ร้อยเล่ห์พยัคฆ์ผูกชะตา [Nabu Publishing] *ตัวอย่างทดลองอ่าน*

ตอนที่ 6 : ตัวอย่างทดลองอ่าน: บทที่ 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 817
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 76 ครั้ง
    26 ธ.ค. 63

ตัวอย่างทดลองอ่าน

บทที่ 6

(ตีพิมพ์กับ Nabu Publishing)

 

                ระหว่างนั้น เถ้าแก่โยวกำลังหลับหูหลับตาวิ่งเอาตัวรอด

                ถึงการวิ่งไปทางจวนสกุลหลี่อาจทำให้ดวงกุดมากกว่าดวงดี ทว่ายามนี้ไม่มีอะไรน่ากลัวยิ่งกว่าวกกลับไปหาสองจอมยุทธ์บ้าเลือดด้านหลังแล้ว

                “ท่านเจ้าสำนักหยุดตรงนั้น!”

                หยุดก็โง่แล้ว!

                เถ้าแก่โยวสะดุดก้อนหิน ตัวถลาไปข้างหน้าอย่างผิดองศา ดีว่ารีบก้าวอีกขารับน้ำหนักจึงไม่ถึงกับล้มกลิ้ง และจังหวะนั้นเข็มสามเล่มก็พุ่งเฉียดเหนือศีรษะไป

                “ไม่จริงน่า! ไยท่านหลบได้อีกแล้ว! น่าเลื่อมใส! น่าเลื่อมใสจริงๆ!”

                เขานึกอยากขุดรายชื่อบรรพบุรุษแซ่เฝิงขึ้นมาสาปแช่งเหลือกำลัง คนสติไม่ดีผู้นี้แยกระหว่างคนฝีมือดีกับคนหนีตายไม่ออกจริงๆ หรือ

                หินบัดซบอีกก้อนขวางทาง ครานี้เขาเสียหลักล้มกลางทาง เจ็บขาและเหนื่อยปอดแทบหลุด วิ่งไม่ไหวอีกต่อไป

                เงาของเฝิงลี่จินใกล้เข้ามา และมาพร้อมกับอาวุธคู่กายที่พุ่งตรงเข้าหาด้วยความเร็วสูง

                แต่แล้วอึดใจถัดมาประกายแสงสายหนึ่งก็วาบผ่านเบื้องหน้า โลหะกระทบกังวาน เข็มทั้งหมดกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น พอดีกับที่ฝ่ามือผ่าทรายเซิ่งมู่วิ่งตามมาสมทบ

                เซิ่งมู่ชะงัก เฝิงลี่จินก็หยุดอยู่กับที่ เพราะคนเบื้องหน้าสะบัดปลายกระบี่ดังขวับ จิตสังหารรุนแรงแผ่ซ่าน กระบี่สะท้อนประกายคมปลาบแวววาวดุจเดียวกับนัยน์ตา ขณะจับจ้องจอมยุทธ์ทั้งสองอย่างเยือกเย็น

                ทั้งสองสูดลมหายใจ ความรู้สึกเดือดพล่านเช่นนี้แหละ ใบหน้านี้แหละ...

                ผู้เยี่ยมยุทธ์ปริศนาเมื่อคืนวานที่พวกเขาอยากประมือด้วย!

                ทันทีที่เห็นแผ่นหลังของผู้มาเยือน ปกติเถ้าแก่โยวคงไม่อยากแม้แต่เฉียดเข้าใกล้ ทว่ายามนี้เขาแทบจะกระโดดเกาะขอนไม้หนึ่งเดียวที่น่าจะพาเขารอดชีวิตได้

                ไม่เคยคิดฝันว่าเงาหลังของแม่ทัพมารจะดูพึ่งพาได้ปานนี้!

                “เจ้าคือ...” ดวงตาของเซิ่งมู่ลุกโชน มีหรือจะจำท่วงท่าอันหาตัวจับยากเช่นนี้มิได้

                เฝิงลี่จินก็หัวเราะเหมือนคนคลุ้มคลั่งอยู่ข้างๆ “นึกแล้วเชียว ที่แท้เจ้ากับท่านเจ้าสำนักก็รู้จักกัน!”

                เถ้าแก่โยวสะดุ้งกับสีหน้ากระหายเลือดของคนบ้าทั้งสอง และเจ้าของแผ่นหลังที่เพิ่งปรากฏตัวก็หันมาเลิกคิ้วใส่ แต่เขาไม่มีแก่ใจถามว่าแม่ทัพมารแซ่หลี่มาทำอะไรตรงนี้ ในเมื่อทางรอดปรากฏขึ้นแล้ว เขาจึงยืดอกอย่างฮึกเหิมแล้วประกาศก้อง

                “ในฐานะที่ข้าเป็นเจ้าสำนัก ศิษย์จงจัดการสั่งสอนเข็มฟ้าไร้สำนึกผู้นี้ซะ!”

                “...” หลี่หวางหลิงที่อยู่ๆ ก็ตกเป็นศิษย์ผู้อื่นยังคงเลิกคิ้วมอง มุมปากคล้ายจะผุดยิ้มขบขันชั่วแวบ

                เถ้าแก่ยอมกลั้นใจทำตัวหน้าหนา หากไม่ฆ่าเขาเราก็ถูกฆ่า หากไม่ยืมดาบฆ่าคน...แล้วจะรอให้ดาบเสียบอกหรือไง!

                “อ๋า เจ้าเป็นศิษย์สำนักห่านป่างั้นหรือ” เฝิงลี่จินเนื้อเต้นระริกระรี้ด้วยความยินดีสุดหัวใจ “เป็นคนอันดับใด ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร บอกบิดามาเร็ว!”

                เถ้าแก่โยวปาดเหงื่อเย็นๆ หลังสบตา ‘ศิษย์สำนักห่านป่า’ ของตนก็จำต้องกัดฟันกระซิบ “ข้าจะ...จะตอบแทนท่านอย่างดีเลย...ช่วยข้าด้วยเถอะนะ!”

                หลี่หวางหลิงนิ่งมอง หางตาเหลือบจ้องเฝิงลี่จินที่พุ่งเข้าใส่ ถามย้ำอย่างไม่ทุกข์ร้อนราวกับไม่เห็นภาพน่ากลัวแบบเดียวกับที่เขาเห็น “ตอบแทน? อย่างไร?”

                เห็นประกายวาววับในตาของเข็มฟ้าเสียสตินั้นแล้วน่ากลัวยิ่ง เกิดคนผู้นี้หลีกให้เฝิงลี่จินเสียบเขาดื้อๆ จะทำอย่างไร “อะไรก็ได้ ไว้ค่อยคุยกัน!”

                ช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย ผู้ใดจะมานั่งต่อรองราคา

                แม้นั่นจะหมายถึงการทำสัญญากับมารก็ตาม!

