[yaoi] รัตติกาลนิรันดร์ (Endless Night)

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 5 : เบื้องหลังอันเป็นปริศนา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 196
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    20 ส.ค. 56

ตอนที่ 5 : เบื้องหลังการลอบทำร้าย

 

            ในระหว่างที่เจลิโอกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดตัวเองอยู่นั้น จู่ๆ สายลมบางเบาที่พัดมาก็กลับหยุดนิ่งทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งเสียงสรรพสัตว์ที่ออกหากินในเวลาค่ำคืนก็พลันเงียบลงทันใด สกายรับรู้ได้ถึงความผิดปกตินั้น เขารีบร้องบอกให้นายแบบหนุ่มเข้าไปหลบข้างในบ้านก่อน แต่ไม่ถึงเสี้ยววินาที ผืนนภาในคืนเดือนหงายก็ถูกปกคลุมด้วยเงาทะมึน ก่อนจะตามมาด้วยฝูงกานับร้อยตัวที่บินตรงเข้ามาจู่โจมพวกเขาอย่างรวดเร็ว

            สกายรีบเอาตัวบังร่างเพรียวเอาไว้ ก่อนจะหยิบมีดพกที่เหน็บอยู่ในรองเท้าบูททั้งสองข้างออกมา เขากดปุ่มเล็กๆ ที่ด้านบนของด้ามมีดทั้งสอง ทำให้มีดเล่มเล็กคู่นั้นเปลี่ยนรูปร่างแปรสภาพเป็นดาบเลเซอร์สีฟ้ายาวกว่าสองฟุต ท่ามกลางความตื่นตะลึงของแวมไพร์หนุ่ม

            “ระวังตัวด้วยนะครับ ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่วิ่งเข้าไปในบ้านเลยนะ”

            สกายออกคำสั่งกับผู้เป็นเจ้านายของเขา แม้เจลิโอจะยังงุนงงแต่ก็พยักหน้ารับคำแต่โดยดีพลางมองคนที่กำลังใช้ดาบสองมือกวัดแกว่งไปมาในอากาศเพื่อขับไล่ฝูงนกสีรัตติกาลนั้นออกไป

            ฉัวะ!!!

เมื่อดาบของสกายฟันเข้าที่กลางลำตัวของกาตัวหนึ่ง แทนที่ร่างของมันจะร่วงลงกับพื้นแต่กลับสลายกลายเป็นควันสีดำลอยขึ้นไปในอากาศสร้างความประหลาดใจให้กับบอดี้การ์ดหนุ่มไม่น้อย เขารู้มาว่าอาวุธที่เขาพกติดตัวอยู่นั้นทำให้เกิดบาดแผลเป็นรอยไหม้บนผิวหนังได้ แต่ไม่คิดว่ามันจะมีอานุภาพร้ายแรงจนถึงขนาดที่สามารถสลายร่างที่ถูกคมดาบให้กลายเป็นฝุ่นผงในพริบตาเดียวได้เช่นนี้มาก่อน

            ตรงกันข้ามกับเจลิโอ เขามองดูฝูงกาที่ต้องคมอาวุธของบอดี้การ์ดหนุ่มด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง และแน่ใจว่าพวกมันไม่ใช่อีกาธรรมดาอย่างแน่นอน บางทีอาจเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นโดยพลังเวทมนตร์หรือคาถาบางอย่าง และคนผู้นั้นต้องมีวิชาความรู้ในศาสตร์ด้านมืดมากพอตัวทีเดียวจึงจะสร้างภาพจำแลงเช่นนี้ได้ หรือจะจริงอย่างที่ปิศาจแมวดำบอก นี่คงเป็นฝีมือของโซรอสสินะ แวมไพร์หนุ่มนึกในใจ

ฝูงกาเริ่มเบาบางลงแล้ว แต่ดูเหมือนสกายเองก็ได้รับบาดเจ็บด้วยเช่นกัน เสื้อแจ็กเกตหนังของชายหนุ่มมีร่องรอยฉีกขาดเผยให้เห็นบาดแผลถลอกปอกเปิกบนผิวสีน้ำผึ้งนั้น เพียงไม่นานเขาก็จัดการกับฝูงกาจำแลงนั้นจนหมด ร่างสูงใหญ่กวาดสายตามองไปรอบๆ เผื่อว่าจะมีตัวอะไรแปลกๆ โผล่มาอีก เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงเก็บอาวุธของตัวเองกลับคืนที่เดิม แล้วเดินตามเข้าไปในบ้านอย่างเป็นห่วงคนที่อยู่ด้านในไม่น้อย

