[yaoi] รัตติกาลนิรันดร์ (Endless Night)

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 6 : ลูกแมวหลงทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 189
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    27 ส.ค. 56

ตอนที่ 6 : ลูกแมวหลงทาง

 

“นั่นไง! เจ้าปีศาจแมว จับมันเร็วเข้า ท่านผู้เฒ่าบอกว่าต้องเอามันไปเผาทั้งเป็นถึงจะกำจัดมันได้นะ”

เสียงของเด็กชายคนหนึ่งซึ่งเป็นหัวโจกของกลุ่มเด็กๆ ในหมู่บ้านตะโกนเสียงดังมาจากทางด้านหลัง พร้อมด้วยเสียงร้องดังเซ็งแซ่และเสียงฝีเท้าอีกนับสิบคู่ที่กำลังไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ แสงไฟจากคบเพลิงที่ถูกจุดขึ้นเพื่อค้นหาสัตว์ร้ายส่องสว่างเคลื่อนมาทางด้านหลังเรื่อยๆ ทำเอาเด็กชายตัวน้อยในสภาพที่มีหูและหางแมวสีดำงอกออกมาจากร่างกายรีบวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนอย่างไม่คิดชีวิต

“อย่าตามมานะ ข้าไม่อยากถูกเผา ไหนพวกเจ้าบอกว่าจะเป็นเพื่อนกับข้าไม่ใช่เหรอ”

ไทก์ร้องบอกพวกเด็กผู้ชายที่วิ่งตามมาเป็นกลุ่มทั้งน้ำตา พลางวิ่งหนีเตลิดเข้ามาในป่าและไม่ทันระวังจึงพลาดตกลงไปในหลุมดักสัตว์ที่ชาวบ้านทำเอาไว้ ขาที่ได้รับบาดเจ็บทำให้เขาขยับไปไหนไม่ได้พลางกวาดสายตามองไปรอบกายท่ามกลางความมืด ภายในหลุมที่กว้างราวห้าเมตรลึกประมาณสองเมตรกว่าจมูกที่ไวต่อกลิ่นทำให้เด็กชายที่มีเชื้อสายปิศาจแมวดำรู้สึกฉุนจนแทบอาเจียนเพราะมันเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเหม็นคละคลุ้ง

ดวงตาสีเขียวเรืองรองคู่หนึ่งที่สะท้อนแสงจันทร์สุกสกาวอยู่ในความมืดนั้นทำให้เขาหวาดหวั่นไม่น้อยเมื่อได้กลิ่นสาบสางของสัตว์ป่าโชยมาเตะจมูก ร่างเล็กออกอาการตัวสั่นงันงกขึ้นมาทันทีด้วยความกลัวเมื่อเจ้าของดวงตาคู่นั้นค่อยๆ เดินออกมาจากเงามืดทีละน้อย แสงจันทร์สีเหลืองนวลในคืนวันเพ็ญที่สาดส่องลงมาเบื้องล่าง เผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ของราชสีห์หนุ่มอับโชคที่พลัดตกลงมาในหลุมนี้เช่นกัน มันสูดลมหายใจเข้าออกดังฟืดฟาดเมื่อได้กลิ่นคาวเลือดจากบาดแผลที่ถูกเกี่ยวไปด้วยหนามแหลมคมของไทก์ ร่างสูงใหญ่เดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้ดวงตาคมปลาบจับจ้องมองมายังเหยื่ออันโอชะตรงหน้าที่ไม่ต้องเสียเวลาออกล่าให้เหนื่อยแรงพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากด้วยความหิว

“ยะ...อย่าเข้ามานะ เจ้าสิงโตบ้า อย่ากินข้านะ ฮือๆ ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่ ช่วยข้าด้วย”

