[Pre-order] ร้อยเล่ห์พยัคฆ์ผูกชะตา [Nabu Publishing] *ตัวอย่างทดลองอ่าน*

ตอนที่ 13 : ตัวอย่างทดลองอ่าน: บทที่ 13

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 627
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 56 ครั้ง
    26 ธ.ค. 63

ตัวอย่างทดลองอ่าน

บทที่ 13

(ตีพิมพ์กับ Nabu Publishing)

 

                ค่ำวันนี้โรงเตี๊ยมห่านป่าจัดวงพนันประลองยุทธ์เช่นเคย แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือคนที่ลงสู้มิใช่เข็มฟ้าโลหิตขาประจำ ทว่าเป็นฝ่ามือผ่าทราย คนหน้าใหม่แห่งเมืองหลวงที่เพิ่งพ่ายแพ้ไปคราวก่อน

                กฎของวงพนัน ‘แดนเจ้ายุทธ์’ นั้นง่ายมาก ผู้ใดหลุดออกจากเส้นเขตที่กำหนดไว้ก่อนเป็นฝ่ายแพ้ จะใช้วิธีใดก็ได้ ขอเพียงอย่าให้ถึงแก่ชีวิตก็พอ

                หลังส่งข่าวไปว่าวันนี้จะจัดวงพนัน เพียงชั่วยามเดียวด้านหน้าโรงเตี๊ยมห่านป่าก็มีคนมาออกันเต็มไปหมด และเมื่อทราบว่าคนที่ลงสู้คือฝ่ามือผ่าทรายแดนซีเซี่ย คนที่ไม่ได้ชมการประลองคราก่อนจึงพลอยมามุงตามไปด้วย

                คู่ท้าชิงของเซิ่งมู่เป็นจอมยุทธ์อันดับสิบสอง คนผู้นี้ใช้วิชากระบี่ ในการประลองระหว่างผู้มีวรยุทธ์ ถึงใช้มือเปล่าปะทะอาวุธก็ไม่นับเป็นการได้เปรียบเสียเปรียบ และหลังให้สัญญาณเริ่มการประลอง ฝ่ามือผ่าทรายก็เริ่มบุกจู่โจม

                ฝ่ามือผ่าทรายว่องไวอย่างยิ่ง นอกจากหลบกระบี่ของจอมยุทธ์ต่างถิ่นได้ในระยะเฉียดฉิวราวกับจงใจยั่วล้อ ยังตะปบกดสันกระบี่เบี่ยงเป้าโจมตีได้อย่างง่ายดาย และเมื่อเข้าประชิดตัวได้ คู่ประลองก็ต้องกลายเป็นฝ่ายก้มหลบพลังปราณเข้มข้นจากมือที่ตวัดผ่านศีรษะเจ้าตัวในท่าหงายหลัง

                แรงลมพัดวูบผ่านปลายจมูก แม้แต่ผมยังปลิวขึ้นตามแรงอัด ผู้ท้าชิงจึงตั้งใจจะเพิ่มระยะห่าง หลังหงายหลบได้แล้วก็ใช้มือดีดตัวยันกับพื้น ตั้งท่าจะถอย

                แต่เซิ่งมู่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ท้าชิงออกห่างจากระยะโจมตีของตน รุกไล่คว้าข้อเท้าของคนที่อยู่ในท่าหกสูง มืออีกข้างเล็งท่อนแขนที่ยันพื้นอยู่ เมื่อสัมผัสได้ถึงอันตรายและถูกตรึงร่างเอาไว้ จอมยุทธ์ผู้ใช้กระบี่จึงแทงสวนขึ้น หลังเห็นคมดาบเสือกเข้าหา เซิ่งมู่จึงคลายแรงที่มือ ขณะที่ฝ่ายนั้นถีบเท้าอีกข้างอัดกลางแผ่นอก พริบตาถัดมาก็เกิดเสียงพลั่กสนั่นหวั่นไหวจนฝ่ามือผ่าทรายถอยห่างไปสี่ก้าว

                ผู้ท้าชิงกระโดดตีลังกากับพื้นสองรอบแล้วกลับมายืนอย่างปลอดภัย วงพนันส่งเสียงโห่ร้องอย่างชื่นชมแกมตื่นเต้น

                โยวอิ่งชวนที่ถือตะกร้ารับเงินและชมการประลองอยู่บนระเบียงชั้นสองตามปกติต้องนวดขมับเล็กน้อยอย่างกังวลใจ เพิ่งจะเริ่มรุกรับไปไม่เท่าไรฝ่ามือผ่าทรายก็ถูกเล่นงานเสียแล้ว เทียบกันในแง่วิทยายุทธ์ บางทีขั้นวิชาของฝ่ามือผ่าทรายอาจสูง แต่ในแง่ความยอกย้อนซ่อนกล คนผู้นี้ยังนับว่าห่างจากเข็มฟ้าโลหิตที่ถึงดูไม่เต็มเต็งแต่ก็หูตาว่องไวเจ้าเล่ห์

                พวงเหรียญสี่ห้าพวงลอยขึ้นมาบนชั้นสอง คนด้านล่างที่โยนมาให้บางส่วนชูนิ้วชี้ บางส่วนคว่ำกำปั้น แสดงให้เห็นว่าเสียงแตกเป็นสองทาง บางคนน่าจะอยากเอาใจช่วยให้ผู้ท้าชิงชนะ

                แต่ถ้าผู้ท้าชิงชนะขึ้นมา เขาจะริบเงินพนันเข้าร้านได้อย่างไร...เถ้าแก่ถอนหายใจเฮือก แยกพวงเหรียญที่แทงข้างคู่ต่อสู้ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ไว้อีกทาง

                เงินเยอะแยะนับเป็นเรื่องดี แต่พอนึกถึงเหตุการณ์ช่วงเย็นก่อนจะกลับถึงร้าน เถ้าแก่ก็ได้แต่ขยำพวงเหรียญกรอดๆ แค้นใจแม่ทัพมารที่ทำตัวลับๆ ล่อๆ ผู้นั้นยิ่ง

                หลังจากคนใต้บัญชาสักคนมากระซิบกระซาบ อีกฝ่ายก็จัดการถีบส่งเขากลับมาพร้อมดรุณีน้อยอีกนาง เขามิได้ติดใจตรงไหน ไม่สนด้วยว่านั่นเป็นคนใต้บัญชาหรือสตรีในเรือนอีกฝ่าย แค่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นางกลับตอบหน้าตาเฉยว่า

                ‘กิจของนายท่านเป็นเรื่องทางราชการ ข้าน้อยทำตามบัญชานายท่าน นายหญิงโปรดอย่าน้อยใจ’

                ยามนั้นเถ้าแก่ได้แต่อ้าปากค้าง ไม่รู้ว่าควรก่นด่าคำว่า ‘น้อยใจ’ หรือคำว่า ‘นายหญิง’ ก่อน

                ...แต่ว่าไปแล้ว ไยดรุณีน้อยที่มีวรยุทธ์เหล่านี้จึงเรียกเขาว่า ‘นายหญิง’ กันหมดเล่า!