            “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ บาดเจ็บตรงไหนไหม”

            สกายถามพลางมองสำรวจร่างเพรียวตรงหน้า น้ำเสียงอ่อนโยนกับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย ทำให้คนถูกมองรู้สึกหน้าร้อนผ่าวไปหมด หัวใจก็พลันเต้นตึกตักขึ้นมาจนไม่อยากเงยหน้าขึ้นมาสบตาอีกฝ่ายเสียอย่างนั้น

            “ฉันไม่เป็นไร ว่าแต่นายเถอะ โดนพวกมันทำร้ายด้วยนี่ รีบไปทำแผลก่อนดีกว่า”

            เจลิโอส่ายหน้าดิก ทั้งตอบปฏิเสธทั้งพยายามสลัดความรู้สึกแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นออกไปในคราวเดียวกัน ก่อนจะรีบฉุดข้อมือของร่างสูงใหญ่เข้าไปในบ้านทันที โดยไม่ทันสังเกตว่ามีสายตาคู่หนึ่งที่กำลังมองพวกเขาอยู่จากตรงพุ่มไม้ด้านนอกรั้ว แสงจันทร์รำไรที่สาดส่องลงมาเผยให้เห็นร่างผอมเพรียวของชายคนหนึ่งในชุดคลุมยาวกรอมเท้าสีดำสนิท ตัดกับเรือนผมยาวสีขาวโพลนราวเกล็ดหิมะในฤดูหนาว ดวงตาสีโลหิตบนใบหน้าขาวเนียนจ้องมองไปยังคนที่กำจัดฝูงกานับร้อยฝีมือของเขาโดยไม่เกรงกลัวนั้นด้วยแววตาประหลาดใจ

            เจ้าหนุ่มนั่นเป็นใครกันแน่ ทำไมผ่านไปตั้งยี่สิบปีแล้วยังเหมือนเดิมไม่มีผิด หรือว่าเจ้านั่นจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับหัวใจของเจลิโอด้วย เห็นทีเรื่องนี้ต้องบอกให้ท่านโซรอสรู้เสียแล้ว

            ชายในชุดดำนึกในใจก่อนจะรีบเปลี่ยนร่างเป็นอีกาสีขาวแล้วทะยานขึ้นฟ้า มุ่งหน้าไปยังที่พำนักของจอมเวทย์ผู้เป็นนายอย่างรวดเร็วเพื่อแจ้งข่าวเกี่ยวกับผู้มาใหม่ให้ได้รู้

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

 

            “ปล่อยนะ! จะมาจับมือฉันไว้ทำไมเนี่ย”

            “ให้ผมทำเองดีกว่าครับ คุณน่ะแค่นั่งเฉยๆ ก็พอ”

            “นายมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน อยู่นิ่งๆ สิ”

            “อย่าเลยครับคุณเจแอล ให้ผมทำเถอะ”

            เสียงหวานตวาดแหวเสียดังลั่นบ้าน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงห้าวของชายหนุ่มอีกคน ทำให้อุ้งเท้าของแมวดำที่กำลังเข้ามาภายในบ้านถึงกับชะงัก พลางเงี่ยหูฟังการโต้ตอบนั้นอย่างแปลกใจ เสียงแรกที่ได้ยินคือแวมไพร์หนุ่มเจ้าของบ้านไม่ผิดแน่ แต่อีกเสียงนั้นไม่คุ้นหูเอาเสียเลย ที่สำคัญภายในบ้านหลังนี้นอกจากเขากับเจลิโอแล้ว ไม่เคยมีใครเข้ามาได้ แล้วเสียงนั่นเป็นของใครกัน หรือว่าจะเป็นพวกสมุนของโซรอส คิดดังนั้นแล้วไทก์ก็เร่งฝีเท้าตรงเข้าไปยังส่วนของห้องรับแขกตามทิศทางที่มาของเสียงทันที

            แล้วภาพที่สะท้อนในดวงตาสีอำพันก็ทำให้ไทก์ถึงกับตกตะลึงเมื่อเห็นร่างเพรียวบางกำลังยืนคร่อมร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งบนโซฟาตัวยาว ข้อมือข้างหนึ่งของเจลิโอถูกกุมไว้ด้วยมือใหญ่ อีกมือก็พยายามยื้อแย่งของบางสิ่งอยู่

            “ท่านเจลิโอ!

