ร้อยเล่ห์พยัคฆ์ผูกชะตา [Nabu Publishing] *ตัวอย่างทดลองอ่าน*

ตอนที่ 10 : ตัวอย่างทดลองอ่าน: บทที่ 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 632
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 59 ครั้ง
    26 ธ.ค. 63

ตัวอย่างทดลองอ่าน

บทที่ 10

(ตีพิมพ์กับ Nabu Publishing)

 

                มีดบนลำคอใกล้จนได้กลิ่นไม่น่าพิสมัย ไม่คิดกลบร่องรอยว่าเคยดื่มเลือดมนุษย์มาแล้ว

                พริบตานั้นพลันเกิดเสียงหวีดแหลมบาดหูคราหนึ่ง ด้ามมีดที่จ่อติดอยู่สะบัดออกห่างก่อนดีดขึ้นเฉียดผิว กระดอนขึ้นไปกลางอากาศ โยวอิ่งชวนนิ่งขึงไม่หายใจ มองปอยผมด้านหน้าที่ปลิวตามแรงลมและถูกเฉือนขาดไปสามสี่เส้น ส่วนบุรุษชุดขาวขยับหลบวัตถุบางอย่างอย่างว่องไวและสะบัดแขนโต้ตอบ

                แค่เห็นประกายแสงแวบวาบ เขาก็สั่งตัวเองให้ก้มศีรษะลงทันใด ส่วนเป้าหมายของคมอาวุธนั้นยกของในมือปัดป้อง

                เถ้าแก่ได้ยินเสียงทึบติดกันสามคราเหมือนของมีคมเสียบลงเนื้อไม้ เมื่อเงยหน้าจึงเห็นเสี่ยวเอ้อร์ประจำร้านยกเขียงที่มีวัตถุแหลมยาวปักอยู่ลง

                รอยยิ้มของชายสูงวัยยิบหยีจริงใจ “ช่วงกลางวันปิดแล้วขอรับ เชิญมาใหม่วันหลัง มิเช่นนั้นต้องรอหลังตะวันตกดิน”

                ปลายเท้าของบุรุษชุดขาวหยั่งลงบนซากโต๊ะที่เฝิงลี่จินทำลายไป ยืนอยู่ได้ในสภาวะเหลือเชื่อราวกับทั้งร่างไร้น้ำหนัก มองเผินๆ เหมือนลอยอยู่กลางอากาศ ลมจากเบื้องนอกม้วนตัวพัดโหม ซัดอาภรณ์ขาวปลิวสะบัดพึ่บพั่บท่ามกลางบรรยากาศหนักอึ้งอย่างไม่มีใครยอมใคร

                “วิชาดี...อายุมากพอสมควรแล้ว...เป็นผู้เร้นกายจากที่ใด” น้ำเสียงเรียบเฉยเปรยถาม ผ้าคาดตาบดบังจนสีหน้าดูคลุมเครือไม่ชัดเจน ยิ่งชวนให้สะพรึง

                “ผู้เร้นกายคือคำเรียกพวกท่านสำนักด่านประจิมมิใช่หรือ” เสี่ยวเอ้อร์ดึงอาวุธออกจากเขียงอย่างใจเย็น เชี่ยวชาญราวกับกำลังควักไส้ปลาในครัว ก่อนซัดคืนเจ้าของโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะรับได้หรือไม่ “ถึงเป็นคนต่างถิ่นก็ควรรู้กฎข้อนี้ ในโรงเตี๊ยมห่านป่ามิอาจชักอาวุธต่อยตี เชิญท่านกลับไปอย่างสันติดีกว่า”

                บุรุษชุดขาวไม่ขยับออกจากจุดเดิม ยังคงยืนนิ่งแสดงความแน่วแน่ดื้อรั้น

                เสี่ยวเอ้อร์ถอนหายใจเบาๆ “หากประมุขน้อยทราบว่าท่านมาก่อกวนสร้างความเดือดร้อนในเมืองหลวง เกรงว่าเขาจะไม่พอใจนัก”

                ริมฝีปากที่เม้มสนิทเรียบเฉยจนถึงเมื่อครู่ดูจะบิดเล็กน้อยเผยความไม่พอใจเป็นครั้งแรก

                “ข้าเพียงแต่ต้องการป้ายอันดับหนึ่ง”

                คนมากวัยส่ายศีรษะช้าๆ “ต่อให้ท่านบุ่มบ่ามเข้าเฝ้าฝ่าบาทไปก็มิอาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมดีกว่า”

                รังสีสังหารเข้มข้นแผ่รุนแรงจนคนไร้วรยุทธ์อย่างเถ้าแก่ที่แอบอยู่ใต้โต๊ะยังสัมผัสได้ มือที่เท้าอยู่กับพื้นสั่นระริก แม้แต่ในอกยังบีบรัดขึ้นมา

                น่าสะพรึงนัก! เขาไม่เคยพบเจอผู้ที่มีรังสีเข่นฆ่าชัดถึงเพียงนี้มาก่อน!

                “...ท่าน...”

                เสียงนั้นเรียกให้โยวอิ่งชวนมองลอดโต๊ะเก้าอี้ขึ้นไป ก่อนเบิกตากว้างที่เห็นลิ่วจวิ้นอ๋องยืนอยู่ตรงกรอบประตูหลังร้าน ดวงตาที่มองมายังพวกเขาสลับกับคนแปลกหน้าฉายแววประหลาด

                แวบหนึ่ง คำเล่าลือที่บอกว่าผู้ที่ช่วยชีวิตจวิ้นอ๋องคือคนสำนักด่านประจิมพลันผุดขึ้นมา ดูจากแววตาของลิ่วเนี่ย ถึงจะไม่แน่ใจ แต่จวิ้นอ๋องน้อยน่าจะจำอีกฝ่ายได้ทันที และสาวเท้าไปหาคนแปลกหน้าอย่างรวดเร็ว

                ทว่าก่อนที่มือของจวิ้นอ๋องจะแตะถูกแขนเสื้อที่สะบัดไหว อีกฝ่ายกลับดีดตัวถอยหลัง หลบหนีออกไปทางประตูหน้า เพียงพริบตาเดียวก็เหลือเพียงกระแสลมอุ่นร้อนพัดวูบวาบ

                ลิ่วเนี่ยเบิกตา ครั้นวิ่งตามไปที่หน้าประตูกลับเห็นเพียงถนนดินว่างเปล่าและฟ้าเวิ้งว้างที่ไร้เงาของผู้ใด