                ในที่สุดคิ้วของอีกฝ่ายก็หยุดเลิกขึ้นอย่างน่ากลัว แต่เสียงหัวเราะที่ตามมากลับน่าสะพรึงกว่า

                “ได้ เจ้าพูดเองนะ”

                หลี่หวางหลิงหันกลับไปสะบัดกระบี่ปัดเข็มที่พุ่งเข้าหาจนปลิวว่อน แผ่นหลังนั้นเปรียบดังปราการที่ป้องกันเขาไว้อย่างมิดชิด เถ้าแก่โยวเห็นเพียงชายชุดสีดำสะบัดไหว เสียงแลกหมัดแจกศอกแหวกอากาศดังฟุ่บฟั่บต่อเนื่อง พอกะพริบตาจับภาพได้อีกที เฝิงลี่จินก็ถูกเหวี่ยงกระเด็นหวือไปแล้ว

                ฝ่ามือผ่าทรายสกัดคนที่กำลังจะลอยมากระแทกตนไว้อย่างไม่ออมมือ จนเข็มฟ้าโชคร้ายลอยขึ้นและตกลงมาดังพลั่ก

                เถ้าแก่โยวหรี่ตาหวาดเสียว นึกกังวลขึ้นมา เขาเพียงแต่อยากสกัดคน มิได้อยากทำร้ายใคร หากเฝิงลี่จินกระอักเลือดตาย ใครจะรับผิดชอบ...

                แต่เขาคงคิดมากไป อึดใจถัดมาเฝิงลี่จินที่ใครก็ฆ่าไม่ตายค่อยๆ ขยับลุกขึ้นในสภาพสะบักสะบอมราวกับศพคืนชีพ เสียงหัวเราะในลำคอเย็นยะเยือกน่ากลัวประหนึ่งวิญญาณแค้น

                “ดีมาก...หึๆๆ...ยอดเยี่ยมมาก...หึๆๆ...พวกเจ้าสำนักห่านป่า...”

                ตอนนี้เถ้าแก่อยากพูดใจจะขาดแล้วว่าที่จริงไม่มีสำนักห่านป่าอะไรทั้งนั้น ทว่าดูแล้วอีกฝ่ายน่าจะไม่ฟังแน่

                หลี่หวางหลิงแค่นยิ้มพลางเก็บกระบี่ ก่อนกระชากแขนเขาไปข้างหน้า รั้งเข้าหาตัว

                เพิ่งรอดพ้นความตาย อยู่ๆ ตกอยู่ในกรงเล็บมาร เถ้าแก่โยวหน้าซีดปากสั่น แต่พอนึกถึงสิ่งที่ตนเพิ่งลั่นวาจาไว้ เขาก็ทำได้แค่ยิ้มสู้พยัคฆ์ เกร็งใบหน้าไม่ชิงกัดลิ้นฆ่าตัวตาย

                รอยยิ้มมุมปากบนใบหน้านั้นขยายกว้างขึ้น ขณะเจ้าของก้มลงมาใกล้...ใกล้จนเกินพอดี

                “เช่นนี้ ‘อาจารย์’ พอใจแล้วหรือยัง”

                เถ้าแก่โยวปากสั่น “พ...พ...พอ...ใจ...มาก”

                เซิ่งมู่จำใจพยุงเฝิงลี่จินลุก ทั้งสองหันไปซุบซิบกันเงียบๆ ครู่หนึ่งจึงหันมาหาพวกเขา

                เข็มฟ้าโลหิตถ่มน้ำลายปนเลือดทิ้งก่อนประกาศกร้าว “ดีมาก! คราวหน้าข้าจะถล่มสำนักเจ้าให้ราบ แล้วไปเชือดอาจารย์ของเจ้าต่อ...เถ้าแก่เจ้าสำนัก เตรียมล้างคอรอให้ดี!”

                เถ้าแก่โยวยังปากสั่น ส่วนศิษย์อุปโลกน์ของเขากลับหัวเราะหึ

                “มีปัญญาก็ลองดู”

                “ได้ ได้เลย!”

                อย่ายั่วโมโหผู้อื่นได้หรือไม่!

                ใบหน้าคมที่อยู่ใกล้จนชวนให้ใจสั่นค่อยๆ โน้มลงมา ลมหายใจแผ่วเบาเป่ารดใบหูจนเขาขนลุกซู่ตลอดร่าง แม้แต่มือที่วางอยู่บนบั้นเอวยังพันธนาการแน่นหนาจนเขาไม่กล้าแม้แต่กระดิกปลายนิ้ว

                เกรงว่า...สัมผัสนั้นจะยิ่งรุกคืบเข้าใกล้กว่าเดิม

                “...อย่าลืมคำพูดของเจ้าเล่า”

                เถ้าแก่โยวยังคงเบ้หน้ากลั้นหายใจ คอตกไม่กล้าโต้แย้งแม้แต่คำเดียว จะสบตาคมในระยะประชิดนี้ก็รู้สึกแปลกๆ แต่จะหันหนีก็ไม่ได้ ลูกตาของเถ้าแก่จึงกลอกไปมามองหาทางรอด

                ...ก่อนจะสะดุดกับร่างสูงโปร่งที่เพิ่งตามมา แม้แสงรอบข้างเริ่มมอดโรย ทว่ารัศมีผุดผาดกระจ่างตาปานเซียนน้อยก็ยังแจ่มจรัสไม่เสื่อมคลาย

                ชั่วขณะนั้นเถ้าแก่โยวถึงกับลืมมารร้ายตรงหน้า ริมฝีปากบางผุดยิ้มโล่งใจ “จวิ้นอ๋อง!”

                ลิ่วเนี่ยที่เพิ่งมาถึงและกำลังหรี่ตาประเมินสถานการณ์พลันคลายท่าทีแล้วผลิยิ้มอ่อนหวานให้ “ท่านโยวนั่นเอง”

                ห่างไปไม่มากนัก เข็มฟ้าโลหิตและฝ่ามือผ่าทรายพร้อมใจกันสะดุดขาตัวเองล้มโครม

                โยวอิ่งชวนปรายตามองพลางกลอกตาอย่างเวทนา...ก็บอกแล้วว่าจวิ้นอ๋องงามจริงๆ รูปหน้าเรียวยาว ผิวขาวนวลลออ แม้แต่ท่วงท่าสูงศักดิ์อย่างชาวเมืองหลวงยังดูละเมียดละไม ไร้แววยโสไม่เห็นหัวผู้ใดอย่างที่ชาวยุทธภพมักค่อนขอด กล่าวอย่างไม่ลำเอียง หากจะมีบุรุษคนใดเหมาะแก่คำ ‘งามล่มบ้านล่มเมือง’ ชายตาทั่วเมืองหลวงเห็นจะมีแต่จวิ้นอ๋องผู้นี้

                ลิ่วเนี่ยผงะอึ้งกับท่าทีของคนแปลกหน้า ส่วนเถ้าแก่โยวหัวเราะเจื่อนๆ แก้สถานการณ์ “ข้าตั้งใจจะมาช่วยท่าน...แหะๆ ถึงจะไม่ได้ทำอะไรก็เถอะ”

                เขาคิดว่าได้ยินปีศาจที่เพิ่งปล่อยตนออกหัวเราะหึๆ แว่วมา ทำเอายะเยือกกายไปหมด

                ได้ยินประโยคนี้ ทั้งยังเป็นผู้ที่ตนคุ้นเคยมาแต่เล็ก ใบหน้าของจวิ้นอ๋องก็ค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้มปานบุปผาผลิบาน “อาเนี่ยรบกวนท่านโยวแล้ว...”

