ร้อยเล่ห์พยัคฆ์ผูกชะตา [Nabu Publishing] *ตัวอย่างทดลองอ่าน*

ตอนที่ 5 : ตัวอย่างทดลองอ่าน: บทที่ 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 942
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 85 ครั้ง
    26 ธ.ค. 63

ตัวอย่างทดลองอ่าน

บทที่ 5

(ตีพิมพ์กับ Nabu Publishing)

 

                จวนสกุลหลี่อยู่ในเขตเหนือของเมืองหลวง จากตรอกตะวันตกที่ตั้งโรงเตี๊ยมห่านป่า มีถนนใหญ่ตัดผ่านสมเป็นจวนสกุลใหญ่ที่เก่าแก่ แสงตะวันทอดเงาลงต่ำแปรเป็นสีส้มทอผ่านแมกไม้ ถึงอากาศค่อนข้างร้อนแต่เถ้าแก่กลับขนลุกเล็กน้อย เกรงยิ่งนักว่าจะมีคนบ้าสักคนกระโดดมาขอท้าประลอง

                และพูดถึงหนึ่งในคนบ้าที่ว่านั้น...ระหว่างเดิน โยวอิ่งชวนขยับขาก้าวหนึ่งเป็นต้องเหลือบมองเฝิงลี่จินคราหนึ่ง

                เข็มฟ้าโลหิตคาบก้านหญ้าไว้ในปาก มือประสานที่ท้ายทอย บิดคอซ้ายทีขวาทียืดเส้นยืดสาย ท่วงท่าน่าหวาดระแวงนักว่าอยู่ๆ จะหันมาท้าตีท้าต่อยด้วยหรือไม่ หากมิใช่เพราะหัวคิ้วของอีกฝ่ายเอาแต่ขมวดครุ่นคิด เถ้าแก่คงวิ่งหนีเพื่อนร่วมทางผู้ไม่พึงประสงค์นี้ไปแล้ว

                “ข้าถามหน่อย” ในที่สุดเฝิงลี่จินก็เอ่ยปาก “จวิ้นอ๋องสำคัญมากเลยหรือ เหตุใดผู้อื่นต้องอยากฆ่าเขา”

                โยวอิ่งชวนเดาะลิ้นเบาๆ คิดหาคำอธิบาย “ที่จริงก็มิใช่บุคคลสำคัญหรอก”

                “...เจ้าสำนักล้อข้าเล่นรึ”

                เถ้าแก่ผู้กลัวตายได้แต่โบกไม้โบกมือกับรังสีเย็นเยียบที่แผ่ซ่าน “จวิ้นอ๋องเป็นเพียงพระนัดดาของฝ่าบาท ยศจวิ้นอ๋องก็เป็นแค่ฐานะลอยๆ มิได้มีตำแหน่งทางราชการอันใด”

                โดยทั่วไปพระโอรสขององค์หญิงมิอาจมีฐานันดรเทียบเท่าพระโอรสที่เกิดจากชินอ๋อง แต่เพราะฮ่องเต้เฉียนกวงทรงเอ็นดูพระนัดดาผู้นี้เหนือใคร จึงประทานตำแหน่งจวิ้นอ๋องให้เป็นกรณีพิเศษ

                สกุลลิ่วเป็นสกุลขุนศึก แต่จวิ้นอ๋องกลับไม่มีบทบาทใดๆ อยู่แต่ในเรือนประดุจบุปผางามที่ไม่อาจต้องแดดลม...ซึ่งถ้าฟังจากเสียงเล่าอ้างของพรรคพวกใน ‘สมาคม’ และจากที่เคยเห็น จวิ้นอ๋องก็งามจริงๆ นั่นแหละ...

                “เช่นนั้น” เฝิงลี่จินเลิกคิ้ว “หากมิใช่เพราะเขาไปรู้เรื่องที่ไม่ควรรู้ ก็คือถูกใช้เป็นเหยื่อล่อ?”

                เถ้าแก่โยวถอนหายใจ มิอาจกลบเกลื่อนความชื่นชมในความเฉียบไวของเข็มฟ้าโลหิตผู้นี้ได้

                “เขาเป็นพระนัดดาของฮ่องเต้ในวังทางโน้น” เฝิงลี่จินพยายามเรียบเรียง พลางพยักพเยิดไปทางวังหลวง “ดังนั้นคนที่คิดฆ่าเขา ก็คือท้าทายฮ่องเต้? แต่เขาเป็นลูกองค์หญิง ไม่น่าสำคัญนักมิใช่หรือ”

                “อย่างแรกเลย องค์หญิงใหญ่ผู้นี้เป็นพระขนิษฐาร่วมพระมารดาของฝ่าบาท จวิ้นอ๋องนับเป็นพระนัดดาแท้ๆ” โยวอิ่งชวนอธิบายให้ชาวยุทธ์ต่างถิ่นฟัง “แต่อย่างที่สอง ลือกันว่ารัชทายาทมิได้เย็นชากับญาติผู้น้องคนนี้มากนัก”

                “รัชทายาท” เฝิงลี่จินผุดยิ้มไร้สำนึก “ข้ารู้จัก ชื่อเสียงของเขาเลื่องลือไปทั้งทุ่งตะวันตก ว่ากันว่าเขาซัดหัวหน้าเผ่าแถบนั้นหมอบราบคาบแก้ว เท่านั้นไม่พอ ยังถึงขั้นทำให้สัตว์ประหลาดอย่างดาบคลั่งอู๋หมิงยอมเข้าทำเนียบได้!”

