ร้อยเล่ห์พยัคฆ์ผูกชะตา [Nabu Publishing] *ตัวอย่างทดลองอ่าน*

ตอนที่ 7 : ตัวอย่างทดลองอ่าน: บทที่ 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 784
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 59 ครั้ง
    26 ธ.ค. 63

ตัวอย่างทดลองอ่าน

บทที่ 7

(ตีพิมพ์กับ Nabu Publishing)

 

                ดวงตาคู่หนึ่งจ้องทะลุความมืดไปยังแต่ละใบหน้าบนลานหน้าจวน หากไม่นับจวิ้นอ๋องน้อย บุรุษผู้มีรอยยิ้มสบายๆ แต่ท่วงท่าไร้ความน่าเกรงขามโดยสิ้นเชิงนั้นดูจะเป็นคนเดียวที่คุ้นตา สะกิดความทรงจำเมื่อนานมาแล้วได้อย่างน่าประหลาด

                หลังดูจนแน่ใจและเห็นคนทั้งหมดไปจากเขตจวนสกุลหลี่แล้ว หลี่ซ่งจือค่อยดีดตัวลงจากหลังคา แตะปลายเท้าอย่างเงียบเชียบและก้าวเข้าไปในเรือน ความเคลื่อนไหวนี้เรียกให้บิดาของเขาเหลือบขึ้นมองเป็นเชิงถาม แต่เขายังคงหรี่ตาพลางลูบปลายคางใช้ความคิด

                “...เคยเห็นที่ไหนนะ”

                “ผู้ใด” ในที่สุดหลี่เมิ่งอวี้ก็ถามบุตรชายเสียงห้วน ยังคงไม่พอใจสิ่งที่เกิดขึ้น แม้จะทำทีเป็นเดินหมากอย่างเยือกเย็นอยู่กลางห้องก็ตาม

                “คนที่ไปกับเจ้าเด็กนอกคอกนั่น...พวกนั้นเป็นชาวยุทธภพ แต่คนตรงกลาง...ข้าแน่ใจว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อนแน่ๆ”

                หลี่ซ่งจือเกิดก่อนน้องชายที่น่าชังของตนเกือบห้าปี ย่อมไม่พลาดเหตุการณ์น้อยใหญ่ในเมืองหลวง หากเป็นคนที่เดินสวนกันเขาคงไม่ใส่ใจจำ ทว่าในเมื่อจำได้ คาดว่าต้องมีบางอย่างแอบแฝง

                “เคยเห็นรึ” บิดาแค่นหัวเราะ “คนงานร้านขายของหรือไง”

                “ท่านพ่อ ท่านก็รู้ว่าข้าไม่จำคนพวกนั้น” ผู้เป็นบุตรส่ายศีรษะช้าๆ คิ้วขมวดอย่างใช้ความคิด

                หลี่เมิ่งอวี้สะบัดชายแขนเสื้ออย่างไม่แยแส กระแทกหมากดำลงบนมุมหนึ่งจนเกิดเสียงทึบหนัก สีหน้าจมดิ่งสงบนิ่ง แต่ตาคู่นั้นยังคงฉายแสงแปลบปลาบของความโกรธเกรี้ยว ดั่งความมืดมิดที่มีประกายฟ้าแลบวาบผ่านก่อนพายุใหญ่มาเยือน

                พวกเด็กโง่เง่าจากสกุลลิ่วปล่อยให้คนอ่อนแอไร้วรยุทธ์อย่างจวิ้นอ๋องรอดไปได้ไม่พอ ยังมีพวกชาวยุทธ์สกปรกมาหยามสกุลหลี่ถึงจวน

                ที่สำคัญ...มันผู้นั้นเป็นใคร เหตุใดยางไม้เฟิงหลิงจึงปรากฏขึ้นอีก?

                แม้เขาจะไม่รู้ว่าศัตรูที่ซุ่มซ่อนจับจ้องตนอยู่ในเงามืดเป็นใครมาจากไหน แต่ต้องมิได้มีเจตนาดีแน่นอน

                “แทนที่จะสนใจเรื่องไม่เป็นเรื่อง เอาเวลาไปจัดการสิ่งสำคัญก่อนดีกว่า” หลี่เมิ่งอวี้แค่นหัวเราะเย็นชา “ยางไม้เฟิงหลิง...ชั่วชีวิตนี้ข้าไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นอีก”

                ทัพพิทักษ์อุดรมีสกุลหลิงเป็นเสนาธิการประจำกองทัพ แผ่นหนังและผืนกระดาษล้วนวาดด้วยลายเส้นคมกริบบรรจง อาบย้อมด้วยยางไม้ที่มีกลิ่นอายโดดเด่น ทุกวันนี้กลิ่นนั้นยังคงประทับอยู่ในความทรงจำ

                และเขาก็เป็นคนฝังโครงกระดูกของคนสกุลนั้นเองกับมือ

                “นี่เป็นเรื่องเดียวกัน ท่านพ่อ” หลี่ซ่งจือเถียงกลับ “เจ้าคนไม่รู้จักตายนั่นรับคำสั่งรัชทายาทมา ทางนั้นน่าจะระแคะระคายอะไรบางอย่างแล้ว หากปล่อยไว้อาจเกิดเรื่องไม่คาดฝันได้”

                หลี่เมิ่งอวี้ชักสีหน้าไม่สบอารมณ์ “รัชทายาทเป็นพยัคฆ์ที่ฆ่าไม่ได้ง่ายๆ ถ้ารุ่ยอ๋องไม่รีบลงมือ เราจะพลอยแย่ไปด้วย”

                “ในจดหมายฉบับล่าสุด รุ่ยอ๋องกล่าวว่าต้องรอจนกว่าจะถึงงานฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของฝ่าบาท มิเช่นนั้นหากเสด็จกลับเมืองหลวงก่อนจะเป็นจุดสนใจเกินไป ระหว่างนี้ปล่อยให้พวกสกุลลิ่วจัดการกันไปก่อน”

