[Pre-order] ร้อยเล่ห์พยัคฆ์ผูกชะตา [Nabu Publishing] *ตัวอย่างทดลองอ่าน*

ตอนที่ 11 : ตัวอย่างทดลองอ่าน: บทที่ 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 653
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    26 ธ.ค. 63

ตัวอย่างทดลองอ่าน

บทที่ 11

(ตีพิมพ์กับ Nabu Publishing)

 

                สัมผัสอุ่นๆ ยังติดตรึงปลายนิ้ว เช่นเดียวกับภาพรอยบาดสีแดงบางเฉียบบนลำคอขาว

                หลี่หวางหลิงก้มมองมือของตน นิ่งเงียบอยู่นาน

                ตอนที่เราได้พบกันอีกครั้ง ใบหน้าของคนผู้นั้นไม่ต่างจากในอดีตมากนัก มีเพียงรอยยิ้มที่ไม่ค่อยเหมือนเดิม

                เขาคิดว่าวันเวลาที่เติบโตอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงในรอยยิ้มของอีกฝ่าย เพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นั้นจึงทำให้จดจำกันไม่ได้

                ...มิได้คิดว่าอาจมีเหตุผลอื่นซ่อนเร้น

                ‘เจ้าเป็นเถ้าแก่ร้าน?’

                เมื่อเราพบกันอีกครั้งอย่างไม่คาดฝันในปีกวงซวีที่ยี่สิบสอง แวบแรกที่เห็นใบหน้าภายใต้แสงสลัวของร้านซอมซ่อที่มีแต่คนหาเช้ากินค่ำท่าทางน่าสงสัยดื่มสุรากัน เขาต้องยอมรับว่ามิอาจจำได้ในทันที

                อย่างไรก็ไม่อาจเชื่อมโยงได้ว่าคนค้าขายที่ดูประจบประแจงขลาดเขลาตรงหน้า คือคนคนเดียวกับพี่ชายที่เคยยิ้มแย้มอย่างสดใสในความทรงจำ

                พี่ชายคนนั้นจิ้มแก้มของเขาเบาๆ พลางหยอกว่า ‘เอาแต่ทำหน้าบึ้งเช่นนี้ ผู้ใดจะกล้าคุยด้วยเล่า’

                หลังจากสังหารบ่าวคนหนึ่งที่เจตนาขังเขาไว้ในโรงเก็บฟืนแล้วจุดไฟ เมื่อเรื่องไปถึงหูหลี่ซ่งจือ อีกฝ่ายก็ไล่ตีจนเขาเจ็บไปทั้งตัว ครั้นสบโอกาสวิ่งผ่านกำแพงเรือนที่ดูเงียบสงบแห่งหนึ่ง เขาจึงกระโดดข้ามกำแพงเข้าไปหลบ

                แต่ใครจะรู้เล่าว่าข้างใต้มีคนนอนอ่านหนังสืออยู่ และหลังกระโจนผ่านพุ่มกุ้ยฮวา[1]ที่แตกช่อหนาทึบบดบังแดด เห็นนัยน์ตาอีกคู่เบิกกว้างจ้องมา ตัวเขาในวัยเด็กก็ตกใจจนหักท่าร่าง เปลี่ยนไปใช้ไหล่ลง

                เสียง ‘พลั่ก’ ดังทันทีตามคาด แต่สิ่งที่ผิดคาดคือแขนของอีกฝ่ายที่ยื่นมากอดเขาไว้ในสภาพล้มกลิ้งไปด้วยกัน

                พี่ชายคนนั้นเอาตัวลงพื้น รับร่างของเขาไว้ กอดแน่นประหนึ่งจะปกป้อง

                อ้อมกอดและการปกป้องที่เขาไม่รู้จัก

                ดอกไม้เล็กจ้อยสีนวลร่วงพรูใส่ร่าง กลิ่นหอมหวานต้องประสาท เช่นเดียวกับความอบอุ่นที่แผ่ซ่าน

                ‘ป...เป็นอะไรหรือเปล่า เจ็บหรือไม่...’

                ตอนนั้นเอง หลี่หวางหลิงในวัยเด็กถึงเพิ่งรู้ว่า ที่แท้ในโลกนี้ก็มีคนประหลาดที่ถูกกระแทกจนเลือดกำเดาไหลพราก แล้วยังมีแก่ใจมาถามคนลงมือว่าเจ็บหรือไม่อยู่ด้วย

                มิตรภาพแปลกประหลาดกับพี่ชายประหลาดคนเริ่มต้นอย่างเชื่องช้า พี่ชายผู้นั้นเล่าว่าเรือนเล็กแห่งนี้คือเรือนหนังสือของบ้าน และอีกฝ่ายต้องท่องตำราตามคำสั่งของบิดา ทว่าดูจากสีหน้าแหยๆ นั้นแล้ว ท่าทางจะมิได้เต็มใจเท่าไร

                ‘บิดาข้าก็ชอบทำหน้าบึ้งตลอดเวลา ถ้าเจ้าทำหน้าแบบนี้นานๆ ไม่หัดยิ้มเสียบ้าง หน้าจะย่นเหมือนเขานะ’

                เรื่องนี้จะว่ากันได้อย่างไร ในเมื่อชีวิตเขาไม่เห็นมีเรื่องที่ชวนให้อยากยิ้มสักนิดเดียว

                ระหว่างที่วิ่งหนีมาในวันนั้น นอกจากจะไม่รู้สึกผิดที่ฆ่าใคร สิ่งเดียวที่เขาคิดกลับเป็นเรื่องที่ว่า...ที่แท้การป้องกันตัวทำแบบนี้เอง

                ปกป้องตัวเอง เพราะไม่มีใครปกป้องเขาแม้แต่คนเดียว

                ‘ไม่มีคนที่อยากยิ้มให้เลยหรือ’

                นิ้วเรียวลูบแขนฟกช้ำ บรรจงทายาให้อย่างเบามือ แม้ไม่เอ่ยถามที่มาของรอยแผลหรือความเป็นมาของเขา แต่แววตาคู่นั้นกลับทอประกายเห็นใจและห่วงใยจากใจจริง

                นับจากนั้น เขาพยายามหัดยกมุมปาก มองเงาสะท้อนของใบหน้าฟกช้ำดำเขียว ฉีกยิ้มบิดเบี้ยวเหมือนแยกเขี้ยวยิงฟัน น่าขันปนไม่น่ามองจนไม่อยากดูหน้าตัวเอง

                แน่นอน พอเห็นเขายิ้มบิดเบี้ยว อีกฝ่ายก็หัวเราะท้องคัดท้องแข็งทันใด

                ‘น...นั่นไม่เรียกว่ายิ้ม นั่นมันแยกเขี้ยว...ฮ่าๆ...’