                ที่น่ากลัวกว่านั้นคือนางสำทับด้วยสีหน้าไม่รับรู้ความหนักใจของผู้อื่นว่า ‘ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ เดี๋ยวนายท่านเสร็จธุระแล้วต้องไปหานายหญิงแน่’

                ‘นายหญิง’...กุมขมับถอนใจ ไม่อยากต่อปากว่าเขาห่วงที่คนจะมามากกว่า

                แล้วใครเป็น ‘นายหญิง’ ของพวกเจ้ากัน!

                เสียงอุทานอึงอลจากเบื้องล่างดึงความสนใจของเถ้าแก่โยว ใต้แสงตะเกียงรางๆ ที่ส่องให้เห็นลานประลองหน้าร้าน ปลายกระบี่ของผู้ท้าชิงเปื้อนโลหิตเล็กน้อย เซิ่งมู่ถอนมือจากหัวไหล่ คาดว่าคงถูกคมกระบี่เฉี่ยว

                โยวอิ่งชวนกะพริบตา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกังวลที่เห็นคนฝั่งตนบาดเจ็บหรือเพราะเหตุใด ทั้งที่เขามิใช่คนกลัวเลือด ทว่าเมื่อครู่กลับรู้สึก...อึดอัดแปลกๆ...

                เขาเกือบเอื้อมรับพวงเหรียญใหม่ที่ลอยขึ้นมาไม่ทัน คนด้านล่างชูกำปั้นคว่ำลง ทั้งหมดแทงฝั่งผู้ท้าชิง

                หลังเห็นเลือดระลอกแรก ทิศทางการประลองก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ครานี้ฝ่ามือผ่าทรายหลีกหลบกระบี่ที่ตวัดผ่านได้โดยไม่แม้แต่เฉียดผิว และอึดใจนั้นก็กระแทกฝ่ามือลงบนพื้น กำแพงฝุ่นระอุขึ้นในชั่วพริบตา ม่านฝุ่นและแสงสว่างน้อยนิดซ่อนร่างสูงใหญ่ไว้เบื้องหลัง แรงสะเทือนส่งผ่านไปถึงทุกคนที่ยืนมุงอยู่รอบๆ คนที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างจอมยุทธ์ผู้ใช้กระบี่ถึงขั้นเสียหลัก เพียงชะงักหนึ่งครั้ง แรงอัดมหาศาลก็แล่นผ่านตั้งแต่ต้นขา พล่านขึ้นไปจนถึงจุดปราณกึ่งกลางลำตัว

                ท่ากระแทกที่ท้องน้อยครั้งเดียวซัดคู่ต่อสู้จนลอยไปกระแทกผนังร้าน ผนังทั้งแผงลั่นครืน โยวอิ่งชวนที่อยู่บนชั้นสองยังต้องผวาคว้าราวระเบียงไว้

                หลังสลัดความตะลึงทิ้งไป เถ้าแก่ก็ได้แต่จุกเสียดโมโห

                ฝ่ามือผ่าทรายที่สมควรตาย! เขาอุตส่าห์เปิดวงพนันหาเงินเข้าร้าน ถ้าร้านพังก่อนจะทำยังไงเล่า!?

                ยังไม่ทันน้ำตาไหล เซิ่งมู่ก็ถีบตัวรวดเดียวตามไปซ้ำ แต่คนที่ทรุดพิงผนังอยู่ก็ไม่ได้อยู่ให้สับเฉยๆ หลังถีบสวนป้องกันตัวและเอี้ยวหลบ แรงปะทะหนักหน่วงก็ฟาดเข้าที่ผนังร้านเต็มๆ

                โยวอิ่งชวนอ้าปากค้าง จากมุมนี้มองเหตุการณ์ที่อยู่ใต้ระเบียงไม่เห็น ทว่าเสียงไม้แตกโพละลอยมาเข้าหูชัดเจน...

                เจ้าพวกสมองมีแต่กล้ามเนื้อ!

                เถ้าแก่โยวยืมคำด่าของเข็มฟ้าโลหิตที่ตนเคยปรามาสอยู่หลายครามาใช้โดยไม่รู้ตัว เสียงแลกหมัดแลกเท้าฟุ่บฟั่บยังดังอยู่ใต้เท้า จนระเบียงที่ยืนอยู่ถึงขั้นสั่นไหว

                ผู้ท้าชิงถูกฝ่ามือผ่าทรายจับเหวี่ยงขึ้น ฝ่ายนั้นจึงป้องกันตัวด้วยการถีบพื้นระเบียงที่อยู่เหนือศีรษะตน และจังหวะที่พื้นสะเทือน เถ้าแก่โยวก็กระโดดถอยหลัง พร้อมกับที่เท้าของใครคนหนึ่งทะลุพื้นระเบียงขึ้นมา

                เถ้าแก่โยวอ้าปากค้างอยู่นาน เมื่อกะพริบตาเท้าข้างนั้นก็หายไปราวกับภาพหลอน ด้านล่างมีเสียงอื้ออึงโห่ฮาที่เขาไม่รู้สาเหตุ ก่อนเกิดเสียงสนั่นหวั่นไหวอีกระลอก

                เมื่อฝ่ามือผ่าทรายจัดการปลดอาวุธมือกระบี่ผู้นั้นและเหวี่ยงออกไปนอกเส้นเขตเหมือนโยนหินสักก้อน พื้นระเบียงที่เถ้าแก่ยืนอยู่ก็ถล่มลงไปพอดี คนด้านล่างหันซ้ายขวาสลับไปมา ไม่แน่ใจว่าจะดูอาการมือกระบี่ที่ถูกเหวี่ยงลอยไปยังถนนอีกฟาก หรือดูอาการเถ้าแก่เจ้าสำนักที่ค่อยๆ ยันตัวขึ้นจากซากกองไม้ก่อนดี

                “เจ้า...เจ้าคนบัดซบ...” โยวอิ่งชวนกัดฟันกรอด รู้สึกเหมือนกระดูกกระเดี้ยวเลื่อนผิดที่ตลอดร่าง

                เซิ่งมู่เพิ่งหันมาเห็นเถ้าแก่ที่ตกลงมาพร้อมระเบียง แวบแรกก็ตกใจ แต่เมื่อคิดต่อก็รู้สึกว่าตกลงมาจากจากความสูงเท่านี้ ระดับท่านเจ้าสำนักไม่น่าระคายผิว ดูอย่างผู้ท้าชิงคนนั้นสิ ขนาดเขากระแทกฝ่ามือใส่เต็มๆ ตั้งสี่เที่ยว กระดูกยังไม่หักสักท่อน...

                ฝ่ามือผ่าทรายพยักหน้าเข้าข้างตัวเอง เขารู้หรอกว่าควรยั้งมือแค่ไหน อย่างไรก็เป็นเพียงการประลองฝีมือ เฝิงลี่จินบอกไว้ก่อนไปทำงานว่าแค่ปกป้องอันดับของตนและทำอ่อนข้อให้คนแทงฝั่งตรงข้ามเยอะๆ ก่อนก็ใช้ได้แล้ว วันนี้เถ้าแก่น่าจะได้เงินพนันไปมากมาย เขาคงได้เงินค่ากินอยู่สักนิดกระมัง...

