ร้อยเล่ห์พยัคฆ์ผูกชะตา [Nabu Publishing] *ตัวอย่างทดลองอ่าน*

ตอนที่ 9 : ตัวอย่างทดลองอ่าน: บทที่ 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 690
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 58 ครั้ง
    26 ธ.ค. 63

ตัวอย่างทดลองอ่าน

บทที่ 9

(ตีพิมพ์กับ Nabu Publishing)

 

                ไป๋จื่อเซี่ยว พ่อครัวประจำโรงเตี๊ยมห่านป่าต้องวิ่งเข้าวิ่งออกระหว่างห้องครัวและตัวร้านด้านนอกจนถึงช่วงบ่าย ระยะนี้เสี่ยวเอ้อร์สูงวัยคนเดียวยกอาหารไปให้แขกไม่ทันแล้ว บางครั้งกระทั่งชิงหยางยังต้องมาช่วยยกกาสุรา ยกอาหารเล็กๆ น้อยๆ ด้วยอีกแรง เพราะอยู่ๆ โรงเตี๊ยมห่านป่าก็ทำการค้าได้ดี มีลูกค้ามานั่งอ้อยอิ่งหนาตา ถึงจะหมดช่วงมื้ออาหารประจำวันไปแล้ว หลายคนก็ยังไม่ยอมลุกไป จนบางครั้งพวกลูกค้าที่มารอกินอาหารจริงๆ ถึงกับตะโกนไล่กันเอง

                บ่ายวันนี้ก็เช่นกัน เมื่อเสียงทุ่มเถียงเอะอะดังขึ้น ไป๋จื่อเซี่ยวพลันหันขวับ มือหนึ่งหิ้วกาสุรา อีกมือประคองกองจาน แต่ยังไม่ทันห้ามเจ้าของร้านก็รีบพุ่งออกมาไกล่เกลี่ย

                “พวกท่านจะทะเลาะกันไปไย อาหารมีพอสำหรับทุกท่านแน่นอน!” เถ้าแก่โยวยิ้มปะเหลาะ

                ทว่าชาวบ้านทั้งสองกลับมองข้ามรอยยิ้มบนใบหน้าที่ดูดีกว่าเสี่ยวเอ้อร์จืดชืดของร้านแค่หน่อยเดียวนั้น แล้วพร้อมใจกันประสานเสียงดังลั่น “ไม่เอาเสี่ยวเอ้อร์จืดชืดผู้นี้ เสี่ยวเอ้อร์คนงามอีกท่านเล่า!”

                ไป๋จื่อเซี่ยว “...”

                เถ้าแก่โยวชะงัก “อ...อ้อ วันนี้เขาติดธุระ แล้วเขาก็...”

                ก็มิใช่เสี่ยวเอ้อร์ด้วย!

                ประโยคท้ายเจ้าของร้านไม่มีโอกาสพูด เพราะชาวบ้านทั้งสองเลิกทุ่มเถียงกันเรื่องที่นั่งแล้วออกไปทันที

                ไป๋จื่อเซี่ยว ‘เสี่ยวเอ้อร์จืดชืด’ ซึ่งแท้จริงเป็นพ่อครัวของร้านหันมองประตูหลังที่เดิมปิดสนิท “ไปกันหมดแล้วขอรับ”

                ลิ่วเนี่ยค่อยๆ โผล่หน้าออกมา ก่อนเผยยิ้มบางที่เห็นความกระอักกระอ่วนรางๆ

                “...ขออภัยจริงๆ ที่ทำให้พวกท่านวุ่นวาย”

                “พวกเขาวุ่นวายกันเองต่างหาก” โยวอิ่งชวนโบกไม้โบกมือ “ท่านทำให้การค้าของข้าไปได้ดี ต้องขอบคุณท่านด้วยซ้ำ”

                สายตาของพระนัดดาฮ่องเต้มองตอบเสมือนรู้ว่านั่นเป็นแค่คำพูดปลอบใจ ไป๋จื่อเซี่ยวที่ยืนฟังอยู่ก็ดูออก

                แต่ขนาดไป๋จื่อเซี่ยวยังต้องยอมรับว่าจวิ้นอ๋องผู้นี้งามน่ามองจริงๆ นอกจากท่วงท่าสง่างาม มารยาทเพียบพร้อมสมเป็นราชนิกุล อีกฝ่ายยังไม่เคยวางท่าหยิ่งยโสใส่ใคร ไม่แปลกที่คนหาเช้ากินค่ำละแวกนี้ที่เคยเห็นแต่หน้าธรรมดาๆ ของเขา หน้าที่ดีกว่าหน่อยของเถ้าแก่ หรือหน้าแก่ๆ ของเสี่ยวเอ้อร์ประจำร้านจะตื่นเต้นนักหนาที่ทราบว่ามีคนมาใหม่

                ลิ่วเนี่ยกระแอมเบาๆ “คนมามากมายก็ดี แต่หลายคนมานั่งเฉยๆ เช่นนี้ไม่ดีแน่นอน”

                เถ้าแก่โยวไม่อยากหักหาญน้ำใจใคร ลอบกลอกตาคิดหาทางเบี่ยงประเด็น “ไม่เป็นไรจริงๆ เดิมทีร้านข้าต้อนรับลูกค้าได้ไม่มากนักอยู่แล้ว มานั่งกินก็ดี มานั่งดูหน้าท่านก็ดี...เอ่อ...ฮ่าๆ...เอาเป็นว่าท่านอย่าคิดมากเลย!”

                จวิ้นอ๋องน้อยตัดสินใจปล่อยผ่านประโยคนั้นไป

                เพราะเกรงใจที่ตนมาพักบนโรงเตี๊ยมแบบกินเปล่าอยู่เปล่า นอกจากช่วยเก็บกวาดห้องของชิงหยางที่รกตามแบบห้องเด็กผู้ชาย ลิ่วเนี่ยจึงอาสาช่วยงานในร้าน

                ...ก่อนจะพบว่าตนตัดสินใจผิด

                สองวันแรกยังไม่มีใครติดใจ แค่รู้สึกว่าคนมาที่ร้านมากกว่าปกติและอ้อยอิ่งกว่าเดิม จนวันที่สามเถ้าแก่ค่อยสังเกตว่าคนในร้านชักจะมาออมากเกินไป จากนั้นจึงเริ่มมั่นใจว่าลูกค้าเหล่านี้มารอยลโฉมเสี่ยวเอ้อร์ปริศนาคนใหม่ โดยเฉพาะช่วงมื้ออาหาร คนดาหน้ามาที่ร้านจนธรณีประตูแทบสึก หลายคนยอมหักใจกินมื้อกลางวันช้าลงเพื่อหาเวลามายลใบหน้านั้น

