ร้อยเล่ห์พยัคฆ์ผูกชะตา [Nabu Publishing] *ตัวอย่างทดลองอ่าน*

ตอนที่ 12 : ตัวอย่างทดลองอ่าน: บทที่ 12

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 638
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    26 ธ.ค. 63

ตัวอย่างทดลองอ่าน

บทที่ 12

(ตีพิมพ์กับ Nabu Publishing)

 

                บ่าวหญิงคนนั้นพาโยวอิ่งชวนไปยังห้องโถงเล็กๆ ทางทิศใต้ ทันทีที่ผลักประตูเปิด กระแสลมหอบหนึ่งก็หมุนผ่านร่าง ขับความร้อนอ้าวที่คราแรกยังรู้สึกอยู่บ้างให้สลายไปในพริบตา

                โยวอิ่งชวนเผลอหรี่ตา หน้าต่างขนาดใหญ่หนึ่งเดียวในห้องเปิดจนสุดบาน แสงส่องผ่านเงาร่างบอบบางของคนผู้หนึ่ง แวบแรกเงานั้นคลุมเครือไม่แจ่มชัด จนประตูด้านหลังปิดลง กั้นขวางโลกภายนอกและห้องนี้จากกัน

                “...องค์หญิง” โยวอิ่งชวนคุกเข่าอยู่ตรงหน้าพื้นไม้ยกสูงหน้าประตู ทว่าสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างกลับเป็นฝ่ายเดินมาหาอย่างไม่ถือตัว

                “เสี่ยวหมิงนั่นเอง” เสียงที่คุ้นหูเอ่ยนามที่คุ้นยิ่งกว่า นามที่มีเพียงนางที่ยังคงเรียกขาน “ลำบากเจ้าแล้ว...หาทางมาพบข้าถึงที่นี่ได้ คงไม่ง่ายกระมัง”

                เถ้าแก่โยวค่อยๆ เลื่อนสายตาขึ้นอย่างระมัดระวัง ชายชุดสีฟ้าครามปักเลื่อมระยับไหวในแต่ละก้าว จนเมื่อเงยขึ้นสุดคอ จึงเห็นใบหน้างามพริ้มของคนตรงหน้าที่ละม้ายจวิ้นอ๋องน้อยอยู่เจ็ดแปดส่วน

                คราแรกที่เห็นสตรีสูงศักดิ์นางนี้ เขาแทบไม่เชื่อว่านางคือองค์หญิงใหญ่ที่เวลานั้นอายุสามสิบปลายๆ แล้ว จากวันแรกที่พบกัน กาลเวลาผ่านมาอีกสิบกว่าปี แต่ร่องรอยแห่งความร่วงโรยกลับแทบไม่ปรากฏ นอกจากริ้วรอยบางๆ ที่หางตา ผิวมือที่ไม่เต่งตึงเท่าเดิม อย่างอื่นล้วนยังคงสง่างามดุจเดิม

                “หามิได้ขอรับ” รอยยิ้มของโยวอิ่งชวนขยายกว้างขึ้น แววตาพริบพราวราวกับย้อนกลับไปในวันวาน “องค์หญิงมีพระคุณต่อข้า ลำบากเท่านี้จะนับเป็นอันใด”

                “ลุกขึ้นเร็ว” หวางเสิ่นหนิงยิ้มแย้มอย่างเปิดเผยดังที่น้อยคนจะได้เห็น ทั้งยังเอื้อมมือไปประคองคนที่คุกเข่าอยู่อย่างเป็นกันเอง “ไปนั่งคุยกันที่โต๊ะเถิด ข้ารู้ว่าเจ้ามีเรื่องอยากถามข้ามากมาย”

                โยวอิ่งชวนลุกโดยไม่อิดเอื้อน กาลก่อนอีกฝ่ายเคยออกปากว่ามิต้องใช้ราชาศัพท์สนทนากันให้วุ่นวาย แม้ทราบว่าไม่ใคร่เหมาะสมแต่เขาก็ปฏิบัติตาม อย่างไรพวกเขาก็ไม่อาจพบกันอย่างเปิดเผยได้อยู่แล้ว 

                สำหรับเขา นางคือองค์หญิงใหญ่ผู้เปรียบเสมือนมารดา ส่วนในสายตานาง เขาก็คือเด็กน้อยจากสกุลจางที่นางช่วยชีวิตไว้

                สิบกว่าปีมานี้มีเพียงนางเท่านั้นที่ยังคงเรียกเขาด้วยชื่อจริงๆ ที่บิดามารดาตั้งให้

                ชื่อ ‘จางจวีหมิง’ ที่นับเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตนไปแล้ว...

                “ที่จริงข้าควรมาพบท่านให้เร็วกว่านี้” โยวอิ่งชวนหน้าเจื่อนลง “แต่...มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย...”

                ที่โต๊ะด้านในมีป้านชาและจอกเตรียมไว้ กระเบื้องขาวนวลและลายเขียนสีน้ำเงินตัดแดงยิ่งขับนิ้วเรียวที่ประคองจอกชาให้โดดเด่นขึ้น ทั้งนางยังมีแก่ใจรินชาให้เขาราวกับต้อนรับสหายผู้หนึ่ง

                “ขอบพระทัย...เอ้อ ขอบคุณขอรับ” เถ้าแก่ตอบรับตะกุกตะกัก รู้สึกแปลกๆ เหมือนกลับไปเป็นเด็กอายุสิบสี่ปี

                ดวงตาเรียวยาวที่คล้ายคลึงจวิ้นอ๋องน้อยแต่เปี่ยมเสน่ห์เยี่ยงสตรีโค้งเป็นประกาย แววตายิ้มๆ ขององค์หญิงใหญ่แปรเป็นจริงจังขึ้น ราวจะมองทะลุถึงก้นบึ้งความคิดของเขา

