[yaoi] รัตติกาลนิรันดร์ (Endless Night)

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 2 : ชายปริศนาใต้ผ้าคลุมสีหม่น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 290
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ส.ค. 56

ตอนที่ 2

 

                ครืน ครืน เสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่นหวั่นไหว สายลมกรรโชกแรงพัดพาเมฆก้อนใหญ่ลอยหวือหมุนวนเป็นวงกลมบนท้องฟ้าเหนือร่างในชุดคลุมหนาหนักสีดำทะมึน มือใหญ่ยกคฑาด้ามไม้สีเข้มซึ่งมีหัวทำจากอัญมณีสีเงินแวววาวขึ้นชี้ไปบนฟ้า พร้อมกับร่ายคาถาบางอย่างส่งผลให้สายฟ้าวิ่งลงมาตามด้ามคฑานั้นและพันอยู่รอบกายเขาจนดูราวกับเป็นเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้าย่อมๆ ดวงตาสีม่วงเข้มมองมาพร้อมรอยยิ้มแสยะเหมือนคนบ้าคลั่ง

                ดวงตากลมโตสีฟ้าครามเบิกกว้างอย่างตกใจ ร่างเพรียวบางขยับถอยหลังไปสองสามก้าวโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะเริ่มออกวิ่งอย่างสุดกำลังเมื่อเจ้าของร่างในชุดคลุมสีดำยกคฑาหันหัวมาพร้อมกับเริ่มโจมตีเขาด้วยพลังจากสายฟ้านั้น

                เปรี้ยง !

                สายฟ้าที่ฟาดลงมาบนต้นไม้ใหญ่ทางด้านซ้ายถัดไปเพียงหนึ่งช่วงแขนทำเอาเจ้าของร่างเพรียวใจหายวาบเมื่อได้กลิ่นเหม็นไหม้โชยมา หากเมื่อครู่นี้เขาหลบไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้นแทบไม่อยากคิดเลยสักนิด ขาเรียวยาวยังคงวิ่งต่อไปในขณะที่เสียงเปรี้ยงปร้างของฟ้าผ่าที่เกิดจากพลังเวทย์มืดยังคงดังไล่หลังตามมาไม่หยุด เสื้อเชิ้ตขาวตัวบางที่สวมอยู่เริ่มเปียกชื้นเหงื่อจนแนบติดไปกับลำตัว ใบหน้าเริ่มรู้สึกชาทีละน้อยเมื่อปะทะกับสายลมแรงจนเส้นผมสีน้ำตาลแดงปลิวสะบัดไปทางด้านหลัง จากการวิ่งเต็มฝีเท้าด้วยความเร็วที่มากกว่ามนุษย์ทั่วไปจะทำได้

ภายในป่ารกชัฏถูกปกคลุมด้วยความมืดครึ้มจากร่มเงาไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกมาบดบังแสงสว่างจากดวงจันทร์กลมโตสีเหลืองนวลที่ลอยเด่นอยู่กลางผืนนภาในคืนข้างแรมได้สนิท ดวงตาสีฟ้าครามแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวเรืองรองในความมืดพยายามเพ่งสายตามองเส้นทางหลีกหนีพลังของจอมเวทย์ด้านมืด ใบไม้และหนามแหลมคมเกี่ยวเข้ากับเสื้อตัวบางจนขาดวิ่นเป็นริ้วเผยให้เห็นรอยแผลเป็นทางยาวจนเลือดไหลซิบไปตามเรือนกายขาวเนียนนั้น ในขณะที่สองเท้าก็ยังคงพยายามออกแรงวิ่งอย่างสุดกำลังเพื่อหวังว่าจะรอดพ้นจากการถูกไล่ล่า แต่แล้วก็ต้องหยุดอย่างกะทันหันเมื่อเห็นว่าเบื้องหน้าคือขอบหน้าผาสูงชันที่มองลงไปแทบไม่เห็นก้นบึ้งของหุบเหวนั้น