                หมากดำอีกเม็ดกวาดต้อนหมากขาวบนกระดานอย่างโหดเหี้ยม “ทุกวันนี้ข้ายังไม่มั่นใจ ปล่อยให้เด็กโง่เง่าสกุลลิ่วลงมือกันเองจะได้เรื่องหรือไม่ แค่ฆ่าคนไร้วรยุทธ์คนเดียวยังทำไม่ได้ หากจวิ้นอ๋องปล่อยให้เรื่องในสกุลลิ่วถึงหูรัชทายาทหรือฝ่าบาท พวกมันเองนั่นแหละจะตายก่อน”

                หลี่ซ่งจือกลอกตาครุ่นคิด “ข้ากลับเห็นต่าง ถึงจวิ้นอ๋องรู้ไปก็ทำอะไรไม่ได้ อย่างแย่ที่สุดเราก็แค่เสียผู้ช่วยส่วนหนึ่ง”

                ดวงตาคมกริบปรายมองเงียบๆ แทนการถาม

                หลี่ซ่งจือหัวเราะเสียงต่ำ “ท่านพ่อคงยังมิได้ลืมเรื่องสกุลหลิงกระมัง...คิดคดต่อแผ่นดินนับเป็นโทษกบฏ โทษกบฏมีสิทธิ์ประหารยกสกุล แม้หลายปีมานี้จะไม่มีการประหารชั่วโคตรอีกแล้ว บทลงโทษนี้ก็ยังมิได้ยกเลิกไป”

                ในปีกวงซวีที่ยี่สิบ สกุลหลิงนับเป็นสกุลสุดท้ายที่ต้องโทษประหารยกสกุล ส่วนในสงครามกวาดล้างขุนนางไม่ภักดีที่ตามมาในอีกสองปีต่อมา แม้บทลงโทษเหลือเพียงการเนรเทศและปลดจากตำแหน่ง แต่ก็ยังมิได้ยกเลิกโทษประหารชั่วโคตร

                ประกายเข้าใจวาบขึ้นในตาของหลี่เมิ่งอวี้ทันที

                หลี่ซ่งจือยังคงยิ้มด้วยใบหน้าสุภาพอ่อนน้อม เสริมให้ดวงหน้าหล่อเหลาดูนุ่มนวล แม้แววตาจะมีแต่ความเลือดเย็น

                “ชั่วดีอย่างไร ตอนนี้องค์หญิงใหญ่ก็นับเป็นคนสกุลลิ่ว ตายไปก็เป็นผีสกุลลิ่ว” หลี่เมิ่งอวี้หัวเราะในลำคอ “เป็นสามีภรรยากันมายี่สิบกว่าปี ฝ่าบาทย่อมไม่เชื่อแน่นอนว่าองค์หญิงใหญ่จะไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย”

                “ข้าก็คิดแบบนั้นขอรับ” หลี่ซ่งจือพยักหน้าช้าๆ “ถ้าจวิ้นอ๋องคิดจะดึงบิดาของตนลงโคลน อย่าหวังว่าคนพวกนั้นจะไม่ดึงองค์หญิงใหญ่ให้ตายตกตามกัน...และตัวจวิ้นอ๋องมิได้แซ่ลิ่วหรอกหรือ”

                ทั้งสองสบตากัน ทางสกุลลิ่วนั้นไม่มีสิ่งใดที่ต้องกังวลแล้ว ถ้าพวกนั้นทำพลาดพวกเขาก็แค่เสียคนร่วมทางไป รุ่ยอ๋องคิดยืมมือพวกสกุลลิ่วและติดต่อพวกเขาด้วยเช่นนี้ย่อมมิได้คาดหวังว่าสกุลลิ่วจะทำสำเร็จ แต่ในเมื่อคนพวกนั้นยังไม่เพลี่ยงพล้ำ สกุลหลี่แค่อยู่เงียบๆ คอยเล่นตามน้ำและรอฉวยโอกาส อย่างไรก็ไม่มีทางกระทบต่อแผนการใหญ่

                “แต่ข้ากังวลเรื่องคนผู้นั้นจริงๆ ทำให้ข้าสังหรณ์ใจอย่างประหลาด” หลี่ซ่งจือลูบปลายคาง “ไม่แน่ว่ารัชทายาทอาจอยู่เบื้องหลังการลงมือของหนูโสโครกจากสำนักด่านประจิมด้วย...ตอนนี้พวกชาวยุทธ์เคลื่อนไหวประหลาดนัก คนของเราที่แฝงตัวอยู่ในพรรคพิรุณหยาดเพิ่งปะทะกับพวกพรรคทลายธาร คนตายไปสามคน เดิมข้าคิดว่าเป็นเพียงการต่อสู้ชิงอำนาจของพรรคแถบนั้น แต่สองในสามที่ตายกลับบังเอิญเป็นสายลับของเราเสียได้”

                หลี่เมิ่งอวี้ย่นหัวคิ้วอีกครา นี่ก็เป็นความผิดพลาดอีกอย่างที่เขาไม่ชอบใจ “เช่นนี้จะเรียกว่า ‘บังเอิญ’ ได้รึ”

                “กู้เซ่อแห่งพรรคทลายธาร...ดูจะตั้งใจเป็นปรปักษ์กับเรา กล่าวกันว่ากู้เซ่อถือป้ายหยกอันดับหนึ่งไว้ แต่ถึงตอนนี้ก็ยังยืนยันตัวจริงมิได้” หลี่ซ่งจือหรี่ตา “และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ข้าติดใจเรื่องของคนผู้นั้น ทุกวันนี้เขาคือผู้ดูแลอันดับทำเนียบชาวยุทธ์อะไรนั่น อันดับหนึ่งกับผู้ดูแลทำเนียบจะไม่เกี่ยวข้องกันเลยหรือ”

                “ถ้าเป็นคนที่ทำงานให้รัชทายาท เจ้าอาจเคยเห็นบ้างกระมัง”

                “มิใช่ขอรับ ที่ว่าเคยเห็นมาก่อนนั้น...เหมือนจะนานมาแล้ว”

                ใบหน้าที่เขาจะจดจำได้มีเพียงไม่กี่กรณี หากมิใช่งามหยาดฟ้า ซึ่งคนเมื่อครู่ไม่ถึงขั้นนั้น ก็อาจเป็นศัตรู ลูกของศัตรู คนที่เคยสวนกันในสมรภูมิ หรือ...