                เถ้าแก่โยวที่ทราบเรื่องนี้ทีหลังกุมขมับอยู่นาน เพราะไม่ใช่แค่ช่วงเช้าหรือเที่ยง ตอนค่ำพวกชาวยุทธ์ในร้านยังพูดถึงจวิ้นอ๋องไม่หยุด ต้นตอคือเฝิงลี่จินจอมพูดมากปากเปราะ ถึงเขาจะขอร้องแล้วว่าอย่าบอกฐานะที่แท้จริงแต่มิอาจหยุดยั้งเฝิงลี่จินมิให้ชมโฉมคนงามได้ ยิ่งคนพูดกันเท่าไรก็ยิ่งดึงดูดเภทภัย แม้คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตัวจริงของเสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้เป็นใคร ก็ใช่ว่าพวกมือสังหารจะไม่รู้ด้วย

                สุดท้ายพวกเขาจึงขอร้องมิให้ลิ่วเนี่ยลงมาที่ร้าน และไป๋จื่อเซี่ยวก็แก้สถานการณ์ด้วยการฝากจวิ้นอ๋องดูแลบุตรชายให้ตนระหว่างทำงาน

                “พี่โยวพูดถูกขอรับ มิใช่ความผิดของท่านเลย” ไป๋จื่อเซี่ยวเสริม “อีกอย่าง ท่านก็ช่วยดูชุนเอ๋อร์ให้ข้า”

                “ข้าจะมาบอกพี่จื่อเซี่ยวเรื่องนี้พอดี” ลิ่วเนี่ยยิ้มให้ “ชุนเอ๋อร์หลับแล้ว ชิงหยางกำลังทบทวนตำรา ตอนนี้เขาจึงอาสาเฝ้าให้...ขออภัยที่อาเนี่ยช่วยพวกท่านได้เพียงเท่านี้”

                “จวิ้นอ๋องเกรงใจไปแล้ว” ไป๋จื่อเซี่ยวรีบบอกปัด ไม่กล้ารับคำเรียกขานว่าพี่นั้นโดยเด็ดขาด “เลยมื้ออาหารมามากแล้ว ท่านคงยังมิได้กินข้าวกระมัง ในครัวมีข้าวกลางวันที่ท่านลุงทำไว้ ไปกินเถอะขอรับ”

                “ข้าช่วยยกตรงนี้ไปนะ” อีกฝ่ายถลกแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อยและค่อยๆ รวบรวมจานชามเลอะเทอะโดยไม่รังเกียจ

                ไป๋จื่อเซี่ยวจะห้ามก็ห้ามไม่ทันจึงปล่อยเลยตามเลย และมองคนอายุน้อยกว่าเดินเข้าไปในครัว

                เท่าที่ฟังมาจากเถ้าแก่ จวิ้นอ๋องเพิ่งอายุเพียงสิบเก้าปี แต่กลับสงบนิ่งกว่าผู้ใหญ่หลายๆ คน เรื่องวุ่นวายในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาก็ทราบแล้ว

                ระหว่างนั้น เถ้าแก่โยวได้แต่ส่ายหน้าไปมา “เช่นนี้เอง องค์ชายใหญ่ที่ปกติไม่เห็นหัวใครถึงได้เอ็นดูจวิ้นอ๋องนัก”

                “พี่โยว กำแพงมีหู รู้หรือไม่” ไป๋จื่อเซี่ยวหัวเราะ

                คนฟังกลอกตา และหลังกลอกไปเจอป้าย ‘ค้าขายรุ่งเรือง’ ที่ติดไว้บนคานเหนือศีรษะตน แม้อยู่ต่ำกว่าป้ายโรงเตี๊ยมพระราชทานด้านนอกแต่ก็เป็นจุดสูงสุดในร้าน เถ้าแก่ถึงกับขนลุกวาบเมื่อนึกถึงรัชทายาทเจ้าของลายมือเฉียบคมที่ลงแรงส่งลายพู่กันนี้มาให้ตน และลูบต้นคอพั่บๆ อย่างหวาดเสียว “รู้แล้วๆ...เฮ้อ นี่ก็หลายวันมาแล้ว ทางท่านเป็นอย่างไรบ้าง”

                แววตาของไป๋จื่อเซี่ยวจริงจังขึ้น “ข้าไปถามเรื่องที่ท่านวานมาหมดแล้ว พี่น้องบางส่วนที่อยู่ในกองทัพปราบทักษิณยืนยันว่าจำนวนเสื้อผ้าที่ควรได้รับน้อยกว่าที่แจ้งไว้หนึ่งชุด และเสื้อเกราะอาวุธได้เปลี่ยนทุกสองปีแทนที่จะเป็นทุกปี...นี่เป็นบัญชีบางส่วนที่ข้าใช้เส้นสายให้คนคัดลอกมา”

                โยวอิ่งชวนรับกระดาษที่พับทบไว้มา เปิดดูและกวาดตาอ่านเร็วๆ ในนี้ระบุไว้ชัดเจนว่ามีการเปลี่ยนยุทโธปกรณ์ทุกปี จำนวนเครื่องแบบที่ลงไว้มีเต็มจำนวน ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายจิปาถะบางส่วนที่ดูน่าสงสัย

                ‘ค่ารับรองผู้ตรวจการ’ ลงไว้สองครั้ง แต่ตามระเบียบการ ผู้ตรวจการจะลงตรวจทัพแค่ปีละครั้ง เว้นแต่จะอยู่ในช่วงสงคราม นี่เป็นยามสงบ ผู้ตรวจการมาเยือนเมื่อต้นปีแล้ว ครึ่งปีหลังจะมีผู้ตรวจการคนใดอีก ซ้ำค่ารับรองยังสูงพอตัว

                “ระเบียบบางอย่างในกองทัพปราบทักษิณไม่เหมือนกองพลลาดตระเวนหลวง แต่ไม่ต่างกันมาก พวกเขาบอกว่าหลายคนได้รับเบี้ยหวัดล่าช้า กระทั่งเบี้ยพิเศษก็ไม่มีให้” ไป๋จื่อเซี่ยวอธิบายต่อ “ที่กองพลข้าแต่ก่อนแม่ทัพกวนเป็นผู้แจกจ่ายโดยตรง แต่สำหรับทัพชายแดน อาหัวบอกว่าเพราะทัพชายแดนมีคนมากกว่าเขตวังหลายเท่า การเบิกจ่ายเบี้ยหวัดจะผ่านไปทางกรมเสนาธิการทหารก่อน ค่อยแบ่งลงไปตามกองย่อย...กองทัพเหนือเป็นเช่นนั้น กองทัพปราบทักษิณก็คงไม่ต่างกัน”