                “เจ้าอยากรู้กระมังว่าข้ามีส่วนต่อความวุ่นวายเมื่อปีที่ยี่สิบมากน้อยแค่ไหน” นางเป็นฝ่ายออกปากก่อน น้ำเสียงเนิบช้าไม่ปรากฏร่องรอยของความประหลาดใจ “บ้านสกุลหลิงถูกกล่าวหา รัชทายาทเป็นตายไม่รู้ชะตา องค์ชายรองถูกคุมขัง แต่ข้ากลับขอให้เจ้าช่วยเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย”

                ส่วนลึกในจิตใจของคนฟังวูบขึ้นเป็นระลอก แรงสั่นนั้นส่งผ่านไปถึงปลายนิ้ว กระทั่งน้ำชาในจอกยังไหวกระเพื่อมช้าๆ

                ชิงหยาง

                คำขอขององค์หญิงใหญ่ในปีนั้น คือฝากเด็กน้อยวัยไม่ถึงเดือนผู้หนึ่งให้เขาเลี้ยงดู ท่ามกลางไฟสงครามและความวุ่นวายในเมืองหลวงหลังการประหารองค์ชายรอง เขามิอาจแม้แต่จะเริ่มต้นตั้งคำถามได้ว่าเด็กน้อยผู้นั้นเป็นใครมาจากไหน

                องค์หญิงใหญ่หลุบตามองจอกชา สงบนิ่งอย่างคนที่เตรียมใจจะพูดความจริงมานานแล้ว “ข้าไม่อาจปล่อยให้เด็กคนนั้นอยู่ในวังหลวงได้ และไม่มีใครที่พอจะฝากฝังเขาได้อีกแล้ว...นอกจากเจ้า”

                “ท่านพาเขาออกมาจากวังหลวง” โยวอิ่งชวนทวนคำเสียงพร่า แม้จะพอคาดเดาไว้แล้ว ครั้นได้ยินกับหูก็ยังอดพรั่นพรึงมิได้ “ทำอย่างไร...”

                รอยยิ้มชืดชาปรากฏบนมุมปากองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ “ลองถาม ‘เขา’ ดูสิ”

                “เอ๊ะ...” เถ้าแก่อุทานยังไม่จบคำ สายตาของเขาก็มองข้ามไหล่คู่สนทนาไปยังความเคลื่อนไหวตรงฉากกั้นอีกฟาก

                สิ่งแรกที่ปรากฏสู่สายตาคือสีขาว...ขนอ่อนทั่วกายเถ้าแก่ลุกชัน จากกันเพียงหนึ่งวัน ไม่มีทางที่เขาจะลืมอีกฝ่ายได้

                คุณชายวิญญาณแค้นผู้นั้น!

                “นางหลอกใช้ข้าไงล่ะ” เสียงทุ้มขึ้นจมูกเป็นเชิงเยาะ เพราะมีผ้าคาดปิดตา ใบหน้าเผยเพียงครึ่งหนึ่ง รอยยิ้มที่เห็นจึงดูเลื่อนลอยน่าขนลุกอย่างประหลาด “องค์หญิงผู้สูงส่งของเจ้าบอกข้าว่า ถ้ายอมช่วยพาเด็กคนหนึ่งออกมาจากวัง จะหาทางแก้ต่างเรื่องสกุลหลิงต่อหน้าพระพักตร์ให้...แต่เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่นางทำคือให้คนของตัวเองใส่ไคล้ข้า”

                น้ำชากระฉอกเปื้อนเสื้อในพริบตา แต่แม้วงน้ำร้อนซึมผ่านเข้ามาโยวอิ่งชวนก็ยังไม่รู้สึกตัว ขณะหันไปมององค์หญิงที่ยังคงหลุบตาจิบชาอย่างสงบ คลื่นความปั่นป่วนอย่างหนึ่งก็โหมกระหน่ำเข้าใส่

                ลำดับเหตุการณ์ความวุ่นวายถัดจากกองทัพพิทักษ์อุดรส่งข่าวกลับเมืองหลวงว่าทัพของรัชทายาทถูกจู่โจมกะทันหัน เป็นตายไม่ทราบชะตา และเปิดเผยว่าบ้านสกุลหลิงสมคบคิดกับข้าศึกชาวสือซาน ก็คือข่าวที่ว่าองค์ชายรองลักลอบพบปะกับคุณชายน้อยสกุลหลิงนอกกำแพงวัง ก่อนที่บ้านสกุลหลิงจะถูกบุกค้นในคืนนั้น และทั้งสองถูกจับขังคุกพร้อมกัน

                แต่ไหนแต่ไรองค์ชายรองเป็นพระโอรสที่ฮ่องเต้ทั้งรักทั้งสงสาร ด้วยพระมารดาเป็นเพียงสนมเล็กๆ ที่บังเอิญตั้งครรภ์ ทั้งยังด่วนจากไปทันทีที่องค์ชายรองลืมตาดูโลก องค์ชายที่ไม่โดดเด่น ไร้มารดาพึ่งพิง แต่สุภาพและถ่อมตัวอย่างยิ่งผู้นี้จึงได้รับพระเมตตาอย่างยิ่งยวดเสมอมา แม้มีหลักฐาน ฮ่องเต้ก็มิอาจหักใจประหารโอรสองค์รองทันทีตามที่เหล่าขุนนางเรียกร้อง

                ทว่าเพราะมีการเบิกตัวนางกำนัลสองคนที่อ้างว่าเห็นองค์ชายรองลอบออกจากวังเพื่อพบปะกับคุณชายน้อยสกุลหลิงจริงๆ ขุนนางในท้องพระโรงจึงคุกเข่าเร่งเร้าให้ทรงตัดสินโทษ

                โยวอิ่งชวนมองรอยยิ้มไร้อารมณ์นั้นแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ความสับสนฉายชัด “หมายความ...ว่าอย่างไรกัน...”