                “อา” ประกายตาของหลี่ซ่งจือสว่างวาบ “รู้แล้วขอรับ”

                บิดาเลื่อนสายตาขึ้น ถึงจะยังดูไม่ใส่ใจนัก แต่ก็มิได้มองข้ามความสงสัยของเขาเสียทีเดียว “ที่ใด?”

                สถานที่ที่เคยพบเจอกันในอดีตอาจเป็นเบาะแสสำคัญ ยิ่งเป็นคนที่หลี่ซ่งจือจดจำได้ ย่อมมิใช่คนทั่วไป

                รอยยิ้มของหลี่ซ่งจือเหยียดกว้างขึ้นอย่างสมใจ ห้วงความคิดเริ่มปะติดปะต่อจนค่อยๆ กลายเป็นเค้าโครงที่ชัดเจน

                บางทีนี่อาจเป็นโอกาสแก้มือ หากโชคดี เขาอาจใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ ลากเจ้าเด็กนอกคอกนั่นลงนรกได้หลังจากที่บังอาจรอดจากขุมนรกแดนเหนือเมื่อปีนั้นมา และถ้าโชคดียิ่งกว่าก็อาจลากรัชทายาทลงโคลนได้ด้วยเช่นกัน

                หลี่ซ่งจือหันไปยิ้มให้บิดา “ลานประหารขอรับ...ข้าเคยเห็นคนผู้นั้นที่ลานประหาร”

                หลี่เมิ่งอวี้เลิกคิ้ว แม้แต่มือที่กำลังจะลงหมากต่อยังพลอยชะงักไปชั่วขณะ ก่อนหัวเราะเสียงเย็น

                ลานประหาร? เรื่องนี้ช่างคาดไม่ถึง แต่ต้องนับว่าได้จังหวะทีเดียว!

                หมากตัวต่อไปส่งเสียงทึบกังวานเสมือนประกาศเจตนาร้าย

 

 

 

                กว่าเถ้าแก่โยวจะอธิบายให้เฝิงลี่จินและเซิ่งมู่ยอมเชื่อได้ว่าไม่มีเรื่องแบบนั้น พวกเขาก็เกือบถึงโรงเตี๊ยมแล้ว

                “เจ้าสำนักจะหาว่าข้าหูเพี้ยนหรือ! คร่อม! เขาพูดว่าคร่อมชัดๆ!” เฝิงลี่จินยังตะโกนคำสัปดน และไม่วายหาพวก “ฝ่ามือผ่าทราย เจ้าก็ได้ยินเหมือนข้าใช่หรือไม่!”

                เซิ่งมู่อ้าปากพะงาบ ยังไม่ทันตอบเถ้าแก่ก็แทรกอย่างรวดเร็ว

                “ไม่ พี่เซิ่ง เขามิได้หมายความอย่างนั้น ท่านลองนึกดูสิ ศัพท์คำหนึ่งออกเสียงได้ตั้งมากมาย บางคำยังมีความหมายกำกวม จะใช่ได้อย่างไร” เถ้าแก่โยวเถียงสู้สุดใจ ให้ตายก็ไม่อาจยอมรับ

                เขาเคยคร่อมใครเสียเมื่อไร! ที่สำคัญไม่มีวัน ‘คร่อม’ คนแบบนั้นได้แน่ แค่คิดก็หนาววูบแล้ว!

                “จะเป็นไปได้อย่างไร หูข้ามิได้หนวก จะคิดอย่างไรก็คือพวกเจ้าศิษย์อาจารย์มีสัมพันธ์สวาท...”

                จวิ้นอ๋องที่อยู่ตรงกลางจำใจฟังพวกเขาเถียงคำสัปดนข้ามหัวไปมา แต่ด้วยมารยาทอันดีจึงไม่เอ่ยแทรกและแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แม้ต้องรับฟังทั้งคำ ‘เบญจมาศ’ ‘สัมพันธ์สวาท’ ‘คร่อม’ ‘วาบหวาม’ ‘ระทวยถึงวิญญาณ’ ‘ดูดกลืนหมดจด’ และอื่นๆ จนหน้าแดงก่ำ กระแอมแล้วกระแอมอีกก็ยังไม่อาจหยุดยั้งการโต้เถียงอันดุเด็ดเผ็ดมันนี้ได้

                ในที่สุดเซิ่งมู่ก็ตัดสินใจกล่าวเสียงดังกลบ “ข้าคิดว่า...”

                เฝิงลี่จินและโยวอิ่งชวนเงียบอึ้ง แต่ด้วยคนละเหตุผล

                ฝ่ามือผ่าทรายแห่งแดนตะวันตกพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “บางทีท่านเจ้าสำนักอาจพูดถูก เราเข้าใจผิดกันว่าคำนั้นหมายถึงสัมพันธ์สวาท แต่เจ้าสำนักจะมีสัมพันธ์สวาทกับศิษย์ของตนได้อย่างไร หรือต่อให้มีจริงก็เป็นเรื่องส่วนตัว ถึงพวกเขามีสัมพันธ์สวาทกันก็เป็นเรื่องในห้องนอน ชาวยุทธ์ควรใจกว้าง ไม่ควรถือสาเรื่องเล็กน้อย และไม่ยุ่งกับสัมพันธ์สวาทของผู้ใด”

                เฝิงลี่จินอึ้งที่ได้ยินคนทึ่มทื่อแดนซีเซี่ยพูดยาวที่สุดตั้งแต่รู้จักกันมา จวิ้นอ๋องหน้าม้านกับวาจาตรงเผงห้าวหาญ ส่วนเถ้าแก่โยวที่แท้จริงแล้วไม่เคยมี ‘สัมพันธ์สวาท’ กับผู้ใดต้องทนน้ำตาตกใน ฟังคำแสลงหูซ้ำซากสี่เที่ยวติดกัน

