ร้อยเล่ห์พยัคฆ์ผูกชะตา [Nabu Publishing] *ตัวอย่างทดลองอ่าน*

ตอนที่ 3 : ตัวอย่างทดลองอ่าน: บทที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,324
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 104 ครั้ง
    26 ธ.ค. 63

ตัวอย่างทดลองอ่าน

บทที่ 3

(ตีพิมพ์กับ Nabu Publishing)

 

                ลมอบอ้าวสายหนึ่งของฤดูร้อนพัดผ่านมา เพียงแวบเดียวในตรอกมืดๆ ข้างโรงเตี๊ยมห่านป่าก็มีกลุ่มคนชุดดำปรากฏกาย แต่ละคนคาดกระบี่ เนื้อตัวมีร่องรอยกิ่งไม้ข่วนและเศษใบไม้ คาดว่าเพิ่งออกมาจากป่า

                “รายงาน” หลี่หวางหลิงปรายตามอง

                “เรียนท่านแม่ทัพ จวิ้นอ๋องปลอดภัยดีพ่ะย่ะค่ะ แต่...” คนในเงามืดกลืนน้ำลาย “คนที่ลงมือสังหารคนร้าย...คนที่ท่านแม่ทัพคาดว่าเป็นคนของสำนักด่านประจิมผู้นั้นหลบหนีไป คนของกองพันตามไม่ทัน...”

                หางตาที่มองตอบสร้างความกดดันจนลมหายใจของผู้ที่กำลังรายงานสะดุด ขนลุกชันหวาดผวา

                แม่ทัพหลี่ ผู้บัญชาการกองพันเขี้ยวพยัคฆ์ผู้นี้มิได้น่าเกรงขามด้วยวัย แต่รังสีสังหารและความเหี้ยมโหดกลับเทียบเท่าแม่ทัพชาญศึกที่ออกรบกลางสมรภูมิและอาบเลือดศัตรูมานานนับสิบปี คนใต้บัญชาต่างรู้จักชื่อเสียงของแม่ทัพหลี่ดี นอกจากเรื่องที่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งทัพพิทักษ์อุดรเมื่อหลายปีก่อน บุกตะลุยชายแดนเหนือไปพร้อมทหารไม่กี่นายและตามหารัชทายาทจนพบ เมื่อได้รับการปูนบำเหน็จเป็นแม่ทัพแห่งกองพันเขี้ยวพยัคฆ์ และเป็นผู้บัญชาการนอกวังหลวงคนแรกที่มิใช่ขันที แม่ทัพหลี่ยังนำคนส่วนหนึ่งของกองพันใหม่ตรงไปชายแดน กวาดล้างข้าศึกชาวสือซานที่เหลือรอด จนตอนนั้นเพียงข้าศึกได้ยินคำว่า ‘แม่ทัพหลี่แห่งกองพันเขี้ยวพยัคฆ์’ แล้วถึงขั้นผวา พากันแตกพ่ายหนีออกนอกชายแดนกันหมด

                ยามนี้เมื่อเห็นสายตาคล้ายไม่สบอารมณ์ของผู้บัญชาการ คนในชุดดำพลันเหงื่อแตกพลั่ก เกรงจะถูกลงโทษจนต้องเค้นสมองคิดหาข้อมูลมารายงานเพิ่ม “ต...แต่ข้าน้อยพบอาวุธลับตกอยู่ในที่เกิดเหตุขอรับ ลักษณะประหลาดไม่คุ้นตา”

                หลี่หวางหลิงเลิกคิ้ว หันไปรับอาวุธแหลมยาวราวหนึ่งฝ่ามือมาพลิกดู “คนผู้นั้นใช้อาวุธลับ?”

                “ช...ใช่ขอรับ”

                มุมปากของร่างสูงบิดขึ้นช้าๆ โดยที่ผู้ใต้บัญชาไม่อาจเข้าใจได้ “เช่นนั้นก็มีปัญหาจริงๆ แล้ว ประมุขน้อยที่ข้ารู้จักมิได้ใช้อาวุธลักษณะนี้...เขาเป็นใคร และเกี่ยวอะไรกับเรื่องเมื่อปีที่ยี่สิบกันแน่”

                คนชุดดำมองตากันอย่างสงสัย แต่ไม่มีใครกล้าถามว่าเหตุใดแม่ทัพหลี่จึงรู้จัก ‘ประมุขน้อย’ ที่ว่าด้วย...

                คืนนี้พระจันทร์เต็มดวงสุกสว่าง แสงเลือนรางสาดลงบนเสี้ยวหน้าและรอยยิ้มเยียบเย็นแฝงนัยของผู้นำ จนเหล่าผู้ใต้บัญชาขนลุกวาบทั้งที่ตนมิใช่เป้าสายตาไม่ประสงค์ดีนั้น

                “ท่านแม่ทัพ” คนใจกล้าผู้หนึ่งกลั้นใจถาม “เอาอย่างไรต่อดีขอรับ ตให้ตามอารักขาจวิ้นอ๋อง? ไล่ตามคนลึกลับผู้นั้นไป? หรือทั้งสองอย่าง? แต่กำลังของเราไม่พอ เว้นแต่จะถอนกำลังจาก...”

                หลี่หวางหลิงหรี่ตาเมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักพเยิดไปทางโรงเตี๊ยมซอมซ่อที่บัดนี้หลับใหลเงียบงันเช่นเดียวกับผู้อาศัยในตึกหลังนั้น หลายปีมานี้เขาวางคนส่วนหนึ่งในกองพันอารักขารอบๆ อยู่เสมอ ความหมายเมื่อครู่คือให้ตัดกำลังคนเฝ้าที่นี่และไปสนใจสองเรื่องแรกที่ดูจะสำคัญกว่า

                เขาเข้าใจ ทว่ายังคงออกคำสั่งเสียงเรียบ “แบ่งคนส่วนหนึ่งตามไปอารักขาจวิ้นอ๋อง อีกส่วนอยู่เฝ้าที่นี่ตามเดิม”

                “แต่...”

                นัยน์ตาเย็นชาปรายมองคนค้าน รอบข้างเงียบกริบในพริบตา “คนผู้นั้นจะเป็นประมุขน้อยแห่งสำนักด่านประจิมตัวจริงหรือไม่ ข่าวที่ว่าเขากำลังไล่ล่าป้ายอันดับก็เป็นความจริง ช้าเร็วเขาย่อมต้องมาที่นี่”

                “แต่...” คนชุดดำคนเดิมพยายามอ้าปาก รู้สึกเหมือนข้ออ้างนี้มีบางอย่างไม่ถูกต้อง

                “รอให้คนผู้นั้นบุกมาแล้วหาทางจับตัวไปให้รัชทายาท เว้นแต่ว่า...พวกเจ้าไม่คิดจะปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์อย่างเคร่งครัด”

                ทุกคนเงียบสนิทอีกคราและสบตากันวูบหนึ่ง ต่างคนต่างรู้สึกตรงกันว่าถึงแม่ทัพหลี่จะอ้าง ‘คำสั่ง’ อ้าง ‘รัชทายาท’ สุดท้ายผลลัพธ์ก็คือไม่อนุญาตให้ถอนกำลังอารักขาจากโรงเตี๊ยมแห่งนี้อยู่ดีมิใช่หรือ

                พวกเขาไม่เข้าใจ โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีดีอันใด นอกจากขายสุราอาหารรสชาติใช้ได้ในราคาพื้นๆ มีพวกชาวยุทธ์เข้าออกไม่ขาดสาย บางครั้งเปิดวงพนันสู้กันเหมือนพวกป่าเถื่อน ถึงชมสนุกใช้ได้แต่ก็ไม่ถูกกฎหมายนัก แล้วยังมีอะไรอีก?