                มีเสียงสูดหายใจดังเฮือกมาจากคนบ้าสองคนที่อยู่ใกล้ๆ เถ้าแก่โยวนวดขมับอ่อนใจ อับอายอย่างไร้สาเหตุ

                ส่วนเจ้าของรอยยิ้มอย่างลิ่วเนี่ยถึงกับขยับออกห่างสองก้าว

                “...จวิ้นอ๋องอย่าได้ใส่ใจ เห็นแบบนี้ แต่นี่คือผู้เยี่ยมยุทธ์อันดับห้าและหกของทำเนียบ เป็นเข็มฟ้าโลหิตเฝิงลี่จินและฝ่ามือผ่าทรายเซิ่งมู่ ชาวยุทธ์จากแดนตะวันตก” โยวอิ่งชวนจำต้องแนะนำอย่างเสียมิได้

                ลิ่วเนี่ยฝืนยิ้มตามมารยาท “ช่าง...น่าเกรงขาม...สมแล้ว...”

                เถ้าแก่โยวก้มหน้ากลั้นหัวเราะแทบไม่ทัน คำชมคงดีกว่านี้ถ้าไม่ได้ออกจากปากคนงามหลังเห็นสภาพน่าอาย เฝิงลี่จินและเซิ่งมู่หน้าแดงฉานพร้อมกัน ยิ่งเห็นเถ้าแก่ก็ยิ่งเบิกบานใจ

                ที่แท้คนบ้าก็ยังมียางอาย!

                จอมยุทธ์ไร้หัวคิดทั้งสองคงไม่มีแก่ใจท้าตนประลองแล้ว แต่น่ากังขานักว่าไยแม่ทัพมารหลี่หวางหลิงถึงออกมาพร้อมจวิ้นอ๋องได้

                เขาใช้สายตาไต่ถาม และได้รับคำตอบเป็นสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มดุจเดิม น่ากลัวปนลี้ลับจนชักไม่อยากรู้ขึ้นมา

                “จวิ้นอ๋องปลอดภัยดีหรือไม่” ในที่สุดเถ้าแก่ก็มองหาตัวช่วยกอบกู้สถานการณ์ได้

                “ข้าสบายดี ต้องขอบคุณแม่ทัพหลี่ แต่ว่า...” ลิ่วเนี่ยยิ้มบางๆ น้ำเสียงพลันเปลี่ยนไป ขณะหมุนตัวไปทางแม่ทัพแห่งกองพันเขี้ยวพยัคฆ์ที่ยังคงยืนอยู่เบื้องหลัง “กำแพงที่ท่านพูดถึงเป็นเช่นไร พาข้าไปดูที”

                “อ๊ะ” พอพูดถึง ‘กำแพง’ เถ้าแก่โยวก็นึกได้ว่านั่นคือจุดหมายของตนเช่นกัน “จริงด้วย แต่ป่านนี้แล้วจะมีอยู่หรือไม่”

                “ยังอยู่” ผู้ตอบคำถามคือแม่ทัพหลี่ รอยยิ้มบนใบหน้าคลุมเครือยากอธิบาย ก่อนหันไปตอบพระโอรสขององค์หญิงใหญ่ “หากจวิ้นอ๋องอยากเห็น ข้าจะพาไปดู”

                “พวกข้าก็อยากเห็นนะ ที่จริงก็มาเพราะเรื่องนี้” เฝิงลี่จินก้าวอาดๆ เดินตาม “นี่ ศิษย์ท่านเจ้าสำนัก เจ้าชื่ออะไรน่ะ”

                คนที่อยู่ๆ ก็มีศิษย์สะดุดขาตัวเอง แต่ไม่ล้มเพราะอุ้งมือใหญ่คว้าหมับเข้าเสียก่อน

                โยวอิ่งชวนยังไม่ทันอึ้งก็ได้ยินเสียงทุ้มตอบคำถามเรียบๆ “หลี่หวางหลิง”

                “อ๋า?” เฝิงลี่จินขมวดคิ้ว “เจ้าแซ่หลี่หรอกรึ...แซ่เหมือนแม่ทัพคนใหญ่คนโตชั่วร้ายนั่นเลย!”

                เถ้าแก่โยวกุมขมับที่ปวดจี๊ด ส่วนคนแซ่หลี่ที่ลากแขนตนเดินไปด้วยกันหน้าตาเฉยยกยิ้มเด่นชัดขึ้น คาดว่าคงถูกใจคำ ‘แม่ทัพคนใหญ่คนโตชั่วร้าย’ นั้น

                “อ้อ พูดถึงบิดาข้าอยู่กระมัง”

                “อ๋า!” เข็มฟ้าโลหิตอุทานดังขึ้น หลังไล่เรียงเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังในเมืองหลวงตลอดเกือบสี่ปีนี้ สมองอันว่องไวของเจ้าตัวก็ลั่นแกร๊กออกมาเป็นคำตอบ “หรือว่าเจ้าก็คือแม่ทัพหลี่แห่งกองพันเขี้ยวพยัคฆ์!”

                เซิ่งมู่ซึ่งเป็นคนหน้าใหม่ส่งเสียงถามทันทีว่า “ใครกัน”

                หลี่หวางหลิงไม่พูดอะไร ระหว่างที่เฝิงลี่จินสาธยายเรื่องราวตามที่ตนได้ยินมา

                คนในเมืองหลวงเล่าลือกันได้ทุกคนว่า สกุลทหารที่ใหญ่โตที่สุดในเมืองหลวงมีเพียงสองสกุล หนึ่งคือสกุลลิ่วทางใต้ อีกหนึ่งคือสกุลหลี่ทางเหนือ แม่ทัพหลี่เมิ่งอวี้ นายใหญ่แห่งสกุลหลี่นี้มิใช่แค่น้องชายของฮองเฮาองค์ปัจจุบัน แต่ยังได้แต่งกับองค์หญิงเล็กๆ ผู้หนึ่ง กลายเป็นเครือญาติของคนในราชวงศ์ ชื่อเสียงของแม่ทัพหลี่เมิ่งอวี้ยืนยงยาวนานและกระฉ่อนมากในแง่ลบ แม้แต่คนต่างถิ่นอย่างเฝิงลี่จินยังทราบว่าคนผู้นั้นมีนิสัยโหดร้ายทารุณ เรื่องกวาดล้างชนเผ่าหรือฉุดคร่าสตรีล้วนกระทำ

