ร้อยเล่ห์พยัคฆ์ผูกชะตา [Nabu Publishing] *ตัวอย่างทดลองอ่าน*

ตอนที่ 8 : ตัวอย่างทดลองอ่าน: บทที่ 8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 722
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 68 ครั้ง
    26 ธ.ค. 63

ตัวอย่างทดลองอ่าน

บทที่ 8

(ตีพิมพ์กับ Nabu Publishing)

 

                ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เล็กน้อย

                เถ้าแก่โยวถอนใจโล่งอกหลังพาตัวเองและแขกหายนะอีกสองคนเข้ามาในครัวสำเร็จ อย่างน้อยวันนี้เขาก็พาร้านเล็กๆ ของตนหลีกพ้นหายนะได้แล้ว

                พวกสหายจอมยุทธ์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับคนในราชสำนัก ดำเนินชีวิตแบบไม่ต้องใช้หัวคิดนัก ทั้งยังไม่มีใจเกรงกลัวคนใหญ่คนโตเหมือนชาวบ้านทั่วไป ถึงได้ยินว่าองค์ชายใหญ่ร้ายกาจ แต่ถ้าไม่เห็นกับตาก็ไม่สำนึก และตราบใดที่ฝ่ายนั้นไม่ชักกระบี่ขู่ฆ่าสักครา เจ้าพวกนี้ก็คงไร้สำนึกต่อไปเรื่อยๆ

                แต่ถ้าชักขึ้นมา ร้านเขาพังแน่นอน ข้อนี้ยอมไม่ได้เด็ดขาด!

                ระหว่างกำลังฮึดฮัด เถ้าแก่โยวก็สะดุ้งเฮือกอีกครากับเงาตะคุ่มๆ ที่ก้มๆ เงยๆ อยู่ตรงเตา กลิ่นหอมหวนลอยมา หลังใบหน้าของเสี่ยวเอ้อร์สูงวัยหันมายิ้มให้ เขาก็ตบอกเรียกขวัญตัวเอง

                “เจ้ามาทำอะไรเงียบๆ ตรงนี้เนี่ย! ไม่รู้หรือว่าข้าเกือบตายแล้ว!” เถ้าแก่โอดครวญคนงานของตน ก่อนชะงัก “เอ๋ ข้าบอกเจ้าแล้วนี่นาว่าวันนี้ไม่เปิดร้าน ไยเจ้าไม่กลับบ้านเล่า”

                “ข้ามาซ่อมผนังให้ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มตาหยี เขย่ากระทะไฟลุกพรึ่บ เคลือบเส้นหมี่ที่ผัดอยู่จนส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย

                ชิงหยางถลาลงจากอ้อมแขนคนอุ้ม “ท่านลุง นั่นบะหมี่ของข้าใช่หรือไม่!”

                “ใช่แล้วขอรับคุณชาย”

                “ขอบคุณท่านมาก!”

                “หึๆ ขอรับ”

                โยวอิ่งชวนขมวดคิ้ว นี่มิใช่ครั้งแรกที่รู้สึกว่าคนงานของตนแปลกยิ่ง แต่ในเมื่อเป็นคนที่องค์หญิงใหญ่แนะนำมาตั้งแต่เมื่อแปดปีก่อน เขาจึงไม่เคยมีใจคิดสงสัย...เพราะอีกฝ่ายอาจเป็นหนึ่งในคนนอกกฎหมายหรือนักโทษในอดีตที่องค์หญิงใหญ่ช่วยไว้เช่นกัน

                ...เช่นเดียวกับเขา

                ตอนที่พบองค์หญิงใหญ่โดยบังเอิญในปีกวงซวีที่สิบสอง นางไม่เพียงยื่นมือเข้ามาในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด แต่ยังให้ชีวิตใหม่ ตัวเขาที่ตอนนั้นยังเป็นแค่เด็กอายุสิบสี่ปีจึงได้รู้ว่า...ที่แท้สิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกนี้คืออำนาจ

                เมื่อเติบโตเขาจึงกลับมาเมืองหลวงอีกครั้งเพื่อหาทางตอบแทนบุญคุณ กลายเป็นเถ้าแก่ร้านสุราไร้ชื่อที่เปิดร้านอย่างไม่ตั้งใจ สานต่อความปรารถนาที่อยากช่วยคนที่ถูกปรักปรำอย่างไร้ความผิดของนาง...

                ระหว่างเหม่อลอย ชิงหยางก็ดึงมือแล้วยกจานหมี่มาใกล้ๆ “ท่านพ่อ ให้ท่านกินก่อน”

                โยวอิ่งชวนกะพริบตา รับจานอาหารมาอย่างงุนงง ระหว่างนั้นแว่วเสียงเฝิงลี่จินและเซิ่งมู่ที่นั่งรออาหารอีกสองจานกำลังเถียงเรื่องไร้สาระบางอย่างกัน

                “เจ้าไม่หิวหรือ”

                “หิว” ชิงหยางยิ้มหวาน “แต่ท่านพ่อดูเหนื่อยๆ ท่านกินก่อนดีกว่า ท่านลุงผัดเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ ข้ารอได้” พูดจบเด็กน้อยก็ขมวดคิ้วครุ่นคิด “ว่าไปแล้ว พี่ชายคนงามด้านนอกนั้นกับโจรบุกรุกต้องกินด้วยหรือไม่ เช่นนี้ข้าก็ต้องรออีกสองรอบหรือ”

                เถ้าแก่ขนลุกวูบอีกระลอก หันขวับไปมองประตูโดยไม่รู้ตัว ดีว่าประตูที่เชื่อมต่อไปยังด้านหน้าปิดสนิท คาดว่าคงกั้นเสียงใดๆ ที่อาจเล็ดลอดไปเข้าหูพญายมได้แน่นอน

                “ชิงหยาง เรียกเช่นนี้มิได้” เขาลูบหลังบุตรชายบุญธรรมเบาๆ อ้ำอึ้งหาคำอธิบาย “ท่านผู้นั้น...เป็น...เอ้อ...คนดี...”