                ดูสีหน้าท่านแม่ทัพตอนนี้และฟังข้ออ้างแต่ละประโยค...ก็พอเดาได้ว่าห้ามค้าน...

                แต่ทำไมเล่า ทำไม!

                ผู้ใต้บัญชาที่อาวุโสที่สุดกระแอมเรียกความกล้า ก่อนถามคำถามสุดท้าย “แต่ว่า...หากส่วนหนึ่งไปอารักขาจวิ้นอ๋อง อีกส่วนเฝ้าที่นี่ ปล่อยให้คนผู้นั้นหลบหนีไป ไม่เท่ากับขัดคำสั่งอยู่ดีหรือขอรับ เช่นนั้นเราจะรายงานรัชทายาทอย่างไร”

                คนอื่นสบตากันซ้ำสอง เพราะหากปล่อยตัวคนที่อาจเป็น ‘เบาะแสสุดท้าย’ ขององค์ชายรองและเรื่องในปีที่ยี่สิบนั้นไป ก็เท่ากับ ‘ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด’ เช่นกัน

                หลี่หวางหลิงยกยิ้มปริศนา พลางหัวเราะในลำคอ “ข้าจะเข้าวังไปรายงานเอง”

                ท่าทีที่ราวกับทราบเบาะแสสำคัญบางอย่างทำเอาเหล่าผู้ใต้บัญชาขนลุกเกรียวอีกรอบ แต่อย่างไรท่านแม่ทัพและองค์ชายใหญ่ก็ยังคงเป็นญาติกัน ให้พยัคฆ์ทั้งสองประมือลับสมองกันเอง ส่วนลูกเต่าอย่างพวกตนอยู่เฉยๆ จะดีกว่า

 

 

 

 

                ดวงจันทร์เหนือหลังคาตำหนักบูรพาฉายแสงเลือนรางในความมืด เมื่อมองจากระยะไกล ร่มไม้ใหญ่ทั่วอาณาบริเวณนี้ดูราวเงาตะคุ่มของยักษ์เฝ้าตำหนักตัวโตที่โอบล้อมหมู่เรือนอันเงียบสงบ เสมือนจะไม่ยอมปล่อยให้สิ่งใดเข้าไปนอกจากเสียงลมครวญครางผ่านแมกไม้ พาให้ทหารที่ลาดตระเวนแถบนั้นขนลุกยะเยือกกายไปหมด

                ลมยามค่ำพัดกลิ่นหอมแรงของดอกไม้ในอุทยานหน้าร้อนลอยมา ถึงอากาศจะอบอ้าว แต่เมื่อสายลมบางเบาพัดพากลิ่นหอมเด่นจ้าผ่านทางหน้าต่างบานหนึ่งที่เปิดทิ้งไว้ คืนอันร้อนชื้นก็ดูจะรื่นรมย์ขึ้น

                เมื่อมองผ่านหน้าต่างบานนั้น เห็นเพียงด้านหลังเจ้าของตำหนักที่นั่งเหยียดขาอยู่บนตั่งยาว เรือนผมดำขลับดุจม่านราตรีคลี่คลุมจรดบั้นเอว ลึกลับชวนตรึงตรา แต่เมื่ออ้อมมาด้านหน้า แววตาที่จับจ้องหนังสือในมือกลับฉายเพียงความเยือกเย็น แม้เสี้ยวหน้าที่อยู่ใต้แสงโคมหมดจดกระจ่างตา ก็มิอาจลดทอนบรรยากาศกดดันที่แผ่ออกมาโดยได้

                แมลงกลางคืนส่งเสียงร้องแผ่วเบามาแต่ไกล ทันใดนั้นรัชทายาทหวางฉีหลินก็ชะงักปลายนิ้วที่กำลังจะพลิกหนังสือ ประหลาดใจที่ได้ยินว่าหน่วยสอดแนมแห่งกองพันเขี้ยวพยัคฆ์ส่งรายงานมาเป็นทอดๆ ว่าแม่ทัพหลี่ขอเข้าเฝ้ากลางดึก

                รัชทายาทเลิกคิ้ว แม่ทัพหลี่ผู้นี้ไม่ค่อยนอบน้อม แต่ใช่จะไม่รู้จักมารยาท การมาเยือนครั้งนี้จึงน่าสนใจเสียจนเขายอมขยับลงจากตั่งแล้วหันไปสวมเสื้อคลุมตัวนอก ยังไม่ทันนั่งลงร่างสูงตระหง่านของแม่ทัพหลี่ในชุดเปื้อนฝุ่นก็โผล่มาที่กรอบประตู และตรงเข้าเรื่องทันทีที่คารวะเสร็จ

                “จวิ้นอ๋องปลอดภัยดี ไม่ได้รับบาดเจ็บพ่ะย่ะค่ะ”

                รัชทายาทเหลือบมอง ดวงตาหรี่ลง “สกุลลิ่วลงมือแล้วรึ”

                “พ่ะย่ะค่ะ” หลี่หวางหลิงตอบรับ “จวิ้นอ๋องไปเยี่ยมพระขนิษฐาตามปกติ มือสังหารพวกนั้นคงไปดักรอกลางทาง”

                “กองพันของเจ้าทำงานว่องไวดี...”

