[คลังส่วนตัว] ข้อมูล ครุฑ นาค สำหรับแต่งนิยาย

ตอนที่ 45 : นาคาธิบดี: นาคาธิบดีสีสัตตนาคบาดาล 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 81
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 ธ.ค. 56

ที่มา: http://www.ampoljane.com/index.php?option=com_content&view=article&id=165:-7&catid=48:2009-07-06-13-03-24&Itemid=91

เขียนโดย: อำพล เจน

นาคาธิบดีสีสัตตนาคบาดาล 7

เขียนโดย อำพล เจน        

วันจันทร์ที่ 06 กรกฏาคม 2009 เวลา 21:00

 

มีผู้สงสัยถามกันมากว่าทำไมจึงต้องสร้างรูปพญานาค

 

บังเอิญผมก็เป็นคนหูตึงมาแต่อ้อนแต่ออก เลยไม่ได้ยิน ไม่ได้ตอบคำถามนี้เสียแต่แรก

 

ในที่สุดคำถามดังกระหึ่มขึ้น จนจะอ้างว่าหูหนวกหูตึงเห็นจะไม่ได้

 

แต่ก็แปลก

 

ยังไม่ได้บอกถึงเหตุในการสร้างรูปพญานาคนี้ พญานาคก็จวนจะหมดแล้ว

 

จำนวนสร้าง 3,000 องค์ เหลืออยู่ราว ๆ 600 องค์เท่านั้น

 

เรียกว่าแม้จะไม่บอกอะไรถึงที่มาที่ไป พญานาคคงจะหมดไปได้ในเร็ว ๆ นี้

 

ต้องขอบคุณทุกคนที่เชื่อถือศรัทธาโดยไม่มีความเคลือบแครงระแวงสงสัย

 

ในการสร้างวัตถุมงคลทุกครั้งหรือทุกโอกาส โดยมากจะมีวัตถุประสงค์เหมือนกันคือ จะหาปัจจัย

เมื่อได้ปัจจัยแล้ว ปัจจัยนั้นจะเอาไปทำอะไร

 

ถ้าบอกว่าจะเอาปัจจับไปซื้อเบียร์กัน คนก็คงไม่มีใครยอมควักสตางค์บริจาคหรือเช่าซื้อวัตถุมงคลนั้นอย่างแน่นอน

 

บ้านเมืองเรามีคนใจบุญอยู่มาก

 

บุญ แปลว่า ดี

 

จะพูดว่าใจดีก็ได้

 

แต่จะหาคนใจดี ยอมให้เงินคนอื่นไปซ้อเหล้ากินหรือดาวน์รถสักคันไม่มีหรอกครับ

 

จึงจะเรียนให้ทราบว่า ปัจจัยทั้งหมดที่ได้มาแล้วนั้นเอาไปใช้อะไรแล้วบ้าง

 

ส่วนหนึ่งร่วมสมทบทุนสร้างกุฏิถวายหลวงปู่สังข์ ฐิตธัมโม วัดบ้านท่าช้างใหญ่ และสร้างเสร็จไปแล้ว

 

อีกส่วนคือ กำลังสร้างศาลาการเปรียญ หรือศาลาเอนกประสงค์ไว้ในที่พักสงฆ์สภาบุญ ซึ่งคงจะเสร็จในเร็ววันนี้

 

ที่เหลือเข้าไปร่วมสร้างพิพิธภัณฑ์ของหลวงปู่ทูล ขิปปปัญโญ วัดป่าบ้านค้อ จังหวัดอุดรธานี โดยผ่านมูลนิธิหลวงปู่ทูล

 

ส่วนที่เหลือคือส่วนที่ยังไม่ได้จำหน่ายจะเป็นของมูลนิธิสภาบุญเอง

 

เมื่อตั้งวัตถุประสงค์ในการสร้างวัตถุมงคลไว้อย่างนี้จะพูดได้ว่าบรรลุวัตถุประสงค์อย่างเต็มปาก