                “นางให้ข้าช่วยในสิ่งที่ตนปรารถนา และถีบหัวส่งข้าเข้าคุกพร้อมองค์ชายรองน่ะสิ” เสียงที่เอ่ยถึงตรงนี้ค่อนข้างแหบอย่างอาฆาต “ถึงท่านป้าของข้าเป็นพระสนม และข้าเข้าวังไปพบนางได้ แต่ข้าจะเคยพบปะองค์ชายผู้หนึ่งได้อย่างไร ข้าไม่เคยพบองค์ชายรองมาก่อนด้วยซ้ำ...จนถึงตอนนี้ก็ยังคงไม่เข้าใจ ไยเจ้าจึงหลอกใช้ข้า!”

                “หลิงไต้เซียง” เป็นครั้งแรกที่องค์หญิงใหญ่เอ่ยนามของอีกฝ่ายด้วยท่าทีไม่แยแส ราวกับไม่รับรู้ถึงรังสีสังหารเข้มข้นที่แผ่มาจากคนผู้นั้น “เจ้าก็ยังมีชีวิตอยู่มิใช่หรือ”

                “ช่างน่ารังเกียจสมเป็นราชนิกุล” บุรุษชุดขาวเค้นเสียงราวกับขยะแขยงเกินกว่าจะสนทนาด้วยอีกต่อไป “เจ้าส่งนางกำนัลของตัวเองมาใส่ร้ายข้า ลากตัวหลานชายแท้ๆ ไปสู่แดนประหาร แล้วยังกล้าวางท่าสูงส่งเหมือนมิเคยทำเรื่องผิดบาปใดๆ”

                ดวงตาขององค์หญิงใหญ่เหลือบขึ้นช้าๆ “ข้ามิอาจช่วยสกุลหลิงได้ ในข้อนี้ข้ายอมรับว่าโกหกเจ้า...เกิดในราชวงศ์ ผู้ใดบ้างไม่เคยทำเรื่องโหดร้าย”

                พริบตานั้นเสมือนมีบางอย่างขาดสะบั้น โยวอิ่งชวนสัมผัสได้ถึงลางร้าย กระแสลมหอบหนึ่งพุ่งวาบเข้าใส่ จอกชาในมือของเขายังหล่นลงพื้นแตกเปรื่อง

                ในห้วงแห่งความเป็นความตาย ประกายโลหะที่วาบขึ้นฉุดกระชากให้หัวใจของเขาเต้นถี่รัวโดยไม่มีสาเหตุเหมือนเคยเห็นภาพนี้มาก่อน

                พริบตานั้นเขาก็ตะโกนลั่น

                “อย่า! นางเป็นมารดาของจวิ้นอ๋องนะ!”

                ยามเห็นกันในระยะประชิด ถึงเคยพบกันแล้วเถ้าแก่โยวก็ยังคงรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ดูราวกับวิญญาณแค้นที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิด ต่อให้ใบหน้าส่วนที่มองเห็นได้ผุดผาดหมดจดเพียงไร อาวุธแหลมยาวในมือที่จ่อปลายติดลำคอขาวก็ทำให้ฝ่ายนั้นดูไม่น่าเข้าใกล้อย่างที่สุดอยู่ดี

                แต่เขาก็ไม่รู้เช่นกันว่า สิ่งที่หยุดคมอาวุธไว้คือประโยค ‘นางเป็นมารดาของจวิ้นอ๋อง’ หรือเพราะแววตานิ่งสงบไร้แววหวาดหวั่นขององค์หญิงใหญ่

                “หลิงไต้เซียง” เสียงเรียบๆ กล่าวซ้ำ ขณะจ้องตรงไปข้างหน้าราวกับสบสายตาที่ซ่อนอยู่หลังผ้าขาวได้ “เจ้าคิดว่าสกุลของเจ้ามิได้ร่วมมือกับศัตรูจริงๆ งั้นหรือ”

                ความเงียบปกคลุมในพริบตา หลายอึดใจกว่าจะได้ยินเสียงแหบแผ่วราวกับเค้นผ่านลำคอ

                “...เจ้า...พูดเรื่องอะไร...”

                อาวุธแหลมยาวขยับใกล้ลำคอขององค์หญิงใหญ่มากขึ้น โยวอิ่งชวนผู้ไร้วรยุทธ์หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่นทั้งที่ตนมิใช่เป้าหมาย แต่ภาพขององค์หญิงใหญ่ที่ยืนห่างกันเพียงสองช่วงแขน เบิกตาจ้องสบอาวุธที่กำลังจะคร่าชีวิตตนอย่างไม่กลัวเกรงก็ฉีกกระชากบางส่วนในความทรงจำ ทำให้เขารู้สึกราวกับเห็นตะกอนบางอย่างฟุ้งขึ้นมา จนบางสิ่งที่เลือนรางและไม่เคยจับต้องได้เสมือนจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง

                นั่น...อะไร...?