เด็กชายตัวน้อยเริ่มร้องไห้จ้าเมื่อเจ้าป่าเริ่มแยกเขี้ยวขู่คำรามเสียงกึกก้อง พลางส่งเสียงร้องเรียกให้คนช่วยด้วยความหวังสุดท้าย เขาไม่แน่ใจว่าคนอื่นๆ ในครอบครัวของเขาจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หลังจากที่มีคนจับได้ว่าครอบครัวปิศาจแมวดำของเขาอาศัยร่างจำแลงอยู่ร่วมกับพวกชาวบ้านมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่หลังจากที่เริ่มมีสัตว์เลี้ยงล้มตายโดยไม่ทราบสาเหตุมากขึ้น พวกผู้เฒ่าในหมู่บ้านก็พากันมาจับตัวพ่อ แม่ และพี่สาวของเขาไปเพื่อกำจัดพวกเขาด้วยการเผาทั้งเป็น ครอบครัวที่เคยอบอุ่นกลับต้องมาบ้านแตกสาแหรกขาด เหลือแต่เขาเพียงคนเดียวที่หนีรอดมาได้และซ่อนตัวอยู่ในโพรงไม้ที่ใกล้ๆ กับชายป่า ทว่า ในเวลาไม่นานคนในหมู่บ้านก็ตามมาพบจนได้และพยายามไล่ล่าเขาจนกระทั่งตกลงมาในหลุมดักสัตว์นี้ มือทั้งสองพยายามตะเกียกตะกายเพื่อจะปีนขึ้นจากหลุมตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด แต่ความลึกของมันก็มากเกินกว่าที่ร่างเล็กๆ และเต็มไปด้วยร่องรอยบอบช้ำนั้นจะปีนไหว น้ำตารินไหลลงมาอาบสองแก้มจนเปียกชุ่ม

ไทก์ค่อยๆ หลับตาลงอย่างหมดหวังเมื่อเห็นว่าเขาไม่มีทางหนีจากการเป็นอาหารมือเย็นของสิงโตตัวนี้ได้อีกแล้ว พลันขณะที่อุ้งเท้าของผู้หิวโหยกำลังจะตะปบลงมาบนตัวเขา เด็กชายกลับรู้สึกเหมือนร่างของเขาถูกช้อนให้ลอยขึ้นในอากาศแล้วพาออกมาจากหลุมที่อับชื้นและคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดนั้น สายลมที่พาดผ่านร่างด้วยความเร็วทำให้ร่างเล็กห่อตัวพลางกอดอกแน่นด้วยความหนาวสั่น ทว่า อ้อมแขนของใครบางคนนั้นกลับสร้างความอบอุ่นให้แก่เขาไม่น้อย เมื่อรับรู้ได้ถึงความปลอดภัยเด็กน้อยในร่างแมวดำก็ผล็อยหลับไปทันทีด้วยความอ่อนเพลีย

กลิ่นของอาหารที่โชยเข้ามา ทำปฏิกิริยากับกระเพาะของเด็กชายในสภาพครึ่งคนครึ่งแมวให้ตื่นขึ้นจากนิทราอันน่าสะพรึงกลัว ดวงตาสีอำพันเปิดขึ้นพลางกะพริบถี่ๆ เพื่อปรับสายตาให้ชินกับแสงไฟภายในห้อง เขาไล่สายตามองไปตามเพดานที่ทำด้วยเศษกิ่งไม้มัดรวมกันเป็นแผงคลุมไว้ด้วยหญ้าแห้ง ผนังที่ทำจากแผ่นไม้หลากหลายขนาดเชื่อมยึดต่อกันจนแน่นสนิทจนแทบไม่มีช่องว่างใดๆ ให้แสงลอดเข้ามาได้ สายลมเบาบางพัดผ่านเข้ามาทางช่องหน้าต่างเล็กๆ อันเป็นที่มาของกลิ่นหอมหวนชวนหิวนั้น ร่างเล็กผุดลุกขึ้นนั่งพลางมองไปรอบกายอย่างไม่คุ้นเคย ก่อนจะมองออกไปที่นอกหน้าต่างจึงได้เห็นร่างเพรียวบางของใครบางคนนั่งเหม่อมองขึ้นไปบนฟ้าอยู่ข้างกองไฟที่กำลังลุกโชน

“ใครน่ะ”