                แต่ฝ่ามือผ่าทรายคงไม่รู้แม้แต่น้อยว่า เถ้าแก่ที่เพิ่งถ่มฝุ่นและดินทิ้งทั้งน้ำตานองหน้าจะเตรียมดีดลูกคิดหักเงินส่วนของตนอย่างไม่ไว้หน้าแล้ว

 

 

 

                ระหว่างนั้น แม่ทัพแห่งกองพันเขี้ยวพยัคฆ์พร้อมคนสนิทอีกกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองทิศใต้ ฟ้าฉายแสงเลือนรางทอดเงาตะคุ่มสีส้มแดงดุจทาทับด้วยโลหิต

                คนของเขาส่งข่าวมาว่า เย็นนี้มีขบวนพ่อค้าสายใต้ส่งเครื่องเรือนไม้หอมจำนวนมากเข้าเมืองหลวง สายข่าวของกองพันตรวจพบว่าอาจแฝงวัตถุต้องห้ามเข้ามา

                ดินปืนตัวปัญหา!

                ไม่ว่ารุ่ยอ๋องคิดจะให้คุณชายพรรคพิรุณหยาดลงมือทำอะไร การขนของพรรค์นี้เข้าเมืองหลวงย่อมมิได้มีเจตนาดี ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา

                ดังนั้นคนทั้งหมดจึงมาที่ประตูทิศใต้ หลี่หวางหลิงทอดมองไปทางขบวนเครื่องเรือนไม้หอมนั้นแล้วยกมือเป็นเชิงบอกให้รอดูสถานการณ์

                มีเสียงม้าตรงมา เป็นกู่หยวนสหายของเขานั่นเอง หลังส่งคนของกองพันไปแจ้งว่าจะขอตรวจสอบสินค้าที่อาจแฝงมากับขบวนของกลุ่มการค้าสกุลกู่ อีกฝ่ายก็ตอบรับด้วยดีและกล่าวว่าจะมาตรวจสอบด้วยเช่นกัน

                หลี่หวางหลิงพยักหน้าเป็นเชิงทักทาย แต่ดวงตานิ่งเฉยของกู่หยวนมองผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจ เขามองตามไปโดยไม่แยแสความเอาแต่ใจไร้มารยาทนั้น นิสัยของกู่หยวนเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว สนใจแต่เรื่องตรงหน้า โดยเฉพาะกำไรขาดทุนของร้านค้าที่ต้องมาก่อน

                “พวกเขาเป็นคนของร้านข้า” เสียงทุ้มต่ำไม่เข้ากับใบหน้าอ่อนเยาว์บอก หลังพิจารณาขบวนสินค้าที่พลทหารเฝ้าประตูเมืองกำลังตรวจ “ตามที่สาขาย่อยแจ้งมา สินค้าในรอบนี้คือเครื่องเรือนไม้หอมที่ประมูลมาจากฉงเจวียน และมีชาวยุทธ์บนทำเนียบช่วยคุ้มกันมา”

                หลี่หวางหลิงตอบรับเรียบๆ ก่อนได้ยินเสียงโหวกเหวกที่คุ้นเคย

                “ผายลม! พวกข้าจะปลอมตัวหาอะไร! เห็นๆ อยู่มิใช่หรือว่าข้าคือเข็มฟ้าโลหิตเฝิงลี่จิน!”

                เสียงโวยวายนั้นดังจนดึงดูดความสนใจของทุกคน หลี่หวางหลิงสืบเท้าเดินเข้าไปโดยมีคนที่เหลือตามมา ฟ้ารอนแสง รอบด้านค่อนข้างสลัว แต่หลังจากเห็นหน้า คนผู้นี้ก็น่าจะเป็นเข็มฟ้าโลหิตจริงๆ

                ฝ่ายนั้นหันมาเห็นเขา ความประหลาดใจในแวบแรกจึงเปลี่ยนเป็นยินดี “เจ้านั่นเอง! มาพูดกับเจ้าพวกนี้หน่อย ข้ามิใช่ตัวปลอมบ้าบออะไรทั้งนั้น!”

                หลี่หวางหลิงหันมองขบวนเกวียนอีกสี่ห้าเล่ม และโบกมือออกคำสั่งเหมือนไม่ได้ยิน “ค้น”

                ด้านหลังมีเสียงเบาๆ ที่ไม่คิดปกปิดความไม่พอใจของกู่หยวน “ถ้าสินค้าเสียหาย ข้าจะเก็บค่าชดเชย”

                แม่ทัพหลี่เมินสหายหน้าเลือด และหันไปถามทหารเฝ้าประตูเมือง “เหตุใดจึงคิดว่าเขาเป็นตัวปลอม?”

                “เรียนท่านแม่ทัพ คือว่า...หนึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้มีขบวนของสกุลกู่มาถึงแล้วขอรับ” ทหารเฝ้าประตูอึกอัก ยังมองใบหน้าดุดันถมึงทึงของเข็มฟ้าโลหิตที่ทำท่าจะกระโจนเข้ามากัดคอตนอย่างหวาดวิตก “แล้ว...แล้วคนในขบวนก็อ้างว่าเป็นคนของร้านค้าสกุลกู่เหมือนกัน!”

                หลี่หวางหลิงหันไปเลิกคิ้วให้สหาย และเห็นคิ้วที่แทบไม่เคยเปลี่ยนองศาของกู่หยวนเหมือนจะขยับเล็กน้อย

                แม่ทัพหลี่สบตาเฝิงลี่จิน “คิดออกหรือยังว่าเหตุใดพวกเจ้าชาวยุทธ์ถึงเอาชนะคนนอกทำเนียบอย่างข้ามิได้”

                “หนอย!” อยู่ๆ ถูกด่ากระทบ เฝิงลี่จินโกรธจนควันออกหู “หากมิใช่เพราะเจ้าใช้วิชานอกรีต มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเจ้าสำนัก คิดหรือว่าจะมีวิชากล้าแข็งกว่าข้าน่ะหา! มาซัดกันดูเลยดีหรือไม่!”

                จากนั้นเข็มฟ้าโลหิตก็แหกปากประจานความสัปดนของแม่ทัพแห่งกองพันเขี้ยวพยัคฆ์อีกหลายประโยค วาจาอาจหาญไม่เกรงใครจนคนที่อยู่ในระยะได้ยินมีสีหน้ายากกล้ำกลืน แต่หลี่หวางหลิงกลับหัวเราะราวกับเห็นเรื่องตลกแห่งปี

                “คนโง่งมผู้นี้เป็นตัวจริง” แม่ทัพหนุ่มย้ำคำกับพลทหารเฝ้าประตูเมือง ก่อนสลายรอยยิ้มบนใบหน้าจนหมดสิ้นแล้วหันไปสั่งการคนข้างๆ “ให้คนในพรรคไล่ตามกลุ่มที่แอบอ้างเข้าประตูเมืองก่อนหน้านี้ หาคนที่ความสูงใกล้เคียงกับคนแซ่เฝิง ข้าคิดว่าอาจคงเป็นคุณชายพรรคพิรุณหยาด คนผู้นั้นมีชื่อเสียงเรื่องการปลอมตัว”

                “ขอรับ!”