สิ้นเสียงของแมวหนุ่มก็ทำให้สองคนที่อยู่บนโซฟาตัวนั้นรีบผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว โดยที่บอดี้การ์ดหนุ่มทิ้งสำลีชุบยาใส่แผลสดในมือทิ้งไปแล้วลุกขึ้นมายืนเอาร่างสูงใหญ่ของตนกำบังคนตัวเล็กกว่าเอาไว้ทางด้านหลัง พร้อมทั้งตั้งการ์ดเตรียมสู้เต็มที่ตามสัญชาตญาณระวังภัย แต่แล้วสกายก็ถึงกับงุนงงเมื่อเห็นว่าเจ้าของเสียงนั้นเป็นแค่แมวดำตัวหนึ่งที่กำลังทำท่าพองขนกางกรงเล็บออกพร้อมทั้งขู่เสียงดังฟ่อใส่เขาอย่างไม่เป็นมิตร

            “เจ้าเป็นใครกัน ออกไปให้ห่างๆ จากท่านเจลิโอเดี๋ยวนี้นะ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”

            แมวดำตะโกนเสียงดังอีกครั้งพร้อมกับแยกเขี้ยวขู่คำรามคนแปลกหน้า แสงจากโคมไฟบนเพดานสะท้อนกับเขี้ยวขาวมันวาว ดวงตาสีอำพันจ้องมองร่างสูงใหญ่ตรงหน้าตาไม่กะพริบ

            “หยุดนะไทก์ สกายไม่ใช่คนร้าย เขาเป็นบอดี้การ์ดของฉันเอง”

            เจลิโอขยับมายืนด้านหน้าแทนพลางแนะนำสกายให้แมวหนุ่มรู้จัก ดวงตาสีฟ้าครามที่มองมาอย่างดุๆ ไม่ได้ทำให้ไทก์สลดลงได้เลย ตรงกันข้ามเมื่อมองไปยังใบหน้าของร่างสูงใหญ่ที่อยู่ข้างหลังแวมไพร์หนุ่ม ก็ต้องเบิกตาโพลงอย่างตกใจเมื่อเห็นใบหน้าคมนั้นชัดเจนขึ้น

            “หลีกไป ท่านเจลิโอ เจ้านั่นเป็นสมุนของคนที่เอาหัวใจของท่านไปนะ มันต้องไม่ได้มาดีแน่ๆ”

            “ว่าไงนะ!

            สิ้นคำของไทก์ ก็ทำให้แวมไพร์หนุ่มถึงกับสะดุ้ง พลางหันไปมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังด้วยสายตาเคลือบแคลง ในขณะที่สกายกลับมองไปยังแมวดำที่พูดภาษามนุษย์ด้วยความสงสัยยิ่งกว่า

            “แมวของคุณเจแอลเป็นหุ่นยนต์หรือครับ”

            คำถามของบอดี้การ์ดหนุ่ม ทำให้ทั้งไทก์และเจลิโอหันขวับไปมองพร้อมกันด้วยความตกใจระคนขบขัน แวมไพร์หนุ่มระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันทีเมื่อได้เห็นสีหน้างงงวยของสกาย

            “ฮ่าๆ ๆ ทำไมนายถึงคิดอย่างนั้นล่ะ”

            “ก็มีแต่แมวหุ่นยนต์เท่านั้นนี่ครับที่พูดภาษามนุษย์ได้”

            คำตอบที่ได้รับยิ่งเรียกเสียงหัวเราะของเจลิโอได้มากขึ้นอีก จนเกือบลืมไปเสียสนิทในสิ่งที่ไทก์พูดมาเมื่อครู่

            “ข้าไม่ใช่หุ่นกระป๋องอะไรนั่น แต่เป็นปิศาจแมวต่างหากล่ะ เจ้าโง่!

            ปิศาจแมวดำถึงกับฉุนขึ้นมาทันทีพลางรีบพูดแก้สถานะที่แท้จริงของตน ทว่า สีหน้างุนงงสงสัยแบบสุดๆ ของสกายก็ยิ่งทำให้แวมไพร์หนุ่มยิ้มกว้างจนตาหยี หัวเราะคิกในลำคอมิได้หยุด

            บอดี้การ์ดหนุ่มเอียงคอมองแมวดำตัวโตสลับกับเจ้าของบ้านหนุ่มพร้อมกับพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายบอก แต่กลับไม่เข้าใจความหมายของคำว่าปิศาจเอาเสียเลย ไม่สิ สำหรับเขาแล้ว ปิศาจหมายถึงพวกอสุรกายรูปร่างใหญ่โตหน้าตาน่าเกลียดเสียมากกว่าที่จะเป็นแค่แมวธรรมดาๆ ตัวหนึ่งเช่นนี้

            “เอาอย่างนี้ละกันสกาย นายจะเข้าใจว่าไทก์เป็นแมวหุ่นยนต์ต่อไปก็ได้นะ ส่วนไทก์ เรื่องที่พูดมาเมื่อกี้น่ะ...”