ไทก์ตะโกนถาม ส่งผลให้คนที่นั่งหันหลังให้อยู่นั้นหันกลับมามองตามเสียงของเขา เจ้าของร่างผอมเพรียวในชุดคลุมยาวสีดำตัดกับเรือนผมยาวระต้นคอสีแดงเพลิงผู้มีใบหน้าสวยหวาน แม้ผิวขาวซีดจนแทบไร้สีเลือดทว่าแลดูเปล่งประกายราวกับแสงดาวพราวระยับในคืนเดือนมืด

“ตื่นแล้วเหรอเจ้าลูกแมวน้อย ดูท่าคงจะหิวแล้วแน่ๆ ลงมานี่สิ ข้าเตรียมอาหารไว้ให้เจ้าตั้งเยอะเชียว”

มือเรียวกวักเรียกเขา เมื่อดวงตาสีอำพันมองเข้าไปในดวงตาสีฟ้าครามก็พลันตกตะลึงราวกับถูกดึงดูดให้จมดิ่งอยู่ในภาพความฝันอันแสนงดงามอย่างไรอย่างนั้น

นั่นนางฟ้าใช่ไหม นี่ข้าตายไปแล้วเหรอ

ปีศาจแมวดำตัวน้อยถามตัวเองในใจ เมื่อเห็นประกายระยิบระยับแผ่ออกมาจากร่างเพรียวบางก่อนที่เสียงหัวเราะอย่างขบขันจะดังมาจากคนตรงหน้า

“เจ้ายังไม่ตายหรอกน่า แล้วข้าก็ไม่ใช่นางฟ้าด้วย เอ้า อย่ามัวรีรออะไรอยู่เลย รีบๆ ลงมากินอาหารของเจ้าเร็วเข้า ไม่อย่างนั้นข้าจะกินมันให้หมดเลยนะ”

ราวกับอีกฝ่ายอ่านใจเขาออก เสียงหวานที่ไม่ต่างไปจากใบหน้านั้น ทำให้ไทก์เดินตามเสียงเรียกไปโดยปราศจากความกลัวใดๆ ทั้งสิ้น ก่อนจะนั่งแปะลงตรงข้ามพลางมองอีกฝ่ายที่ดูเหมือนจะอายุมากกว่าเขาราวสิบกว่าปีได้ ถ้าหากคนตรงหน้าไม่ใช่นางฟ้าแล้วจะเป็นอะไรไปได้ล่ะ มนุษย์อย่างนั้นหรือ ไม่สิ ไม่มีกลิ่นสาบเหมือนอย่างพวกมนุษย์เลยสักนิด ดูท่าทางใจดีและเป็นมิตรกับเขาทั้งที่เห็นร่างครึ่งคนครึ่งแมวแบบนี้แต่กลับไม่มีท่าทีเกรงกลัวแม้แต่น้อย เด็กชายเอ่ยถามด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้

“ท่านไม่กลัวข้าหรือ ข้าไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็น...เอ่อ ปิศาจแมวนะ ข้าอาจทำร้ายท่านได้”

“เจ้านี่ตลกเสียจริง ตัวกะเปี๊ยกแค่นี้ มีอะไรที่ข้าต้องกลัวด้วยหรือ ถ้าเป็นเจ้าสิงโตตัวใหญ่นั่นก็ว่าไปอย่าง แต่ข้าก็ไม่ได้กลัวมันหรอกนะ แค่ไม่อยากจะต่อสู้ด้วยถ้าไม่จำเป็นน่ะ”

ร่างเพรียวบางมองหน้าอีกฝ่ายแล้วก็ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นจนเด็กชายถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ ดวงตาสีฟ้าครามหยีลงจนกลายเป็นเส้นโค้ง เช่นเดียวกับริมฝีปากอิ่มสีแดงสดตัดกับสีผิวขาวซีดที่อ้ากว้างจนเห็นไรฟันขาว แสงสะท้อนจากกองไฟสะท้อนให้เห็นเขี้ยวเล็กๆ ที่อยู่ตรงมุมปากทั้งสองข้าง

“ถ้าอย่างนั้น ท่านก็คือคนที่ช่วยข้าเอาไว้จากเจ้าสิงโตนั่น” ใบหน้างามพยักหน้าน้อยๆ แทนคำตอบ ก่อนจะยื่นปลาย่างที่อยู่บนกองไฟให้กับเขาพร้อมรอยยิ้มกว้าง