                “มิใช่คนในกองพันพ่ะย่ะค่ะ”

                ดวงตาคมปลาบที่หลุบลงครุ่นคิดเลื่อนขึ้นช้าๆ

                “คนในกองพันตามไปทีหลัง” หลังตอบเสร็จ หลี่หวางหลิงก็จับจ้องกิริยาของผู้สูงศักดิ์กว่าอย่างพินิจเช่นกัน “ตอนที่พวกกระหม่อมไปถึง มือสังหารเหล่านั้นตายเกือบหมดแล้ว...และพบอาวุธลับที่คาดว่าเป็นของคนจากสำนักด่านประจิม”

                บรรยากาศที่เย็นเยือกอยู่แล้วตึงเครียดขึ้นในชั่วอึดใจ แม้แต่ประกายตาใต้แสงโคมขององค์ชายก็ยังทอแววประหลาด ทว่าเพียงพริบตาท่าทีนั้นก็แปรเป็นเฉื่อยเนือยอย่างไม่ใส่ใจ “อ้อ”

                หลี่หวางหลิงพินิจซ้ำ ก่อนรายงาน “ครึ่งปีก่อนหน้านี้กระหม่อมเคยรายงานว่าประมุขน้อยแห่งสำนักด่านประจิมกำลังไล่ล่าอันดับบนทำเนียบ แต่ดูท่าแล้วคนผู้นั้นคงมิใช่ประมุขน้อยดังที่ร่ำลือกัน”

                ไม่มีท่าทีใดๆ อีก ผู้บัญชาการกองพันเขี้ยวพยัคฆ์จึงเริ่มใคร่ครวญที่มาของข่าวลับข่าวลวงต่างๆ ในค่ำคืนอันวุ่นวายนี้

                เขาเพิ่งกลับถึงเมืองหลวงพร้อมข่าวสารสำคัญจากชายแดนเหนือที่รัชทายาทรอฟังความคืบหน้ามาตลอด ระหว่างนั้น ผู้ใต้บัญชากลับรายงานเรื่องการลอบสังหารจวิ้นอ๋องลิ่วเนี่ย พระโอรสขององค์หญิงใหญ่แห่งราชวงศ์

                องค์หญิงใหญ่เป็นพระขนิษฐาร่วมอุทรเพียงหนึ่งเดียวของฝ่าบาท จวิ้นอ๋องจึงนับเป็นลูกพี่ลูกน้องของรัชทายาท แต่เพราะปัญหาสมรสระหว่างองค์หญิงกับราชบุตรเขยอย่างแม่ทัพปราบทักษิณลิ่วเหยา จวิ้นอ๋องน้อยจึงพำนักอยู่นอกเมืองหลวงกับพระมารดาตั้งแต่แบเบาะ จนก่อนสงครามในปีที่ยี่สิบไม่นานถึงกลับมาอยู่เมืองหลวง ความสัมพันธ์กับรัชทายาทเรียกได้ว่าดียิ่งกว่าพระอนุชาและพระขนิษฐามากมายในวังหลวงของพระองค์

                แต่ขณะที่ความสัมพันธ์ของจวิ้นอ๋องและรัชทายาทดีขึ้น สัญญาณไม่ดีภายในสกุลลิ่วก็ยิ่งเด่นชัดทีละน้อย

                แคว้นต้าหยวนใช้ระบบขุนศึกเหนือใต้ โดยมีสองสกุลใหญ่คุมกำลังพลชายแดน หากสกุลหลี่คือผู้นำสูงสุดของกองทัพพิทักษ์อุดร สกุลลิ่วก็คือผู้นำของกองทัพปราบทักษิณ และทางใต้ยังนับเป็นเขตอิทธิพลที่ดึงดูดให้ขุนนางโกงกินไปหาประโยชน์บ่อยๆ หลังสงครามกับซีเหลียงครั้งสุดท้ายในปีกวงซวีที่ยี่สิบสองจบลง แถบนั้นก็ไม่มีสงครามอีก ทว่ากองทัพที่ปราศจากการสู้รบกลับมีร่องรอยของการสะสมงบประมาณส่วนเกินจำนวนมาก หลายปีมานี้รัชทายาทจึงจับตามองสกุลลิ่วเป็นพิเศษ      

                หากคิดในแง่ดี นี่อาจเป็นเพียงการยักยอกเงินบำรุงทัพ แต่ก็อาจบ่งชี้ได้เช่นกันว่าคนสกุลลิ่วมีใจคิดก่อกบฏ!

                “คนที่ส่งมือสังหารไปดูเหมือนจะเป็นพวกพี่ชายของเขาดังที่พระองค์คาด ตอนนี้สกุลลิ่วแปรพักตร์แน่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” หลี่หวางหลิงรายงาน ก่อนยกมุมปากรางๆ “เท่าที่เค้นคำตอบจากคนที่ยังหายใจได้ พรรคพิรุณหยาดเป็นผู้ชักพาพวกมันมา”

                รัชทายาทขมวดคิ้วแวบหนึ่งและคลายออกอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอ่อนโยน แต่มองแล้วน่าขนลุกยิ่ง “พรรคพิรุณหยาดอยู่ทางตะวันออก...อืม น้องเจ็ดของข้า ในที่สุดก็เติบโตแล้วจริงๆ ด้วย”

                “พระองค์จะปล่อยรุ่ยอ๋องไปก่อน?”

                รัชทายาทแย้มยิ้มดังเดิม “แล้วจะให้ข้าทำอันใด บุกไปจับเขาถึงเขตปกครองหรือ เขาไม่โง่ทิ้งหลักฐานไว้หรอก!”

                เทียบกับจวิ้นอ๋องผู้เคราะห์ร้าย สายสัมพันธ์กับองค์ชายเจ็ดหวางเย่าเหลียน หรือ ‘รุ่ยอ๋อง’ ดูจะเข้มข้นกว่านักด้วยสายเลือดและความแค้น

                สงครามในปีกวงซวีที่ยี่สิบที่ทำให้รัชทายาทเกือบเอาชีวิตไม่รอดนั้น ลือกันว่าเป็นเพราะแม่ทัพพิทักษ์อุดรหลี่เมิ่งอวี้ และเหล่าขุนนางใน ‘กลุ่มอำนาจสกุลหม่า’ เจตนาวางกับดักสังหารรัชทายาทเพื่อผลักดันองค์ชายสามหวางเย่าหมิงขึ้นแทนที่

                ...แต่ถึงลือไปก็ทำอะไรมิได้ ยี่สิบปีกว่าปีในรัชศกกวงซวีนี้ ถ้าพูดถึงไทเฮาพระมารดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน นอกจากจะเป็นผู้ที่ผลักดันหม่ากุ้ยเฟยช่วงชิงอำนาจในวังหลัง ทำให้เครือข่ายกลุ่มขุนนางของสกุลหม่าแผ่อิทธิพลไปทุกหย่อมหญ้า ข่าวลือที่ว่ายังมาพร้อมกับการปิดปากและใส่ความคนอย่างเหี้ยมโหดที่ไม่มีใครกล้าพูดในที่แจ้ง

                ทุกฝ่ายรู้แก่ใจว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องในปีนั้น แต่ถึงสงครามผ่านมาเจ็ดปีแล้ว ตัวการเบื้องหลังกลับไม่เคยได้รับโทษทัณฑ์ แม้ฮ่องเต้เฉียนกวงทรงจัดการกวาดล้างราชสำนักจนผู้คนเรียกเหตุการณ์นั้นกันว่า ‘ฤดูใบไม้ผลินองเลือดในปีที่ยี่สิบสอง’ ที่เด็ดปีกและแขนขาของกลุ่มอำนาจสกุลหม่าทิ้งเกือบทั้งหมด จนไทเฮาเสด็จสวรรคตไป ทว่าหม่ากุ้ยเฟย รุ่ยอ๋อง รวมถึงขุนนางทหารระดับสูงที่อยู่เบื้องหลังอย่างแม่ทัพพิทักษ์อุดรหลี่เมิ่งอวี้ก็ยังคงอยู่รอดปลอดภัย

