[คลังส่วนตัว] ข้อมูล ครุฑ นาค สำหรับแต่งนิยาย

ตอนที่ 16 : คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ ยักษ์ นาค (+บทอาฏานาฏิยรักขา , ธชัคคสูตร , กฎห้ามพรากของเขียว)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 336
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 พ.ย. 56

ที่มา: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=dhamma-dd&month=11-2009&date=18&group=8&gblog=12

 

คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ ยักษ์ นาค (+บทอาฏานาฏิยรักขา , ธชัคคสูตร , ที่มาของกฎห้ามพรากของเขียว)

 

มีข้อสงสัยจากวันก่อนว่า กุมภัณฑ์ กับ ยักษ์ ต่างกันอย่างไร

วันนี้จึงขอให้เทวดากับอสูรพักรบกันสักวันก่อน แล้วมาแนะนำตัวละคร คือ เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาให้รู้จักกันคร่าวๆ ครับ

 

 

เทวดา

ประเภทของเทวดา

สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา มีภพภูมิอยู่รายรอบเขาสิเนรุมาศ ตั้งแต่กลางเขา ลงมาเชิงเขา กินพื้นที่ครอบคลุมมหานทีสีทันดร ภูเขาสัตตบริภัณฑ์ ไปจนจรดภูเขาจักรวาล รวมทั้งมีภพภูมิซ้อนอยู่กับมนุษย์ภูมินี้ด้วย

 

เทวดาในสวรรค์ชั้นนี้แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ

1.      ภุมมเทวดา เป็นเทวดาที่มีฤทธิ์น้อย มีวิมานอยู่เรี่ยๆ พื้นน้ำและพื้นดิน

2.      รุกขเทวดา เป็นเทวดาที่มีฤทธิ์ปานกลาง มีวิมานอยู่ตามต้นไม้ที่มีแก่น

3.      อากาศเทวดา เป็นเทวดามีฤทธิ์มาก มีวิมานลอยอยู่ในอากาศ

 

 

เทวดาในทิศทั้งสี่

เทวดาแต่ละทิศของเขาสิเนรุมาศยังมีรูปร่างแตกต่างกันไปอีก ทำนองเดียวกับที่มนุษย์บนโลกนี้มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกัน และมีชื่อเรียกต่างกัน คือ
 

·        ทิศตะวันออก: เป็นที่อยู่ของ คันธัพพเทวดา หรือเทวดาคนธรรพ์ และพวกวิทยาธร มีจอมเทพปกครองนามว่า ท้าวธตรฐ

·        ทิศใต้: เป็นที่อยู่ของ กุมภัณโฑเทวดา หรือเทวดากุมภัณฑ์ และพวกรากษส มีจอมเทพปกครองนามว่า ท้าววิรุฬหก

·        ทิศตะวันตก: เป็นที่อยู่ของ นาคเทวดา มีจอมเทพปกครองนามว่า ท้าววิรูปักษ์

·        ทิศเหนือ: เป็นที่อยู่ของ ยักขเทวดา มีจอมเทพปกครองนามว่า ท้าวเวสสุวัณณ์

 

 

 

คนธรรพ์และวิทยาธร

คนธรรพ์ หรือคันธัพพเทวดา เป็นเทวดาในปกครองของท้าวธตรฐ มหาราชแห่งทิศบูรพา เป็นเทวดาที่มีวรรณะงาม มีรัศมีรุ่งเรือง
 

คนธรรพ์ชั้นสูงเป็นอากาศเทวดา มีวิมานลอยอยู่ในอากาศ เป็นพวกที่มีความชำนาญในการฟ้อนและขับร้องเพลง จึงมีหน้าที่ในการฟ้อนและบรรเลงเมื่อมีงานรื่นเริงในสวรรค์ เช่น ปัญจสิขเทพบุตรคนธรรพ์
 

คนธรรพ์ชั้นกลางเป็นรุกขเทวดา ส่วนใหญ่อยู่ในป่าหิมพานต์ มีวิมานอยู่ในต้นไม้ที่มีกลิ่นหอม อาจจะเป็นรากหอม แก่นหอม กะพี้หอม เปลือกหอม ใบหอม ดอกหอม หรือผลหอม เป็นพวกที่ชอบเล่นฤทธิ์ อดีตชาติเคยเป็นผู้มีวิชาอาคม ตายแล้วจึงมาเกิดเป็นวิทยาธร
 