“ขอบคุณมากขอรับ ข้าจะไม่ลืมบุญคุณที่ท่านช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ข้า...เอ่อ ข้าจะยอมเป็นทาสรับใช้ของท่านไปตลอดกาล”

เมื่อได้รู้ว่าคนตรงหน้าช่วยเขาไว้จากความตาย ไทก์ก็รีบคุกเข่าลงกับพื้นพลางโค้งคำนับให้กับผู้มีพระคุณของเขาซ้ำๆ จนหน้าผากแทบจรดพื้น แต่อีกฝ่ายกลับหัวเราะออกมาอีกครั้งก่อนจะหันไปวางปลาย่างเอาไว้ที่เดิม แล้วฉุดเขาขึ้นจากพื้นให้ยืนขึ้น ร่างเพรียวย่อตัวลงนั่งคุกเข่าตรงหน้าเขาจนความสูงเกือบเสมอกันพลางเอ่ยขึ้น

“เด็กน้อย เจ้าช่างเป็นเด็กที่รู้คุณคนดีจริงๆ แต่ข้าไม่อยากได้ทาสรับใช้หรอกนะ ข้าอยากให้เจ้าเป็นเพื่อนของข้ามากกว่า อยู่ในป่าคนเดียวแบบนี้มันน่าเหงาชะมัด จริงสิ ข้าชื่อว่าเจลิโอ เป็นแวมไพร์ที่อาศัยอยู่ในป่านี้มานานแล้ว อ๊ะ แต่เจ้าไม่ต้องกลัวข้าหรอกนะ ข้าไม่เคยทำร้ายใครก่อน ว่าแต่เจ้าชื่อว่าอะไรล่ะ ข้าจะได้เรียกถูก”

ดวงตาสีอำพันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างตกใจเมื่อได้รู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตในเผ่าพันธุ์อื่นเช่นเดียวกับเขา ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นล่ะ ไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะเป็นมิตรกับพวกตัวประหลาดอย่างเขาได้อีกแล้ว

“ข้าชื่อไทก์ ขอรับ ว่าแต่แวมไพร์คือตัวอะไร ข้าไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อนเลย”

“เจ้าไม่รู้จักแวมไพร์อย่างนั้นหรือ เอ่อ เอาไว้เจ้ากินให้เสร็จก่อนแล้วข้าค่อยเล่าให้ฟังแล้วกัน เพื่อนตัวน้อยของข้า”

แวมไพร์หนุ่มเจ้าของนามเจลิโอ เลิกคิ้วขึ้นอย่างฉงนที่ปิศาจแมวดำตัวน้อยไม่รู้จักเผ่าพันธุ์ปิศาจดูดเลือดในคราบมนุษย์อย่างเขา รอยยิ้มกว้างระบายอยู่บนใบหน้าหวานนั้นอีกครั้ง ก่อนที่มือเรียวจะยื่นออกมาให้เด็กชายจับแทนสัญลักษณ์ของการทำสัญญาความเป็นเพื่อนระหว่างทั้งสอง

.

.

.

“ไทก์...ไทก์ จะนอนขี้เซาไปถึงไหนเนี่ย ฉันเรียกตั้งนานแล้ว ไม่ได้ยินหรือไง”

เสียงหวานในความทรงจำดังขึ้นข้างๆ หู ก่อนที่มันจะดังขึ้นอีกจนทำให้แมวหนุ่มที่นอนหมอบอยู่หน้าประตูห้องนอนของเจลิโอสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ ดวงตาสีอำพันมองไปรอบๆ ก่อนจะพบกับใบหน้างามของชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของห้อง

“ขออภัยขอรับ ข้านอนเพลินไปหน่อย ท่านจะไปทำงานแล้วสินะ”

เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของแวมไพร์หนุ่ม ไทก์จึงย้ายตัวเองมานอนเฝ้าที่หน้าประตูห้องนอนที่ชั้นใต้ดินแทนที่จะเป็นบนฟูกนิ่มหน้าประตูบ้านเหมือนอย่างเคย เขาไม่ไว้ใจเจ้าบอดี้การ์ดอะไรนั่นเลยจึงตัดสินใจทำตัวเป็นแมวเฝ้ายามเช่นนี้