                โยวอิ่งชวนคลานออกมาจากใต้โต๊ะอย่างหมดรูป รีบดึงจวิ้นอ๋องเข้ามา ก่อนปิดประตูหน้าโดยไม่ลืมลงกลอน ป้องกันมิให้คนแปลกหน้าที่ไหนเข้ามาอีก

                “ข้างนอกอันตราย...อันตรายน่ะท่าน”

                แววตาของจวิ้นอ๋องสั่นไหวเบาบางก่อนหลุบลง ปล่อยให้เขาดึงห่างจากประตูโดยไม่คัดค้าน

                เถ้าแก่ที่ยังมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นส่งสายตาคาดโทษให้เสี่ยวเอ้อร์ที่ดูเหมือนจะรู้เรื่องมากกว่าที่คิด และพยายามหว่านล้อมให้คนอายุน้อยกว่าขึ้นไปพักผ่อนด้านบนก่อน ลิ่วเนี่ยฟังออกชัดเจนว่าเป็นคำไล่ แต่ก็ยอมเดินขึ้นชั้นสองไปโดยไม่คัดค้าน

                หลังส่งจวิ้นอ๋องขึ้นไปเรียบร้อยเขาจึงกลับลงมาข้างล่าง พบว่าเสี่ยวเอ้อร์น่าสงสัยประจำร้านหันไปล้างจานอย่างสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว

                “...เจ้ารู้จักเขาได้อย่างไร” เถ้าแก่นวดขมับซ้ำเป็นรอบที่เท่าใดแล้วไม่รู้ “นี่ ถึงข้ารู้ว่าเจ้ามีวรยุทธ์ แต่เท่าที่เห็น น่าจะดีเกินกว่าที่ข้าเข้าใจอีกนะ”

                อีกฝ่ายหันกลับมายิ้มให้ “ถ้ารอให้เขาทราบว่าป้ายอันดับอยู่ที่ไหน เขาฆ่าท่านจริงๆ แน่ขอรับ”

                ฟังแล้วเถ้าแก่ถึงกับขนลุกวูบ ขมับปวดจี๊ดอีกครา “นี่ก็อีกเรื่อง! คนผู้นั้นมาไล่ล่าป้ายอันดับ แต่เจ้าบอกว่าประมุขน้อยต้องไม่พอใจ เช่นนั้นคนเมื่อครู่ก็มิใช่ประมุขน้อยแห่งสำนักด่านประจิมกระมัง”

                “ท่านคิดว่าอย่างไรเล่าขอรับ”

                ถูกย้อนด้วยคำถาม ทั้งยังด้วยสีหน้าและน้ำเสียงกวนอารมณ์ เถ้าแก่โยวคิดแล้วได้แต่คอตก ถอนใจเซื่องซึม

                “เช่นนี้แสดงว่านอกจากเจ้าจะรู้จักตัวจริงของคนผู้นั้น เจ้ายังรู้จักประมุขน้อยแห่งสำนักด่านประจิมด้วย...ข้าว่าแท้จริงแล้วคนที่ข้าควรระแวงที่สุดคงเป็นเจ้าแล้วละ”

                เสี่ยวเอ้อร์หัวเราะร่วนจนเห็นรอยเหี่ยวย่นตามกาลเวลา “ระแวงข้าน้อยไปก็เท่านั้นขอรับ”

                “อะไร เจ้าจะบอกว่าตัวเองไม่น่าสงสัยรึไง” เถ้าแก่โยวเบ้ปาก

                “เปล่าขอรับ” ชายสูงวัยยิ้มอย่างจริงใจ “ถึงจะระแวงไป ท่านก็สู้ข้าน้อยมิได้อยู่ดี”

                “...” เถ้าแก่ไร้ถ้อยคำจะโต้ตอบ ระยะนี้เขาต้องดวงตกมากแน่ๆ “...ก็จริง...แต่เห็นแก่ที่ข้าจ่ายค่าจ้างตรงเวลา ช่วยทำให้ข้าสบายใจหน่อยมิได้หรือ”

                เสี่ยวเอ้อร์มากวัยกว่าหัวเราะแทนคำตอบ เสียงน่าโมโหนั้นยิ่งทำให้โยวอิ่งชวนเดือดแค้นเหลือกำลัง ก่อนหยุดเมื่อได้ยินเสียงแผ่วเบา “คนผู้นั้นก็เหมือนพวกเรา...ท่านคงพอเดาได้แล้วกระมัง”

                เถ้าแก่โยวเงียบอึ้ง

                คนที่เหมือนพวกเขา? คำตอบย่อมมีเพียงผู้ที่ต้องคดีความในอดีต ทว่าหากเกี่ยวพันกับฝ่าบาทได้ต้องมีเพียงคดีความร้ายแรงที่ฝ่าบาททรงตัดสินด้วยพระองค์เอง และในจำนวนนั้นถ้ามิใช่กรณีที่รอดมาได้อย่างเขา ก็ต้องถูกประหารจน...

                เถ้าแก่โยวเงยหน้าพรวด จ้องเสี่ยวเอ้อร์ตรงหน้าทันใด “...สกุลหลิง?”

                ถึงจะไม่มีหลักฐาน แต่ดูจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะนี้และปริศนาอักษรเลือดบนกำแพงจวนสกุลหลี่ เป็นไปได้มากว่าคนผู้นั้นคือคนสกุลหลิงที่ยังเหลือรอด

                และหากคะเนจากอายุ...ก็อาจเป็นคุณชายน้อยสกุลหลิงเมื่อปีนั้น

                ผู้ที่เป็นสาเหตุทำให้องค์ชายรองถูกประหาร

                ว่ากันว่าคุณชายน้อยสกุลหลิงวัยสิบหกปีถูกทรมานจนตายในคุกหลวง บุรุษผู้นั้นตาบอดทั้งสองข้าง ถ้าคุณชายน้อยสกุลหลิงยังมีชีวิตอยู่ก็น่าจะอายุราวๆ เดียวกับคนชุดขาวนั่น...

                เถ้าแก่โยวขนลุกซู่ หนาวเยือกไปทั้งกาย แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มเข้าใจว่าเหตุใดคนคนนั้นถึงกล้าทำตามอำเภอใจโดยไม่สนใจใครหน้าไหน

                คุณสมบัติของป้ายสามอันดับบนของทำเนียบผู้เยี่ยมยุทธ์แห่งต้าหยวน นอกจากอันดับหนึ่งที่มีอำนาจรวมตัวคนในยุทธภพที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย สามอันดับแรกบนทำเนียบยังขอเข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์ และมีสิทธิ์ละเว้นโทษตายได้อย่างละครั้ง

                จุดประสงค์ของคนชุดขาวมิน่าใช่เรื่องยกเว้นโทษ ฉะนั้นก็ต้องเป็นเรื่องเข้าเฝ้า

                แต่จะเข้าเฝ้าด้วยเหตุใด หรือต้องการพลิกฟื้นความจริงตามถ้อยคำที่เขียนไว้บนกำแพงจวนสกุลหลี่?