                เซิ่งมู่ยิ่งฟังยิ่งมีสีหน้าชอบกล

                และหนึ่งในสตรีที่ถูกฉุดคร่ามาที่ว่ากันว่ามีฐานะเป็นทาสหญิงชนนอกด่านก็ให้กำเนิดบุตรชายผู้หนึ่งในจวนสกุลหลี่ ส่วนมารดาเสียชีวิตในวันเดียวกัน ต่อมาเด็กที่มีลางอัปมงคลปานนั้นกลับกลายเป็นแม่ทัพห้าวหาญและหัวหอกบุกตะลุยกวาดล้างชายแดนเหนือหลังสงครามในปีกวงซวีที่ยี่สิบ อาบเลือดเนื้อชโลมด้วยชีวิตของข้าศึกชายแดนจนใครก็ฟันแทงมิเข้า เป็นบุรุษที่เทพไม่พรั่น มารไม่เกรง ถึงขั้นที่กระชากดวงวิญญาณของรัชทายาทกลับมาจากเงื้อมมือยมบาลได้

                โยวอิ่งชวนมีสีหน้าพิลึกพิลั่นตามเซิ่งมู่ไป แม้แต่ลิ่วเนี่ยยังต้องก้มหน้าไอเบาๆ

                ข่าวลือพวกนี้ชักจะมั่วซั่วเกินไปแล้ว!

                อะไรคืออาบเลือดเนื้อ! อะไรคือฟันแทงมิเข้า! แล้วไหนจะกระชากดวงวิญญาณรัชทายาทอะไรนั่นอีก!

                ฟังข่าวลือถึงแม่ทัพมารนี้แล้ว ข่าวงี่เง่าที่ว่าเขาเป็นเจ้าสำนักผู้เยี่ยมยุทธ์ ใครลองดีมีแต่ตายกับตายฟังดูเหมือนเรื่องจริงไปถนัดตา

                “เจ้าเป็นศิษย์ของท่านเจ้าสำนัก เช่นนั้นอาจารย์ของเจ้าก็สมควรฝีมือแกร่งกล้ายิ่งกว่า ควรค่าแก่การประมือยิ่ง!”

                จบคำสรุปความที่อยู่ๆ ลางหายนะก็วกมาถึงศีรษะตน เถ้าแก่โยวแทบขบปลายลิ้นตัวเองอีกครา

                แต่เฝิงลี่จินไม่สนใจ สาธยายต่อไปอีกว่า ตั้งแต่ราชสำนักยกเลิกกฎหมายห้ามชาวยุทธภพเข้าเมืองหลวง แม่ทัพหลี่แห่งกองพันเขี้ยวพยัคฆ์ก็หายตัวไปประดุจภูตพราย ลี้ลับหาตัวจับได้ยาก แม้แต่ตนยังเพิ่งเคยเห็นตัวจริงในวันนี้...ว่าแล้วก็เร่งฝีเท้าไปใกล้ๆ ‘แม่ทัพหลี่ในตำนาน’ ยุกยิกไม่อยู่สุขเหมือนอยากรู้อยากเห็น ด้อมมองทางซ้ายและเลี้ยวไปมองมุมขวา ทำซ้ำอีกคราก็ยังคงขมวดคิ้วราวกับไม่เข้าใจอะไรบางอย่าง

                คนถูกจ้องเลิกคิ้ว

                “เจ้าเป็นแม่ทัพกองพันชื่อยาวๆ นั่น เป็นคนในราชสำนัก” เฝิงลี่จินหรี่ตา “แต่เจ้าก็เป็นศิษย์ของท่านเจ้าสำนักเช่นกัน...ข้าไม่เห็นเคยได้ยินว่าคนในยุทธภพก็เป็นคนในราชสำนักได้ด้วย”

                “นั่นเพราะพวกเจ้าชาวยุทธภพไม่มีความสามารถพอจะเข้าราชสำนัก”

                เฝิงลี่จินเข่นเขี้ยวจะกระโดดใส่ แต่เซิ่งมู่ที่ตามมาห่างๆ คว้าคอไว้พลางส่ายหน้า “อย่าจู่โจมเสียเปล่า หัดใช้หัวบ้างจะได้หรือไม่”

                โยวอิ่งชวนไม่อยากราดน้ำมันใส่กองไฟ แต่ครั้งนี้เขาลอบเห็นด้วยกับฝ่ามือผ่าทราย

                เฝิงลี่จินสลัดมือเซิ่งมู่อย่างไม่รักษาน้ำใจ “เจ้าเป็นลูกของแม่ทัพแซ่หลี่นั่น บิดาเจ้าบังคับเชิญตัวจวิ้นอ๋องมา เจ้ากลับช่วยไว้ มิใช่ว่าหมายถึงจะแตกหักกับสกุลของตนหรือ หรือที่แท้เจ้าเป็นลูกนอกคอก?”

                หลี่หวางหลิงจำต้องหันมองเข็มฟ้าจอมพูดมากอีกครั้ง ครานี้แววตาปรากฏความสนอกสนใจบ้างแล้ว “ที่แท้ตัวโง่งมนี้ก็มิได้โง่ทั้งหมด”

                ‘ตัวโง่งม’ ถลึงตา แต่ไม่ทันตะโกนด่า พวกเขาก็เห็นแนวกำแพงกว้างใหญ่โผล่พ้นแนวไม้ตรงหน้า เขตของจวนสกุลหลี่ล้อมรอบด้วยกำแพงสีน้ำตาลสูงดุจป้อมปราการกั้นขวางโลกภายนอก ในบริเวณนี้ไม่มีจวนหรือบ้านหลังอื่น บรรยากาศเงียบสงบมืดทะมึน ราวกับดินแดนที่หลบซ่อนอยู่อีกโลกหนึ่งท่ามกลางความจอแจในเมืองหลวง

                หลี่หวางหลิงมองไปยังแนวกำแพงด้านหนึ่งใกล้ประตูใหญ่ของจวน

                เถ้าแก่โยวมองตามสายตานั้น บ่าวสองสามคนกำลังตั้งหน้าตั้งตาขัดถูกำแพง เดิมกำแพงก็เป็นสีน้ำตาลอยู่แล้ว เลือดสีแดงแห้งกรังเพียงแต่ทำให้สีกำแพงดูเข้มขึ้น ทว่าบ่าวกลับขัดตัวหนังสือขนาดใหญ่ที่ปาดลวกๆ ไว้เต็มแนวราวกับฝีพู่กันขนาดยักษ์นั้นให้หมดไปมิได้

            ‘จะเปิดเผยความจริงเมื่อปีที่ยี่สิบ’

                ตัวหนังสือสีเข้มคล้ำดูขรึมขลังโดดเด่น ส่องประกายล้อลำแสงเจิดจ้า สีอมแดงของแสงยามใกล้ตะวันรอนสาดทับประโยคนั้นประดุจคำสาปร้าย

                ภาพที่เห็นชวนให้ขนทั่วกายลุกซู่ขึ้นมา

                ‘ความจริง’ เรื่องใด?

