[yaoi] รัตติกาลนิรันดร์ (Endless Night)

ตอนที่ 20 : ตอนที่ 19 : ความทรงจำอันแสนงดงาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 160
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    22 ต.ค. 56

ตอนที่ 19 : ความทรงจำอันแสนงดงาม

 

ตอนแรกโธมัสแอบคิดว่าคนที่วางเพลิงบ้านหลังนี้แล้วหนีไปอาจเป็นชายหนุ่มคู่รักของเจลิโอ แต่เมื่อเห็นร่างของคนที่ตนเข้าใจผิดไปนอนนิ่งอยู่ตรงหน้าก็รู้สึกสับสนไปหมดจนแทบจับต้นชนปลายไม่ถูก

ดวงตาเรียวมองไล่สำรวจไปทั่ว เขาก้มลงไปเอาหูแนบลงฟังเสียงหัวใจของชายหนุ่มเพื่อดูว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่กลับได้ยินเพียงเสียงติ๊กๆ ราวกับมีระเบิดเวลาอยู่ข้างในอย่างไรอย่างนั้น จึงรีบผละออกห่างโดยอัตโนมัติ ในจังหวะนั้นเองที่เขาเหลือบไปเห็นรูปถ่ายในมือของสกาย ใบหน้าสวยหวานจับใจที่ทำให้เขาเหมือนตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็นสะดุดตาเสียจนเผลอเอื้อมมือไปหยิบออกมาโดยไม่รู้ตัว

ทันทีที่รูปถ่ายใบนั้นถูกดึงออกไป ก็เหมือนตุ๊กตาที่ถูกเปิดสวิตช์ขึ้นอีกครั้ง เปลือกตาของสกายเริ่มขยับทีละน้อยก่อนที่มันจะเปิดออกเผยให้เห็นดวงตาคมสีน้ำตาลอ่อนที่ซ่อนอยู่ ร่างสูงที่นอนนิ่งกับพื้นจู่ๆ ก็ลุกขึ้นนั่ง สร้างความตกใจให้กับโธมัสเสียจนผงะถอยหลังห่างออกไปหลายเมตร

“เจ้าบ้าเอ๊ย! นะ...นายยังไม่ตายเหรอ”

คนที่คิดว่าตายไปแล้วกลับส่ายหน้าน้อยๆ พลางเอียงคอมองเขาด้วยแววตาสงสัย ก่อนที่ลำแสงแปลกประหลาดจะพุ่งออกมาจากดวงตาของสกาย ฉายขึ้นมาในอากาศเป็นภาพของชายวัยกลางคนที่โธมัสคุ้นเคย

“โธมัส นั่นนายใช่ไหม ฉันรู้อยู่แล้วว่าศิษย์รักของฉันจะต้องกลับมาที่นี่และเปิดรหัสเซฟได้ นี่นายยังติดใจหลานชายของฉันอยู่จริงๆ ด้วยสินะ”

ภาพโฮโลแกรมแบบสามมิติที่ปรากฏเบื้องหน้า ทำให้หนุ่มผมทองต้องขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำอีก เขาไม่ได้ตาฝาดไป แต่ร่างของชายวัยกลางคนเบื้องหน้าคืออาจารย์ของเขาที่เสียชีวิตไปแล้วอย่างแน่นอน

“ฮ่าๆ ไม่ต้องกลัวหรอกนะ ฉันไม่ใช่ผีหรือวิญญาณอะไร อนาคตนักวิทยาศาสตร์ดาวรุ่งอย่างนายคงไม่งมงายกับเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างนั้นแน่ แต่ถ้านายเห็นฉันในสภาพนี้ได้ ก็คงเพราะฉันตายไปแล้วสินะ”

คำพูดดักคอ กับสายตาล้อเลียนที่มองมาทำให้โธมัสรู้สึกเหมือนถูกวิญญาณเฮี้ยนของอาจารย์ที่เคารพรักหลอกหลอนเข้าให้แล้วจริงๆ แต่ก่อนที่เขาจะตกใจจนหมดสติหรือหัวใจวายตายไปเสียก่อน คำสั่งเสียของเอ็ดการ์ก็ดังขึ้นมาราวกับคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าได้แม่นยำยิ่งกว่านักพยากรณ์หรือโหราจารย์คนไหน

“คงเห็นแล้วใช่ไหมว่าสกายไม่ใช่มนุษย์ นั่นก็เพราะเขาคือหุ่นยนต์ต้นแบบที่ฉันได้ไอเดียมาจากโครงการมนุษย์ต้นแบบของนายไงล่ะ ยินดีด้วยนะที่ความฝันของนายเป็นจริงไปครึ่งหนึ่งแล้ว ที่จริงฉันสร้างเขาขึ้นมาจากร่างของมนุษย์คนหนึ่งที่นอนป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่หาย เด็กหนุ่มคนนั้นอาสาเข้าร่วมการทดลอง และยอมให้ฉันดัดแปลงร่างกายด้วยการใช้โลหะอย่างดีที่สุดค่อยๆ ฉีดกระตุ้นเข้าไปในกล้ามเนื้อของเขา จนสามารถใช้ชีวิตแบบเครื่องจักรกลที่ซ่อมแซมตัวเองได้...”

วิธีการสร้างมนุษย์ทดลองอันน่าเหลือเชื่อที่ถูกถ่ายทอดมา ทำให้โธมัสได้แต่นั่งอึ้ง อ้าปากค้างฟังเล็กเชอร์จากอาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้วราวกับถูกสะกดจิตให้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด รวมถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับเจลิโอด้วย

“นายต้องเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับนะ ฉันไว้ใจศิษย์รักอย่างนายแค่คนเดียวเท่านั้นถึงได้บอกเรื่องนี้ให้รู้ ขอบใจมากที่มาในวันนี้ นายคือลูกศิษย์ที่เก่งที่สุดของฉัน สักวันนายจะต้องกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แน่นอน เสียดายนะที่ฉันไม่มีโอกาสได้เห็นความสำเร็จของนาย แต่ยังไงก็ขอให้โชคดีแล้วกัน อ่อ ส่วนสกาย ฉันตั้งโปรแกรมให้เขารีเซ็ตตัวเองแล้วหลังจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด นายไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ อย่าพยายามหาวิธีดึงความจำของสกายกลับมาเลย เพราะถ้านายรู้เรื่องนั้น ชีวิตของนายเองก็จะตกอยู่ในอันตรายไปด้วย คงไม่อยากไปอยู่เป็นเพื่อนฉันในสวรรค์ทั้งที่ยังเวอร์จิ้นแบบนี้ใช่ไหมล่ะ”

คำลงท้ายในแบบขี้เล่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเอ็ดการ์ ทำให้โธมัสถึงกับอ้าปากหวอเชื่อสนิทใจแล้วว่าข้อความนี้ส่งถึงเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น หลังจากภาพเบื้องหน้าดับวูบลงไป เสียงของสกายก็ดังขึ้นมาแทน

“สวัสดีครับ ผมชื่อสกาย ตั้งแต่วันนี้ไปผมจะคอยรับใช้คุณเพียงคนเดียวเท่านั้นครับ”

ร่างสูงใหญ่ยืนขึ้นจนเต็มความสูง พลางโค้งศีรษะให้เขาอย่างทำความเคารพเจ้านายคนใหม่ ใบหน้าหล่อเหลากับรอยยิ้มละไม ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็แทบแยกความแตกต่างระหว่างความเป็นมนุษย์กับหุ่นยนต์ไม่ออกเลยสักนิด

“ส...สวัสดี สกาย ฉันมารับนายกลับบ้านน่ะ” หนุ่มผมทองทักทายคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ก่อนจะส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสกายก็อยู่ในความดูแลของเขามาตลอดจนถึงทุกวันนี้

.