                “...เข้าเฝ้าฝ่าบาทยามนี้ไปจะช่วยอะไรได้ ฝ่าบาทลงทัณฑ์คดีนี้ด้วยพระองค์เอง หากร้องเรียนไป ไม่ถูกประหารซ้ำจนตายขึ้นมาจริงๆ ถึงจะแปลก” เถ้าแก่โยวขมวดคิ้ว

                “ข้าน้อยเล่าให้ท่านฟังแบบนี้แล้วกัน” เสี่ยวเอ้อร์ทอดเสียงเบาราวกับเห็นใจอยู่บ้าง “ก่อนจะมาอยู่ที่ร้านนี้ ปลายปีกวงซวีที่สิบเก้าข้าน้อยอยู่ที่ชายแดน ประมุขแห่งสำนักด่านประจิมฝากข้าน้อยช่วยดูแลสำนักระยะหนึ่ง เมื่อเขากลับมา นอกจากประมุขน้อยที่ติดตามเจ้าสำนักไป ยังมีเด็กหนุ่มอีกคน”

                น้ำเสียงของเสี่ยวเอ้อร์แช่มช้าราวกับกำลังย้อนรำลึกวันวาน พัดพาให้เถ้าแก่ย้อนกลับไปในปีนั้นด้วยเช่นกัน

                “เด็กคนนั้นบาดเจ็บหนักแทบสิ้นชีวิต ถูกทำลายประสาทตาและเส้นเอ็นแขนขา...ท่านคงทราบว่าหน่วยคุมขังทรมานในวังหลวงโหดเหี้ยมขนาดไหน ไม่ง่ายเลยกว่าจะฟื้นฟูอาการบาดเจ็บได้” คนมากวัยกว่าทอดถอนใจเนิ่นนาน “หลายปีมานี้เขาคงทั้งรักษาตัวและฝึกฝนวิชาอย่างหนัก หากเข้าเฝ้าฝ่าบาทได้จริงๆ ท่านคิดหรือว่าจะไปเพื่อร้องเรียนคดีความในอดีต?”

                “อา” เถ้าแก่โยวเบิกตาตื่นตะลึง มือเผลอเลื่อนขึ้นกำอกเสื้อที่ซุกซ่อนป้าย ‘อันดับหนึ่ง’ ไว้

                หัวใจของเขาเต้นตุบตับอยู่ใต้ฝ่ามือ รู้สึกราวกับป้ายหยกเล็กๆ นี้หนักอึ้งขึ้นมา

                “...เขา...คิดจะสังหารฝ่าบาท...?”

                เข้าใจแล้ว ถ้าคนในสำนักลงมือทำเรื่องร้ายแรงโดยพลการ เช่นนี้ประมุขน้อยจะต้องไม่พอใจมากแน่ๆ หลายปีมานี้ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้ยกเลิกกฎหมายห้ามชาวยุทธภพเข้าเมืองหลวง ถ้าปล่อยให้ชาวยุทธ์ลงมือปลงพระชนม์ผู้ปกครองแผ่นดินอีก ต่อให้กระโดดลงแม่น้ำร้อยหนก็ล้างความผิดแทนคนทั้งหมดมิได้

                คนชุดขาวบ้าระห่ำนั่นกล้าบุกไปหาเรื่องสกุลหลี่ถึงถิ่น แล้วใครจะรับรองได้ว่าจะไม่ลงมือกับโอรสสวรรค์

                แม่ทัพหลี่ฝากของแบบนี้ไว้กับเขา หรือจะระแคะระคายความจริงมาตั้งแต่แรก...

                คิดแล้วก็อดเคืองไม่ได้ คนผู้นั้นรู้แก่ใจว่าเขาไม่มีวรยุทธ์ หากศิษย์สำนักด่านประจิมเกิดทราบขึ้นมา ฝ่ายนั้นไม่บุกมาฆ่าเขาถึงที่หรือ ดูจากที่กล้าชักอาวุธในร้าน คนแบบนั้นย่อมไม่สนกฎเกณฑ์ใดๆ แน่นอน

                แต่ยังมีปัญหาอีกข้อที่โยวอิ่งชวนหาคำตอบไม่ได้ “แล้วเขาช่วยจวิ้นอ๋องทำไมกัน”

                ถ้าคนผู้นั้นย่องเข้าเมืองหลวงเงียบๆ โดยไม่ลงมือก็คงไม่กลายเป็นจุดสนใจ ทว่าทันทีที่ช่วยชีวิตจวิ้นอ๋อง ข่าวการมาเยือนของสำนักด่านประจิมก็เอิกเกริกไปทั่ว ไม่เป็นผลดีต่อเจ้าตัวแม้แต่น้อย

                เสี่ยวเอ้อร์สูงวัยส่ายศีรษะราวกับขบขัน “ชะตาลิขิตกระมังขอรับ”

                เถ้าแก่โยวนิ่วหน้า เขาไม่เคยชอบเรื่องประเภทชะตากรรม พรหมลิขิต หรืออะไรทำนองนี้เลย จะบอกว่าคนคนหนึ่งต้องเผชิญหายนะเพราะเป็นสิ่งที่กำหนดมาแล้วหรือไร 

                มิใช่ผู้อื่นหรือที่หยิบยื่นหายนะให้

                หากบุรุษชุดขาวคือคุณชายน้อยสกุลหลิงในปีนั้นจริงๆ จะกล่าวว่าเขาเข้าใจความรู้สึกอีกฝ่ายก็คงไม่เกินเลย

                รสชาติของการสูญสิ้นทุกสิ่งนั้น ไยเขาจะไม่เข้าใจ

 

 

 

                โชคดีที่คุณชายผู้ไปมารวดเร็วดุจภูตผีไม่กลับมาอีก แต่ตอนค่ำ พญามารอีกผู้หนึ่งกลับมาเยือนถึงร้าน

                เสียงจอแจของชาวยุทธภพที่เสวนาเรื่องจิปาถะรายวันเงียบกริบลงทันใด เถ้าแก่เงยหน้าจากโต๊ะใหญ่มุมห้องเมื่อรู้สึกว่าเหตุการณ์นี้ออกจะคุ้นๆ ก่อนมุมปากกระตุกที่เห็นร่างสูงตระหง่านก้าวพรวดๆ เข้ามาโดยไม่สนใจใคร ไม่สนกระทั่งว่ารัศมีอันโดดเด่นนั้นข่มขวัญชาวยุทธ์คนอื่นๆ จนเลือดในกายเดือดพล่าน อยากท้าประลองสุดหัวใจ

                โยวอิ่งชวนกุมขมับเมื่อร้านที่เต็มไปด้วยลูกค้าของตนว่างเปล่าในพริบตา “...ท่านโผล่มาไล่ลูกค้าข้าทำไมกัน!”