                ชิงหยางกะพริบตาปริบๆ คาดว่าเพราะเห็นสีหน้าของเขาไม่สนับสนุนคำพูดตนนัก

                เถ้าแก่โยวถอนใจเล็กน้อย องค์หญิงใหญ่ฝากชิงหยางไว้กับเขาตั้งแต่ปลายปีกวงซวีที่สิบเก้า โดยบอกแค่ว่าเด็กน้อยแรกเกิดที่มิอาจเปิดเผยที่มาผู้นี้อยู่กับนางไม่ได้ หลายปีมานี้เขาก็ไม่เคยถามให้ชัดเจน แต่ดูจากความอาทรลึกๆ ขององค์ชายใหญ่ที่มีแก่ใจส่งอาจารย์มีชื่อจากในวังมาสอนวิชาอย่างลับๆ เขาจึงคิดว่าบางทีชิงหยางอาจเป็น...

                “ท่านพ่อ คนเราเปลี่ยนหน้ากันได้ด้วยหรือ” ชิงหยางหมดความสนใจหัวข้อเดิมอย่างรวดเร็วสมเป็นเด็ก “ข้าคิดว่า...ข้าเคยเห็นโจร...อืม เห็นพี่ชายตาดุคนนั้นมาก่อน แต่ก็เหมือนจะไม่เคยพบ...เอ ข้าไม่รู้เหมือนกัน”

                คนฟังยิ้มบาง อย่างไรเสียสัมพันธ์ทางสายเลือดก็คงมิอาจตัดขาดได้โดยง่าย เด็กน้อยของเขาผู้นี้อาจรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณกระมัง

                “เจ้าอาจเคยพบเขามาก่อน” โยวอิ่งชวนพยักหน้ารับ “ทำตัวดีๆ อย่าเกกมะเหรกเกเร ท่านผู้นั้นคือองค์ชายใหญ่ของราชวงศ์ ในวันหน้าจะเป็นผู้ปกครองแผ่นดิน”

                แล้วเจ้าเองก็คง...อืม อย่าเพิ่งคิดเรื่องอนาคตที่ยังมาไม่ถึงดีกว่า...

                “องค์ชาย? อยู่ในวังหรือ” ชิงหยางนิ่งไป ก่อนยิ้มตาหยี “อาจารย์ของข้าก็บอกว่ามาจากในวัง ศิษย์พี่ปีศาจกระทิงผู้นั้นเรียนวิชากับพวกเขา หรือว่าโจรตาดุผู้นั้นก็เป็นศิษย์อาจารย์เดียวกับข้า? เช่นนั้นข้าก็เป็นศิษย์น้องของเขาด้วย?”

                เถ้าแก่ตามสัมพันธ์ซับซ้อนปวดหัวนี้ไม่ทัน หลังฟังจินตนาการของเด็กอย่างเข้าใจครึ่งไม่เข้าใจครึ่ง ประกอบกับหิวจนตาลาย สุดท้ายจึงตอบรับส่งๆ แล้วคีบผัดหมี่กินอย่างมึนงง หลังกินไปสองคำก็คีบส่งเข้าปากบุตรชายบ้าง

                “เหตุใดทุกคนจึงเป็นปีศาจกันหมด” ชิงหยางยู่หน้าน้อยๆ เคี้ยวพลางเอ่ยอู้อี้ไปด้วยอย่างผิดธรรมเนียม “หากข้าเรียนไปเรื่อยๆ โตขึ้นข้าจะกลายเป็นปีศาจเหมือนพวกเขาหรือไม่”

                โยวอิ่งชวนทำเป็นไม่ได้ยิน และคีบหมี่ยัดปากเด็กให้เงียบเสียงก่อนชั่วคราว

                ผัดหมี่ฝีมือเสี่ยวเอ้อร์ของเขานี้ยอดเยี่ยมจริงๆ ชิงหยางเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างว่าง่าย ระหว่างนั้นเขาก็ได้กลิ่นหอมอีกแบบลอยมา พอเหลียวหน้าไปดูจึงเห็นว่าเสี่ยวเอ้อร์ของตนกำลังตั้งหน้าปั้นเกี๊ยวโยนลงน้ำแกง น้ำเดือดพล่านขับไอหอมฉุยของกระเทียมลอยมาต้องจมูก

                ตรงมุมห้องอีกฝั่ง เซิ่งมู่และเฝิงลี่จินหยุดทุ่มเถียง กลืนน้ำลายดังเอื๊อกพร้อมกัน

                เสี่ยวเอ้อร์ประจำร้านหันกลับมายิ้มให้ทุกคน “เอาเกี๊ยวหรือผัดหมี่ดีขอรับ”

                “เอาหมดเลย!” สองจอมยุทธ์หน้าด้านประสานเสียง มีเสียงอู้อี้ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องของชิงหยางแทรกมา

                เถ้าแก่กุมขมับ เอ็ดเบาๆ “กินจานนี้ให้หมดก่อน”

                “ไอ้อ้านอ้อ” แก้มที่เคี้ยวตุ้ยๆ ขยับไปมาครู่หนึ่ง หลังกลืนจนหมดค่อยเถียงตาใส “อันนี้ให้ท่านพ่อ ข้าจะรอจานใหม่”

                เสี่ยวเอ้อร์สูงวัยหัวเราะ “ตักให้สองท่านข้างนอกก่อน แล้วที่เหลือแบ่งกันนะขอรับ”

                “เจ้ารู้หรือว่าคนข้างนอกนั้นคือผู้ใด” โยวอิ่งชวนหรี่ตาแม้จะรู้ว่าคงไม่ได้คำตอบเป็นชิ้นเป็นอัน คนงานประหลาดของเขานี้ดีแต่หัวเราะและก้มหน้าทำงาน ซึ่งก็ดี แต่ขณะเดียวกันก็ดู...เสแสร้งยิ่ง

                “พอเดาได้ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ตอบตามตรง และวางชามสองใบลงตรงหน้า “เถ้าแก่ ท่านยกไปดีกว่า”

                “...ทำไมต้องเป็นข้า”

                “แล้วควรเป็นใครเล่าขอรับ”

                เถ้าแก่เหลียวมองบุตรชายที่คงยากจะถือของร้อนสองชามโดยไม่หกราดตัวเองได้ มองจอมยุทธ์เห็นแก่กินอย่างเฝิงลี่จินและเซิ่งมู่ หากให้สองคนนี้ยก อาหารคงไปไม่ถึงคนด้านนอก หรือต่อให้ถึงก็ไม่แน่ว่าจะไปกวนโทสะองค์ชายหายนะผู้นั้นหรือไม่ ส่วนเสี่ยวเอ้อร์ตรงหน้าก็ดูไม่น่าไว้ใจนัก หากองค์ชายใหญ่ระแวงว่าจะมีคนใส่ยาพิษแล้วพังร้านขึ้นมาจะทำเช่นไร...