            แวมไพร์หนุ่มสรุปจบแบบดื้อๆ เมื่อเห็นว่าสกายดูจะไม่ตกใจกับสิ่งที่ไทก์พูดเลยแม้แต่น้อย พลางหันไปถามแมวหนุ่มแต่ยังพูดไม่ทันจบดี อีกฝ่ายก็ขัดขึ้นมาก่อน

            “ข้าว่าเราไปคุยกันที่อื่นก่อนเถอะ”

            ไทก์มองไปยังชายแปลกหน้าด้วยสายตาหวาดระแวงเต็มที่ พลางเอ่ยก่อนจะเดินนำไปยังห้องนอนของเจลิโอซึ่งอยู่ชั้นใต้ดินของบ้าน ปล่อยให้บอดี้การ์ดหนุ่มมองตามทั้งสองเดินห่างออกไปอย่างสงสัย

           

            “ข้าไม่ไว้ใจเจ้านั่นเลย ข้าเห็นมันยืนอยู่ข้างคนที่เอาหัวใจของท่านไปชัดๆ บางทีมันอาจจะเป็นพวกเดียวกับโซรอสก็ได้นะ”

            เมื่อเข้ามาในห้องนอนของแวมไพร์หนุ่มแล้ว ไทก์ก็เริ่มเปิดฉากก่อนทันทีโดยไม่รอให้เจ้าของห้องร้องขอ เจลิโอทำหน้าเหมือนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเมื่อได้ฟังเรื่องราวจากไทก์ เขาพยายามนึกย้อนความทรงจำของตัวเองอยู่นาน แต่กลับจำเรื่องราวการต่อสู้หรือแม้แต่เรื่องของคนที่ขโมยหัวใจของเขาไปไม่ได้เลยสักนิด ราวกับว่าความสูญเสียในครั้งนั้นปิดกั้นความทรงจำของเขาเอาไว้

            “ฉันว่าเขาไม่น่าเป็นพวกเดียวกับโซรอสหรอก”

            แวมไพร์หนุ่มเอ่ยก่อนจะเล่าเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นกับเขาระหว่างทางกลับบ้านเมื่อคืนก่อน รวมถึงเรื่องราวที่ถูกลอบโจมตีสดๆ ร้อนๆ เมื่อครู่นี้ให้ไทก์ฟัง แถมยังบอกอีกด้วยว่าหากสกายไม่ช่วยปกป้องเขาเอาไว้อาจจะถูกพวกมันทำร้ายจนบาดเจ็บไปแล้วก็ได้

            “ถึงอย่างนั้นก็ไม่น่าไว้ใจอยู่ดี บางทีเจ้านั่นอาจมีแผนร้ายอะไรบางอย่างถึงได้ทำเป็นมาตีสนิทกับท่านก็ได้นะ”

ไทก์ยังคงปักใจเชื่อว่าสกายมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง นั่นเพราะเขาไม่มีทางลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนที่พายุโหมกระหน่ำเมื่อ 20 ปีก่อนได้ลง ผู้ชายคนนี้กับชายแก่อีกคนช่วยกันนำหัวใจของแวมไพร์หนุ่มออกไป แล้วยังให้คนเอามาฝังไว้ที่บ้านหลังนี้ กว่าเขาจะแกะรอยตามหาจนเจอก็เกือบคิดไปว่าเจลิโอไม่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว

            “แต่มันผ่านมาตั้งนานแล้วนี่ เขาจะไม่แก่ขึ้นเลยหรือไง นายแน่ใจเหรอว่าไม่ได้จำคนผิดน่ะ”

            เมื่อเจลิโอแย้งขึ้นมา ก็ทำให้แมวหนุ่มอดแปลกใจไม่ได้พลางมองใบหน้างามก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างตัดพ้อ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมแวมไพร์หนุ่มต้องพยายามปกป้องชายแปลกหน้าคนนั้นด้วย

            “ทำไมท่านถึงถามแบบนี้ล่ะ ไม่เชื่อที่ข้าพูดอย่างนั้นหรือขอรับ”

“เปล่า ไม่ใช่แบบนั้น ฉันเชื่อนายนะไทก์ แต่ว่า...”