                “...พวกเขาขัดกันมาตั้งแต่เช้า ยังไม่ออกอีกรึ” เถ้าแก่โยวพึมพำอย่างเหลือเชื่อ “หรือจะมิใช่เลือดธรรมดา?”

                อักษรแต่ละตัวที่วาดทับบนกำแพงเด่นหราบ่งบอกความเกลียดชัง พอได้เห็นกับตา เขาจึงเข้าใจว่าเหตุใดหลี่เมิ่งอวี้ถึงโมโหแทบคลั่ง ไม่นับที่คนเฝ้ายามถูกจู่โจม แต่มีอักษรเลือดพรรค์นี้ปาดอยู่บนกำแพงจวน ไม่ว่าสกุลหลี่จะลงมือต่อจวิ้นอ๋องจริงหรือเพียงแค่ถูกใส่ความเพื่อรื้อฟื้นเรื่องเก่า นี่กลับเป็นการเหยียบหน้าหยามศักดิ์ศรีตรงๆ

                ถึงฮ่องเต้มิอาจสั่งลงทัณฑ์อย่างเปิดเผย แต่หลายคนก็ทราบว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นองเลือดในปีนั้นและยังลอยนวลอย่างไร้ความผิด

                แต่เหตุใดคนของสำนักด่านประจิมถึงรู้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในปีนั้นกัน?

                หลี่หวางหลิงเดินเข้าไปใกล้แนวกำแพง เมื่อบ่าวที่ขัดกำแพงจนเหงื่อโซมกายมาตั้งแต่เช้ามืดหันมาเห็นคนผู้นั้นก็ถึงขั้นปล่อยผ้าหลุดมือและก้าวถอยหลัง

                ทว่าแม่ทัพมารที่กระทั่งบ่าวในจวนบ้านเกิดยังหวาดกลัวกลับมิได้สนใจใคร หลังคนทั้งหมดหลีกทางให้ประหนึ่งเทพเจ้าโรคระบาดมาเยือน เจ้าตัวก็เดินไปหน้ากำแพง จับจ้องตัวอักษรเลือดด้วยแววตานิ่งสงบที่ไม่อาจปกปิดความสนใจไว้ได้

                หลี่หวางหลิงเบือนหน้ากลับมาเล็กน้อย “จวิ้นอ๋อง หากท่านยังไม่เข้าใจ ให้ดูสิ่งนี้” 

                ฉับพลันเสียงคมกระบี่ออกจากฝักก็ดังผ่าความเงียบ บ่าวที่ขวัญหนีดีฝ่ออยู่แล้วผงะ แม้แต่เฝิงลี่จินและเซิ่งมู่ยังเกร็งร่างขึ้นในพริบตา

                แต่หลี่หวางหลิงมิได้ลงมือกับผู้ใด แค่ใช้ปลายกระบี่แซะที่อักษรตัวหนึ่ง หางอักษรราวกับมีบางอย่างหลุดร่อนออกมา และก่อนที่วัตถุสีใสบางอย่างจะตกถึงพื้น เจ้าตัวก็คว้าไว้ ขยี้จนแหลกละเอียดเป็นผุยผง ทำสัญญาณให้จวิ้นอ๋องน้อยส่งมือมา จากนั้นก็โปรยเศษผงนั้นบนฝ่ามืออีกฝ่าย

                ในแสงสลัว ไม่อาจอ่านสีหน้าของจวิ้นอ๋องน้อยได้ชัดเจน แต่ประกายเจิดจ้าชนิดหนึ่งพลันวาบขึ้นในดวงตา และทำให้ลิ่วเนี่ยเงียบงันทันที

                โยวอิ่งชวนลืมความกลัวชั่วคราว พลางเดินเข้าไปดูใกล้ๆ อย่างอดไม่อยู่เช่นกัน “นั่นอะไรหรือ”

                เขามิได้มีวรยุทธ์ แต่สายตายังว่องไว ของนั้นสีใส มองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น ดูคล้ายอะไรบางอย่างที่ใช้เคลือบวัตถุ

                หลี่หวางหลิงเหลือบหางตามอง มุมปากผุดยิ้มไม่ทราบความนัย “รู้จัก ‘ยางไม้เฟิงหลิง’ หรือไม่”

                “ยางไม้...” คำที่ได้ยินคุ้นหูอย่างประหลาด แต่พอสบตาคู่นั้น สิ่งที่วาบเข้ามาก็ทำให้ทั้งร่างแข็งทื่อไปในพริบตา

                เมื่อเห็นแววตาของเขาปรากฏความเข้าใจ หลี่หวางหลิงก็หัวเราะเบาๆ “น่าสนใจหรือไม่”

                เถ้าแก่โยวเผลอคว้าแขนคนตรงหน้า “นี่...จะเป็นไปได้อย่างไร”

                หลี่หวางหลิงก้มมองแต่มิได้สะบัดออก ทว่าเจ้าของมือกลับเป็นฝ่ายปล่อยก่อนอย่างรวดเร็ว พวกแม่ทัพขุนพลย่อมไม่คุ้นชินกับการให้ผู้ใดแตะต้องตัวง่ายๆ และเขาก็ยังมิได้อยากมือขาด

                อีกฝ่ายไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ เพียงถอนสายตาไปเงียบๆ ก่อนเหลียวมองอักษรบนกำแพง

                “นั่นสินะ...จะเป็นไปได้อย่างไร” เสียงทุ้มทวนคำ รอยยิ้มใต้แสงตะวันรอนราวกับอาบคลุมด้วยโลหิต ดูลี้ลับน่าสะพรึงอย่างยากจะอธิบาย “หากมิใช่ภูตผี...ซึ่งข้าไม่เชื่อว่าจะมีผีที่เขียนอักษรได้ชัดเจนขนาดนี้ คำตอบก็มีแค่อย่างเดียว”

                ร่างสูงตระหง่านหมุนไปทางจวิ้นอ๋องลิ่วเนี่ย ค้อมศีรษะช้าๆ แต่แววตาคมปลาบจดจ้อง “จวิ้นอ๋องคงเข้าใจความลึกซึ้งของสถานการณ์แล้วกระมัง เรื่องที่ท่านพยายามปกปิดนั้นไร้ประโยชน์โดยแท้จริง...อีกไม่นานเขาย่อมปรากฏตัวแน่นอน”