                สกุลนักค้ามักว่าจ้างชาวยุทธภพคุ้มกัน ข้อดีคือเชื่อถือได้ ข้อเสียคือตรวจสอบยาก เขาจึงต้องให้กู่หยวนมายืนยันคนของตน ในเมื่อคนกลุ่มนี้เป็นตัวจริง กลุ่มที่เข้าประตูไปก่อนหน้าก็คือตัวปลอมแน่นอน

                ถ้าจับได้และลงมือค้น อย่างไรก็ต้องเจอหลักฐาน!

                ผ่านไปครึ่งชั่วยาม คนในชุดดำสองคนปรากฏตัว หลี่หวางหลิงที่รออยู่หันไปทันที “รายงาน”

                ทว่าน้ำเสียงของคนชุดดำปรากฏแววร้อนใจ “พบขบวนสินค้าน่าสงสัยจริงขอรับ แต่ขบวนที่ว่านั้นอ้างว่าขนอำพันและอาหารทะเลมาจากตะวันออก มิใช่ผู้ที่แอบอ้างเป็นคนของร้านค้าสกุลกู่ และไม่มีสินค้าต้องห้ามอยู่ในนั้นเลยขอรับ ไม่มีดินปืน”

                “ไม่มี...” หัวคิ้วของหลี่หวางหลิงขยับเข้าหากัน “หรือพวกมันขนถ่ายสินค้ากันกลางทาง...ลักลอบนำของอ้อมไปทางทิศอื่น”

                ดูท่าคุณชายพรรคพิรุณหยาดจะมิได้ถือป้ายอันดับสามอย่างเสียเปล่า รุ่ยอ๋องก็เข้าใจเลือกใช้คนและไม่เสียแรงที่รู้จักวิธีคิดของคนในราชสำนัก ถึงกับวางหมากหลอกไว้สองชั้นได้

                พวกมันรู้อยู่แล้วว่าเขาจะต้องจับได้ทันทีว่าขบวนสินค้าที่แอบอ้างว่ามาจากสกุลกู่เป็นตัวปลอม และรู้ว่าเขาจะส่งคนไปดักค้นกลางทาง ฝ่ายนั้นจึงจงใจลำเลียงของมาทางตะวันออกอย่างเปิดเผยเพื่อบังหน้าอีกชั้น หลังผ่านการตรวจที่ประตูตะวันออก ค่อยสับเปลี่ยนสินค้าตัวปัญหากลางทางเพื่อไปซ่อนในที่ปลอดภัย

                หากคนที่กองพันจับได้คือคนส่งสินค้าของจริงที่ไม่มีอะไรแอบแฝง เช่นนั้นก็หมายถึงสินค้าถูกสับเปลี่ยนไปแล้ว

                ทั้งถนนสายใต้และตะวันออกล้วนมีคนของกองพันจับตาดูอยู่ หากขบวนที่ผ่านเข้าประตูทิศใต้จะหาทางหลบหลีกให้พ้นสายตา มีเพียงอ้อมไปทางฝั่งตะวันตก...

                ถนนการค้าฝั่งตะวันตก!

                ฉับพลันนั้น ดวงตาคมปลาบหรี่ลง แสงสว่างอย่างหนึ่งวูบผ่านกลางความคิด

                คนพวกนั้นปลอมตัวเป็นคนงานของสกุลกู่ ย่อมต้องขนดินปืนไปพร้อมสินค้าจากสกุลกู่!

                “ก่อนเจ้าจะออกมา ที่ร้านมีสินค้าเข้ามาหรือไม่” หลี่หวางหลิงเหลียวไปถามสหาย

                กู่หยวนจ้องกลับ คงนับได้ว่าคนไร้อารมณ์ดุจตุ๊กตากระเบื้องผู้นี้กำลังใช้ความคิด “มี แต่มิใช่สินค้าที่ส่งมาจากนอกเมืองดังที่เจ้าถามหา เป็นแค่โต๊ะเก้าอี้เก่าๆ ไม่กี่ชุด”

                “โต๊ะเก้าอี้?”

                “เถ้าแก่ของร้านที่เจ้าชอบไปยืนมองมาถามเด็กที่ร้านว่ามีของเก่าๆ ขายบ้างไหม โรงเตี๊ยมอีกที่ของข้าเพิ่งโละข้าวของพอดี เห็นแก่ว่าเป็นคนของเจ้า ข้าเลยให้เด็กส่งไปให้ พวกเขาจึงนำมาให้ร้านใหญ่ตรวจสอบก่อนส่งออกไป”

                คำตอบนี้ฟังดูธรรมดา กู่หยวนก็ไม่รู้สึกว่าสิ่งที่ตนพูดผิดปกติตรงไหน แต่คนฟังกลับเย็นสันหลังวาบในพริบตา

                ลางสังหรณ์ในส่วนลึกกู่ก้องคำราม หลี่หวางหลิงใช้สัญชาตญาณเอาตัวรอดมาชั่วชีวิต แม้เป็นความกังวลเล็กน้อยเท่าใดก็มิอาจมองข้าม

                “โต๊ะเก้าอี้ที่เจ้าส่งไปนั้น...ส่งไปเมื่อใด”

                นี่เป็นครั้งแรก...ที่หลี่หวางหลิงเกรงจะได้ยินคำตอบที่มิอยากได้ยิน

                กู่หยวนตอบนิ่งๆ “ก่อนข้าออกมา เกือบหนึ่งชั่วยามแล้วกระมัง”

                ทหารเฝ้าประตูบอกเขาว่า ‘หนึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้มีขบวนของสกุลกู่มาถึง...’

                ชั่วขณะนั้น ในใจของหลี่หวางหลิงมีเพียงคำคำเดียวดังกึกก้อง

                ...พี่จวีหมิง

 

 

 

                ฝ่ามือผ่าทรายเซิ่งมู่คอตก เมื่อเถ้าแก่เจ้าของร้านประกาศอย่างน่าเกรงขามว่าไม่มีเงินให้แม้แต่เหรียญเดียว

                โยวอิ่งชวนแยกเขี้ยว หากเป็นก่อนหน้า การเห็นจอมยุทธ์แดนตะวันตกตัวโตมายืนค้ำหัวจ้องหน้าตนคงทำให้หวั่นเกรงสีหน้าบิดเบี้ยวของอีกฝ่ายอยู่บ้าง แต่หลังเผชิญความหวาดหวั่นจากแม่ทัพมารหลี่หวางหลิงติดๆ กัน ผนวกกับสะเทือนใจที่ผนังร้านฟากหนึ่งเปิดโล่งมีลมพัดไหวๆ ความเกรงใจหรือรักตัวกลัวตายอันใดจึงเป็นอันปลิวหาย

                “ข้าต้องซ่อมผนัง...อีกแล้ว!” เถ้าแก่ชี้ไปที่ช่องเปิดโล่ง ก่อนชี้นิ้วขึ้นฟ้า “ยังมีระเบียงด้านบนอีก! เปิดวงพนันก็ควรได้เงินสิ แล้วไยจึงมีแต่เรื่องให้ข้าเสียเงินซ้ำๆ เช่นนี้เล่า!”