                “เวลานี้เสด็จย่าที่รักไม่อยู่แล้ว ต้องดูว่าน้องเจ็ดจะดิ้นรนเองได้แค่ไหน” รัชทายาทเหยียดยิ้มเบาบาง “น้องเจ็ดของข้าตั้งใจยืมมือสกุลลิ่วก่อการ นอกจากคิดรื้อฟื้นกลุ่มอำนาจสกุลหม่า จับมือกับสกุลลิ่วก่อกบฏ อาจคิดจับมือกับบิดาเจ้าด้วย”

                หลังฤดูใบไม้ผลินองเลือดในปีนั้น กลุ่มอำนาจสกุลหม่าระส่ำระสาย องค์ชายสามถูกประหาร ไทเฮาผู้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่สวรรคต องค์ชายเจ็ดหวางเย่าเหลียนจึงได้รับบรรดาศักดิ์อย่างเป็นทางการ กลายเป็น ‘รุ่ยอ๋อง’ และถูกส่งไปปกครองเขตศักดินาในมณฑลตะวันออก นับเป็นการขับออกจากเมืองหลวงโดยอ้อมและตัดหนทางฟื้นอำนาจ

                แต่ถึงตัวไม่อยู่เมืองหลวงก็มิได้หมายความว่าจะลงมือไม่ได้ เรื่องทั้งหมดนี้อาจไม่ชวนให้คิดไปถึงรุ่ยอ๋องเลย หากมิใช่เพราะพรรคพิรุณหยาดเป็นพรรคใหญ่ทางตะวันออก และสายลับของกองพันเขี้ยวพยัคฆ์เคยมารายงานว่าพี่ชายของจวิ้นอ๋องลิ่วเนี่ย ‘สนิทสนม’ กับรุ่ยอ๋องถึงขั้นที่ลอบเดินทางไปมณฑลตะวันออกเป็นบางคราว

                เบื้องหน้า สกุลลิ่วและสกุลหลี่ไม่สมาคมกันอย่างเปิดเผย ทว่าพวกเขารู้ดี ในเบื้องหลังคนพวกนี้ล้วนยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัชทายาท

                หลี่หวางหลิงขยับยิ้มตอบ ตาหรี่ต่ำดุจพยัคฆ์ยามออกล่า “ถ้าจับมือกันจริง เช่นนั้นก็แค่ประหารในข้อหากบฏ”

                “ลูกหลานญาติพี่น้องล้วนเย็นชา การเกิดในสกุลหลี่ช่างอาภัพเสียจริง” รัชทายาทหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นเยือกถึงขั้นที่หากคนขวัญอ่อนผ่านมาได้ยินอาจตัวสั่นเทาได้

                แต่คนผู้นั้นมิใช่หลี่หวางหลิง...เขาไม่แยแสเลยจริงๆ แม้ว่าหลี่เมิ่งอวี้ แม่ทัพพิทักษ์อุดรชื่อเสียงฉาวโฉ่แต่กระทั่งฮ่องเต้ก็โค่นมิได้ผู้นั้นจะเป็นบิดาโดยสายเลือดของเขาเอง

                เขาไม่เคยเสียใจเลยที่ในปีนั้นตนฝ่าฝืนคำสั่งของแม่ทัพใหญ่ผู้เป็นบิดาและออกตามหารัชทายาท มิเช่นนั้นตนคงไม่ได้รับบำเหน็จครั้งใหญ่ หลุดพ้นจากทัพที่มีสกุลหลี่เป็นศูนย์กลางได้

                ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่กองทัพพิทักษ์อุดรรีบส่งข่าวสารกลับเมืองหลวงกันเซ็งแซ่ แต่ถึงลือไปก็ปราศจากหลักฐานว่าคนผู้นั้นเจตนาสังหารรัชทายาท พบเพียงหลักฐานแผนที่ของสกุลหลิงในมือข้าศึก ดังนั้นหลังถูกลงโทษตัดเบี้ยหวัดและกักตัวสำนึกผิด หลี่เมิ่งอวี้ก็ยังคงครองตำแหน่งแม่ทัพพิทักษ์อุดรดังเดิม

                หลี่เมิ่งอวี้กำเริบเสิบสานเพราะถือว่าตนดูแลชายแดนเหนือที่ยังไม่สงบ แม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่อาจลงทัณฑ์อย่างเปิดเผยได้ ยังไม่นับที่ฮองเฮาของแผ่นดิน พระมารดาของรัชทายาทเป็นพี่สาวแท้ๆ ของคนผู้นั้น ต่อให้ฮองเฮาจะไม่ทรงยุ่งเกี่ยวกับวังหลัง ปิดประตูตำหนักสวดมนต์ไหว้พระเงียบๆ มานานปี แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครกล้าแตะต้องหลี่เมิ่งอวี้ตรงๆ

                หลี่หวางหลิงไม่มีความรู้สึกใดๆ ให้บิดาตน อันที่จริงตั้งแต่ลืมตาดูโลก เขายังไม่เคยเรียกคนผู้นั้นว่า ‘บิดา’ เลย

                “สกุลลิ่วไม่ยอมรามือเท่านี้แน่” รัชทายาทเปรยกลั้วหัวเราะ “คิดสังหารอาเนี่ยหรือ หากพวกนั้นทำได้ก็ลองดู ถึงไม่มีข้า อาเนี่ยก็มิใช่ไม้เนื้ออ่อนที่อยากดัดอยากเคี้ยวอย่างไรก็ได้ มิเช่นนั้นเขาจะสืบรู้ได้หรือว่าสกุลของตนคิดจะทำอะไร”

                หลี่หวางหลิงพยักหน้า “ทางตะวันออกทราบข่าวที่จวิ้นอ๋องถูกลอบสังหารแล้ว พวกเขาสงสัยเช่นกันว่าอาจเป็นฝีมือของรุ่ยอ๋องลอบติดต่อให้พรรคในยุทธภพลงมือ พวกเขาจะช่วยจับตาดูอีกทาง...แต่อย่างไรในพิธีเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของฝ่าบาท รุ่ยอ๋องก็คงได้กลับเมืองหลวงอยู่ดี”

                องค์ชายใหญ่คลี่ยิ้มเชื่องช้าในแบบที่เมื่อสี่ห้าปีก่อนคงมิอาจเห็นรอยยิ้มเช่นนี้ได้ พาให้ดวงหน้าที่งดงามน่ามองอยู่แล้วฉายความละมุนละไมขึ้นมา

