[Pre-order] ร้อยเล่ห์พยัคฆ์ผูกชะตา [Nabu Publishing] *ตัวอย่างทดลองอ่าน*

ตอนที่ 4 : ตัวอย่างทดลองอ่าน: บทที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,150
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 105 ครั้ง
    26 ธ.ค. 63

ตัวอย่างทดลองอ่าน

บทที่ 4

(ตีพิมพ์กับ Nabu Publishing)

 

             สำหรับเถ้าแก่โยว แม่ทัพหลี่คือผู้ชำนาญการทำให้คนตกใจตายโดยแท้จริง คนผู้นั้นชอบทำตัวเป็นปริศนา มาโดยไม่ให้สุ้มให้เสียง แล้วยังกล้าเอาความเดือดร้อนมาโยนใส่มือเขาหน้าตาเฉย!

                หลังจากที่เขาสับสนมึนงง ไม่เข้าใจสาเหตุแห่งการมาเยือนเมื่อวานอยู่ครึ่งคืน สายวันถัดมาหลังเงี่ยฟังข่าวซุบซิบของพวกพี่น้องใน ‘สมาคม’ จึงปะติดปะต่อได้ว่าเมื่อคืนมีเรื่องใหญ่ระดับที่แม้แต่ลูกค้าในโรงเตี๊ยมโทรมๆ...แค่ก โรงเตี๊ยมเล็กๆ ของเขายังยกมาสนทนากัน นั่นคือเหตุลอบสังหารจวิ้นอ๋องลิ่วเนี่ย

                เรื่องนี้นับเป็นข่าวใหญ่ใน ‘สมาคม’ ของพวกเขา เพราะทุกคนต่างยึดถือองค์หญิงใหญ่เป็นผู้มีพระคุณ นอกจากจวิ้นอ๋องเป็นพระนัดดาสายตรงเพียงหนึ่งเดียวของโอรสสวรรค์ ยังเป็นพระโอรสของผู้มีพระคุณของพวกเขา

                “แต่เล่ากันว่าคนสำนักด่านประจิมไปช่วยไว้” พรรคพวกคนหนึ่งกระซิบกระซาบ

                “พวกผู้เร้นกายมาเมืองหลวงรึ!”

                “ใช่แล้ว” เสียงเดิมกดต่ำ ฟังดูลี้ลับน่าเกรงขาม “เมื่อครึ่งปีก่อนยังพูดกันอยู่เลยว่าประมุขน้อยแห่งสำนักด่านประจิมกำลังไล่ล่าป้ายอันดับ ระยะนี้เพิ่งได้ยินอีกว่าเขาหมายตาแต่ป้ายหยกอันดับหนึ่ง รับรองว่าอันดับหนึ่งต้องลำบากแน่!”

                “โอ ต้องเป็นการต่อสู้ที่สะเทือนฟ้าดินแน่นอน!”

                แอบฟังถึงตรงนี้ ผู้ถือครอง ‘ป้ายหยกอันดับหนึ่ง’ โดยไม่ตั้งใจก็เอาหัวโขกโต๊ะหนึ่งที

                “วุ้ย เถ้าแก่ทำอะไรเนี่ย!”

                โยวอิ่งชวนโงหัวขึ้นมา ฉีกยิ้มบิดเบี้ยวแล้วส่ายหน้า “อะไร ข้าแค่ลื่นน่ะ ลื่น!”

                คนใน ‘สมาคม’ สบตากันแล้วยักไหล่ หลังซุบซิบกันจนสาแก่ใจถึงแยกย้ายไปทำมาหากิน ร้านคึกคักจนถึงช่วงบ่ายคล้อย แต่เถ้าแก่ที่นั่งกอดไหสุราอยู่มุมร้านกลับหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างหาได้ยาก สีหน้าปานมีคนทวงหนี้ยืนคุมอยู่ข้างหลัง

                เถ้าแก่โยวถอนใจ มิใช่คนทวงหนี้หรอก เป็นเงาพญามารที่ทำให้เขามีลางอายุสั้นต่างหาก!

                โยวอิ่งชวนกระแทกไหสุราลงบนโต๊ะ ส่งเสียงกึงคราหนึ่ง ลูกค้าบางคนที่ดื่มกินอยู่ในร้านพากันกลั้นหายใจ มอง ‘เจ้าสำนักห่านป่า’ ที่นั่งนิ่งผ่าเผย นานๆ ครั้งจะเห็นท่านเจ้าสำนักสำแดงพลังฝีมือ ดูเผินๆ ช่างน่าเกรงขาม

                ในใจเถ้าแก่โยวกำลังเข่นเขี้ยวสาปแช่งแม่ทัพมารแซ่หลี่โดยมิได้สังเกตสีหน้าคนรอบข้าง ถึงตอนนี้ป้ายหยกในอกเสื้อยังเย็นวาบๆ ชวนขนลุก ไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าไยตนถึงกลายเป็นเป้าล่อยิงของผู้อื่นไปได้

                รัชทายาทอยากจับตัวคนลึกลับมาสอบถามก็ไปจับกันเองสิ มายุ่งกับเขาทำไมเล่า!

                ระหว่างนั้น แขกในร้านเร่งรีบกินข้าว สายตาคู่นั้นดูดุดันยิ่ง สมแล้วที่เป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ที่ใครๆ ก็อยากมาขอคำชี้แนะ!

                แขกกลุ่มสุดท้ายจากไป เสี่ยวเอ้อร์วัยห้าสิบปีเศษค่อยเดินมาที่โต๊ะมุมร้าน โบกมือไปมาตรงหน้าคนที่นั่งนิ่งคอแข็ง แล้วถอนหายใจในแบบที่ดูคล้ายเสียงพ่นลมด้วยความขบขันมากกว่า

                “โต๊ะกะเทาะนิดเดียว เดี๋ยวข้าน้อยซ่อมให้ก็ได้ขอรับ”

                เถ้าแก่โยวที่ยังอยู่ในสภาพแข็งค้างด้วยความสะเทือนใจจนดูเผินๆ เหมือนวางอำนาจส่งเสียงสะอื้นในลำคอ ท่าทางขึงขังเพราะความตกใจเมื่อครู่แปรเป็นโศกสลด ขณะลูบรอยแตกบนโต๊ะเบาๆ

                “มิได้ตั้งใจจะกระแทกแรงเกินไปเลย โต๊ะข้า...”