คนธรรพ์ชั้นล่างเป็นเทวดาที่กำเนิดในแก่นไม้ เรียกว่า คันธัพพเทวดา หรือคันทัพโพ บางทีเรียกว่า นางไม้ เทวดาพวกนี้อาศัยอยู่ในต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่งตลอดไปจนกว่าจะหมดอายุขัย แม้ต้นไม้นั้นจะถูกตัดฟันไปทำเรือ แพ บ้านเรือน หรือเครื่องใช้ไม้สอย ก็ยังคงสิงอยู่ในไม้นั้นไม่อาจย้ายไปอาศัยต้นไม้อื่นได้ ต่างจากรุกขเทวดาที่แม้จะอาศัยอยู่ตามต้นไม้เหมือนกัน แต่ถ้าต้นไม้นั้นตายหรือถูกตัดก็จะย้ายวิมานจากต้นนั้นไปต้นอื่น ด้วยเหตุนี้ คันธัพพเทวดาจึงมักทำร้ายมนุษย์ที่นำไม้มาให้เจ็บป่วย หรือทำอันตรายต่อทรัพย์สมบัติของมนุษย์ คันธัพพเทวดาพวกนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นเทวดาใจร้าย

 

 

 

กุมภัณฑ์

กุมภัณฑ์ เป็นเทวดาในปกครองของท้าววิรุฬหก มหาราชแห่งทิศใต้
 

กุมภัณฑ์ชั้นสูงเป็นอากาศเทวดา มีวิมานลอยอยู่ในอากาศ
 

กุมภัณฑ์ชั้นกลางเป็นเทวดาอยู่ตามป่าเขา มือถือกระบองใหญ่ ทำหน้าที่รักษาทรัพย์ในดิน รักษาป่าและภูเขา กุมภัณฑ์พวกนี้มีรูปร่างกำยำ แต่มีท้องใหญ่จนมองดูคล้ายว่ามีลูกอัณฑะใหญ่เท่าหม้อ จึงเป็นที่มาของชื่อ กุมภัณฑ์
 

กุมภัณฑ์ชั้นล่างอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ สระน้ำ เรียกว่า รากษส ตัวโต หน้าแดง ท้องเขียว มือเท้าแดง เขี้ยวใหญ่ เท้าคด เป็นพวกที่ดุร้าย ชอบกินเนื้อสัตว์ รากษสไม่ปรารถนาสิ่งใดเลยนอกจากการได้กินเนื้อสัตว์เท่านั้น

 

 

นาค

นาค เป็นเทวดาในปกครองของท้าววิรูปักษ์ มหาราชแห่งทิศตะวันตก มีวิมานอยู่กลางเขาสิเนรุและในนทีสีทันดร ส่วนในเมืองมนุษย์นั้น นาคอาศัยอยู่ใต้หนองน้ำ แม่น้ำลำคลอง และในมหาสมุทร
 

นาคเป็นเทวดาที่มีฤทธิ์ ปกติมีรูปร่างเป็นงูใหญ่ มีหงอน แต่เมื่อมาเที่ยวในถิ่นมนุษย์ก็มักจำแลงกายให้เหมือนมนุษย์ทุกอย่าง บางครั้งก็จำแลงกายเป็นสัตว์ต่างๆ ตามชอบใจ
 

นาคมีกำเนิด ๔ จำพวก คือ เกิดในไข่ (อัณฑชะกำเนิด) เกิดในครรภ์ (ชลาพุชะกำเนิด) เกิดในเถ้าไคล (สังเสทชะกำเนิด) และเกิดโดยอุบัติขึ้น (โอปปาติกะกำเนิด)
 

นาคทั้ง ๔ จำพวกนี้มีทิพย์สมบัติ มีฤทธิ์อำนาจ แตกต่างกัน นาคที่เป็นโอปปาติกะกำเนิดจะมีฤทธิ์อำนาจและทิพย์สมบัติรุ่งเรืองที่สุด รองลงมาคือนาคสังเสทชะกำเนิด นาคชลาพุชะกำเนิด และนาคอัณฑชะกำเนิด ตามลำดับ

 

นาคมี ๔ ตระกูลใหญ่ คือ

๑. ตระกูลวิรูปักษ์ เป็นนาคมีสีทอง

๒. ตระกูลเอราปถ เป็นนาคมีสีเขียว

๓. ตระกูลฉัพพยาปุตตะ เป็นนาคมีสีรุ้ง

๔. ตระกูลกัณหาโคตมะ เป็นนาคมีสีดำ

 

นาค แม้จะเป็นเทวดาอยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา มีทิพย์สมบัติรุ่งเรืองประณีตกว่าพระเจ้าจักรพรรดิในเมืองมนุษย์ แต่ก็จัดว่านาคนี้เป็นเพียงสัตว์สวรรค์เท่านั้น ไม่อาจถึงมรรคผลนิพพานได้
 