                ยังไม่นับที่ฝ่ามือผ่าทรายตื่นเต้นเกินไป เสียงที่เอ่ยเจือด้วยลมปราณ ดังกึกก้องจนได้ยินกันทั้งถนน คนในย่านการค้าซุบซิบมองมา เถ้าแก่ได้แต่ซ่อนน้ำตาไว้เพียงในใจ คิดแต่ว่าหนังหน้าของเขาล้วนพังทลายป่นปี้แล้ว

                เขาไม่เคยนึกดีใจที่กลับถึงร้านเท่านี้มาก่อน ทันทีที่เปิดประตูและมุดผ่านใต้คานที่ประดับป้ายแกะสลักพระราชทาน เขาถึงกับตั้งจิตอธิษฐานถึงโอรสสวรรค์ ตั้งใจจะเข้าไปจุดธูปสามดอกกราบไหว้ฟ้าดินที่ยังให้เขามีชีวิตรอดปลอดภัยกลับมา

                ...ทว่าร่างของหนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่ที่อยู่ในร้านกลับทำให้เขาชะงักค้างไป

                ชิงหยางหันขวับมาเมื่อได้ยินเสียง ใบหน้ากลมๆ ยู่เล็กน้อยอย่างไม่พอใจ “ท่านพ่อไปไหนมา! มีคนแปลกหน้าบุกรุกร้านของเรา!”

                เถ้าแก่เลื่อนสายตาไปมอง ‘คนแปลกหน้า’ เขาไม่รู้จักอีกฝ่าย ถ้าดูจากการแต่งกาย คาดว่าเป็นทหารยศกลางๆ ในวัง

                แต่...ทหารแบบใดกันจึงนั่งไขว่ห้างอย่างวางท่าปานนี้...

                เมื่อสายตาเลื่อนจากเสื้อผ้าขึ้นไปถึงใบหน้าก็ยังไม่คุ้น ทว่าประกายคมกริบที่มองตอบกลับทำให้เถ้าแก่โยวผู้มีไหวพริบและสัญชาตญาณเฉียบคมสะดุ้งเฮือก

                “อา...” ลิ่วจวิ้นอ๋องที่ไม่มีโอกาสเอ่ยวาจาใดๆ อยู่นานโพล่งขึ้นก่อนใคร “องค์ชายใหญ่...มาที่นี่ได้อย่างไรกัน”

                ชิงหยางยังชี้มือชี้ไม้เต้นเร่าๆ “ท่านพ่อ ไล่คนแปลกหน้าผู้นี้ออกจากร้านเร็ว!”

                ได้ยินวาจาของเด็กน้อย รอยยิ้มมุมปากของแขกแปลกหน้าแต่แววตาแสนคุ้นเคยยิ่งขยายกว้างขึ้น “ไม่อยากเชื่อว่าเจ้าจะชุบเลี้ยงจนกลายเป็นตัวโง่งมแล้ว”

                เถ้าแก่โยวหลับตา อยากกัดลิ้นลาโลก ณ เดี๋ยวนั้น

                ยังไม่ทันจุดธูปกราบไหว้ เทพเจ้าแห่งความตายกลับปรากฏตัวแทนโอรสสวรรค์ ดูท่าวันคืนอันสงบสุขของเขาคงไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว

                สองจอมยุทธ์ด้านข้างได้ยินคำว่า ‘องค์ชายใหญ่’ ซึ่งรู้กันว่าหมายถึงรัชทายาทแห่งแผ่นดินแล้วได้แต่อ้าปากค้าง มองเจ้าของตำนานแห่งทุ่งตะวันตกที่ดูเผินๆ ช่างไม่ต่างจากพลทหารทั่วไป ที่...หน้าตาดีกว่าปกติเล็กน้อย...น้อยมากจริงๆ

                จอมยุทธ์ไร้มารยาทอย่างเฝิงลี่จินเอียงหน้ากระซิบกับคนข้างๆ “มิใช่เคยได้ยินว่าองค์ชายใหญ่งามกว่านี้หรือ”

                เซิ่งมู่ก็ขมวดคิ้ว “เท่าที่เคยได้ยินก็เป็นเช่นนั้น...แต่ไม่มีใครรอดกลับมายืนยันสักคน”

                “แย่จริง เช่นนี้ก็เรียกว่างามได้แล้วหรือ”

                “...หรือข่าวลืออาจเกินจริง”

                เจ้าของร้านที่กลัวร้านพังอย่างยิ่งยวดขนลุกชันไปทั้งกาย สองคนนี้อาจมิได้เถียงกันดังมาก ทว่ายามนี้ทั้งร้านเงียบสนิทชนิดที่ต่อให้หนูสักตัวแอบวิ่งผ่านยังได้ยิน ดังนั้นเมื่อมองสีหน้าขององค์ชายที่งามน้อยกว่าในข่าวลือ แม้ใบหน้ามิได้แสดงอารมณ์ แต่แววตาที่เย็นเยียบขึ้นและเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ บนขมับ...ก็มากพอให้เขาอยากร่ำไห้แล้ว

                ในนี้ห้ามทะเลาะวิวาท มิเช่นนั้นเท่ากับไม่เคารพโอรสสวรรค์ แต่ยังไม่เคยมีใครตั้งคำถามว่า หาก ‘ว่าที่โอรสสวรรค์’ อยากอาละวาด ทหารทางการหน้าไหนจะกล้าจับกุม?

                “‘งาม’ มิใช่คำชมสตรีหรือ” ชิงหยางหันซ้ายทีขวาที ศีรษะน้อยๆ เคลื่อนไหวดุกดิกกวนสายตา ไม่ตระหนักสักนิดว่าตนอยู่ใกล้ฝ่าเท้าผู้มาเยือนอย่างยิ่ง

                ดวงตาของ ‘คนงาม’ เลื่อนจากผู้ใหญ่ประสาทไม่ปกติสองคนไปยังเด็กน้อยไม่กลัวตาย จ้องนิ่งจนเหมือนกำลังชั่งใจสังหาร เถ้าแก่โยวกลั้นใจเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว พุ่งไปคว้าเจ้าหนูปากกล้าออกมาให้พ้นรัศมีปลายเท้าอีกฝ่าย แล้วฉีกยิ้มบิดเบี้ยวเกรงอกเกรงใจ

                “ด...เด็กๆ พูดจาไม่ระวัง ข้า...กระหม่อมจะ...จะอบรมสั่งสอนให้ดีขึ้น...”