.

.

            “คุณหมายความว่าสกายถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผมอย่างนั้นหรือครับ”

            หลังจากได้ฟังเรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อ ก็ทำให้เจลิโอมองคนเล่าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม โธมัสพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะยิ้มให้อย่างจริงใจ

“ฉันคิดว่าด็อกเตอร์เอ็ดการ์ตั้งใจไว้อย่างนั้นล่ะ เขาคงรักหลานชายอย่างนายมากทีเดียวนะ”

“ท่านเจลิโอ ข้าว่าเรื่องมันฟังเหมือนนิทานมากไปหน่อยนะ จะเชื่อใจคนแบบนี้ได้จริงหรือขอรับ”

ไทก์ที่นั่งเงียบมานานเอ่ยขึ้น ถึงอย่างไรเขาก็ยังไม่ไว้ใจชายแปลกหน้าที่อ้างตัวว่าเป็นลูกศิษย์ของคนที่สร้างสกายขึ้นมาอยู่ดี

“ไม่รู้สิ นายมีเหตุผลอะไรที่จะไม่เชื่อคุณโธมัสเขาล่ะ”

คำถามของเจลิโอทำให้แมวหนุ่มอึ้งไป ดวงตาสีอำพันจึงมองไปทางเจ้าของคฤหาสน์พลางเอ่ยถามเรื่องที่ยังค้างคาใจไม่หาย

“แล้วเจ้าไม่รู้เรื่องหัวใจของท่านเจลิโอเลยหรือ ตาแก่นั่นน่าจะบอกที่ซ่อนเอาไว้ด้วยสิ เจ้ารู้แต่ไม่ยอมบอกพวกเราใช่ไหม”

ไทก์ลุกขึ้นยืน พลางมองนักวิทยาศาสตร์หนุ่มใหญ่ด้วยแววตาหาเรื่อง ใครจะหาว่าเขาพาลก็ช่าง ขอแค่รู้ว่าหัวใจของแวมไพร์หนุ่มถูกซ่อนไว้ที่ไหน เขาก็พร้อมจะตามไปเอามันคืนมาแม้ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตก็ยอม

“เอ่อ เรื่องนั้นผมไม่แน่ใจนักหรอกครับ แต่ล่าสุดที่ผมเช็คร่างกายของสกาย ก็พบว่ามีกล่องเล็กๆ ใบหนึ่งซ่อนอยู่ใต้ซี่โครงด้านซ้ายของเขา บางทีสิ่งที่พวกคุณตามหากันอาจจะถูกเก็บไว้ในนั้นก็ได้ พวกคุณจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ เพราะมันเป็นแค่ข้อสันนิษฐานของผมเท่านั้น”

“อะไรนะ!!!

แมวหนุ่มอุทานเสียงหลง ส่วนเจลิโอก็ได้แต่นิ่งงันไปกับคำตอบของโธมัส จะเป็นไปได้หรือสิ่งที่เขาตามหามาตลอด แท้จริงแล้วอยู่ใกล้ตัวเขาเพียงแค่เอื้อมมือเท่านั้น

“ผมคิดว่าสิ่งที่ด็อกเตอร์คิดน่าจะเป็นไปได้ครับ”

เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นมาจากทางหน้าประตู ทำให้ดวงตาสามคู่หันไปมองตามเสียงอย่างพร้อมเพรียง  ร่างสูงใหญ่ของสกายก้าวเข้ามาในห้องรับแขกนั้น ดวงตาสีฟ้าครามจ้องมองคนที่ถูกลักพาตัวไปเมื่อคืนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยหลากหลายอารมณ์ความรู้สึก ทั้งแปลกใจ งุนงง ดีใจ ระคนหวั่นไหว ตีกันให้วุ่นไปหมด ยิ่งเมื่อนึกถึงเรื่องที่โธมัสเล่า สกายถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเขาก็ทำให้เจลิโอสับสนไม่น้อย

“ไหนท่านเจลิโอบอกว่านายถูกโซรอสจับตัวไป แล้วทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ อย่าบอกว่าหนีออกมาน่ะ คนชั่วอย่างโซรอสไม่มีทางปล่อยให้เหยื่อหลุดรอดเงื้อมมือมาได้หรอก”

เป็นไทก์ที่ได้สติก่อน เขาเอ่ยถามเสียงเข้ม ดวงตาสีอำพันมองคนที่ถูกลักพาตัวไปกลับมาในสภาพร่างกายครบสามสิบสองอย่างน่าประหลาด คำถามของแมวหนุ่มทำให้เจลิโอมองตามด้วยแววตาสงสัย ก่อนที่ดวงตาสีฟ้าครามจะเหลือบไปเห็นรอยเลือดบนอกกว้างที่บ่งบอกให้รู้ว่าเขาต้องผ่านการต่อสู้มาบ้างไม่มากก็น้อย

“นายบาดเจ็บนี่”

เสียงอุทานอย่างตกใจของเจลิโอทำให้ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังรอยสีแดงตรงกลางอกของบอดี้การ์ดหนุ่ม ก่อนที่โธมัสจะรีบเข้าไปตรวจดูอาการหุ่นยนต์ของเขาด้วยความเป็นห่วง

“ผมไม่เป็นอะไรมากหรอกครับ อย่าห่วงเลย แค่คุณปลอดภัยก็พอแล้ว จริงสิ ด็อกเตอร์ครับที่คุณพูดมาเมื่อครู่ผมว่าเป็นไปได้นะ ลองดูสิในกล่องเล็กๆ ข้างในนี้อาจจะมีหัวใจของเจลิโอซ่อนอยู่จริงๆ ก็ได้”

สกายกล่าวแล้วสบตากับดวงตาสีฟ้าครามอย่างอ่อนหวาน พลางยกชายเสื้อของตนขึ้นเผยให้เห็นกล้ามหน้าท้องเป็นลอน ร่างแกร่งกำยำสมเป็นชายชาตรี ทำเอาเจลิโอเผลอหน้าแดงใจเต้นขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่านของตนออกไป ดวงตาสีครามมองไปยังแผลตรงกลางอกเป็นทางยาว ภายใต้ผิวหนังแบบมนุษย์นั้นกลายเป็นเหล็กเนื้อดีที่ถูกประกอบจนกลายเป็นร่างที่คล้ายคลึงกับโครงสร้างมนุษย์อย่างมาก และตรงตำแหน่งของหัวใจ กลับมีวัตถุประหลาดรูปทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ขนาดเท่ากำปั้นฝังอยู่ เมื่อได้เห็นกับตาก็ทำให้แวมไพร์หนุ่มเชื่อสนิทใจแล้วว่าสกายเป็นหุ่นยนต์จริงๆ มือเรียววางแตะลงบนรอยแยกนั้น พลันภาพเหตุการณ์มากมายก็หลั่งไหลเข้ามาในสมองของเขาราวกับสายธารที่เชี่ยวกราก และดึงให้เจลิโอจมดิ่งลงสู่ความทรงจำในอดีตที่ฝังลึกในจิตใจของเขามาเนิ่นนาน

.