                เรื่องนี้โยวอิ่งชวนไม่มีข้อสงสัยโดยสิ้นเชิง ในอดีตก่อนจะมาทำงานในร้านของเขา อีกฝ่ายเคยเป็นทหารในกองพลลาดตระเวนหลวงเขตวัง และอิ๋งหัวก็เคยเป็นแม่ทัพประจำกองพลย่อยฝั่งตะวันตกของทัพพิทักษ์อุดร

                “ดังนั้นเบี้ยหวัดที่หายไปน่าจะติดอยู่ที่พวกเสนาธิการทหารสักกลุ่ม หรือไม่ก็แม่ทัพสักคน?” เถ้าแก่เลิกคิ้ว “แบบนี้ไม่ดีแน่ คุณชายใหญ่และคุณชายรองสกุลลิ่วก็เป็นแม่ทัพกองพลย่อยมิใช่หรือ”

                ไป๋จื่อเซี่ยวพยักหน้า “สกุลลิ่วมีพิรุธจริงๆ และยังทิ้งร่องรอยไว้ราวกับไม่เกรงว่าจะถูกเปิดโปงเลย แต่ที่ท่านบอกว่ากองทัพปราบทักษิณอาจคิดก่อกบฏ ข้าคิดว่าบางทีอาจไม่ใช่แม่ทัพทุกคนที่คิดเช่นนั้น เพราะนอกจากเรื่องได้รับข้าวของไม่เต็มจำนวน ยังมีปัญหาเรื่องอาวุธในกองทัพอีก”

                “อาวุธ? พวกเขาได้อาวุธชั้นเลวหรือ?”

                “ใช่แล้ว” ไป๋จื่อเซี่ยวตอบรับ พอดีกับที่ประตูหน้าเปิดออก เมื่อเห็นเงาร่างสูงใหญ่ที่คุ้นตาก้าวเข้ามาในร้าน รอยยิ้มหวานก็ปรากฏ ทำให้ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่แต่เดิมไม่โดดเด่นดูจะส่องประกายสุกสว่างขึ้น

                เถ้าแก่โยวกะพริบตา ขณะที่ไป๋จื่อเซี่ยวหมุนตัวไปทักทายอิ๋งหัว บนริมฝีปากยังมีรอยยิ้มไม่เสื่อมคลาย ภาพนี้ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเห็น แต่นี่กลับเป็นครั้งแรกที่ในใจเกิดคำถามที่ไร้ต้นสายปลายเหตุว่า...ที่แท้ความรักทำให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงได้มากมายเพียงนี้หรือ

                พี่สะใภ้หน้าตาธรรมดาของเขาดูจะน่ามองขึ้นทันทีที่เห็นคู่ชีวิตของตน แม้แต่ดวงตาสุกใสโดดเด่นคู่นั้นก็ยิ่งชวนให้คนไม่อาจละสายตา

                แวบหนึ่งใบหน้าของใครบางคนวาบผ่านมาในใจ กระทั่งสัมผัสชั่วแวบในคืนนั้นก็ยังสมจริงจนเขาได้แต่เงียบอึ้ง

                ฉับพลันนั้น ภาพเลือนๆ รางๆ อย่างหนึ่งผุดขึ้นมาซ้อนทับ ดวงตาคู่นั้นดำขลับ จ้องมองเขานิ่งๆ ดุจสุนัขป่าผู้ภักดี

                เด็กน้อยที่เขามองไม่เห็นใบหน้าเกลือกกลิ้งศีรษะซุกอยู่บนตัก แล้วกอดเอวเขาแน่นราวกับหาที่พึ่ง...

                “เถ้าแก่?” อิ๋งหัวเรียก

                “หา? อ้อ พี่อิ๋งนั่นเอง” โยวอิ่งชวนตื่นจากภวังค์ทันที ก่อนฉีกยิ้มให้ “วันนี้มารับพี่สะใภ้เร็วจริง”

                “ข้ามาเร็วเพราะเรื่องที่เจ้าไหว้วานด้วย” อิ๋งหัวเลิกคิ้วเล็กน้อย “เป็นอะไรไป เหตุใดถึงดูเหม่อลอยนัก”

                คนถูกถามสะดุ้ง โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “ไม่มีๆ พี่อิ๋งคิดมากไปแล้ว...เมื่อครู่ข้าคุยกับพี่สะใภ้เรื่องนี้อยู่พอดี มีเรื่องที่ต้องคิดมากมาย”

                ไป๋จื่อเซี่ยวเท้าความบทสนทนาเมื่อครู่อีกครั้ง อิ๋งหัวฟังจบค่อยหันมาหาเขา

                “อย่างที่เสี่ยวเซี่ยวบอก” สหายมากวัยกว่าดูเคร่งเครียดอย่างที่ไม่ได้เห็นนานแล้ว “ข้านำตัวอย่างยุทโธปกรณ์มาแยกตรวจสอบ เป็นเหล็กเลวผสมอยู่สามส่วน ผิดจากหลักเกณฑ์โดยสิ้นเชิง...ถ้าคิดจากส่วนที่หายไป นับเป็นเหล็กกล้ากว่าสามพันตันเลยทีเดียว”

                เหล็กกล้าสามพันตัน!

                เถ้าแก่โยวอ้าปากค้าง จำนวนเงินคร่าวๆ จากบัญชีที่ไป๋จื่อเซี่ยวยื่นให้ดูก่อนหน้านี้มูลค่าไม่น่าน้อยกว่าสิบหมื่นตำลึง ตอนนี้ยังมีเหล็กกล้าอีกสามพันตัน

                ยักยอกเหล็กและเงินมากขนาดนี้ กองทัพปราบทักษิณไม่คิดจะปกปิดบ้างหรือว่ากำลังจะก่อกบฏ!