                ใบหน้าที่ยังคงนิ่งสนิทเย็นชาจ้องเขาเป็นรายต่อไป เถ้าแก่กลัวจนปากสั่น ยิ่งเสียงเรียบๆ ถามกลับว่า “เจ้าสั่งสอน?” เถ้าแก่ก็ยิ่งขาสั่นยืนแทบไม่อยู่

                ความนัยนั้นกำกวมนัก ไม่รู้ว่าหมายถึง ‘นี่คือสั่งสอนแล้ว’ หรือ ‘เจ้าสั่งสอนให้เขาพูดแบบนี้’

                จะตอบอย่างไรดี? บางทีเด็กๆ ก็เป็นลูกไม้ไกลต้น มิได้เติบโตตามอย่างบุพการี?

                แต่จะว่าไปแล้ว บุพการีที่แท้จริงของเจ้าหนูนี่...

                โยวอิ่งชวนอยากร่ำไห้ ตอบทางไหนก็มีแต่ตายเห็นๆ!

                “ท่านมาที่นี่...เพราะข้าหรือ” ในช่วงแห่งความเป็นความตาย ลิ่วเนี่ยกลับเอ่ยขัด “ข้ายังมิได้ขอบคุณที่ท่านส่งแม่ทัพหลี่ไปช่วยข้าเลย ต้องขอบคุณจริงๆ”

                รัชทายาทหันมองญาติผู้น้อง บรรยากาศหนักหน่วงสลายไป เถ้าแก่ขวัญอ่อนผ่อนลมหายใจโดยไม่รู้ต้ว แขนขาเริ่มกลับมามีความรู้สึก จึงรู้ว่าชิงหยางกำลังดิ้นยุกยิกไปมา

                เขารีบถลึงตา ส่งเสียงชู่ว่าให้อยู่เฉยๆ

                ชิงหยางกะพริบตาจ้องกลับและพยักหน้าว่าเข้าใจ ต่อให้ขวัญกล้าอย่างไรก็ต้องมีสัญชาตญาณ เด็กน้อยรู้ว่าอะไรคือปลาใหญ่กินปลาเล็ก ทั้งยังเริ่มรู้แล้วว่าท่านพ่อของตนคือปลาเล็กไร้ประโยชน์ที่สุด ณ ที่นี้

                “เรื่องเล็กน้อย” ในที่สุดรัชทายาทก็เลิกส่งรังสีดำทะมึนขู่ขวัญผู้อื่น “ที่จริงข้ามีคำถามอยากถามสองสามข้อ”

                ลิ่วเนี่ยพยักหน้าช้าๆ โดยปราศจากความประหลาดใจ ก่อนกล่าวอย่างจริงจัง

                “ท่านไม่จำเป็นต้องลำบากปลอมตัวออกมาก็ได้ อย่างไรข้าย่อมต้องบอกทุกอย่างที่รู้ให้ท่านทราบ” ลิ่วเนี่ยถอนหายใจ “แม่ทัพหลี่บอกข้าเรื่องตัวจริงของคนสำนักด่านประจิมผู้นั้นแล้ว ท่านออกมาแบบนี้เสี่ยงนัก อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้...”

                รัชทายาทเลิกคิ้วเล็กน้อย ยังไม่ทันตอบก็ได้ยินเสียงซุบซิบกวนใจอีกครา

                “ปลอมตัว? แสดงว่านี่มิใช่ใบหน้าที่แท้จริง?” เฝิงลี่จินกระซิบ

                “สมองเจ้าพังรึ ก็ต้องหมายถึงแบบนั้นสิ” เซิ่งมู่ได้ทีรีบสำทับ

                “คนแซ่เซิ่งที่สมควรตาย! ข้าหมายถึง...ตัวจริงอาจจะงามมากก็ได้ จริงไหม”

                “ก็บอกแล้ว คนที่ว่างามไม่มีใครรอด...”

                เถ้าแก่โยวกระแอมดังๆ ทั้งน้ำตาคลอเบ้า หวังเพียงแค่หยุดสหายปากเปราะทั้งสอง ก่อนที่องค์ชายหายนะผู้นี้จะนึกอยากทดสอบจริงๆ ว่าความศักดิ์สิทธิ์ของป้ายลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้ครอบคลุมแค่ไหน

                “พี่เฝิง พี่เซิ่ง ไปหลังร้านกันดีกว่า ข้าจะเลี้ยงอาหารเย็นพวกท่านเอง” เถ้าแก่โยวกลั้นใจกล่าวดังๆ ตัดบทสนทนาของผู้สูงศักดิ์ทั้งสอง และหันไปยิ้มปากสั่นตอบแววตาวาววับที่เริ่มฉายประกายน่ากลัวขึ้นทุกขณะ “ก...กระหม่อมขอตัว...จะ...จะรีบไปต้มเกี๊ยวน้ำสักชาม...มาถวายพ่ะย่ะค่ะ”

                รัชทายาทหรี่ตา เอ่ยเพียงสามคำเน้นช้าชัดว่า “ไป-ให้-พ้น”

                โยวอิ่งชวนคว้าชิงหยางพุ่งเข้าหลังร้านโดยไม่รอให้ไล่ซ้ำ และพอได้ยินคำว่า ‘อาหารเย็น’ กระเพาะที่ว่างเปล่าของเฝิงลี่จินและเซิ่งมู่ก็เริ่มครวญคราง จึงเดินตามไปและเลิกสนใจ ‘คนงาม’ แต่เพียงเท่านี้

 

 

 

                คล้อยหลังเจ้าของร้านและจอมยุทธ์พูดมากสองคน ลิ่วเนี่ยช้อนนัยน์ตามองคนตรงหน้าที่ยังคงนั่งไขว่ห้างอย่างเงียบงัน ประหนึ่งกำลังรอให้เขาเป็นฝ่ายเอ่ยปาก