                เซิ่งมู่เดาะลิ้นราวกับจะบอกว่าไม่รู้เรื่อง เห็นกิริยานี้แล้วเถ้าแก่อยากจะกระทืบเท้าประท้วง นึกก่นด่าไปถึงเข็มฟ้าโลหิตที่ทิ้งคนไร้สมองผู้นี้ไว้สู้แทน

                เถ้าแก่โยวแก้แค้นด้วยการกวาดเงินทั้งหมดที่คนแทงข้างมือกระบี่โยนลงกล่องเงิน แต่พอเหลือบมองฝ่ามือผ่าทราย เห็นดวงตาที่มีเส้นเลือดฝอยมองตามกล่องเงินอย่างอาลัยอาวรณ์ เขาก็รู้สึกก้ำกึ่งระหว่างเวทนาและโมโห

                ถึงจะไม่ค่อยมีหัวคิดพอกับเฝิงลี่จิน และเห็นร่างกายใหญ่โตแบบนี้ ที่จริงอีกฝ่ายคงมิใช่คนก้าวร้าว นอกจากแก้ตัวไม่เป็นแล้วยังขาดทักษะในการต่อรอง ไม่แปลกเลยที่จะหาเงินในเมืองหลวงไม่ค่อยได้

                เถ้าแก่โยวถอนใจเฮือกใหญ่และหยิบพวงเหรียญเล็กๆ ที่พอซื้อข้าวสารอาหารแห้งได้ราวยี่สิบวันส่งให้ “เอ้า”

                เซิ่งมู่กะพริบตา ไม่พูดอะไรแต่แววตาฉายความซาบซึ้ง

                คนถูกจ้องกัดฟันกรอด ขนลุกนัก! เจ้าบ้าพวกนี้ทำให้เขานึกอยากเอาหัวใครก็ได้โขกผนังวันละสามรอบ ก่อปัญหาไม่สิ้นสุดจริงๆ!

                ระหว่างนั้นคนอื่นๆ ในร้านที่เข้ามาดื่มสุราพากันหัวเราะเฮฮาครื้นเครง แม้แต่จอมยุทธ์ผู้ท้าชิงยังไปร่วมวงดื่มกินด้วย คนผู้นั้นเพิ่งมาจากถนนสายใต้ เท่าที่แอบฟังมา ฝ่ายนั้นไม่ได้ตั้งใจจะเอาชนะแต่แรก เพราะแค่ลงประลองให้พอมีชื่อเสียงก็จะมีคนที่ได้ยินข่าวมาจ้างงานแล้ว

                อาจเพราะเห็นเขามองไปทางนั้นเหมือนสนใจบทสนทนา เซิ่งมู่จึงเอียงหูไปฟัง ครู่หนึ่งก็หันมาถ่ายทอดข้อความอย่างซื่อตรง “เขาว่าทางใต้เริ่มมีคนของทางการมาวุ่นวาย เลยจะมาหากินที่นี่แทน”

                เถ้าแก่โยวทวนอย่างประหลาดใจ “คนของทางการ?”

                นับตั้งแต่ที่ราชสำนักกวาดล้างสกุลที่ควบคุมเส้นทางการค้าสายใต้ในปีที่ยี่สิบสอง ถนนแห่งนั้นก็เป็นอิสระมาตลอด ฟังแล้วเขาจึงนึกถึงจวิ้นอ๋องน้อยและสกุลลิ่วขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

                กักเบี้ยหวัดพลทหาร...ยักยอกยุทโธปกรณ์...ควบคุมเส้นทางสายใต้ ทั้งหมดนี้แทบจะชี้ไปที่เบาะแสเดียวกัน

                สกุลลิ่วดูเหมือนตั้งใจจะเตรียมก่อกบฏจริงๆ

                ระหว่างคิดถึงปัญหาต่างๆ เขาก็หวนนึกถึงบุตรชายบุญธรรมของตน เวลาเช่นนี้ชิงหยางอยู่ด้านบน แต่มีจวิ้นอ๋องช่วยดูแล คงไม่น่าเป็นห่วง ก่อนเขาจะออกไปดูการประลองหน้าร้านยังเห็นสองคนนั้นฝนหมึกเขียนพู่กันด้วยกันอยู่เลย

                จวิ้นอ๋องทำให้เขานึกถึงองค์หญิงใหญ่ และทุกคราที่นึกย้อนไป เถ้าแก่โยวก็อดทอดถอนใจด้วยความรู้สึกแปลกๆ มิได้

                เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ช่างมีแต่เรื่องประหลาด แต่สิ่งที่ประหลาดกว่า...คือภาพในหัวของเขาเอง

                อยู่ๆ เขาก็นึกสีหน้าขององค์หญิงใหญ่ไม่ออก รอยยิ้มของนางพร่าเลือนไป เขาจำได้แค่มือที่กำอาวุธแหลมยาวไว้และหยดเลือดที่ไหลลงมาช้าๆ เสียงกระซิบบางอย่างจากส่วนลึกข่วนตะกุยบอกถ้อยคำที่เขาไม่เข้าใจ

                แม้จำเรื่องทั้งหมดในวันนี้ได้ กลับมีเพียงรอยยิ้มในจังหวะที่นางหันมาเท่านั้นที่เหมือนภาพติดๆ ดับๆ ไม่สมจริง ราวกับนั่นคือคนอื่นที่มิใช่นาง...

                “เถ้าแก่?” เซิ่งมู่เรียกพร้อมเขย่าไหล่

                โยวอิ่งชวนกะพริบตา ยังไม่ตื่นจากภวังค์โดยสมบูรณ์ “หา...อะไรหรือ...”

                “มีคนมาน่ะ” ฝ่ามือผ่าทรายชี้ไปทางประตู คนสองสามคนในชุดโทรมๆ เหมือนพวกชาวยุทธ์อยู่ตรงนั้น ด้านหลังเป็นเงาตะคุ่มของสิ่งของขนาดใหญ่บนเกวียนที่คลุมผ้าปกปิดไว้มิดชิด “เขาว่าท่านสั่งโต๊ะสั่งเก้าอี้ใหม่มา เลยจะขนมาด้านใน”

                “อ้อ...” เถ้าแก่พยักหน้า ระยะนี้โต๊ะเก้าอี้ในร้านถูกทำลายไม่เว้นวัน เขาจึงติดต่อร้านค้าฝั่งตรงข้ามของสกุลกู่ให้จัดหาโต๊ะเก้าอี้เก่าๆ ที่ไม่มีราคาค่างวดมากนักมาให้ ธรรมดาสกุลนี้ขายแต่ของแพง เดิมทีเขามิได้คาดหวังด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดฝ่ายนั้นถึงรับเรื่องไว้

                โต๊ะเก้าอี้ที่ว่ามีผ้าคลุมและมัดขึ้นเกวียนมาอย่างแน่นหนา เถ้าแก่โยวจึงหันไปบอกลูกค้าในร้านว่าจะขอลงเครื่องเรือนสักหน่อย ให้พวกเขาขยับไปอีกทางก่อน

                “เท่าไหร่หรือ” เมื่อได้ยินว่าราคาเป็นไปตามที่ตกลง เถ้าแก่โยวจึงจึงพยักหน้าและเดินอ้อมไปหลังโต๊ะตัวใหญ่ติดประตูครัว ตั้งใจจะหยิบเงินพนันเมื่อครู่จ่ายไปก่อน