                ใช่ ถูกแล้ว ควรเป็นใครเล่า...สุดท้ายก็เขาอีกแล้ว!

                โยวอิ่งชวนถอนใจ จำใจลุกแล้วเดินไปทางประตูเชื่อม แต่หลังเคาะเบาๆ เพื่อเรียกความสนใจและเปิดประตูไป เห็นสีหน้ามืดครึ้มของจวิ้นอ๋องและสายตาเยือกเย็นคมกริบนั้นแล้ว...เถ้าแก่กลับไม่แน่ใจดื้อๆ ว่าตนมิได้มาผิดเวลาจริงหรือไม่

                เถ้าแก่โยวไม่กล้าซอกแซกมองนานๆ ค่อยๆ กระเถิบไปวางชามเกี๊ยวลงบนโต๊ะที่แขกสูงศักดิ์สองท่านกำลังสนทนากัน ก่อนปิดประตูตามอย่างรวดเร็ว

                ชิงหยางกินผัดหมี่จานแรกหมดเกลี้ยงแล้ว แก้มยุ้ยๆ เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย หลังเคี้ยวและกลืนอยู่พักใหญ่จึงถาม “ท่านพ่อ ไยทำหน้าหวาดกลัวอีกแล้ว”

                “ใครหวาดกลัว ไม่มี!” เถ้าแก่ยืดอกเรียกความห้าวหาญ

                มีเสียงซดน้ำแกงดังลั่นมาจากมุมห้อง เข็มฟ้าโลหิตปาดน้ำแกงด้วยหลังมือ พริบตาเดียวก็จัดการเกี๊ยวหมดหม้อ เซิ่งมู่ที่เพิ่งซดในชามตัวเองหมดได้แต่ถลึงตาเมื่อเห็นฝ่ายนั้นเทกินจากหม้ออย่างไร้มารยาท ได้แต่คับแค้นที่ตนกินช้ากว่า

                “...โกหกน่า” ท้องของเถ้าแก่โยวร้องโครกอย่างสิ้นหวัง ตนกินผัดหมี่ไปแค่ไม่กี่คำ ที่เหลือตั้งหน้าป้อนให้บุตรชายจนหมด ตั้งใจว่าจะกลับมากินเกี๊ยว...

                เสี่ยวเอ้อร์ที่เพิ่งล้างกระทะเรียบร้อยเช็ดมือ และวางชามใบหนึ่งลงตรงหน้าเขา “ข้าน้อยเก็บไว้ให้ขอรับ”

                เถ้าแก่โยวเงยหน้า น้ำตาแทบไหลด้วยความซาบซึ้ง แต่หลังหยิบช้อนหยิบตะเกียบตักชิมได้แค่คำเดียว ชิงหยางก็เอ่ย

                “ท่านพ่อ เป็นองค์ชายยากหรือไม่”

                คนฟังกะพริบตา อึ้งค้างไปหลายอึดใจ

                ถามเขาหรือ เขามิใช่องค์ชาย จะรู้ได้อย่างไร... 

                “...ถามทำไมหรือ”

                “ก็ท่านพ่อว่าพี่ชายตาดุคนนั้นเป็นองค์ชาย” ชิงหยางเอียงคอ “แล้วศิษย์พี่ของข้าเป็นองค์ชายด้วยหรือไม่”

                ศิษย์พี่ของชิงหยาง? เถ้าแก่คิดตามสักพักถึงกระจ่าง เพราะอาจารย์ที่มาสอนวรยุทธ์ให้บุตรชายในช่วงนี้เป็นคนที่แม่ทัพหลี่เคยขอคำชี้แนะ ชิงหยางจึงนับแม่ทัพมารผู้นั้นเป็นศิษย์พี่นี่เอง!

                “เด็กน้อยอย่างเจ้ามีศิษย์พี่ด้วยรึ” เฝิงลี่จินอดแกว่งปากมิได้

                “มีสิ!” ชิงหยางหันไปข่ม “เป็นราชาปีศาจกระทิงเชียวนะ!”

                “...” คนระดับเข็มฟ้าโลหิตถึงกับผงะอึ้งหาคำโต้ตอบไม่ทัน ระหว่างนั้นเซิ่งมู่เหลือบเห็นจานผัดหมี่ที่เฝิงลี่จินวางไว้อีกฟากหนึ่ง จึงเอื้อมมือไปฉวยมาเงียบๆ

                “ข้าพูดจริง!” ชิงหยางใช้กำปั้นน้อยๆ ทุบโต๊ะด้วยสีหน้าจริงจัง “กระบวนท่าสุดยอด! เพียงฝ่ามือเดียวก็จัดการสิบหกฝ่ามือปราบปีศาจของข้าได้อย่างง่ายดาย!”

                “...มิใช่สิบแปดหรือ” โยวอิ่งชวนถอนหายใจ ไม่สิ...นั่นไม่ใช่ประเด็นเสียหน่อย “อีกอย่าง แม่ทัพหลี่มิได้ทำอะไรเลย เขาแค่จับเจ้าห้อยหัวเท่านั้นเอง”

                เฝิงลี่จินละความสนใจจากเด็กพูดไม่รู้เรื่อง “แม่ทัพหลี่? อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว!”