 

เวลาจะพูดให้ยืดอกผึ่ง ๆ เอาไว้ โดยไม่ต้องเกรงใจใคร

 

ถึงหนี้ที่ไปยืมเขามาสร้างก่อนจะท่วมหัวโดยที่ยังชดใช้ไม่หมดก็รู้สึกสบาย

 

จริง ๆ แล้ววัตถุประสงค์ที่มีเพื่อจะหาปัจจัยนั้น เมื่อคิดให้ดีแล้วจะเห็นว่ามีความโลภแฝงอยู่

 

ความโลภที่มีนั้นเป็นโลภฝ่ายมี

 

แต่ถ้าจะโลภบ่อย ๆ โลภกันทุกวัน คือสร้างตะพึดตะพือคงจะไม่ดีแน่

 

จึงอยากจะบอกว่าที่สร้างรูปพญานาคขึ้นมานี้ไม่ได้เป็นเรื่องของการคิดแปลกแหวกตลาด เผื่อสนองความโลภจะเอาปัจจัยแต่ประการใด

 

มีเหตุครับ

 

ถ้าจะรู้จักเหตุที่แท้จริงแล้ว จะเห็นว่าวัตถุประสงค์ที่จะหาปัจจัยนั้นเป็นเรื่องรองลงไป

 

ผมเคยพูดบ่อยๆว่า การสร้างวัตถุมงคลนั้น ผมหวังแค่จะได้ยินข่าวว่า วัตถุมงคลที่สร้างได้ช่วยชีวิตคนหรือช่วยให้คนผ่านพ้นอุปสรรคอันตราย แม้แค่คนเดียวผมก็ดีใจแล้ว

 

ในการสร้างรูปพญานาคนี้ก็เช่นกัน

 

หวังจะได้เห็นพญานาคออกไปช่วยคนให้พ้นอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ตามคำพยากรณ์ของเจ้าหลวงราชครูโพนสะเม็กหรือพระครูขี้หอม และหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ วัดธาตุมหาชัย

 

พระครูขี้หอมบอกว่า ปี 2555 จะเกิดวิกฤติในประเทศไทยจนถึงขั้นประเทศไทยจะตกต่ำกว่าเมืองลาว

 

พยากรณ์นี้ปรากฏอยู่ในหนังสือก้อม โบราณ์ จดสืบทอดต่อเนื่องกันมาหลายยุคหลายสมัย

 

บางวัดยังเก็บรักษาหนังสือนี้ไว้ ผู้สนใจพอจะสามารถค้นคว้าได้

 

ส่วนหนึ่งของพยากรณ์ที่กล่าวไว้ในรูปของผญาโบราณอีสาน มีใจความดังนี้

 

เวียงจันทน์ร้างคือกับโพนขี้หมาจอกบาดห่าบางกอกร้างมันสิร้ายกว่าเวียง

 

เวียงจันทน์ร้างก็คือภาวะตกต่ำย่ำแย่ของเมืองลาว ซึ่งน่าจะผ่านพ้นตรงนั้นมาแล้ว ดังนั้นเมืองลาวในวันนี้กำลังรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ

 

ครั้นถึงเวลาที่บางกอกร้างหรือประเทศไทยประสพวิกฤติเข้าบ้างจะย่ำแย่กว่าเวียงจันทน์ตอนนั้น

 

พยากรณ์ไม่ได้ชี้ชัดว่าจะย่ำแย่ตกต่ำในแง่มุมไหน

 

ผมก็ยังคิดไม่ออกจะเป็นวิกฤติอะไรหรือตกต่ำกว่าเมืองลาวด้วยเหตุอันใด

 

จะเกี่ยวข้องกับพยากรณ์นี้หรือไม่ผมยังไม่แน่ใจ

 