                มุมปากของโยวอิ่งชวนกระตุกนิดหน่อย ดาบคลั่งอู๋หมิงเป็นจอมยุทธ์ไร้สังกัดผู้ครองอันดับสอง ไม่ยุ่งกับใคร ไม่สนใจอำนาจ ว่ากันว่าในช่วงสามปีที่รัชทายาทอยู่มณฑลตะวันตก นอกจากเพราะโครงการขุดคลองบรรเทาภัยแล้ง ยังเพราะอยากถือโอกาสไปทักทายพวกชาวทุ่งหญ้า ดูจากที่ต่อมาอู๋หมิงยอมรับอันดับบนทำเนียบ ก็น่าจะหมายถึงฝ่ายนั้นเป็นผู้แพ้

                นึกถึงผู้สูงศักดิ์แห่งวังตะวันออกท่านนั้นคราใดเขาเป็นต้องขนลุกเกรียว ถ้าคนอย่างดาบคลั่งอู๋หมิงยังแพ้ได้ เจ้าสำนักอุปโลกน์อย่างเขาหรือจะกล้ามีปากเสียง!

                เฝิงลี่จินดูตื่นเต้นยิ่งกว่าเขาหลายเท่า “ข้าเข้าใจแล้ว จวิ้นอ๋องผู้นั้นมิได้สำคัญ ถ้ามิใช่เพราะรู้เรื่องที่ไม่ควรก็อาจเพราะถ้าฆ่าเขาได้ราชสำนักและรัชทายาทจะต้องหงุดหงิดใจไม่น้อย...แต่เช่นนี้มิได้แปลว่ามีปัญหาหรอกหรือ พวกสำนักด่านประจิมกล่าวหากลายๆ ว่าสกุลหลี่เป็นคนลงมือ แต่คนพวกนั้นก็เป็นขุนนางในราชสำนัก แล้วราชสำนักจะแตกคอกันเองทำไม”

                ในใจเถ้าแก่โยวก็อยากพูดเช่นกันว่าลอบทำร้ายเชื้อพระวงศ์ที่ไม่มีความสำคัญเช่นนี้ย่อมเป็นการข่มขู่และส่งสารท้าทายถึงราชสำนัก และหากมุ่งเป้าไปที่จวิ้นอ๋อง เป็นไปได้ว่าหัวหอกนั้นส่วนหนึ่งพุ่งตรงไปหารัชทายาท

                การหาตัวคนของกองพันเขี้ยวพยัคฆ์มิใช่เรื่องยากอย่างที่ผู้อื่นเข้าใจ สำหรับเขาแค่ออกไปนอกร้านก็เจอแล้ว หลังแจ้งข่าวไป แม้รู้ทั้งรู้ว่ามิใช่ปัญหาของเขา แต่ถ้าคนที่เดือดร้อนคือจวิ้นอ๋อง พระโอรสของผู้มีพระคุณ เขาก็ไม่อาจดูดาย

                หลายปีก่อนเมืองหลวงมิได้เป็นอย่างทุกวันนี้ และในยุคที่ไทเฮากับกลุ่มอำนาจสกุลหม่ายังแข็งแกร่ง ราชสำนักก็ไม่ได้เงียบสงบไร้ระลอกคลื่นดังที่เป็น ในช่วงที่ราชสำนักฟอนเฟะถึงขีดสุด สกุลของเขาจำต้องแบกรับความผิดที่มิได้ก่อเช่นเดียวกับสหายคนอื่นๆ ใน ‘สมาคม’ แต่ขณะที่ราชสำนักในกาลก่อนไม่เคยเหลียวแลการตัดสินโทษของพวกเขา องค์หญิงใหญ่ที่สมรสออกจากวังไปแล้วกลับให้ความสนใจต่อคดีไม่เป็นธรรมต่างๆ

                แม้เกิดจากไทเฮาพระองค์นั้น นางกลับแตกต่างจากพระมารดาอย่างสุดขั้ว เขาเป็นหนึ่งในคนที่นางช่วยไว้ เปลี่ยนชื่อแซ่ ลบประวัติ และไปจากเมืองหลวง เดิมทีจะจากไปตลอดชีวิตก็ได้ แต่เขายังคงกลับมา ยึดถือนางเป็นผู้มีพระคุณที่ให้ชีวิตใหม่ และอย่างน้อยเพื่อออกหน้าทำสิ่งเดียวกับที่นางเคยทำ ช่วยเหลือผู้อื่นดังที่เขาเคยได้รับความช่วยเหลือจากนาง...

                ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด เถ้าแก่โยวสัมผัสได้ว่าคนข้างๆ หยุดเดินอย่างกะทันหัน เมื่อหันมอง เห็นนัยน์ตาวาววับจับจ้องของเฝิงลี่จิน อาการจมดิ่งสงบนิ่งเมื่อครู่พลันกลายเป็นสะดุ้งเฮือกหวาดหวั่นทันตา

                “อ...อะไรรึ...” เวลาที่เข็มฟ้าจอมพูดมากมองหน้าแต่ไม่พูดนี้น่ากลัวยิ่งกว่าตอนตบโต๊ะผางๆ ขอท้าประลองอีก

                สายตาของเฝิงลี่จินเปล่งประกายเลื่อมใส

                เถ้าแก่โยวกระถดกายถอยห่างสองก้าว

                เฝิงลี่จินถูมือไปมา แววกระหายเลือดเด่นชัด ชนิดที่คนไม่มีวรยุทธ์อย่างเขายังมองออก “เสี้ยวหน้าท่านเจ้าสำนักเมื่อครู่ช่างเคร่งขรึมน่าเกรงขามนัก สมแล้ว สมแล้ว!”

                คน ‘เคร่งขรึมน่าเกรงขาม’ แข็งค้าง ถอยหลังอีกสองก้าว

                เฝิงลี่จินยกยิ้มพลางเดินตาม “วันนี้แหละ ไหนๆ ก็ออกมาข้างนอกแล้ว ท่านมาสู้กับข้าเถอะ!”