                อาจเพราะบรรยากาศที่กดดัน เขาถึงเริ่มปวดศีรษะหายใจติดขัด แต่ครั้นเงยมองเจ้าของคมอาวุธนั้น น่าแปลกที่ดวงหน้าส่วนที่เผยให้เห็นก็กระตุกอย่างยากระงับอารมณ์เช่นกัน

                ปลายนิ้วเรียวขององค์หญิงใหญ่สัมผัสอาวุธยาวที่ประชิดลำคอตน และกำเข้าช้าๆ

                โลหิตซึมผ่านออกมาตามร่องนิ้ว ไม่นานก็หยดลงบนพื้น กระทบเปาะแปะชัดในความเงียบสงัด ชั่วขณะนั้นเถ้าแก่โยวทำได้เพียงเฝ้ามองโดยไม่กล้าแม้แต่หายใจดังๆ ราวกับถ้ามีใครทำลายความสงบลง คมอาวุธก็อาจปลิดชีวิตนางในทันใด

                มือของเขาทั้งสั่นและเย็นเฉียบ และหากมิได้ตาฝาด เขาคิดว่าอาวุธในมือของคุณชายสกุลหลิงก็สั่นเล็กน้อยเช่นกัน

                “ข้าหลอกใช้เจ้าก็จริง แต่ข้าก็ช่วยชีวิตเจ้าเช่นกัน” น้ำเสียงขององค์หญิงใหญ่เยือกเย็นอย่างยิ่ง “ลองคิดดูให้ดี หากมิใช่เพราะเจ้าถูกขังอยู่ข้างห้ององค์ชายรอง เจ้าจะอยู่รอดถึงวันที่สำนักด่านประจิมไปช่วยเจ้าหรือ แล้วถ้ามิใช่เพราะข้าขอให้พวกเขาช่วยเจ้า จะมีวันที่เจ้ากลับมาจากความตายได้หรือ...บางทีถึงตอนนี้เจ้าอาจถูกประหารพร้อมคนอื่นๆ ในสกุล กระดูกป่นวิญญาณแตกดับไปสู่ภพภูมิใหม่นานแล้ว”

                ครานี้เขาเห็นชัด อาวุธในมืออีกฝ่ายสั่นจริงๆ แม้แต่ความแน่วแน่อยากสังหารก็ดูจะลดลงสองส่วน

                “แผนที่ผืนนั้นมีเพียงคนสกุลหลิงที่วาดได้ ถึงเป็นลายมือเจ้า แล้วของที่เก็บรักษาไว้ในจวนจะตกไปสู่มือคนนอกได้อย่างไร หากมิใช่มีผู้จงใจนำออกมา” นางกล่าวต่อด้วยแววตาไร้อารมณ์ หยาดโลหิตกลบย้อมผิวมือ เจิดจ้าบาดตาประดุจดอกไม้แห่งความตายที่เบ่งบาน “แม้ฆ่าข้าไปจะมิได้ช่วยเปิดเผยความจริงอันใด แต่เจ้าก็ช่วยชีวิตลูกชายข้า หนี้ชีวิตในวันนั้นข้าถือว่าได้ชดใช้ให้แล้ว เจ้าไม่ติดค้างอะไรข้าอีก ดังนั้นถ้าอยากฆ่าก็ตามใจ ขออย่างเดียว...”

                อยู่ๆ องค์หญิงใหญ่ก็เบือนหน้ามายิ้มให้เขา

                “ให้เขาออกไปก่อน...เด็กคนนี้เห็นคนตายมามากพอแล้ว”

                เพียงเพราะประโยคนี้ ความหวาดหวั่นในคราแรกของโยวอิ่งชวนจึงกลายเป็นความรู้สึกอีกแบบ ขอบตาก็ร้อนผ่าวขึ้นมา

                เขาจะทำอะไรได้บ้าง? เขาไม่อาจสู้คนคนนี้ได้แน่นอน และยังไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในวังหลวง ถึงจะพยายามเค้นสมอง...ประเดี๋ยวก่อน

                ประกายแสงอย่างหนึ่งวาบขึ้นดุจดาวนำทางในคืนอันมืดมิด เถ้าแก่โยวคิดแล้วโพล่งทันที “ฮูหยินสกุลหลิงป่วยหนัก!”

                ใบหน้าที่มองไม่เห็นแววตาค่อยๆ หันมาทางเขาอย่างเชื่องช้า

                แม้ไม่รู้ว่าใต้ผ้าปิดตานั้นมองเห็นหรือไม่ แต่เขากลับรู้สึกราวกับถูกวัตถุแหลมคมทิ่มแทงไปด้วย

                โยวอิ่งชวนเค้นสมองคิดอย่างหนัก เพราะในปีนั้นองค์หญิงใหญ่ขอให้ช่วยเรื่องร้อนของชิงหยาง เขารู้สึกสงสัยจึงลองเสาะหาข่าวคร่าวๆ ในเมืองหลวง ดังนั้นจึงได้ทราบความเคลื่อนไหวของสกุลใหญ่แต่ละสกุลโดยไม่ตั้งใจ

                “ใช่หรือไม่ ปีนั้น...ฮูหยินสกุลหลิง มารดาของท่านป่วยหนัก”

                เรื่องนี้เป็นเพียงเศษกรวดเล็กๆ ที่ผุดขึ้นมาท่ามกลางความวุ่นวาย และจมหายไปโดยที่ไม่มีผู้ใดใส่ใจมากนัก แต่ถ้าคิดถึงเรื่องนั้น...รวมถึงความลำเอียงเล็กๆ ที่เชื่อมั่นว่านางไม่มีทางทำเรื่องโหดร้ายอย่างไม่มีเหตุผล เขาจึงผุดข้อสันนิษฐานอันน่าสะพรึงกลัวอย่างหนึ่งขึ้นมา

                “ก่อนสงครามจะเริ่ม นายท่านสกุลหลิงป่าวประกาศหาหมอมารักษาทั่วสารทิศ สุดท้ายไม่มีใครรักษาได้ จนกระทั่ง...”

                หลิงไต้เซียงปล่อยอาวุธหลุดมือ อาวุธลับเรียวยาวกระทบพื้นเสียงกังวาน หยดเลือดที่เปรอะเปื้อนพื้นไม้กระเซ็นเป็นละอองบางเบา ดูราวกับภาพสะท้อนของความคลุ้มคลั่ง

                ริมฝีปากของคนผู้นั้นเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง เพียงพริบตาเงาสีขาวก็วูบหายไปทางหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดทิ้งไว้ เป็นเวลาเดียวกับที่บ่าวหญิงผู้นำทางกระแทกประตูเข้ามาได้ในที่สุด

                “องค์หญิงเพคะ!”