                เสียงหวีดหวิวของสายลมที่พาดผ่าน สะท้อนกับขอบหน้าผาอีกด้านหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร เจ้าของร่างเพรียวย่อตัวลงเอามือยันพื้นหายใจปนหอบอย่างเหน็ดเหนื่อย ตัดสินใจหันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้ล่า ดวงตาสีฟ้าครามปิดลงจนเห็นแพขนตาเรียงกันสวยงามบนใบหน้าหวานนั้น ก่อนเปลือกตาจะเปิดขึ้นอีกครั้งด้วยสีของดวงตาที่เปลี่ยนไปเป็นสีแดงเพลิง เช่นเดียวกับเรือนผมสั้นสีน้ำตาลยาวประบ่าที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเดียวกับดวงตา เรียวปากอิ่มสีแดงสดเผยอขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นเขี้ยวยาวสีขาวตรงมุมปากทั้งสองข้าง ปีกสีดำเหมือนปีกของค้างคาวงอกออกมาจากแผ่นหลังบอบบาง พลางจ้องมองชายที่โจมตีเขาด้วยพลังเวทย์สายฟ้าตาเขม็ง

                “ในที่สุดก็ยอมสู้กับข้าแล้วสินะ”

                น้ำเสียงยั่วเย้าที่ไม่ได้บ่งบอกถึงความเกรงกลัวในพลังอำนาจที่เขามีอยู่สักนิด ยิ่งทำให้ความโกรธแค้นที่ถูกลวงหลอกเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เพียงแค่สะบัดมือเบาๆ ก็ราวกับมีสายลมพัดมาวูบใหญ่กระแทกร่างในผ้าคลุมสีดำกระเด็นถอยหลังไปโดยไม่ทันตั้งตัว

                “ข้าบอกเจ้าแล้วใช่ไหมว่าอย่ามายุ่งกับคนสำคัญของข้า กลับไปซะ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”

                แวมไพร์หนุ่มแยกเขี้ยวพร้อมด้วยเสียงขู่คำรามลอดไรฟัน คิ้วเรียวสีน้ำตาลแดงขมวดขึ้งดวงตาสีแดงเพลิงแวววาวขึ้นด้วยความโมโห แต่ดูเหมือนคนที่เพิ่งถูกซัดด้วยพลังที่มองไม่เห็นกลับทำท่าเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาวแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังหัวเราะร่วนราวกับได้ฟังเรื่องตลกอย่างไรอย่างนั้น

                “ข้าก็ไม่ได้อยากยุ่งกับคนพวกนั้นเท่าไหร่หรอกนะ แต่ไม่ว่ายังไง วันนี้ข้าก็ต้องเอาหัวใจของเจ้ามาครองให้ได้”

                รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย ดวงตาสีม่วงอเมทิสต์ที่มองมาด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าส่งผลให้ร่างเพรียวบางถึงกับขนลุกชันไปหมดด้วยความรู้สึกรังเกียจระคนหวั่นกลัว ก่อนที่แวมไพร์หนุ่มจะต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจมากกว่าเดิมเมื่อเห็นคลื่นพลังวงแหวนไฟที่ชายในชุดผ้าคลุมสร้างขึ้นกำลังพุ่งตรงมาทางเขาและโจมตีอย่างรวดเร็ว

                “อ๊าก!!!

                แม้ปีกสีดำที่ลู่ลงมาห่อหุ้มร่างเพรียวเอาไว้จะช่วยสะท้อนคลื่นพลังนั้นออกไปได้บางส่วน แต่ความร้อนจากเปลวเพลิงที่มีอานุภาพร้ายแรงนั้นก็ทำให้ผิวหนังบางส่วนถูกเผาไหม้จนเกิดอาการแสบร้อนไปหมด ริมฝีปากสีแดงสดขบเม้มแน่นจนแทบเป็นเส้นตรงเมื่อเจ้าของร่างพยายามกัดฟันทนฝืนข่มความเจ็บไว้ พลางหลับตาลงร่ายคาถาบางอย่างเพียงพริบตาเดียวกลุ่มเมฆบนท้องฟ้าก็เริ่มหมุนวนจนเกิดเป็นโพรงสีดำขนาดใหญ่เหนือศีรษะเขา ฝูงค้างคาวสีดำเมื่อมนับร้อยตัวพากันบินออกมาจากโพรงอากาศนั้น ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีร่างของชายในผ้าคลุมอย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด

                แวมไพร์หนุ่มอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังวุ่นวายกับการตั้งรับการโจมตีของค้างคาวฝูงใหญ่ พาร่างสะบักสะบอมจากการต่อสู้เหาะขึ้นกลางเวหาด้วยปีกสีดำที่ขยายออกกว้างแล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังหนึ่งทันที เมื่อปลายเท้าแตะลงบนพื้นหญ้าอันอ่อนนุ่มที่สนามหน้าบ้าน ปีกสีดำรวมทั้งเขี้ยวยาวที่งอกออกมาก็หดกลับเข้าไป เช่นเดียวกับเส้นผมยาวเคลียไหล่สีแดงเพลิงที่หดสั้นลงและเปลี่ยนกลับไปเป็นสีน้ำตาลแดงดังเดิม ดวงตาสีแดงก่ำกลายเป็นสีฟ้าครามสะท้อนภาพของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งที่กำลังตรงรี่เข้ามาหาเขา อ้อมแขนแข็งแรงยื่นออกมาช้อนประคองร่างที่บอบช้ำเอาไว้ก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้นได้ทันท่วงที

                “เจลิโอ! เกิดอะไรขึ้น นายอย่าเป็นอะไรนะ ด็อกเตอร์ครับมาทางนี้เร็วเข้า”

                สติของแวมไพร์หนุ่มเริ่มลดน้อยถอยลงไปทุกที ได้ยินเพียงเสียงร้อนใจของอีกฝ่ายร้องเรียกชื่อเขาซ้ำๆ สลับกับหันไปเรียกใครอีกคนให้เข้ามาดูอาการของเขา บาดแผลฉกรรจ์ที่ได้รับทำให้ร่างเพรียวอ่อนล้าจนแทบสิ้นเรี่ยวแรง ดวงตาพร่าเลือนจนมองใบหน้าเจ้าของอ้อมแขนแกร่งที่ช้อนอุ้มเขาไว้แนบอกได้ไม่ชัดเจนนัก

                “ฉันไม่เป็นไรหรอกน่า ขอแค่นายกับด็อกเตอร์ปลอดภัยก็พอแล้ว”

                ใบหน้าที่ขาวเนียนจนแทบไร้สีเลือดอยู่แล้วในเวลาปกติ เริ่มซีดเผือดลงอีกจนเห็นได้ชัด ริมฝีปากอิ่มขยับยกยิ้มอย่างลำบากแต่ยังฝืนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า เปลือกตาอันแสนหนักอึ้งค่อย ๆ ปิดลงท่ามกลางเสียงร้องตะโกนของอีกคนดังแว่วเข้ามาในหู ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงในที่สุด

.

.

.

ไม่!!!

เจ้าของร่างเพรียวตะโกนเสียงลั่นพลันสะดุ้งสุดตัวพร้อมกับผุดลุกขึ้นนั่งหายใจหอบอย่างเหนื่อยอ่อน ใบหน้าเนียนใสเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อน้อยใหญ่ เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวบางเปียกชื้นแนบสนิทไปกับผิวขาวเนียนละเอียดนั้น แม้จะมีแรงลมเบาๆ พัดพาไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศออกมาตามปกติ ดวงตาสีฟ้ามองไปรอบกายอย่างหวาดระแวง ทว่า ไม่มีเงาร่างของจอมวายร้ายปรากฏอยู่ตรงหน้าแต่อย่างใด ไม่มีแม้ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มที่อุ้มร่างเขาไว้แนบอก มีเพียงเฟอร์นิเจอร์ไม่กี่ชิ้นภายในห้องนอนมืดทึมที่แสนคุ้นตา ผ้าม่านหนาหนักสีเข้มตรงหน้าต่างบานใหญ่ยังคงทำหน้าที่บดบังแสงจากภายนอกได้เป็นอย่างดี

มือเรียวยกขึ้นมาปาดเหงื่อบนใบหน้าตัวเอง ก่อนจะหันไปมองนาฬิกาเรือนใหญ่ตรงข้างประตูห้องนอน บนหน้าปัดบอกเวลาเจ็ดโมงเช้าทำให้เจลิโอตัดสินใจล้มตัวลงนอนต่อเมื่อเห็นว่ายังเช้าเกินไปนัก และเขาเองก็เพิ่งหลับไปได้ไม่ถึงสองชั่วโมงดี

เสียงตะโกนท่ามกลางความเงียบของเขาเมื่อครู่นี้ ดังพอจะทำให้ปีศาจหนุ่มในร่างปิศาจแมวดำที่นอนอยู่ตรงหน้าประตูบ้านตื่นขึ้นมาในยามสายเช่นกัน เสียงฝีเท้าที่วิ่งปึงปังลงบันไดมายังชั้นใต้ดินของบ้านก่อนจะรัวมือทุบประตูห้องนอนของเขาไม่หยุด หากเขาไม่ลุกขึ้นไปเปิดออกละก็เจ้าเด็กหนุ่มนั่นคงใช้กำลังพังประตูเข้ามาเป็นแน่