“วันนี้ฉันจะไปเยี่ยมคุณคนขับรถที่โรงพยาบาลก่อน แล้วค่อยไปทำงานต่อน่ะ”

เจลิโอย่อตัวลงลูบขนนุ่มสีดำบนลำตัวของไทก์พลางเอ่ยยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดี เมื่อคืนเขานอนหลับสนิทแถมยังฝันเห็นสกาย ไทก์ รวมทั้งเขา สามชีวิตอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขในบ้านหลังนี้ด้วย เพียงเท่านี้ก็ทำให้แวมไพร์ขี้เหงาอย่างเขารู้สึกอบอุ่นในใจอย่างบอกไม่ถูก คงจะดีถ้าทุกอย่างเป็นเหมือนในฝันละนะ

“แล้วเจ้าบอดี้การ์ดนั่นต้องไปกับท่านด้วยขอรับ งั้นให้ข้าไปด้วยสิ ข้าจะได้คอยปกป้องท่านจากมันน่ะ”

“ฉันไปทำงานนะ นายจะไปด้วยได้ยังไงเล่า อยู่เฝ้าบ้านไปนี่แหละ เดี๋ยวฉันก็กลับมาแล้ว”

เมื่อไทก์ร้องขออยากจะตามไปด้วย เจลิโอก็รีบปฏิเสธทันทีก่อนจะรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปเมื่อได้ยินเสียงเรียกของสกายดังมาจากชั้นบน ทิ้งให้แมวหนุ่มมองตามร่างเพรียวบางหายไปจนลับสายตาด้วยความรู้สึกน้อยใจลึกๆ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

“คุณเจแอล ท่าทางเหนื่อยๆ ไม่สบายหรือเปล่าครับ”

            เมื่อเห็นเจลิโอมีอาการเซเล็กน้อยขณะเดินออกมาจากโรงพยาบาล สกายจึงตรงเข้าไปประคองร่างเพรียวบางเอาไว้พลางเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง เขาถือวิสาสะยกมือใหญ่ขึ้นอังหน้าผากของอีกฝ่ายเพื่อตรวจดูว่ามีไข้หรือเปล่า แต่กลับพบว่าหน้าผากนั้นเย็นเฉียบ อีกทั้งใบหน้าขาวเนียนละเอียดนั้นซีดเซียวจนแทบไร้สีเลือดยิ่งกว่าที่เคย เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายขึ้นมาจนใบหน้าเปียกชื้น

            “ไม่เป็นไร ฉันแค่เวียนหัวนิดหน่อยน่ะ”

            นายแบบหนุ่มรีบปฏิเสธทันที ที่จริงอาการที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเขารู้สึกเหนื่อยที่ต้องพยายามควบคุมความต้องการส่วนลึกเอาไว้ หลังออกมาจากห้องพักผู้ป่วยด้วยความตั้งใจจะมาเยี่ยมคนขับรถหนุ่มเคราะห์ร้ายที่ประสบอุบัติเหตุเพราะเขาเมื่อวันก่อน ทีแรกแวมไพร์หนุ่มคิดว่าการมาโรงพยาบาลเป็นแค่เรื่องง่ายๆ แต่เอาเข้าจริงกลับไม่ใช่อย่างที่คิดเลย

            หากไม่ใช่เพราะบังเอิญเดินผ่านแผนกฉุกเฉินแล้วเจอกับคนไข้ที่เพิ่งถูกทำร้ายมาจนบาดเจ็บสาหัส กลิ่นคาวเลือดฟุ้งกระจายในอากาศปลุกสัญชาตญาณแวมไพร์ในตัวเจลิโอขึ้นมาทันที แต่เพราะที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย อีกทั้งยังมีทั้งผู้จัดการส่วนตัว ทั้งบอดี้การ์ดหนุ่มเดินขนาบข้างเขาอยู่ จึงทำได้แค่เพียงสะกดกลั้นความกระหายเลือดนั้นเอาไว้อย่างสุดกำลัง