ในครั้งพุทธกาล นาคตัวหนึ่งเบื่อหน่ายในอัตภาพนาค อยากจะกลับไปเกิดเป็นมนุษย์ คิดว่าหากได้บวชปฏิบัติธรรมในสำนักของพระศาสดา ก็คงจะได้พ้นจากความเป็นนาคได้เร็วพลัน คิดแล้วจึงแปลงกายเป็นชายหนุ่มเข้าไปบวชในธรรมวินัย อาศัยอยู่ในวิหารร่วมกับภิกษุรูปหนึ่ง
 

ครั้นถึงยามราตรี ภิกษุรูปนั้นตื่นนอนออกไปเดินจงกรมอยู่นอกวิหาร พระนาควางใจจำวัด แต่ธรรมชาติของนาคจะคืนร่างยามเมื่อเสพสังวาสกับนาคด้วยกันหรือเมื่อนอนหลับ พอพระนาคหลับร่างจึงกลับคืนเป็นงูใหญ่ ขนดยื่นออกไปทางหน้าต่าง ครั้นภิกษุร่วมวิหารกลับเข้ามาเห็นงูก็ตกใจส่งเสียงร้อง ภิกษุอื่นพากันวิ่งมาดู ส่วนพระนาคได้ยินเสียงเอะอะจึงตื่นขึ้น กลับร่างเป็นพระนั่งอยู่บนอาสนะ
 

ภิกษุอื่นสอบถามว่าท่านเป็นใครกันแน่ พระนาคยอมรับว่าตนเองเป็นนาค แอบมาบวชเพราะอยากกลับไปเกิดเป็นมนุษย์ ภิกษุเหล่านั้นจึงไปกราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ
 

พระพุทธเจ้าทรงประทานโอวาทแก่นาคภิกษุว่า พวกเจ้าเป็นนาค ไม่อาจงอกงามในธรรมวินัยนี้ได้ เจ้าจงไปเสียเถิด ไปรักษาอุโบสถในวันธรรมสวณะนั่นแหละ ด้วยวิธีนี้เจ้าจะพ้นจากกำเนิดนาคและได้ไปเกิดเป็นมนุษย์
 

พระนาครู้ว่าอัตภาพนาคของตนไม่อาจสำเร็จมรรคผลในธรรมวินัยได้ ก็หลั่งน้ำตาเสียใจ กลับสู่นาคพิภพไป
 

จากนั้น พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติสิกขาบท ไม่ให้สงฆ์บวชให้แก่ผู้ที่ไม่ได้เป็นมนุษย์ แม้ใครที่บวชอยู่ก่อนแล้วก็ให้สึกเสีย เพราะบุคคลเหล่านั้นไม่อาจบรรลุธรรมวิเศษได้

 

 

 

ยักษ์

ยักษ์หรือยักขเทวดา เป็นเทวดาในปกครองของท้าวเวสสุวัณณ์ มหาราชทางทิศอุดร เป็นพวกที่ชอบกินเนื้อ ดุร้าย และโกรธง่าย

ในสมัยพุทธกาลนั้น ภิกษุจำนวนมากเมื่อรับกรรมฐานแล้วก็มักจะหลีกจากหมู่ไปบำเพ็ญสมณธรรมในป่าซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของยักษ์ ยักษ์พวกนี้เป็นเทวดาดุร้าย ชอบทำปาณาติบาต ยักษ์บางพวกมีอาณาเขตเป็นของตน มนุษย์หรือสัตว์ถ้าหลงเข้าไปในเขตยักษ์ก็จะถูกจับกิน

ยักษ์ จึงถูกเรียกว่า อมนุษย์ นอกจากนี้คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ และนาค ที่ดุร้ายจึงพลอยถูกเรียกว่า อมนุษย์ ไปด้วย

อมนุษย์พวกนี้ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วไม่ชอบใจ เพราะพระศาสดาตรัสสอนให้ละอกุศลกรรม เลิกทำปาณาติบาต แต่คำสอนของพระศาสดาขัดกับอุปนิสัย อมนุษย์เหล่านี้ทำไม่ได้จึงไม่เลื่อมใสพุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เมื่อมีภิกษุเข้าไปบำเพ็ญสมณธรรมในป่าเปลี่ยว จึงมักถูกอมนุษย์พวกนี้เบียดเบียนจนไม่สามารถบำเพ็ญสมณธรรมได้

ท้าวเวสสุวัณณ์ในฐานะเป็นเทพบดีของเหล่ายักษ์ จึงเชิญท้าวมหาราชทั้ง ๔ ไปประชุมกันที่ อาฏานาฏิยนคร ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้บริวารของตนทำร้ายภิกษุสาวกของพระพุทธองค์ โดยผูกพุทธมนต์ขึ้นมาบทหนึ่ง เรียกว่า อาฏานาฏิยรักขา ประกาศว่าหากอมนุษย์ตนใดทำร้ายผู้สาธยายพุทธมนต์บทนี้จะต้องถูกลงอาญาอย่างรุนแรง เมื่อผูกมนต์เสร็จแล้วท้าวมหาราชทั้ง ๔ จึงไปเฝ้าพระศาสดาที่เขาคิชฌกูฏ เขตนครราชคฤห์ ถวายอาฏานาฏิยรักขาเพื่อประทานแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ใช้สาธยายคุ้มครองตนต่อไป