                แต่ถึงมีสายลมเจือความร้อนบางเบาพัดผ่าน รอบข้างกลับหนาวเหน็บในพริบตา 

                “ไม่แปลก ถ้าได้โอกาสกลับถิ่นแล้วไม่ก่อเรื่องเลยย่อมน่าผิดหวังเกินไป แต่น้องเจ็ดอดทนไม่ขยับตัวได้ตั้งหลายปี เจ้าก็อย่าบีบคั้นเขามากนัก” 

                ความละมุนละไมนั้นเก็บซ่อนความอำมหิตไว้แทบไม่มิด โดยเฉพาะในสายตาคนที่รับใช้ใกล้ชิดอย่างเขา

                “หากเขาไหวตัวทัน...ข้าจะฆ่าทิ้งง่ายๆ เหมือนพี่ชายเขาได้อย่างไร”

                ในปีนั้นองค์ชายสามไม่มีแม้แต่โอกาสไหวตัวหรือแก้ต่าง แม้ฉากหน้าเป็นการกำจัดขุนนางโกงกิน แต่เรื่องนี้ฝ่าบาทก็ทรงรู้เห็นเป็นใจ และถ้าแม้แต่เจ้าแผ่นดินยังตัดใจทิ้งพระโอรสองค์หนึ่งได้อย่างง่ายดายเพื่อสยบไทเฮากับสกุลหม่าที่แทรกแซงและระรานพระองค์มานานปี ไยรัชทายาทที่มีความแค้นอยู่แล้วจะปรานี สกุลหม่าคิดลอบสังหารรัชทายาทครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อให้เป็นผู้ทรงศีลก็มิอาจทนได้ ครานั้นรัชทายาทจึงตัดรากถอนโคนโดยไม่ลังเล

                แต่เหตุผลสำคัญที่ทำให้รัชทายาทลงมือถึงตาย กระทั่งเขาซึ่งเพิ่งสวามิภักดิ์ต่อพระองค์หลังสงครามในปีนั้นยังทราบว่า แท้จริงแล้วเป็นเพราะองค์ชายรอง

                หลี่หวางหลิงช่วยรัชทายาทได้ แต่ไม่ว่าใครก็มิอาจช่วยองค์ชายรองหวางฉีหนาน ปีนั้นขุนนางในราชสำนักโดยเฉพาะคนของกลุ่มอำนาจสกุลหม่าต่างคุกเข่ากล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า โทษขององค์ชายรองที่สมคบคิดกับสกุลหลิงหวังสังหารรัชทายาท มีเพียงควรประหารให้ตายตกตามกัน

                การประหารองค์ชายรองนับเป็นฟางเส้นสุดท้าย เมื่อฝ่ายนั้นยุยงสังหารองค์ชายรอง หมากที่รุกฆาตน้องชายต่างพระมารดาที่เกิดจากหม่ากุ้ยเฟยจึงโหดเหี้ยมทัดเทียมกัน

                เพียงพริบตา เสี้ยวหน้าของรัชทายาทที่ราวกับอาบย้อมไปด้วยเปลวไฟดำทะมึนแห่งความเกลียดชังก็สงบลง แม้แต่ข้อนิ้วที่หดเกร็งจนเห็นเส้นเลือดเด่นชัดใต้ผิวขาวจัดเมื่อครู่ยังเหยียดคลาย น้ำเสียงราบเรียบจับอารมณ์ไม่ได้ดุจเดิม “ทำตามแผนเดิม สกุลลิ่วย่อมอดทนได้ไม่นาน ช้าเร็วคนพวกนั้นย่อมโผล่หางออกมาเอง แต่ระวังให้ดี ให้คนตามคุ้มกันอาเนี่ยต่อไป มิเช่นนั้นข้าอาจผิดต่อเสด็จอาหญิงได้”

                “พูดถึงเรื่องนี้...” หลี่หวางหลิงยกยิ้มชวนสนเท่ห์ที่ไม่เข้ากับบทสนทนาแม้แต่น้อย “พระองค์ไม่อยากรู้หน่อยหรือพ่ะย่ะค่ะ ว่าตกลงแล้วคนจากสำนักด่านประจิมที่ช่วยจวิ้นอ๋องไว้เป็นใคร”

                รัชทายาทเลิกคิ้วด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ข้าต้องอยากรู้ด้วยรึ”

                นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่หลี่หวางหลิงจงใจเอ่ยถึง ‘สำนักด่านประจิม’ และลอบสังเกตสีหน้าของคู่สนทนา สำนักนี้อยู่ทางตะวันตก รัชทายาทเคยเสด็จไปสนองราชกิจที่นั่นเกือบสามปี หลายปีมานี้ยังติดต่อซื้อข่าวความเคลื่อนไหวของรุ่ยอ๋อง สกุลลิ่ว และสกุลหลี่จากคนขายข่าวของสำนักด่านประจิมในเมืองหลวง แม้พวกเขาได้ชื่อว่า ‘ผู้เร้นกาย’ คนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นศิษย์ในสำนัก แต่หากไม่รู้จัก เป็นไปไม่ได้ที่องค์ชายใหญ่จะเชื่อถือข่าวพวกนั้น

                “อาวุธที่ตกอยู่แถบชายป่าคืออาวุธจู่โจมในระยะไกล...บังเอิญกระหม่อมทราบว่าประมุขน้อยมิได้ใช้อาวุธชนิดนี้ ย่อมหมายถึงเขามิใช่ตัวจริง เรายังไม่รู้ตัวตนของฝ่ายนั้นแน่ชัด จะให้จับตัวมาตามเดิมหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

                “จับ” รัชทายาทตอบสั้นๆ พลางเปิดหนังสือหาหน้าที่อ่านค้างอยู่

                รอยยิ้มมีเลศนัยของหลี่หวางหลิงเด่นชัดขึ้น “ที่แท้พระองค์ก็ทราบอยู่แล้วว่าเขามิใช่ประมุขน้อยตัวจริง”

                ปกติไม่ว่าจะรายงานเรื่องใด องค์ชายใหญ่ล้วนรับฟังและออกความเห็นตามสมควร มีเพียงเรื่องของ ‘ประมุขน้อยแห่งสำนักด่านประจิม’ ที่พระองค์มักทำเป็นหูทวนลม กระทั่งครึ่งปีก่อนตอนที่เล่าเรื่องการไล่ล่าป้ายอันดับให้ฟัง พระองค์ยังนิ่งเฉย ครานี้เมื่อได้รับคำสั่งให้ ‘จับกุมตัวมาสอบถาม’ เขาจึงรู้สึกแต่แรกแล้วว่าคำสั่งนี้แปลกพิกล

                นัยน์ตาของรัชทายาทเลื่อนขึ้นช้าๆ อีกครา สวนทางกับสายตารื่นรมย์เกินพอดีของแม่ทัพหลี่

                เขาอยากรู้เหลือเกินว่าหากฝ่ายนั้นเป็นตัวจริง รัชทายาทจะออกคำสั่งให้จับกุมตัวมาหรือไม่?