                เถ้าแก่โยวสะดุ้ง เอาเข้าจริงเข็มฟ้าผู้นี้ก็มีจินตนาการสูงส่งไม่แพ้ชิงหยาง คนสติไม่สมประกอบนี่เข้าใจว่าอย่างไร?

                “อ...อะไรหรือพี่เฝิง”

                “ว่าที่แท้ท่านก็เป็นคนไร้ศีลธรรมกว่าที่คิด” เฝิงลี่จินจ้องหน้าด้วยแววตาสะเทือนใจ “ท่านใช้วิชาสัปดนพรรค์นั้นกับคนในสำนัก! นี่มันอัปยศสิ้นดี เด็กนี่เป็นบุตรชายของท่านนะ!”

                ว่าแล้ว! เถ้าแก่โยวฟังแล้วอยากร้องไห้ ความเข้าใจของเข็มฟ้าผู้นี้ยังคงไปไกลเกินขอบเขตคนปกติจริงๆ ด้วย “บอกแล้วไงว่าท่านเข้าใจผิด! ข้าไม่เคยใช้วิชาสัปดน!”

                และข้าก็ไม่มีวิชาด้วย!

                ชิงหยางกะพริบตาปริบๆ “ท่านพ่อ ‘สัปดน’ แปลว่าอะไรหรือ”

                “สัปดนก็แปลว่า...” เฝิงลี่จินผู้ไร้สำนึกยังคิดจะอธิบายศัพท์ไม่ดีให้เด็กฟัง ก่อนชะงักเพราะเลื่อนมือไปด้านข้างแล้วไม่พบจานหมี่ของตน “เอ๋?...เอ๊ะ...คนบัดซบแซ่เซิ่ง! นั่นมันของข้า!”

                เซิ่งมู่ที่จัดการหมี่จานโตจนราบเรียบแค่นยิ้มหึ กระโดดหลบกำปั้นที่ซัดใส่อย่างง่ายดาย กำปั้นเจือลมปราณของเข็มฟ้าโลหิตกระแทกพลาดลงตรงเก้าอี้ที่ฝ่ามือผ่าทรายเคยนั่ง เพียงพริบตาก็แตกเป็นเสี่ยงๆ

                เถ้าแก่โยวอ้าปากค้างอย่างสะเทือนใจ

                ระหว่างนั้น เฝิงลี่จินซัดเข็มใส่เซิ่งมู่ แต่จอมยุทธ์อันดับหกหลบไปอีกฝั่งแล้ว หลังเถ้าแก่โยวกะพริบตาอีกทีก็เห็นเข็มสองสามเล่มบินสะเปะสะปะมาทางตน

                “ท่านพ่อ ระวัง...!” ชิงหยางร้องลั่น ใช้จานเปล่าสะบัดบางส่วนทิ้งจนแตกเป็นเสี่ยงๆ พริบตานั้นเถ้าแก่ก็ได้สติและรีบหันไปมองบุตรชายบุญธรรม

                เฝิงลี่จินตกตะลึงที่เห็นเข็มของตนเบนไปผิดทาง แต่เกาทัณฑ์ขึ้นสายยิงออกไปแล้วจะคว้ากลับมาอย่างไร...อีกอย่าง นั่นคือท่านเจ้าสำนักเชียวนะ คงไม่เป็นไรกระมัง...

                ด้ามกระบี่ที่โผล่มาจากที่ใดไม่รู้ยื่นพรวดมาแทรกกลาง เข็มเล่มนั้นกระทบด้ามและบินไปปักบนผนังใกล้ๆ โลหะเสียบลึกในเนื้อไม้ส่งเสียงทึบน่าหวาดเสียว

                ชิงหยางเบิกตาร้อง ‘อา!’ ประกายวาววับเลื่อมใสราวกับเห็นบุคคลต้นแบบในอนาคตของตน

                เถ้าแก่ยังไม่รู้ว่าเข็มเกือบปักตน แต่รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างแวบผ่านหลัง จึงหันกลับไปมอง

                ...ก่อนเสียหลักเซ หน้าปะทะกับแผ่นอกของใครสักคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง

                เซิ่งมู่ที่หนีไปยืนอีกฝั่งส่ายหน้า “เจ้าอันธพาล เกือบทำร้ายคนแล้ว”

                “แล้วเหตุใดเจ้าไม่ยืนเฉยๆ ให้ข้าเสียบ!” เฝิงลี่จินตวาดกลับ อันที่จริงก็โล่งอกที่อาวุธของตนมิได้ทำร้ายใคร ครั้นกำลังจะถอนหายใจ พอเห็นผู้มาเยือนเข็มฟ้าไร้สำนึกก็ลืมความรู้สึกผิดเมื่อครู่อย่างรวดเร็ว “ศิษย์สัปดนของเจ้าสำนักนั่นเอง!”

                หลี่หวางหลิงไม่สนใจวาจาเหลวไหลนั้น และก้มมองคนที่เพิ่งเงยหน้าสบตาตน “ทำอะไรของเจ้าน่ะ”

                “เอ๊ะ...” เมื่อครู่จมูกชนกับแผงอกกว้างเต็มๆ เถ้าแก่โยวถึงกับมึนงง เจ็บจนน้ำตาคลอเบ้า แม้แต่คำถามง่ายๆ ยังฟังไม่เข้าใจ “ท่าน...เอ๋...”

                แม่ทัพหลี่? มาทำอะไรตรงนี้กัน?

                “ศิษย์พี่ เมื่อครู่คือวิชาอะไร” ชิงหยางกระตุกแขนคนตัวสูงกว่า “ยอดเยี่ยมนัก! รวดเร็วนัก!”