หลวงปู่คำพันธ์สั่งไว้ก่อนมรณภาพว่า เมื่อหลวงปู่ละสังขารไปแล้ว 3 ปี เค้าของความวุ่นวายเดือดร้อนจะปรากฏให้เห็น ขอให้สังเกตดูให้ดี จะเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

 

ขณะนี้จวนครบ 3 ปี แล้วครับ

 

มีใครเห็นอะไรกันบ้าง

 

ผมรับว่ายังไม่เห็น

 

คนหูหนาปัญญาทึบแบบผมนี่ มักจะรู้จะเห็นอะไรทีหลังเขาอื่นเสมอ

 

ถ้าใครเป็นศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่คำพันธ์อย่างแท้จริง ย่อมได้ยินหลวงปู่พูดกรอกหูอยู่บ่อย ๆ

 

ปฐวีธาตุที่หลวงปู่ทำขึ้นก็เพื่อรับมือกับวิกฤติในอนาคตนี้

 

ท่านกล่าวว่า เมื่อถึงเวลานั้น พญานาคจะออกมาช่วยคน

 

ปฐวีธาตุของหลวงปู่คือสื่อที่จะสื่อถึงพญานาค

 

ในการเกิดรูปพญานาคนี้ เกิดด้วยเหตุเดียวกันคือ หวังจะให้รูปพญานาคนี้เป็นสื่อถึงเหล่าพญานาคทั้งหลายที่หลวงปู่บอกว่า พวกเขาจะออกมาเมื่อถึงเวลาวิกฤตินั้น

 

ทำไมหลวงปู่คำพันธ์ไม่ทำรูปพญานาคนี้เสียเองแต่สมัยยังมีชีวิต

 

เรื่องนี้ไม่ทราบ

 

แต่ท่านได้ถ่ายทอดกระบวนการทำรูปพญานาคนี้ไว้กับท่านเดชโอภาส ซึ่งท่านว่าคน ๆ นี้จะเป็นผู้ทำขึ้นเองในภายหลัง

 

กระบวนการนี้มีความเป็นมาอย่างไร

 

ใจเย็น ๆ ครับ

 

กำลังจะเล่าให้ฟัง

 

ผมได้ขอให้ท่านเดชโอภาสเขียนถึงเรื่องนี้แต่พอย่อ ๆ เป็นแนวทาง และได้นำข้อเขียนเชิงบันทึกสั้นมาลงให้อ่านกัน

 

เดชโอภาสเป็นแค่ชื่อสมมติ เพื่อจะปกปิดตัวตนจริง ๆ ของท่านผู้นี้เอาไว้ก่อน

 

คงจะปิดไม่มิดเฉพาะกับผู้ที่ติดตามข้อเขียนของผมมาโดยตลอด

 

ย่อมจะเดาออกในที่สุดว่า เดชโอภาสนี้คือใคร

 

เชิญอ่าน

 

 

 

นาคาธิบดีสีสัตตนาคบาดาล 7 – ตำราการสร้างพญานาค

เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2540 อยู่ในช่วงก่อนเข้าพรรษา น่าจะเป็นเดือนมิถุนายน พระเดชพระคุณหลวงปู่คำพันธ์ได้ส่งข่าวมาหาข้าพเจ้าที่วัดแก่งตอย บอกให้ข้าพเจ้าขึ้นไปหา เพราะว่ามีธุระสำคัญจะพูดด้วย เมื่อข้าพเจ้าทราบแล้วได้รีบเดินทางไปวัดธาตุมหาชัยทันที

 

ถึงวัดธาตุมหาชัยเป็นเวลาประมาณเที่ยงคืน เกรงว่าจะเป็นการรบกวนเวลาพักผ่อนของท่าน จึงตัดสินใจเข้าพักจำวัดที่วัดป่าอรัญญคาม รอให้ถึงเลาเช้ารุ่งขึ้นจึงจะเข้าไปหาท่าน

 