                คนได้รับคำท้าหลั่งเหงื่อเปียกโชกแผ่นหลัง รีบถอยห่างอีกก้าว

                “เถ้าแก่ มิต้องเกรงใจ ข้ามิได้จะชิงตำแหน่งผู้ดูแลทำเนียบจากท่าน อย่างไรเสียเป้าหมายของข้าก็คืออันดับหนึ่ง ตอนนี้ข้าแค่อยากประมือเล่นๆ สักหนก่อน”

                ป้าย ‘อันดับหนึ่ง’ ในอกเสื้อเย็นวาบขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล ไหนจะคำ ‘ประมือเล่นๆ’ ที่พัดพาลมหนาวสาดโครมเข้าหา

                เขามีชีวิตเดียว มีให้ ‘ประมือเล่นๆ’ ที่ใด ไปสู้กับมารดาเจ้าเถิด!

                โยวอิ่งชวนกำลังคิดจะชักแม่น้ำทั้งห้ามาเกลี้ยกล่อมคนบ้าการประลองที่หน้ามืดตามัวไปแล้ว ทันใดนั้นขาก็สะดุดรากไม้ เสียหลักเซไปด้านข้าง

                เข็มเล่มหนึ่งบินเฉียดใบหู ได้ยินเสียงแหวกอากาศดังลั่น ก่อนปักตรึงบนเปลือกไม้ด้านหลัง เสียงลำต้นฉีกขาดกังวาน ประกาศชัดถึงความคมและพลังฝีมือ

                โยวอิ่งชวนรู้สึกเหมือนตนเพิ่งหยุดหายใจ หางตาเหลือบมองเข็มยาวๆ ที่ปักอยู่บนต้นไม้ สีเลือดไหลวูบจากใบหน้าจนเหลือเพียงความขาวซีด

                เจ้าของอาวุธตบมือโห่ร้อง “หลบหลีกอาวุธของข้าได้อย่างง่ายดาย เช่นนี้ถึงจะสมเป็นท่านเจ้าสำนักที่ข้ายกย่อง!”

                ไม่ต้องมายกย่องข้า!

                เถ้าแก่โยวทำสิ่งที่คนปกติในสถานการณ์นี้พึงทำ นั่นคือ...วิ่ง!

                “อ๊ะ!” เฝิงลี่จินอุทานไล่หลัง “เถ้าแก่เจ้าสำนักจะไป...โอ๊ะ เจ้ามาทำอะไรตรงนี้น่ะ!?”

                เถ้าแก่โยวออกตัวอย่างว่องไว พุ่งไปตามถนนใหญ่สู่จวนสกุลหลี่ วิ่งไล่ตามแสงอัสดงสุดท้ายประหนึ่งเกรงว่าชีวิตนี้จะไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ตกดินอีกแล้ว แต่เมื่อสัมผัสได้ว่าคนด้านหลังมิได้ตามตนมาในทันที เขาก็แอบเหลียวหลัง ก่อนพบว่าเฝิงลี่จินกำลังโรมรันติดพันกับร่างสูงใหญ่ที่อยู่ๆ ก็ปรากฏตัวบนถนนเส้นเดียวกัน

                เถ้าแก่โยวชะลอฝีเท้า แม้จะไกลแต่ก็พอมองออกว่านั่นคือฝ่ามือผ่าทรายเซิ่งมู่ที่เพิ่งพ่ายแพ้อีกฝ่ายเมื่อคืน

                เฝิงลี่จินตะโกนลั่น “ฝ่ามือผ่าทราย อย่าขวางหนทางฝึกปรือวิชาของข้า!”

                “ฝึกวิชาอันใด เย็บผ้ารึ!”

                “หนอย! ถูกข้าแทงพรุนเป็นเม่นแล้วยังปากดี! เจอกันอีกทีไหมล่ะ!”

                “ได้ซี่ มาดูว่าคราวนี้เข็มกระจอกๆ ของเจ้าจะหักกี่ท่อน!”

                โยวอิ่งชวนก้มตัวสูดหายใจ กำลังคิดว่าคงรอดพ้นคราวเคราะห์แล้ว แต่หลังได้หายใจคล่องคอแค่สองเฮือก ครั้นเงยหน้า เขากลับเห็นภาพที่น่ากลัวจนขวัญบิน

                สองจอมยุทธ์แดนตะวันตกพร้อมใจกันพุ่งตรงมาหา อยู่ๆ ก็สมัครสมานสามัคคีจนน่าทึ่ง

                “ท่านเจ้าสำนัก!” เฝิงลี่จินตะโกนนำมา ฝีเท้าเร็วกว่าฝ่ามือผ่าทรายหนึ่งช่วงตัว “พวกข้าตกลงกันแล้ว ท่านมาสู้กับพวกข้าคนละรอบก่อน แล้วเดี๋ยวพวกข้าค่อยไปประลองกันเองทีหลัง ดีหรือไม่!”

                คำตอบของโยวอิ่งชวน...แน่นอนว่าย่อมเป็นการหันหลังวิ่งฝุ่นตลบ

                มารดามัน แบบไหนก็ไม่ดีทั้งนั้นแหละ!!