                หลายวันกลายเป็นหลายเดือน เขาคิดเอาเองว่ารอก่อนเถิด ยังมีเวลา ระหว่างฝึกวิชาให้แข็งแกร่งขึ้น เขาจะหัดยิ้มที่มิใช่แยกเขี้ยวให้ได้ด้วย วันหนึ่งข้างหน้า เมื่อแข็งแกร่งจนแม้แต่หลี่ซ่งจือก็ทำอะไรไม่ได้ เขาจะกลับไปยิ้มให้พี่ชายเจ้าของสวนดอกกุ้ยฮวาแห่งนั้น

                ยิ้มให้จากใจจริง และกล่าวขอบคุณที่คอยช่วยทำแผล ช่วยดูแลเขามาตลอด

                ไปบอกว่าคราวนี้เขาจะปกป้องอีกฝ่ายเอง

                แต่วันนั้นไม่เคยมาถึง วันหนึ่งพี่ชายคนนั้นก็หายตัวไป ทิ้งไว้เพียงสวนเงียบสงบร้างผู้คน ดอกกุ้ยฮวาหล่นเกลื่อนกระจาย อ้างว้างเงียบงัน

                และตัวเขาก็ได้รู้ว่า ที่แท้กลิ่นของดอกกุ้ยฮวาในความทรงจำนั้นยังคงติดตามตนมาจนเติบใหญ่

                ไม่เคยลืมเลือน

                เมื่อกะพริบตาคราหนึ่ง ภาพแห่งอดีตจางหายไป แม้เห็นเพียงเงามืดในยามราตรีปกคลุมรอบโรงเตี๊ยม แต่ประสาทสัมผัสของผู้บัญชาการกองพันเขี้ยวพยัคฆ์ก็กลับมาตื่นตัวเต็มที่แล้ว

                หลี่หวางหลิงหรี่ตา ทราบว่าละแวกนี้มิได้มีเพียงตน...ยังมีใครอีกคนที่จับจ้องอาคารหลังนี้เช่นเดียวกัน

                “ออกมาได้แล้วกระมัง” เสียงเรียบเย็นเอ่ย “เจ้าอุตส่าห์มาไกลถึงนี่ มิใช่เพราะอยากพบอันดับหนึ่งอย่างข้าหรือ”

                สิ้นเสียงนั้น ยอดไม้เหนือโรงเตี๊ยมไหวอย่างเชื่องช้า ลมร้อนอ้าวพัดผ่านมา ก่อนจะปรากฏเงาสีขาวสว่างราวจุดด่างพร้อยของความมืดอันสมบูรณ์แบบในตรอกมืดๆ ด้านข้าง

                นัยน์ตาที่เก็บซ่อนไว้หลังแถบผ้าประหนึ่งกำลังจ้องตรงมา ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นคนพิการตามองไม่เห็น แต่กลับสร้างแรงกดดันอันน่ากลัวได้

                หลี่หวางหลิงชักกระบี่โดยไม่เอ่ยคำใด ไอเย็นแผ่ซ่านจนคนใต้บัญชาที่ล้อมตรอกด้านข้างนิ่งขึงไม่หายใจ ทว่าร่างนั้นกลับกระโจนหลบหลีกได้ก่อนที่เขาจะไปถึงตัวเพียงวูบเดียว

                “ไอกระบี่ปราณเหมันต์...” เสียงติดจะแหบพึมพำเบาๆ จากนั้นแปรเป็นเย็นชา “กู้เซ่อแห่งพรรคทลายธาร!”

                หลี่หวางหลิงยกยิ้มบาง “เป็นข้า”

                เงาสีขาวพลิ้วหลบกระบี่อย่างง่ายดาย ชายอาภรณ์สะบัดไหว ส่งอาวุธลับพุ่งตรงมาเร็วจนมองตามไม่ทัน ความเร็วและจิตสังหารประกาศชัดว่าเอาจริง หลี่หวางหลิงยกกระบี่ปัดอาวุธลับบางส่วน แต่คนที่เคลื่อนไหวว่องไวจนเหมือนภูตผีกลับเร็วกว่าเขาหนึ่งขั้นราวกับหยั่งรู้ล่วงหน้า หลังประมือกันไปสิบกว่ากระบวนท่าก็ยังตามไม่ทัน หลี่หวางหลิงจึงรั้งกระบี่กลับมา

                จากนั้น...กลั้นหายใจ ลบตัวตน

                การเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายชะงักงัน แม้เพียงก้าวเดียวก็เพียงพอ แม่ทัพหนุ่มขว้างกระบี่เปลี่ยนทิศไปยังพื้นที่โล่งว่าง ลมอัดอากาศเรียกความสนใจให้คนชุดขาวหันตาม และพริบตานั้นเขาก็กระโจนเข้าไปมือเปล่า คว้าแขนที่ตวัดโต้ตอบทันทีที่รู้ตัวว่าถูกหลอกและบิดไพล่หลัง อีกมือจับคอเสื้อกดคว่ำลงกับพื้นอย่างไม่ปรานี

                เสียงกระแทกดังสนั่น ฝุ่นควันลอยสูง

                “จับตัวได้ มิใช่วิญญาณแน่แล้ว” หลี่หวางหลิงเลิกคิ้วน้อยๆ แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็น “คนในยุทธภพกล่าวว่าเจ้าทุบตีทุกคนที่ขวางหน้าเพียงเพื่อเบาะแสของป้ายอันดับหนึ่ง...ข้าอยู่ตรงนี้แล้วนี่ไง ถือว่าข้าลงมือรอบนี้แทนศิษย์พี่ของเจ้า โทษฐานที่ยืมชื่อเสียงของเขามาใช้ก็แล้วกัน ประมุขน้อยแห่งสำนักด่านประจิมย่อมไม่ทำเรื่องโฉดเขลาเช่นนี้แน่นอน”

                คนด้านใต้ไม่ดิ้นไม่ขยับ นิ่งขึงราวกับกำลังตัดสินใจ เพียงอึดใจเดียวก็แค่นหัวเราะ “เรื่องโฉดเขลา? เกรงว่าเรื่องเขลาเรื่องเดียวในวันนี้ของข้า คือการที่ข้าไม่เชือดคอคนในโรงเตี๊ยมนั่นมากกว่า”

                ฝ่ามือของหลี่หวางหลิงออกแรงหนักขึ้นอย่างฉับพลัน จนอีกฝ่ายกระอักเลือดเบาๆ

                ชุดขาวเปื้อนเลือด แต่เจ้าของกลับเอียงศีรษะถ่มเลือดทิ้งอย่างไม่แยแส มุมปากแสยะยิ้มน่าขนลุกที่ไม่อาจมองเห็นแววตาได้ “เจ้าสอดส่องรอบๆ ที่นี่ ข้าก็หาทางสอดส่องที่นี่ได้เช่นกัน ครานี้ข้าจะยอมรามือให้ แต่ครั้งหน้า...ไม่มีอะไรรับรองว่าเจ้าจะยังปกป้องที่นี่ได้”

                หลี่หวางหลิงหรี่ตากะทันหัน ถ้อยคำนั้นสะกิดลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง มือที่กดแผ่นหลังจึงออกแรงบีบคั้นมากขึ้น

                อีกฝ่ายหัวเราะเสียงพร่าอย่างเหนือกว่า “ถ้าอยากรู้ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้”

                เหล่าคนใต้บัญชาที่จดจ้องอยู่ในเงามืดพากันขยับตัวเตรียมพร้อม แต่หลี่หวางหลิงยกมือห้าม และคลายมืออย่างช้าๆ