                เสียงหัวเราะจากมุมร้านราวกับเจ้าของแอบสังเกตความเคลื่อนไหวทางนี้อยู่นานแล้วเรียกให้เถ้าแก่โยวหันไปถลึงตา แน่นอนว่าเจ้าของเสียงก็คือไป๋จื่อเซี่ยว พ่อครัวและคนดูแลร้านกะกลางวันของเขานั่นเอง

                “พี่โยว ไยดื่มสุราแต่หัววัน” ไป๋จื่อเซี่ยวถามพลางสะบัดผ้าเช็ดโต๊ะ ใบหน้าเจือยิ้มนั้นมองผาดแรกไร้จุดเด่นโดยสิ้นเชิง จนตอนนี้ลูกค้ายังจำหน้าไม่ค่อยได้ บางคราก็นึกว่าเป็นเสี่ยวเอ้อร์คนใหม่ที่เพิ่งมาทำงาน

                เถ้าแก่ยังไม่ทันตอบ ด้านหลังของอีกฝ่ายพลันมีเสียงอ้อแอ้เล็กๆ เหมือนเสียงสะท้อนของนกน้อย

                “ไยดื่ม หัววัน”

                ไป๋จื่อเซี่ยวสะดุ้ง เหลือบมองเด็กน้อยบนหลังตน “ชุนเอ๋อร์ ยังไม่หลับหรือ”

                หลังถามจบ ‘ชุนเอ๋อร์’ หรืออิ๋งชุนก็ขยี้นัยน์ตาหรี่ปรือสองสามที อ้าปากจนเห็นฟันซี่น้อยแล้วหาวหวอด ไป๋จื่อเซี่ยวจึงคลายแถบผ้าแล้วเปลี่ยนมาอุ้มร่างเล็กๆ ในวัยสองขวบกว่าแนบอก มือสั้นป้อมโผกอดคอคนที่อุ้มตนโดยสัญชาตญาณ ก่อนซุกหน้าลงตรงซอกคอแล้วหลับตา

                “พาเสี่ยวชุนขึ้นไปนอนด้านบนไหม” ยามเห็นไป๋จื่อเซี่ยวง่วนกับอิ๋งชุนน้อย โยวอิ่งชวนก็อดนึกถึงตนเองในอดีตมิได้

                “ข้ามิอยากรบกวนชิงหยาง เดี๋ยวอาหัวแวะมาข้าจะพาชุนเอ๋อร์กลับเลย”

                เถ้าแก่โยวหรี่ตา มุมปากยกยิ้มชื่นบานแกมหยอกล้อ “อืม สามีที่ดี ลูกน้อยที่น่ารัก...ชีวิตนี้ยังต้องการสิ่งใดอีก”

                ธรรมเนียมของต้าหยวนให้บุรุษสมรสกับบุรุษได้ ถึงอย่างนั้นไป๋จื่อเซี่ยวก็ทราบว่ามิได้มีคู่สามีภรรยาเช่นตนมากนัก เมื่อฟังถ้อยคำกึ่งรำพึงนี้แล้วจึงได้แต่เบิกตากลมกว้าง

                “ลูกท่านก็มีแล้ว เช่นนั้น...ท่านอยากมีสามี?”

                เถ้าแก่โยวสำลักสุรา รสเผ็ดร้อนวิ่งขึ้นมาถึงโพรงจมูก แต่ถ้อยคำ ‘อยากมีสามี’ กลับระคายแสบสันกว่า

                เขาหันไปถลึงตาใส่ใบหน้าใสซื่อของสหายกึ่งลูกจ้าง ไม่รู้จริงๆ ว่าคนผู้นี้ซื่อจริงหรือแกล้งซื่อ “ข้ามิได้อยากมีสามี!”

                “ผู้ใดจะมีสามีกัน?”

                เถ้าแก่โยวกุมขมับทันทีที่ได้ยินเสียงนี้ “เชิญพวกท่านกลับไปให้หมดเลย!”

                ร่างสูงของผู้มาใหม่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่ดูสาแก่ใจ จนเถ้าแก่หันไปเห็นรอยยิ้มนั้นแล้วถึงกับขนลุกเกรียว

                “...พี่อิ๋ง อย่ายิ้มน่ากลัวใส่ข้าจะได้หรือไม่”

                อิ๋งหัวไม่สนใจเจ้าของร้านที่นั่งคอตกหน้าละห้อย หันไปรับบุตรชายจากมือไป๋จื่อเซี่ยวแล้วอุ้มพาดบ่า อิ๋งชุนหลับสนิทนัก เพียงขยับตัวนิดหน่อยเมื่อรู้สึกว่าถูกเปลี่ยนมือ แต่พอได้กลิ่นที่คุ้นเคยก็หลับต่ออย่างสงบ

                “ชุนเอ๋อร์เป็นเด็กดีหรือไม่” คนตัวสูงก้มหน้าถาม ระยะห่างระหว่างไหล่แทบไม่มีช่องว่าง แม้แต่นัยน์ตาเชือดเฉือนสาแก่ใจที่มองเขาเมื่อครู่ยังเปลี่ยนเป็นแววรักใคร่หวงแหน

                “ดี เพียงแต่ไม่ยอมนอนกลางวัน เพิ่งจะหลับเดี๋ยวนี้เอง”

                “อุ้มเขาทั้งวัน เจ้าปวดหลังหรือไม่”

                “ไม่เลย ชุนเอ๋อร์ว่าง่าย ก่อนหน้านี้เขาเล่นกับชิงหยางอยู่ข้างบน พอได้เวลาคัดหนังสือข้าถึงไปรับมาอุ้มเอง ไม่อยากให้รบกวนชิงหยาง”

                เถ้าแก่โยวหันไปซดสุราย้อมใจเงียบๆ ไม่อยากทนมองภาพดอกไม้บานตรงหน้า

                ปกติเขาคงหันไปฉีกยิ้มล้อเลียน แต่เวลานี้ในอกเหมือนมีก้อนหินขนาดใหญ่กดทับ แม้แต่คิ้วยังขมวดเล็กน้อย

                อยู่ๆ มือหนึ่งก็ยุดข้อมือไว้ เป็นไป๋จื่อเซี่ยวนั่นเอง ดวงตาใสกระจ่างบนดวงหน้าสามัญไร้สิ่งโดดเด่นทอแววห่วงใยจากใจจริง “พี่โยว มีเรื่องอะไรเล่าให้พวกเราฟังได้ อย่าดื่มมากเกินไปเลย”