                “...ถ้าแม้แต่พวกเรายังรู้ ป่านนี้รัชทายาทก็คงรู้แล้ว” โยวอิ่งชวนทรุดตัวนั่งที่เก้าอี้ใกล้ๆ รู้สึกหมดเรี่ยวแรงอย่างฉับพลัน ความเข้าใจอีกอย่างผุดขึ้นมา “ขุนศึกสะสมเงินและอาวุธนับเป็นความผิดถึงขั้นประหารชั่วโคตร...จวิ้นอ๋องไม่อาจฟ้องร้องเรื่องนี้ได้ก็จริง แต่พวกพี่ชายของเขาคงอยากป้องกันไว้ก่อน”

                อิ๋งหัวกดเสียงต่ำดังเดิม “ด้วยการสังหารเขา”

                เถ้าแก่เหลือบมองสหายทั้งสอง แววตาหนักอึ้งสบกันไปมาอย่างเข้าใจ พวกเขาต่างได้รับความทุกข์ยากไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจากปัญหาเรื้อรังของรัชศกนี้ แม้เขาจะมิได้รับผลกระทบหนักหนาในสงครามเมื่อปีที่ยี่สิบ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเคยเป็นเหยื่อของเส้นสายทุจริตที่ฝังรากยาวนานอย่างไม่จบไม่สิ้น

                ถึงตอนนี้เขาจึงเริ่มเข้าใจเจตนาขององค์หญิงใหญ่มากขึ้น แม้เครือข่ายทั้งหมดนี้มีมานาน ทว่าไทเฮาพระมารดาของฝ่าบาทและองค์หญิงใหญ่กลับเป็นผู้ที่ทำให้ระบบทุจริตและใช้อำนาจโดยมิชอบใหญ่โตกว้างขวางยิ่งกว่าเดิม จนระหว่างทางถึงกับพรากเอาชีวิตคนไปมากมาย รวมทั้งส่งผลกระทบทางตรงถึงใครอีกหลายคนเช่นอิ๋งหัวหรือตัวเขาเอง...

                ไป๋จื่อเซี่ยวเอ่ยยิ้มๆ “ถ้ามีเรื่องใดให้ช่วยอีกพี่โยวโปรดบอกมา อย่าได้เกรงใจ ถึงข้าทำบางอย่างเองไม่ได้ก็ยังมีสหายในกองพลเขตเมืองและเขตวัง หลายคนในนั้นต้องมีสหายในกองทัพปราบทักษิณหรือทัพอื่นๆ เช่นกัน นายอยากก่อกบฏ มิได้แปลว่าพวกเขาจะเห็นด้วย”

                ได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของเถ้าแก่ค่อยแช่มชื่นขึ้น เริ่มคิดวางแผนได้ตามปกติ “เช่นนั้นต้องฝากพี่สะใภ้แล้ว ลองเลียบเคียงหาข่าวต่อไป ข้าจะขอให้คนอื่นๆ ช่วยสืบเสาะอีกทาง ถ้าค่อยๆ สร้างข่าวลือในหมู่พลทหารแล้วรวบรวมคนที่ไม่เห็นด้วยให้มากเข้า ถึงแม่ทัพสกุลลิ่วอยากก่อกบฏ ไม่มีพลทหารแล้วเขาจะทำอะไรได้!”

                “ใช่” ไป๋จื่อเซี่ยวยิ้มบาง “ข้าเชื่อว่ามีทางแก้ปัญหาอื่นนอกจากปล่อยให้เรื่องลุกลามแล้วพลทหารต้องถูกเข่นฆ่า ข้าพอคาดเดาได้ พี่น้องหลายคนในกองทัพย่อมมิอยากทำตามคำสั่งเช่นนี้ พวกเขาเป็นทหารเพื่อปกป้องผู้คน มิใช่สนองความโลภโมโทสันของผู้ใด”

                “สหายชาวยุทธ์บางคนอาจช่วยได้” เถ้าแก่โยวเดาะลิ้นเบาๆ “ข้าเคยได้ยินคนใน ‘สมาคม’ ของเราเปรยว่าคนตำแหน่งล่างๆ ในกองทัพมีใจเลื่อมใสชาวยุทธ์อยู่แล้ว ชื่อเสียงของสำนักห่านป่าคงพอรวมคนได้บ้าง”

                “เรื่องนี้ข้าก็จะช่วยท่านด้วย” ไป๋จื่อเซี่ยวยิ้มกว้างอย่างที่หาดูได้ยาก “ทุกวันนี้ไม่ค่อยได้ลงมือทำอะไรแล้วก็จริง แต่ข้าก็ยังไม่ลืมวิชาเก่าๆ ถ้าแค่แฝงตัวไปในกองพลเล็กๆ มิใช่เรื่องลำบากเลย”

                อิ๋งหัวปรายตามองราวกับไม่ค่อยเห็นด้วย แต่เมื่อเผชิญแววตาวาววับสุกใสที่มิได้เห็นจากภรรยาตนบ่อยนัก ความเป็นห่วงก็กลับกลายเป็นอีกความรู้สึกหนึ่ง...

                เถ้าแก่เบือนหน้าหนีสายตาที่เหมือนมีเปลวเพลิงลุกไหม้นั้น ก่อนโอดครวญในใจ

                ช่วยกลับไปบ้านพวกท่านก่อนแล้วค่อยจ้องกันอย่างลึกซึ้งจะได้หรือไม่!

                “งั้นตกลงตามนี้นะพี่โยว” ไป๋จื่อเซี่ยวบิดตัวไล่ความเมื่อยขบ “เดี๋ยวข้า...”

                 ประตูหน้าเปิดอีกครั้ง ทั้งสามหันขวับไป ครานี้คนที่มาคือเฝิงลี่จิน แต่อีกฝ่ายมิได้พรวดพราดเข้ามาอย่างเสียมารยาทแล้ว ทั้งยังหันรีหันขวางราวกับเกรงว่าจะทำร้ายใครเข้า

                โยวอิ่งชวนแค่นหัวเราะ “พี่เฝิง จวิ้นอ๋องไม่อยู่”

                “อะไร ข้ามิได้มองหาใครทั้งนั้น!” เฝิงลี่จินโวยวายและเดินอาดๆ เข้ามา ยังไม่วายมองไปรอบๆ อีกครั้งเหมือนไม่ค่อยเชื่อ ก่อนหยุดสายตาที่ไป๋จื่อเซี่ยวและอิ๋งหัว “...นี่พวกท่านหารือเรื่องในสำนักกันอีกแล้วหรือ”

                เถ้าแก่เกือบจะส่ายศีรษะให้จินตนาการล้ำลึกของเข็มฟ้าโลหิตอยู่แล้ว แต่เขาพลันนึกถึงเรื่องที่เพิ่งคุยกันจบ จึงสบตาสหายทั้งสองเป็นเชิงบอกใบ้บางอย่าง อิ๋งหัวขมวดคิ้ว แต่ไป๋จื่อเซี่ยวรับสารได้อย่างว่องไว จึงฉุดมือสามีไปหลังร้านทันที

                “อาหัว ไปรับชุนเอ๋อร์ลงมากัน ป่านนี้คงใกล้ตื่นแล้ว กลับบ้านกันเถิด...”