                ทันทีที่เป็นอิสระ ร่างในชุดขาวพลันหายวับไปจากคลองสายตาดุจลมพัดผ่าน รู้ตัวอีกทีก็เห็นอาภรณ์ขาวพลิ้วไหวอยู่บนระเบียงชั้นสองของโรงเตี๊ยมแล้ว

                หลี่หวางหลิงเตรียมขยับฝ่าเท้า

                “ห้ามลงมือใต้ลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้มิใช่หรือ” เสียงที่ค่อนข้างแหบเอ่ยเยาะ “ข้าอยากรู้เช่นกัน หากผู้บัญชาการกองพันเขี้ยวพยัคฆ์ฝ่าฝืนกฎหมาย ลบหลู่ราชสำนักเสียเองจะเป็นอย่างไร...อ้อ ยังมีเรื่องปลอมตัวเป็นชาวยุทธ์แทรกแซงทำเนียบด้วย เจ้าทำผิดกฎหมายเองไม่ต่ำกว่าสิบห้าข้อแล้วกระมัง...เกรงว่าหากสกุลหลี่ของเจ้าทราบข่าวนี้คงยินดีไม่น้อย”

                ร่างสูงใต้ระเบียงหยุดนิ่ง มองบุรุษชุดขาวที่อยู่ใต้ชายคาโรงเตี๊ยมดังว่า ก่อนตัดสินใจเก็บกระบี่ช้าๆ

                เป็นสัญญาณว่าจะไม่มีการลงมืออีก

                “ข้ามอบป้ายอันดับหนึ่งให้มิได้” หลี่หวางหลิงกล่าว “แต่ถ้าเจ้าอยากรู้ความจริงในปีนั้น ยังคงมีวิธีอื่นอีก”

                “วิธีใด” สิ้นคำนั้น บุรุษชุดขาวเปล่งเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “ข้าเพียงแต่อยากถามฮ่องเต้ของพวกเจ้าว่าเหตุใดจึงสังหารครอบครัวของข้า ส่วนเรื่องจะฆ่าเขาหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคำตอบของเขา...เจ้ามอบป้ายให้ข้ามิได้ หรือที่แท้ป้ายมิได้อยู่กับเจ้า?”

                ไม่มีคำตอบ

                “ดี เช่นนั้นก็เหลือแค่คนเดียวแล้วที่รู้ว่าป้ายอยู่ที่ใด” แม้ไม่ระบุนาม แต่เมื่อเห็นใบหน้านั้นผินไปทางอาคารด้านหลัง ทั่วร่างแผ่ความประสงค์ร้าย คำตอบย่อมชัดเจน “หากมีดจ่อคอแล้วยังง้างคำตอบมิได้ ลองเลาะเนื้อออกมาสักชิ้น...”

                “หลิงไต้เซียง” เสียงทุ้มเอ่ยนามของอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก

                คนบนระเบียงนิ่งขึงไป ราวกับไม่ได้ยินนามที่แท้จริงของตนมานานแสนนานแล้ว

                แม่ทัพหลี่เอ่ยเรียบๆ “หากอยากทำตัวเหมือนหลี่ซ่งจือ ลากผู้บริสุทธิ์มารับเคราะห์...ก็แล้วแต่เจ้าเถิด”

                ถ้อยคำนี้เห็นได้ชัดว่าเชือดเฉือนจุดตาย ทำให้คนฟังแข็งทื่อไปในพริบตา

                ครู่ใหญ่จึงได้ยินเสียงแผ่วเบา “ข้าเกลียดราชสำนัก...แต่ข้าเกลียดพวกสกุลหลี่อย่างเจ้ายิ่งกว่า”

                หลี่หวางหลิงคร้านจะโต้แย้ง และถึงกลอกตาไปคนผู้นี้ก็มองไม่เห็น ทว่าพอถอนหายใจหนึ่งครา สายลมก็พัดพาประโยคสั้นๆ ให้ลอยมา

                “...เหลียนเสิ่นอยู่ที่นี่ ถึงข้าไม่ลงมือ พวกพรรคพิรุณหยาดย่อมจัดการให้”

                หลี่หวางหลิงคลำกระบี่ที่เอวโดยสัญชาตญาณ แต่วิญญาณในชุดขาวบนระเบียงแห่งนั้นหายไปแล้ว

                “ท่านแม่ทัพขอรับ...” คนใต้บัญชาส่งเสียงเบาๆ

                เขาโบกมือว่าไม่ต้องไล่ตาม นัยน์ตาหรี่ต่ำ

                เหลียนเสิ่นผู้ครองอันดับสาม คุณชายแห่งพรรคพิรุณหยาดที่ว่ากันว่าร่วมมือกับรุ่ยอ๋อง...คนผู้นั้นคิดจะทำอะไรกันแน่

 

 

 

 

            “นี่” เถ้าแก่โยวในชุดเครื่องแบบทหารติดตามคนข้างกายเอ่ยขึ้น “วันนี้ท่านว่างหรือ”

                นัยน์ตาของคนที่เดินนำเยื้องอยู่ด้านหน้าเหลือบมองเล็กน้อย มุมปากยกขึ้น แต่ไม่มีคำตอบ

                โยวอิ่งชวนหันหน้าไปอีกทางพลางถอนใจมองฟ้า...ระยะนี้ช่างมีเหตุให้จำต้องออกมานอกร้านบ่อยเสียจริง ถึงฟ้าเบื้องนอกใสกระจ่าง แดดเจิดจ้างดงาม ทว่าสภาวะที่ไม่มีหลังคาร้านคุ้มหัวกลับทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย เกรงเหลือเกินว่าจะมีคนบ้าสักคนกระโดดมาขอท้าประลอง

                แต่น่าจะไม่เป็นไรกระมัง...โยวอิ่งชวนตีขลุมเข้าข้างตัวเอง ถึงการออกมานอกร้านจะน่ากลัว อย่างไรตอนนี้ก็มียันต์คุ้มภัยที่น่ากลัวยิ่งกว่าพวกจอมยุทธ์คลั่งวิชามาด้วย ทว่าเห็นแม่ทัพหลี่วันนี้แล้วเขาก็ได้แต่เอียงคอ รู้สึกรางๆ ว่าบรรยากาศรอบตัวท่านแม่ทัพมิได้น่าหวาดหวั่นเท่าเดิม...แม้จะไม่รู้ว่าต่างจากเดิมตรงไหนก็ตาม

                หลายปีก่อนเมื่อเขาจำใจตกลงรับงานหนักอย่างการดูแลอันดับบนทำเนียบผู้เยี่ยมยุทธ์นี้ รัชทายาทเคยให้คำมั่นว่าจะคุ้มครองเขา ท่านผู้นั้นไม่ให้สัญญาแก่ใครง่ายๆ แต่ถ้าเอ่ยปากก็จะทำตามโดยไม่มีข้อแม้ เขาจึงรู้ว่าคนของกองพันเขี้ยวพยัคฆ์วนเวียนอยู่รอบๆ โรงเตี๊ยมและคอยติดตามตนเสมอ ไม่นับว่าตอนนี้ยังมีป้าย ‘อันดับหนึ่ง’ ที่ต้องรักษาเพิ่ม อีกฝ่ายจึงมิอาจไม่ดูดำดูดี ปล่อยเขาไปพบองค์หญิงใหญ่ตามลำพังได้

                แม้เป็นพันธะตามหน้าที่ แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างซื้อของฝากหรือทายาให้...คงไม่รวมอยู่ในหน้าที่ด้วยกระมัง...