                สีหน้าของอีกฝ่ายใต้แสงตะเกียงดูยากอธิบาย แต่ที่แน่ๆ คือไม่มีความรู้สึกผิดเลย “มิได้จะมาไล่ลูกค้า”

                ดวงตาที่ทอแววเหนื่อยหน่ายเหลือบมอง ทว่าความรู้สึกอีกอย่างค่อยๆ แล่นวูบขึ้นมา น้ำหนักของป้ายหยกยิ่งถ่วงจนหนักอึ้ง

                เถ้าแก่โยวถอนหายใจ จิ้มโต๊ะตรงหน้า เขี่ยเศษฝุ่นที่มองไม่เห็นอย่างอ่อนล้า

                “...งั้นท่านก็คงมาดูว่าป้ายยังอยู่ไหม ข้าตายหรือยังสินะ ไม่ต้องห่วง หลายปีมานี้ข้าชำนาญการเอาตัวรอดอย่างยิ่ง ต่อให้คนคลั่งอยากล้างแค้นบุกมาข้าก็ไม่ตายง่ายๆ หรอก ข้าจะรักษาป้ายของท่านอย่างดี ดีกว่าชีวิตข้าเลย...”

                “เหลวไหล”

                อยู่ๆ ถูกเอ็ดเช่นนี้ คนมากวัยกว่าเงยหน้าถลึงตา แต่พอเห็นคิ้วของอีกฝ่ายเริ่มขยับเลิกสูงอีกครา เถ้าแก่ผู้รักตัวกลัวตายก็ปิดปากเงียบ เบ้หน้าน้อยๆ ขอความเป็นธรรม

                คนตรงหน้าทำเสียงเหมือนพ่นลมขบขัน จากนั้นก็ดึงแขนเขาเข้าไปใกล้ๆ พลางก้มหน้า

                เถ้าแก่โยวผงะหนี ตกใจกับระยะห่างที่หดลงกะทันหัน สัมผัสร้อนผ่าวบนแขนประหนึ่งส่งผ่านความรู้สึกไปถึงใบหน้า ชวนให้นึกถึงคืนนั้นในครัวหลังร้าน...

                ต่อให้ไม่พูดก็ใช่จะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น...ทว่าพอคิดจะขยับออกห่าง อุ้งมือแข็งแกร่งกลับตรึงเอวไว้แน่นหนา ไม่ยอมให้ถอยไปไหน

                “อยู่เฉยๆ” เสียงทุ้มกระซิบค่อนไปทางสั่งแล้วยื่นมือมา

                เถ้าแก่โยวหลับตาปี๋โดยสัญชาตญาณ ก่อนค่อยๆ ลืมขึ้นหลังรู้สึกว่ามีของเหลวหนืดๆ ป้ายลงที่คอ เห็นเพียงหัวคิ้วที่ขยับผูกเป็นปมราวกับไม่ค่อยชอบใจ ระยะห่างน้อยนิดจนลมหายใจสะดุด แต่ความประหลาดใจกลับทวีขึ้นพอๆ กับความแสบคันที่แล่นริ้ว จนต้องนิ่วหน้าตามคนที่ทำหน้าบึ้งอยู่

                อา คงถูกมีดเฉี่ยวตอนนั้นนั่นเอง...

                กลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ แตะจมูก คาดว่าคงเป็นยาทาแผล แต่ครั้นมือข้างนั้นละไป เห็นรอยอาทรเจือจางปรากฏในแววตา ภาพบางอย่างก็ปรากฏรางๆ จนใจสั่นขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม

                ‘เจ็บหรือไม่ ทำไมเขาถึงทำร้ายเจ้าเล่า’

                โยวอิ่งชวนกะพริบตาปริบๆ ความรู้สึกนี้แปลกประหลาดนัก เหมือนเขาเคยเห็นภาพนี้เมื่อนานมาแล้ว แม้แต่ในหัวยังแว่วเสียงสนทนาราวกับลอยมาจากที่ไกลๆ...แต่กลับนึกไม่ออกว่าเคยได้ยินที่ไหน

                ในภาพนั้น แขนของเด็กน้อยที่นอนซุกอยู่บนตักของเขาเต็มไปด้วยบาดแผล บ้างเป็นรอยของมีคม บ้างเป็นรอยฟกช้ำ

                อยู่ๆ นัยน์ตาคู่หนึ่งก็ซ้อนทับกับคนตรงหน้า จนเขาถึงกับเผลออุทานเบาๆ “แม่ทัพหลี่...”

                ...เราเคยเจอกันมาก่อนหรือ?

                อีกฝ่ายชิงตัดบทหน้าตาย “เหตุใดจึงผิวบางนัก แค่มีดเท่านั้นเอง”

                เถ้าแก่โกรธจนกระทืบเท้า ลืมความรู้สึกเมื่อครู่ทันที “แล้วหนังท่านทำจากเหล็กหรือ มีดถึงบาดไม่เข้าน่ะหา!?”

                หลังโวยไปค่อยนึกขึ้นได้ว่าคนตรงหน้าเป็นใคร เห็นคิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย เถ้าแก่ที่ขี้ขลาดจนเคยตัวก็หดคอหนี

                คนตรงหน้าหัวเราะหึๆ ก่อนเอ่ยอย่างไม่คาดฝัน “ขอโทษด้วยที่มาทันทีไม่ได้ แต่วางใจเถอะ ถ้าอยู่ที่นี่ ใครก็ลงมือกับเจ้าไม่ได้ทั้งนั้น”

                เถ้าแก่โยวอึ้งไป ไม่รู้จะอึ้งกับคำ ‘ขอโทษ’ สั้นๆ ห้วนๆ แต่หนักแน่นและชวนให้ผิดคาด หรือเพราะเรื่องที่คนผู้นี้รับรู้ข่าวสารได้ว่องไวจนน่าพิศวงไม่ต่างจากดาวหายนะแห่งตำหนักบูรพาท่านนั้น

                ยาขี้ผึ้งที่โปะอยู่บนแผลที่คอยังคงทำให้แสบเล็กน้อย นึกแล้วพลันขนลุก ไม่อยากคิดเลยว่าหากคนชุดขาวนั่นรู้ว่าเขาถือป้ายอันดับหนึ่งไว้ ตนจะถูกตัดคอหรือแล่หนังก่อนกัน...