                เกิดอะไรขึ้นขอรับ ท่านเจลิโอ

                เมื่อประตูไม้บานใหญ่เปิดออก ไทก์ในร่างมนุษย์ก็รีบเอ่ยถามเจ้าของห้องทันทีด้วยใบหน้าตื่นตระหนก พลางมองสำรวจอีกฝ่ายว่ามีร่องรอยบาดเจ็บจากการต่อสู้ใดๆ หรือไม่ ทั้งที่ตนเองมั่นใจว่าไม่มีใครหน้าไหนกล้าย่างกรายเข้ามาภายในอาณาเขตเวทมนตร์ที่เขาร่ายเอาไว้อย่างแน่นอน แต่ก็อดกังวลไม่ได้ที่ได้ยินเสียงร้องของผู้มีพระคุณของเขาดังขึ้นในเวลาที่ยังไม่ควรจะตื่นเช่นนี้

                ไม่มีอะไรหรอก ฉันก็แค่ฝันร้ายน่ะ สงสัยพักนี้เจอแต่เรื่องแปลกๆ ก็เลยเก็บมาฝันน่ะ

                ร่างเพรียวบางที่ลุกขึ้นมาเปิดประตูเดินกลับไปนั่งลงที่ปลายเตียงของตนพลางเอ่ยกับเด็กหนุ่มผมดำด้วยท่าทางเนือยๆ ไทก์เดินตามเข้ามาเมื่อเจ้าของห้องไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด ร่างสูงโปร่งนั่งลงที่โซฟาเดี่ยวตัวเล็กถัดไปจากเตียงมองคนที่กำลังขมวดคิ้วมุ่นราวกับครุ่นคิดอะไรอย่างหนักทั้งที่ปากเพิ่งปฏิเสธว่าไม่มีอะไรอย่างงุนงงสงสัย

                ถ้างั้นเล่าให้ข้าฟังได้ไหมว่าท่านฝันอะไร หรือว่าในฝันข้าแย่งของกินของท่านหมดอย่างนั้นเหรอ

                แมวหนุ่มถามด้วยสีหน้ากวนๆ พลางมองคนฝันร้ายอย่างรอคำตอบ ส่งผลให้ได้รับสายตาเขียวปั้ดจากใบหน้าสวยกลับมา แต่ก็ยอมปริปากเล่าเรื่องความฝันแปลกๆ ของเขาให้อีกฝ่ายฟัง

                เจ้าบ้า! มีแต่นายคนเดียวนั่นละเจ้าแมวตะกละที่จะฝันร้ายแบบนั้น ฉันฝันว่ากำลังต่อสู้กับใครสักคนที่มีพลังเวทย์แข็งแกร่งมาก... 

                เจลิโอเล่าถึงเหตุการณ์ที่เห็นในความฝันทำให้ไทก์เผลอครางชื่อของใครบางคนออกมา เรียกความสนใจของแวมไพร์หนุ่มให้หันขวับมามองทันที

                โซรอส...

                ใครน่ะ โซรอส นายหมายถึงนักเวทย์ในฝันของฉันอย่างนั้นเหรอ

                เด็กหนุ่มพยักหน้าก่อนจะเล่าความเป็นมาของเจ้าของนามนั้นให้อีกฝ่ายฟังตามที่เขาเคยรู้มา โซรอส นักเวทย์สายมืดที่เคยตั้งตนเป็นหัวหน้ากลุ่มนักล่าแวมไพร์เพราะเชื่อว่าการดื่มเลือดจากหัวใจของแวมไพร์จะทำให้เป็นอมตะได้ กระทั่งเจลิโอก็เคยเกือบตกเป็นเหยื่อของมันมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน ทว่า ตอนนี้เจลิโอไม่มีหัวใจดวงนั้นอีกแล้ว ใครบางคนกับพวกของมันขโมยหัวใจแวมไพร์ของเจลิโอไป ก่อนจะฝังร่างของแวมไพร์หนุ่มหน้าสวยไว้ที่สวนหลังบ้านนี้ จากนั้นข่าวคราวของใครคนนั้น รวมทั้งโซรอสก็เงียบหายไป แม้แต่พวกปิศาจเผ่าพันธุ์อื่นๆ ก็ไม่มีใครรู้ว่าโซรอสกับลูกน้องคนสนิทของมันหายไปไหน เช่นเดียวกับคนที่ขโมยหัวใจของแวมไพร์หนุ่มด้วย