                

 

 

                ข้ารับใช้ในจวนสกุลหลี่ต่างยืนนิ่ง หลายคนสะดุ้งเฮือกหวาดหวั่นทันทีที่สายตาเย็นชากวาดมาสบกับตน แต่เจ้าของนัยน์ตาเย็นเยียบคู่นั้นไม่สนใจผู้ใด ก้าวเข้าไปทางประตูหน้าตรงๆ ประหนึ่งไม่พรั่นกลัวสิ่งใดทั้งสิ้น

                ไม่ได้กลับมาหลายปี จวนแห่งนี้ไม่เปลี่ยนไปเลย

                หลี่หวางหลิงปรายตามองบึงบัวของสวนกลาง หลังเหยียบย่างเข้ามาก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแปลงดอกไม้ที่ผลิดอกสีส้มสลับเหลืองทางหมู่เรือนตะวันออก หากมองด้วยสายตาเป็นธรรม นับเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เลวทีเดียว

                แต่เขาไม่เคยมีใจชื่นชมที่แห่งนี้ เพราะรู้ดีว่าในความงามที่รายล้อมรอบกายซุกซ่อนโครงกระดูกแบบไหนเอาไว้

                ทั่วทุกหนแห่งล้วนสลักไว้ด้วยความทรงจำในวัยเด็กยามหลบหนีข้ารับใช้ที่ทำร้ายเขาตามคำสั่งของหลี่ซ่งจือ พี่ชายต่างมารดาที่น่าชังผู้นั้นเกลียดชังเขาอย่างไม่มีเหตุผลตั้งแต่แรกเกิด ความทรงจำที่เขามีต่อจวนแห่งนี้จึงมีเพียงเลือด บาดแผล เปลวไฟ และการเอาตัวรอดเพียงลำพัง

                หลี่หวางหลิงละสายตาจากบึงและเดินผ่านซุ้มประตูวงกลมเข้าสู่ลานเรือนกลางโดยไม่แยแสสายตาผู้ใด แต่ก็ยังเห็นพวกบ่าวหลบอยู่ตามมุมสวนหรือเรือนด้านข้าง...ว่าไปแล้วถ้าพูดถึงความเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคงเป็นบ่าวในจวนสกุลหลี่ คนพวกนี้ไม่กล้าโงหัวสบตาเขาตรงๆ อีกแล้ว ไม่เหมือนสมัยก่อนที่คิดแต่จะกรากเข้ามาหาเรื่องเขาเพื่อเอาใจคุณชายใหญ่อย่างหลี่ซ่งจือ

                ในความเงียบมีเพียงเสียงฝีเท้าสม่ำเสมอย่ำผ่านระเบียงที่เชื่อมโถงหน้าไปยังเรือนชั้นใน ฟ้าด้านนอกเริ่มโรยแสงอย่างช้าๆ เสี้ยวหน้าของผู้มาเยือนจึงกลืนไปกับเงาดำ ดูลี้ลับน่าเกรงขาม

                หลี่หวางหลิงตรงไปยังเรือนเล็กได้โดยสะดวก ตลอดทางไม่มีผู้ใดกล้าขวาง ยิ่งเข้าใกล้ เขาก็เห็นแสงเรื่อเรืองส่องทะลุหน้าต่างได้ชัดเจนขึ้น ราวกับดวงแสงเล็กจ้อยของหิ่งห้อยที่ดิ้นรนฝ่าความมืด และเห็นเงาคนสองคนในเรือน

                “...ไม่รับอาหารและไม่รับน้ำ คิดจะทรมานตัวเองจนตายหรือ” น้ำเสียงปั้นแต่งความเวทนาที่ไม่อาจปกปิดเจตนาเย้ยหยันลอยมาตามลม “จวิ้นอ๋อง จวนสกุลหลี่ไม่อาจรับคำครหาว่าแล้งน้ำใจ ท่านช่วยกินอะไรหน่อยเถิด”

                “ไม่!”

                แม่ทัพแห่งกองพันเขี้ยวพยัคฆ์ได้แต่ถอนใจระอา เขาทราบข่าวจากผู้ใต้บัญชาก่อนแล้วว่าหลี่ซ่งจือถึงกับทำเรื่องอุกอาจ ‘บังคับเชิญ’ จวิ้นอ๋องมา พฤติกรรมต่ำช้าพรรค์นี้คงมีแต่สกุลหลี่ที่กล้าทำ เขามิอยากยุ่งเกี่ยวเพราะรู้ว่าจวิ้นอ๋องเอาตัวรอดเองได้โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องออกหน้า และถึงรัชทายาทไม่ออกคำสั่งตามมา เขาก็คิดจะมาพาตัวคนออกไปอยู่แล้ว

                มิเช่นนั้น ตามที่คนใต้บัญชาซึ่งเฝ้าอยู่รอบๆ ตรอกตะวันตกรายงาน...คนอ่อนด้อยไร้วรยุทธ์ผู้นั้นอาจหาเรื่องใส่ตัว

                มุมปากที่เดิมนิ่งสนิทยกขึ้นบางๆ ทว่าเมื่อมองไปยังผู้ที่ขวางทาง สีหน้าเย็นชาก็กลับคืนมาทันที

                “ค...คุณชายรอง” พ่อบ้านอาวุโสเอ่ยเสียงสั่น “ตอนนี้...คุณชายใหญ่กำลังพูดธุระ...”

                หลี่หวางหลิงบิดมุมปากยกยิ้ม หลังเรื่องในปีกวงซวีที่ยี่สิบผ่านไป คนในจวนแห่งนี้ถึงจำใจเรียกเขาว่า ‘คุณชายรอง’ “ธุระของข้าก็คล้ายๆ เขา...หลีกไป”

                แม้มิได้ใส่อารมณ์หรือขึ้นเสียง แต่คำ ‘หลีกไป’ พร้อมสายตาแข็งกร้าวนั้นก็ทำให้พ่อบ้านขาสั่นได้

                ทว่าถ้าขืนหลีกตอนนี้ ต่อไปก็ไม่ต้องเรียกตัวเองว่าพ่อบ้านแล้ว!

                หลี่หวางหลิงเลิกคิ้วเล็กน้อย “น่าสนใจ...เจ้ารู้หรือไม่ว่าถึงข้าเอากระบี่เสียบเจ้าแล้วทิ้งลงบึงสวยๆ นั่น ก็ไม่มีใครในจวนหลังนี้แก้แค้นให้เจ้าหรอกนะ”

                พ่อบ้านขบฟันทั้งที่ริมฝีปากสั่นเทาชัดเจน “ข...ข...ข้า...”