.

.

            “เจ้าตัวยุ่งหายไปไหนอีกแล้วนะ”   

ในค่ำคืนที่ละอองหิมะโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า เป็นสัญญาณบอกว่าเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ร่างเพรียวบางในชุดคลุมยาวกรอมเท้ายืนกอดอกด้วยความหนาวเหน็บ เขาออกมายืนรอลูกแมวดำที่เก็บมาเลี้ยงอยู่ตรงปากทางเข้าป่านานแล้ว แต่ไม่มีวี่แววว่าไทก์จะกลับมาเสียที เจลิโอจึงตัดสินใจที่จะออกไปตามหา เพราะกลัวว่าเจ้าตัวเล็กจอมซนจะถูกคนอื่นรังแกอีก

            นับตั้งแต่ที่ครอบครัวของเขาถูกตามล่าเอาชีวิตโดยคนของเผ่าพันธุ์เดียวกันที่ต้องการแย่งชิงอำนาจและตั้งตนขึ้นเป็นใหญ่แทนบิดาของเขาที่ดำรงตำแหน่งจอมกษัตริย์เหนือเหล่าแวมไพร์ทั้งปวงอยู่ในขณะนั้น เจลิโอก็ได้แต่หลบซ่อนตัวอยู่ในป่าจนแทบลืมว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว

            สองเท้าที่ก้าวย่ำไปบนพื้นสีขาวจากการเกาะตัวกันแน่นของเกล็ดหิมะอย่างระมัดระวัง ทั้งรู้สึกตื่นตาตื่นใจไปกับภาพความเจริญรุ่งเรืองของเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยอาคารสูงมากมาย รวมถึงยวดยานพาหนะรูปร่างแปลกตาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะแบบนี้เองสินะ เจ้าลูกแมวน้อยถึงชอบออกจากป่าหนีไปเที่ยวเล่นในเมืองบ่อยๆ เจลิโอคิดในใจ เขาเดินต่อไปเรื่อยๆ ผ่านผู้คนมากมายทั้งหญิงและชายที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด ตัดกับสีขาวสะอาดตาของหิมะแรกในปีนี้ เจลิโอสนใจอยากรู้อยากเห็นทุกสิ่งจนลืมไปแล้วว่าเขาเข้ามาในเมืองเพราะเหตุผลใด

 ระหว่างที่เดินผ่านตึกร้างที่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จดี ก็พบชายคนหนึ่งกำลังถูกพวกอันธพาลรุมทำร้ายอยู่ในตรอกเล็กๆ ทีแรกเจลิโอเกือบจะเดินผ่านไปแล้วเพราะเขาไม่อยากเข้าไปข้องเกี่ยวกับใครไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือแม้แต่ปิศาจเผ่าพันธุ์อื่นก็ตาม แต่เพราะกลิ่นคาวเลือดที่โชยออกมาจากชายคนนั้นปลุกสัญชาตญาณความเป็นแวมไพร์ของเขาให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

เรือนผมสีน้ำตาลแดงกลายเป็นสีแดงเพลิงแผ่สยายเต็มแผ่นหลัง ดวงตาสีครามพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิง เขี้ยวเล็กๆ งอกออกมาอยู่ตรงมุมปาก เจลิโอวิ่งเข้าไปกลางวงล้อมของอันธพาล และทำร้ายพวกมันจนสลบ ก่อนจะดื่มเลือดจากบาดแผลแทนที่จะกัดคอเหมือนอย่างเคยเพราะไม่อยากทิ้งร่องรอยของตัวเองเอาไว้ ท่ามกลางความตกตะลึงของหนุ่มใหญ่ที่นอนเจ็บอยู่กับพื้น เมื่อดื่มเลือดคนสุดท้ายเสร็จเขาก็อิ่มพอดีจึงปล่อยคนที่ถูกทำร้ายไว้ที่นั่น

“เดี๋ยวครับ คุณแวมไพร์ เอ่อ ผมไม่รู้จะเรียกคุณว่าอะไรดี แต่ยังไงก็ขอบคุณมากที่ช่วยผม”

“รู้ว่าข้าคือปิศาจดูดเลือดแล้วยังไม่กลัวอีกงั้นรึ ข้าไม่ได้อยากช่วยเจ้า สิ่งที่ข้าต้องการคือเลือดของเจ้าพวกนั้นต่างหาก ไปซะ ถ้ายังไม่อยากเป็นอาหารมื้อต่อไปของข้า”

คำขอบคุณของชายแปลกหน้าที่อายุราวสี่สิบกว่าปีได้ ทำให้แวมไพร์หนุ่มที่คืนร่างกลับมาดังเดิมแล้วต้องรีบบอกปัดทันที น่าแปลกที่อีกฝ่ายเห็นร่างจริงของเขาแล้วกลับไม่แสดงท่าทีว่าตกใจกลัวแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับมีประกายตาที่สื่อถึงความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของมนุษย์เผยออกมาแทน

“ผมไม่กลัวหรอกครับ ถ้าคุณไม่ช่วยเอาไว้ก็คงถูกพวกมันเล่นงานจนตายอยู่ดี ตอนนี้ผมบาดเจ็บจนลุกไม่ไหว แต่ผมยังมีเรื่องสำคัญที่ทำค้างเอาไว้ คุณช่วยพาผมกลับไปที่บ้านได้ไหมครับ”

ร่างเพรียวได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะน้อยๆ กับความไม่กลัวตายของคนตรงหน้า เขาย่อตัวลงมองดูบาดแผลฉกรรจ์ตามเนื้อตัวของอีกฝ่าย และดูท่าทางว่าอวัยวะภายในบางส่วนอาจจะบอบช้ำไปด้วย นึกลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยอมช่วยพาคนเจ็บกลับไปส่งที่บ้าน

เจลิโอประคองร่างของชายแปลกหน้าที่ตัวใหญ่กว่าเขาเล็กน้อยขึ้นมาจากพื้น หลังจากที่เขาท่องคาถาบางอย่างก็มีปีกสีดำขนาดใหญ่งอกออกมาจากแผ่นหลังบอบบางนั้น คนเจ็บเบิกตาโพลงอย่างตกใจกับภาพที่ได้เห็น แวมไพร์หนุ่มขยับปีกเล็กน้อยราวกับอุ่นเครื่อง ทำให้ขนนกสีดำบางส่วนปลิดปลิวไปในอากาศ และมีอันหนึ่งที่ปลิวมายังมือใหญ่ สัมผัสอ่อนนุ่มที่ทำให้รู้ว่าเป็นของจริงไม่ใช่วัสดุที่สังเคราะห์ขึ้นมาเหมือนอย่างในการแสดงมายากลอย่างที่เคยดูมาก่อน ยังไม่ทันหายตะลึงก็ต้องเบิกตากว้างขึ้นอีกหลายเท่า เมื่อร่างของเขาลอยขึ้นจากพื้น สายลมแรงที่พัดมาทะปะผิวกาย บ่งบอกให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝัน ร่างเพรียวบางนั้นพาเขาเหาะขึ้นมากลางอากาศอย่างรวดเร็วชนิดที่ว่าแค่กะพริบตาก็มาถึงจุดหมายที่เพิ่งบอกอีกฝ่ายไปโดยสวัสดิภาพ บ้านหลังน้อยปรากฏขึ้นในสายตาแวมไพร์หนุ่ม เขาลดความเร็วก่อนจะร่อนลงแตะพื้นเหมือนกับล้อเครื่องบินที่แตะลงบนรันเวย์อย่างมั่นคง