พระพุทธองค์ทรงรับ อาฏานาฏิยรักขา จากท้าวมหาราชแล้ว ได้นำมาตรัสประทานแก่พุทธบริษัทในภายหลัง

พุทธมนต์อาฏานาฏิยรักขาของท้าวมหาราชทั้ง ๔ นี้ ประกอบด้วยคาถา ๖ บทที่พรรณนาคุณของพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ คือ พระวิปัสสี พระสิขี พระเวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ และพระสมณโคตมะ เป็นพระปริตรศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ขับไล่พวกอมนุษย์ร้าย ต่อมาโบราณจารย์ได้ประพันธ์เพิ่มเติมบทบูชาพระพุทธเจ้าเป็น ๒๘ พระองค์ และนำไปใช้ในการสวดปัดรังควาญ เรียกว่า สวดภาณยักษ์

แต่สำหรับพระภิกษุผู้มีเมตตาหรือพระธุดงค์กรรมฐาน ท่านมักจะหลีกเลี่ยงไม่สวดบทอาฏานาฏิยรักขานี้ เนื่องจากนอกจากเป็นการลงโทษอย่างรุนแรงต่อพวกอมนุษย์ร้ายแล้ว แม้แต่อมนุษย์ดีเมื่อได้ยินพุทธมนต์บทนี้ก็ไม่อาจทนอยู่ได้ ท่านจึงมักจะเลือกสวดบทเมตตาสูตร ธชัคคสูตร หรือรตนสูตรก่อน หากสวดแล้วยังถูกอมนุษย์รบกวนอยู่อีกจึงจะสวดอาฏานาฏิยสูตร หรือไม่ก็หลีกไปอยู่ที่อื่นเสียเลยจะได้ไม่ต้องรบกวนกัน

 

 

 

เทวดาในต้นไม้

พระธุดงค์ท่านหลีกเลี่ยงไม่รบกวนเทวดาที่อาศัยอยู่ในป่า ภูเขา และต้นไม้ แต่ก็ยังมีพระภิกษุและมนุษย์อีกจำนวนมากที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ รบกวนถึงขั้นทำลายวิมานของเทวดาโดยไม่รู้ตัว

ภิกษุในเมืองอาฬวีรูปหนึ่งไปตัดต้นไม้ในป่าเพื่อนำมาสร้างกุฏิ เทวดาผู้มีวิมานอยู่ในต้นไม้นั้นได้ปรากฏกายบอกภิกษุรูปนั้นว่า ท่านโปรดอย่าตัดต้นไม้อันเป็นที่อยู่ของข้าพเจ้าเพื่อไปสร้างที่อยู่ของท่านเลย

แต่ภิกษุรูปนั้นไม่ฟังตัดต้นไม้ลงมาจนได้ และยังฟันถูกแขนทารกลูกของเทวดาองค์นั้นอีกด้วย เทวดาองค์นั้นโกรธคิดจะฆ่าภิกษุเสีย แต่ก็คิดได้ว่าเป็นการสร้างบาปกรรมต่อไปอีก จึงระงับความโกรธแล้วไปกราบทูลให้พระศาสดาทรงทราบ

พระผู้มีพระภาคทรงทราบแล้ว จึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุพรากของเขียว ซึ่งรวมถึงการตัดต้นไม้หรือกิ่งไม้ด้วย โดยทรงห้ามทั้งการลงมือตัดเองรวมถึงการสั่งให้ผู้อื่นเป็นผู้ตัดแทนด้วย

 

เล่าเรื่องเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาเพียงคร่าวๆ เท่านี้ ตอนต่อไปจะได้กลับไปดูพวกเทวดากับอสูรเขารบกันต่อ และขอย้ำอีกครั้งครับว่าเรื่องทั้งหมดนำมาจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาพระไตรปิฎกนะครับ ไม่ใช่นำมาจากศาสนาอื่นใดที่ไม่ใช่พุทธศาสนา เดี๋ยวจะหาว่าไปเอาเรื่องแขกที่ไหนมาเล่า นี่เป็นเรื่องในพุทธศาสนาครับ แต่เป็นเพียงกระพี้ ไม่ใช่แก่นแท้นะครับ

 

11 ความคิดเห็น

  1. #8 jsoc (@jsoc99) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 มีนาคม 2561 / 04:16
    Thanks.
    #8
    0