                คนจำนวนหนึ่งกรูเข้ามาด้านใน ยามเห็นหยดเลือดที่เปื้อนเต็มพื้นและฝ่ามือสั่นระริกที่ไม่อาจปกปิดความเจ็บปวดขององค์หญิงใหญ่ พวกนางต่างสูดปากอย่างพรั่นพรึง บ่าวหญิงผู้หนึ่งถลาไปทางหน้าต่างอย่างว่องไว แต่นอกจากรอยเท้าเปื้อนเลือด ด้านนอกก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอื่นอีก

                “องค์หญิง...” เสียงของเถ้าแก่โยวแหบพร่า ยิ่งมองมือที่ยังมีโลหิตซึมผ่านกับดวงหน้าสงบนิ่งไร้อารมณ์ของนาง เขาก็รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบีบรัดอย่างรุนแรง

                องค์หญิงใหญ่ถอนหายใจยิ้มๆ ราวกับรู้ว่าเขาจะถามอะไร พลางก้มมองฝ่ามือเปื้อนเลือดของตน “หลิงหยวนเจิงถูกประหารไปแล้ว และถึงอย่างไรเซี่ยโหรวก็ไม่รอดชีวิตอยู่ดี ไม่มีหลักฐานไม่มีพยาน รื้อฟื้นไปแล้วจะทำอันใดได้”

                คนฟังขบฟันแน่น แก้วตาสั่นระริกร้อนผ่าว

                ในปีนั้นฮูหยินสกุลหลิงป่วยหนักแทบสิ้นชีวิต หลิงหยวนเจิงแห่งสกุลหลิงป่าวประกาศหาหมอมารักษา และคนที่ส่งความช่วยเหลือมาในเวลาที่ไม่คาดคิดที่สุด...ก็คือคนที่ไม่คาดคิดยิ่งกว่าอย่างหม่ากุ้ยเฟย

                นางให้เหตุผลว่า พระสนมเซี่ยหรือพี่สาวแท้ๆ ของเซี่ยโหรว ฮูหยินสกุลหลิงที่ป่วยหนักนั้น ยามอยู่ในวังมีสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับตน บังเอิญว่าสกุลหม่ามียาดีสรรพคุณรักษาร้อยโรค น้องสาวของสหายกำลังจะสิ้นชีวิต นางจึงมิอาจนิ่งดูดาย

                เรื่องนี้จมหายไปเงียบๆ โดยไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ เพราะจากนั้นเมื่อทัพสือซานรุกล้ำชายแดน ข่าวลือในเมืองหลวงจึงเปลี่ยนทิศไปยังสงครามใหญ่ที่ใกล้จะปะทุ

                “เหตุใดท่านไม่บอกเขา...” น้ำตาที่คลอเบ้าอยู่นานแล้วแทบหลั่งริน ทั้งที่เขาแน่ใจมาตลอดแท้ๆ ว่าตนมิใช่คนอ่อนไหวง่ายเพียงนั้น “หม่ากุ้ยเฟยไม่มีวันเจตนาดีกับผู้ใดจริงๆ หากคุณชายผู้นั้นรู้เรื่องนี้ ก็คงรู้ว่าท่านมิได้...”

                “เขาต้องรู้อะไร รู้ว่าบิดาของตนสมคบกับศัตรูเพื่อช่วยชีวิตฮูหยินงั้นหรือ” รอยยิ้มขององค์หญิงใหญ่แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาเจือแววเยาะหยัน “รู้แล้วอย่างไร ไม่รู้แล้วอย่างไร”

                วาจาเรียบง่ายนี้บาดลึกลงกลางใจ แต่มิอาจไม่ยอมรับว่าถูกต้อง

                รู้แล้วอย่างไร ไม่รู้แล้วอย่างไร รู้ไปก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริง สกุลหลิงล่มสลายไปแล้ว เช่นเดียวกับสกุลจางของเขา พลิกฟื้นไปแล้วจะทำอันใดได้ คนตายไม่มีวันคืนชีพอีกแล้ว

                “ไยท่านจึงต้องทำเช่นนี้...” โยวอิ่งชวนไม่อาจบอกได้ว่าความรู้สึกปั่นป่วนที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเรื่องของคุณชายสกุลหลิง หรือเพราะเรื่องของตนด้วย “ท่านช่วยพวกข้า ช่วยเขา แต่ใครเล่าจะช่วยแก้ต่างให้ท่าน”

                องค์หญิงใหญ่ต้องสมรสทางการเมือง สกุลลิ่วหยามเหยียดนางด้วยการรับอนุภรรยา กระทั่งบุตรชายก็สุ่มเสี่ยงที่จะถูกบุตรของอนุภรรยาสังหารทิ้งทุกเมื่อ สำหรับสตรีผู้หนึ่ง การมีชีวิตสมรสที่ล้มเหลวเพียงนี้นับเป็นความอัปยศขั้นไหน แม้เป็นสตรีทั่วไปก็คงรับไม่ได้ แล้วนางที่เกิดมาในฐานะราชนิกุลจะรู้สึกอย่างไร

                ทว่าสิ่งที่นางทำมาตลอดกลับมิใช่การเรียกร้องขอจุดยืนในเรือนดุจสตรีทั่วไป นางควานหาคนตัวเล็กตัวน้อยเท่าที่อำนาจขององค์หญิงผู้หนึ่งจะทำได้ โดยไม่นำพาว่าวันหนึ่งความลับนี้อาจถูกขุดคุ้ยขึ้นมา

                “เด็กโง่” องค์หญิงใหญ่หัวเราะ “ข้าคือใคร องค์หญิงใหญ่ พระขนิษฐาของฝ่าบาทเชียวนะ ใครจะกล้าทำอะไรข้า”

                โยวอิ่งชวนเงยหน้า เห็นเรียวปากบางแย้มยิ้มปลอดโปร่งสดใสภายใต้ม่านน้ำพร่าเลือน เขาจึงรีบเช็ดหน้าเช็ดตาทันทีที่รู้สึกตัว

                ใบหน้าของนางซ้อนทับกับใครอีกคน เลือนรางอย่างยิ่ง และกระตุกความรู้สึกที่เขาไม่เคยอยากแตะต้องให้ฟุ้งกระจายไปทั่ว...