                เสียงของทั้งคู่ค่อยๆ ห่างออกไป เถ้าแก่จึงหันกลับมาหาเข็มฟ้าจอมโวยวาย เพ่งพินิจว่าในเมื่อคนผู้นี้มีจินตนาการอันโดดเด่น เช่นนั้นราดน้ำมันลงไปสักหน่อยอาจได้ผล

                “พี่เฝิง” เถ้าแก่กระแอม “วันนี้มีเรื่องใดหรือ”

                “อ้อ วันนี้ข้าจะไปทำงานแถบมณฑลใต้ นางมารซีจิ้งให้ข้าไปช่วยคุ้มกันขบวนสินค้า เงินดีทีเดียว” เฝิงลี่จินบอก ในเมืองหลวงมีสำนักและชาวยุทธภพผุดขึ้นมาหลายกลุ่ม เขารู้จักชื่อเสียงของซีจิ้งแห่งหอแพทย์ฟื้นปราณ แต่ไม่เคยสนทนากัน “คงใช้เวลาพักใหญ่ หากท่านเปิดวงพนันให้เจ้าคนแซ่เซิ่งลงสู้แทนข้าแล้วแบ่งเงินให้เขาสักหน่อย เจ้านั่นมีแต่กล้ามเนื้อ ไร้หัวคิด นึกว่าเมืองหลวงมีอาหารกินเปล่ามีน้ำให้ตักไม่รู้จบ หลังทุ่มเงินมาถึงที่นี่ได้ก็ไม่เหลือเงินติดตัวไว้สักแดง”

                ธุระนี้ประหลาดยิ่ง แต่ไม่อาจมองข้ามว่าดี ฝีมือของฝ่ามือผ่าทรายที่จริงแล้วยอดเยี่ยมทีเดียว เปิดวงพนันให้ลงสู้บ้าง อย่างไรร้านก็คงได้กำไรมากกว่าขาดทุน และตามกำหนดก็ใกล้จะถึงวันที่โรงเตี๊ยมห่านป่าจัดวงพนันแล้วจริงๆ

                เถ้าแก่อดถามไม่ได้ว่า แล้วช่วงที่ผ่านมาฝ่ามือผ่าทรายกินอยู่ในเมืองหลวงอย่างไร อีกฝ่ายจึงแค่นเสียงขึ้นจมูก

                “เบี้ยเลี้ยงอันดับ กับเงินข้าไง!” เฝิงลี่จินกดเสียงต่ำคั่งแค้น “แล้วเจ้านั่นก็ยังกินจุ ชอบแย่งข้ากิน ข้าควรเอาเข็มปักให้ความอยากอาหารหมอนั่นหมดไปตั้งนานแล้ว!”

                ได้ยินว่าก่อนจะมาใช้เข็มในทางที่ผิด เข็มฟ้าโลหิตเคยเป็นหมอรักษาคนจริงๆ แต่แดนตะวันตกก่อนราชสำนักจะเข้าไปจัดระเบียบทั้งกันดารทั้งขาดแคลน นอกจากหมอและยาจะขาด เงินที่คนจะให้หมอก็ไม่มี หมอธรรมดาจึงหันมาเอาดีด้วยการ...ปล้นคาราวานโจรตามชายแดน กลายเป็นจอมยุทธ์เร่ร่อนเข็มฟ้าโลหิตไป

                เถ้าแก่โยวทราบดีว่าชาวยุทธ์ส่วนใหญ่ยากจน โชคดีที่เข็มฟ้าโลหิตพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน “ว่าไปแล้ว ท่านเคยคิดหรือไม่ว่าหากชาวยุทธ์ถูกกีดกันมิให้เข้าเมืองหลวงเหมือนแต่ก่อน จะเป็นอย่างไร”

                “หา?” เข็มฟ้าโลหิตอุทาน “หมายความว่าอย่างไร”

                เถ้าแก่ถอนใจเฮือกๆ “เกี่ยวกับเรื่องการลอบสังหารจวิ้นอ๋องนั่นแหละ...แม้ชาวยุทธภพอย่างสำนักด่านประจิมช่วยไว้ แต่เขาทำตัวลึกลับไม่ยอมสำแดงตัว ข้าเลยได้ข่าวว่ามีคนในราชสำนักกล่าวหาว่าที่จริงคนผู้นั้นอาจเป็นมือสังหารเสียเอง...ชาวยุทธภพสังหารเชื้อพระวงศ์ในเมืองหลวง ผู้ใดจะรับข้อกล่าวหานี้ไหว”

                “เหลวไหลทั้งเพ!” เฝิงลี่จินเดือดดาลจนตบโต๊ะโครม เสียงไม้ปริเรียกให้มุมปากเถ้าแก่กระตุกวูบหนึ่ง “ผู้ใดกล่าวหาชาวยุทธ์พล่อยๆ เช่นนี้!”

                โยวอิ่งชวนกระแอม ที่จริงตนก็มิได้ปั้นแต่งข่าวเพื่อหลอกเข็มฟ้าโลหิตผู้ซื่อตรง แต่ระหว่างที่สืบความเรื่องในกองทัพปราบทักษิณ มีข่าวนี้แพร่อยู่ในกองทัพใต้จริงๆ แม้เป้าหมายจะเป็นการกดดันรัชทายาทที่เดิมเป็นผู้สนับสนุนให้อนุญาตชาวยุทธ์เข้าเมืองหลวงก็ตาม

                “เป็นกองทัพปราบทักษิณ...เดิมทีแม่ทัพลิ่วเหยาไม่เคยใส่ใจจวิ้นอ๋องหรือยุทธภพแท้ๆ แต่คราวนี้กลับพูดถึงชาวยุทธภพเช่นนี้ แม้เป็นแค่ข่าวลือก็ชวนให้รู้สึกไม่ดีนัก”

                “บิดาของจวิ้นอ๋องงั้นรึ!” สีหน้าของเฝิงลี่จินผันแปรไปมา “กระทั่งข้ายังเคยได้ยินว่าในสกุลลิ่วบุตรชายของอนุภรรยามีหน้ามีตายิ่งกว่าพระนัดดา คนผู้นั้นไม่เคยใส่ใจ ตอนนี้กลับร้อนตัวหาคนโยนความผิดให้ หากมิใช่คนสั่งการก็ต้องมีส่วนรู้เห็น...อ้อ คืนที่จวิ้นอ๋องถูกลอบสังหาร สกุลหลี่ที่มีหน้ามีตาอีกกลุ่มก็ถูกคนกล่าวหาเหมือนกันมิใช่หรือ เช่นนี้ก็หมายความว่าพวกคนใหญ่คนโตนิสัยไม่ดีพวกนั้นกำลังจะเล่นงานจวิ้นอ๋องผู้บริสุทธิ์ประหนึ่งน้ำค้างยอดหญ้า งามดุจบุปผา จันทรา...”