            “ไปพบหมอสักหน่อยไหม ท่าทางดูอาการไม่ค่อยดีเลยนะ”

            เทียร่าหันกลับมาพลางมองคนที่อยู่ในอ้อมแขนบอดี้การ์ดหนุ่มอย่างอดห่วงไม่ได้ ที่ผ่านมาเจลิโอเป็นคนที่แข็งแรงมากแทบไม่เคยเจ็บป่วยเลยสักครั้ง แต่วันนี้กลับเหมือนคนหมดเรี่ยวหมดแรงหมดสภาพจนดูแล้วไม่น่าจะไปทำงานต่อได้เลย

            “ผมไม่เป็นอะไรมากหรอกครับคุณเทียร่า นอนพักบนรถสักเดี๋ยวก็คงหาย วันนี้มีงานถ่ายแบบของโปรเจ็คต์พิเศษด้วย ขืนไปช้า...”       

            เจลิโอพยายามฝืนก้าวเดินต่อ แต่แล้วขาก็กลับอ่อนแรงลงดื้อๆ สกายจึงตัดสินใจช้อนร่างเพรียวบางนั้นขึ้นมาอุ้มไว้แล้วพาเดินตามผู้จัดการสาวผมบลอนด์ตรงไปยังรถตู้คันใหญ่ที่จอดรออยู่หน้าประตูโรงพยาบาลโดยไม่ต้องถามความเห็นของคนป่วย ท่ามกลางเสียงร้องโวยวายของคนในอ้อมแขนมิได้หยุด

            “ปล่อยฉันลงนะ นายมาอุ้มฉันทำไมเนี่ย ฉันเดินเองได้น่า”

            “เงียบหน่อยเถอะครับคุณเจแอล คนเขามองกันใหญ่แล้ว ผมแค่อุ้มคุณไม่ได้จูบหรือทำอะไรมากกว่านั้นสักหน่อยจะร้องให้อายคนอื่นเขาทำไมกันครับ” สกายโน้มหน้าลงมากระซิบบอกคนป่วยจอมดื้อ ส่งผลให้เสียงแหวนั้นเงียบลงทันใด

เจลิโอถลึงตาใส่คนอุ้มที่กล้าพูดเรื่องน่าอายกับเขาในเวลาอย่างนี้ได้ สัมผัสอุ่นจากวงแขนแกร่งบวกกับเสียงเต้นของหัวใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอที่ดังอยู่ใกล้หูพลอยทำให้อาการเวียนศีรษะค่อยทุเลาลงไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ยิ่งกว่านั้นหัวใจของเขาก็พลันรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก แถมยังเต้นแรงยิ่งกว่าที่เคยจนรู้สึกได้ถึงเลือดในกายที่สูบฉีดวิ่งวนไปทั่วโดยเฉพาะสองแก้มของเขาที่ร้อนผ่าวราวกับถูกนาบด้วยเหล็กร้อนอย่างไรอย่างนั้น

ส่วนเจ้าของวงแขนนั้นกลับเอาแต่ยิ้มกริ่มอย่างพึงใจที่เห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่ายจากคำพูดของเขา สกายรู้ดีว่าเขาถูกส่งมาทำหน้าที่อารักขานายแบบหนุ่มเพื่อล้วงความลับบางอย่าง แต่บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้ไม่ใช่แค่หน้าที่ที่เพิ่งได้รับมอบหมาย ราวกับว่าอยากจะปกป้องคุ้มครองอีกฝ่ายจากจิตใจส่วนลึกมากกว่า ทว่า หุ่นยนต์แอนดรอยด์อย่างเขากลับมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนมนุษย์ได้อย่างไร สกายก็ยังไม่เข้าใจเช่นกัน

.......................................................................................................................................................................

To Be Continued. . .

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #21 phat-palm (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 กันยายน 2556 / 17:08
    สกายนายแน่มาก
    #21
    0
  2. #13 ยอดนักสืบตะวันออก (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2556 / 20:28
    #13
    0
  3. #12 Blanchet (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2556 / 16:58
    น่ารักกมากกกก สกายดูแลเจแอลดีๆนะะ

    แต่แบบสงสารไทก์อ่ะงือๆๆๆ
    #12
    0