                “อย่าคิดว่าข้าเป็นคนใจบุญเลย ข้าเองก็ทำเรื่องผิดบาปไปไม่น้อย บางทีที่ช่วยพวกเจ้า...คงเพราะอยากไถ่บาปในอดีตกระมัง” องค์หญิงใหญ่กล่าวลอยๆ “หลิงไต้เซียงนั้นเป็นเพราะสหายรักของข้าขอร้องไว้ ข้าจึงมิอาจไม่ช่วยเขา ไม่ว่าเขาจะเข้าใจว่าอย่างไรก็ไม่สำคัญทั้งนั้น”

                “แต่ว่า...”

                “กลับไปได้แล้ว” นางไล่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม สายตามองเลยไหล่ของเขาไป “และไม่ต้องมาที่นี่อีกแล้วละ ข้ารับมือกับ ‘ผู้มีพระคุณ’ ของเนี่ยเอ๋อร์ของข้าได้ เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลแทนข้า”

                โยวอิ่งชวนเบ้หน้ากับคำเน้น ‘ผู้มีพระคุณ’ ที่ดูไม่ยี่หระต่อความตายของตนแม้แต่น้อย ทว่าเมื่อมีฝ่ามือหนึ่งวางลงบนไหล่ เถ้าแก่โยวก็เกร็งตัวโดยสัญชาตญาณ และพริบตาที่แหงนเงยสบกับใบหน้านิ่งๆ ที่เลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างทุกครั้งราวกับจะถามว่า ‘มีปัญหาอะไรอีก’ ของหลี่หวางหลิง เขาก็ได้แต่เบิกตาค้าง

                ประกายแสงเล็กจ้อยกะพริบติดๆ ดับๆ ประกอบเป็นภาพพร่าเบลอที่เขาไม่เข้าใจ

                ‘เวลามีเรื่องไม่สบายใจ ถ้ายิ้มไว้จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นนะ’

            ‘...แบบนี้...หรือ’

            ‘ฮ่าๆ บอกแล้วไง ยิ้ม มิใช่แยกเขี้ยว!’

                เสียงสะท้อนที่เหมือนจะเป็นของตัวเขาในอดีตก้องไปมา ไร้ต้นสายปลายเหตุจนเหมือนไม่มีอยู่จริง แต่โยวอิ่งชวนก็ยังเผยยิ้มเหยเกบิดเบี้ยวออกมาโดยไม่รู้ตัว

                ทันใดนั้นคนด้านหลังพลันรั้งร่างของเขาเข้าหา ไม่ทันส่งเสียง มือข้างหนึ่งก็ปิดตาไว้ บังคับให้รอบข้างมืดลง

                “พอแล้ว...ไม่ต้องนึกอีก” เสียงต่ำๆ กระซิบ ในสุ้มเสียงนั้นราวกับเจือปนอาการถอนใจแผ่วเบา “ลืมไปก่อนก็ได้ ไม่เป็นไร อย่านึกต่อเลย”

                แสงสว่างกลับคืนมาอีกครั้ง ใบหน้าของหลี่หวางหลิงแจ่มชัดกว่าคราแรก ทว่าเมื่อเห็นท่าทางเป็นกังวลองค์หญิงใหญ่ และเลื่อนต่อไปยังอาการเคร่งเครียดของคนข้างๆ เถ้าแก่ก็ได้แต่หันมองพวกเขาสลับไปมา

                “นึก...นึกอะ...”

                ขอบตาของเขาเปียกชื้นโดยไม่มีสาเหตุ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบนแก้มตนมีร่องรอยน้ำไหลเป็นทาง

                ความรู้สึกที่เหมือนมีอะไรบางอย่างแตกสลายและฟุ้งกระจายจนรอบข้างเหมือนมีหมอกควันเลือนรางปกคลุมหายไปแล้ว โยวอิ่งชวนกะพริบตางุนงง ทั้งที่คนตรงหน้าก็ยังเป็นแม่ทัพมารคนเดียวกับที่ตนเคยหวาดหวั่นนักหนา ในส่วนลึกของเขากลับรู้สึกดีอย่างประหลาดที่ได้เห็นคนผู้นี้

                แต่เขาก็ยังคงสงสัยไม่หายว่าเหตุใดความรู้สึกครานี้...จึงไม่เหมือนเดิม

 

 

 

                ลมอุ่นๆ ของฤดูร้อนหอบผ่านร่างของทั้งสอง ทว่าแม้เป็นแดดที่แรงที่สุดของฤดูกาล ก็ไม่อาจกลบความหนาวเย็นลึกๆ ที่กำลังแผ่ซ่านไปทั่วกายได้ โยวอิ่งชวนนั่งบนหลังม้าเงียบๆ ดุจเดียวกับขามา ขณะที่หลี่หวางหลิงหรี่ตาลง