                เขาไม่ค่อยเข้าใจนักว่าแม่ทัพหลี่คิดอะไร ตั้งแต่เจอหน้ากันหลังเรื่องวุ่นวายในปีกวงซวีที่ยี่สิบสองจบลง คนผู้นั้นก็หันมาให้ความสนใจเขาอย่างเกินพอดี จนถึงตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่าตนเคยทำอะไรให้

                “มีอะไร” อาการของเขาคงเห็นได้ชัดเกินไป หางตาของอีกฝ่ายจึงเหลือบมาอีกครา

                โยวอิ่งชวนก้มหน้าก้มตาถามให้สมบทคนติดตาม อึดใจหนึ่งถึงกลั้นใจถามเจื่อนๆ “องค์ชายใหญ่ได้บอกท่านหรือไม่  สัญญานี้จะจบลงเมื่อใด”

                ถนนบางเส้นในเมืองหลวงขี่ม้ามิได้ และคนเดินเท้าบนท้องถนนสู่ประตูตะวันออกในตอนบ่ายคล้อยก็บางตา หลังได้ยินคำถามนั้น หลี่หวางหลิงจึงเผยสีหน้าคลุมเครือที่เหมือนจะขบขันนิดหน่อย

                โยวอิ่งชวนไม่อาจปฏิเสธได้ว่าแผ่นหลังของคนที่เดินนำให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด คนผู้นี้ทำตามอำเภอใจ คาดเดาอารมณ์ได้ยาก แต่ก็ยังมีแก่ใจมาเป็นเพื่อน...

                “เจ้าไม่ถามพระองค์ดูล่ะ” คนมีน้ำใจโยนภาระอย่างหน้าตาเฉย

                เถ้าแก่เบ้ปาก เป็นคำแนะนำที่ปฏิบัติตามได้ยากเหลือเกิน!

                เขาแค่รับปากเพราะท่านผู้นั้นขู่ว่าจะขุดเรื่องใน ‘สมาคม’ ขึ้นมา ฝีมือการตอบแทนบุญคุณความแค้นของรัชทายาทเลื่องชื่อลือชายิ่ง คนอย่างเขาหรือจะกล้าเสี่ยง...แล้วผู้ใดจะมีแก่ใจถามว่าสัญญามีระยะสิ้นสุดหรือไม่

                “เป็นคนค้าขาย ไยจึงทำสัญญาเสียเปรียบ” รอยยิ้มลี้ลับปรากฏวูบ “ในเมื่อรับมาแล้ว ก็...พยายามเข้าหน่อยแล้วกัน”

                นั่นคือประโยคให้กำลังใจหรือเย้ยหยันกันนะ เขาฟังไม่ออกเลยจริงๆ!

                เถ้าแก่ได้แต่โอดครวญในใจ สุดท้ายก็ยังคงหมายความว่า ‘เจ้าจะอยู่หรือตายก็แล้วแต่เจ้า’ อยู่ดี!

                วังตากอากาศทางตะวันออกอยู่ไม่ห่างจากประตูเมืองมากนัก เล่ากันว่าในอดีตเคยเป็นวังที่ประทับของฮ่องเต้หลังพระองค์เจริญชันษามากพอจนย้ายออกจากวังหลวงได้แล้ว ฮองเฮาสมัยที่เป็นพระชายาในรัชทายาทก็ทรงประทับที่นี่ หลังจากสยบความวุ่นวายและก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ ตำหนักเก่าแห่งนี้จึงกลายเป็นวังตากอากาศที่เปิดใช้เพียงนานๆ ครั้งเมื่อฮองเฮาเสด็จประพาสเที่ยวชมทิวทัศน์นอกวังหลวง

                แต่หลายปีมานี้ฮองเฮามุ่งมั่นในพระธรรม สวดมนต์ไหว้พระอยู่ในวังหลวงประหนึ่งนักบวชทรงศีลผู้ไม่ยุ่งเกี่ยวทางโลก วังตากอากาศจึงปิดไว้เฉยๆ แทบไม่มีใครใช้งาน ขณะที่องค์หญิงใหญ่หวางเสิ่นหนิงเป็นพระขนิษฐาร่วมพระมารดาของฮ่องเต้ จัดให้พระองค์ประทับที่นี่ระหว่างอยู่เมืองหลวงจึงนับว่าเหมาะสม

                หลี่หวางหลิงรับม้าที่ฝากไว้กับสถานีพักใกล้ประตูเมือง จากตรงนี้ต้องออกนอกเมืองประมาณเจ็ดหลี่ หากใช้ม้า ไม่นานก็ลุถึงจุดหมายได้

                เถ้าแก่โยวกะพริบตา เขาไม่มีปัญหากับการขี่ม้า

                แต่ปัญหาคือ มีม้าแค่ตัวเดียว

                “...ท่านจะให้ข้าเดินเท้าไปหรือ”

                ที่จริงเดินเท้าไปก็ไม่มีปัญหาเหมือนกัน แต่เกรงว่าจะเสียเวลาน่ะสิ

                สีหน้าเรียบเฉยของแม่ทัพหลี่ส่อแววระอา ราวกับมีคำว่า ‘โง่เง่า’ พุ่งแสกหน้าตงิดๆ

                ทหารที่ประตูเมืองเมียงมองท่าทางประหลาดของแม่ทัพหลี่และผู้ติดตาม แล้วทุกคนก็เห็นภาพภาพหนึ่ง

                แม่ทัพหลี่ยืดมือออกไป ยกตัว ‘ทหารใต้บัญชา’ ขึ้นไปวางบนหลังม้า ฝ่ายนั้นพลันคว้าบังเหียนโดยสัญชาตญาณ คล่องแคล่วสมเป็นทหารหาญในกองพัน...แต่ประเดี๋ยว ภาพนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยถูกต้องกระมัง

                จากนั้น ท่านแม่ทัพก็ตวัดตัวขึ้นนั่งซ้อนหลัง ว่องไวปานกัน และกระตุกบังเหียนจากไป

                ทหารประจำประตูเมืองมองหน้ากัน คนหนึ่งเอ่ยถาม “เจ้าเห็นเหมือนที่ข้าเห็นหรือไม่”

                “ข้าว่า...คิดว่าใช่นะ”

                “แม่ทัพหลี่ดีต่อผู้ใต้บัญชายิ่ง ไม่น่าเชื่อ!”

                ระหว่างนั้น ‘ผู้ใต้บัญชา’ นั่งเบิกตาตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าหายใจ ไอร้อนกรุ่นจากแผงอกกว้างส่งผ่านมาถึงแผ่นหลัง เขาทันเห็นสายตาเลื่อมใสของทหารเฝ้าประตูเมือง แล้วก็ได้แต่สงสัยว่าหรือเชื้อความเลื่อมใสบัดซบอันใดจะติดต่อจากพวกชาวยุทธ์ไร้สมองไปถึงเหล่าทหารประจำเมืองได้ด้วย?