                เถ้าแก่โยวย่อตัวหยิบกล่องที่ใส่ไว้ในหีบใต้โต๊ะ แต่ยังไม่ทันนับเงินก็เห็นประกายแสงสว่างจ้าวาบขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนคลื่นความร้อนอีกชนิดหนึ่งพวยพุ่งเข้าใส่...ใกล้จนเขารู้สึกเหมือนจะถูกเผาไหม้ตามไปด้วย

 

 

 

                หลี่หวางหลิงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเป็นความตายมาตั้งแต่เกิด และหมายความตรงตามนั้นทุกตัวอักษร สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาไวต่อความตายราวกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ดุจเดียวกับลางที่ปรากฏตั้งแต่ครั้งที่เขาลืมตาดูโลก

                หลี่เมิ่งอวี้ทำสงครามอยู่ที่ชายแดนเหนือยี่สิบกว่าปี ช่วงต้นรัชศกการปราบปรามชนเผ่ารอบนอกเป็นไปอย่างรุนแรง ระหว่างนั้นต่อให้สร้างความชอบแต่ก็ไม่คิดปกปิดความเลว และหนึ่งในสิ่งที่ทำบ่อยมากก็คือการฉุดคร่าสตรีชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนมาบำเรอตน มารดาของเขาคือหนึ่งในสตรีที่หลี่เมิ่งอวี้ฉุดมา แต่นางแตกต่างจากผู้อื่น องค์หญิงแห่งเผ่าเสียนที่ถูกกองทัพพิทักษ์อุดรเหยียบจนราบคาบผู้นั้นไม่ยินยอมตกอยู่ในเงื้อมมือคนชั่ว จนกระทั่งหลี่เมิ่งอวี้ที่เคยแต่ใช้พวกนางแล้วโยนทิ้งข้างทางดั่งตุ๊กตาชำรุดอดใจลากตัวนางมาถึงเมืองหลวงมิได้ ทั้งที่มีภรรยาเอกอย่างองค์หญิงผู้เป็นมารดาของหลี่ซ่งจืออยู่แล้ว

                คนเก่าคนแก่ในบ้านกระซิบเล่าลือกันว่า มารดาของเขา สตรีสูงศักดิ์จากเผ่าที่ถูกกวาดล้างพยายามฆ่าตัวตายตั้งแต่ต้น สิ่งนี้อาจเป็นตัวกระตุ้นแรงปรารถนาอันน่ารังเกียจของคนผู้นั้น ได้ยินว่าหลี่เมิ่งอวี้จัดเวรยามเฝ้านางทั้งกลางวันกลางคืนจวบจนนางตั้งครรภ์ บังคับให้นางมีชีวิตต่อไปเรื่อยๆ ใต้ฝ่าเท้าตน เสพสมกับความรู้สึกที่ได้เห็นศักดิ์ศรีขององค์หญิงผู้หนึ่งแหลกสลายคาตา

                เขาถือกำเนิดในยามรุ่งสางของเช้าอันมืดครึ้ม วันนั้นหมอกลงหนาแทบไร้ซึ่งแสงตะวัน มารดาถูกบังคับให้ต้องกำเนิดสิ่งมีชีวิตที่เป็นเสมือนเศษซากศักดิ์ศรีของตน ดังนั้นทันทีที่เขาเกิดมา ชั่วขณะที่หมอตำแยผละไป ไม่มีใครเฝ้า นางก็จับเขาจุ่มลงในอ่างไม้ใกล้ๆ และฆ่าตัวตายตาม

                แต่เขาไม่ตาย ถังไม้เปื้อนเลือดที่มารดาจุ่มร่างเขาลงไปแตกออกเองอย่างเป็นปริศนา ทว่าตอนที่คนในจวนมาพบเขาในวัยแรกเกิดแผดเสียงร้องกึกก้องอยู่ท่ามกลางแอ่งน้ำ มารดาก็จากโลกนี้ไปแล้ว

                ชีวิตของเขาเริ่มต้นเช่นนี้เอง เล่ากันว่าเสียงร้องของเขากังวานน่ากลัวราวกับปีศาจ เสมือนตัวแทนของวิญญาณองค์หญิงเผ่าเสียนที่โกรธแค้นชิงชังโลกใบนี้

                ได้ยินว่าหลี่เมิ่งอวี้โกรธเกรี้ยวสุดขีดหลังทราบข่าว แต่แน่นอนว่ามิใช่เพราะเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เพราะอยู่ๆ องค์หญิงดื้อด้านที่ตนเสียเวลาเลี้ยงดูมานานปีก็ชิงจากไป เดิมทีเจ้าตัวคิดสังหารทารกเกะกะสายตาอย่างเขาทิ้ง และเขาคงตายไปแล้ว หากมิใช่เพราะเหตุผลเล็กน้อยอย่างหนึ่งที่ยิ่งกว่าโชคชะตาเล่นตลก...

                เช้าวันที่เขาเกิดคือวันคล้ายวันประสูติของฮองเฮา ขบวนจากในวังส่งพระราชเสาวนีย์พร้อมคนจำนวนหนึ่งมาถึงจวนสกุลหลี่ทันทีที่ทราบข่าว

                พระราชเสาวนีย์นั้นมีเพียงวาจาเรียบง่ายไม่กี่คำ

                ‘เด็กคนนี้เกิดวันเดียวกับข้า ละเว้นไม่สังหารเขา ถือว่าเห็นแก่พี่สาวอย่างข้า’

                ถ้าจบเท่านี้เขาย่อมไม่รอดชีวิตมาจนรู้ความแน่ แต่เพราะคนจากในวังที่อ้างว่าเป็นแม่นมที่ฮองเฮาส่งมาและคนสนิทอีกสองคนมาคอยดูแลเขาหลังจากนั้น ถึงมิได้มีสายสัมพันธ์ดุจเดียวกับญาติสนิท ก็นับว่าช่วยเลี้ยงดูจนเขามีชีวิตรอดมาได้

                นางตั้งชื่อเขาว่า ‘หวางหลิง’[1] ด้วยเหตุผลเรียบๆ ว่า ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คือวิญญาณชะตาแข็งกล้าที่กระทั่งมารดาแท้ๆ ยังสังหารไม่สำเร็จ อนาคตต้องไม่มีทางมีจุดจบดุจเดียวกับองค์หญิงจากชนเผ่าที่แตกสลายผู้นั้นแน่นอน

                ถึงอย่างนั้นชีวิตในบ้านสกุลหลี่ก็มิได้ราบรื่น นางขอชีวิตเขาไว้ แต่มิได้ปกป้องด้วยความรักความเอ็นดู และถึงส่งคนมาสอดส่องเพื่อมิให้หลี่เมิ่งอวี้จับเขาถ่วงบ่อน้ำตั้งแต่ยังเป็นเด็กแบเบาะ ก็มิได้หมายความว่าเขาจะไม่ถูกทำร้ายหรือหาทางทำให้เกิด ‘อุบัติเหตุ’ อยู่เนืองๆ