                ชั่วขณะนั้น บทสนทนาหนึ่งที่ชายแดนก็ผุดขึ้นในความทรงจำ

                ‘ตามที่ท่านเล่า ข้าคาดว่าอาจเกิดจากสาเหตุสองอย่าง’ ประกายจากกองไฟก่อให้เกิดหมอกหนาทึบตัดกับอากาศเย็นจัดทางเหนือ ไอขาวลอยขึ้นบดบังใบหน้าคนพูดกว่าครึ่ง แต่ก็ไม่อาจปกปิดเรือนกายสูงใหญ่อย่างชนต่างเผ่านั้นได้ ‘โดยทั่วไปถ้าบาดเจ็บอย่างรุนแรงก็อาจทำให้สูญเสียความทรงจำได้ คราแรกที่ศิษย์น้องรองของข้าฟื้น เขาก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าตัวเองเป็นใคร แต่กรณีของเขาเป็นเพราะถูกทรมานอย่างหนัก ร่างกายบอบช้ำเกินไป หลังจากแผลทุเลา ความจำจึงกลับมา’

                คนทั่วไปอาจทราบว่าสำนักด่านประจิมมีชื่อด้านการข่าว ทว่าน้อยคนจะเคยได้ยินคำเล่าลือด้านทักษะทางการแพทย์ของพวกเขา ทางตะวันตกเฉียงเหนือแวดล้อมด้วยทุ่งหญ้าและทะเลทรายกันดาร วิชาแพทย์ของพวกเขาจึงเป็นการฝังเข็มดุจเดียวกับแพทย์ส่วนใหญ่ที่มาจากมณฑลเหนือและมณฑลตะวันตก หลี่หวางหลิงจึงถามต่อไปว่าการฝังเข็มช่วยได้หรือไม่

                ใบหน้าหลังหมอกควันส่ายปฏิเสธทันที ‘สาเหตุอย่างที่สองที่ข้ายังมิได้พูดถึงคือ เจ้าตัวไม่อยากจดจำเรื่องที่เกิดขึ้น ถึงฝังเข็มแล้วช่วยได้ แต่ทำไปแล้วจะดีหรือ’

                คาดว่าเขาคงแสดงสีหน้าเย็นเยียบอย่างเปิดเผย อีกฝ่ายจึงยกยิ้มบางๆ ด้วยแววตาที่บ่งบอกความเสียใจ

                ‘ต่อให้เรื่องที่เขาไม่อยากจำนั้นไม่เกี่ยวข้องกับท่านเลย แต่คนที่อยู่ในช่วงเวลานั้นอย่างท่านก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการถูกลืมได้เช่นกัน...ความทรงจำของคนหาใช่ผักปลาบนแผงที่จะเลือกหยิบจับตรงนี้ไม่เอาตรงนั้น ท่านทำใจดีกว่า...และทางที่ดีอย่าไปพบเขาเลย ถ้าพบกันบ่อยครั้ง เป็นไปได้ว่าตัวตนของท่านจะปลุกความทรงจำของเขาให้ฟื้นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ท่านลองตัดสินใจดูเถิดว่าควรทำอย่างไร แต่หากถามความเห็นข้า ถ้าเรื่องพวกนั้นมิได้ทำให้ทุรนทุรายจนยากรับได้ ไยเขาจึงเลือกที่จะลืม?’

                ถ้าพบกัน คนผู้นั้นอาจนึกขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาหรือช่วงเวลาอันเลวร้ายนั้น

                แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่าจะนึกได้แต่เรื่องที่ไม่อยากจำ และผนึกความทรงจำที่มีเขาอยู่ไว้ดังเดิม

                หลี่หวางหลิงกำบังเหียนแน่นเข้า เฝ้ามองแผ่นหลังของคนตรงหน้าเนิ่นนาน สะกดใจว่ายังพอมีเวลา

                ไม่ต้องรีบร้อนไป

 

 

------------------------------------------

รายละเอียดการเปิดจองจะประกาศให้ทราบเร็วๆ นี้  ท่านที่สนใจ กดเก็บเข้าชั้นกันไว้ หรือเวียนไปซื้อหา+อ่านเรื่องอื่นๆ ก่อนได้นะคะ

หมื่นลิขิต หนึ่งบุพเพ มีจำหน่ายรูปเล่มที่ เว็บไซต์สำนักพิมพ์ และ e-book บน meb >>ที่นี่<< ค่ะ

นักอ่านที่อยากกดติดตามข่าวสารอื่นๆ กดติดตามเพจเฟซบุ๊คที่ ลูซิน l Author และทวิตเตอร์ @lucindah17 ได้ เวลามีอัพเดทเกี่ยวกับงานเขียนและโปรโมชั่นในแต่ละช่วง เราจะนำไปแจ้งตามช่องทางต่างๆ นี้ค่ะ

 

และแน่นอน เพราะเรากำลังจะมีเล่มใหม่ ดังนั้นอย่าลืมฟอลกันไว้รอแจกของเฉพาะ follower แต่ละช่องทางนะคะ ;)

ขอขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ลูซิน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

201 ความคิดเห็น

  1. #130 Maylyunho (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 01:08
    เรื่องนี้พี่เฝิงเป็นตัวชูโรงเลยค่ะ ขาดไม่ได้ ว่าแต่เถ้าแก่จะทำยังไงดีคะ
    #130
    0
  2. #117 kwangB (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 19:49
    ความซวยมาเยือนตร่อด55555
    #117
    0
  3. #87 R38912122 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 12:14
    อีกแล้วอ่ะเนอะ 555 ด้วยความที่ถือครองตำแหน่งเถ้าแก่โรงเตี๊ยมห่านป่า ไม่ว่าจะทำอะไรมักมีเรื่องยุ่งเดินเข้ามาหาถึงที่