“เอ้า ถึงแล้วบ้านของเจ้า เข้าไปข้างในสิ มัวยืนทำอะไรอยู่อีกล่ะ” เจลิโอเอ่ยขึ้นพลางยืนมองคนเจ็บทำท่าอิดออดไม่ยอมเข้าไปภายในสักที จึงอดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้

“คือ อากาศข้างนอกนี่มันก็หนาว คุณอยากเข้ามาดื่มกาแฟก่อนไหมครับ”

คำเชื้อเชิญที่ฟังดูงี่เง่าที่สุดแต่กลับเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะขบขันให้กับแวมไพร์หนุ่มได้อย่างไม่น่าเชื่อ รู้ทั้งรู้ว่าเขาเป็นแวมไพร์ เลือดมนุษย์อุ่นๆ ยังคงหลงเหลือรสชาติหวานละมุนอยู่ในปาก เครื่องดื่มอะไรนั่นไม่จำเป็นสำหรับเขาเลยสักนิด ทว่า เจลิโอกลับรู้สึกถูกชะตากับชายผู้นั้นอย่างประหลาด

“ฮ่าๆ กาแฟอะไรนั่น อร่อยกว่าเลือดของเจ้าไหม”

คำถามของหนุ่มหน้าหวานทำให้คนเจ็บทำหน้าเหมือนนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเป็นแวมไพร์ที่มีชีวิตอยู่ได้โดยการดื่มเลือดมนุษย์ รอยยิ้มกว้างและเสียงหัวเราะก้องกังวานใส ทำให้คนมองเผลอยิ้มตามไปโดยไม่รู้ตัว

“ผมไม่แน่ใจว่าอันไหนอร่อยกว่า แต่คุณจะลองชิมดูทั้งสองอย่างก่อนก็ได้นะ เชิญเข้ามาข้างในสิครับ”

หนุ่มใหญ่เจ้าของบ้านผายมือเชื้อเชิญแขกให้เข้าไปภายในด้วยท่าทางเป็นมิตร เจลิโอไม่รู้สึกระแวงอีกฝ่ายแต่อย่างใด ราวกับรับรู้ได้ว่าคนที่เขาเพิ่งช่วยชีวิตมานั้นไม่ได้ต้องการทำร้ายเขา ร่างเพรียวบางเดินนำเข้าไปก่อน แต่แล้วก็ต้องร้องว้าวกับภาพที่ได้เห็น เครื่องไม้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยต่างๆ ภายในตัวบ้านทำให้แวมไพร์หนุ่มที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่ามานานอดตื่นเต้นไม่ได้ ท่าทางเหมือนเด็กๆ ที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ทำให้ผู้เป็นเจ้าของบ้านนึกเอ็นดูแวมไพร์หนุ่มหน้าใสไม่น้อย

“ผมชื่อเอ็ดการ์ คุณล่ะชื่ออะไร เอ่อ ท่าทางคุณดูอายุน้อยกว่าผมอีกนะ แทบจะเป็นลูกชายได้เลยมั้ง”

คนเจ็บค่อยๆ โขยกเขยกกายเข้ามาในบ้าน เขาเดินเข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำก่อนจะแนะนำตัวกับอีกฝ่าย เจลิโอตอบโดยไม่ได้หันมามอง ดวงตาสีฟ้าครามยังคงจับจ้องมองไปยังอุปกรณ์แปลกตาที่วางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด

“ข้าชื่อเจลิโอ ถึงภายนอกข้าจะยังดูเหมือนเด็กกว่าเจ้า แต่อายุของข้าปีนี้คงมากกว่าปู่ทวดของปู่ทวดเจ้าได้แล้ว”

แวมไพร์หนุ่มเบนสายตามองไปยังภาพของชายสูงวัยที่ติดอยู่บนผนัง เขาเดาเอาว่าคนในภาพคงจะเป็นบรรพบุรุษของชายคนนี้

“จริงหรือ แล้วที่ผ่านมาคุณอาศัยอยู่ที่ไหนล่ะ ในสุสานร้างนอกเมืองหรือว่าถ้ำค้างคาวบนภูเขาล่ะ”

เจ้าของบ้านเดินหายเข้าไปในครัวพักหนึ่ง ก่อนจะออกมาพร้อมกับถ้วยกาแฟที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นสองถ้วย เขายื่นให้ผู้มาเยือนถ้วยหนึ่ง ก่อนจะยกอีกถ้วยขึ้นจิบพลางเอ่ยถามอย่างสงสัย แวมไพร์หนุ่มสั่นหน้าก่อนจะบอกว่าเขาอาศัยอยู่ในป่ามานานนับศตวรรษแล้ว พลางเล่าเรื่องที่ครอบครัวของเขาถูกตามล่าเอาชีวิตให้อีกฝ่ายฟัง เอ็ดการ์เลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจไม่น้อยกับเรื่องที่ได้ยิน เขาเคยรู้มาว่าพวกแวมไพร์มักจะถูกล่าโดยนักล่าแวมไพร์ แต่ไม่คิดว่าพวกเขาก็สามารถห้ำหั่นกันเองเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ไม่ต่างไปจากมนุษย์ที่ทำสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพื่อให้พรรคพวกของตนเองมีอำนาจอยู่เหนือกว่าคนอื่นเลยสักนิด

“กาแฟนี่ รสชาติแปลกดี ข้าไม่เคยดื่มมาก่อนเลย แต่ถึงยังไงก็อร่อยสู้เลือดมนุษย์ไม่ได้อยู่ดีละนะ จริงสิเแผลของเจ้าคงอีกนานกว่าจะหาย ข้าจะช่วยรักษาให้ตอบแทนที่ทำให้ข้าได้ดื่มเลือดมนุษย์จนเต็มที่ในคืนนี้ก็แล้วกัน”

เจลิโอกล่าวพลางวางถ้วยกาแฟในมือลงบนโต๊ะ ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปใกล้หนุ่มใหญ่เจ้าของบ้าน เขาหลับตาท่องคาถาบางอย่างก่อนจะวางมือลงบนแผลที่ยังมีเลือดไหลซึมออกมาเป็นระยะ ไม่นานบาดแผลนั้นก็ค่อยๆ ปิดสนิทและเลือนหายไปไม่เหลือทิ้งไว้แม้แต่แผลเป็น สร้างความฉงนสนเท่ห์ให้คนเจ็บเป็นอย่างมาก

“คุณทำได้ยังไงน่ะ”

“ง่ายๆ ก็แค่ใช้เวทย์รักษาอาการบาดเจ็บน่ะ ถึงบอกไป มนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างเจ้าคงไม่เข้าใจสินะ ช่างเถอะๆ ข้าว่าข้ากลับดีกว่า ถ้ารอให้ดวงตะวันโผล่ขึ้นฟ้ามาเมื่อไหร่ ข้าคงต้องใช้พลังงานเพิ่มอีกเยอะ”

แวมไพร์หนุ่มยักไหล่น้อยๆ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ ก่อนจะเหลือบไปเห็นแสงอาทิตย์เรืองรองที่ตรงขอบฟ้า จึงเอ่ยขอตัวเพราะไม่อยากอยู่ที่นี่นานเกินไปโดยไม่จำเป็น