            เจลิโอรีบปฏิเสธทันทีด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะน้อยใจ แต่ไม่รู้เหตุใดในใจลึกๆ กลับคิดว่าคนอย่างสกายไม่น่าจะใช่คนที่ทำร้ายเขา เหมือนอย่างเมื่อครู่นี้ที่บอดี้การ์ดหนุ่มพยายามปกป้องเขาแม้ตัวเองจะต้องบาดเจ็บแต่กลับแสดงออกว่าเป็นห่วงเป็นใยเขามากกว่าเสียอีก

            “แต่เจ้านั่นกับพวกเป็นคนที่ทำให้ท่านบาดเจ็บแล้วก็ขโมยหัวใจไปจนทำให้ท่านต้องอยู่อย่างไร้พลังแบบนี้นะ ข้าไม่อยากให้มันอยู่ใกล้ๆ ท่านเลย ถ้าหากมันฉวยโอกาสทำร้ายท่านขึ้นมาจะทำยังไง พวกมนุษย์น่ะไม่ว่าหน้าไหนก็ไว้ใจไม่ได้ทั้งนั้นล่ะ”

            ไทก์เห็นท่าทางลังเลใจของอีกฝ่ายก็รีบเสนอความเห็นทันที เขานิ่งรอฟังคำตอบแต่เจลิโอกลับบอกในสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้นมาให้ประหลาดใจยิ่งกว่า

            “แต่ฉันรู้สึกว่าสกายไม่ใช่คนไม่ดีหรอก นายเองก็ไม่ได้กลิ่นอายปิศาจจากตัวเขาไม่ใช่เหรอ อีกอย่างถ้านายว่าเขาเกี่ยวข้องกับหัวใจที่หายไปของฉัน งั้นก็ยิ่งต้องให้คอยอยู่ใกล้ๆ เข้าไว้ จะได้คอยสืบเรื่องนั้นได้สิ”

            “ท่านเจลิโอ!

            แมวหนุ่มทำตาโตมองคนออกความเห็นอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน พลางคิดไปว่าบางทีบอดี้การ์ดหนุ่มนั่นอาจจะกำลังทำเสน่ห์เล่ห์กลบางอย่างกับคนตรงหน้าก็เป็นได้ ถึงได้คิดอะไรตื้นๆ อย่างจะให้ตัวอันตรายมาอยู่ข้างกายเพื่อคอยจับผิดอย่างนี้

            “เอาน่า ถือเสียว่าฉันขอร้องก็แล้วกันนะไทก์ ฉันแค่อยากพิสูจน์ว่าสกายจะเป็นคนไม่ดีอย่างที่นายบอกจริงหรือเปล่าก็เท่านั้น แล้วถ้ามีโอกาสก็ถามเรื่องหัวใจด้วยเลย จะได้เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวไงล่ะ”

            เจลิโอไม่พูดเปล่า แต่กลับย่อตัวลงอุ้มเจ้าแมวตัวโตขึ้นมาพลางมองสบดวงตาสีอำพันนั้นอย่างวิงวอน ลองแวมไพร์หนุ่มลงทุนขอร้องขนาดนี้แล้วมีหรือที่ทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์อย่างไทก์จะปฏิเสธได้ แมวดำรีบเบนหน้าไปอีกทางเพื่อหลบสายตาของอีกฝ่าย ดวงตาสีฟ้าครามนั้นมักจะทำให้เขาใจอ่อนอยู่เรื่อย

            “ท่านนี่ดื้ออย่างกับเด็กเล็กๆ ไม่มีผิด ก็ได้ข้ายอมแพ้แล้ว จะให้เจ้านั่นอยู่ในบ้านนี้ก็ได้ แต่ท่านต้องสัญญากับข้าก่อนนะว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นต้องให้ข้าจัดการเจ้านั่นขั้นเด็ดขาดเลย”

            ใบหน้าหวานพยักหน้าถี่ๆ พร้อมกับดึงร่างแมวตัวโตเข้าไปกอดเสียแน่นแทนคำตอบ หากตอนนี้ไทก์อยู่ในร่างมนุษย์ แวมไพร์หนุ่มคงได้เห็นว่าสองแก้มของเขาแดงราวกับมะเขือเทศผลโตไปแล้ว

           