                “มือสังหารพวกนั้นเป็นคนของพี่ชายข้าจริงๆ” ครู่หนึ่งลิ่วเนี่ยก็ถอนหายใจ “ข้าไม่รู้ว่าพวกเขารู้ได้อย่างไรว่าข้าระแคะระคายเรื่องในกองทัพ แต่เบาะแสค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่าพวกเขายักยอกยุทโธปกรณ์และเงินทองไปจำนวนหนึ่ง บางทีพวกเขาคงคิดจะตัดไฟแต่ต้นลม”

                นัยน์ตาเรียวยาวของจวิ้นอ๋องหรี่ลง ก่อนการกวาดล้างคนของกลุ่มอำนาจสกุลหม่าในปีกวงซวีที่ยี่สิบสอง สามปีก่อนหน้านั้นตอนที่เขายังเป็นเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบ พระมารดาบังคับส่งเขากลับไปที่จวนใหญ่สกุลลิ่วโดยไม้แยแสความหวาดหวั่นของเด็กคนหนึ่งเลย จากนั้นความสัมพันธ์กับลูกพี่ลูกน้องผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าที่เดิมเพียงแต่รู้จักชื่อและแลกเปลี่ยนของขวัญตามธรรมเนียมในเทศกาลสำคัญๆ นี้จึงพลอยดีขึ้นตามไปด้วย

                ดูเหมือนบังเอิญ แต่ก็คล้ายจะจงใจบังคับให้เขาผูกมิตรกับรัชทายาท

                องค์ชายใหญ่มองตอบนิ่งๆ เสมือนเข้าใจความนัย “การลอบสังหารเจ้าย่อมมิได้อยู่ในการคำนวณของเสด็จอาหญิง”

                ลิ่วเนี่ยยกยิ้มบางๆ งดงามแต่ไร้อารมณ์ ไม่แน่ใจว่าควรเรียกประโยคเรียบเฉยชืดชานี้ว่าคำปลอบใจหรือไม่

                “...พวกเขาย่อมรู้ว่าข้าไม่มีทางฟ้องร้องวงศ์สกุลตัวเอง ไม่มีทางดึงมารดาของข้าไปพัวพัน”

                รัชทายาทกระตุกยิ้มมุมปาก “ถ้าเรื่องไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ก็เท่านั้น ข้าจัดการให้เสด็จอาหญิงไปพำนักชั่วคราวที่วังตากอากาศของเสด็จแม่ข้าแล้ว ระหว่างนี้เจ้าอย่าออกจากที่นี่ และอย่าติดต่อกับคนสกุลลิ่วโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น กันตัวเองไว้ให้อยู่วงนอกที่สุด ตราบใดที่ไม่ติดต่อกับพวกเขา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็มิอาจใส่ความพวกเจ้าได้”

                “แต่เช่นนี้...” แววตาของลิ่วเนี่ยสับสนชั่วอึดใจ “พวกพี่ชายข้าจะต้องหาเรื่องท่านด้วยแน่”

                “คนที่อยากหาเรื่องข้ามีถมไป เพิ่มอีกสองคนก็มิได้ต่างจากเดิม” มุมปากของอีกฝ่ายยกยิ้มเหี้ยมเกรียม “หากสองคนนั้นอยากหาเรื่องข้า พวกเขาต้องรู้ก่อนว่าควรระวังหลังไว้ให้ดี มิให้ตกเป็นฝ่ายถูกหาเรื่องแทน”

                ลิ่วเนี่ยเคยได้ยินจากมารดาว่า หลายปีก่อนตอนที่ไทเฮายังมีชีวิตอยู่และกลุ่มอำนาจสกุลหม่ายังเกรียงไกรกว่านี้ ว่ากันว่ารัชทายาทถูกลอบสังหารไม่ต่ำกว่าห้าครั้ง และครั้งแรกตั้งแต่ตอนหกขวบด้วยซ้ำ ทั้งที่ไม่ว่าอย่างไรรัชทายาทก็เป็นหลานโดยสายเลือด แม้มารดาของเขาเกิดจากไทเฮาพระองค์นั้นเช่นเดียวกับฝ่าบาท เขากลับรู้สึกว่าตนโชคดีที่มิเคยต้องผูกสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเหล่าเชื้อพระวงศ์ในวัง และอย่างน้อยก็ยังมีช่วงชีวิตหนึ่งที่ได้เติบโตอย่างอิสระ

                ส่วนเรื่องระหว่างมารดาของเขากับไทเฮา เขาคิดว่าสายสัมพันธ์นั้นสูญสลายไปนับตั้งแต่ไทเฮาบงการให้มารดาสมรสกับบิดา เพียงเพื่อผูกอำนาจทางการทหารไว้กับราชวงศ์แล้ว...

                ลิ่วเนี่ยถอนใจอีกครา “ต้องขอบคุณท่านจริงๆ และขอบคุณที่ให้คนตามอารักขาข้าด้วย”

                “พูดถึงเรื่องนี้” ร่างสูงโปร่งขยับขาลง มือประสานไว้เบื้องหน้า แม้แต่ลำตัวยังโน้มลงมาเล็กน้อย “คนที่ช่วยชีวิตเจ้า...”

                คำถามขาดตอนกะทันหันเพราะเสียงเคาะเบาๆ ที่ประตูเชื่อมไปยังหลังร้าน

                “ข้า...เอ้อ...ยกอาหารมาให้” เถ้าแก่เจ้าของร้านโผล่หน้ามาช้าๆ พลางเขยิบออกจากหลังประตู ในมือมีชามเกี๊ยวส่งควันกรุ่นสองชาม “เอ่อ...อาหารร้อนๆ น่าจะกินง่าย ไม่หนักกระเพาะเกินไป เอ้อ...ผ่อนคลายความเครียดๆ...”