                สีหน้าของเถ้าแก่บิดเบี้ยวเล็กน้อย ก่อนข่มใจฟังคำชมยืดยาวเลื่อนเปื้อนอีกสองประโยคเต็มๆ

                “...นอกจากจะคิดโยนความผิดให้พวกเราชาวยุทธภพ ยังเจตนาไม่ดีต่อราชสำนัก ต่อคนที่ให้เบี้ยเลี้ยงแก่ข้า!”

                วาจาของอีกฝ่ายเกือบดีแล้ว...เถ้าแก่มุมปากกระตุกกับประโยคสุดท้าย แต่ยังคงแสร้งปั้นหน้าซื่อเบิกตากว้าง “พี่เฝิงช่างน่าเลื่อมใส...แต่ โอ ถ้าพวกเขาก่อกบฏแล้วทำสำเร็จขึ้นมา แล้วพวกท่านชาวยุทธภพเล่า จะเป็นอย่างไร”

                เฝิงลี่จินเดือดดาล “ถ้าคนที่กล้าใส่ร้ายชาวยุทธภพยึดอำนาจไปได้พวกข้าก็แย่สิ! อาจจะถูกสั่งห้ามเข้าเมืองหลวงหรือถูกไล่ล่าปิดสำนักกันอีกก็ได้ ข้ายอมไม่ได้ สหายในยุทธภพก็คงไม่ยอมเช่นกัน!”

                เมล็ดพันธุ์แห่งจินตนาการของเข็มฟ้าโลหิตแตกกิ่งก้านอย่างรวดเร็ว พร้อมกำหมัดทุบโต๊ะอีกคราอย่างน่าเกรงขาม เถ้าแก่โยวอึ้งไป ถึงจะดูไม่เต็มเต็งแต่ลมปราณของอันดับห้าบนทำเนียบก็มิใช่เรื่องล้อเล่น...เห็นเศษซากโต๊ะที่แตกกระจายปลิวว่อนคาตา อยากจะห้ามก็ห้ามไม่ทัน

                “ข้าจะบอกทุกคนที่เจอ กระจายข่าวออกไปให้ทั่ว หากมีใครคิดทำเรื่องบัดซบยึดอำนาจ พวกเราชาวยุทธภพไม่มีวันปล่อยไว้แน่นอน ไม่ต้องรอให้เจ้าของป้ายอันดับหนึ่งมาออกคำสั่ง ข้าคนนี้แหละจะตรงไปเด็ดหัวพวกมันก่อนเลย!”

                ถ้อยคำนั้นก็ฟังดูห้าวหาญดี แต่มองซากโต๊ะที่พังไปไม่รู้เท่าไรแล้ว เถ้าแก่ก็เริ่มไม่แน่ใจว่าหลังจากชาวยุทธ์พวกนี้มาเพ่นพ่านในร้านตน บัญชีของร้านขาดทุนหรือได้กำไรมากกว่ากัน...

                “ระหว่างเดินทางข้าน่าจะเจอสหายในยุทธภพอีกหลายคน แน่นอนว่าข้าจะบอกทุกคนด้วยว่านี่เป็นเรื่องที่เจ้าสำนักห่านป่าผู้ดูแลทำเนียบฝากฝังมา ทุกคนย่อมยินดีให้ความช่วยเหลือ!” เฝิงลี่จินสำทับปิดท้าย ขณะที่เจ้าของร้านกำลังไว้อาลัยโต๊ะที่เสียหายของตน

                ถ้อยคำนั้นฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดี แต่เจ้าสำนักอุปโลกน์อย่างเขาฟังแล้วได้แต่เสียวต้นคอวาบๆ ประหนึ่งลางไม่ดีเริ่มพัดเข้าหาอีกครา แต่เข็มฟ้าโลหิตมาไวไปไว หลังเสร็จธุระก็ผลุบหายไป ทิ้งให้ร้านเงียบสงัดดังเดิม

                เถ้าแก่โยวถอนหายใจเบาๆ ถึงจะยังไม่รู้แน่ชัดว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่หาตัวช่วยไว้ก่อนเช่นนี้น่าจะปลอดภัยที่สุด กลุ่มชาวยุทธภพนั้นวางใจได้แน่นอน ทางพลทหาร พี่สะใภ้อย่างไป๋จื่อเซี่ยวย่อมจัดการได้ ส่วนเขาก็ยังมิได้ว่างนัก อย่างน้อยตอนนี้เขาก็สมควรไปเข้าเฝ้าองค์หญิงใหญ่สักครั้งเสียที

                หลายวันก่อนพรรคพวกใน ‘สมาคม’ กระซิบกระซาบมาเป็นทอดๆ ว่าบัดนี้องค์หญิงใหญ่มาพำนักอยู่ที่วังตากอากาศทางตะวันออกของเมืองหลวงแล้ว นางกลับมาแต่ไม่กลับไปที่สกุลลิ่ว อาจเพราะรู้แล้วว่าแม่ทัพใหญ่สกุลลิ่วมีเจตนาเช่นไร

                สำหรับเขา แม้รู้ว่านางมีวัตถุประสงค์ของตน แต่ความช่วยเหลือที่เคยได้รับก็เป็นความจริง

                แม้ทราบว่านางช่วยคนตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาเพียงเพื่อให้พวกเขากลับมาตอบแทนตน เขากลับมิได้โกรธหรือชิงชัง

                ฉับพลันนั้น ลมหอบหนึ่งพัดมาต้องแก้ม เถ้าแก่เงยหน้าขึ้นทันทีอย่างแปลกใจ แวบแรกคิดว่าเฝิงลี่จินผู้ทำอะไรตามใจอย่างที่สุดคงออกไปโดยไม่ปิดประตู

                ทว่าหลังเห็นเงาร่างไม่คุ้นตาก้าวเข้ามาช้าๆ แม้ทั่วร่างจะดูไร้รังสีคุกคามและไม่มีท่าทีดุดัน หัวใจของเขากลับดิ่งวูบเย็นเฉียบโดยไม่รู้ตัว

                ชุด...ขาว...?