            ระหว่างนั้นคนที่ถูกปล่อยให้อยู่ในห้องรับแขกเพียงลำพังก็ถือโอกาสนี้ทำการรักษาอาการบาดเจ็บของตัวเอง พร้อมทั้งเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่เสียเพื่อไม่ให้เจ้าของบ้านหนุ่มมาวุ่นวายกับบาดแผลเขาอีก แน่ล่ะในเมื่อเขาไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปแล้วจะให้คนอื่นรู้ความลับของเขาได้อย่างไรกัน ดวงตาคมสีน้ำตาลอ่อนมองบาดแผลบนผิวหนังของตนที่ค่อยๆ สมานกันจนสนิทเป็นเนื้อเดียวกันโดยแทบไม่เหลือร่องรอยความเสียหายเอาไว้ หากมองเผินๆ ก็คงไม่มีใครสังเกตความแตกต่างนั้น แต่หากพิศดีๆ แล้วจะเห็นว่าภายใต้ผิวหนังสังเคราะห์นั้นมีเส้นใยโลหะจำนวนมากเรียงกันจนแลดูเหมือนรูปร่างมัดกล้ามเนื้อและเส้นประสาทรวมถึงเส้นเลือดของมนุษย์ไม่มีผิด นั่นก็เพราะสกายคือหุ่นยนต์แอนดรอยด์ที่ถูกสร้างขึ้นเลียนแบบตามลักษณะของมนุษย์ทุกประการนั่นเอง

            “นายทำอะไรอยู่น่ะสกาย”

            เสียงหวานที่ดังนำมาก่อนตัว ทำให้สกายต้องรีบเก็บอุปกรณ์บางอย่างลงไปในกระเป๋าเป้ของตนอย่างรีบเร่งแล้วหันไปตอบคำถามเจ้าของบ้านด้วยรอยยิ้มกว้าง

            “ผมแค่กำลังเก็บของน่ะครับ ว่าแต่หุ่นยนต์ เอ่อ แมวของคุณ” บอดี้การ์ดหนุ่มถามกลับพลางมองแมวตัวโตในอ้อมแขนเจลิโอที่ยังทำเสียงขู่เขาไม่เลิก จนคนอุ้มต้องส่งเสียงดุๆ เพื่อให้ไทก์หยุดการกระทำนั้น

            “ไม่เอาน่าไทก์ โทษทีนะแต่ไทก์เขาไม่ค่อยชอบให้คนแปลกหน้าเข้ามาในบ้านน่ะ”

            “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวอีกหน่อยเขาก็ชินเอง จริงไหมเจ้าแมวน้อย”

            สกายยิ้ม พลางเอื้อมมือไปหมายจะลูบขนนุ่มบนหัวของแมวพูดได้ในอ้อมแขนอีกฝ่าย แต่กลับต้องรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็วเมื่อแมวหนุ่มทำท่าจะตะปบมือเขาด้วยกรงเล็บแหลมนั้นเสียแล้ว

            “อย่ามาถูกตัวข้านะ!

            “หยุดได้แล้วไทก์ จริงสิ พวกนายคงจะหิวแล้ว ฉันจะไปทำอะไรให้กินก็แล้วกัน”

            เจลิโอเห็นว่าสถานการณ์เริ่มแย่ลงจึงรีบตัดบท ก่อนจะอุ้มแมวดำเข้าไปในครัวด้วยกันปล่อยให้สกายอยู่เพียงลำพังในห้องรับแขกนั้นอีกครั้ง

            เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ในห้องรับแขกแล้ว สกายก็กดปุ่มบนนาฬิกาข้อมือของเขา ลำแสงสีเขียวฉายไปยังผนังด้านหนึ่งของห้องเหมือนเคย ภาพชายวัยกลางคนคนเดียวกับเมื่อคืนปรากฏขึ้น

            “ว่าไงสกาย มีความคืบหน้าอะไรบ้างไหม”

            “ยังเลยครับ แต่วันนี้มีหลายเรื่องที่น่าสงสัยครับท่าน ดาบเลเซอร์ที่ท่านให้มาสามารถทำให้ร่างของสิ่งมีชีวิตสลายไปในอากาศได้ด้วยหรือครับ”

            ชายหนุ่มร่างสูงในคราบบอดี้การ์ดส่ายหน้าก่อนจะถามเรื่องที่ยังคาใจเขาอยู่ คำถามของสกายทำให้ชายวัยกลางคนเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ

            “ไม่หรอก อุปกรณ์ที่ฉันคิดขึ้นไม่สามารถทำอันตรายใครถึงชีวิตได้อยู่แล้ว มันจะมีประโยชน์แค่ใช้ป้องกันตัวเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นล่ะ นายถามทำไมเหรอ”