                “แล้วอย่างไร” น้ำเสียงขององค์ชายใหญ่เย็นชายิ่ง “ตัวจริงของเขาเป็นใคร ข้ารู้จักหรือไม่ สำคัญที่ใด”

                “อย่างไรพวกเขาก็มิใช่ชาวต้าหยวน สมควรสงสัยเจตนาไว้ก่อนว่าไยคนนอกด่านพวกนั้นจึงเอาตัวมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องในเมืองหลวงได้” หลี่หวางหลิงตอบอย่างจริงใจจนดูเสแสร้ง “ที่สำคัญ เรายังไม่รู้ว่าผู้ที่ยืมชื่อประมุขน้อยมีฐานะอย่างไร สำคัญแค่ไหน หากใกล้ชิดสนิทสนมถึงเพียงนั้น ไม่แน่ว่า...อาจเป็นสามีภรรยากันก็เป็นได้”

                ธรรมเนียมของต้าหยวนให้บุรุษสมรสกันได้ แม้จะมิได้รับความนิยมนัก แต่ก็นับเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย

                “อ้อ” รัชทายาทแค่นเสียงเบาๆ พลางก้มอ่านหนังสือต่อเสมือนไม่ได้ยิน

                หลี่หวางหลิงหรี่ตา “กระหม่อมเคยฟังมาว่าประมุขน้อยสมรสแล้ว เป็นไปได้ว่าผู้ที่ช่วยจวิ้นอ๋องและใช้ชื่อเสียงของเขาคือภรรยาคนที่ว่า สามีภรรยาประดุจคนคนเดียวกัน ช่วยจวิ้นอ๋องจากมือสังหารนับสิบได้ต้องมีวรยุทธ์สูงล้ำทีเดียว...ก็น่าจะเหมาะสมกับประมุขน้อยนอกด่านผู้นั้น”

                “อ้อ” คำตอบรับยังคงสั้นยิ่งและไม่แยแสดุจเดิม

                หลี่หวางหลิงยกยิ้มมุมปากช้าๆ “เช่นนั้นหากมิใช่ บางทีพระองค์น่าจะทราบกระมัง...ว่า ‘ภรรยาตัวจริง’ ของประมุขน้อยผู้นั้นเป็นใคร?”

                ดวงตาคมกริบเบือนขึ้นเป็นครั้งแรก ยังดูไร้อารมณ์ ทว่าคนคุ้นเคยย่อมทราบว่าในนั้นมีความหงุดหงิดปะปนบ้างแล้ว

                “เจ้าพูดเรื่องนี้กับข้าด้วยเหตุใด”

                รอยยิ้มน่าโมโหขยายกว้างขึ้น “กระหม่อมเคยพบประมุขน้อยที่ชายแดน ได้ประมือกันนิดหน่อย กระหม่อมจึงทราบว่าเขามิได้เชี่ยวชาญอาวุธลับ สนทนากันถูกคออยู่บ้าง และถึงพระองค์ไม่อยากทราบ ครานั้นเขากลับถามถึง...”

                “หวางหลิง”

                ดวงตาเรียวยาวคมปลาบยากอ่านความหมายเงยจ้องตรงๆ พร้อมปิดหนังสือดังฉับ

                เจ้าของนามสบตาตอบแต่ไม่ขาน ไม่บ่อยนักที่องค์ชายใหญ่จะเรียกชื่อเขา

                “ที่จวนเจ้ายังว่างเกินไปหรือ” ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอาบยาพิษ “ดูท่าคนที่ข้าส่งไปกำนัลเจ้าในช่วงปีสองปีมานี้จะสร้างความสำราญให้ไม่พอกระมัง”

                หลี่หวางหลิงจำต้องถอยก้าวหนึ่ง หลังสัมผัสได้ถึงโทสะที่ปะทุอย่างชัดเจน “สร้างความสำราญได้ดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

                คาดว่าเรื่องบางเรื่องคงมิอาจถามได้ สงสัยว่าความอยากรู้อยากเห็นของเขาคงแตะขีดจำกัดอีกฝ่ายเข้าแล้ว

                หลังได้ยินคำปฏิเสธ ตาคู่นั้นก็ยิ่งฉายแววมุ่งร้ายเด่นชัดขึ้น

                “มิได้กระมัง น้องชายที่รัก” รัชทายาทเน้นเสียงอ่อนหวานจนน่าขนลุก “เจ้าเพิ่งกลับจากภารกิจอันเหนื่อยยาก แต่ยังมีแก่ใจ ‘สอดรู้’ ความเป็นไปต่างๆ เพื่อข้า บางทีเจ้าคงว่างเกินไป ถ้าข้าผู้นี้ไม่ตอบแทนบ้าง...ก็นับว่าเสียมารยาทแล้ว”

                ผู้บัญชาการกองพันเขี้ยวพยัคฆ์เงียบ เริ่มรู้สึกว่าตนเดินหมากผิดเล็กน้อย

                “ให้เลือกเอา...” รอยยิ้มนั้นดูจริงใจจนน่ากลัว “หากไม่รับน้ำใจข้า เช่นนั้นก็เตรียมตัวไปประจำการชายแดนเหนือได้เลย และขอรับรองด้วยเกียรติของข้าว่าจะยาวนานยิ่งกว่าที่ผ่านมา ดีหรือไม่...เจ้าเอาคนไปใช้สอยส่วนตัว เป็นหูเป็นตาคอยสอดส่องโรงเตี๊ยมแห่งนั้นอย่างไร คิดทำอะไรแบบไหน อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ไม่เห็น”

                น้ำเสียงเย็นเยียบของรัชทายาทไม่มีส่วนใดบอกว่าล้อเล่น และพอคิดว่าอีกฝ่ายพูดจริงทำจริงว่าจะส่งตนไปชายแดนไกลลิบ หลี่หวางหลิงก็ได้แต่หลุบตา คิดแต่ว่ายามนี้ไม่ตอบอะไรน่าจะดีที่สุด

 

 

 

 

                หลี่หวางหลิงกลับมาที่จวนของตนตอนรุ่งสางหลังห่างหายไปนานปี ยามนี้แสงอรุณรุ่งจับตัวทอดทับบนขอบฟ้า แต้มฟ้าสีหมึกให้สว่างขึ้นแล้ว

                ทว่ายังไม่ทันเดินไปไหนเขาก็เห็นปัญหากองทัพหนึ่งที่หน้าประตูจวน

                ‘กองทัพ’ คำนี้ใช้ได้ถูกต้องยิ่ง เป็นกองทัพสตรีหลากวัยที่ส่วนใหญ่เป็นชนต่างเผ่า บ้างร้องไห้ บ้างกังวล ขณะที่ทหารในจวนพยายามบอกให้พวกนางสงบสติอารมณ์