ครั้นถึงเช้ามืด ประมาณตี 4 กว่า ข้าพเจ้ากำลังทำกิจวัตรอยู่ มีสามเณรมาเรียกอยู่หน้ากุฏิบอกว่าหลวงปู่ให้มาเรียกข้าพเจ้าไปพบที่กุฏิรับรองของหลวงปู่ในวัดป่าอรัญญคามที่ข้าพเจ้าได้มาพักจำวัด

 

พอได้ยินเช่นนั้น ข้าพเจ้ารีบบึ่งไปพบท่านทันที ทั้งยังนึกแปลกใจว่า หลวงปู่รู้ได้อย่างไรว่าข้าพเจ้ามาพักที่วัดนี้ โดยที่เมื่อคืนนี้ขาพเจ้ามาถึงดึกมาแล้ว และยังไม่ได้เข้าไปในวัดธาตุมหาชัยเลย แค่ผ่านวัดธาตุมหาชัยมาพักที่นี่

 

ท่านไม่น่าจะรู้ได้เร็วขนาดนี้

 

เมื่อไปถึง หลวงปู่พูดว่า เมื่อคืนรออยู่ที่วัดธาตุมหาชัย ยังไม่ได้จำวัด ท่านจึงตามเข้ามาถึงวัดป่าฯ ซึ่งก็คือมาถึงในเวลานี้

 

ข้าพเจ้าได้ยินเช่นนั้นก็เกิดความรู้สึกหวั่นใจและสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าทำไมหลวงปู่จึงเร่งร้อนขนาดนั้น

 

เมื่อได้ยินหลวงปู่บอกเรื่องราวทั้งหมด ข้าพเจ้ารู้สึกตื้นตันใจและซาบซึ้งในพระคุณของท่านเป็นทวีคูณ

 

หลวงปู่ได้นำตำราโบราณของหลวงปู่พรหมาแห่งนครเวียงจันทน์ให้ข้าพเจ้าอ่านดู

ตำรานั้นเขียนด้วยตัวธรรมทังหมด อยู่ในสมุดข่อยเก่าคร่ำคร่า แต่ยังอยู่ในสภาพดี ด้วยหลวงปู่เก็บรักษาไว้อย่างระมัดระวังมาตลอดชีวิตของท่าน

 

ตำรานั้นว่าด้วยการทำพิธีอธิษฐานจิตสร้างรูปเหมือนพญานาคให้ถูกต้องและเกิดปาฏิหาริย์ ซึ่งตำราได้กล่าวถึงว่าได้มีการทดลองทำขึ้นแล้วครั้งหนึ่ง โดยมีหลวงปู่พรหมา หลวงปู่คำ หลวงปู่แก้ว และหลวงปู่ศรี ที่ฝั่งประเทศลาว

 

หลวงปู่ทั้ง 4 รูปนี้ได้บันทึกพิธีกรรมนี้เอาไว้ในสมุดธรรมฉบับนี้ โดยมีรายละเอียดมาก ตั้งแต่การรวบรวมมวลสารส่วนผสม 15 อย่าง การจัดตั้งขันพิธีบวงสรวงอัญเชิญเหล่าพญานาค การกำหนดวันและเวลา (ฤกษ์) การเลือกสถานที่ในการทำพิธี และพระคาถาที่ใช้ในการบริกรรม

 

พระคาถาจะต้องสวดให้ถูกต้องทุกคำ ทุกอักษร ห้ามผิดเพี้ยน หาไม่จะเกิดอันตรายได้

 

ตำรายังกล่าวเอาไว้อีกว่า สมัยนี้นหลวงปู่ทั้ง 4 รูป ได้มาปฏิบัติธรรมร่วมกันที่ภูหินอ่อน ในเขตเวียงจันทน์ และเกิดมีพญานาคใหญ่มาปรากฏแล้วกลายการอุปัฏฐากตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น

 

ทั้งยังถวายพิธีกรรมเหล่านี้ให้พวกท่านอีกด้วย

 