                และทันทีที่เขาสังหารคนได้เป็นครั้งแรก คนของฮองเฮาทั้งหมดก็หายตัวไป สะพานระหว่างเขากับท่านป้าแท้ๆ ที่เกิดวันเดียวกันและไม่เคยพบหน้ากันแม้แต่ครั้งเดียวจึงขาดสะบั้นแต่เพียงเท่านั้น

                เพราะเขาถือกำเนิดและโตมาดังนี้ สิ่งเดียวที่เขามั่นใจอย่างไม่มีเงื่อนไขก็คือสัญชาตญาณของตน

                และเรื่องทั้งหมดนี้ก็ผุดขึ้นมาในตอนที่สัญชาตญาณของเขาส่งเสียงคำรามกึกก้อง ทันทีที่กู่หยวนพูดจบ หลี่หวางหลิงก็ควบม้าพุ่งฝ่าไปทางถนนการค้าฝั่งตะวันตกโดยไม่ลังเล

                ‘ไม่มีคนที่อยากยิ้มให้เลยหรือ’

            ลมแรงพัดตะบึงผ่านร่าง ผู้คนรอบข้างกรีดร้องแหวกทาง บางคนต้องกระโดดหลบ เสียงข้าวของกระจัดกระจายดังไล่หลัง แต่เขามิอาจหยุดมองหรือหันไปสนใจ

                ดอกกุ้ยฮวาในสวนแห่งความทรงจำนั้นส่งกลิ่นหอมหวาน หนึ่งดอกทัดอยู่ริมหูของพี่ชายที่ถึงปากจะบ่น แต่ก็ยอมให้เขาปีนขึ้นไปบนตัวและทัดไว้โดยมิได้โยนทิ้งไป

            ‘เวลามีเรื่องไม่สบายใจ ถ้ายิ้มไว้จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นนะ’

            ‘...แบบนี้...หรือ’

            ‘ฮ่าๆ บอกแล้วไง ยิ้ม มิใช่แยกเขี้ยว!’

            ‘...’

            ‘ไม่ค่อยได้ยิ้มหรือ เอ้า ลองแบบนี้ละกัน ยิ้มกว้างๆ ให้ดูหน่อย!’

            ‘ย...อุด...อ่าอึง...อย่าดึง!’

            ‘ฮ่าๆๆ เจ้ายิ้มแล้วน่ารักออก ไม่รู้หรือ’

                ระหว่างที่อีกฝ่ายโน้มตัวลงมาดึงแก้ม แม้จะเจ็บหนึบๆ แต่กลับมิใช่ความเจ็บปวดที่น่ารังเกียจดุจเดียวกับการทำร้ายร่างกายที่เขาคุ้นชิน

                จังหวะที่ก้มลงมา ลมพัดเส้นผมดำขลับปลิวสยาย ดอกไม้ดอกน้อยหมุนคว้างลอยไปตามลม จะคว้าก็คว้าไม่ทัน

                แล้วอยู่ๆ กลิ่นหอมนั้นก็แนบชิดอยู่ใต้จมูกตน ตัวเขาในวัยเด็กกะพริบตา มองดอกไม้เล็กจ้อยอีกดอกที่ดูบอบบางนั้น

            ‘เอ้า ข้าให้เจ้าบ้าง เจ้าชอบกลิ่นนี้ใช่ไหม...เก็บกลับไปเยอะๆ ได้เลยนะ เวลาได้กลิ่นนี้จะได้นึกถึงข้า จำไว้ว่าไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไร ให้อดทนแล้วยิ้มเข้าไว้นะเสี่ยวหลิง เจ้าจะต้องเจอเรื่องดีๆ ในวันหน้าแน่นอน’

                เขาเก็บดอกกุ้ยฮวากลับมาจนเต็มแขนเสื้อ รอจนกระทั่งกลิ่นระเหยหายแห้งเหี่ยวก็ยังทิ้งไม่ลง

                นึกถึงรอยยิ้มของคนผู้นั้น ยกมุมปากขึ้นรางๆ ตามที่อีกฝ่ายสอน...

                เด็กชายสองคนวิ่งตัดหน้าม้าอย่างกะทันหัน หลี่หวางหลิงตื่นจากภวังค์ รีบกระชากบังเหียนม้า ทั้งสองกรีดร้องเมื่อเห็นอาชาตัวเขื่องชูสองขาขึ้นสูง ผู้คนรอบข้างส่งเสียงหวีดอื้ออึง

                ร่างสูงพลันพลิกตัวลงและออกแรงกระแทกลำตัวม้า ม้าตัวโตเสียหลัก กระทืบกีบลงห่างจากสองคนนั้นเพียงไม่กี่ชุ่น

                เขาเพ่งมองผ่านแสงสลัวของตะเกียงบนท้องถนน เด็กชายอายุมากกว่ากอดกำบังอีกคนไว้แน่น ขดร่างเป็นก้อนกลมดุจจะปกป้องด้วยชีวิต

                ภาพนั้นทำให้เขานิ่งอึ้งไปเนิ่นนาน ก่อนได้สติเมื่อเด็กชายในอ้อมกอดตะเบ็งเสียงร้องไห้ลั่นถนน

                “ไม่เป็นไร ไม่มีอะไรแล้ว ลุกขึ้นเถอะ” หลี่หวางหลิงย่อตัวบอกทั้งสอง กระซิบสั้นๆ เท่านี้และหันหลังวิ่งไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยโดยไม่เหลียวกลับไปมองพวกเขาอีก

                เพราะเกรงว่าภาพนั้นจะยิ่งตอกย้ำถึงความสะเพร่าของตนที่เอาแต่คิดเข้าข้างตัวเองว่ายังมีเวลา ไม่ต้องรีบรื้อฟื้นอะไร

                ‘ถ้าเรื่องพวกนั้นมิได้ทำให้ทุรนทุรายจนยากรับได้ ไยเขาจึงเลือกที่จะลืม?

                ‘ทางที่ดี...อย่าไปพบเขาเลย

                ห้วงความคิดของแม่ทัพหลี่กลับมาสู่ปัจจุบัน เขาเงยมองท้องฟ้าทางทิศตะวันตกที่อาบย้อมด้วยแสงสีแดงฉานอย่างฉับพลัน และอึดใจถัดมาฟ้าทิศนั้นก็มีเปลวแสงสีส้มแดงพวยพุ่งขึ้นกลางอากาศ เจิดจ้าจนเปลี่ยนฟ้าทั้งแถบให้สว่างโร่ ก่อนส่งควันหนาทึบลอยสู่เบื้องบน

                ที่มาของกลุ่มควันนั้น...คือตรอกเล็กๆ เบื้องหน้าเขาเอง

                คืนวันนี้ไม่มีแสงจันทร์ แต่ในตรอกซอมซ่อหลังร้านค้าโอ่อ่าของสกุลกู่กลับสว่างไสว โรงเตี๊ยมห่านป่าแปรเปลี่ยนเป็นลูกไฟกองโต เปลวไฟม้วนตัวขึ้นสูงก่อนไหวไปมาราวกับลิ้นของปีศาจขนาดยักษ์ที่กลืนกินผู้คน