                มือใหญ่ละออกไป แต่เถ้าแก่กลับคว้าข้อมือคนตรงหน้าไว้อย่างหาญกล้า เม้มปากแน่นอยู่นานกว่าจะทำใจถามได้

                “เขาคือคุณชายน้อยสกุลหลิงจริงๆ ใช่ไหม...ท่านรู้ตั้งแต่วันที่กลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว และยังรู้ด้วยว่าเขาอาจบุกมาที่นี่ ท่านจึงจงใจยัดเยียดป้ายอันดับมาให้ข้า...คิดจะรวบตัวเขาไปให้รัชทายาท”

                ตามคำบอกเล่าในสงครามเมื่อปีที่ยี่สิบ ก่อนการประหาร องค์ชายรองและคุณชายน้อยสกุลหลิงถูกคุมขังในช่วงเวลาเดียวกัน จนถึงตอนนี้การประหารองค์ชายรองก็ยังคงเป็นปริศนา องค์ชายรองยอมตายแต่ไม่ยอมปริปากให้การใดๆ นางกำนัลที่เป็นพยานในปีนั้นก็เสียชีวิตหมดแล้ว เบาะแสเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ย่อมมีเพียงพยานคนสุดท้ายที่อยู่ในคุกเช่นกันผู้นั้น

                แต่สิ่งที่เถ้าแก่พูดไม่ออกคือ ‘สุดท้ายท่านก็แค่เจตนาใช้ข้าเป็นเหยื่อล่อ’

                คนฟังดูจะไม่ตระหนกและไม่ประหลาดใจ...และมิได้มีความรู้สึกผิดเผยให้เห็นแม้สักเสี้ยว

                ปฏิกิริยานี้ทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธได้จริงๆ ว่าในส่วนลึก...ถึงกับรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง

                เขาไม่รู้จริงๆ ว่าแววตาคู่นั้นซ่อนความนัยอะไร แต่ความเงียบที่ได้รับก็เพียงพอแล้ว แรงที่กำข้อมือของอีกฝ่ายจึงค่อยๆ คลายออก

                ทว่าทันทีที่คลาย มือข้างนั้นกลับวกมาคว้ามือของเขาไว้ เรี่ยวแรงที่ส่งผ่านมามิได้บีบคั้น แต่คนไร้วรยุทธ์อย่างเขาก็ยังรู้สึกเจ็บแปลบเล็กน้อย

                คิ้วของคนตรงหน้าเลิกขึ้นรางๆ นั่นมิใช่สัญญาณที่ดีนัก แต่กว่าจะรู้ตัวว่าเขาควรยุติบทสนทนาแล้วเผ่นหนีไป ใบหน้าของอีกฝ่ายก็ก้มลงมาใกล้ๆ แล้ว

                “ข้อนั้น ทั้งใช่และไม่ใช่”

                ลมหายใจอุ่นๆ กระทบปลายจมูก เรื่อยไปถึงข้างแก้ม ขณะที่เจ้าของเอียงคอน้อยๆ ราวกับครุ่นคิด

                “ข้ายอมรับ ข้ารู้ว่าคนสำนักด่านประจิมที่มาอาจมิใช่ประมุขน้อยที่คนร่ำลือกัน และรัชทายาทก็อยากพบเขาจริงๆ แต่ถ้าข้าอยากใช้เจ้าเป็นเหยื่อล่อ ป่าวประกาศออกไปเลยว่าเจ้ามีอะไรอยู่กับตัวมิง่ายกว่าหรือ” เสียงหัวเราะแผ่วเบาอยู่ใกล้จนเรียกได้ว่าประชิด “ข้ามิได้ทำ คงพอนับว่ามีคุณธรรมอยู่บ้างกระมัง”

                เถ้าแก่โยวนิ่วหน้า แม่ทัพมารผู้นี้ไม่ควรเอ่ยคำว่า ‘คุณธรรม’ แม้แต่น้อย!

                “ข้าเข้าใจแล้วว่าท่านอยากจับคนมาสอบสวน แต่ทั้งหมดนี้เกี่ยวกับข้าตรงไหน” เถ้าแก่โยวถามตามตรง หางเสียงแผ่วลง “ตั้งแต่แรก ข้ายอมทำตามคำสั่งของพวกท่านก็เพราะไม่ต้องการพัวพันกับเรื่องใหญ่อันใดอีกเท่านั้น...”

                ประกายที่เขาไม่อาจเดาความหมายได้วาบขึ้นในดวงตาของอีกฝ่าย “แม้ไม่อยากพัวพัน ผู้อื่นอาจมิได้คิดเช่นนั้น”

                “แต่...”

                “เจ้าคงมิได้ลืมใช่ไหม ว่าคำตัดสินของราชสำนักเมื่อปีนั้นยังอยู่”

                ลมหายใจของโยวอิ่งชวนสะดุดไป แม้แต่ปลายนิ้วยังสั่นเทาขึ้นมา

                เขาไม่คิดจะถามหรอกว่าแม่ทัพหลี่รู้เรื่องของเขาได้อย่างไร ตอนที่เราพบกันในปีกวงซวีที่ยี่สิบสอง คาดว่าก่อนรัชทายาทจะตัดสินใจมอบตำแหน่งผู้ดูแลทำเนียบผู้เยี่ยมยุทธ์นี้ให้แก่เขา กองพันเขี้ยวพยัคฆ์ต้องสืบประวัติของเขามาครบถ้วนแล้ว ถึงจะไม่รู้ว่าใช้วิธีไหนขุดคุ้ยประวัติที่องค์หญิงใหญ่จัดการลบทิ้งให้ อย่างไรความจริงก็คือความจริง

                เขาและคนอื่นๆ ใน ‘สมาคม’ หรือตอนนี้จะเรียกว่า ‘โรงเตี๊ยมห่านป่า’ แท้จริงแล้วมิได้ต่างจากคุณชายสกุลหลิงเลย

                เราต่างเป็นคนที่มีความผิดติดตัว ไม่ว่าจะผิดจริงหรือถูกใส่ความ คำตัดสินในอดีตก็หาได้เปลี่ยนแปลงไม่

                คนผู้นั้นอาจเลือกหนทางแก้แค้น

                ส่วนเขา...เลือกที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่

                ไม่ง่ายเลย ไม่ง่ายเลยจริงๆ

                มือของหลี่หวางหลิงเอื้อมมาใกล้ เกลี่ยลูกปัดสีบนผมที่เขาลืมไปสนิทว่ายังหยิบมาใช้เสมอตั้งแต่วันที่ได้รับมา เสียงที่เอ่ยดูจะอ่อนลง “ข้ามอบให้ด้วยเจตนาดี ยังไม่เข้าใจก็ช่างเถิด ไม่เข้าใจก็ดีแล้ว”

                แววตาที่เฉยชามาตลอดค่อยๆ โค้งเป็นรอยยิ้มเปิดเผยดังที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เกือบจะ...เรียกได้ว่าอ่อนโยน

                ถึงประโยคนั้นจะน่าขมวดคิ้วใส่ ใบหน้าที่โน้มเข้าใกล้กลับทำให้เถ้าแก่โยวเบิกตามองตื่นตะลึง ชีพจรเต้นผิดจังหวะ ความรู้สึกคุ้นเคยอันแปลกประหลาดยิ่งไหลบ่าท่วมท้น

                ราวกับ...เคยเห็นดวงตาคู่นี้มาก่อน...