                หลี่หวางหลิงเหลือบมองอีกฝ่าย เห็นเงาวูบไหวเมื่อพ่อบ้านกระโจนเข้าขวาง เขาสะบัดมือ ร่างนั้นกระเด็นหวือ เสียงกระแทกดังเสียดหู ทำให้บทสนทนาในห้องชะงัก จากนั้นเขาจึงเปิดประตูได้อย่างสะดวกดาย

                ดวงตาที่จ้องตรงมาลุกโชนด้วยความประหลาดใจ แต่พริบตาเดียวก็แปรเป็นชิงชัง เปลี่ยนใบหน้าสุขุมนุ่มนวลที่สตรีทั่วเมืองหลวงกล่าวขานด้วยความเลื่อมใสให้กลายเป็นมารร้าย

                หลี่หวางหลิงยกยิ้มเชื่องช้า นี่แหละใบหน้าที่แท้จริงใต้หน้ากากที่แสร้งวางท่าสูงส่งของหลี่ซ่งจือ พี่ชายร่วมบิดาที่เขาชังน้ำหน้าตั้งแต่จำความได้

                “บังอาจนัก!” หลี่ซ่งจือตวาดกร้าว “บุกรุกเข้ามาตามอำเภอใจ ไม่มีใครสั่งสอนมารยาทรึ!”

                “ข้าไม่ยักรู้ว่าการกักขังคนโดยไม่เต็มใจนับเป็น ‘มารยาท’” หลี่หวางหลิงลากเสียงเชื่องช้า “และไม่ยักรู้ว่าการช่วยผู้อื่นจำเป็นต้องมี ‘มารยาท’ ด้วย”

                คำเสียดสีนี้เรียกสีหน้าบิดเบี้ยวให้เด่นชัดขึ้น แต่เขาไม่ใส่ใจ และเลื่อนสายตาไปยังอีกคนที่ยืนอยู่กลางเรือน

                เรือนร่างสูงโปร่งนั้นแม้จะเล็กกว่าเขาและหลี่ซ่งจือ ทว่าแผ่นหลังกลับยืดตรง ไหล่ทั้งสองแฝงความทะนงไร้ซึ่งแววจำยอม แม้ผิวกายนวลลออดวงหน้าอ่อนเยาว์ มองภายนอกดูไร้เรี่ยวแรงต่อต้าน แต่ประกายโชติช่วงในแววตาที่จ้องหลี่ซ่งจือกลับฉายความโกรธเกรี้ยวดุดัน เมื่อพิจารณารอบๆ ที่เต็มไปด้วยซากสำรับและน้ำที่หกเรี่ยราดโดยที่ไม่มีส่วนใดเฉียดเปื้อนปลายเท้า ก็ราวกับคนผู้นี้เป็นเซียนน้อยที่ไม่อาจแปดเปื้อนโลกีย์

                นี่คือจวิ้นอ๋องลิ่วเนี่ย พระนัดดาของฮ่องเต้ และพระโอรสเพียงหนึ่งเดียวขององค์หญิงใหญ่

                แววตาดุดันที่มองหลี่ซ่งจืออ่อนลงเมื่อสบกับผู้มาใหม่ หลี่หวางหลิงจึงก้มศีรษะพยักหน้าตามธรรมเนียม “จวิ้นอ๋อง”

                ริมฝีปากบางเม้มสนิท แต่หลี่หวางหลิงไม่คิดถือสา กล่าวโดยไม่อ้อมค้อมว่า “ข้ามาเชิญจวิ้นอ๋องกลับ” และเลื่อนสายตาไปทางหลี่ซ่งจือ จ้องแน่วนิ่ง “...ตามคำสั่งของรัชทายาท”

                ฟังคำ ‘รัชทายาท’ จบ ประกายหนึ่งพลันวาบขึ้น แต่พริบตาก็เลือนหาย

                หลี่ซ่งจือแค่นยิ้มเย้ยหยัน จำต้องรามือโดยไม่อาจโต้แย้ง

                “ข้าจะไปเยี่ยมท่านใหม่ และจะทำให้ท่านพูดให้ได้ว่าคนผู้นั้นเป็นใคร!” ยามเบือนมอง สายตาของหลี่ซ่งจือแฝงความมุ่งร้ายจนใบหน้าของจวิ้นอ๋องนิ่งขึงเย็นชา จากนั้นเจ้าตัวก็สะบัดแขนเสื้อจากไป

                คล้อยหลังคนพาล ลิ่วเนี่ยคลายจากอาการแข็งกร้าว ร่างซวนเซเล็กน้อย แต่เพียงชั่วขณะก็ยืนนิ่งดังเดิมได้ มือทั้งสองประสานกันเบื้องหน้า ริมฝีปากเม้มสนิทราวกับกำลังข่มกลั้นอารมณ์

                หลี่หวางหลิงมองนิ่งๆ โดยไม่ยื่นมือเข้าช่วย เขารู้ว่าเนื้อแท้ของคนผู้นี้มิใช่กิ่งหลิวบอบบางดังที่เห็น

                “พวกเขาทำสิ่งใดให้ท่านลำบากใจหรือไม่” หลี่หวางหลิงเอ่ยถาม “เรื่องเป็นมาอย่างไรกันแน่”

                ลิ่วเนี่ยส่ายศีรษะช้าๆ “พวกเขาบุกมาที่เรือน...พยายามจะให้ข้าพูดความจริงว่าคนที่ช่วยข้าเป็นใคร กล่าวหาว่าข้าซ่อนคนไว้ และยังโกรธแค้นที่ถูกหยามหน้าถึงจวน”

                คำตอบเป็นไปตามคาด สกุลหลี่ไม่น่าใช่คนที่ลงมือต่อจวิ้นอ๋อง “มีสิ่งใดผิดปกติอีกหรือไม่”