“กลับไปแล้ว คุณก็ต้องอยู่ตัวคนเดียวอีกน่ะสิ ถ้าอย่างนั้นมาอยู่ที่นี่ด้วยกันไหมล่ะ ผมจะได้พาคุณไปเห็นความเปลี่ยนแปลงของโลก รับรองว่าน่าสนใจกว่าข้าวของในบ้านผมแน่นอน”

เมื่อรู้ว่าอุปกรณ์ต่างๆ ในบ้านของเขาเรียกความสนใจของเจลิโอได้ไม่น้อย ความอยากรู้อยากเห็นของแวมไพร์หนุ่มทำให้เอ็ดการ์รู้สึกเอ็นดูเป็นพิเศษ จึงชวนให้มาอยู่ด้วยกันแต่เจลิโอรีบปฏิเสธ เขาไม่อยากผูกพันกับใครเพราะไม่อยากต้องสูญเสียใครอีก

“ไม่ล่ะ ข้าชอบอยู่คนเดียวมากกว่า อีกอย่างเกิดวันไหนหิวขึ้นมาข้าอาจจะควบคุมตัวเองไม่ได้ และเผลอดูดเลือดเจ้าจนหมดตัวนะ ไม่กลัวหรือไง”

เมื่อถูกคะยั้นคะยอหนักเข้าเจลิโอจึงยอมบอกความจริงว่าตัวเองเป็นแวมไพร์ไม่สามารถอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้ และหากวันไหนที่เขาควบคุมตัวเองไม่ได้เหมือนคราวที่แล้ว เอ็ดการ์อาจจะกลายเป็นอาหารของเขาก็ได้

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก ผมเคยเป็นหมอมาก่อน ต่อให้คุณกินจุมากแค่ไหน ผมก็หาเลือดสำรองให้ได้แบบไม่จำกัดอยู่แล้ว ว่าไงสนใจแล้วละสิ”

แต่ถึงกระนั้นคนชวนก็ยังไม่ละความพยายาม ที่จริงนอกจากถูกชะตากับชายหนุ่มหน้าหวานแล้ว เอ็ดการ์ยังมีความสงสัยตามสไตล์นักวิทยาศาสตร์อยู่ด้วย เขาอยากรู้ว่าแวมไพร์ตัวจริงเป็นอย่างไร จะเหมือนหรือแตกต่างจากที่เคยได้ยินในนิทานปรัมปรามากแค่ไหน

คำว่า เลือดที่ไม่จำกัดปริมาณ ทำให้เจลิโอตาลุกวาว เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปากตนเองพลางคิดลังเลอยู่ชั่วครู่ เมื่อคำนวณดูแล้วการอยู่กับเอ็ดการ์ไม่มีอะไรเสียหาย ตัวเขามีแต่ได้กับได้เท่านั้นจึงยอมอยู่ด้วยในฐานะหลานชาย ซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมตกลงอย่างยินดี

ตามที่เอ็ดการ์บอกไว้ เขาเคยเป็นศัลยแพทย์มือหนึ่งที่เก่งกาจชนิดหาตัวจับยาก แต่เจ้าตัวกลับให้ความสนใจกับการทดลองสร้างมนุษย์เทียมหรือที่รู้จักกันในชื่อว่าหุ่นยนต์แอนดรอยด์ จึงรับข้อเสนอของทางกองทัพทำการทดลองสร้างหุ่นยนต์สำหรับเอาไว้ใช้แทนมนุษย์ในสนามรบ โดยใช้เวลาในแต่ละวันหมดไปกับการวิจัยการทดลอง และการพาหลานชายกำมะลอของเขาท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ

ทุกวันของเจลิโอจึงเต็มไปด้วยความสุขจนแทบลืมไปแล้วว่าอายุขัยของมนุษย์ช่างสั้นนัก ต่างจากแวมไพร์อย่างเขาที่มีชีวิตยืนยาวเป็นอมตะ เมื่อใดก็ตามที่ถูกตอกด้วยหมุดเงินตรงกลางดวงใจ หรือถูกแสงแดดร้อนแรงแผดเผาติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เมื่อนั้นชีวิตอันเป็นนิรันดร์ของเขาจึงจะกาลอวสานลงในที่สุด

หลายปีต่อมาเมื่อเอ็ดการ์เริ่มแก่ตัวลง เขากลัวว่าเจลิโอจะต้องอยู่ตัวคนเดียวอีกเหมือนที่ผ่านมาจึงทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจจนสามารถประดิษฐ์หุ่นยนต์แอนดรอยด์ตัวแรกได้สำเร็จ มีรูปลักษณ์ต่างๆ เหมือนมนุษย์ทุกประการ และตั้งชื่อว่าสกาย โดยเป็นหุ่นยนต์เพศชายที่มีอายุมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอกของเจลิโอราวห้าปี สกายเหมือนสิ่งที่เข้ามาช่วยเติมเต็มชีวิตของเจลิโอมากขึ้นเช่นในเวลาที่เอ็ดการ์ต้องไปทำงานข้างนอก หรือเวลาที่เอ็ดการ์มัวแต่ขลุกอยู่กับงานวิจัยของเขาในห้องทดลองชั้นใต้ดิน เนื่องจากสกายเป็นหุ่นยนต์ต้นแบบจึงมีความสามารถพิเศษในการซ่อมแซมตัวเอง สามารถประมวลความคิดของตัวเองได้ และกินอาหารได้เหมือนมนุษย์ทั่วไปโดยนำสารอาหารไปใช้เป็นพลังงานแทนการชาร์จแบตเตอรี่เหมือนพวกหุ่นยนต์ทั่วไป

ขณะเดียวกัน ไทก์ที่เติบโตขึ้นจนกลายเป็นแมวหนุ่มวัยรุ่นที่รักอิสระและการผจญภัยเป็นที่สุด ก็แวะเวียนมาหาเจลิโอหลังจากเที่ยวตามหาไปทั่วจนพบว่าแวมไพร์หนุ่มออกจากป่าแล้วมาอยู่กับมนุษย์ที่บ้านหลังนี้ เขาได้แต่สงสัยว่าทำไมเจลิโอถึงได้อยู่กับมนุษย์ทั้งที่เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้พวกมนุษย์ที่เป็นนักล่าแวมไพร์ทำให้เผ่าพันธุ์แวมไพร์ต้องสูญสิ้นไปหมดแล้ว แต่เจลิโอบอกว่าเอ็ดการ์เป็นคนดีไม่เหมือนพวกมนุษย์คนอื่นๆ จึงไม่กลัว ส่วนไทก์นั้นไม่เคยเชื่อใจมนุษย์คนไหนเลยจึงเพียงแค่แวะมาทักทายแล้วก็จากไปเท่านั้น

“นี่สกาย วันนี้พวกเราออกไปเดินเล่นที่ในเมืองกันไหม อยู่แต่ในบ้านแบบนี้น่าเบื่อชะมัดเลย”

เสียงหวานเอ่ยขึ้นระหว่างที่กำลังคั้นน้ำผลไม้สดเตรียมเอาไว้ให้ลุงกำมะลอของเขาดื่มหลังอาหารมื้อเช้า หุ่นยนต์หนุ่มที่กำลังก้มๆ เงยๆ ซ่อมอ่างล้างจานอยู่ หันกลับมามองเจ้าของเสียง ก่อนจะยิ้มกว้างแล้วตอบคำถามโดยไม่ต้องคิด