                ใช้อะไรดูถึงมองว่าน่าเลื่อมใส นี่มันใช่พฤติกรรมของแม่ทัพต่อผู้ใต้บัญชาหรือ!?

                “...ท...ท่าน...” ออกห่างประตูมาไกล เถ้าแก่ถึงกล้าเปล่งเสียงสั่นๆ

                “หืม”

                “ข้า...ม้า...มือ...”

                ลมหายใจอุ่นๆ พรูใส่ใบหูราวกับคนด้านหลังหลุดหัวเราะ แต่อีกมือที่มิได้รั้งบังเหียนม้ากลับเอื้อมผ่านร่าง วางลงบนหน้าตักของคนที่กำลังนั่งตัวแข็งทื่อ

                เถ้าแก่โยวยังคงตัวแข็งทื่อต่อไป จากนั้นพลันได้ยินเสียงเรียบๆ

                “ช่วยจับบังเหียนหน่อย”

                “เอ๋...” มือของเถ้าแก่เลื่อนไปจับตามคำสั่งโดยไม่ทันคิด

                มือทั้งสองข้างมิได้วางเกะกะแล้ว ฝ่ามือของแม่ทัพหลี่ที่อยู่บนหน้าตักจึงเลื่อนไปตามแนวต้นขาได้อย่างสะดวกดาย อีกฝ่ายตบขาด้านข้างเบาๆ เหมือนจะหยอกล้อ กิริยานี้ทำเอาโยวอิ่งชวนสะดุ้งเฮือก หันขวับไปอย่างอดรนทนไม่ไหว

                ใบหน้าด้านหลังย้อนแสงเลือนราง พอดีกับที่หลี่หวางหลิงก้มหน้าลงเล็กน้อย ลำแสงส่องผ่านเสี้ยวหน้านิ่งเฉย เมื่อเห็นภาพนั้น แทนที่จะประท้วงอย่างที่ตั้งใจ เถ้าแก่โยวกลับกะพริบตาถี่ๆ อยู่ๆ ขมับก็ปวดจี๊ดจนต้องนิ่วหน้า

                รอยยิ้มแยกเขี้ยวของใครบางคนซ้อนทับขึ้นมา วนเวียนอยู่ในความทรงจำ เช่นเดียวกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่สะท้อนอยู่ในจิตใต้สำนึก...เป็นความรู้สึกที่แปลกจนยากอธิบาย...

                “ว่าอย่างไร”

                เถ้าแก่โยวกะพริบตาไล่ภาพหลอนซ้ำอีกครั้ง เมื่อมองดีๆ จึงรู้ว่าแม่ทัพหลี่มิได้ยิ้ม เป็นเขาที่ตาฝาดไป

                แต่ลึกๆ...เขากลับรู้สึกเหมือนเคยเห็นภาพนั้นที่ไหนมาก่อน...

                แปลกจริง ทำไมถึงนึกไม่ออกนะ

                อยู่ๆ มือของคนด้านหลังก็เอื้อมมาชิงบังเหียนกลับไป แรงกระชากกะทันหันทำให้ม้าตัวโตสะบัดศีรษะและพ่นลมครืดคราดราวกับกำลังก่นด่า สายลมโหมผ่านร่างแรงขึ้นในพริบตาที่ม้าทะยานเร่งความเร็ว

                เถ้าแก่โยวตกใจจนต้องรีบยันมือเปะปะกับอานม้า ทว่าอุ้งมือแข็งแรงตรึงเอวของตนไว้แน่นหนา ไม่ปล่อยให้ตกลงไป

                “ท...ท่านจะรีบก็ไม่บอก!” เถ้าแก่โยวบ่นหลังทรงตัวได้มั่นคงแล้ว ใจยังเต้นระทึกไม่หาย

                “อืม”

                อืมอะไร! เขามีแค่ชีวิตเดียว ตกม้าคอหักขึ้นมาจะทวงถามกับผู้ใดได้เล่า!

                ลมโกรกผ่านหน้าจนหมวกที่สวมไว้เกือบปลิวหลุด เถ้าแก่ต้องรีบคว้าไว้ ไม่มีเวลาสนใจเรื่องอะไรก็ตามเมื่อครู่อีก และไม่นานกลิ่นไม้หอมอย่างหนึ่งก็ลอยมาปะทะ เรียกให้เขาละความสนใจไปยังทัศนียภาพรอบๆ

                เงาของวังนอกเขตเมืองหลวงปรากฏให้เห็นเลือนราง ครั้นม้าตะบึงมาถึงถนนกว้างก็เห็นตำหนักไม้แดงตั้งตระหง่านย้อมด้วยแสงตะวันที่ใกล้ลาลับฟ้า ดูแล้วราวกับกองไฟมหึมากลางสวนร่มรื่น

                แม่ทัพหลี่ลงจากม้าอย่างรวดเร็ว ทำให้โยวอิ่งชวนที่ยังมึนงงกับเหตุการณ์เมื่อครู่ต้องรีบตามลงมา และเงยหน้ามอง

                วังแห่งนี้สมกับเป็นอดีตที่ประทับของโอรสสวรรค์ โครงสร้างตัววังเป็นไม้แดงทั้งหลัง โดดเด่นตัดกับร่มไม้เขียวจัดที่แผ่กิ่งก้านตลอดแนวทางเข้า แม้จะเป็นฤดูร้อนก็ช่วยบดบังความแสบร้อนจากแสงเบื้องบนได้อย่างมิดชิด

                ส่วนต้นตอกลิ่นหอมนั้น หลังขึ้นบันไดหินไปถึงหน้าประตูวัง เถ้าแก่โยวจึงเห็นว่ามาจากแปลงดอกไม้ที่โอบล้อมตัวตำหนักไม้แดงทั้งซ้ายและขวา แปลงนั้นแผ่ขยายไปแปดทิศ ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา จนดูราวกับวังจมอยู่กลางทะเลดอกไม้ มีทั้งสีแดง สีส้ม และสีชมพูอ่อนไล่เรียงไป แทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นวังที่ไม่มีผู้ใดประทับ

                “โอ้...” ลมอุ่นๆ หอบกระทบร่าง ชั่วพริบตานั้นกลีบดอกไม้ก็ม้วนตัวปลิวคว้างอยู่กลางแสง แม้เขาจะไม่ได้ตื่นเต้นกับของสวยๆ งามๆ ก็ยังอดรู้สึกมิได้ว่าภาพนี้งดงามตราตรึงทีเดียว

                ดอกไม้ดอกหนึ่งร่วงลงมาติดผมด้านหน้า เขาเหลือบขึ้นมอง ย่นจมูกด้วยความระคาย แต่ยังไม่ทันหยิบออกก็มีเงาดำบดบังสายตา

                มือของแม่ทัพหลี่ช้อนดอกไม้ออกจากผมของเขาอย่างช้าๆ หลังยกมือออกไปแสงสว่างจึงกลับคืนมา

            ‘ดอกไม้ติดผมเจ้าแน่ะ มานี่ ข้าจะหยิบออกให้’