                ลิ่วเนี่ยคลี่ยิ้มจางๆ แวบหนึ่งนัยน์ตาหงส์เรียวยาวฉายประกายลี้ลับ “ไม่มี...ขอบคุณแม่ทัพหลี่ที่เป็นธุระมาช่วยข้า”

                หลี่หวางหลิงสังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายอย่างใกล้ชิด ใบหน้างดงามเป็นเอกนั้นติดจะซีดขาว แต่โดยรวมยังสงบนิ่งมั่นคง กระทั่งแววตายังไม่ปรากฏความอ่อนล้า จนเขามิอาจไม่นึกชื่นชม

                จวิ้นอ๋องผู้นี้อายุเพียงสิบเก้าปี กลับอดทนต่อทุกสิ่งอย่างเยือกเย็น โดยเฉพาะการปฏิบัติอย่างเลวร้ายจากสกุลของตน

                องค์หญิงใหญ่เป็นหนึ่งในเชื้อพระวงศ์หญิงที่ต้องสมรสกับขุนพลด้วยเหตุผลทางการเมือง แต่หลายปีผ่านไปกลับยังไม่มีวี่แววว่าจะทรงพระครรภ์ เมื่อสกุลลิ่วขอแต่งภรรยาคนที่สองเสมือนตบพระพักตร์นางและหยามเกียรติราชวงศ์ หลังอนุผู้นั้นแต่งเข้ามา องค์หญิงใหญ่จึงย้ายออกจากจวนสกุลลิ่วไปพำนักยังจวนส่วนตัวนอกเมือง

                แต่ภายในสองปีอนุกลับให้กำเนิดบุตรชายติดๆ กัน หลายปีผ่านไปคุณชายสามลิ่วเนี่ยแห่งจวนแม่ทัพปราบทักษิณค่อยถือกำเนิดท่ามกลางความเย็นชาร้าวฉานระหว่างลิ่วเหยาและองค์หญิงใหญ่ และข้อครหาที่คนภายนอกได้แต่ซุบซิบแต่ไม่กล้าพูดออกมาดังๆ ด้วยเหตุนี้ต่อให้หลี่ซ่งจืออยาก ‘เชิญ’ จวิ้นอ๋องไปหรือเหยียดหยามเขาแค่ไหน ลิ่วเหยาก็เมินเฉยได้ จนทั่วเมืองหลวงรู้กันหมดว่าแม่ทัพลิ่วปฏิบัติต่อบุตรคนที่สามที่สูงศักดิ์กว่าใครอย่างเย็นชา

                บางส่วนของคนผู้นี้คล้ายคลึงกับตนนัก เป็นบุตรที่ไม่พึงปรารถนา และหากพลาดพลั้งอาจถูกบดขยี้ในพริบตาได้

                “จวิ้นอ๋อง ไยจึงต้องปกปิดเรื่องของคนผู้นั้น” หลี่หวางหลิงถามตรงๆ

                แววตาของลิ่วเนี่ยทอประกายวูบหนึ่งก่อนเลือนหาย เข้าใจคำถามที่ไม่มีหัวท้ายนี้ทันที

                มุมปากของแม่ทัพหลี่ยกขึ้นเล็กน้อย แต่ก็มิอาจใช้คำว่าเป็นมิตรได้เต็มปาก “เรื่องครานี้วุ่นวายใหญ่โตเพราะคนสำนักด่านประจิมผู้นั้น เขาสังหารศัตรูตายคาที่เกือบหมด ที่ยังพอหายใจได้ก็ตายแล้ว พวกข้ามิอาจสอบปากคำศพ ไม่มีเบาะแสสาวไปถึงตัวคนบงการสังหารท่านอีก ถึงขนาดนี้แล้วท่านยังคิดจะขัดขวางข้า เก็บงำร่องรอยของเขาไว้อีกหรือ”

                “เขาเป็นเพียงคนจร ย่อมมิได้เกี่ยวข้องกับข้าหรือความเคลื่อนไหวในเมืองหลวง”

                “ท่านไปบอกองค์ชายใหญ่เอาเองเถิด” หลี่หวางหลิงโบกมือตัดบท รอยยิ้มเชือดเฉือนเด่นชัดขึ้น “กล่าวเช่นนี้ แสดงว่าท่านยังไม่เห็นกำแพงจวนแห่งนี้กระมัง”

                “กำแพง?” นัยน์ตาของลิ่วเนี่ยหรี่วูบกังขา

                แม่ทัพแห่งกองพันเขี้ยวพยัคฆ์ค้อมศีรษะตามมารยาทและทำมือบอกให้ตามมา กึ่งมีมารยาทกึ่งโอหังจนลิ่วเนี่ยนิ่งงันวางสีหน้าไม่ถูก

                “...รัชทายาทขอให้ท่านมาช่วยข้าหรือ” ระหว่างนั้น คนที่เดินตามหลังถามเรียบๆ

                หลี่หวางหลิงเหลือบมอง “ใช่ และไม่ใช่”

                แม้จะทำตามคำสั่ง แต่เขาไม่จำเป็นต้องขยายความถึงขนาดที่ว่าแท้จริงแล้วตนมาที่นี่ก่อนคำสั่งอีกกระมัง

                ขณะออกมาตามทางเดิม หลี่หวางหลิงสัมผัสได้ว่ามีสายตาหลายคู่ในจวนมองอยู่ห่างๆ ประหนึ่งมองภูตผีปีศาจผ่านหน้า แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาขวางสุ่มสี่สุ่มห้า

                น่าขันยิ่ง ในกาลก่อน คนเหล่านี้ล้วนรังเกียจที่เขามีชาติกำเนิดต่ำต้อย แต่ยามนี้กลับรังเกียจที่เขาฐานะสูงส่งเกินไป

                อยู่ๆ เงาร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งพลันพุ่งมาจากด้านข้าง เกาะขาและร้องเรียกเสียงใส “ท่านอา!”