                หลี่หวางหลิงมองภาพนั้นนิ่งๆ ไร้วาจาขึ้นมากะทันหัน

                แม้เขาและองค์ชายใหญ่มิใช่ญาติพี่น้องที่สนิทสนมกลมเกลียวกันนัก แต่เขาค่อนข้างมั่นใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างกันมิได้เลวร้าย...อย่างน้อยก็ไม่เลวร้ายเท่าเขากับหลี่ซ่งจือ พี่ชายร่วมบิดาร่วมแซ่ที่เขาชังน้ำหน้า

                กล่าวง่ายๆ คือ องค์ชายใหญ่ชังอนุชาที่เกิดจากหม่ากุ้ยเฟยขนาดไหน เขาก็ชังน้ำหน้าพี่ชายของตนไม่ต่างกัน

                ระยะหลังนี้หากเขาบังเอิญแตะถูกจุดที่ไม่บังควร อีกฝ่ายมักหาเรื่องเอาคืนด้วยการส่ง ‘บรรณาการ’ มาถึงจวนประจำตำแหน่ง พอถึงบรรณาการนางที่แปด จากที่ไม่สนใจ หลี่หวางหลิงจึงต้องยอมถอยให้ก้าวหนึ่ง

                แต่ ‘กองทัพบรรณาการ’ ครานี้มีนับร้อยคน มากเสียจนเขาสงสัยยิ่งว่าองค์ชายใหญ่ไปสรรหาคนมาจากที่ใด?

                “ท...ท่านแม่ทัพ ทำอย่างไรดีขอรับ” ทหารในจวนเคยรับมือ ‘บรรณาการ’ แต่ไม่เคยเจอ ‘กองทัพบรรณาการ’ เช่นนี้

                หลี่หวางหลิงกำลังจะตอบ พลันได้ยินเสียงแผดร้องแหลมสูง เสียงเล็กๆ นั้นสะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนาจนบุรุษอกสามศอกรอบข้างหัวใจสั่นไหว

                ครั้นหันมองต้นเสียง สีหน้าของหลี่หวางหลิงทะมึนอย่างฉับพลันราวฟ้าครึ้มฝน เสียแต่มิอาจโหมกระหน่ำใส่ต้นเหตุได้

                เจ้าของเสียงร้องไห้นั้นสูงแค่เอวเขาเอง!

                “เอ่อ...นาง...” ทหารใต้บัญชาอึกอัก มองแม่นางน้อยที่ยืนร้องไห้กระจองอแงเหมือนญาติเสียสลับกับเจ้าของจวน

                ผู้บัญชาการกองพันยังคงมีสีหน้าดำคล้ำ สุดท้ายจึงถอนหายใจแผ่วเบาแล้วโบกมือ

                “...ส่งพวกนางไปคัดเลือก ใครทนได้ให้เอามาฝึกในกองพัน นอกนั้นค่อยหางานอื่นให้ทำ”

                ทหารใต้บัญชามีสีหน้าประหลาดล้ำ “คัดเลือก? กองพัน?”

                หลี่หวางหลิงพยักหน้า “คนเหล่านี้มีมากเกินไป ต้องหางานให้เท่าไหร่ถึงจะพอ ไม่แน่ว่าในนี้อาจมีคนหน่วยก้านใช้ได้อีกหลายคน เพิ่มเจ้าหน้าที่หญิงในกองพันหน่อยก็ดี”

                เขามิใช่ฮ่องเต้เสียหน่อยถึงต้องมีสตรีคอยปรนนิบัติมากมายเพียงนี้ ที่สำคัญต่อให้จวนของเขากว้างกว่านี้ก็เก็บสตรีเป็นกองทัพไว้มิได้

                องค์ชายใหญ่เจ้าคิดเจ้าแค้นไม่เห็นแก่ผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นปีกวงซวีที่ยี่สิบ ยี่สิบสอง หรือยี่สิบเจ็ดก็มิได้แตกต่างกันเลย

                ทหารผู้นั้นยังคงตีหน้าบิดเบี้ยว ได้แต่ชี้มือสั่นๆ ไปทางแม่นางน้อย “ร...รวมถึงนางด้วยหรือขอรับ”

                แม่นางน้อยมองมา เบะริมฝีปากที่สั่นเทาไม่แพ้ปลายนิ้วของทหาร แล้วแหกปากดังขึ้นเหมือนรู้ว่าตนใกล้ถึงฆาต

                หลี่หวางหลิงนวดขมับ “ส่งนางไปที่เรือนใหญ่”

                ผู้ใต้บัญชาอ้าปากค้าง เผลอค้านตามมโนธรรมโดยไม่กลัวตาย “ท...ท่านแม่ทัพ! นางเป็นเด็กน้อยที่ยังไม่มีระดู ยัง...”

                “ข้าหมายถึงส่งนางไปทำงานรับใช้ ไปหัดทำความสะอาด!” หลังนึกได้ว่าประโยคเมื่อครู่ทำให้พลทหารคิดไปถึงไหน หลี่หวางหลิงถึงขั้นหันไปถลึงตา “ตาข้ามิได้บอด เด็กน้อยพรรค์นี้จะเอาไปทำอะไรได้”

                “อ...อ้อ...ขอรับ ทำความสะอาดๆ”

                หลังตวาดไป หลี่หวางหลิงค่อยเอ่ยเรียบๆ “พวกเจ้าไปคัดคนให้ดี เผื่ออนาคตได้ใช้สอยพวกนาง...หรือไม่ค่อยมอบให้นายหญิงไปปกครองเล่นๆ”

                “นายหญิง!?” ทหารคนเดิมอุทานเสียงหลง

                จวนแห่งนี้มีนายหญิงที่ไหน หรือวันนี้พระอาทิตย์จะขึ้นทางตะวันตกเสียแล้ว!?

                หลี่หวางหลิงมิได้ใส่ใจสีหน้าของผู้อื่นอีก และตรงกลับเข้าจวนไปพักผ่อนอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในรอบสามวัน

                ระหว่างนั้น ไกลออกไป บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมเล็กๆ ในตรอกตะวันตก อยู่ๆ เถ้าแก่โยวที่เพิ่งหลับพักผ่อนได้ไม่กี่ชั่วยามก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาจามลั่นติดต่อกันหลายที

 

-----------------------------------------------------

รายละเอียดการเปิดจองจะประกาศให้ทราบเร็วๆ นี้ ท่านที่สนใจ กดเก็บเข้าชั้นกันไว้ หรือเวียนไปซื้อหา+อ่านเรื่องอื่นๆ ก่อนได้นะคะ
 

หมื่นลิขิต หนึ่งบุพเพ มีจำหน่ายรูปเล่มที่ เว็บไซต์สำนักพิมพ์ และ e-book บน meb >>ที่นี่<< ค่ะ

นักอ่านที่อยากกดติดตามข่าวสารอื่นๆ กดติดตามเพจเฟซบุ๊คที่ ลูซิน l Author และทวิตเตอร์ @lucindah17 ได้ เวลามีอัพเดทเกี่ยวกับงานเขียนและโปรโมชั่นในแต่ละช่วง เราจะนำไปแจ้งตามช่องทางต่างๆ นี้ค่ะ
 