                มุมแสงที่สาดย้อนอยู่ด้านหลังส่องให้เห็นวังไม้แดงดุจเปลวเพลิง ทันใดนั้นความปวดแปลบที่ก่อนหน้ารู้สึกได้เพียงเลือนรางก็ตรงเข้าจู่โจม แม้แต่ใบหน้าของคนตรงหน้าก็ยังเหมือนมีภาพซ้อนขึ้นมา

                เด็กน้อยตัวมอมแมมก้มมองดอกไม้ในฝ่ามือเขา ก่อนฉวยไปถือไว้เอง

                “เป็นอะไร” หลี่หวางหลิงสังเกตเห็นอาการผิดปกติทันที

                ‘ให้ท่าน...กลิ่นหอม’

                ‘ฮ่าๆ หยุดเลย! ข้ามิใช่สตรี จะทัดดอกไม้ไปทำอะไร’

                โยวอิ่งชวนกะพริบตาถี่ แต่ใบหน้าของแม่ทัพหลี่กลับมาแจ่มชัดแล้ว กระทั่งเสียงเล็กๆ ที่แทรกขึ้นมาในหัวเมื่อครู่ก็ลอยหายไป ดูคล้ายฝันตื่นหนึ่ง

                “เปล่า...” เถ้าแก่โยวยังคงงุนงง “เมื่อกี้...รู้สึกเหมือนเคยมีเรื่องแบบนี้มาก่อน”

                อีกฝ่ายมิได้ตอบอะไร เพียงมองนิ่งๆ ในแบบที่เขาไม่ทราบความหมาย

                แต่แล้วพวกเขาก็หันไปตามเสียงอุทาน สตรีนางหนึ่งที่ปัดกวาดบันไดเพิ่งเงยหน้าเห็นผู้มาเยือน หลังดูจนแน่ใจแล้วว่าเป็นใคร นางจึงก้มกำนับพวกเขา “เชิญเถิดเจ้าค่ะ องค์หญิงรออยู่แล้ว”

                หลี่หวางหลิงหันมาเลิกคิ้วให้ คนเดินตามจึงพลอยงุนงงไปด้วย เพราะคนที่นางเชื้อเชิญดูเหมือนจะมีแค่เขา “...ท่านไม่เข้าไปด้วยหรือ”

                “ข้ายังมีงานอีก” แม่ทัพหลี่ตอบเรียบๆ และมองเลยไหล่เขาไป

                เถ้าแก่โยวหันมองตาม เห็นคนในชุดดำปกปิดใบหน้าเพิ่งกระโดดข้ามแนวกำแพงมา แปลงดอกไม้ใต้ฝ่าเท้าขยับไหววูบหนึ่งก่อนคืนสภาพเดิมโดยไม่เสียหายแม้แต่น้อย และเพียงกระโจนอีกสองหน ผู้มาใหม่ก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขา

                หลี่หวางหลิงพยักพเยิดไปทางตัวตำหนัก “ข้าแค่มารอฟังรายงาน เจ้าเข้าไปได้แล้ว”

                แค่มาส่งหรอกหรือ?

                แวบหนึ่งในใจเถ้าแก่รู้สึกราวกับมีละอองอุ่นๆ กะพริบวิบไหว...คนผู้นี้อาจมิใช่คนดีนัก แต่ก็ยังมีแก่ใจมาเป็นเพื่อน

                ทว่ายังไม่ทันพูดอะไร เถ้าแก่ก็ได้ยินเสียงสำทับ “นางจะพาเจ้าไปเอง ไม่ต้องห่วง...นางเป็นคนของข้า”

                แม่นางที่กวาดบันไดอยู่ก่อนหน้าวางไม้กวาดพิงกำแพงข้างๆ แล้วค้อมศีรษะให้ แย้มยิ้มอ่อนหวานจนต้องมองซ้ำ โดยเฉพาะหลังได้ยินคำ ‘คนของข้า’ ที่ออกจะคาดไม่ถึงอยู่บ้าง

                แต่ว่าไปแล้วแม่ทัพหลี่ก็เป็นบุรุษวัยฉกรรจ์ หากเลี้ยงดูสตรีไว้หลายคนก็มิใช่เรื่องแปลกอันใด ทั้งเขายังเคยได้ข่าวจากพรรคพวกที่ซุบซิบกันอย่างสนุกปากด้วยว่ารัชทายาทประทานสตรีให้แม่ทัพผู้นี้อยู่บ่อยๆ

                “รบกวนแม่นางแล้ว” โยวอิ่งชวนยิ้มให้ดรุณีน้อย

                ไยเขาจะต้องยุ่งเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นให้มากความ ในเมื่อเรามิได้...

                “เชิญเจ้าค่ะนายหญิง”

                เถ้าแก่โยวสะดุดขั้นบันไดหิน หวิดจะหน้าทิ่มพื้นในบัดดล เหตุผลเดียวที่ไม่ล้มเพราะดรุณีร่างแบบบางวัยไม่เกินสิบหกสิบเจ็ดตรงหน้ามือไวคว้าแขนได้ แรงมือมหาศาลถึงขั้นรั้งเขาได้ทั้งตัว ก่อนประคองขึ้นอย่างนุ่มนวลเปี่ยมความเคารพ

                “ระวังด้วยเจ้าค่ะ ถึงนายท่านกำชับไว้แล้วว่าบางครั้งนายหญิงออกจะซุ่มซ่าม แต่อย่างไรข้าน้อยก็อาจคว้าไม่ทันทุกรอบ บันไดหินนี้ถ้าล้มไปจังๆ จะเจ็บมากนะเจ้าคะ”

                เถ้าแก่โยวเบิกตาจ้องกลับ “อะ...ไร...นะ...”

                “บันได” นางชี้อย่างใสซื่อ “ถ้าล้มไปจะเจ็บเจ้าค่ะ”

                “มิใช่ คือ...” เขาบื้อใบ้พูดไม่เป็นประโยค “อะไรคือ...”

                คล้ายอะไรบางอย่างระเบิดเปรี้ยงปร้างอยู่ในหัว คิดหาคำอธิบายกับนางไม่ถูกจนนึกได้ว่าสมควรเค้นคอกับตัวต้นเหตุ แต่พอหันขวับไป นอกจากคล้ายประสาทหลอนได้ยินเสียงหัวเราะเย็นเยียบแว่วมา ด้านหลังเขาก็ไม่มีทั้งแม่ทัพที่สมควรตายและทหารใต้บัญชาที่ดูน่าสงสัยนั้นแล้ว

                “นายหญิงเจ้าคะ? เร็วเถิด”

                ‘นายหญิง’ สีหน้าเขียวคล้ำไม่ชวนมอง หันรีหันขวางลังเลระหว่างไปกระชากคอตัวต้นเรื่อง กับแบกหน้ารับคำเรียกประหลาดนั้นแล้วรีบเข้าไป

                หึ...กระชากคอเค้นความจริง? เขามีปัญญาทำเช่นนั้นที่ไหน!

                โยวอิ่งชวนกลืนเสียงร่ำไห้และหยาดน้ำตา หมุนตัวกลับไปหาบ่าวหญิงที่ยังคงมองเขาอย่างไม่เข้าใจ “...นำทางไปเถอะ”

                หลี่หวางหลิง คนสมควรตาย อย่าให้เจอหน้ากันอีกเชียว!