                จริงสิ บาดแผลบนแก้มของท่านนี่ จะใช่ฝีมือของมันด้วยหรือเปล่า

                 ไทก์เอ่ยพลางเอื้อมมือไปแตะรอยแผลถลอกบนใบหน้าเนียนอย่างลืมตัว ส่งผลให้เจ้าของบาดแผลตกใจรีบปัดมืออีกฝ่ายออกอย่างรวดเร็วเช่นกัน แมวหนุ่มชะงักพลางลดมือลงข้างตัวทันที เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ชอบให้ใครมาแตะเนื้อต้องตัวถ้าไม่จำเป็น ดวงตากลมโตสีดำขลับหลุบต่ำก้มหน้ามองพื้นหลบสายตาวาวของอีกฝ่ายอย่างเคย ไม่รู้ทำไมทุกครั้งที่เผลอจ้องมองดวงตาสีฟ้าคู่สวยนั้น ความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างก็ไหลวนในหัวใจของเขาอย่างน่าประหลาด ราวกับถูกดึงดูดด้วยอำนาจลึกลับบางอย่างให้อยากเข้าใกล้ อยากสัมผัสผิวขาวใสที่ไม่เคยต้องแสงแดดนั้นให้นานขึ้นอีกสักนิด

                คิดมากไปแล้วล่ะ ก็แค่อุบัติเหตุน่ะ บอกแล้วไงว่าฉันซุ่มซ่ามไปเอง ฉันง่วงแล้วล่ะ อยากจะนอนต่ออีกสักหน่อยนายออกไปก่อนเถอะ

                เข้าใจแล้วขอรับ ข้าจะลองไปสืบหาข่าวคราวของโซรอสดูสักหน่อย ถ้าไม่มีอะไรก็ดีไป แต่ถึงยังไงท่านก็ต้องระมัดระวังตัวหน่อยนะ ข้า...

                ข้าเป็นห่วงท่านมากยิ่งกว่าใคร ไทก์อยากจะพูดเช่นนั้นต่อ แต่อีกฝ่ายกลับล้มตัวลงนอนบนเตียงและปิดเปลือกตาลงทันที เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเขาควรออกไปจากห้องนี้ได้แล้ว แมวหนุ่มลอบถอนหายใจเบาๆ ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องห่วงใยอีกฝ่ายมากขนาดนี้ ทั้งที่เจ้าของใบหน้าสวยนั้นเคยมีพลังอำนาจมหาศาลกว่าเขามากมายหลายเท่า ทั้งยังคอยปกป้องคุ้มครองเขามาตลอด

คงเพราะว่าตอนนี้เจลิโออยู่ในช่วงชีวิตที่อ่อนแอไร้พลังอย่างนั้นสินะ เขาจึงมีหน้าที่ต้องปกป้องแวมไพร์หนุ่มผู้มีพระคุณบ้างเพื่อเป็นการตอบแทน ไทก์หาเหตุผลให้ตัวเองก่อนจะย่อตัวลงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเพรียวบางให้จนถึงอก ก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ โดยหารู้ไม่ว่าคนแกล้งหลับแอบลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

ใช่ว่าเจลิโอไม่รู้ถึงความรู้สึกพิเศษบางอย่างที่เด็กหนุ่มมีให้ แต่เขากลับไม่สามารถตอบรับมันได้ ราวกับว่าหัวใจของเขาเว้นที่ว่างเอาไว้ให้กับใครบางคนอยู่ก่อนแล้ว ไม่สิ บางทีอาจเป็นเพราะหัวใจบ้าๆ ดวงนี้ที่ทำให้ความรู้สึกของเขาด้านชาจนไม่อาจรับความหวังดีจากใครได้...จะใช่แบบนั้นหรือเปล่านะ

.......................................................................................................................................................................        

To be continue...

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #17 phat-palm (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กันยายน 2556 / 16:08
    ไทก์สู้สู้นะ
    #17
    0
  2. #6 Blanchet (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2556 / 16:53
    ตอนนี้ขอเชียร์ไทก์เจแอลก่อนได้มั้ยอิอิ

    สู้ๆนะคะสนุกกก

    #6
    0