                “ใช่ เพราะเจ้ามิได้คอแข็ง” อิ๋งหัวฉวยจังหวะยามอารมณ์เขาไม่มั่นคงสำทับเสียงเรียบ

                เถ้าแก่ฟังแล้วลมเสียดอก เบ้หน้าพองลม แววตัดพ้อฉายชัด

                อิ๋งหัวขมวดคิ้ว หากเป็นผู้อื่นที่มิใช่สหายสนิททำสายตาเยี่ยงนี้ใส่ หากมิได้ถลึงตากลับก็คงถีบเข้าให้สักฝ่าเท้า

                “ท่านไม่ต้องคิดวิธีสังหารข้าได้ไหมเล่า!” รู้จักกันมานานปี มีหรือที่โยวอิ่งชวนจะมิอาจแปลแววซับซ้อนเหมือนไม่แน่ใจว่าจะฆ่าเขาด้วยวิธีไหนนั้นได้ “ช่างไม่เป็นธรรม ไยพวกท่านขุนพลถึงทำตัวเหมือนกันหมด!”

                สีหน้าของอิ๋งหัวพลันไม่น่าดูขึ้นมา คนที่เพิ่งรู้ตัวว่าพลั้งปากได้แต่ตื่นตะลึง จะตะครุบคำพูดกลับมาก็ไม่ทันแล้ว

                “เจ้าก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เหตุใดจึงกล่าววาจาไม่น่าฟังเยี่ยงนี้” อิ๋งหัวขมวดคิ้วแน่น

                “อาหัว พี่โยวมิได้ตั้งใจหรอก อย่าได้โกรธเคืองไปเลย” ไป๋จื่อเซี่ยวรีบไกล่เกลี่ย

                “เจ้าก็รู้ว่าข้าลาออกจากราชการมานานปีแล้ว” อิ๋งหัวเตือนเรียบๆ “ข้าอาจไม่ถือสาสหาย แต่ใช่จะยินดีฟังวาจาเช่นนี้”

                เถ้าแก่โยวเม้มปากถอนใจ ก่อนพยักหน้าเนือยๆ หากมิใช่เพราะสงครามใหญ่ในปีกวงซวีที่ยี่สิบ คนตรงหน้าคงยังเป็นแม่ทัพประจำกองพลใหญ่ชายแดน แต่หลังขุนพลอิ๋งในยามนั้นอารักขารัชทายาทกลับเมืองหลวงร่วมกับแม่ทัพคนอื่นๆ ก็ถูกคุมขังอยู่นานหลายเดือน กว่าจะได้ออกจากคุก คนในครอบครัวทั้งหมดล้วนตรอมใจสิ้นชีวิต อีกฝ่ายมิอาจทนรับราชการต่อได้ จึงหันมาหากินด้วยการเป็นนายช่างโรงเหล็ก

                หลังมรสุมใหญ่ในฤดูใบไม้ผลิเมื่อปีที่ยี่สิบสองผ่านไป ในที่สุดสหายต่างวัยผู้นี้ก็ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แต่งงานกับไป๋จื่อเซี่ยวและรับบุตรชายมาดูแล เรียกว่าพ้นคราวเคราะห์และวังวนพายุเหี้ยมโหดเหล่านั้นมาได้

                เรื่องทั้งหมดนี้เถ้าแก่โยวล้วนทราบดี และรู้ว่าตนเป็นฝ่ายกล่าววาจาเกินเลย “ขออภัย ข้าจะไม่พูดแบบนั้นอีก...”

                บรรยากาศตึงเครียดจางลง อิ๋งหัวพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงยอมรับ

                ไป๋จื่อเซี่ยวเบิกตากลมกว้างจนเห็นประกายงดงามฉายชัด “นี่เพราะแม่ทัพหลี่กลับมาหรือ”

                คนฟังสะดุ้งตกใจ อิ๋งหัวก็หันขวับมองภรรยาของตน เผลอถามพร้อมกัน “รู้ได้อย่างไร”

                ถึงเถ้าแก่โยวมิได้มีวรยุทธ์ แต่หูตาเรื่องข่าวสารมิได้เป็นรองใคร หลังมาตั้งรกรากทำการค้าในเมืองหลวงและดูแล ‘สมาคม’ แทนองค์หญิงใหญ่ผู้มีพระคุณ พิสูจน์ได้แล้วว่าเส้นสายด้านข่าวสารของเขาไม่เลวทีเดียว แต่บางคราก็รู้สึกว่าตนยังมองคนรอบข้างไม่ทะลุปรุโปร่ง โดยเฉพาะคนจำพวกหนังสือไม่ตรงปกอย่างไป๋จื่อเซี่ยวผู้นี้

                “นั่นไง” ไป๋จื่อเซี่ยวชี้ที่ผมของเขาซึ่งรวบสูงเป็นหางม้า เถ้าแก่คลำตาม ก่อนสัมผัสถูกลูกปัดกลมๆ ที่ยังร้อยทับอยู่บนเชือกรัดผม “นั่นเป็นงานฝีมือของชาวเซ่อมู ข้าเคยเห็นที่ตลาดใต้หนนึงตอนที่ข้ายังอยู่ในกองพลซั่งจิง พวกพี่น้องที่กองพลนิยมซื้อไปฝากภรรยา”

                เถ้าแก่โยวแข็งค้าง มือที่คลำผมก็ชะงัก “น...นิยมซื้อ...?”

                ไป๋จื่อเซี่ยวยิ้มใสซื่อ “หมายถึงแคล้วคลาดปลอดภัย...อืม แต่ที่จริงคนส่วนใหญ่ให้เป็นของอวยพรภรรยาที่ตั้งครรภ์น่ะ”

                คนที่มิได้ตั้งครรภ์และมิได้เป็นภรรยาใครสำลักน้ำลายกะทันหัน ไอจนน้ำตาไหล

                อิ๋งหัวก็เพิ่งสังเกตว่าที่ผมของสหายมีสร้อยลูกปัดประดับไว้ หลังพิจารณาคำพูดของภรรยา แววตาคู่นั้นก็ฉายประกายที่เถ้าแก่โยวมองแล้วเสียวสันหลังวูบ

                “ชาวเซ่อมูอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือห่างไกล หากมิได้ซื้อจากตลาดสินค้าใหญ่ก็ต้องซื้อจากพวกเขาโดยตรง คนที่ไปไกลขนาดนั้นได้...น่าจะมีแค่แม่ทัพหลี่กระมัง”

                ลางหายนะ! เห็นสายตาหมายมาดแก้แค้นของอิ๋งหัวแล้ว เถ้าแก่โยวก็เริ่มกลัวความสามารถของพี่สะใภ้ที่อายุน้อยกว่าผู้นี้ ถึงขั้นต้องคลำเงาศีรษะของตน แวบหนึ่งเกิดไม่แน่ใจว่านี่ใช่วิธีเอาคืนที่ตนล่วงเกินสามีของอีกฝ่ายเมื่อครู่หรือไม่...