                แต่เพียงชั่วแวบอีกฝ่ายก็ผละออกเล็กน้อยและทำหน้าไม่แยแสโลกดังเดิม ไม่ทันได้สติ เถ้าแก่โยวก็ได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบา

                “เหตุใดเจ้าถึงน่าแกล้งขนาดนี้นะ”

                “หมายความว่าอย่างไรกัน!?” คนมากวัยกว่าแทบกระทืบเท้า...ถ้าไม่ติดว่าอุ้งมือมารวางอยู่บนเอว และใบหน้ายังอยู่ใกล้จนต้องกลั้นหายใจ

                เพ้ย! คนมือไวผู้นี้เข้ามาใกล้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใด!

                “ท...ทำไมท่านถึงทราบว่าเขามิใช่ตัวจริง ประมุขน้อยแห่งสำนักด่านประจิมจะไม่สนใจอันดับเลยหรือ” โยวอิ่งชวนพยายามรวบรวมสติตั้งคำถาม

                ผู้ที่ถือครองป้ายอันดับหนึ่งนอกจากจะได้เบี้ยประจำตำแหน่งมากกว่าผู้อื่น ยังมีอำนาจสั่งการคนในยุทธภพที่ยอมรับทำเนียบของราชสำนัก เปรียบเสมือนผู้นำยุทธภพกลายๆ สำหรับชาวยุทธ์ผู้หนึ่งจะว่าไม่น่าสนใจเลยก็คงมิใช่

                หลังได้ยินคำถาม หลี่หวางหลิงกลับเผยสีหน้าคลุมเครือที่เหมือนจะขบขันนิดหน่อย “เพราะข้ารู้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น...อีกอย่าง ช่วงที่ข่าวลือเริ่มแพร่กระจายเมื่อครึ่งปีก่อน ประมุขน้อยตัวจริงมิได้อยู่ในต้าหยวนด้วยซ้ำ”

                แน่ชัดแล้วว่าแม่ทัพมารผู้นี้รู้จักคนในยุทธภพ และไม่ได้มีแค่พวกสำนักด่านประจิมแน่ “อันดับหนึ่งบนทำเนียบตอนนี้คือกู้เซ่อแห่งพรรคทลายธาร ไม่มีใครรู้จักหน้าตาที่แท้จริงของเขา แล้วท่านรู้จักเขาหรือไม่”

                ดวงตาของหลี่หวางหลิงหรี่ลง มุมปากยกยิ้มที่ทำให้คนมองขนลุกซู่ เป็นสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่ตอบคำถามนี้

                เถ้าแก่โยวเบ้ปาก เท่าที่ได้ยิน พรรคทลายธารสังกัดแถบภาคเหนือ ว่ากันว่าอยู่ตรงพรมแดนที่ติดต่อกับแคว้นสือซาน แคว้นกลางหุบเขาที่เคยยกทัพมาปะทะกับต้าหยวนหลายครั้งหลายครา แต่หลังสงครามในปีกวงซวีที่ยี่สิบ แคว้นสือซานกำลังยุ่งเหยิงด้วยสงครามภายในระหว่างเหล่าองค์ชาย เนื่องจากฮ่องเต้แคว้นสือซานประชวรติดต่อกันมานานหลายปี และสองปีที่ผ่านมาต้องเรียกว่าเจียนอยู่เจียนไป

                แคว้นสือซานมีวัฒนธรรมผสมระหว่างต้าหยวนกับชนเผ่าภูเขา เจ้าแคว้นสมรสกับเหล่าบุตรสาวของหัวหน้าเผ่าใหญ่ๆ มากมายจนทำให้เกิดขั้วหลายอำนาจ ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงต่อการผลัดแผ่นดินแบบนี้ พวกเขาคงยังไม่ว่างมายุ่งกับต้าหยวน

                “คำถามบางข้อข้าตอบเจ้ามิได้” อีกฝ่ายตอบ แววตาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ข้าบอกได้แค่ว่าเคยประมือกับประมุขน้อยแห่งสำนักด่านประจิมและเคยสนทนากัน แต่ไม่รู้จักหน้าตาของศิษย์คนอื่นในสำนัก พวกเขาสมแล้วที่เป็น ‘ผู้เร้นกาย’ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร และไม่ยอมให้ใครไปยุ่งด้วยง่ายๆ”

                “ขนาดไม่รู้จักยังเดาได้ ช่วงที่ท่านหายตัวไป ท่านไปทำอะไรมากันแน่...หรือว่าท่านแฝงตัวเป็นชาวยุทธ์อยู่ทางเหนือจริงๆ อย่างที่เสี่ยวเอ้อร์ร้านข้าบอก?”

                รอยยิ้มมุมปากนั้นขยายกว้างขึ้นแต่ไร้วาจา เป็นนัยว่าจะไม่ตอบคำถามนี้แน่นอน

                “...ข้าไม่ถามเรื่องนี้ก็ได้” คนตัวเล็กตัวน้อยที่ไร้เรี่ยวแรงอย่างเขาจะประท้วงอันใดได้ “แต่ถึงคนผู้นั้นคือคุณชายน้อยสกุลหลิง เขาเอาป้ายไปแล้วจะทำอะไรได้ คิดจะเข้าวังไปสังหารฝ่าบาทดื้อๆ รึ...เขาบ้าไปแล้วหรือไง”

                ถ้าเดินเข้าวังไปสังหารฮ่องเต้ได้ง่ายๆ บนแผ่นดินนี้ก็คงไม่มีเรื่องสมเหตุสมผลแบบใดเหลืออีกแล้ว