สาเหตุที่หลวงปู่คำพันธ์เรียกข้าพเจ้ามาพบท่านอย่างเร่งด่วนก็ด้วยท่านต้องการให้ข้าพเจ้าได้ร่ำเรียนวิชานี้เอาไว้

 

เหตุที่ท่านเจาะจงเลือกข้าพเจ้านั้น ปรากฏอยู่ในตอนท้ายของตำรา ซึ่งคือว่าเป็นข้อห้ามสำคัญ

 

คือห้ามทำหรือใช้วิชานี้ ถ้ายังเรียนไม่ครบ 7 ปี

 

ผู้เรียนต้องเป็นเชื้อสายของพญานาค หรือเป็นผู้บรรลุธรรมขั้นสูง ขนาดที่ว่าสามารถล่วงรู้อดีต อนาคต และมีอิทธิจิตทำอะไรได้เหนือธรรมชาติ

 

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จึงจะสามารถทำรูปพญานาคให้เกิดความสมบูรณ์ และเกิดอิทธิพลัง จนสามารถจะอัญเชิญเหล่าพญานาคมาร่วมพิธีได้

 

นอกเหนือไปจากบุคคลที่เป็นเชื้อสายพญานาคและพระอริยบุคคลแล้ว ห้ามทำหรือสร้างรูปเหมือนพญานาคโดยนัยจะให้เป็นสื่อหรือเกี่ยวข้องกับเหล่าพญานาคโดยตรงโดยเด็ดขาด

 

หาไม่แล้วจะเกิดอันตราย เกิดภัยพิบัติแก่ตนเอง

 

ข้าพเจ้าอ่านข้อความทั้งหมดแล้วจึงเข้าใจว่าทำไมหลวงปู่จึงไม่ให้ลูกศิษย์คนอื่น ๆ เล่าเรียน

 

แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงสงสัยอยู่ในใจว่าทำไมหลวงปู่จึงรีบเร่งกับเรื่องนี้มาก

 

หลังจากที่ท่านให้ข้าพเจ้ายกขันบูชาคารวะพ่อแม่ครูบาอาจารย์แล้ว ท่านจึงกล่าวว่าการเรียนวิชานี้ต้องอยู่ในการควบคุมดูแลและตรวจสอบอยู่เสมอจนครบ 7 ปี

 

ตัวหลวงปู่เองแก่เฒ่าแล้ว จึงต้องการให้ข้าพเจ้าสืบทอดวิชานี้เอาไว้ เพราะว่าต่อไปข้าพเจ้าจะได้ใช้วิชานี้ช่วยเหลือผู้คนในอนาคตอันใกล้นี้

 

ที่สำคัญคือ หลวงปู่ยังพอจะมีสุขภาพเข้มแข็งที่จะดูแล ควบคุม ตรวจสอบ แนะนำข้าพเจ้าได้

 

ต่อมาในปี 2546 เดือนมิถุนายน หลวงปู่ได้เรียกข้าพเจ้าไปพบอีกครั้ง ตอนนั้นท่านอาพาธหนัก มีลูกศิษย์และแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด ท่านให้ข้าพเจ้าประคองท่านลุกขึ้นไปนั่งรถเข็น แล้วให้ข้าพเจ้าเข็นรถท่านไปที่องค์พระธาตุมหาชัย โดยไม่ให้พระเณรหรือใคร ๆ ติดตามไปด้วย

 

มีเพียงหลวงปู่กับข้าพเจ้า 2 คนเท่านั้น

 

เมื่อไปถึงองค์ธาตุมหาชัย ท่านได้กล่าวว่าวิชาที่ให้ข้าพเจ้าเรียนไว้ให้หมั่นท่องภาวนาและจดจำขึ้นใจ เวลานี้หลวงปู่ถือว่าได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดให้อย่างสมบูรณ์แล้ว ต่อไปอีก 3 ปีข้างหน้า ข้าพเจ้าจะได้ใช้วิชานี้ทำรูปเหมือนพญานาค เพื่อช่วยเหลือผู้คนจำนวนมาก