                ไม่หรอกน่า คิดมาก!

                “อ้อ ของอวยพร” อิ๋งหัวเน้นเสียง มุมปากยกยิ้มที่หาดูได้ยากและน่าขนลุกขนพองโดยแท้จริง “แม่ทัพหลี่ก็มีอารมณ์ขันไม่น้อย”

                ไป๋จื่อเซี่ยวยิ้มแย้ม “ที่จริงเท่าที่เคยพบกัน ข้าว่าเขาเป็นคนไม่เลวนะ”

                โยวอิ่งชวนโบกไม้โบกมือเรียกความสนใจ อยากตะโกนถามยิ่งว่า ‘คนมีอารมณ์ขัน’ ‘คนไม่เลว’ ที่ว่า ใช่แม่ทัพมารคนเดียวกับที่บุกมาไล่ลูกค้าและโยนเผือกร้อนถึงมือเขาเมื่อคืนหรือไม่!

                แม่ทัพใจเหี้ยมที่เห็นเขาเป็นเป้าล่อยิงนั่นน่ะหรือ!?

                “ทำหน้ายุกยิกอยู่ไม่สุขอะไรของเจ้า” พอละสายตาจากภรรยา สีหน้าของอิ๋งหัวก็ไร้ซึ่งความอ่อนโยนอีกต่อไป

                เถ้าแก่โยวเบ้ปากน้ำตาคลอ ก่อนล้วงมือสั่นๆ วางป้ายหยกที่ทำให้เขาร้อนๆ หนาวๆ สลับขนลุกมาตั้งแต่เมื่อคืนแทนคำตอบ

                อิ๋งหัวและไป๋จื่อเซี่ยวชะโงกมอง เห็นลายทองคำและฝีมือแกะสลักแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นของจริง

                “อันดับหนึ่งของแผ่นดิน พี่โยวเก่งกาจยิ่งนัก!” ไป๋จื่อเซี่ยวอุทาน

                โยวอิ่งชวนถลึงตาใส่คนอายุน้อยกว่า “อย่าพูดจาเหมือนเข็มฟ้าสมองผิดปกติผู้นั้นจะได้หรือไม่!”

                แค่เฝิงลี่จินผู้งมงายจนน่าสงสัยว่าในวัยเด็กอาจถูกใครจับหัวกระแทกพื้นมา เขาก็ปวดขมับพอแล้ว

                อิ๋งหัวเหลือบมองเป็นนัยว่าอย่าได้ตะคอกภรรยาของตน สายตานั้นดุดันไม่เท่าแม่ทัพมารต้นเหตุความวิบัติในชีวิตเขาก็จริง แต่ก็น่ากลัวจนโยวอิ่งชวนผู้รักตัวกลัวตายได้แต่หดคอ หัวเราะแหะๆ แล้วเลิกถลึงตา

                “ข้าไม่เข้าใจเลยว่าแม่ทัพมารผู้นั้นต้องการอะไรจากข้า” โยวอิ่งชวนเล่าเรื่องคร่าวๆ รวดเดียวจบด้วยสีหน้าอยากร่ำไห้ “เขาอยากหาคนของสำนักด่านประจิมก็หาไป แต่ไยต้องโยนข้าไปเป็นเหยื่อล่อ!”

                คนของสำนักลึกลับนั้นตระเวนตามหาป้ายอันดับอยู่ในเมืองหลวง ส่วนรัชทายาทก็อยากได้ตัวคนไปสอบถาม หากไม่เรียกว่าเหยื่อล่อ...เขาก็ไม่รู้จะนิยามตนด้วยคำไหนแล้ว

                “พูดถึงสำนักด่านประจิม...” ไป๋จื่อเซี่ยวเอียงคอ “ไยเขาจึงต้องหลบหนีเล่า”

                โยวอิ่งชวนเบ้หน้า “ข้าก็ไม่รู้”

                ช่วยพระนัดดาฮ่องเต้ไว้ หากเป็นคนปกติคงอยากวิ่งไปรับบำเหน็จ แต่คนผู้นั้นกลับหลบหนีราวกับไม่อยากเจอหน้าใคร เมื่อองค์หญิงใหญ่ที่ปกติพำนักอยู่ที่จวนนอกเมืองทรงทราบ พระองค์จึงเสด็จเข้าเมืองหลวงเพื่อขอให้ทางการนำตัวผู้มีพระคุณมาตอบแทนความดีความชอบ

                แต่ฟังคำว่า ‘ให้ทางการนำตัวมา’ กับ ‘ตอบแทนความดีความชอบ’ แล้ว รู้สึกรางๆ ว่าฟังดูขัดแย้งกันชอบกล...

                “สำนักของพวกเขาอยู่ทางตะวันตก ทั้งยังเป็นชนต่างเผ่ามิใช่หรือ” ไป๋จื่อเซี่ยวเอียงคอ “แล้วมาทำอะไรในเมืองหลวง”

                “ข้าจะรู้รึ” โยวอิ่งชวนเบ้ปาก “แต่แม่ทัพหลี่บอกว่า...ประมุขน้อยของสำนักนั้นไล่ล่าอันดับบนทำเนียบอยู่ เขาคงเป็นพวกนอกด่านที่อยากมีตำแหน่งแห่งหนในเมืองหลวงกระมัง”

                ไป๋จื่อเซี่ยวมองแผ่นป้าย ‘อันดับหนึ่ง’ ที่วางอยู่บนโต๊ะ และมองเขาต่อด้วยสายตาเวทนาประหนึ่งมองคนใกล้ถึงฆาต

                โยวอิ่งชวนถลึงตากลับ ก่อนหดคอหนีอีกคราเมื่ออิ๋งหัวจ้องมา แววตาบอกชัดว่าหากกล้าต่อว่าภรรยาอีกฝ่ายแม้เพียงครึ่งคำ ชีวิตของเขาจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

                เถ้าแก่โยวร่ำไห้ในใจ ไยแม่ทัพพวกนี้จึงชอบข่มขู่ผู้คนเหมือนกันหมด!