                “นั่นสินะ แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นเช่นกัน” หลี่หวางหลิงเอ่ยเบาๆ ด้วยสีหน้าคลุมเครือ และผละออกช้าๆ “องค์หญิงใหญ่กล่าวว่าอยากพบเจ้า พรุ่งนี้ข้าจะมารับ”

                ถึงตรงนี้โยวอิ่งชวนจึงเงยหน้าทันใด แม้ทราบว่าองค์หญิงใหญ่เสด็จมาถึงตั้งแต่เช้าวันที่จวิ้นอ๋องถูกลอบสังหารแล้ว แต่กลับไม่อาจไปพบได้ อย่างไรฉากหน้าของเขาก็เป็นเพียงคนค้าขาย ด้วยสถานะ เขาย่อมไม่มีโอกาสไปเข้าเฝ้าตรงๆ เดิมทีเขาคิดจะขอความช่วยเหลือจากพี่น้องใน ‘สมาคม’ เมื่อได้ยินข้อเสนอให้ความช่วยเหลืออย่างไม่คาดฝันนี้จึงอดแปลกใจไม่ได้

                ...แต่มีคนเช่นนี้ไปด้วย ถ้าพวกชาวยุทธ์สักคนอยากกระโจนใส่ อย่างน้อยเขาก็น่าจะปลอดภัย

                ทว่าเมื่อเหลือบมองคนตรงหน้า นึกถึง ‘ค่าตอบแทน’ บวกดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้ศิษย์กำมะลอ มุมปากของเถ้าแก่โยวก็กระตุกแวบหนึ่ง ไม่แน่ใจขึ้นมาว่าอยู่กับคนผู้นี้จะปลอดภัยหรืออันตรายมากกว่ากัน...ว่าไปแล้วป้ายหยกตัวการหายนะในช่วงหลายวันมานี้ก็มาจากอีกฝ่าย

                คิดแล้วเศร้า เถ้าแก่โยวได้แต่กระแอมปลอบใจตัวเอง แล้วถาม “องค์หญิงใหญ่มีเรื่องใดหรือ”

                “บางคำถามที่เจ้าอยากรู้ นางอาจตอบได้” แสงตะเกียงกระทบเสี้ยวหน้าคม เกิดเป็นเงาดำมืดชนิดหนึ่ง แม้สบตากันอยู่แต่กลับอ่านไม่ออกโดยสิ้นเชิงว่าก้นบึ้งความคิดอีกฝ่ายคืออะไร “เจ้าสงสัยอะไร ลองถามนางดู...ข้าเองก็อยากรู้เช่นกัน นางอดทนมาตลอดหลายปีนี้ แท้จริงแล้วนางกุมความลับใหญ่หลวงไว้มากเพียงไร”

                โยวอิ่งชวนเม้มปากแน่น คำถามนี้เป็นสิ่งที่เขาได้แต่คิดโดยไม่กล้าถามตรงๆ หลายวันมานี้องค์หญิงใหญ่รู้ดีว่าจวิ้นอ๋องอยู่ที่โรงเตี๊ยมของเขา แต่กลับไร้ข่าวคราวสอบถาม ทำให้เขาอดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าแท้จริงสาเหตุที่องค์หญิงใหญ่เสด็จเข้าเมืองหลวง อาจมิใช่เพราะจวิ้นอ๋องถูกลอบสังหารเพียงอย่างเดียว

                ‘พระองค์เสด็จเข้าเมืองหลวงเพื่อขอให้ทางการนำตัวผู้มีพระคุณมาตอบแทนความดีความชอบ’

                ตอบแทนความดีความชอบ? เขาคงเชื่อได้สนิทใจกว่านี้ หากไม่รู้มาก่อนว่าคนผู้นั้นคือคุณชายสกุลหลิงที่รอดมาได้

                ทางการบันทึกไว้ว่าคุณชายสกุลหลิงเสียชีวิตในคุกหลวงเมื่อปีกวงซวีที่ยี่สิบ หลังจากองค์ชายรองถูกประหารเพียงไม่กี่วัน แล้วจากนั้นไม่นาน...องค์หญิงใหญ่ก็ติดต่อมาหาเขาเพื่อขอร้องเรื่องบางเรื่อง

                เรื่องที่จนถึงทุกวันนี้ เขาก็ยังคงไม่กล้าตั้งคำถาม...

                ระหว่างเหม่อลอย มือของอีกฝ่ายยังวางอยู่บนผมและลูบไปมา เถ้าแก่โยวพลันได้สติ นิ่วหน้าย่นหัวคิ้วอย่างอดไม่อยู่

อย่างไรตนก็อายุมากกว่า แต่เขาไม่กล้าประท้วง กระทั่งปลายนิ้วหยุดลงตรงจุดที่รวบผมไว้ แรงตึงที่ผมทำให้พอรู้ว่าแม่ทัพมารกำลังทำตามอำเภอใจแบบเดิมด้วยการดึงลูกปัดบนนั้นเล่น

                “ชอบรึ”

                เถ้าแก่โยวขยับศีรษะหลบอย่างไร้ประโยชน์ มือข้างนั้นยังเกาะติดไม่ปล่อย ส่งผ่านความร้อนกรุ่นเล็กน้อยมาให้

                หลังยุกยิกสักพัก เขาก็เลิกพยายามก่อนจะถูกกระตุกหนังศีรษะ “...อยู่ใกล้มือ หยิบสะดวกน่ะท่าน”

                ไม่ใช่เพราะ...ไม่ใช่เพราะคนให้หรอก!

                ไม่ได้กลัวตาย กลัวว่าหากอีกฝ่ายไม่เห็นของแล้วจะทวงถามเลยด้วย!

                หางตาคนตรงหน้าเหลือบมา เพราะระยะห่างไม่มาก เขาจึงเห็นชัดว่าในนั้น...ออกจะมีสัญญาณไม่ค่อยดี

                “ไม่ชอบของที่ข้าให้?”

                เถ้าแก่โยวอ้าปากอย่างจนวาจา จะว่าชอบก็ไม่เชิง จะตอบว่าไม่ชอบก็กลัวตาย สุดท้ายจึงฉีกยิ้มขอไปที “ก็...ก็ดี...”

                เพ้ย! จริงจังทำไมกับแค่สร้อยเส้นเดียว!

                “หึ” เสียงหัวเราะนั้นไร้ซึ่งคำอธิบาย และไร้ความหมายจนเถ้าแก่อยากกระทืบเท้า

                หมายความว่าอย่างไร! ไอ้เสียง ‘หึ’ นั้นจะบอกว่าอะไรกันแน่!