                ลิ่วเนี่ยไม่กล่าวคำใด

                เถ้าแก่โยวหันมองคนทั้งสองสลับกันไปมา เริ่มเข้าใจอะไรๆ

                บางทีสกุลหลี่อาจพยายามคาดคั้นตัวจริงของคนจากสำนักด่านประจิมผู้นั้น ทว่าจวิ้นอ๋องไม่คิดปริปากบอกเรื่องของผู้ที่ช่วยชีวิตตน

                แต่ถ้าเจ้าของอักษรเลือดนี้ใช่คนที่พวกเขาคิดจริงๆ เช่นนั้นก็มีปัญหาแล้ว

                โยวอิ่งชวนกำลังจะเอ่ยปาก ทว่าคนตรงหน้ากลับถอยห่างอย่างรวดเร็วและหันขวับไปมองอีกฟากของยอดไม้ราวกับสังเกตเห็นบางสิ่ง

                “รีบกลับร้านของเจ้าเสีย พาจวิ้นอ๋องไปด้วย” พริบตาเดียวหลี่หวางหลิงก็หันกลับมา มุมปากเผยยิ้มลี้ลับเลือนราง “ข้ามีเรื่องที่ต้องไปตรวจสอบก่อน หากเป็นอย่างที่คิดจริงๆ...เรื่องนี้จะน่าสนใจขึ้นมากเลย”

                เถ้าแก่โยวหยุดนิ่งโดยไม่อาจฝ่าฝืนคำสั่งที่ทรงอำนาจอย่างประหลาดนั้นได้ รู้สึกราวกับรอยยิ้มเมื่อครู่สะกิดบางอย่างในความทรงจำให้ผุดขึ้นรางๆ

                “แม่ทัพหลี่” ลิ่วเนี่ยขมวดคิ้วราวกับอยากเอ่ยถาม

                หลี่หวางหลิงเหลือบมอง “ข้าไม่ว่างส่งท่านกลับแล้ว แต่มีพวกเขาไปด้วย จวิ้นอ๋องโปรดวางใจ”

                คำพูดเรียบๆ นั้นมาพร้อมฝ่ามือที่วางลงบนไหล่ เถ้าแก่ที่กำลังครุ่นคิดจึงเป็นอันสะดุ้ง ยามมองเพื่อนร่วมทางแล้วไม่แน่ใจจริงๆ ว่าตนจะกลับถึงโรงเตี๊ยมครบสามสิบสองหรือไม่

                “พวกเขาอารักขาท่านได้ ยังไม่รวมถึง...เจ้าสำนักห่านป่าผู้เยี่ยมยุทธ์เหนือใคร...จริงหรือไม่”

                น้ำหนักฝ่ามือกดลงแรงขึ้น จนโยวอิ่งชวนเบ้หน้า มุมปากกระตุกแต่ไม่กล้าค้าน

                เขาพยายามวางท่าเคร่งขรึมรวบรวมความคิดได้ไม่เท่าไร เข็มฟ้าโลหิตที่ถูกลืมก็เอะอะโวยวายอย่างไร้สำนึก

                “พวกท่านซุบซิบอันใด แล้วยางไม้อะไรนั่นมันทำไม”

                เถ้าแก่โยวเบ้หน้า เหลือบมองอีกสองคนที่ดูแล้วคงไม่ปริปาก ก่อนตอบเสียงอ่อย “เรื่องนี้ยาวมากนะพี่เฝิง...”

                “ข้าว่าง เล่ามา อย่าให้ถามซ้ำ”

                เขาอยากตอบเหลือเกินว่าตนมิได้ว่าง แต่ดูแล้วไม่คุ้มเสี่ยงตาย จึงเล่าถึงสงครามในปีกวงซวีที่ยี่สิบอย่างรวบรัด ฟังไปสามประโยคเฝิงลี่จินก็พยักหน้า สำทับว่าตนทราบเรื่องนี้แล้ว และตัดบทแกมขู่บังคับว่าให้รีบเข้าเรื่องเสียที

                “นี่แหละเรื่องที่ว่า” โยวอิ่งชวนกลอกตา “คนที่ถูกประหารในปีนั้นคือองค์ชายรองหวางฉีหนานและบ้านสกุลหลิง สกุลนี้ใหญ่มาก ที่สำคัญยังเป็นสกุลที่มีชื่อเสียง มีประวัติเก่าแก่...”

                เห็นสายตาไม่น่ามองของเฝิงลี่จิน เถ้าแก่โยวก็รีบกลืนคำบรรยายแล้วสรุป

                “สกุลหลิงเป็นเสนาธิการกองทัพเหนือ พวกเขามีเชี่ยวชาญเรื่องการวาดแผนที่อย่างมาก แผนที่ที่ใช้ในกองทัพไม่อาจปล่อยให้ฉีกขาดได้ง่ายๆ ดังนั้นจึงมีน้ำยาพิเศษอย่างหนึ่งไว้ผนึกเส้นสายบนแผนที่ เป็นสูตรลับที่มีแต่คนในสกุลที่รู้” เถ้าแก่โยวอธิบาย “ว่ากันว่าเป็นยางไม้ชนิดหนึ่งทางใต้ เรียกกันว่า ‘ยางไม้เฟิงหลิง’ เป็นผนึกลงยาสีใส นอกจากพวกเขา ไม่มีใครรู้ว่าไม้ที่นำมาใช้นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร สกัดอย่างไร ว่ากันว่าถ้าราดทับน้ำหมึกจะผนึกอักษรไว้ได้เป็นร้อยปี”

                เฝิงลี่จินกะพริบตาปริบๆ ก่อนถามตรงประเด็น “...เถ้าแก่ ท่านเพิ่งบอกว่าคนสกุลนั้นถูกประหารหมดแล้วมิใช่หรือ”

                “ข้าถึงได้บอกว่านี่แหละปัญหา” โยวอิ่งชวนถอนหายใจ ยังคงมองไปทางกำแพงที่มีอักษรเลือดอันน่าสะพรึงกลัว 

                ยิ่งเห็นสีหน้าอึมครึมของจวิ้นอ๋องลิ่วเนี่ยและรอยยิ้มประหลาดของหลี่หวางหลิง ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงลมพายุใหญ่ที่กำลังมาเยือน

                “ไม่ควรมีใครรู้วิธีสกัดยางไม้เฟิงหลิงอีกแล้ว คนสำนักด่านประจิมผู้นั้นเจาะจงลงมือด้วยของที่พิเศษขนาดนี้ เหมือนอยากประกาศให้รู้อย่างโจ่งแจ้ง”

                หลังเห็นอักษรเลือดบนกำแพงสกุลหลี่ เถ้าแก่ถึงเข้าใจกระจ่าง เพราะเหตุนี้เองรัชทายาทจึงอยากพบคนผู้นั้น และมีความเป็นไปได้ว่าฝ่ายนั้นจะทราบเบาะแสขององค์ชายรองจริงๆ

                และบางทีนี่แหละเหตุผลสำคัญที่ทำให้พ่อลูกสกุลหลี่นั่งไม่ติดที่ที่สุด

                เฝิงลี่จินเพิ่งเข้าใจ “...มีคนรอดชีวิต?”