“ได้สิครับ คุณอยากไปไหนผมก็พร้อมจะไปด้วยอยู่แล้วล่ะ”

“จริงเหรอสกาย ฉันรักนายที่สุดเลย อ้อ อย่าให้คุณลุงรู้เรื่องนี้นะ ไม่อย่างนั้นต้องโดนบ่นอีกแน่ๆ”

เจลิโอได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างยินดี เขาวางแก้วน้ำส้มคั้นที่เพิ่งทำเสร็จเรียบร้อยแช่ไว้ในตู้เย็น แล้วหันมาโผเข้ากอดร่างใหญ่ที่อ้าแขนรับร่างเพรียวบางเข้าไปซุกอกกว้างอย่างเต็มใจ ก่อนที่คนตัวเล็กกว่าจะหันมองซ้ายขวาพลางทำท่าจุ๊ปากอย่างต้องการให้เรื่องนี้เป็นความลับระหว่างคนทั้งสอง สกายทำท่าเลียนแบบตามแวมไพร์หนุ่มก่อนที่ทั้งคู่จะส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างร่าเริง ทำให้ร่างของชายวัยกลางคนที่ยืนแอบฟังอยู่หลังกำแพงได้แต่อมยิ้ม แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่หลานชายหน้าหวานของเขาพูด แล้วเดินกลับเข้าห้องของตัวเองไป

ภายในย่านการค้าที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าในช่วงต้นเดือนพลอยทำให้บรรยากาศโดยรอบแลดูคึกคัก เสียงเรียกลูกค้าดังสลับกับเสียงเพลงที่เปิดดังมาจากห้างร้านต่างๆ เรียกความสนใจของแวมไพร์หนุ่มได้มากทีเดียว

“นั่นคืออะไรน่ะ สกายนายรู้จักไหม”

เจลิโอชี้ชวนให้คนข้างกายดูโน่นนี่อย่างตื่นเต้นราวกับเป็นเด็กเล็กๆ ที่ผู้ปกครองพามาเที่ยว ส่วนสกายก็ทำหน้าที่หาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ตามความสนใจของแวมไพร์หนุ่ม ทั้งคู่เดินเล่นอยู่ในบริเวณนั้นเกือบครึ่งวัน เจลิโอได้เสื้อผ้าชุดใหม่มาสองสามชุด เขาเลือกเสื้อหนังกับกางเกงแบบเดียวกันให้กับหุ่นยนต์หนุ่มหลังจากเห็นภาพโปสเตอร์โฆษณาที่ติดอยู่บนกระจกหน้าร้านขายจักรยานยนต์ ก่อนจะชมเปาะว่าสกายดูดีไปหมดไม่ว่าจะอยู่ในชุดไหน และเลือกชุดทำงานอีกสองชุดให้กับเอ็ดการ์ เจ้าของเงินทุนในกระเป๋าที่แวมไพร์หนุ่มแอบหยิบออกมาด้วยโดยที่เจ้าของไม่รู้ เผื่อใช้เป็นข้ออ้างหากถูกจับได้ตอนที่กลับไปถึงบ้านแล้ว

“คุณครับๆ ขอเวลาสักนิดได้ไหม”

เสียงของใครบางคนดังขึ้น ทำให้เจลิโอและสกายหันไปมอง ก็พบชายคนหนึ่งในชุดเสื้อยืดและกางเกงยีนแบบเซอร์ มีกล้องถ่ายรูปตัวใหญ่ห้อยคอเอาไว้

“มีอะไรหรือครับ”

เมื่อใบหน้าหวานที่แลดูโดดเด่นเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายหันกลับมา ก็ทำให้ช่างภาพหนุ่มตกตะลึงไม่น้อย เขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นหญิงสาวที่มาเดตกับแฟนหนุ่มเสียอีก เมื่อได้รู้ว่าคนที่สนใจเป็นชายหนุ่มหน้าสวย และคนที่เดินอยู่ข้างกันนั้นคงเป็นแค่เพื่อนสนิท ก็เผลอส่งยิ้มหวานให้พลางเอ่ยขึ้นด้วยเสียงนุ่ม

“คุณเป็นผู้ชายที่สวยที่สุดที่ผมเคยเจอมาเลย ถ้าไม่รังเกียจผมขอถ่ายรูปของคุณไว้ได้ไหมครับ”

“ถ่ายรูปผม? เอาไปทำอะไรหรือครับ”

หนุ่มหน้าสวยทำท่าเอียงคอถามกลับไปด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้ กิริยาของคนตรงหน้าทำให้ช่างภาพหนุ่มใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นกันนะ เขาไม่เคยมีปฏิกิริยาแบบนี้กับคนที่เป็นเพศเดียวกันมาก่อนเลย

“ผมเป็นช่างภาพฝึกหัดครับ กำลังจะส่งรูปไปประกวดในหัวข้อนางฟ้า และคุณก็ตรงกับอิมเมจที่ผมนึกไว้ไม่มีผิดเลย ผมอยากถ่ายรูปของคุณเก็บเอาไว้ได้ไหมครับ”

“ไม่ได้ครับ คุณเจลิโอ อย่าไปคุยกับคนแปลกหน้าแบบนั้นสิครับ ด็อกเตอร์บอกตั้งหลายครั้งแล้วไม่ใช่เหรอ”

สกายเห็นว่ามีชายหนุ่มอีกคนเข้ามาทำตีสนิทกับเจ้านายของตนก็รู้สึกไม่พอใจ จึงรีบพูดกันท่าเอาไว้พลางหันไปตำหนิคนตัวเล็กที่ดูจะสนใจเรื่องราวทุกอย่างรอบตัวมากจนลืมระวังความปลอดภัยของตนเอง เจลิโอทำหน้ายู่แก้มป่องเหมือนเด็กที่ถูกขัดใจ พลางบ่นอีกฝ่ายที่ชอบทำตัวเป็นผู้ปกครองคนที่สองของเขาเหมือนอย่างเอ็ดการ์ไม่มีผิด

“เลิกดุสักทีได้ไหมสกาย ฉันไม่ได้เข้าไปคุยกับเขาก่อนนี่ เจ้าหมอนั่นเป็นคนทักก่อนนะ”

“ใครจะทักก่อนก็ไม่สำคัญหรอกครับ คุณน่ะระวังตัวให้มากกว่านี้หน่อยสิ เดี๋ยวคนอื่นก็รู้หรอกว่าเป็นวะ...”