                อีกฝ่ายไม่พูดอะไรอีกและละมือออกช้าๆ จังหวะนั้นแม้แต่ริมฝีปากยังปัดผ่านปลายจมูก ราวกับจงใจ ราวกับไม่จงใจ

                “แล้วพบกัน”

                สั้นและแผ่วเบา แต่กลับทำให้เขาหวนนึกถึงสัมผัสเบาหวิวในค่ำวันนั้น

                ยามมองแผ่นหลังกว้างของคนที่เดินออกไปจากร้านอย่างรวดเร็ว ในใจของเถ้าแก่โยวก็ยังสงสัยไม่หายว่า...การกระทำทั้งหมดนี้หมายความว่าอย่างไร

                คล้ายจะจริงใจ แต่ก็ขีดเส้นไว้โดยไม่เข้าใกล้เกินกว่าที่ควร จนเขาไม่รู้เลยว่าคนผู้นี้เพียงแต่หยอกล้อหรือจริงจัง

                แค่คิดจะกลั่นแกล้งกัน...หรือมีความรู้สึกให้กันจริงๆ?

 

 

-------------------------------------

รายละเอียดการเปิดจองจะประกาศให้ทราบเร็วๆ นี้  ท่านที่สนใจ กดเก็บเข้าชั้นกันไว้ หรือเวียนไปซื้อหา+อ่านเรื่องอื่นๆ ก่อนได้นะคะ

หมื่นลิขิต หนึ่งบุพเพ มีจำหน่ายรูปเล่มที่ เว็บไซต์สำนักพิมพ์ และ e-book บน meb >>ที่นี่<< ค่ะ

นักอ่านที่อยากกดติดตามข่าวสารอื่นๆ กดติดตามเพจเฟซบุ๊คที่ ลูซิน l Author และทวิตเตอร์ @lucindah17 ได้ เวลามีอัพเดทเกี่ยวกับงานเขียนและโปรโมชั่นในแต่ละช่วง เราจะนำไปแจ้งตามช่องทางต่างๆ นี้ค่ะ

 

และแน่นอน เพราะเรากำลังจะมีเล่มใหม่ ดังนั้นอย่าลืมฟอลกันไว้รอแจกของเฉพาะ follower แต่ละช่องทางนะคะ ;)

ขอขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ลูซิน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 59 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

201 ความคิดเห็น

  1. #194 kiri2046 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 16:52
    เอ็นดูอะ แงงงง
    #194
    0
  2. #127 Maylyunho (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 00:30
    รอบนี้ท่านแม่ทัะจะได้กองทัพบรรนากาีอีกกี่คน
    #127
    0
  3. #115 kwangB (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 18:50
    ตร่กอะ5555 ลูกพี่ลูกน้องทะเลาะกันนี่มัน55555555
    #115
    0
  4. #85 R38912122 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 11:22
    ยังไงดีเนี่ย พอมีบทรัชทายาททีไร บรรยากาศเปลี่ยนทุกที เห็นใจจวิ้นหวังลิ่วเนี่ยจังเลย ผู้ใหญ่รอบตัวแต่ละคนเหมือนจะหาความปกติได้ยากเหมือนกันนะ ได้แต่ก้มหน้ากินเกี๊ยวน้ำต่อไป 555

    สองครั้งแล้วนะ หลี่หวางหลิงท่านรู้อะไรมา~
    #85
    0
  5. #25 Ruruka Buta (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 มีนาคม 2563 / 18:55
    - ห้ามทะเลาะวิทวาท > วิวาท
    - เขาไปอยู่ที่จวนกุลลิ่ว > สกุล (ตก ส จ้า)
    // เถ้าแก่มาน้อย แต่มาทีคือความสดใส น่าเอ็นดู~~~ จวิ้นหวังช่างน่าสงสารตั้งแต่เดินกลับมาหล่ะ ต้องมารับฟังคนเถียงเรื่องติดเรทไม่พอ ยังมาอยู่ท่ามกลางพายุของรัชทายาทกับแม่ทัพหลี่อีก 5555 จวิ้นหวังมาอยู่หับเถ้าแก่แบบนี้ มีตัวละครมาเพิ่มความน่าเอ็นดูไปอี๊กกกกก แถมหลี่หวางหลิงได้มาเฝ้าเถ้าแก่ด้วยภารกิจดูแลจวิ้นหวังอีก หุหุ ทำไม รู้สึกว่ารัชทายาทจะรู้ใช่มั้ยว่าหลี่หวางหลิงคิดอะไรกับเถ้าแก่ แต่ก็นะ ไม่มีเรื่องไหนที่รัชทายาทไม่รู้หรอกเนอะ 5555 // หลี่หวางหลิงคิดจะล้วงความลับจากรัชทายาทก็คงจะยากหน่อยหล่ะนะ กลับไปรับกองทัพบรรณาการอีกซักรอบหล่ะกัน แต่เล่นพี่ท่านพยายามล้วงขนาดนี้ ทำคนอ่านอย่างเราทำตัวอยากเผือกความสัมพันธ์ท่านประมุขน้อยด้วยเลย 5555 รัชทายาทดูมีความเกรี้ยวกราดเวลาพูดถึงท่านประมุขน้อยนะ หุหุ
    ปล. แบบนี้เรื่องของรัชทายาท จะมีหลายไทม์ไลน์มั้ยหว่า อยากรู้เลย ความสัมพันธ์ที่ผ่านมาก็อยากรู้ อนาคตว่าจะได้กันยังไงต่อก็อยากอ่าน โอ๊ยๆ

    ปล.2 อุ๊ย...เรื่องเถ้าแก่ยังไม่จบ แต่อยากเผือกเรื่องของรัชทายาทแล้วอะ 5555
    #25
    2
    • #25-1 LucindaAuthor(จากตอนที่ 10)
      19 มีนาคม 2563 / 21:31
      แก้คำผิดเรียบร้อยค่ะ ขอบคุณรีดเดอร์ที่น่ารักเสมอนะคะ :) // เรื่องนี้ลัลล้ากว่าเรื่องอื่น จริงๆแม่ทัพหลี่ก็แอบเป็นคนกวนประสาทแหละ กินกันไม่ลง555 แต่ถึงจะดูชิลล์ หลังฉากมีดีลลับอยู่เยอะค่ะ นั่นแล....// แม้แต่เถ้าแก่เอง ตอนนี้ก็ยังได้แต่วิ่งๆๆ ไม่มีช็อตให้แสดงออกอะไรมากนัก และยังไม่ได้เล่าเรื่องในอดีตเท่าไหร่เลย ._. // ส่วนความลับของรัชทายาท...ยังคงเป็นความลับต่อไปค่ะ55 พี่ท่านมองแรงแล้ววว
      #25-1