                “เช่นนั้นจึงจะตอบปัญหาทุกอย่างได้ ถึงจะยังไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับสำนักด่านประจิมอย่างไรก็ตาม” เถ้าแก่โยวอดยกมือกอดอกมิได้ ทั้งที่ตอนนี้เป็นกลางฤดูร้อน ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวความหนาวเย็น “คนที่มีความแค้นกับสกุลหลี่ และรู้จักวิธีสกัดยางไม้ที่ว่า...หากมิใช่คนสกุลหลิงที่ฟื้นจากความตาย แล้วจะเป็นผู้ใดได้เล่า”

                อักษรเลือดนั้นระยับอย่างประหลาดในแสงสุดท้ายของวัน คำกล่าวที่ว่า ‘จะเปิดเผยความจริงเมื่อปีที่ยี่สิบ’ แวววาวสุกสว่างราวกับย้อมไปด้วยเลือดแดงฉาน ก่อนถูกกลืนเข้าไปในความมืดมิดของราตรีกาลที่ค่อยๆ คืบคลานมาสู่เมืองหลวง

 

                แม้เถ้าแก่โยวเคร่งเครียด แต่ผู้อื่นไม่รับรู้ด้วย เพราะหลังฟังเรื่องน่าตระหนกนั้นแม่ทัพหลี่ก็กล่าวว่าตนต้องไปจัดการธุระ ขอให้ ‘สองผู้เยี่ยมยุทธ์’ และ ‘เจ้าสำนักห่านป่า’ อารักขาจวิ้นอ๋อง ความสนใจเรื่องอักษรเลือดบนกำแพงหรือคนสกุลหลิงที่อาจรอดชีวิตในหัวของเฝิงลี่จินและเซิ่งมู่จึงหมดไปทันที

                พวกเขาไม่ได้สนใจเรื่องต่อยตีกันเองหรือชวนใครต่อยตีด้วยแล้ว ต่อหน้าคนงามหยาดฟ้า ไยจะกล้าทำตัวเถื่อนถ่อยไร้อารยะ หลังรู้ว่าจะได้อารักขาจวิ้นอ๋อง ทั้งสองก็ยิ่งฮึกเหิม

                โยวอิ่งชวนลอบปาดเหงื่อบนหน้าผาก สองคนนี้ลืมเรื่องท้าสู้ชั่วคราวนับเป็นผลดี เช่นนี้ก็แปลว่าเขาคงรอดตา...

                ฝ่ามือหนึ่งวางลงบนไหล่ ก่อนเลื่อนไปถึงคอเสื้อ เพียงกระชากเบาๆ ตัวเถ้าแก่ก็เซถลา พริบตานั้นเขาจึงสำนึกว่ามิใช่...ดาวหายนะยังไม่ไปจากเหนือศีรษะตน!

                ระหว่างเผชิญสายตาพญามารในระยะประชิด เถ้าแก่โยวทำได้เพียงฝืนยิ้มปากสั่น “ท...ท่านว่า...อย่างไร...หรือ...”

                เขามิได้ความจำเสื่อม มารผู้นี้จะทวงสัญญาก่อนไปใช่หรือไม่!?

                ตัวเขามีเท่านี้ วรยุทธ์ยิ่งไม่มี อีกฝ่ายคิดจะต้มยำทำแกงอันใด ไม่ต้องเสียเวลาถามเขาก็ไม่มีปัญญาค้านอยู่แล้ว!

                ดวงตาคู่นั้นหรี่ลงน้อยๆ คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แลว้กระซิบ

                “เก็บความลับไว้ให้อยู่ ดูแลจวิ้นอ๋องให้ดี...แล้วข้าจะตามไปทวงรางวัล”

                รอยยิ้มของหลี่หวางหลิงขยายกว้างขึ้น แม้แสงเลือนราง แต่ในระยะเท่านี้เถ้าแก่เห็นชัดเสียยิ่งกว่าชัด จากนั้นกรงเล็บมารก็ผละจากเขา

                เจ้าตัวตรงไปหาเข็มฟ้าโลหิตที่ยังยืนบื้อใบ้ กล่าวประโยคบางอย่างเบาจนจับใจความไม่ได้ ก่อนเดินดุ่มๆ หายไปในความมืด ทิ้งให้คนฟังทั้งสองยืนแข็งทื่ออยู่กับที่

                เถ้าแก่มองซ้ายมองขวา ก่อนหันมองจวิ้นอ๋องลิ่วเนี่ย ฝ่ายนั้นยังคงสงบนิ่ง แต่อาการเงียบอึ้งบื้อใบ้ของเข็มฟ้าพูดมากนั้น...ช่างชวนให้สังหรณ์ไม่ดีเอาเสียเลย

                “ไปกันเลย...ดีหรือไม่” เขาตัดสินใจแก้สถานการณ์ด้วยการทำลายความเงียบ ชี้ไม้ชี้มือไปทางถนนใหญ่ “ฟ้ามืดแล้ว หิวแล้วด้วย ไปที่โรงเตี๊ยมข้ากันก่อน เดี๋ยวเลี้ยงอาหารเย็น”

                เซิ่งมู่เหมือนจะพยักหน้าอย่างเซ่อซ่า แต่เฝิงลี่จินเรียกสติกลับมาได้แล้ว ระหว่างสืบเท้าก้าวสวบๆ ตรงมา สายตาที่มองเขามีแต่ความกังขาปนโกรธเคือง

                เถ้าแก่โยวกระแอม ทว่ายังคงทำใจดีสู้เสือหยอกล้อกลับ “ไยพี่เฝิงทำหน้าเช่นนั้น...หน้าข้ามีอะไรติดอยู่หรือ”

                ช่วยอย่ามองแปลกๆ แล้วไม่พูดจะได้หรือไม่ เข็มฟ้าพูดมากนี่น่ะหรือจะเย็บปากตัวเองได้เกินอึดใจ!

                เป็นดังคาด เข็มฟ้าโลหิตโพล่งใส่ว่า “ไร้ศีลธรรมยิ่ง!”

                “หา?” ฝีเท้าของเถ้าแก่โยวชะลอลง ใบหน้างุนงงทันควัน

                คนที่เดินตามหลังมาชี้มือชี้ไม้ด้วยท่าทางรับไม่ได้ “ลูกศิษย์ของท่านผู้นั้นกล่าวว่า มีเพียงเจ้าสำนักถึงจะขึ้นคร่อมเขาได้ คนอื่นอย่าฝัน ต่อให้จะเป็นจอมยุทธ์บนทำเนียบอันดับเท่าไหร่ก็ไม่คณามือ ตราบใดที่เขาได้ฝึกวิชาลับตัวต่อตัวกับอาจารย์ รสชาตินั้น...ไม่ ข้าพูดต่อไม่ได้ ไร้ศีลธรรม ไร้ศีลธรรมยิ่ง!”