                “ว่าแต่ เหตุใดแม่ทัพหลี่จึงมีป้าย ‘อันดับหนึ่ง’ เล่า” ไป๋จื่อเซี่ยวชี้ประเด็นที่น่าสงสัยที่สุด “ข้าก็มิใช่ชาวยุทธ์ แต่ตามกฎ ดูเหมือนคนของทางการไม่อาจถือครองป้ายอันดับได้มิใช่หรือ”

                ตามกฎของยุทธภพและกฎหมายบ้านเมือง ขุนนางไม่มีสิทธิ์แทรกแซงทำเนียบ อันดับของผู้เยี่ยมยุทธ์แห่งต้าหยวนจึงไม่นับรวมขุนนางในราชสำนัก เป็นไปไม่ได้ที่หลี่หวางหลิงจะแทรกตัวเข้าไป

                เถ้าแก่โยวถอนใจส่ายหน้า พลางยัดป้ายหยกมรณะเก็บในอกเสื้ออย่างมิดชิด “ว่ากันว่าก่อนหน้านี้คนที่ถือป้ายอันดับหนึ่งคือกู้เซ่อแห่งพรรคทลายธาร เขาอยู่ทางเหนือ ไม่รู้ตัวจริงเป็นเช่นไร แม่ทัพมารผู้นั้นอาจฆ่าหมกกู้เซ่อแล้วชิงมากระมัง...”

                “หรือไม่...ท่านผู้นั้นก็คือจอมยุทธ์กู้เซ่อเสียเอง”

                เสียงเนิบนาบด้านหลังทำให้คนทั้งสามหันขวับไปมองพร้อมกัน พบเสี่ยวเอ้อร์ประจำร้านมองมาด้วยแววตาเจือยิ้มน้อยๆ ที่ดูลี้ลับประหลาด

                โยวอิ่งชวนถอนใจแรง “มาแบบให้สุ้มให้เสียงหน่อยมิได้รึ!”

                เสี่ยวเอ้อร์หัวเราะหึๆ แล้ววางถาดกาน้ำชากับจอกสามใบลงบนโต๊ะ “เห็นคุยกันนาน คิดว่าพวกท่านอาจกระหาย”

                “ขอบคุณขอรับท่านลุง” ไป๋จื่อเซี่ยวเอื้อมรับอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ เพราะระหว่างที่ช่วยเถ้าแก่ดูแลร้านตอนกลางวันก็ได้เสี่ยวเอ้อร์อาวุโสผู้นี้คอยแนะนำสิ่งต่างๆ ให้

                “ข้านึกว่าเจ้ากลับไปแล้วเสียอีก” เจ้าของร้านถาม

                “มีจานที่ยังไม่ได้ล้าง แต่เสร็จแล้วขอรับ”

                “รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ ข้าว่าเย็นนี้จะไม่เปิดร้าน” เถ้าแก่โบกมืออย่างใจกว้าง “พักสักวัน ยังต้องซ่อมผนังร้านอีก”

                อีกฝ่ายรับคำ และแอบหยิบไหสุราที่เถ้าแก่ลืมดื่มต่อกลับไปหลังร้านอย่างแนบเนียน กว่าจะรู้ตัวว่าถูกริบสุรา เถ้าแก่โยวก็ได้แต่โวยวาย

                ระหว่างนั้นมีเพียงอิ๋งหัวที่หรี่ตาหวาดระแวง

                แม้คุ้นหน้าเสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้มานาน รู้สึกว่าเป็นคนมีอายุที่ดูแปลกๆ อยู่บ้าง แต่ความ ‘แปลก’ ยังไม่เคยชัดเจนเท่าเมื่อครู่

                คนผู้นั้นไม่มีเสียงฝีเท้าสักนิด ลอบเดินมาข้างหลังได้โดยที่แม้แต่เขายังไม่รู้ตัว!

                อิ๋งหัวไม่ทันได้กล่าววาจา อยู่ๆ ประตูหน้าก็เหวี่ยงเปิดโครม ร่างสูงขยับบังไป๋จื่อเซี่ยวโดยสัญชาตญาณ ส่วนอีกฝ่ายก็คว้าอิ๋งชุนที่ยังหลับสนิทจากมืออิ๋งหัวไปกอดกำบังไว้แน่น

                โยวอิ่งชวนมองภาพนั้นด้วยสีหน้าแปลกประหลาด กำลังจะแหกปากบอกว่า ‘ช่วยทำตัวเป็นชาวบ้านธรรมดาจะได้หรือไม่’ เข็มฟ้าโลหิตเฝิงลี่จินพลันดีดเท้าพรวดเดียวจากหน้าประตูตรงเข้าใส่

                คราแรกเฝิงลี่จินมิได้สนใจผู้อื่นนอกจากเจ้าสำนัก แต่เมื่อรู้สึกถึงรังสีสังหารก็หยุดท่าร่างกลางทาง...ด้วยการกระแทกเท้าใส่โต๊ะที่อยู่ใกล้ที่สุด

                โต๊ะหักดังโครม เก้าอี้ล้มกระจาย บางตัวขาหลุดกระเด็น

                เถ้าแก่โยวยืนอึ้งน้ำตาริน อึดใจถัดมาก็กระทืบเท้า “โต๊ะข้าพังอีกแล้ว!”

                พอหยุดตัวเองได้ เฝิงลี่จินก็ถอนเท้าดีดตัวกลับและเดินมาตรงหน้าคนทั้งสาม สบตาร่างสูงใหญ่ที่แผ่รังสีน่ากลัวครู่หนึ่งก่อนหันหนีอย่างไม่ใส่ใจ เขารู้ว่าคนผู้นี้คือสามีของเสี่ยวเอ้อร์หน้าจืด ชาวยุทธ์อย่างตนไม่ใส่ใจเรื่องที่บุรุษรักชอบกัน และถึงอีกฝ่ายดูมีวรยุทธ์แก่กล้าและเหมือนจะเป็นคนในสำนักห่านป่า แต่กลับไม่มีอันดับให้ท้าสู้ด้วย

                “คนเมื่อวานเป็นผู้ยอดยุทธ์ท่านใด หรือเป็นคนของสำนักด่านประจิมที่ลือกัน” เฝิงลี่จินผู้ไร้สำนึกถามอย่างตื่นเต้น สำหรับเขากฎของโรงเตี๊ยมมีเพียงห้ามวิวาทต่อยตี แต่ไม่มีกฎว่าห้ามทำข้าวของพัง