 

 

 

                เมื่อแผ่นหลังของคนทั้งสองที่ตรงไปทางประตูใหญ่ของวังลับหายไปด้านใน หลี่หวางหลิงจึงละความสนใจกลับมายังคนใต้บัญชาที่ยังยืนอยู่ในเงามืดข้างกำแพง ก่อนเลิกคิ้วที่เห็นว่าดวงตาใต้ชุดที่ปกปิดมิดชิดจนเห็นแค่ลูกตาวาวๆ ของฝ่ายนั้นกำลังจับจ้องมาที่ตน

                แม่ทัพแห่งกองพันเขี้ยวพยัคฆ์จ้องตอบ กระแสแปลบปลาบผ่ากลางอากาศ อีกฝ่ายจึงรีบถอนสายตาหนีอย่างรวดเร็ว ราวกับเพิ่งตระหนักได้ว่าอย่าคิดถามเรื่องส่วนตัวของนายให้มากความจะดีกว่า

                “คุณชายกู่หยวนฝากจดหมายมาให้ขอรับ”

                กู่หยวนเป็นสหายอันน้อยนิดในแบบที่ใช้มือเดียวนับได้ครบถ้วนของเขา สกุลกู่ค้าขายของล้ำค่าและแพรพรรณชั้นเลิศ มองจากสายตาคนทั่วไป ร้านที่ใหญ่ที่สุดบนถนนสายตะวันตกของพวกเขาทั้งน่าอิจฉาและน่าเลื่อมใส แต่สำหรับหลี่หวางหลิง ข้อดีอย่างเดียวที่เขามองเห็นจากชั้นสองของร้านค้าสกุลกู่...คือตั้งบังตรอกซอมซ่อด้านหลังที่มีโรงเตี๊ยมที่ดูไม่สะดุดตาแห่งหนึ่ง

                หลังไปเยือนสหายในตอนเช้า ถามไถ่บางเรื่อง และยืนมองลานดินหน้าร้านเล็กๆ ที่เห็นได้จากหน้าต่างห้องของนายใหญ่แห่งกลุ่มการค้าผู้นั้น ต่อให้ต้องฟังคำค่อนขอดด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ เขาก็ไม่ถือสา

                หลี่หวางหลิงคลี่จดหมายพับครึ่ง และไล่อ่านอักษรบนนั้นอย่างรวดเร็ว

                ‘ดังที่เจ้าถามเมื่อสองวันก่อน ราคาข้าวสารอาหารแห้งไม่มีความผิดปกติใดๆ แต่ดูเหมือนว่าตลาดการค้าบนถนนสายใต้ถูกสกุลลิ่วควบคุมอย่างลับๆ และพบการกักตุนเสบียงอาหาร เรื่องพรรคพิรุณหยาดทางตะวันออกยังไม่ทราบ แต่หลายวันก่อนมีข่าวลือเรื่องการขนดินปืนบนเส้นทางการค้าสายใต้’

                เส้นสายของกลุ่มการค้าสกุลกู่ไม่อาจดูแคลนได้ เพียงครึ่งวันก็ได้คำตอบ ลายมือของสหายในวัยเด็กคมชัดแกร่งกล้า ดูแล้วไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเจ้าของลายมือนี้เป็นคนเฉยชาช่างเหม่อลอยขนาดไหน แต่ละประโยคชัดเจน ไม่มีคำไหนฟุ่มเฟือยดุจดั่งหมึกทุกหยดเป็นเงินเป็นทอง สมแล้วที่สหายผู้นี้เกิดในสกุลนักค้า ทั้งยังเป็นถึงผู้นำกลุ่มการค้าอันดับต้นๆ ของต้าหยวน

                แต่คำ ‘ดินปืน’ นี้ทำให้ประกายตาเย็นเยียบพาดผ่าน บรรยากาศหนักอึ้งขึ้นทันใด

                ดินปืนมิใช่ของทั่วไปในต้าหยวน นอกจากใช้กับสินค้าควบคุมพิเศษอย่างดอกไม้ไฟที่ต้องตรวจตราอย่างเข้มงวดก่อนเข้าเมืองหลวง การใช้ดินปืนสงวนไว้เฉพาะในกองทัพ ที่สำคัญคือกองทัพพิทักษ์อุดร การรบในภาคเหนือบ่อยครั้งต้องเผชิญกับหิมะ เพื่อรับมือกับพื้นที่แถบภูเขาหิมะหรือสิ่งกีดขวางอื่นๆ เมื่อมีหิมะทับถมหนาจัด จึงต้องระเบิดให้ถล่มลงมาก่อนเพื่อป้องกันหิมะถล่มตามธรรมชาติ ซึ่งอาจฝังกองทัพระหว่างเคลื่อนพลได้

                ทว่าคนทั่วไปหรือพ่อค้ามิอาจจัดหาดินปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากราชสำนัก

                “ข่าวเรื่องดินปืนเล่า” แม่ทัพหลี่กดเสียงเข้ม

                “เท่าที่ฟังมา ดูเหมือนพวกชาวยุทธ์ไม่ทราบสังกัดจะเป็นฝ่ายจัดหาขอรับ” อีกฝ่ายก้มหน้า “ข้าน้อยจะรีบไปสืบข่าวเพิ่ม คุณชายสกุลกู่กล่าวว่าถึงคนพวกนั้นมาตามเส้นทางสายใต้ แต่อาจเป็นคนของฝั่งตะวันตกหรือตะวันออกก็ได้”

                หลี่หวางหลิงพยักหน้า การสืบหาเบาะแสนี้ต้องใช้เวลา ถนนการค้าสายใต้ผ่านสามมณฑลตอนล่างของต้าหยวนจรดชายแดนซีเหลียง คนบนเส้นทางนั้นอาจมาจากทิศทางไหนก็ได้ทั้งนั้น

                เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดี...เพราะคำเตือนของวิญญาณในชุดขาวเมื่อคืนวาน

                ศูนย์กลางของพรรคพิรุณหยาดอยู่ทางตะวันออก และรุ่ยอ๋อง องค์ชายเจ็ดหวางเย่าเหลียนถือที่ดินครองศักดินาที่นั่น ฝ่ายนั้นน่าจะไม่ยอมอยู่เฉยๆ ไปเรื่อยๆ ดังที่ปฏิบัติมาตลอดสี่ปีกว่ามานี้แน่

                “หาต้นตอให้ได้ พิสูจน์ว่ามีการขนดินปืนจริงหรือไม่ เป็นชาวยุทธ์จริงๆ หรือแสร้งสวมหน้ากากใส่ร้ายคนในยุทธภพ”

                “ขอรับ” ผู้ใต้บัญชาตอบรับอย่างว่องไว ก่อนหยุดไปชั่วขณะ “แต่ว่า...จะให้ข้าน้อยไปในฐานะใด กองพัน...หรือว่า...” 