                หลี่หวางหลิงชะงัก ก้มมองเจ้าของเสียงที่สูงเพียงต้นขา และแทบออกเสียงคำว่า ‘อา’ ได้ไม่เต็มปากนั้น

                หลังสายตาปรับจนชินกับความมืด ประกอบกับเห็นสตรีที่วิ่งตามมามีสีหน้าตื่นตระหนก เขาจึงรู้ทันทีว่าเป็นใคร

                “ผิงเอ๋อร์ มานี่!” สตรีนางนั้นรีบดึงร่างบุตรชายไปกอดแน่น ขณะที่หลี่ซ่งผิง หลานชายแท้ๆ ของเขากะพริบตางุนงง

                นางมองเขาอย่างหวาดระแวง แต่เขามิได้ใส่ใจกระทั่งพยักหน้าทักทาย และเดินผ่านพวกนางสองแม่ลูกไปเงียบๆ

                “ท่านอา...?”

                หลี่ซ่งผิงยังร้องเรียก แต่หม่าซิ่วหนี่มารดาของเด็กน้อยรีบส่งเสียงปรามแล้วย่ำจากไป ไม่นานฝีเท้าก็จางหาย

                อันที่จริงเขามิได้มีเรื่องบาดหมางกับนางโดยตรง และมิได้จงเกลียดจงชังเด็กน้อยผู้เป็นหลาน แต่นั่นคือลูกของหลี่ซ่งจือ ไม่นับว่ามารดาของหลี่ซ่งผิงเป็นหลานสาวคนหนึ่งของสกุลหม่า เมื่อหลายปีก่อนที่กลุ่มอำนาจสกุลหม่ายังเรืองอำนาจ นางยังชูคอว่าตนเป็นคุณหนูสกุลใหญ่ นับตั้งแต่แต่งเข้ามาก็มิเคยเห็นหัวผู้ใด จนเกิดสงครามในปีกวงซวีที่ยี่สิบ จนกิ่งก้านสาขาของสกุลหม่าค่อยๆ ถูกลิด และเขาก้าวออกจากเงาของสกุลหลี่ นางถึงเปลี่ยนท่าทีเป็นหวาดกลัวจนตัวสั่นทุกครั้งที่เห็นกัน

                แต่หลี่ซ่งผิงกลับเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาดจนน่าเสียดาย เขาจำได้ว่าเคยพบอีกฝ่ายครั้งเดียวเท่านั้น ถึงตอนนี้เด็กนั่นก็ยังไม่ลืมว่าเขาเป็นใคร

                แปลกนัก...เขานึกถึงสัมผัสอ่อนนุ่มที่เกาะติดตนอย่างบริสุทธิ์ใจ ยอมรับว่าไม่คุ้นชิน แต่ก็มิได้ย่ำแย่เช่นกัน

                ตะวันนอกชายคาจวนโรยแสง ทุกหนทุกแห่งแดงฉานประดุจทาทับด้วยเลือด ลิ่วเนี่ยหันมองเงาตะคุ่มของจวนโอ่อ่าเบื้องหลัง ก่อนเหลียวมองร่างสูงของคนด้านข้างที่วางตัวเหินห่างเมินเฉยต่อทุกคน

                “เขามิใช่ประมุขน้อยนอกด่านที่คนร่ำลือกันนั้น” ในที่สุดลิ่วเนี่ยก็เอ่ยปาก

                เสี้ยวหน้าคมคายเบือนกลับมานิดหน่อย รอยยิ้มอ่านไม่ออกปรากฏขึ้น “ข้าทราบ และองค์ชายใหญ่ก็ทรงทราบดี ด้วยเหตุนี้จึงอยากพบเขา”

                “เพราะอะไร”

                ไม่มีคำตอบจากคนที่เดินนำ ก่อนหน้านี้ลิ่วเนี่ยไม่เคยเผชิญหน้ากับแม่ทัพหลี่แห่งกองพันเขี้ยวพยัคฆ์ตรงๆ ทว่าขอแค่เป็นชาวเมืองหลวงย่อมต้องเคยได้ยินชื่อเสียงอัปมงคลแต่แรกเกิดของคนผู้นี้ หลังกลายเป็นผู้บัญชาการกองพันที่รับใช้ฝ่าบาทและรัชทายาท ชื่อเสียงคาวเลือดก็ยิ่งขจรขจาย

                เมื่อครู่ที่ได้สนทนากัน ลิ่วเนี่ยรู้ทันทีว่านี่มิใช่บุคคลที่จะแยแสความเป็นความตายของผู้ใด ที่กล่าวว่ามาช่วยตนตามคำสั่งรัชทายาทคือหมายความตามนั้นทุกประการ มิได้มาด้วยมโนธรรมคุณธรรมใดๆ ทั้งสิ้น

                แสงสีส้มแดงสาดย้อมใบหน้าด้านข้างที่ไร้อารมณ์ ประหนึ่งเก็บงำเรื่องราวมากมายไว้ข้างใน

                แต่ลิ่วเนี่ยเข้าใจ คนทั่วเมืองหลวงล้วนทราบ จวนสกุลหลี่ไม่เคยปฏิบัติต่อบุตรนอกสมรสผู้นี้ในฐานะบุตรชาย...และอาจถึงขั้นมิได้ปฏิบัติอย่างมนุษย์ด้วยซ้ำ มิใช่เรื่องแปลกเลยหากอีกฝ่ายจะเติบโตมาเป็นคนด้านชาไร้หัวใจ

                จวิ้นอ๋องลอบถอนใจเมื่อก้าวพ้นประตูจวนสกุลหลี่ กำลังจะหันไปถามถึงเรื่อง ‘กำแพง’ ที่ว่า แต่แล้วอยู่ๆ พวกเขาก็ได้ยินเสียงเอะอะตรงมาทางนี้ ลอยมาตามถนนด้านหน้าจวน ราวกับ...ใครสักคนกำลังต่อสู้กัน