                เถ้าแก่โยวยังมองซากโต๊ะเก้าอี้ด้วยแววตาสะเทือนใจ ฟังคำถามนั้นแล้วยิ่งกัดฟันกรอดๆ ก่นด่าดาวหายนะที่มาเยือนเมื่อวาน ช่วงสี่ปีมานี้แม่ทัพหลี่หายหน้าไปนาน กระทั่งขุนนางหลายคนที่เคยพากันหลีกประหนึ่งเห็นยมบาลยังเริ่มลืมหน้า ไม่ต้องพูดถึงพวกชาวยุทธ์หน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าเมืองหลวงมาไม่เกินสามสี่ปี

                เข็มฟ้าโลหิตที่สมควรตายไม่รับรู้ความเสียใจของผู้อื่น โพล่งขึ้นอีกระลอก “ท่านรู้หรือไม่ พอคนของสำนักด่านประจิมมาถึงเมื่อคืน นอกจากเล่นงานมือสังหารพวกนั้นแล้วยังไปประกาศศึกกับสกุลหลี่ ได้ยินว่าแม่ทัพใหญ่อะไรนั่นเดือดแค้นแทบตาย ซ้ำยังประกาศโครมๆ ว่าคนของสำนักด่านประจิมต้องรับผิดชอบ ผู้เยี่ยมยุทธ์คนเมื่อวานใช่พวกเขาหรือไม่!?”

                เถ้าแก่โยวยังเศร้าเรื่องโต๊ะเก้าอี้และแค้นเคืองแม่ทัพหลี่ไม่หาย แต่จำต้องเรียกสติกลับมาเพราะสิ่งที่ได้ยิน

                “พี่เฝิงว่าอะไร ประกาศศึก? สกุลหลี่...?”

                เฝิงลี่จินยักไหล่ “ใช่สิ กับแม่ทัพใหญ่ชายแดนเหนือนั่นไง แต่สองคนพ่อลูกนั้นชื่ออะไรข้าก็จำมิได้แล้ว”

                “หลี่เมิ่งอวี้” เสียงเรียบๆ ของอิ๋งหัวแทรกขึ้น แววตาลุกโชนด้วยเปลวเพลิงชนิดหนึ่ง “...หลี่ซ่งจือ”

                สำหรับอิ๋งหัว สงครามใหญ่ที่ทำให้เขาต้องลาออกจากราชการครั้งนั้นสร้างความสูญเสียใหญ่หลวงจนจำต้องหันหลังให้หน้าที่การงานที่กำลังรุ่งโรจน์ พูดถึงเรื่องนี้ทีไร อดีตขุนพลเป็นต้องเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน

                ทันใดนั้นอิ๋งชุนก็ส่งเสียงงึมงำคำหนึ่ง อิ๋งหัวได้สติ หันมองบุตรชายในอ้อมกอดของไป๋จื่อเซี่ยว เมื่อได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากร่างนั้น แววกระหายเลือดมืดครึ้มก็พลอยจางลง

                “เหมือนจะชื่อนั้นแหละ” เฝิงลี่จินมุ่ยหน้าเสียดาย จิตสังหารเมื่อครู่นับว่าน่าสนใจทีเดียว

                “เมื่อครู่ท่านเฝิงพูดเรื่องประกาศสงคราม หมายความว่าอย่างไรหรือ” ไป๋จื่อเซี่ยวถามแทนทุกคน

                “อ้อ” เฝิงลี่จินเพิ่งนึกได้ว่าตนพูดค้างไว้ “เมื่อคืนมีคนป่าวประกาศไปทั่วว่าคนที่ลงมือต่อจวิ้นอ๋องเป็นคนใหญ่คนโต จากนั้นกลางดึกก็มีคนบุกไปถึงที่ ตีบ่าวสกุลหลี่ เอาเลือดสุกรไปราดหน้าจวนแล้วเขียนข้อความไว้บนกำแพง พวกพี่น้องในยุทธภพจึงเดากันว่าพวกเขาอยู่เบื้องหลัง แบบนี้ไม่เรียกประกาศสงครามจะเรียกอะไร”

                เถ้าแก่โยวอ้าปากค้าง “ตีคน ใช้เลือดสุกรเขียนกำแพง!?”

                “หรืออาจจะเลือดไก่ ข้าจะรู้ได้อย่างไร” เข็มฟ้าโลหิตหัวเราะอย่างไม่จริงจัง “บอกว่า ‘จะเปิดเผยความจริงเมื่อปีที่ยี่สิบ’ ข้าก็ไม่รู้หรอกว่าความจริงอันใด แต่น่าจะสำคัญ มิเช่นนั้นแม่ทัพคนใหญ่คนโตนั่นคงไม่เดือดแค้นขนาดนี้”

                โยวอิ่งชวนขนลุกวูบด้วยลางสังหรณ์ไม่ดี ที่แท้ในโลกนี้ก็มีคนบ้าอยู่จริง!

                “...คนของสำนักด่านประจิมทำเรื่องเช่นนั้นหรือ แล้วคนที่ส่งมือสังหารไปคือสกุลหลี่จริงๆ?”

                เรื่องนี้ขัดแย้งกับข่าวสารที่เขาทราบ แม้พระโอรสขององค์หญิงใหญ่มีศักดิ์เป็นจวิ้นอ๋อง แต่คนทั่วเมืองหลวงรู้ดีว่าตำแหน่งนี้เป็นเพียงยศลอยๆ ที่มีไว้เพื่อป้องกันเงื้อมมือจากพี่น้องต่างมารดาของจวิ้นอ๋องเท่านั้น

                องค์หญิงใหญ่สมรสกับลิ่วเหยา แม่ทัพปราบทักษิณสกุลลิ่วตั้งแต่ตอนต้นรัชศก ทั่วเมืองหลวงรู้ดีว่าสองสามีภรรยาผู้สูงศักดิ์ความสัมพันธ์ร้าวฉานกันแต่แรกพบ หลายปีผ่านไปลิ่วเหยาจึงแต่งอนุภรรยา พี่ชายทั้งสองของจวิ้นอ๋องล้วนเกิดจากอนุคนนี้ หากจะมีใครต้องสงสัยว่าลอบสังหารจวิ้นอ๋อง คนที่ว่าสมควรเป็นพวกพี่ชายหรือคนในสกุลลิ่วมากกว่า มิใช่สกุลหลี่