                ปีศาจตนนั้นดูเหมือนกำลังแสยะยิ้มให้ ตอกย้ำความใจเย็นแกมขลาดเขลาของเขาที่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาจนบัดนี้

                เขาพร่ำบอกตนเองเสมอว่า ‘ยังมีเวลา’

                ทว่าถ้าพี่จวีหมิงไม่อยู่บนโลก ต่อให้จะเหลือเวลาอีกกี่สิบกี่ร้อยปี ชาตินี้ก็ล้วนไร้ค่า

 

*

จบตัวอย่างทดลองอ่าน

ติดตามต่อได้ในเล่ม

"ร้อยเล่ห์พยัคฆ์ผูกชะตา"


 

-------------------------------------------

[1]亡靈 วิญญาณที่ผ่านความเป็นความตายมาได้

 

ตอนนี้เป็นตัวอย่างทดลองอ่านบทสุดท้ายนะคะ ท่านที่สนใจ กดเก็บเข้าชั้นกันไว้เพื่อติดตามรายละเอียดการสั่งจองรูปเล่มได้เร็วๆ นี้ หรือซื้อหาเล่มที่วางจำหน่ายแล้ว+อ่านเรื่องอื่นๆ บนเว็บก่อนได้ค่ะ

หมื่นลิขิต หนึ่งบุพเพ มีจำหน่ายรูปเล่มที่ เว็บไซต์สำนักพิมพ์ และ e-book บน meb >>ที่นี่<< ค่ะ

นักอ่านที่อยากกดติดตามข่าวสารอื่นๆ กดติดตามเพจเฟซบุ๊คที่ ลูซิน l Author และทวิตเตอร์ @lucindah17 ได้ เวลามีอัพเดทเกี่ยวกับงานเขียนและโปรโมชั่นในแต่ละช่วง เราจะนำไปแจ้งตามช่องทางต่างๆ นี้ค่ะ

 

เมื่อเราได้รับรายละเอียดสั่งจองรูปเล่ม เราจะนำของเล็กๆ น้อยๆ มาแจกผู้ติดตามในช่องทางต่างๆ อย่าลืมกดติดตามแอคเคานท์บนโซเชียลของเราไว้นะคะ :) 

ไว้พบกันเร็วๆ นี้ค่ะ

ลูซิน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 56 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

201 ความคิดเห็น

  1. #132 Maylyunho (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 12:07
    เอ็นดูคนจีบไม่เป็น เค้าบอกใกล้มือก็แผ่รังสีไม่ชอบใจ ได้แตะนิดแตะหน่อยก็เอา แต่คนโดนจีบสับสนด้วยนี่สิ่คะ แถมจีบกันท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดอีกกก
    #132
    0
  2. #118 kwangB (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 20:35
    เขินแหระ หมายถึงผ้มเนี่ย555555
    #118
    0
  3. #36 auai2mb (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 21:40
    พ่อพระเอกนี่ก็น้าาา เป็นห่วงเถ้าแก่ล่ะซิ ก็เข้าใจแหละคนจีบไม่เป็นก็จะประมาณนี้ เถ้าแก่ก็แอบมีความน้อยใจเล็ก เอาใจช่วยทั้งคู่นะคะ เอาใจช่วยนักเขียนด้วยนะคะ เป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ
    #36
    0
  4. #31 Ruruka Buta (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 23:43
    - ราวกับเห็นใจยู่บ้าง > อยู่บ้าง
    // ทำไมเรื่องช่างดูลึกลับซับซ้อน แอบอึ้งไปแล้ว ที่คนชุดขาวคือสกุลหลิง ไหนจะคุณลุงเสี่ยวเอ้อร์ ลุงเป็นใครกันแน่ เก่งเว่อวังอะ ซ่อนคมมาก นี่ลุงไปดีลลับไรกับแม่ทัพหลี่ปะเนี่ย มีลุงอยู่ แม่ทัพก็วางใจงี้ มีคนดูแลเถ้าแก่ให้ โฮะโฮะ // ถ้าตามที่เถ้าแก่ถามแม่ทัพหลี่ไป เรื่องประมุขน้อย แม่ทัพหลี่รู้แต่แรก แต่ยังคงแกล้งแหย่รัชทายาทให้โมโหเล่นที่ประมุขน้อยพาภรรยามาด้วย แบบนี้ท่านแม่ทัพต้องรู้ความสัมพันธ์ของรัชทายาทสิ ถึงได้กวนประสาทได้ถูกจุดขนาดนี้ 55555 // สาบานว่านี่ท่านแม่ทัพจีบแล้วนะ จีบได้น่าประทับใจจริงๆ 5555 แต่ถึงจะจีบได้ชวนกินจุด ก็แอบทำเถ้าแก่หวั่นไหวได้นะเออ วี๊ดวิ้วว // โมเม้นท์โอบเอว จับมือ แค่นิดก็ทำให้ฟินได้ ชอบความขี้แกล้งของท่านแม่ทัพ ไหนจะมีฟีลยิ้มหลอมละลาย พระเอกเรื่องนี้ของไรท์จะเรียกว่ารุกแรงแบบมึนๆ ได้มั้ยเนี่ย // ชอบโมเม้นท์ที่เค้าสองคนอยู่ด้วยกานนนนน ท่านแม่ทัพโผล่มาบ่อยๆนะ คนอ่านจะได้ฟินตามมมมมม
    #31
    4
    • #31-1 Lucinda | ลูซิน(จากตอนที่ 13)
      26 มีนาคม 2563 / 12:27
      แก้คำผิดแล้วนะคะ / แหะๆ ตอนนี้ทุกคนในร้านยกเว้นเถ้าแก่ไว้ใจไม่ได้ค่ะ / อุ! มีคนจับเรื่องแม่ทัพหลี่ได้ คู่นี้แลกหมัดกันหลังฉากเยอะพอตัวค่ะ5555 แต่รู้ขนาดไหนหรือแกล้งโยนหินถามทาง(ก่อนจะถูกหินขว้างกลับ)ไว้ต้องรอทั่นแม่ทัพมาเฉลยเอง // พี่หลี่ควรจะจีบอย่างจริงจังค่ะ นี่หยอกโดยยังไม่เริ่มจริงจัง ไรท์ก็รออยู่ว่าเมื่อไหร่เถ้าแก่จะนึกได้หนอออ
      #31-1
    • #31-3 Lucinda | ลูซิน(จากตอนที่ 13)
      26 มีนาคม 2563 / 15:16
      พี่เม่ยอาจจะปา "จีบยังไงให้ติดทันที" กลับแบบมึนๆพอกัน โอ๊ยยย555 // จะรีบปั่นตอนใหม่มาเร็วๆนะคะ
      #31-3
  5. #30 snow_crystal (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 23:11

    โอ๋ๆ นะ เอ็นดูเถ้าแก่ น้อยใจทะลุดวงจันทร์แล้วมั้งนั่น

    #30
    1
    • #30-1 Lucinda | ลูซิน(จากตอนที่ 13)
      26 มีนาคม 2563 / 07:12
      จะรีบมาต่ออย่างไว ดูว่าเถ้าแก่จะน้อยใจได้สักกี่นาทีนะคะ555 ขอบคุณนะคะที่แวะมาเยี่ยมเยียนเรื่องนี้
      #30-1