    พอเฟิงลี่จินมาต้องมีอะไรสักอย่างพังตลอด ตอนที่แล้วก็เก้าอี้ มาตอนนี้ก็โต๊ะ เฮ้ออออ ถือว่าช่วยเถ้าแก่โยวเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ก็แล้วกัน 555
    #87
    0
  4. #56 thanya1712 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 03:13
    “ตัดเรื่องที่ไม่จริงออกทั้งหมด ส่วนเรื่องที่เหลือคือความจริง”คือคำพูดของโฮล์มใช่ไหมคะ ขอบคุณที่เขียนนิยายดีๆมาให้อ่านนะคะ
    #56
    3
    • #56-1 ลูซิน | Lucinda(จากตอนที่ 12)
      25 เมษายน 2563 / 12:55
      ฮ่าๆ ใช่ค่ะ เป็นสัจธรรมเลย //เอ๊ะ นี่นับว่ายืมคำพูดผิดลิขสิทธิ์ไหมนะ เดี๋ยวไรท์จะลองไปดูอีกทีนะคะ ขอบคุณมากๆที่ติดตามอ่านน้า
      #56-1
    • #56-3 ลูซิน | Lucinda(จากตอนที่ 12)
      25 เมษายน 2563 / 13:00
      เอ อาจจะไม่ค่ะ แต่พักนี้ประเด็นอ่อนไหวเยอะ เลยสะดุ้งไปแวบหนึ่ง...แต่เราก็ว่าน่าจะไม่ค่ะ ประโยคนี้ไม่ได้ชี้เฉพาะขนาดนั้น
      #56-3
  5. #35 auai2mb (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 02:42
    เถ้าแก่เป็นฉลาดมากเลยนะในเรื่องแผนการต่างๆ แต่ก็นั้นแหละไม่มีวรยุธรเลยขี้กลัว แต่ตอนนี้สงสารเถ้าแก่จังค่ะ มีเรื่องเสี่ยงตายไมเว้นแต่ละวัน ขอบคุณที่เขียนนิยายสนุนมาให้อ่านนะคะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #35
    1
    • #35-1 Lucinda | ลูซิน(จากตอนที่ 12)
      27 มีนาคม 2563 / 09:44
      เท่าที่เขียนๆมาเถ้าแก่ดวงตกสุดแล้ววว ขอบคุณสำหรับกำลังใจมากๆค่ะ จะรีบมาต่อน้า
      #35-1
  6. #28 Ruruka Buta (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 14:50

    - ไป๋จื่อเซี่ยเป่าปากเบาๆ > ตก ว จ้า ตรงชื่อน้อง

    // ว่าจะถามหลายที ลืมทุกที น้องไป๋ออกจากกองทัพมาตั้งแต่เมื่อไหร่หว่า หรือมีบอกแล้วเราลืมหว่า 5555 // มีจุดที่เรายังไม่ค่อยเข้าใจอ่าา ที่เถ้าแก่ พี่อิ๋ง น้องไป๋ คุยกันเรื่องขุนศึกสะสมเงินและอาวุธ จวิ้นหวังไม่อาจฟ้องร้อง แต่พี่ชายคงอยากป้องกันโดยการสังหาร เรางงที่ว่า สกุลลิ่วก็โจ่งแจ้งขนาดนั้นว่ายักยอก และตั้งใจให้จวิ้นหวังรู้ แล้วทำไมต้องกลัวจวิ้นหวังเอาไปแพร่งพรายด้วยอะ หรือเราตีความผิด

    #28
    5
    • #28-2 Lucinda | ลูซิน(จากตอนที่ 12)
      23 มีนาคม 2563 / 17:37
      ขอบคุณที่ช่วยดูคำผิดให้ค่ะ // เรื่องน้องไป๋ออกจากกองทัพอยู่ในตอนพิเศษท้ายภาคหมื่นลิขิตตต ตรงนี้น่าจะลืมเกริ่นแน่เลย ฮืออ จะหาทางใส่คร่าวๆ นะคะ ภาคนี้น้องไป๋โผล่มาหนแรกตอนที่ 4 ตอนที่ดราฟต์ไว้ก็นึกว่าใส่ไปแล้ว สงสัยจะยัง น้อมรับทุกประการค่ะ // เรื่องจวิ้นหวัง หมายถึงไม่อาจฟ้องร้องเพราะถ้าฟ้องตัวเองและแม่ก็ต้องโดนด้วย แต่สำคัญคือห่วงแม่ (องค์หญิงใหญ่)มากกว่า แต่เรื่องส่งคนไปสังหาร พวกพี่ชายเกลียดจวิ้นหวังอยู่แล้ว และเดี๋ยวจะมีต่ออีกหน่อยค่ะ
      ตัวละครที่ไม่ใหม่นัก ยังไม่เคยโผล่แต่คนกล่าวถึงตลอดเวลา55 ถูกแล้วค่ะๆ ภรรยา(รึเปล่า) คนนั้นยังไม่เคยออกเลย โผล่ครั้งแรกจริงๆก็คือมาทักทายเถ้าแก่นี่แล สู้ๆนะเถ้าแก่~~
      #28-2
    • #28-4 Lucinda | ลูซิน(จากตอนที่ 12)
      23 มีนาคม 2563 / 19:00
      สกุลลิ่ว ใช่ค่ะ!! มาถูกทางง ส่วนสกุลหลี่ จวิ้นหวังไม่ได้ถึงกับมั่นใจว่าสกุลหลี่มีส่วนด้วยแค่ไหน แต่จะย้อนกลับไปตอนที่ 3 แม่ทัพหลี่กับรัชทายาทสันนิษฐานและคอ่นข้างเชื่อว่าคนพวกนี้ต้องร่วมมือกันในทางใดทางหนึ่งอยู่ ในเมื่อจ้องรอโอกาสมานานแล้ว // ไรท์ว่าไรท์ลืมเกริ่นเรื่องน้องไป๋แน่เลย ฮาาา น้อมรับผิดค่ะ // เทียบกับคนอื่นๆ แม่ทัพหลี่ออกบ่อยสุดแล้ววว โมเมนต์เยอะสุด รองลงมาก็พี่อิ๋ง ส่วนใต้เท้าเม่ย...อย่าได้นับ555
      #28-4
  7. #27 fai22149 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 13:19
    เถ้าแก่:เรือหายแบ้ว😱😱
    #27
    0