                อีกฝ่ายไม่มีสีหน้าใดๆ ให้อ่าน หรืออาจมีแต่เขาอ่านไม่ออก เพราะ...แถบผ้าที่คาดปิดนัยน์ตาทั้งสองข้าง บดบังส่วนที่แสดงอารมณ์มากที่สุดบนใบหน้ามนุษย์ผู้หนึ่งจนหมดสิ้น

                สายลมอุ่นร้อนประจำฤดูยังคงพัดมาจากเบื้องหลัง บุรุษร่างสูงในอาภรณ์ขาวที่ก้าวมาประดุจเหยียบเมฆจึงยิ่งดูราวกับเซียนแดนสวรรค์

                บทสนทนาของคนในโรงเตี๊ยมช่วงหลายวันที่ผ่านมาผุดขึ้นเป็นฉากๆ

                ‘ประมุขน้อยสำนักด่านประจิมกำลังไล่ล่าตัวคนที่ครองป้ายอันดับหนึ่ง หลายวันก่อนมีคนถูกซัดไปหลายรายแล้ว’

            ‘กู้เซ่อแห่งพรรคทลายธาร? เขาอยู่แถวนี้หรือ’

            ‘ไม่รู้ แต่ว่ากันว่าคนบ้าเลือดผู้นั้นตีทุกคนที่ขวางหน้า ไม่สนใจว่าจะถือป้ายอันดับไว้หรือไม่ ขอแค่ให้เบาะแสได้ก็พอ ระยะนี้หากเห็นคนชุดขาวมา ถ้าไม่แน่ใจให้หลบก่อนเลย’

                เถ้าแก่ปากสั่นเล็กน้อย

                หรือว่า...คนผู้นี้...

                อาภรณ์ขาวโบกสะบัด ผ้าผืนนั้นน่าจะบดบังสายตาจนสิ้น แต่ดูจากท่วงท่าการเดินอ้อมผ่านโต๊ะเก้าอี้ในร้าน และก้าวข้ามซากโต๊ะที่เฝิงลี่จินเพิ่งทำลายเพราะความคะนองได้ราวกับมองเห็นทุกอย่างดังคนทั่วไป เถ้าแก่โยวก็ได้แต่สับสน

                ...รู้ตัวอีกที แขกที่ไม่คาดฝันก็มายืนตรงหน้า สะบัดชายชุดจนเกิดเสียงอาภรณ์เสียดสีคราหนึ่งก่อนนั่งลง และยกยิ้มน้อยๆ ที่ดูไร้ความรู้สึกให้

                “ขอสอบถาม ท่านคือเจ้าสำนักห่านป่าผู้ดูแลทำเนียบผู้เยี่ยมยุทธ์แห่งต้าหยวนใช่หรือไม่”

                โยวอิ่งชวนกะพริบตา พยักหน้าหงึก ก่อนนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็น “ช...ใช่...”

                ป้ายหน้าร้านบอกอยู่ว่าที่นี่คือ ‘โรงเตี๊ยมห่านป่า’...แต่คนผู้นี้มองไม่เห็นมิใช่หรือ แล้วมาถูกที่ได้อย่างไรกัน...

                “อ้อ” คนชุดขาวยังยิ้มดังเดิม จากนั้นประกายโลหะวาบขึ้น ปรากฏมีดเล่มหนึ่งแนบติดลำคอเจ้าของร้าน

                “เช่นนั้นขอถามหน่อย ขณะนี้ป้าย ‘อันดับหนึ่ง’ เป็นของผู้ใด?”

                คำถามนี้เรียกให้ฟันของเขากระทบกันดังกึกๆ ป้าย ‘อันดับหนึ่ง’ ในอกเสื้อเหมือนจะร้อนวูบ ตัดกับโลหะเย็นเยียบที่แนบลำคอ ทั้งยังโชยกลิ่นแปลกๆ ที่ไม่แน่ว่าเป็นกลิ่นตัวมีดหรือโลหิตของผู้ใด

                “คุณชายพรรคพิรุณหยาดเจ้าของป้ายอันดับสามมีคนคุ้มกันเยอะเกินไป และข้าสัญญาไว้ว่าจะไม่แย่งชิงป้ายของอู๋หมิง...ดังนั้นก็เหลือแค่อันดับหนึ่ง แต่กู้เซ่อเหมือนภูตผีไม่มีตัวตน ไม่รู้อยู่ไหน หรือบัดนี้ป้ายอาจเปลี่ยนมือไปแล้ว”

                ระหว่างฟังคำอธิบายราบเรียบใจเย็น เหงื่อของเถ้าแก่ก็หยดลงบนคมมีดที่จ่อติด

                อีกฝ่ายยังคงโปรยยิ้มที่แฝงความบ้าคลั่งลึกๆ ให้ “เอาละ ตกลงว่าตอนนี้เจ้าของป้ายอันดับหนึ่งอยู่ไหนหรือ?”                

 

---------------------------------------------

รายละเอียดการเปิดจองจะประกาศให้ทราบเร็วๆ นี้  ท่านที่สนใจ กดเก็บเข้าชั้นกันไว้ หรือเวียนไปซื้อหา+อ่านเรื่องอื่นๆ ก่อนได้นะคะ

หมื่นลิขิต หนึ่งบุพเพ มีจำหน่ายรูปเล่มที่ เว็บไซต์สำนักพิมพ์ และ e-book บน meb >>ที่นี่<< ค่ะ

นักอ่านที่อยากกดติดตามข่าวสารอื่นๆ กดติดตามเพจเฟซบุ๊คที่ ลูซิน l Author และทวิตเตอร์ @lucindah17 ได้ เวลามีอัพเดทเกี่ยวกับงานเขียนและโปรโมชั่นในแต่ละช่วง เราจะนำไปแจ้งตามช่องทางต่างๆ นี้ค่ะ

 

และแน่นอน เพราะเรากำลังจะมีเล่มใหม่ ดังนั้นอย่าลืมฟอลกันไว้รอแจกของเฉพาะ follower แต่ละช่องทางนะคะ ;)

ขอขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ลูซิน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 58 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

201 ความคิดเห็น

  1. #126 Maylyunho (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 00:15
    ดวงดึงดูดเรื่องแย่ๆอย่างแท้จริง หวังว่าอิตาพ่อลูกหลี่จะไม่ทำให้เถ้าแก่ตกในอันตราย
    #126
    0
  2. #82 R38912122 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 15:57
    พอเจอจังหวะตบมุกโบ๊ะบ๊ะ ของสองจอมยุทธ์ หลุดขำทันที ทั้งร้อนตัว ทั้งไร้ศีลธรรม 55555