หุ่นยนต์หนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ พลางเอ่ยขึ้นอย่างลืมตัว ดีว่ามือเรียวยกขึ้นมาปิดริมฝีปากหนาเอาไว้ได้ทัน ก่อนที่คำว่าแวมไพร์จะหลุดออกมาจากปากของสกายอย่างไม่ตั้งใจ

“เฮ้! สกาย หุบปากเดี๋ยวนี้นะ ความลับของฉันจะถูกเปิดโปงก็เพราะหุ่นยนต์ปากพล่อยอย่างนายนี่แหละ เย็นมากแล้วเดี๋ยวคุณลุงออกมาจากห้องทำงานแล้วไม่เจอใครต้องรู้แน่ว่าพวกเราหนีมาเที่ยวแล้วไม่ชวน ไปได้แล้ว เร็วเข้าสิ”

เจลิโอเหลือบมองปฏิกิริยาของช่างภาพหนุ่มเล็กน้อย เขาไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะรู้เรื่องที่เขาคุยกับสกายหรือไม่ จึงรีบลากแขนคนตัวโตที่หอบหิ้วถุงพะรุงพะรังเต็มสองมือเดินจากไปทันที ทิ้งให้ช่างภาพหนุ่มยืนอึ้งอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะยกกล้องขึ้นมาเก็บภาพใบหน้าด้านข้างของหนุ่มหน้าสวยที่กำลังยิ้มแย้มให้กับชายหนุ่มหน้าหล่อข้างกายได้ทันพอดี

แวมไพร์หนุ่มไม่รู้เลยว่าภาพของเขาถูกนำไปวางขายในแกลอรี่แห่งหนึ่งกลางใจเมือง แต่เพราะช่างภาพคนนั้นยังไม่ดังพอ จึงทำให้รูปของเจลิโอที่ถูกถ่ายเอาไว้นั้นไม่เป็นที่สนใจมากนัก ทว่า ภาพของเขากลับอยู่ในความสนใจของเอเลส อีกาหนุ่มข้ารับใช้คนสนิทของโซรอส จอมเวทย์ผู้ที่โด่งดังในด้านไสยศาสตร์และมนตร์ดำที่แม้แต่พวกปิศาจยังต้องยอมสยบแทบเท้ามาแล้วนักต่อนัก

หลังจากที่เฝ้าตามหาแวมไพร์สายเลือดแท้เพื่อโซรอสมาตลอด ในที่สุดเอเลสก็พบว่าเจลิโอคือแวมไพร์สายเลือดแท้ตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ เขาตามสืบอยู่นานจนรู้ว่าเจลิโออาศัยอยู่กับเอ็ดการ์ซึ่งเป็นมนุษย์ จึงรีบไปบอกผู้เป็นนายทันที

“เจ้าแน่ใจหรือว่าเด็กนั่นคือแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ที่เหลืออยู่”

จอมเวทย์หนุ่มที่มีอายุราวสามสิบปีนั่งอยู่บนบัลลังก์กลางโถงคฤหาสน์ได้ฟังคำบอกเล่าก็ขมวดคิ้วอย่างสงสัย ในเมื่อเขาเคยปลอมตัวเป็นพวกนักล่าแวมไพร์ แต่กลับไม่พบว่ามีแวมไพร์สายเลือดแท้หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่ตนเดียว เลือดที่ได้จากหัวใจของแวมไพร์เลือดผสมเพิ่มพลังให้เขาได้ก็จริง แต่ไม่ได้ทำให้มีชีวิตยืนยาวเป็นอมตะอย่างที่ฝันไว้ แล้วแวมไพร์หนุ่มตนนั้นหายไปอยู่ไหนมา เขาถึงหาไม่พบทั้งที่แทบจะพลิกแผ่นดินตามล่าแล้วแท้ๆ

 “แน่ใจขอรับ ข้าได้ยินว่าเจ้าปิศาจดูดเลือดพวกนั้นเข่นฆ่ากันเอง จนพวกที่เป็นสายเลือดแท้ถูกกำจัด เหลือแต่พวกเลือดผสมที่เคยเป็นมนุษย์มาก่อน อีกอย่างพวกแวมไพร์ชั้นปลายแถวก็สูญสิ้นไปหมดแล้วตั้งแต่ตอนที่ท่านเป็นหัวหน้ากลุ่มนักล่าแวมไพร์ เหลือแค่เขาเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้ และอาศัยอยู่ในป่ามาตลอด เพิ่งจะออกมาอยู่ร่วมกับมนุษย์นั่นได้แค่ไม่กี่ปีขอรับ”

เอเลสจึงต้องอธิบายยืดยาวตามข่าวที่ได้รู้มา โซรอสพยักหน้าช้าๆ พลางใช้ความคิด ก่อนจะออกคำสั่งให้เขารีบส่งพวกสมุนไปดักทำร้ายเจลิโอเพื่อจะเอาตัวกลับไปที่บ้านของเขา แต่ไม่ว่าจะใช้ปิศาจตัวใดหรือตุ๊กตาที่สร้างจากพลังเวทย์แบบไหนก็ไม่สามารถทำอันตรายเจลิโอได้เลย สร้างความไม่พอใจให้กับจอมเวทย์หนุ่มเป็นอย่างมาก

เมื่อถูกรุกรานความสงบหนักเข้า เจลิโอก็บอกกับเอ็ดการ์ว่าเขาคงต้องไปจากที่นี่แล้วเพราะไม่อยากให้เอ็ดการ์ต้องมารับเคราะห์ไปด้วย พร้อมกับเปรยว่าหากไม่ใช่เพราะหัวใจของเขาก็คงไม่ต้องถูกตามล่าอย่างนี้ และนั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์วัยกลางคนคิดค้นวิธีการที่จะนำหัวใจดวงนั้นออกมาร่างของแวมไพร์หนุ่ม และซ่อนมันไว้ในที่ที่คิดว่าไม่มีใครหาพบ

เวลาเดียวกัน ณ อีกมุมหนึ่งของเมือง ในที่สุดโซรอสก็ตัดสินใจว่าจะลงมือเอง ข่าวการตามล่าแวมไพร์ตัวสุดท้ายของโซรอสเลื่องลือไปทั่วในหมู่ปิศาจ แม้แต่ไทก์ก็ยังรู้ข่าวนี้เขาจึงรีบมาเพื่อเตือนให้เจลิโอระวังตัว แต่ก็พบว่าเจลิโอไม่ได้อยู่ที่บ้าน จึงรีบออกตามหาไปทั่วด้วยความเป็นห่วงผู้มีพระคุณของเขา

ร่างเพรียวกางปีกออกแล้วโผบินขึ้นในอากาศโดยมีจุดหมายคือสวนสาธารณะกลางเมืองตามที่ได้รับจดหมายลึกลับที่ส่งมา ข้อความในจดหมายบอกว่าโซรอสจับตัวเอ็ดการ์เอาไว้แล้ว ถ้าไม่อยากให้เอ็ดการ์ถูกทำร้ายก็มาเอาตัวคืนไป เจลิโอไม่ได้เอะใจสักนิดเพราะบังเอิญวันนั้นเอ็ดการ์พาสกายไปโชว์ตัวในฐานะผลงานหุ่นยนต์ต้นแบบที่อีกเมืองพอดี จึงทำให้เขาเชื่อสนิทว่าเอ็ดการ์ถูกจับตัวไประหว่างทางกลับบ้านแน่นอน

เมื่อมาถึงสวนสาธารณะซึ่งเป็นจุดนัดหมายก็พบว่าถูกหลอก โซรอสใช้เวทมนต์คาถาที่โจมตีใส่เจลิโอทันทีเพื่อทดสอบความสามารถของอีกฝ่าย แต่ความแข็งแกร่งที่ได้รับพลังจากหัวใจอันแสนพิเศษนั้นทำให้เจลิโอหนีพ้นจากโซรอสได้แม้ว่าจะบาดเจ็บสาหัสและใช้พลังไปจนแทบหมด และทำให้โซรอสบาดเจ็บเช่นกัน เจลิโอหนีซมซานกลับมาที่บ้าน และพบว่าเอ็ดการ์กับสกายปลอดภัยดีจึงหมดห่วงก่อนจะสลบไป

.