                ได้ยินเสียงชิงหยางลอยมาแว่วๆ เถ้าแก่จึงนึกได้ว่าความทรงจำสุดท้ายคือภาพจานที่แตกคามือเด็กน้อย

                “ชิงหยาง กระเบื้องบาดหรือไม่”

                เจ้าของนามส่ายศีรษะดุกดิก “ไม่เป็นไรสักนิด...ท่านพ่อ ท่านนั่นแหละ น้ำตาไหลเแล้ว เจ็บหรือ”

                เจ็บสิ! จมูกเกือบหักแล้วกระมัง! เถ้าแก่โยวปาดน้ำตาที่คลอเบ้าเพราะแรงกระแทกแล้วเงยมองคนตัวสูงกว่าโกรธๆ “อยู่ๆ ท่านย่องมาทำอะไร! นี่มัน...หลัง...ร้าน...”
                หลี่หวางหลิงเลิกคิ้วด้วยท่วงท่าเดิมๆ ราวกับจะถามว่า ‘แล้วอย่างไร’

                โยวอิ่งชวนหันขวับมองประตูหลัง ใช่ นี่มันหลังร้าน แม่ทัพมารผู้นี้มีเจตนาใดถึงย่องเข้ามาราวกับโจร

                แล้วทำไมเสี่ยวเอ้อร์ของเขาถึงออกไปแล้วเปิดประตูทิ้งไว้หน้าตาเฉยเล่า!

                “ท่าน...ไยไม่เข้ามาดีๆ” ถามไปแล้วก็นึกถึงผู้สูงศักดิ์สองท่านที่โถงด้านนอก เขาจึงหยุดกลางคัน...มิใช่ว่าคนผู้นี้ต้องไปคารวะเจ้านายของตนก่อนหรือ “จวิ้นอ๋องและรัชทายาทอยู่ด้านนอก...”

                “ข้ารู้”

                “...แล้วท่านจะเอาอะไร”

                หลี่หวางหลิงขยับถอยเล็กน้อย เขาถึงเพิ่งรู้ตัวว่าเมื่อครู่มือของอีกฝ่ายวางอยู่บนเอวตน ร่างสูงนั่งลงที่โต๊ะเดียวกับเขาอย่างไม่มีพิธีรีตอง และจ้องเกี๊ยวน้ำหนึ่งชามที่ยังคงวางนิ่งอยู่ตรงนั้นโดยไม่มีสิ่งใดทำอันตรายได้

                “ข้ามากินข้าว”

                ความเงียบปกคลุมในพริบตา เฝิงลี่จินและเซิ่งมู่มองหน้ากัน ส่วนเถ้าแก่โยวกำลังคิดว่านั่นคือวาจาล้อเล่นประเภทใด

                ในที่นี้มีเพียงชิงหยางที่พยักหน้าอย่างเข้าใจ มาที่ครัวก็ต้องมากินข้าว ถูกต้องแล้ว

                จนกระทั่งหลี่หวางหลิงคว้าช้อนและตะเกียบของเขาเมื่อครู่มากินต่อหน้าตาเฉย เขาถึงรู้ว่าประโยค ‘ข้ามากินข้าว’ คือมากินข้าวจริงๆ ตรงตามนั้นทุกตัวอักษร

                ทุกคนยังคงเงียบ มองผู้บัญชาการกองพันลับที่คนทั่วเมืองหลวงต่างเกรงขามกินอย่างตั้งใจ เพียงพริบตาทั้งชามก็เกลี้ยงเกลายันน้ำแกง

                หลี่หวางหลิงวางชามที่เพิ่งยกซดลงและหันมา “เจ้าฝีมือดี”

                โยวอิ่งชวนกะพริบตา “...ข้ามิได้ทำ เป็นเสี่ยวเอ้อร์ของข้าทำไว้”

                “...” แววตาของคนฟังนิ่งค้างไป อยู่ๆ ก็มีท่าทางเหมือนอยากสังหารใครสักคน

                เถ้าแก่โยวขนลุกเกรียวอย่างไม่เข้าใจ...ก็เขามิได้เป็นคนทำจริงๆ เหตุใดแม่ทัพมารผู้นี้ต้องอารมณ์เสียด้วยเล่า?

                “จวิ้นอ๋องจะพักที่นี่สักระยะ” หลี่หวางหลิงเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว

                เถ้าแก่โยวอ้าปากค้าง กำลังจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อปะติดปะต่อสิ่งต่างๆ ได้ เขาก็อึ้งไปและพยักหน้าช้าๆ หากชีวิตของจวิ้นอ๋องตกอยู่ในอันตราย อยู่ที่นี่ย่อมปลอดภัยที่สุด แม้เขาจะไม่มีวรยุทธ์ แต่ที่นี่มียันต์คุ้มภัยที่เรียกว่าลายพระหัตถ์ฮ่องเต้ หากคิดจะลงมือสังหารคนก็ต้องเกรงใจกันบ้าง

                อีกอย่าง นั่นคือบุตรชายของผู้มีพระคุณ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยินดีช่วย

                “ทุกอย่าง...เรียบร้อยหรือไม่” เขาไม่ค่อยแน่ใจนัก แม้การมาเยือนขององค์ชายใหญ่จะน่าตกใจ แต่มองอีกแง่หนึ่งก็แปลว่าอาจมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น

                หลี่หวางหลิงตอบรับในลำคอเบาๆ “ไม่ว่าอย่างไร อย่าทำอะไรเกินความสามารถ และอย่ากับยุ่งเรื่องไม่เป็นเรื่องเล่า”

                “หมายความว่าอย่างไรกัน” โยวอิ่งชวนนิ่วหน้าเล็กน้อย

                “หมายถึงสมาคมของเจ้าทั้งหมด หากมีเรื่องร้ายแรงจริงๆ ให้แจ้งข้า อย่าคิดลงมือเอง...หรือถ้าจะทำก็อย่าให้ข้าหรือใครจับได้” หลี่หวางหลิงลดเสียงเบาลง ท้ายประโยคยกยิ้มน่ากลัว ก่อนจับไหล่เขา “เดี๋ยวข้าต้องไปแล้ว ไว้จะกลับมาวันหลัง”

                เถ้าแก่โยวกำลังจะถามว่า ‘ท่านจะมาทำไม’ ทว่าเมื่อเห็นสายตาที่มองมา เขาก็เงียบปากระงับวาจา

                ประกายพริบพราวในชั่วแวบนั้นชวนให้หนาวๆ ร้อนๆ สิ้นดี

                ใช่แล้ว เขายังไม่ได้ให้ ‘ค่าตอบแทน’ ที่ทำสัญญาปีศาจไว้เลยนี่นา!