                พระนัดดาของฮ่องเต้เงี่ยหูฟัง หัวคิ้วขยับเบาบางอย่างฉงน

                “จวิ้นอ๋อง ขอตัวไปทำธุระสักครู่ แล้วเราค่อยสนทนากัน”

                ลิ่วเนี่ยหันขวับไป เพราะทันทีที่พูดจบ ร่างสูงตระหง่านที่ก่อนหน้ายังเดินอย่างเอื่อยเฉื่อยไม่แยแสสิ่งใดก็พุ่งวูบหายไปในเงาแสงสีแดงฉาน รวดเร็วจนมองตามเกือบไม่ทัน

                นัยน์ตาหงส์เรียวยาวหรี่ลงอย่างฉับพลัน ตลอดมาลิ่วเนี่ยไม่เคยประเมินใครผิดไป ทว่าในพริบตาที่เห็นร่างสูงของคนที่ตนเพิ่งวิจารณ์ในใจว่า ‘มิใช่บุคคลที่จะแยแสความเป็นความตายของผู้ใด’ มุ่งตรงไปทางต้นเสียงอย่างไม่ลังเล เขาก็ได้แต่นิ่งขึงแปลกใจ...ว่าที่แท้บางทีตนอาจมีวันที่มองคนพลาดได้เช่นกัน

 

 

----------------------------------

รายละเอียดการเปิดจองจะประกาศให้ทราบเร็วๆ นี้  ท่านที่สนใจ กดเก็บเข้าชั้นกันไว้ หรือเวียนไปซื้อหา+อ่านเรื่องอื่นๆ ก่อนได้นะคะ

หมื่นลิขิต หนึ่งบุพเพ มีจำหน่ายรูปเล่มที่ เว็บไซต์สำนักพิมพ์ และ e-book บน meb >>ที่นี่<< ค่ะ

นักอ่านที่อยากกดติดตามข่าวสารอื่นๆ กดติดตามเพจเฟซบุ๊คที่ ลูซิน l Author และทวิตเตอร์ @lucindah17 ได้ เวลามีอัพเดทเกี่ยวกับงานเขียนและโปรโมชั่นในแต่ละช่วง เราจะนำไปแจ้งตามช่องทางต่างๆ นี้ค่ะ

 

และแน่นอน เพราะเรากำลังจะมีเล่มใหม่ ดังนั้นอย่าลืมฟอลกันไว้รอแจกของเฉพาะ follower แต่ละช่องทางนะคะ ;)

ขอขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ลูซิน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 85 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

201 ความคิดเห็น

  1. #121 Maylyunho (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 21:52
    ชีวิตยิ่งกว่าแขวนไว้บนเส้นด้สย สงสารเถ้าแก่
    #121
    0
  2. #112 kwangB (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 16:20
    อิ๋งชุนน่าเอนดุมากๆๆๆๆๆๆ
    #112
    0
  3. #78 R38912122 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 14:15
    คิดถึงพี่อิ๋งกับน้องไป๋จังเลยยยย

    จะงานเข้าเถ้าแก่โยวมั้ยนะ
    #78
    0
  4. #15 Ruruka Buta (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 มีนาคม 2563 / 20:49
    คำผิดครัช
    - ทั่วไปใม่มีผิด > ไม่มี

    - ลมเสียดอด > ลมเสียดอก

    - ทั้งทั่วกายเย็นยะเยือก > อันนี้ไม่แน่ใจว่าไรท์พิมพ์สลับ ต้อง 'ทั่วทั้งกาย' หรือว่าไรท์ตั้งใจเขียน 'ทั้งทั่วกาย' หว่า
    - ยังไม่มีกล้าหยิบเรื่องนี้ > น่าจะพิมพ์ตก "ยังไม่มีใครกล้า" รึป่าวหว่า
    #15
    2
    • #15-1 LucindaAuthor(จากตอนที่ 5)
      4 มีนาคม 2563 / 11:27
      ขอบคุณสำหรับคำผิดค่ะ // ทั้งทั่วน่าจะลั่น55 แก้เป็นแบบปกติดีกว่าเนอะ // ความวิบัติยังดำเนินต่อไป เถ้าแก่ก็เสี่ยงตายไปทุกตอน เถ้าแก่ฉากหน้าไม่มีอะไร ฉากหลังเขาลับมีดกันจนจะตายแล้วค่ะ ฮาา แต่คาดว่าหย่อนไว้ครบแล้ว จะไม่สาดปมเพิ่มแล้วล่ะ
      #15-1
  5. #14 Ruruka Buta (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 มีนาคม 2563 / 20:44
    ไม่รู้จะหัวเราะหรือสงสารเถ้าแก่โยวดีนะ เรื่องราวเหมือนจังหวะซิทคอมของชีวิตเถ้าแก่จะมีชีวิตยืนยาวยันแก่มั้ยนะ 5555 แต่เนื้อเรื่องดูมีความลึกลับซ่อนปม จุดประสงค์ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดูน่าสงสัยมากกกก เพิ่มเติมความปริศนาของประมุขน้อย ไหนจะท่านลุงเสี่ยวเอ้อร์ ท่านลุงดูรู้ทุกอย่าง ที่ถูกส่งมาเฝ้าดู เอ๊ะ หรือมาปกป้องเถ้าแก่ดีนะ อ่านไปนี่ต้องค่อยๆคิดตามเรียบเรียงเรื่องราวในหัวเลยอะ // กรี๊ดกร๊าดน้องไป๋กะพี่อิ๋งก็มาให้หายคิดถึง เพิ่มเติมเจ้าหนูอิ๋งชุนแสนน่าเอ็นดู งุ้ยๆ
    #14
    0