 

หลังจากออกพรรษาปี 2546 ในเดือนพฤศจิกายน หลวงปู่ได้มรณะละสังขารไปตามกฏแห่งพระไตรลักษณ์

 

ถึงตรงนี้คงจะหมดคำถามกันแล้วว่าทำไมจึงต้องสร้าง

 

 

 

นาคาธิบดีสีสัตตนาคบาดาล 7 – เรื่องแปลกของหลวงปู่พรหมา

หลังจากสร้างขึ้นมาแล้วจะต้องมีทั้งผู้เชื่อถือศรัทธาและไม่เชื่อถือศรัทธา

 

เป็นเรื่องธรรมดาครับ

 

เกี่ยวกับตำราวิชาโบราณนี้มีที่มาที่ไปซึ่งจะเล่าเพิ่มเติม

 

จะเพิ่มความเชื่อถือหรือเพิ่มความไม่เชื่อถือก็ไม่ทราบ

 

หลวงปู่คำพันธ์เคยเล่าว่า นอกจากหลวงปู่เสาร์กับปู่ผ้าขาวครุฑแล้ว ก็มีหลวงปู่พรหมารูปนี้ที่ท่านถือว่าเป็นครูบาอาจารย์

 

การเป็นศิษย์ เป็นอาจารย์เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

บอกไว้เสียด้วยว่าแปลกมาก

 

หลวงปู่คำพันธ์ไม่เคยรู้จักหรือได้ยินชื่อหลวงปู่พรหมาก่อน แต่หลวงปู่พรหมาได้เดินทางข้ามแม่น้ำโขงมาหาหลวงปู่ด้วยตนเอง

 

ในขณะนั้นหลวงปู่คำพันธ์มีอายุประมาณ 57 ปี กำลังเริ่มลงมือก่อสร้างองค์ธาตุมหาชัยอยู่ในราว พ.ศ. 2515

 

หลวงปู่พรหมาได้บอกว่าที่เดินทางไกลมาหาถึงวัดธาตุมหาชัยนี้ก็เพื่อจะมาถ่ายทอดวิชาอาคมให้

 

หลวงปู่คำพันธ์ได้ยินก็เฉย ๆ ไม่ได้มีความตื่นเต้นสนใจอะไร

 

ท่านว่า

 

ในเวลานั้นมุ่งประพฤติปฏิบัติเคร่งครัด ไม่ได้มีจิตใจฝักใฝ่ในวิชาอาคมใดใด

 

และยังไม่เกิดความเชื่อถือในตัวหลวงปู่พรหมา

 

ทั้งยังสงสัยว่ามีเลศนัยอะไรหรือไม่ที่อยู่ ๆ หลวงปู่พรหมาก็ปรากฏตัวขึ้นมาบอกจะถ่ายทอดสอนวิชา โดยที่ไม่ได้ไต่ถามก่อนว่าหลวงปู่คำพันธ์จะสนใจหรือเปล่า

 

คนที่เขาสนใจจะเรียนก็คงจะมีเยอะแยะ ก็แล้วทำไมจึงจะมาเลือกท่านที่ไม่ได้มีความสนใจอะไรเลย

 

แถมยังไม่รู้จักมักจี่กันมาก่อนอีกต่างหาก

 

วันหนึ่งตอนเช้ามืด หลวงปู่พรหมาได้เอ่ยปากชวนหลวงปู่คำพันธ์ไปบิณฑบาตที่อำเภอธาตุพนม

 

จะไปได้ยังไงครับ ไม่ใช่ใกล้ ๆหลวงปู่คำพันธ์สงสัย

 

ถ้าอย่างนั้นท่านยังไม่ต้องไป ผมจะไปคนเดียวก่อน แล้วจะกลับมาให้ทันฉันเช้าด้วยกันหลวงปู่พรหมาว่า