                “...ท่าน...จะเอาอะไรเล่า”

                หลี่หวางหลิงหัวเราะในลำคอ ก่อนโน้มใบหน้าเข้าใกล้

                ใกล้จนลมอุ่นๆ เฉียดผ่านใบหู ราวกับต้องการให้มีเพียงเขาที่ได้ยินคำต่อไป

                “เจ้า...”

                ดวงตาของคนฟังเบิกโต ขนอ่อนที่ท้ายทอยลุกชัน ประสาทสัมผัสตื่นตัวอย่างประหลาด แม้แต่ร่างยังเผลอสั่นเทากับแรงปะทะเพียงลมหายใจนั้น

                “...มาทำอาหารให้กินสักมื้อ” และเสียงทุ้มก็เอ่ยต่อปนหัวเราะ

                ครานี้เขาถึงกับอ้าปากค้าง หลังสติกลับมา เถ้าแก่ก็ได้แต่เข่นเขี้ยว “ไยถึงไม่พูดให้ครบตั้งแต่...”

                ท้ายประโยคหายเข้าลำคอของเขาไป...หรืออาจเป็นลำคอของอีกฝ่าย ความอุ่นนุ่มอย่างหนึ่งประทับลงบนริมฝีปาก นุ่มนวลจนน่าประหลาด แม้แต่ลมหายใจอุ่นร้อนที่ถ่ายทอดมาก็ยังให้สัมผัสอ่อนหวานอย่างไม่น่าเชื่อ

                “ค่ามัดจำ”

                ถ้อยคำนั้นประชิดติดริมฝีปาก แต่ไม่มีการรุกรานใดๆ แค่กดลงมาและผละจากในเสี้ยวพริบตา

                ชิงหยางที่อยู่ๆ ก็ถูกปิดตากะพริบตาถี่ๆ เมื่อแสงสว่างกลับคืนมา แต่นอกจากชามเกี๊ยวว่างเปล่าและบิดาที่นั่งอึ้งอยู่กับที่ด้วยใบหน้าแดงจัด เขาก็ไม่เห็นผู้มาเยือนเมื่อครู่แล้ว

                “นั่นอย่างไร! ไหนท่านว่ามิได้มีความสัมพันธ์เช่นนั้น!” เข็มฟ้าโลหิตแหกปากทันทีที่ได้สติ

                แต่เสียงโวยวายนั้นไม่อาจผ่านเข้าโสตประสาทคนฟัง เถ้าแก่โยวยังนั่งทื่อเป็นตอไม้ ชิงหยางปีนขึ้นมาบนตักและร้องเรียกซ้ำๆ ก็ยังไม่รู้สึกตัว

                ในหูของเขามีเพียงเสียงชีพจรเต้นกระหน่ำ ดังจนไม่ได้ยินสิ่งใดอีก

 

 

 

                “ท่านแม่ทัพขอรับ”

                ทันทีที่ออกมาด้านนอก เงาของผู้ใต้บัญชาก็กระโจนวาบมาข้างกายอย่างรวดเร็ว และยื่นม้วนจดหมายยับยู่ยี่ให้

                หลี่หวางหลิงเหลือบมอง ไม่แยแสรอยเลือดที่กระเซ็นเปรอะเป็นจุดๆ หลังคลี่ออกและใช้แสงตะเกียงมอซอที่ชายคาโรงเตี๊ยมอ่านอย่างว่องไว มุมปากก็ค่อยๆ ผุดยิ้มเย็นชา    

                สารนี้ส่งมาจากชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือ เล่าถึงความเคลื่อนไหวในพรรคพิรุณหยาด ฝ่ายนั้นอ้างว่าถูกชาวยุทธ์ต่างพรรคหาเรื่อง การประลองลุกลามเป็นการจลาจลเล็กๆ และจบลงที่มีคนตาย คุณชายเหลียนเสิ่นแห่งพรรคพิรุณหยาดยื่นฎีกาฟ้องร้องให้ผู้ว่าการมณฑลตะวันออกจับคนของพรรคทลายธาร ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องลากตัวหัวหน้าพรรคอย่างกู้เซ่อมาให้ได้

                “น่าสนใจ” เสียงทุ้มเอ่ยเท่านี้ก่อนพับสารเก็บ และปรายตามองผู้ที่รอรับคำสั่ง “เหลียนเสิ่นคงเต้นแร้งเต้นกากล่าวว่าถ้าผู้ว่าการไม่ให้ความเป็นธรรม ตนจะเดินทางมาเมืองหลวงเองกระมัง”

                “...ใช่ขอรับ”

                “คนเช่นนั้นย่อมมิได้มีเจตนาดี จับตาดูต่อไป”

                เหลียนเสิ่นแห่งพรรคพิรุณหยาดรั้งอันดับสามบนทำเนียบ เดิมทีก็มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจทั้งยังอาจเกี่ยวพันกับการลอบสังหารจวิ้นอ๋อง บ่งชี้ว่าให้อาจความร่วมมือกับสกุลลิ่วเตรียมการก่อกบฏเช่นกัน ทำทีเข้าเมืองหลวงฟ้องร้องเช่นนี้ ไม่รู้ว่าคิดจะลงมือทำอะไรอีก

                “อีกเรื่องหนึ่งขอรับ” คนใต้บัญชาลดเสียงเบายิ่งกว่าเดิม “ค่ำวันนี้มีคนแปลกหน้ามาเพ่นพ่านรอบโรงเตี๊ยม ไม่แน่ชัดว่ามาจากฝ่ายใด แต่พวกข้าให้คนสะกดรอยตามไปแล้ว”

                หลี่หวางหลิงขมวดคิ้วอย่างฉับพลัน ปฏิกิริยาที่ค่อนข้างเด่นชัดนี้ทำให้คนในชุดดำชะงัก ประหลาดใจเป็นล้นพ้นที่เห็นท่านแม่ทัพแสดงอารมณ์ แม้จะแค่พริบตาเดียวก็ตาม

                “ถอนกำลังที่จวนสกุลลิ่วกลับมาให้หมด มาอารักขาที่นี่”

                “เอ๋...”