    แต่พอสลับกลับมาถึงบทของสองพ่อลูกสกุลหลี่ถึงกับขมวดคิ้วอ่าน

    เกือบปรับอารมณ์ไม่ทันเลย
    #82
    0
  3. #24 noi26nana80 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มีนาคม 2563 / 19:39
    สนุกทุกเรื่องค่ะ...รอติดตามเสมอ
    #24
    0
  4. #23 Ruruka Buta (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 มีนาคม 2563 / 15:04
    - ชาวเมืองหลวงยังดูยังละเมียดละไม > ตรงคำว่า ยัง ซ้อนกัน อ่านแล้วสะดุดหน่อยๆ อ่า
    - คนงานร้ายขายของ > ร้านขายของ
    - อาจเป็นรัชทาทที่คอยบงการอยู่ > รัชทายาท รึป่าวอ่า
    // มีจุดที่เรางงๆ การบรรยายตอนจวิ้นหวังออกมาจากจวน ตรงที่ว่า "ปีศาจที่เห็นเป็นเงาทะมึนอยู่ด้านหลังจวิ้นหวังหัวเราะหึๆ" กับ "ขณะหันไปพูดกับคนที่ตามหลังมา"
    ตรงนี้จวิ้นหวังตอนแรกเดินตามหลี่หวางหลิงมา แล้วก็เดินออกมายืนหน้าหลี่หวางหลิงเพื่อคุยกับเถ้าแก่โยวใช้มั้ยอะ แม่ทัพหลี่ก็ต้องอยู่หลังจวิ้นหวังแทนมั้ยอะ แต่ทำไมก่อนจากไปถึงบอกหันไปพูดกับคนที่ตามหลังมา เราเลยงงว่ามีคนตามหลังแม่ทัพหลี่มาอีกหรอ หรือยังไงหว่า แต่ดูแล้วแม่ทัพหลี่ก็น่าจะพูดกับจวิ้นหวังนี่นา หรือไรท์หมายถึง คนที่ตามหลังมาตอนแรก = จวิ้นหวัง เราเข้าใจถูกมั้ยหว่า 55555 // เราชอบอ่านแล้วจินตนาการฉากตาม พอคิดตามบทบรรยายเลยงงเลย อย่าพึ่งลำไยความเยอะของเราน๊าาาาา
    ปล. เราไปอ่านเกมส์ที่ไรท์ให้เล่น ที่ถามชื่อเดิมเถ้าแก่ เลยทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า ถ้าจบเรื่องนี้ จะเป็นการเคลียคดีกบฏที่เกี่ยวพันกับคนในสมาคมมั้ยนะ ถ้าเคลียคดีที่เถ้าแก่เคยต้องโทษได้ เถ้าแก่จะได้กลับมาใช้ชื่อเดิม สกุลเดิมมั้ยนะ ตื่นเต้น อันนี้ไรท์ยังไม่ต้องตอบก็ได้ เรารอลุ้นไปกะเนื้อเรื่อง เราแค่อยากเมาท์มอยด้วย 5555
    #23
    2
    • #23-1 LucindaAuthor(จากตอนที่ 9)
      14 มีนาคม 2563 / 17:24
      แก้แล้วค่ะ แหะๆ คำผิดตามนั้นเลยค่ะ // จุดที่บรรยาย ส่วนที่เกินคือประโยค "ขณะหันไปพูด.." ตัดประโยคนั้นแล้ว ขอบคุณมากค่า // ไรท์ตั้งใจจะทำให้เบา แต่คงตั้งใจเกินไปนิดนึง ฮ่าๆๆๆ ตอนนี้เท่าที่ดูยังไม่มีตอนไหนที่เรื่องไม่พุ่งชนเลยค่ะ ทำให้ชีวิตน้องไป๋และคนอื่นๆ สงบสุขเกินไปเลย555 รอคอยการฟาดฟันกันต่อไปนะคะ
      #23-1
  5. #22 Ruruka Buta (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 มีนาคม 2563 / 14:49
    เถ้าแก่ควรทำบุญสะเดาะเคราะห์มากกว่า 9 วัดอะ บอกเลย สะเดาะเคราะห์นอนในโลงด้วยเลยดีมั้ย 55555 // พอรู้ว่าแม่ทัพมารพูดไรกับเข็มพิษ ขอบอกเลยว่าพระเอกเค้าร้ายมากค่ะนายแม่ ประกาศให้โลกรู้เลยดีมั้ย ถ้าจะขนาดนี้แล้ว 55555 // ตอนที่หลี่ซ่งจือบอกเคยเห็นเถ้าแก่ เราก็เดาๆว่าเคยเห็นตอนเรื่องกบฏที่องค์หญิงใหญ่ช่วยไว้รึป่าว แต่ไม่คิดว่าจะเคยเห็นที่ลานประหารเลย โอ๊ย รู้สึกถึงลางร้ายแรงมาก ไม่อยากให้หลี่ซ่งจือนึกออกเลย จะนึกออกเร็วไปไหนเนี่ย ขอให้แม่ทัพหลี่และรัชทายาทตั้งรับให้ทันนะ // หลี่ซ่งจือดูไม่ธรรมดาจริงๆ เอาจริงๆ เราว่าเป็นคนที่ฉลาด ไม่โง่กับเรื่องง่ายๆ ดูเจ้าเล่ห์ น่าจะมีฝืมือและเป็นคนเก่ง แต่ดันชั่วนี่สิ เสียดายความหล่อเลย 55555 เรื่องนี้เราว่าไม่เบาสมองนะเนี่ย นี่มันชิงไหวชิงพริบกันชัดๆ ใครจะรอดจากการถูกฆ่าก่อน เป็นห่วงเถ้าแก่ที่ไม่มีวรยุทธ์ แต่คิดอีกทีเถ้าแก่ก็มีเข็มฟ้ากับฝ่ามือผ่าทรายชอบมาป้วนเปี้ยนรอบตัวบ่อยๆ ประหนึ่งมีบอดี้การ์ดแบบไม่รับเชิญมาอยู่ข้างตัว ฮาาาาา // รัชทายาทจะมองเกมส์ออกมั้ยนะ แต่รัชทายาทก็ต้องรู้ถึงสมาคมที่องค์หญิงใหญ่เคยช่วย หวังว่ารัชทายาทจะวางแผนเตรียมรับมือกรณีสมาคมถูกเปิดเผยถึงประวัติแต่ละคนไว้นะ ฮืออออ หลี่ซ่งจือวางแผนอะไรไว้ พยายามคิดตามว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นได้บ้างงงงง...แต่คิดไม่ออก 5555
    ปล. จะมีโอกาสแอบเห็นเถ้าแก่ฝึกวิชานอกรีตกับแม่ทัพหลี่มั้ยนะ 555555
    #22
    0
  6. #21 fai22149 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 มีนาคม 2563 / 13:49
    เถ้าแก่เคยเป็นนักโทษ​ประหารมาก่อนเหรอ
    #21
    0