                เสียงนั้นยิ่งพูดเหมือนลิ้นยิ่งพันกัน แต่ลิ่วเนี่ยไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้า แค่เห็นอาหารร้อนๆ ก็เริ่มหิวขึ้นมา จึงเงยหน้ายิ้มตอบบางๆ “ขอบคุณท่านโยวมาก”

                เห็นคนหนึ่งตอบรับ อีกคนไม่พูดอะไรนอกจากจ้องหน้า เถ้าแก่โยวตีความได้ว่าคงหมายถึงให้วางไว้และไสหัวไป หลังวางชามทั้งสองลงบนโต๊ะจึงผลุบกลับไปหลังร้านตามเดิม

                บรรยากาศหนักอึ้งดูจะเบาบางลงอย่างน่าอัศจรรย์ ที่สำคัญ แม้แต่แววตาคมกริบของรัชทายาทที่นิ่งสนิทมาตลอดก็ดูจะแฝงประกายขบขันชั่วขณะ

                ลิ่วเนี่ยสูดกลิ่นหอมนั้น สายตาคมปลาบขึ้นแวบหนึ่ง “พวกเขาใน ‘สมาคม’ ช่วยเหลือข้าและมารดาไว้ไม่น้อย อย่างไรข้าคงต้องขอท่าน...”

                รัชทายาทหวางฉีหลินโบกมือตัดบท “ข้ายังต้องใช้พวกเขาสืบความเรื่องชาวยุทธ์”

                “แต่ท่านโยว...” คิ้วเรียวสวยของจวิ้นอ๋องน้อยขมวดคล้ายอยากค้าน “...ไม่มีวรยุทธ์”

                อีกฝ่ายแค่นหัวเราะในลำคอ “แต่ก็ยังรอดมาได้ถึงป่านนี้ นอกจากโชคดี ก็เพราะมีคนเดือดร้อนก่อนเจ้าแล้วนั่นแหละ”

                ลิ่วเนี่ยยังไม่ทันเอ่ยปาก เสียงเรียบๆ ของรัชทายาทพลันดังต่อ

                “ใช่ไหม หวางหลิง”

                ความเคลื่อนไหวที่ประตูหน้าเรียกให้จวิ้นอ๋องหันมองทันที ขณะที่แม่ทัพหลี่ปิดประตูตามหลัง แล้วผงกศีรษะประสานมือลวกๆ ก่อนรายงานโดยไม่ต้องรอให้ถาม

                “หนีไปได้...แต่ก็ใช่อย่างที่คาดเดา”

                รัชทายาทขมวดคิ้วแวบหนึ่งก่อนคลายออก กอดอกโดยไม่พูดอะไร

                ดวงตาแฝงประกายคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของแม่ทัพหลี่เบือนไปทางคนที่อายุน้อยที่สุด แล้วอธิบายสั้นๆ “คนผู้นั้นตามไปที่จวนสกุลหลี่ บางทีอาจอยากไปช่วยท่านกระมัง”

                ลิ่วเนี่ยหรี่ตา ถึงเป็นประโยคไม่มีหัวท้าย เขากลับเข้าใจทันที

                “อาเนี่ย” ครานี้เสียงขององค์ชายใหญ่เฉียบขาดค่อนไปทางสั่ง เป็นสัญญาณว่าหมดความอดทนแล้ว

                ริมฝีปากบางเม้มสนิทอยู่ชั่วอึดใจ ไยจะไม่รู้ว่ารัชทายาทมาด้วยตัวเองเพราะเรื่องใด ทั้งนี่ยังเป็นคำถามเดียวกับที่ทุกคนพยายามถามเขามาทั้งวัน “คนชุดขาวจากสำนักด่านประจิมเป็นชาวต้าหยวน และที่สำคัญ...เขามองไม่เห็น”

                เป็นครั้งแรกที่รัชทายาทดูประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด

                “เพราะเหตุนี้กระมังถึงหลบหนีไปได้ก่อนทุกครา ดูแคลนประสาทคนตาบอดมิได้จริงๆ” หลี่หวางหลิงเปรย ดูรื่นรมย์แตกต่างจากนายเหนือหัวชัดเจน “เช่นนั้นก็มิใช่ประมุขน้อยแน่แล้ว อืม แต่จะใช่ ‘ภรรยา’ ของเขาหรือไม่นะ”

                ลิ่วเนี่ยมองคนทั้งสองอีกครา แต่เมื่อเห็นสายตาของญาติผู้พี่ตนเริ่มฉายประกายมุ่งร้าย เขาก็ตัดสินใจก้มหน้า เลื่อนชามเกี๊ยวที่เริ่มจางไอร้อนลงแล้วเข้ามา พลางตักกินเงียบๆ...

                หลังเงียบไปนาน เสียงของรัชทายาทที่เอ่ยต่อแปรเป็นห้วนอย่างชัดเจน “ในเมื่อสำนักด่านประจิมกล้ามายุ่มย่ามในเมืองหลวง กล้าประกาศตัวว่ารู้เรื่องในปีนั้น ข้าก็จำเป็นต้องรู้ว่ามีเจตนาใดกันแน่”

                “หากจับตัวได้เมื่อไรก็คงรู้กระมัง” คำตอบจากแม่ทัพหลี่มีกังวานรื่นเริงอย่างประหลาด “ตอนที่พระองค์ซื้อข่าวครั้งสุดท้าย พวกเขามิได้บอกหรือว่าอาจมีศิษย์ในสำนักมาเยี่ยมเยียน?”

                บรรยากาศเริ่มย่ำแย่ลง ลิ่วเนี่ยนึกอยากยกชามเกี๊ยวไปกินหลังร้าน เสียแต่ไม่อาจลุกไปอย่างเสียมารยาทได้ เขาจึงจำใจก้มหน้ากินต่อตรงนั้น

                เมื่อไม่ได้ยินคำตอบรับหรือปฏิเสธ หลี่หวางหลิงจึงกล่าวต่อราวกับนึกสนุก “จะว่าไปแล้วกระหม่อมก็อยากประมือกับพวกเขาสักครั้ง ไม่แน่ว่า ‘ภรรยา’ ของประมุขน้อยอาจฝีมือสูง...”