                นัยน์ตาของผู้บัญชาการกองพันเย็นชายิ่ง ความหมายคือมิให้ค้าน “จวิ้นอ๋องจะพำนักที่นี่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ต้องอารักขาจวิ้นอ๋องต่อ เช่นนั้นก็ยกมาที่นี่ให้หมด”

                ถึงจะเป็นเหตุเป็นผล คนฟังกลับรู้สึกคัดค้านในใจเล็กน้อย แม้จะนึกไม่ออกว่าควรค้านตรงไหน...

                “มีปัญหาอันใด” แม่ทัพหลี่ถามเสียงเย็น

                “ม...ไม่มีขอรับ ข้าจะรีบไปตามคนที่เหลือมาอารักขาที่นี่”

                ค้านไปให้ตายหรือ บนหน้าเขามีคำว่า ‘โง่’ เขียนไว้หรือไง!

                ครั้นผู้ใต้บัญชาที่อึกอักเหมือนมีเรื่องอยากพูดจากไปแล้ว หลี่หวางหลิงก็เอนกายพิงผนังด้านข้าง สายตามองฝ่าความมืดไปยังที่ไกลๆ ประหนึ่งจะกระชากเงาลึกลับที่วนเวียนสอดแนมอยู่รอบโรงเตี๊ยมห่านป่าออกมา

                ไม่ต้องให้คนไปสืบความ เขาก็พอเดาได้ว่าอาจเป็นฝีมือของหลี่ซ่งจือ ชั่วชีวิตนี้เขามีศัตรูไม่มากนัก และที่น่าขันที่สุด...ศัตรูที่ว่าก็คือสกุลหลี่ที่ให้กำเนิดเขานี้เอง

                เขาเข้าใจกฎผู้เข้มแข็งคือผู้อยู่รอดตั้งแต่จำความได้ ตอนที่ยังเล็กกว่านี้ เขารอดชีวิตมาด้วยความช่วยเหลือลับๆ ของ ‘นาง’ แต่ความช่วยเหลือนั้นไม่อาจคงอยู่ตลอดไป เมื่อเขาโตพอจะปกป้องตัวเองได้ ‘นาง’ ก็ละทิ้งเรื่องภายนอกอย่างเขาและกลับไปสวดมนต์ไหว้พระเงียบๆ ดังเดิม

                สำหรับเขา จวนสกุลหลี่เป็นเพียงสนามรบอีกแห่ง เช่นเดียวกับสมรภูมิเหนือในปีที่ยี่สิบซึ่งทำให้เขาคว้าชีวิตใหม่มาได้

                แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยการฆ่าฟันและเอาตัวรอดนี้ก็ยังมีคนที่เขานึกอยากทำดีด้วย

                คนที่ว่า...ก็คือคนที่ทั้งขี้กลัวและใจกล้าที่อายุมากกว่าตนผู้นั้น

                แม้เวลาพบกันอีกฝ่ายจะชอบทำหน้าหวาดหวั่นขี้ขลาด แต่ก็ไม่เคยลังเลที่จะออกหน้าช่วยเหลือผู้อื่น

                หรืออย่างน้อยก็มีแก่ใจพูดกับเขาว่า ‘ดีใจด้วยที่ท่านกลับมาอย่างปลอดภัย’

                ...ถึงจะกัดฟันพูดหรือแค่เอ่ยปากตามมารยาทก็เถอะ

                แต่ตอนนั้น ประกายที่เขาเห็นในแววตาอีกฝ่ายอาจเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่า ‘ความปรารถนาดี’ จากใจจริง เขาไม่ค่อยคุ้นชินกับสายตาประเภทนั้น และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ เหตุใดคนผู้หนึ่งถึงปรารถนาดีต่อผู้อื่นได้ ทั้งที่มิใช่ญาติพี่น้องและไม่เกี่ยวข้องกันเลย

                เช่นเดียวกับพี่ชายผู้หนึ่งในความทรงจำเมื่อนานมาแล้ว พี่ชายที่ต่อให้ไม่รู้จักกันก็ยังคงทำแผลให้ และให้เขาหลบพักอยู่ในสวนหลังบ้านอันสงบสุข

                ‘ไยเจ็บหนักเพียงนี้ ใครตีเจ้ากัน? มานี่ นั่งตรงนี้เร็ว ข้าจะทำแผลให้’

            ‘ข้าอายุมากกว่าเจ้า เรียกข้าว่าพี่ก็ได้ ข้าชื่อ...’

            ‘เจ้าชื่ออะไรหรือ’

                หลี่หวางหลิงพลันจุดยิ้มมุมปากอย่างเชื่องช้า เมื่อหันกลับไปมองโรงเตี๊ยมแห่งนั้นและรำลึกถึงเรื่องราวในวันวานก็มิอาจห้ามเสียงหัวเราะของตนได้ คนประหลาดผู้นั้นขี้ขลาดตาขาวตลอดมา แต่กลับไม่รีรอที่จะช่วยผู้อื่น ไม่ว่าวันนี้หรือในอดีตก็มิได้แตกต่างกัน ทั้งที่เจ้าตัวจดจำเรื่องในกาลก่อนแทบไม่ได้แท้ๆ

                แต่อย่างไรก็ยังมีเวลา เขารอได้ จะรอให้อีกฝ่ายนึกออกเองก็แล้วกัน

 

 

---------------------------------------------------

รายละเอียดการเปิดจองจะประกาศให้ทราบเร็วๆ นี้  ท่านที่สนใจ กดเก็บเข้าชั้นกันไว้ หรือเวียนไปซื้อหา+อ่านเรื่องอื่นๆ ก่อนได้นะคะ

หมื่นลิขิต หนึ่งบุพเพ มีจำหน่ายรูปเล่มที่ เว็บไซต์สำนักพิมพ์ และ e-book บน meb >>ที่นี่<< ค่ะ