                “เรียกรวมพลคนในพรรคทลายธารทั้งหมด ถอนกำลังจากชายแดนเหนือได้” หลี่หวางหลิงยกยิ้มมุมปาก เสี้ยวแสงหนึ่งที่เริ่มหม่นมืดตามเวลากระทบข้างแก้ม ปรากฏให้เห็นเพียงแววเจ้าเล่ห์ลี้ลับ “ไหนๆ เรื่องนี้ก็ใกล้จะไม่เป็นความลับแล้ว อีกไม่นานแม้แต่สกุลหลี่ก็คงสืบรู้ เช่นนั้นก็ให้พวกนั้นรู้ไป”

                หากหลี่เมิ่งอวี้และหลี่ซ่งจือคิดจะให้พวกสกุลลิ่วก่อการแล้วรอชุบมือเปิบ เขาจะช่วยเพิ่มโอกาสชุบมือเปิบให้สองคนนั้นอีกหน่อยก็แล้วกัน

 

 

-----------------------------------------

[1]ดอกหอมหมื่นลี้

รายละเอียดการเปิดจองจะประกาศให้ทราบเร็วๆ นี้ ท่านที่สนใจ กดเก็บเข้าชั้นกันไว้ หรือเวียนไปซื้อหา+อ่านเรื่องอื่นๆ ก่อนได้นะคะ

หมื่นลิขิต หนึ่งบุพเพ มีจำหน่ายรูปเล่มที่ เว็บไซต์สำนักพิมพ์ และ e-book บน meb >>ที่นี่<< ค่ะ

นักอ่านที่อยากกดติดตามข่าวสารอื่นๆ กดติดตามเพจเฟซบุ๊คที่ ลูซิน l Author และทวิตเตอร์ @lucindah17 ได้ เวลามีอัพเดทเกี่ยวกับงานเขียนและโปรโมชั่นในแต่ละช่วง เราจะนำไปแจ้งตามช่องทางต่างๆ นี้ค่ะ

 

และแน่นอน เพราะเรากำลังจะมีเล่มใหม่ ดังนั้นอย่าลืมฟอลกันไว้รอแจกของเฉพาะ follower แต่ละช่องทางนะคะ ;)

ขอขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ลูซิน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

201 ความคิดเห็น

  1. #195 kiri2046 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 17:13
    กรี้ดดดดดดด เสียสติไปแล้วววววว
    #195
    0
  2. #128 Maylyunho (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 00:46
    อยู่ดีๆก็มาจุ๊บ สักขีพยานก็แบบบปากมากด้วย 5555 ชิงหยางโตมาหนูจะได้เป็นเจ้าชายลู้กกก
    #128
    0
  3. #116 kwangB (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 19:22
    อ้ยเขินๆๆๆ555555555
    #116
    0
  4. #86 R38912122 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 11:44
    เป็นการเรียกค่ามัดจำที่ชวนให้ใจเต้นมากๆ งุ้ยยยย

    เอ็นดูน้องชิงหยาง ถามจนเถ้าแก่โยวไม่รู้จะตอบยังไงเลย 555
    #86
    0
  5. #32 auai2mb (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 13:20
    ขอบคุณที่เขียนให้อ่านนะคะ ชอบนิยายที่บรรยากาศแบบนี้จังเลยค่ะ ท่านแม่ทัพก็แอบละมุนอยู่นะคะ ส่วนเถ้าแก่แอบมีใจแหละเราดูออก เนื้อเรื่องน่าติดตามมากค่ะ จะติดตามเป็นกำลังใจให้นักเขียนต่อไปนะคะ
    #32
    1
    • #32-1 Lucinda | ลูซิน(จากตอนที่ 11)
      26 มีนาคม 2563 / 15:17
      ขอบคุณที่แวะเข้ามาค่า จะรีบอัพตอนใหม่โดยไวนะคะ ;)
      #32-1
  6. #26 Ruruka Buta (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 18:38
    - โดยไม่หดราดตัวเอง > หกราด
    // ก่อนอื่นเลยขอกรี๊ดก่อนนน เค้าจุ๊บกันแล้ว ไม่สิ แม่ทัพหลี่จุ๊บอยู่ฝ่ายเดียว 5555 จุดพลุซักร้อยชุดฉลองเลยดีมั้ย นี่เราก็แอบคิดลึก...ต้องการเจ้า โถ่ววว มโนไปไกล มาเจอให้เถ้าแก่ทำอาหารให้ มักน้อยจริงๆพ่อคุ๊ณณณ 5555 จะว่าไปแม่ทัพหลี่ตั้งใจจุ๊บโชว์อีกสองคนรึป่าวนะ หวงเก่งงงงงง แม่ทัพมารโผล่มาจังหวะดีทุกที

    ความบังเอิญไม่มีจริง มีแต่ความตั้งใจโผล่มาล้วนๆใช่มั้ยท่านแม่ทัพ // แบบนี้เถ้าแก่จะแก้ตัวยังไงก็คงแก้ตัวไม่ขึ้นอีกแล้วหล่ะ พยานคาตาขนาดนั้น // ชิงหยางเป็นลูกของใครกันแน่นะ ตอนนี้ให้คะแนนมากสุด จะใช้ลูกลับๆขององค์หญิงใหญ่มั้ยนะ ถ้าใช่ จวิ้นหวังกับชิงหยางก็ดูแตกต่างกันด้านความงามเกินไป จะเกี่ยวพันอะไรกับองค์ชายใหญ่ คาใจมว๊ากกก แต่นึกไม่ออก

    // เสี่ยวเอ้อร์คุณลุงก็ดูปริศนามาก แถมองค์หญิงใหญ่แนะนำ อยู่มาแปดปีอีก อยู่มานานขนาดนี้ คุณลุงเป็นใครหว่า นึกไม่ออกเช่นกัน 555 รอไรท์เฉลยแทนหล่ะแบบนี้ทั้งคุณลุง ทั้งปริศนาชิงหยาง

    ปล. จากตอนที่แล้วเรานึกว่าแม่ทัพหลี่ถูกรัชทายาทไล่ไป นึกว่าออกประตูไปนอกร้านแล้ว พอมาตอนนี้ อ้าวพี่ท่านออกประตูมาหลังร้านหรอกหรอ 5555 นึกว่าพระนายจะไม่มีโมเม้นท์ออกซีนแล้วเชียว
    #26
    2
    • #26-1 Lucinda | ลูซินดา(จากตอนที่ 11)
      20 มีนาคม 2563 / 21:35
      ขอบคุณนะคะที่ดูให้อีกตา ดีใจที่รอบนี้หลุดมาไม่เยอะ555 // ไรท์ปล่อยให้ตัวละครเล่นไปตามบทบาทเท่าที่ใจอยาก กลัวฉากหวานจะน้อยก็กลัว กลัวเรื่องไม่เดินก็กลัว แต่ดูท่าว่าพวกเขาจะไปกันได้โดยที่เรื่องไม่ล่มก่อนค่ะ ฮาาา คาร์แม่ทัพหลี่คือขี้แกล้งสุดจริงๆ เซอร์ไพรส์ตัวเองด้วยค่ะ // คุณลุงกับชิงหยางจะแวบไปแวบมาเรื่อยๆ คะ่ แล้วจะค่อยๆ หย่อนแต่ละเรื่องลงมา // เรื่องนี้ดูเหมือนจะเฮฮา หลังฉากแอบอีนุงตุงนังประมาณหนึ่ง ความปวดหัวนี้ 55
      #26-1