 

และแน่นอน เพราะเรากำลังจะมีเล่มใหม่ ดังนั้นอย่าลืมฟอลกันไว้รอแจกของเฉพาะ follower แต่ละช่องทางนะคะ ;)

ขอขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ลูซิน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 104 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

201 ความคิดเห็น

  1. #200 leonat (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2563 / 18:03
    ร้องไห้ ดีใจได้อันดับหนี่งแบบงงๆ 😂😂😂😂😂
    #200
    0
  2. #119 Maylyunho (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 20:45
    อหท่านแม่ทัพอบบใจร้าย ใช้เถ้าแก่เป็นนกต่อ ทางไกนก็อันตรายอ่ะ ฮื่อออ
    #119
    0
  3. #108 kwangB (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 01:29
    ตร่ก สงสารจิงๆ5555555
    #108
    0
  4. #76 R38912122 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 13:12
    เถ้าแก่โยวสู้ๆนะ / ตบบ่าเบาๆ

    ฮืออออ ทั้งสงสาร ทั้งขำ
    #76
    0
  5. #54 Never001 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 22:31

    โอ๊ยย สงสารเถ้าแก่จัง

    #54
    0
  6. #11 ซินเดอเรล✰. (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:10
    เหมือนเถ้าแก่ถูกใช้เป็นหมากบนกระดานเลย แต่ที่จริงก็เป็นตัวหมากมาตั้งแต่ต้นแล้วล่ะเนอะ นึกว่าคดีความเมื่อปียี่สิบจะจบเรื่องแล้วเสียอีก กลายเป็นว่ายังมีลับลมคมในซ่อนอยู่อีก เกิดเป็นรัชทายาทนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆค่ะ // มองเหม่อ
    #11
    1
    • #11-1 LucindaAuthor(จากตอนที่ 3)
      23 กุมภาพันธ์ 2563 / 11:34
      จักรวาลนี้เริ่มจากสงครามที่ว่าค่ะ มีบางส่วนที่ได้รู้ในพาร์ทน้องไป๋และน้องซู แต่ปมหลักๆว่าเกิดอะไรยังไงอีกช่วงนั้นจะกระจายมาขยายในภาคนี้ และภาคของรัชทายาทค่ะ ซ่อนเงื่อนจริงๆ55
      #11-1
  7. #9 Ruruka Buta (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:19
    คำผิดครัช
    - ต้องเปลี่ยนพื้นใหม่ด้วยหรือใหม่ > หรือไม่
    - ในนี้ห้ามต่อยดีกัน > ต่อยตี
    - แต่เขาจะได้รู้ได้อย่างไร > จะไปรู้ได้อย่างไร
    - เป็นสำนักข่าวสารที่ชื่อมิใช่ชั่ว > อันนี้เป็นสำนวนใช่มั้ยอะไรท์ หมายถึงสำนักนี้ไม่ได้มามั่วๆนะ เราเข้าใจถูกมั้ยอะ
    #9
    2
    • #9-1 LucindaAuthor(จากตอนที่ 3)
      23 กุมภาพันธ์ 2563 / 11:32
      ลืมตอบอันนี้ค่ะ ชื่อมิใช่ชั่ว ชื่อเสียงเลื่องลือเก่งกาจ บลาๆ ไม่ได้มาเล่นๆ ถูกต้องค่า
      #9-1
  8. #7 Ruruka Buta (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:09
    โอ๊ยๆๆ ขอเตรียมตัดชุดขาวเพื่อไว้อาลัยให้เถ้าแก่ล่วงหน้าเลยได้มั้ย 55555 รู้สึกสงสารรรร ตอนนี้รายละเอียดเยอะมากจริงๆ อาจช่วงแรกให้ความรู้สึกอย่างนึง ช่วงกลางอีกอย่างนึง ช่วงท้ายก็อีกอย่างนึง อย่างกับขึ้นรถไฟเหาะแหนะ ตอนแรกว่า แหมม ท่านแม่ทัพกลับมาอยู่นานกว่าปกติ เลยแวะมาบอก รู้สึกเหมือนจะแอบหวาน แต่พออ่านไปซักพัก เอิ่ม เหมือนท่านแม่ทัพจะแค่ถูกใจที่ได้แกล้งเถ้าแก่ (ตรงนี้ขอมโนไปว่า ผช มักแกล้งคนที่ตัวเองชอบได้มั้ย 55555) พอมากลางๆ ตาหนูชิงหยางได้ออกมาให้เอ็นดูแล้วววว ถึงจะโตขึ้นแต่ก็ยังน่าเอ็นดูเหมือนเดิมมมม ได้ความเพ้อเจ้อจากท่านพ่อมาเต็มๆ 5555 อยากจะจับตาหนูมาหอมหัว พอมาท้ายตอนไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ให้เถ้าแก่ดี นี่มันตัวล่อเหยื่อชัดๆ หวังว่าเถ้าแก่จะยังคงมีชีวิตรอดไปจนได้รักกับท่านแม่ทัพนะ 5555 // เรื่องนี้จังหวะซิทคอมเยอะจริงๆ คนละฟีลกับน้องไป๋ กับน้องซูเลย ตอนนี้สามเรื่องสามรส คารวะไรท์เลย เขียนออกมาได้ฟีลลิ่งที่แตกต่างกันมากอะ ชอบๆ
    #7
    3
    • #7-1 Ruruka Buta(จากตอนที่ 3)
      23 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:14
      นึกขึ้นได้ มีที่เราสงสัยหน่อยๆ ตอนที่แม่ทัพหลี่จับแขนเถ้าแก่ยกห้อยต่องแต่ง แล้วมีบรรยายว่า เถ้าแก่ก้าถอยหลังหนึ่งก้าว แล้วหลังจากนั้นแม่ทัพก็ปล่อยตัว แล้วเถ้าแก่ก็หล่นตุบไปนั่งเก้าอี้ เราเลยงงว่าสรุปเถ้าแก่แกตัวลอยตลอดจนแม่ทัพปล่อยรึป่าว ทำไมมีถอยหลังกลางอากาศได้ด้วยหรออ่าา แหะๆ นึกภาพตามไม่ออก
      #7-1
    • #7-2 LucindaAuthor(จากตอนที่ 3)
      23 กุมภาพันธ์ 2563 / 11:30
      ฉากเดียวกันค่ะ พอโดนยกขึ้นมานางก็รีบเอาขาหยั่งๆ หาพื้น55 มัวแต่บรรยายความกลัวตายเป็นหลัก // ขอบคุณสำหรับคำผิดนะคะ ตอนนี้ไรท์ก็กำลังมึนงงกับการปรับอารมณ์ไม่ทันค่ะ บางช็อตก็หยุดนั่งขำเอง และยังมองไม่เห็นเส้นทางรักใดๆ 5555555
      #7-2