                เถ้าแก่โยวสะดุดรากไม้ที่ปลายเท้าเป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้ของวัน ยังงุนงงอึ้งค้างระหว่างหน้าทิ่มดิน

                เฝิงลี่จินกระทืบเท้า “ช่างน่าอัปยศ! เพราะแบบนี้เองคนเช่นนั้นจึงยอมเป็นศิษย์ของท่าน ข้าจะกำจัดศิษย์ท่านก่อนแล้วจัดการท่านเป็นรายต่อไป โทษฐานที่ใช้วิชาสัปดน สร้างความอับอายให้แก่ชาวยุทธภพ!”

                ฝ่ามือผ่าทรายคำรามว่าเห็นด้วย

                ในที่สุดพวกเขาก็รู้แล้วว่าความลับของเจ้าสำนักห่านป่าผู้เลื่องลือคืออะไร

                ที่แท้ก็เป็นวิชานอกรีต รีดเร้นปราณจากศิษย์ของตนด้วยวิธีที่...อย่าพูดถึงเลย!

                เถ้าแก่โยวกลืนดินเข้าไปเต็มปาก สะอื้นไห้อย่างไร้สุ้มเสียงไร้น้ำตา

                สวรรค์...ข้าไม่เคยฝึกวิชาสัปดนอันใด มิใช่ชาวยุทธภพ และไม่อยากเป็นเจ้าสำนักบ้าบออะไรนั่นแล้ว!!

 

 

---------------------------------------------

รายละเอียดการเปิดจองจะประกาศให้ทราบเร็วๆ นี้  ท่านที่สนใจ กดเก็บเข้าชั้นกันไว้ หรือเวียนไปซื้อหา+อ่านเรื่องอื่นๆ ก่อนได้นะคะ

หมื่นลิขิต หนึ่งบุพเพ มีจำหน่ายรูปเล่มที่ เว็บไซต์สำนักพิมพ์ และ e-book บน meb >>ที่นี่<< ค่ะ

นักอ่านที่อยากกดติดตามข่าวสารอื่นๆ กดติดตามเพจเฟซบุ๊คที่ ลูซิน l Author และทวิตเตอร์ @lucindah17 ได้ เวลามีอัพเดทเกี่ยวกับงานเขียนและโปรโมชั่นในแต่ละช่วง เราจะนำไปแจ้งตามช่องทางต่างๆ นี้ค่ะ

 

และแน่นอน เพราะเรากำลังจะมีเล่มใหม่ ดังนั้นอย่าลืมฟอลกันไว้รอแจกของเฉพาะ follower แต่ละช่องทางนะคะ ;)

ขอขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ลูซิน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 76 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

201 ความคิดเห็น

  1. #122 Maylyunho (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 22:42
    เถ้าแก่ ท่านนั้นทั้งอับโชคและมีโชคไปพร้อมๆกัน จะหัวเราะหรือร้องไห้ให้ท่านดี
    #122
    0
  2. #113 kwangB (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 16:59
    เถ้าแก่โยวโชคดีตลอดจิง แต่ก็โชคร้ายตลอดเหมือนกัน55555555555
    #113
    0
  3. #91 Krathay (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 13:07
    เอาจริง เรื่องนี้จะเครียดก็เครียดไม่สุดอ่ะมันต้องมีฉากตลกแทรกมาตลอด บรรยากาศโคตรห่างไกลจาก2เรื่องก่อนหน้าเลย ไรท์เก่งมากเลยเขียนจักรวาลเดียวกันให้บรรยากาศและอารมณ์ตัวละครต่างกันได้ขนาดนี้👏
    #91
    0
  4. #79 R38912122 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 14:30
    ความโชคดีที่มาบนความโชคร้าย 55555 เหมือนหลี่หวางหลิงสนุกที่ได้แกล้งเถ้าแก่โยวอ่ะ
    #79
    0
  5. #18 ZoZo_Sakfah (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 มีนาคม 2563 / 10:50
    คือแบบขำปนสงสารเถ้าแก่อ่ะ ทำบุญบ้างรึเปล่าคะความซวยติดเป็นเงาเลย55555555 คือแอบเกร็งแทนเถ้าแก่โยวเลยอ่ะไม่อยากจะคิดถึงฉากบนเตียงเลยว่าเถ้าแก่จะกลัวโดนจับกินหรือกลัวโดนฆ่าทิ้งก่อน อยากรู้จริงๆว่าเถ้าแก่ไปทำอะไรถูกใจท่านแม่ทัพจนเค้ามาชอบขนาดนี้5555555555
    #18
    0
  6. #17 Ruruka Buta (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มีนาคม 2563 / 22:41
    - หมอบราบคาบแก้วบังคับ > แล้วบังคับ มั้ยอ่าา
    // เถ้าแก่ท่านพลาดแล้วหล่ะไปขอร้องพญามารให้ช่วยเนี่ย 5555 ท่านจะต้องมานึกเสียใจทีหลังแน่ๆ เถ้าแก่จะต้องคิดว่า รู้งี้ยอมเป็นหมอนปักเข็มให้เข็มฟ้าแทนดีกว่า // แม่ทัพหลี่มาช่วยปัดเข็มได้ทันเวลาพอดี แหมมมม อะไรจะมาได้พอเหมาะพอเจาะเวลาขนาดนี้กันนะ หรือเราจะคิดมากไปเองน๊าาาาา // นึกว่าพระเอกจะยังคงโก่งค่าตัวซะแล้ว ถ้าไม่โผล่มาเข้าซีนซักที จะลงเรือผีลำอื่นแทนไปพลางๆแล้วนะ 5555 // ตอนนี้อ่านไปยิ้มไปเหมือนคนบ้า ถึงกับต้องอ่านฉากที่ท่านแม่ทัพกระซิบกับเถ้าแก่หลายรอบมากกกกก ไม่ไหวแล้ว ฉากนี้มาแค่นิดๆ แต่ทำเรามโนต่อไปไกลล้าวววว
    #17
    2
    • #17-1 LucindaAuthor(จากตอนที่ 6)
      7 มีนาคม 2563 / 11:23
      ตรงนั้นมีเคาะวรรคหลัง แก้ว เน้อ แยกเป็นอีกประโยคไป // ทางเดียวกันไปด้วยกัน แต่ทุกคนเห็นตรงกันค่ะว่าเถ้าแก่ดวงตกขั้นสุดจริงๆ55
      #17-1
  7. #16 fai22149 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มีนาคม 2563 / 18:03
    ซวยซ้ำซวยซ้อน
    #16
    0