                “ใครจะรู้” เฝิงลี่จินฉีกยิ้มตื่นเต้น “ไม่รู้ใครปล่อยข่าว แต่คนสำนักด่านประจิมไปหาเรื่องสกุลหลี่ ผู้อื่นจึงกล่าวเช่นนั้น พวกเขาโกรธจนเชิญจวิ้นอ๋องไปที่จวน แต่ข้าว่าตั้งใจนำไปกักขังชั่วคราว ขู่บังคับกลายๆ ให้บอกร่องรอยของคนร้ายมากกว่า”

                ได้ยินคำ ‘กักขัง’ ใบหน้าของอิ๋งหัวที่เคยประสบเหตุถูกจำคุกอย่างไม่เป็นธรรมพลันปรากฏแววไม่น่ามอง

                โยวอิ่งชวนสะดุ้งหันมองสหาย ระหว่างนั้นไป๋จื่อเซี่ยวที่ไวกว่าทุกคนรีบส่งหนูน้อยในอ้อมอกของตนให้คนข้างๆ

                อิ๋งหัวรับบุตรชายมาโดยสัญชาตญาณ ท่าทีปานจะสังหารคนจึงอ่อนลง

                นัยน์ตาของเถ้าแก่โยวหรี่ลง สิ่งที่เกิดขึ้นมีแต่เรื่องประหลาดพิสดาร

                คำข่มขู่ ‘จะเปิดเผยความจริงเมื่อปีที่ยี่สิบ’ นี้ช่างน่ากังขายิ่ง ตั้งแต่สงครามนองเลือดทั้งหลายจบลง หลายปีมานี้ไม่มีใครกล้ายกเรื่องในปีที่ยี่สิบขึ้นมาพูดเลย กระทั่งฮ่องเต้ยังต้องปล่อยคนเบื้องหลังลอยนวล ไม่ตรัสถึงแม้แต่คำเดียว

                “พี่เฝิง กำแพงที่ว่ายังอยู่หรือไม่” เถ้าแก่โยวถาม

                เฝิงลี่จินเลิกคิ้ว “อยู่กระมัง เลือดแห้งกรัง ล้างออกง่ายที่ไหน”

                หลังฟังคำตอบนั้นจบเถ้าแก่ก็พยักหน้า “เช่นนั้นข้าจะออกไปดูสักนิด”

                เถ้าแก่โยวถอนใจเฮือกใหญ่ ปณิธานที่ตั้งมั่นว่าจะไม่เดินออกนอกร้านสุ่มสี่สุ่มห้าต้องสั่นไหว 

                เฝิงลี่จินจงใจหอบเรื่องนี้มาพูด ย่อมมิใช่เพราะสกุลหลี่ ‘เชิญ’ จวิ้นอ๋องไปสอบถาม เฝิงลี่จินแยแสจวิ้นอ๋องที่ไหน

                แต่เพราะเรื่องนี้อาจหมายถึงคนในยุทธภพกำลังจะประกาศศึกกับคนในราชสำนัก คนบ้าอย่างเข็มฟ้าโลหิตแค่ไม่อยากพลาดเรื่องสนุกแห่งปี

                ทว่าสำหรับเขา ถ้าจวิ้นอ๋องติดอยู่ในจวนสกุลหลี่จริงๆ เขายิ่งมิอาจนิ่งดูดาย แม้ตนจะไม่มีกำลังทำอะไร แต่อย่างน้อยหากแจ้งข่าวไป...รัชทายาทก็คงไม่นิ่งเฉยกระมัง?

                ...ถึงความคิดที่ว่าต้องติดต่อกับกองพันเขี้ยวพยัคฆ์ ติดต่อแม่ทัพหลี่ผู้นั้นจะน่าอกสั่นขวัญแขวนนิดหน่อยก็ตาม

                ประกายตาของเข็มฟ้าโลหิตโชติช่วงในพริบตา “นี่สิถึงจะสมเป็นเจ้าสำนักผู้เลื่องชื่อ! มีเรื่องสนุกๆ มา ไยจะไม่ไปชม”

                เถ้าแก่โยวฟังแล้วมุมปากกระตุกยิกๆ ด้วยสังหรณ์ไม่สู้ดี ทั้งยังนึกไม่ออกด้วยว่าส่วนไหนที่ ‘สนุก’

                หากพ้นประตูร้าน ยันต์กันตายที่ชื่อว่าลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้ก็นับว่าหมดฤทธิ์

                อยู่ๆ โยวอิ่งชวนก็ยกมือคลำสร้อยลูกปัด ‘คลอดปลอดภัย’ เพ้ย! ‘แคล้วคลาดปลอดภัย’ ที่คนผู้นั้นบังคับสวมให้ราวกับคิดจะเล่นตลกหยอกล้อกัน รอยยิ้มลี้ลับบนใบหน้าดุๆ ปรากฏแวบในความทรงจำ ก่อนต้องรีบสลัดออกด้วยความรู้สึกแปลกๆ

                ด้านหลัง ไป๋จื่อเซี่ยวยังมองส่งเขาด้วยสายตาประหนึ่งมองทหารหาญที่อาจไม่รอดชีวิต จนหนังตาเขากระตุกตามมุมปาก ได้แต่หวังอยู่ในใจว่าจะไม่ถูกใครฆ่าตายกลางทางเสียก่อน

 

 

-------------------------------------------------------------------

 

รายละเอียดการเปิดจองจะประกาศให้ทราบเร็วๆ นี้  ท่านที่สนใจ กดเก็บเข้าชั้นกันไว้ หรือเวียนไปซื้อหา+อ่านเรื่องอื่นๆ ก่อนได้นะคะ

หมื่นลิขิต หนึ่งบุพเพ มีจำหน่ายรูปเล่มที่ เว็บไซต์สำนักพิมพ์ และ e-book บน meb >>ที่นี่<< ค่ะ

นักอ่านที่อยากกดติดตามข่าวสารอื่นๆ กดติดตามเพจเฟซบุ๊คที่ ลูซิน l Author และทวิตเตอร์ @lucindah17 ได้ เวลามีอัพเดทเกี่ยวกับงานเขียนและโปรโมชั่นในแต่ละช่วง เราจะนำไปแจ้งตามช่องทางต่างๆ นี้ค่ะ

 