นักอ่านที่อยากกดติดตามข่าวสารอื่นๆ กดติดตามเพจเฟซบุ๊คที่ ลูซิน l Author และทวิตเตอร์ @lucindah17 ได้ เวลามีอัพเดทเกี่ยวกับงานเขียนและโปรโมชั่นในแต่ละช่วง เราจะนำไปแจ้งตามช่องทางต่างๆ นี้ค่ะ

 

และแน่นอน เพราะเรากำลังจะมีเล่มใหม่ ดังนั้นอย่าลืมฟอลกันไว้รอแจกของเฉพาะ follower แต่ละช่องทางนะคะ ;)

ขอขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ลูซิน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 68 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

201 ความคิดเห็น

  1. #125 Maylyunho (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 23:59
    เค้าประทับใจกันมาแต่เด็ก ในความมึดมนซับซ้อนยังมีความน่ารักจริงๆค่ะ
    #125
    0
  2. #114 kwangB (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 17:33
    เคยเจอกันมาก่อนนี่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #114
    0
  3. #81 R38912122 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 15:36
    เป็นความสัมพันธ์ที่เอื้อผลประโยชน์ให้กัน คุณไรท์เขียนเบื้องหลังเรื่องในตระกูลซับซ้อนทุกเรื่องเลย

    แถมเถ้าแก่โยวยังเคยเจอกับหลี่หลางหลิงมาก่อนด้วย หืมมมม
    #81
    0
  4. #20 Ruruka Buta (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 22:05
    - หลี่หวางหลิงปรายมอง > ไรท์ตั้งใจเขียนเป็นสำนวน ไม่ใช่พิมพ์ ตา ตกไปใช่มั้ยอ่าา
    - ได้อย่างสะดวกดาย > สะดวกง่ายดาย มั้ยอะ
    - เรียกสีหน้สบิดเบี้ยว > สีหน้า
    - เพียงครึ่งปีหนึ่งปีก็ให้กำเนิดบุตร > ไรท์หมายถึง อนุให้กำเนิดบุตรสองคน คนนึงเกิดหลังจากเข้ามาอยู่ครึ่งปี อีกคนปีหนึ่ง ใช่รึป่าวอะ เราเข้าใจถูกมั้ย แอบงงหน่อยๆ หรือมีอนุสองคน
    // เริ่มเห็นอดีตไม่น่าจดจำของหลี่หวางหลิง ไม่แปลกใจเลยที่เกลียดครอบครัวตัวเองขนาดนั้น จวิ้นหวังเองก็น่าสงสาร แต่ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าเรื่องที่จวิ้นหวังรู้คือเรื่องไหน ประมุขน้อยก็ยังคงเป็นตัวละครลับที่ไม่เผยโฉมต่อไป 55555 เพิ่มเติมคือแอบช็อค ท่านแม่ทัพเคยเจอกับเถ้าแก่มาก่อน แถมยังใจอ่อนให้กับเถ้าแก่ที่สุดด้วยยยยย อยากแหมมมมมม กัปตันเริ่มออกเรือแล้วใช่มั้ย มีความรอให้นึกออกเองด้วย ง่อววววว ทำไมเราแอบฟินเล็กๆ 5555 // เรื่องนี้เด็กๆเยอะนะเนี่ย เด็กน้อยผิงเอ๋อร์ก็น่าเอ็นดู แต่จะมีบทอีกมั้ยนะ // พาร์ทนี้เถ้าแก่ไม่มีบทเลย รอความป่วงของเถ้าแก่พาร์ทหน้าแทน //
    มีจุดที่เราไม่กระจ่างอะไรท์ ตีความหมายไม่ออก เรื่ององค์หญิงที่เป็นแม่หลี่ซ่งจือ ที่ถูกเอามาพูดว่าเป็นสถานที่สุดท้ายก่อนตาย คือมีความหมายในเชิงหมิ่นเกียรติยังไงหรอ และการที่เอาจวิ้นหวังไปเรือนที่องค์หญิงเคยอยู่และเสียชีวิต ทำไมถึงเป็นการดูถูกอะ
    #20
    6
    • #20-1 LucindaAuthor(จากตอนที่ 8)
      11 มีนาคม 2563 / 23:23
      ขอบคุณสำหรับคำผิดค่ะ หนึ่งกะสองจงใจเขียนเป็นแบบนั้นแหละ55 อันสีหน้าพิมพ์ผิดจริงค่ะ ข้อสุดท้าย ใช่ค่ะ อนุมีบุตรสองคน เอ ไว้จะลองคิดดูว่าจะแก้ให้ง่ายขึ้นยังไงนะ
      เรื่ององค์หญิงแม่ของหลี่ซ่งจือ จริงๆฉากนี้ไรท์ควรใส่เพิ่มเนาะว่าหลี่ซ่งจือข่มขู่อะไรไปบ้าง แต่ปกติที่ที่มีคนตายก็จะไม่มงคลอยู่แล้ว เอาไว้ขู่ว่าจวิ้นหวังก็อาจจะตายด้วยเหมือนกัน ความหมายจริงๆของหลี่ซ่งจือคือตายแบบไร้ทางสู้เหมือนสตรี หลี่หวางหลิงก็เลยจิกหลังจากนั้นว่าไม่เคารพมารดาตัวเอง ถ่อย บลาๆๆ // ไรท์น้อมรับผิดค่ะที่อธิบายไม่ชัดเจน มีจุดที่รีบจริงๆ นั่นแหละ ._. ขอบคุณที่ถามมานะคะ
      #20-1
    • #20-3 LucindaAuthor(จากตอนที่ 8)
      12 มีนาคม 2563 / 08:11
      ไปแก้เพิ่มแล้วเมื่อคืนค่ะ ไม่เป็นไรๆ คือบางประโยคหรือบางจุดถ้าเข้าใจยากเกินไปก็ไม่ดี ตรงไหนสะดุดบอกได้ค่ะ // ก็น่าจะไม่น้อยมากน้าาา ถ้าอ่านรุ่งอรุณฯ จบได้555 แอบไปไล่ๆดูความเห็น เรื่องนี้ทำคนเทกลางทางเยอะค่ะ55
      #20-3