 

จากนั้นท่านก็เดินอุ้มบาตรออกจากวัดธาตุมหาชัยไป

 

วัดธาตุมหาชัยสมัยปี 2515 ถนนหนทางยังทุรกันดาร รถราหายาก ไม่มีรถประจำทาง แต่ถึงมีก็ไม่มีทางไปกลับได้ทัน ด้วยอำเภอธาตุพนมอยู่ห่างจากวัดธาตุมหาชัยไม่น้อยกว่า 60 กิโลเมตร

 

ครั้นถึงเวลาหลวงปู่คำพันธ์ออกบิณฑบาต ท่านก็ออกไปตามปกติ คือบิณฑบาตอยู่ในบ้านธาตุมหาชัย จนได้อาหารพอเพียงจึงกลับวัด

 

เห็นหลวงปู่พรหมานั่งรออยู่ก่อนแล้วในศาลาโรงอันมีอาหารคาวหวานเต็มบาตร ซึ่งท่านก็ไม่ได้สนใจไต่ถามอะไรในตอนนั้น

 

จนฉันเสร็จจึงได้คุยกัน

 

ตกลงหลวงพ่อไปบิณฑบาตที่บ้านไหนหลวงปู่คำพันธ์ถาม

 

ก็ธาตุพนมอย่างที่บอกไงหลวงปู่พรหมายืนกรานตามนั้น ถ้าท่านไม่เชื่อให้ไปถามเจ้าคุณแก้วว่าผมไปจริงหรือไม่

 

เจ้าคุณแก้ว คือ พระธรรมราชานุวัตร เจ้าอาวาสวัดธาตุพนมในขณะนั้น

 

หลวงปู่คำพันธ์จึงให้ญาติโยมจัดหารถเดินทางไปวัดธาตุพนมในตอนสายของวันเดียวกัน

 

ท่านว่า

 

ไปพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ จะคุยโม้โอ้อวดอะไรจะได้รู้กัน

 

เมื่อไปถึงวัดธาตุพนม เจ้าคุณแก้วรับว่ามีพระผู้เฒ่ารูปหนึ่งมาขอบิณฑบาตร่วมกับท่าน โดยที่ท่านเองเข้าใจว่าพระผู้เฒ่ารูปนี้คงธุดงค์มาไกลและพักอยู่วัดใกล้ ๆ แถวนี้

 

พระผู้เฒ่ารูปนั้นพักอยู่กับกระผมขอรับหลวงปู่คำพันธ์กราบเรียนเจ้าคุณแก้ว

 

ท่านเจ้าคุณฯ ถึงกับอึ้ง

 

ในที่สุดท่านเจ้าคุณฯ ได้เดินทางมาวัดธาตุมหาชัยกับหลวงปู่คำพันธ์เพื่อมาดูว่าจะเป็นพระผู้เฒ่ารูปเดียวกันหรือเปล่า

 

พอพบเห็นหลวงปู่พรหมาก็เกิดอัศจรรย์ใจเลื่อมใส ก้มกราบด้วยความเคารพ และถือว่าเป็นอาจารย์ที่ควารค่าแก่การศรัทธามาแต่นั้น

 

หลังจากบทพิสูจน์นี้เสร็จสิ้น หลวงปู่พรหมาได้เดินทางออกจากวัดธาตุมหาชัย ไปพักอยู่วัดบ้านม่วง ซึ่งอยู่ไกลจากบ้านธาตุมหาชัยราว 1-2 หมู่บ้านคั่นกลาง

 

ส่วนหลวงปู่คำพันธ์ก็ได้เดินออกจากวัดธาตุมหาชัย ตามหลวงปู่พรหมาไปทั่วบ้านม่วงเพื่อขอเล่าเรียนวิชาอย่างเต็มใจ

 

เรื่องนี้ยังไม่จบครับ

 

 

 

11 ความคิดเห็น