และแน่นอน เพราะเรากำลังจะมีเล่มใหม่ ดังนั้นอย่าลืมฟอลกันไว้รอแจกของเฉพาะ follower แต่ละช่องทางนะคะ ;)

ขอขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 105 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

201 ความคิดเห็น

  1. #191 ISMEDA (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 03:11
    รัชทาาทกับประมุขน้อย??? หรือว่าาาา??
    #191
    0
  2. #120 Maylyunho (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 21:27
    เรื่องแก่งแย่งชิงดีในสังหลวงมันเครียดจริงๆนะคะ ลำเับญาติอีรุงตุงนังมากกกก แต่ก็พอมีตอนให้เรายิ้มได้บ้าง เถ้าแก่มีคนบอกว่าเป็นนายหญิงล่ะ
    #120
    0
  3. #111 kwangB (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 15:25
    รัชทายาทแสบมากตร่ก5555555555555 ก้คือรัชทายาทกับประมุขน้อยเนี่ย มีกลิ่นแปลกๆนะค้าาา เอ๋ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #111
    0
  4. #77 R38912122 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 13:45
    พอมีบทองค์ชายใหญ่ทีไรรู้สึกขนลุกทุกที มีไอเย็นแผ่ออกมาเสมอ
    #77
    0
  5. #13 ซินเดอเรล✰. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:59
    ยอมรับว่าแอบมึนเล็กน้อยกับการลำดับญาติค่ะ อิรุงตุงว่าแต่เข้าใจได้ สงสัยในตอนนี้คือเรื่องของประมุขน้อยกับรัชทายาท .....
    #13
    0
  6. #12 Ruruka Buta (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:08
    มีคำพูดเป็นล้านในใจที่อยากจะพูดออกมา~~~ อ่านไปนี่แบบ เฮ้ย เอาอะไรก่อนดี เยอะจนนึกออกไม่หมด 5555

    - เอาแม่ทัพกับรัชทายาทก่อนหล่ะกัน จากที่อ่านน้องไป๋ ก็มีแอบจิ้นสองคนนี้นิดๆ แต่พอมาอ่านตอนนี้คือ ช่วงแรก เค้ารู้ทันกัน พออ่านต่อ นี่มันเสือสองตัวไม่น่าอยู่ถ้ำเดียวกันได้ พอมาเฉลย เฮ้ยยย เค้าเป็นลูกพี่ลูกน้องกันอะ ไม่แปลกใจหล่ะ ที่มีกลิ่นอายที่โคตรเหมือนกัน

    - ตอนที่พูดถึงลอบทำร้าย เครื่องหมายคำถามลอยมาลอยไป ลำดับญาติงงไปหมดแล้วจ้า เสด็จอา องค์หญิงใหญ่ อาเนี่ย เราเริ่มงงอาเนี่ยคือลูกองค์หญิงใหญ่ใช่มั้ย เอ๊ะหรือลูกเสด็จอา แต่เป็นคนสกุลลิ่ว ที่เหมือนสกุลลิ่วคิดก่อการร่วมกับองค์ชายเจ็ดใช่มั้ยอะ หรือเราเข้าใจผิดหว่า มึน 5555
    - แล้วผู้มีพระคุณที่พูดถึงนี่หมายถึงใครกัน เกี่ยวกับเถ้าแก่โยวมั้ย มันมีช่วงจังหวะที่แว๊บขึ้นมาหน่อยๆ ว่าอาเนี่ย ใช่ลูกชายเถ้าแก่รึป่าว แต่พูดถึงลอบทำร้าย ตาหนูก็ยังอยู่ดีนี่นา แถมยังเด็ก ทำให้ยิ่งอยากรู้เลย ว่าใครเป็นใคร อะไรยังไง

    - พาร์ทนี้ที่แม่ทัพหลี่เข้าเฝ้ารัชทายาท คือหลังจากที่ไปป่วนเถ้าแก่โยวมาแล้วใช่มั้ยอะ บางช่วงพูดคุยกับรัชทายาท เหมือนรัชทายาทรู้อะไรเกี่ยวกับท่านแม่ทัพหลี่และเถ้าแก่โยวเลย หรือเรามโนไปเองกันหว่า 555
    - ประมุขน้อยยยย ต้องเป็นกิ๊กของรัชทายาทแน่ๆ อีกคู่ของจักรวาลนี้ใช่มั้ยน๊าาา ดูรัชทายาทมีปฏิกิริยาแร๊งงง ตอนพูดถึงภรรยาของประมุขน้อย 5555 แถมจากแม่ทัพหลี่มีบอกใบ้ ไปอยู่ 3 ปี มันต้องมีอะไรสิ ฮั่นแน่ รัชทายาทท่านมีอะไรปิดบังอยู่เอ่ยยยย // โดนรัชทายาทสั่งเก็บเพราะสอดรู้ 555
    - ชอบจังหวะซิทคอมระหว่างท่านแม่ทัพกับพลทหาร มีความคุยกันแบบชิลๆมาก 555
    // เหมือนจะมีเรื่องอยากพูดอีกก แต่นึกไม่ออกหล่ะอะ 5555
    #12
    3
    • #12-1 LucindaAuthor(จากตอนที่ 4)
      29 กุมภาพันธ์ 2563 / 14:58
      เลยดักไว้ก่อนเลยค่ะว่า ตรงไหนงงข้ามไปก่อนได้ เราจะ simplify ในเวอร์ชั่นเถ้าแก่อีกที 555 // องค์หญิงใหญ่เป็นพระขนิษฐาของฮ่องเต้ค่ะ ดังนั้นก็เป็นอาของรัชทายาท ส่วนอาเนี่ยเป็นตัวละครใหม่ที่ยังไม่เคยออกในภาคไหนเลยค่ะ // ใช่ค่ะ เหตุการณ์นี้เกิดหลังกลับจากร้านเถ้าแก่ นางไปวางบอมบ์อย่างมีสาเหตุค่ะ แต่เรื่องอื่นนอกจากนั้น...ไรท์ก็โดนรัชทายาทอุดปากมาอีกทีค่ะ5555
      #12-1
    • #12-3 Poonchanit(จากตอนที่ 4)
      7 กรกฎาคม 2563 / 18:08
      บทนี้ดูเหมือนว่ารัชทายาทจะเป็นฝ่ายภรรยา รับไม่ไหวอ่ะ
      รัชทายาทนี้เป็นนอร์มัล ชญ ไม่ได้เหรอ โหดขนาดนี้จะมาเป็นภรรยา จะบ้าตาย
      #12-3