            สกายได้ฟังดังนั้นจึงตัดสินใจเล่าเหตุการณ์ที่เขาและนายแบบหนุ่มถูกโจมตีด้วยฝูงกาจำนวนมาก ชายวัยกลางคนรับฟังด้วยสีหน้าพิศวง ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาแทบไม่เคยเห็นสิ่งแปลกประหลาดที่อีกฝ่ายพูดถึงเลย

            “ฉันจะลองค้นข้อมูลดูแล้วกัน ระหว่างนี้ก็ทำหน้าที่ของนายให้ดีที่สุดล่ะ แล้วก็อย่าให้ใครสงสัยตัวตนที่แท้จริงของนายด้วย เข้าใจไหมสกาย”

            บอดี้การ์ดหนุ่มโค้งศีรษะคำนับอีกฝ่ายก่อนจะกดปิดสัญญาณเชื่อมต่อลง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของเจ้าของบ้านที่เดินออกมาจากห้องครัวแล้ว

 

            เพียงครู่เดียวอาหารฝีมือเจ้าของบ้านก็เสร็จสมบูรณ์พร้อมเสิร์ฟ ทีแรกไทก์เกือบจะเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ตามความเคยชินแล้ว แต่เจลิโอรีบห้ามเอาไว้ได้ทันเพราะกลัวว่าบอดี้การ์ดหนุ่มจะสงสัย ปล่อยให้คิดว่าไทก์เป็นแมวหุ่นยนต์ก็ยังดีกว่า อย่างน้อยสกายก็คงไม่คิดหรอกว่านอกจากในบ้านหลังนี้จะมีปิศาจแมวอาศัยอยู่แล้ว ยังมีปิศาจดูดเลือดอย่างเขาด้วยอีกคนหนึ่ง

            “ฉันไม่รู้ว่านายกินอะไรได้บ้าง แต่ในตู้เย็นฉันมีของอยู่แค่นี้แหละ พอกินได้ไหม”

            เมื่อถาดอาหารถูกวางลงตรงหน้าไทก์ก็รีบจัดการทันทีเหมือนทุกครั้ง แต่เมื่อหูได้ยินสิ่งที่แวมไพร์หนุ่มเอ่ยกับผู้มาใหม่ก็ถึงกับชะงักไป พลางมองดวงหน้าของเจลิโอที่กำลังสนทนากับคนที่นั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเขาด้วยท่าทางแปลกใจ

            “ได้สิครับ อาหารฝีมือคุณแค่ได้กลิ่นก็รู้แล้วว่าต้องอร่อยแน่ๆ”

            สกายตอบพร้อมกับส่งยิ้มหวานไม่แพ้ใบหน้าของคนถาม พลอยทำให้แก้มขาวของแวมไพร์หนุ่มกลายเป็นแดงระเรื่อขึ้นมามิได้

            “อย่ามาทำเป็นพูดเอาใจฉันเลยน่า ฉันก็แค่กลัวว่านายจะหิวจนไม่มีแรงปกป้องฉันก็เท่านั้น”

            เจลิโอโต้กลับไป พลางแสร้งทำเป็นเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบน้ำมะเขือเทศกระป๋องออกมา แต่ไม่วายแอบอมยิ้มน้อยๆ มือเรียวยกขึ้นมากุมหน้าอกด้านซ้ายสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่เพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นว่าคนชมยังคงมองตามเขาอย่างไม่วางตา

            ฮึ! ทีกับข้าไม่เคยเห็นจะถามแบบนั้นบ้างเลย

            ดวงตาสีอำพันมองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยแววตาแข็งกร้าวราวกับอีกฝ่ายเป็นศัตรูตัวฉกาจอย่างไรอย่างนั้น ท่าทางเขาคงต้องหาวิธีไล่เจ้าคนน่าสงสัยนั่นออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดแล้ว

.......................................................................................................................................................................