                “หวางหลิง”

                เหตุการณ์นี้เหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อน แม่ทัพแห่งกองพันเขี้ยวพยัคฆ์หยุดกลางคัน ก่อนเลื่อนสายตาขึ้นช้าๆ

                รัชทายาทชี้ไปที่ชามเกี๊ยวของตน “เถ้าแก่ร้านทำมา น่าจะยังมีอีก เจ้าคงยังมิได้กินอะไรกระมัง”

                ลิ่วเนี่ยเหลือบมอง แต่เมื่อเห็นใบหน้านิ่งๆ ของคนทั้งสองจ้องกันไปมาโดยไม่มีฝ่ายไหนยอมลงให้ เขาจึงก้มหน้ากินเงียบๆ ต่อไปตามเดิม

                “แต่ข้าอยากให้เจ้าไปสืบหาเรื่องพี่น้องสกุลลิ่วที่คิดลงมือกับอาเนี่ยก่อน” มุมปากของรัชทายาทยกขึ้นช้าๆ รอยยิ้มบางเบาทำให้ใบหน้าปลอมที่ดูธรรมดากว่าปกติเหมือนจะฉายประกายคมกริบดุจเดิมได้ “ช่วยไป ‘สอดรู้’ เรื่องพวกนั้นก่อนนะ...ถ้าไม่ได้คำตอบก็ไม่ต้องกลับมา อาเนี่ยอยู่ที่นี่ เฝ้าไว้ให้ดีเล่า”

                อยู่ๆ จวิ้นอ๋องก็ถูกลากเข้าสู่ใจกลางพายุ น้ำแกงร้อนๆ เกือบไหลผิดที่ หลังกลั้นอาการสำลักหน้าดำหน้าแดงครู่หนึ่ง พอเงยหน้ามองคนทั้งสองที่ยังฟาดฟันกันทางบรรยากาศ จึงเห็นแม่ทัพหลี่กลอกตาเล็กน้อยและยอมหันหลังออกจากร้านไป

                หลี่หวางหลิงแน่ใจมากว่าตนได้ยินเสียงแค่นหัวเราะไล่หลังมา “อาเนี่ย เกี๊ยวน้ำอร่อยหรือไม่”

                “เอ่อ...ก็ดี...อร่อยดี...”

                ผู้บัญชาการกองพันเขี้ยวพยัคฆ์ลอบถอนใจ สุดท้ายตนก็ยังคงถามในสิ่งที่อยากรู้ไม่สำเร็จอยู่ดี

 

 

----------------------------------------

 

รายละเอียดการเปิดจองจะประกาศให้ทราบเร็วๆ นี้ ท่านที่สนใจ กดเก็บเข้าชั้นกันไว้ หรือเวียนไปซื้อหา+อ่านเรื่องอื่นๆ ก่อนได้นะคะ
 

หมื่นลิขิต หนึ่งบุพเพ มีจำหน่ายรูปเล่มที่ เว็บไซต์สำนักพิมพ์ และ e-book บน meb >>ที่นี่<< ค่ะ

นักอ่านที่อยากกดติดตามข่าวสารอื่นๆ กดติดตามเพจเฟซบุ๊คที่ ลูซิน l Author และทวิตเตอร์ @lucindah17 ได้ เวลามีอัพเดทเกี่ยวกับงานเขียนและโปรโมชั่นในแต่ละช่วง เราจะนำไปแจ้งตามช่องทางต่างๆ นี้ค่ะ

 

และแน่นอน เพราะเรากำลังจะมีเล่มใหม่ ดังนั้นอย่าลืมฟอลกันไว้รอแจกของเฉพาะ follower แต่ละช่องทางนะคะ ;)

ขอขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ลูซิน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 59 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

201 ความคิดเห็น

  1. #123 Maylyunho (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 23:03
    ที่สุดแห่งความซับซ้อน หวังว่าจะค่อยๆเฉลยออกมาทีละหน่อยให้เข้าใจมากขึ้น ในความอึมครึมก็แอบมีความตลกอยู่นิดๆ ความเหมือนจะหวานอยู่หน่อยๆทำให้พอยิ้มได้
    #123
    0
  2. #80 R38912122 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 15:11
    เริ่มซับซ้อนแล้ว พอจะเดาได้บ้างถึงความสัมพันธ์ในตระกูลหลี่ของหลี่หยางหลิง

    ใดใดคืออดขำกับสองจอมยุทธ์ที่ติดตามมาด้วยไม่ได้
    #80
    0
  3. #29 auai2mb (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 13:17
    ขอบคุณที่เขียนนิยายออกมาให้อ่านนะคะ สนุกและน่าติดตามมากเลยค่ะ ยังไม่เคยอ่านอีกสองเรื่องก่อนหน้า สัญญาเลยค่ะเด๋ยวเราจะตามไปอ่านเป็นกำลังใจให้นะคะ
    #29
    2
    • #29-1 Lucinda | ลูซิน(จากตอนที่ 7)
      25 มีนาคม 2563 / 17:26
      ขอบคุณมากๆนะคะ ลางเนื้อลางยา ชอบไม่ชอบอย่างไรลองดูนะคะ ;)
      #29-1
  4. #19 Ruruka Buta (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มีนาคม 2563 / 14:09
    อื้อหือ ลึกลับซับซ้อน ซ่อนเงื่อน อ่านแล้วพยายามคิดตาม ยังหาความเชื่อมโยงว่าใครเป็นคนทำไม่ออกเลย ประวัติแม่ทัพหลี่ไม่แปลกเลยทีจะชิงชังตระกูล ลวงไปฆ่า ไม่แปลกใจที่ตอบกลับรัชทายาทได้อย่างไม่แยแสตระกูล นึกถึงปีที่ยี่สิบแล้วน่าจะมีอะไรที่เกินคาดกว่าที่คิดไว้แน่เลย // โมเม้นท์พระนาย กว่าจะมีซักซีนนนนน หายากยิ่งกว่าฉากเรียกหาความตายของเถ้าแก่อีก 55555 มีความจับแขน มีมองด้วยสายลึกล้ำแว๊บเดียว วู้ๆๆๆ จะได้มีโอกาสเห็นโมเม้นท์ท่านแม่ทัพกับเถ้าแก่อีกมั้ยเนี่ยยยยยย ไปรอดูจังหวะซิทคอม การเอาตัวรอดของเถ้าแก่น่าจะง่ายกว่าเยอะเลย 5555
    #19
    0