวกค่ะ ได้ความรู้ดี เนื้อเรื่องก็ละมุน
    #6
    1
    • #6-1 M.C. Kartor (@MCKator) (จากตอนที่ 7)
      12 มกราคม 2562 / 15:33
      งืออ ขอบคุณที่ยังติดตามนะคะ <3
      #6-1