 

ในเวลาเดียวกันภายในคฤหาสน์เก่าแก่ที่ซ่อนตัวอยู่ในชายป่าห่างจากเมืองหลวงราวหลายกิโลเมตร ร่างโปร่งบางในชุดคลุมสีดำขับเน้นให้เรือนผมสีขาวยาวครึ่งหลังโดดเด่นขึ้นกำลังยืนรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับศัตรูคู่อาฆาตของผู้เป็นนายด้วยท่าทางนอบน้อม            

            “เจ้าว่ายังไงนะเอลเลส มนุษย์ที่เคยอยู่กับแวมไพร์หน้าหวานนั่นกลับมาอีกแล้วเหรอ”

            “ขอรับท่านโซรอส แต่ที่ข้าแปลกใจคือเจ้านั่นยังคงเหมือนเดิมทุกอย่างไม่ว่ารูปร่างหรือหน้าตา ไม่ได้แก่ขึ้นเลย”

            เอลเลส ชายหนุ่มผิวขาวอายุราวยี่สิบห้าปีผู้มีใบหน้าสวยไม่แพ้ผู้ที่ถูกกล่าวถึงเอ่ยขึ้น ดวงตาสีโลหิตมองชายร่างใหญ่กำยำที่นั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมอย่างดีที่มีพนักพิงสูงท่วมศีรษะ เรือนผมหยักศกสีดำยาวประบ่าหวีแสกกลางเผยให้เห็นใบหน้าคมเข้ม คิ้วหนากับดวงตาคมสีม่วงเข้มแลดูดุดัน รับกับจมูกที่โด่งเป็นสันและไรหนวดสีเข้มบนริมฝีปาก ด้วยสายตาชื่นชม

            แม้ว่าเวลาที่ผ่านพ้นไปจะทำให้คนตรงหน้าสูงวัยมากขึ้น แต่เค้าโครงความหล่อเหลายังคงปรากฏให้เห็นอยู่บ้างแม้จะไม่มากเท่ากับเมื่อก่อนก็ตาม โซรอส จอมขมังเวทย์ผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลนักเวทย์เก่าแก่เมื่อหลายร้อยปีก่อน และกลายมาเป็นผู้ที่ทรงพลังมากที่สุดในเวลานี้ เพราะความบังเอิญที่โซรอสในวัยเด็กได้ช่วยชีวิตของตนเอาไว้จากการถูกขับไล่โดยบิดาผู้เป็นหัวหน้าเผ่าปิศาจอีกา เนื่องจากเขามีรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนกับเหล่าพี่น้องในเผ่าคนอื่นๆ แถมยังถูกสัตว์ป่าทำร้ายจนเกือบต้องลาโลกไปแล้ว เอลเลสจึงสำนึกในบุญคุณของโซรอส และยอมเป็นข้ารับใช้คนสนิทของจอมเวทย์หนุ่มตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

            “หรือว่าเจ้านั่นจะเป็นปิศาจเหมือนกัน เจ้าสัมผัสกลิ่นอายปิศาจจากมันได้หรือเปล่าเอลเลส”

            “ไม่ขอรับ แต่ก็ไม่มีกลิ่นสาบของมนุษย์ด้วยเหมือนกัน ตอนนี้ข้ายังไม่รู้ว่าเจ้านั่นเป็นตัวอะไร แต่น่าสงสัยว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับหัวใจของเจลิโอก็ได้ขอรับ ถึงแม้ตอนนี้ข้ายังสัมผัสสัญญาณชีพหัวใจนั้นไม่ได้ก็เถอะ”

            อีกาหนุ่มตอบคำถามพร้อมกับให้ความเห็นที่น่าจะเป็นไปได้ ทำให้จอมเวทย์พยักหน้าช้าๆ อย่างครุ่นคิดก่อนจะบอกให้เขาคอยจับตาดูต่อไป พร้อมทั้งเพิ่มระดับการโจมตีสูงขึ้นเพื่อทดสอบว่าคนที่อยู่กับเจลิโอในเวลานี้จะมีพลังแข็งแกร่งจากหัวใจพิเศษของแวมไพร์จริงอย่างที่เอลเลสบอกหรือไม่ หลังจากรับคำสั่งจากผู้เป็นนายแล้วร่างโปร่งบางก็โค้งศีรษะคำนับอีกฝ่าย ก่อนจะเดินออกไปยังหน้าประตูแล้วแปลงร่างเป็นอีกาสีขาวบินขึ้นไปบนผืนนภาทันที

...........................................................................................................................................................................

 To Be Continue. . .

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #20 phat-palm (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 กันยายน 2556 / 16:52
    ไทก์คงเจ็บน่าดูที่เห็นเจลิโอสนใจเย็นคนอื่นมากกว่า
    #20
    0
  2. #10 Blanchet (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2556 / 19:52
    โหยย คู่ไม่ก็น่าติดตามไม่แพ้กัน สกายทำเจแอลหวั่นไหวไม่รู้ตัวซะแล้ว

    แอบสงสารไทก์นิดๆ คงเจ็บน่าดู
    #10
    0