.

.

ภาพต่างๆ ที่ไหลบ่าเข้าสู่สมอง ทำให้แวมไพร์หนุ่มนึกเรื่องทั้งหมดออกทันที เขาจำได้แล้วว่าเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเอ็ดการ์ และสกายอย่างไรภายในบ้านหลังน้อยอันแสนอบอุ่นนั้น รวมถึงเหตุผลที่เขาต่อสู้กับจอมเวทย์มืดอย่างเอาเป็นเอาตายจนกระทั่งบาดเจ็บสาหัสเหมือนอย่างภาพที่เคยเห็นในความฝันนั่นด้วย หยดน้ำใสๆ ไหลรินลงมาจากดวงตาคู่งามเมื่อนึกถึงเอ็ดการ์ที่เคยดูแลเขาด้วยความรักและห่วงใยอย่างใกล้ชิดราวกับเป็นพ่อบังเกิดเกล้าก็มิปาน

 “ข้าไม่เข้าใจความคิดตาแก่นั่นเลย ถ้าท่านเจลิโอมีหัวใจก็จะมีพลังมากพอจะต่อกรกับจอมเวทย์นั่นได้อยู่แล้วทำไมต้องเอาหัวใจของท่านเจลิโอออกมาแล้วใส่ไว้ในตัวเจ้าหุ่นกระป๋องนี่ด้วย”

แมวหนุ่มออกความเห็นเป็นคนแรก ทำให้ทุกคนมองมายังเขาแล้วพยักหน้าพร้อมกันอย่างเห็นด้วยกับความคิดนั้น

“ถ้าอย่างนั้นช่วยผ่าตัดเอาหัวใจของผมกลับคืนมาอย่างเดิมได้ไหมครับ”

จู่ๆ เจลิโอก็โพล่งออกมา ทำให้สามหนุ่มต่างเผ่าพันธุ์หันมามองใบหน้าหวานก่อนจะประสานเสียงขึ้นมาพร้อมกัน

“ไม่มีทาง / อย่าเลยครับ / นั่นสินะ”

สามความเห็นที่แตกต่าง ทำให้แวมไพร์หนุ่มเริ่มสับสน ก็เมื่อครู่ทุกคนยังเห็นด้วยกับความคิดของไทก์อยู่เลย แต่ทำไมพอเขาจะขอหัวใจคืนกลับมีความคิดที่แตกแยกเช่นนี้

“ถ้าทำแบบนั้นก็เสียความตั้งใจของด็อกเตอร์สิครับ ผมว่าเขาทำไปก็เพื่อความปลอดภัยของคุณนะ”

โธมัสยกอาจารย์ของตนมาเป็นข้ออ้าง ถึงเขาจะไม่รู้เรื่องของคนที่ชื่อว่าโซรอส หรือจอมเวทย์อะไรนั่น แต่ก็พอจะรู้ถึงเจตนารมย์ของเอ็ดการ์ดีว่าทุกอย่างที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว คือทางเลือกที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดเสมอ

“แต่หัวใจนั่นเป็นของท่านนี่ จะเอาไปให้คนอื่นได้ยังไง”

ไทก์รีบแย้งทันที ไม่ใช่แค่หัวใจแวมไพร์ที่มีพลังพิเศษอะไรนั่นที่เจลิโอควรทวงคืนมาจากสกาย แต่รวมถึงความรู้สึกดีๆ ที่กำลังเบ่งบานในหัวใจดวงนี้ด้วย เขาไม่อยากยกให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น ดวงตาสีอำพันเหลือบมองหน้าหุ่นยนต์หนุ่มแวบหนึ่งก่อนจะสะบัดหน้าไปอีกทาง

“แต่สิ่งที่โซรอสต้องการคือหัวใจที่มีเลือดในกายของคุณหล่อเลี้ยง ตราบใดที่หัวใจดวงนี้ยังอยู่กับผม คุณก็จะปลอดภัย แค่รู้ว่าสิ่งที่ตามหาอยู่ที่ไหนก็พอแล้วไม่ใช่หรือครับ”

คำพูดของสกายทำให้คนที่เพิ่งแย้งเมื่อครู่ได้ฟังและรู้สึกคล้อยตามไปด้วย ไทก์ลืมนึกถึงความเป็นจริงข้อนี้ไปเสียสนิท ก่อนจะหันมาทำหน้าพยักเพยิดอย่างเห็นด้วยอีกคน แต่เจ้าของหัวใจตัวจริงกลับยังมีท่าทีลังเลเหมือนตัดสินใจไม่ถูก

..............................................................................................................................................

LovePenguin Talks:

            สวัสดีค่ะคุณผู้อ่าน นิยายเรื่องนี้ดำเนินมาถึงตอนที่กำลังเข้มข้นแล้วสิ เจลิโอจะได้หัวใจกลับคืนไปหรือเปล่า  เรื่องราวจะลงเอยอย่างไร ติดตามอ่านตอนต่อไปได้ใน รัตติกาลนิรันดร์ (Endless Night)” ฉบับพ็อกเก็ตบุ๊ก นะคะ
 

            อย่างไรก็ตามต้องขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่เข้ามาอ่าน และคอมเม้นท์เป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนมาโดยตลอดด้วยนะคะ ต่อไปก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอยแล้วค่ะ สำหรับกิจกรรมร่วมสนุกตอบคำถามกับท่านเจลิโอ! กำลังลุ้นกันอยู่ใช่ไหมว่าใครจะเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลหนังสือนิยายเรื่องนี้ไปอ่านฟรีๆ ถึงบ้านเลย พร้อมแล้วไปดูเฉลยคำตอบพร้อมรายชื่อผู้ได้รับรางวัลกันเลยค่ะ

เฉลยคำถาม (อธิบาย พร้อมระบุชื่อตอนที่ปรากฏในเรื่อง)

1. ไทก์กับเจลิโอรู้จักกันครั้งแรกได้ยังไง

          ตอนที่ 6 : ลูกแมวหลงทาง

เมื่อไทก์ยังอยู่ในวัยเด็ก ครอบครัวของเขาถูกมนุษย์ทำร้าย ไทก์หนีเข้ามาในป่าเพียงคนเดียว แต่กลับพลัดตกลงไปในหลุมดักสัตว์จนเกือบจะถูกสิงโตกินเป็นอาหาร เจลิโอผ่านมาเห็นพอดีจึงช่วยเอาไว้ได้ทัน

2. โซรอสต้องการหัวใจของเจลิโอไปเพื่ออะไร

          ตอนที่ 10 : พันธสัญญาชีวิต

            โซรอสเชื่อว่า ใครก็ตามที่ได้ดื่มเลือดจากหัวใจแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ จะมีชีวิตเป็นอมตะ เขาสืบจนรู้ว่าเจลิโอคือแวมไพร์สายเลือดแท้ตนสุดท้าย จึงต้องการหัวใจของเจลิโอ เพื่อจะได้อยู่กับเอเลสตลอดไป

3. ใครคือคนที่ส่งให้สกายมาอยู่กับเจลิโอ และมีจุดประสงค์เพื่ออะไร

          ตอนที่ 18 : ตามหาหัวใจที่หายไป

            โธมัส ส่งสกายมาเป็นบอดี้การ์ดของเจลิโอ เพื่อสืบดูว่า เจแอล คือ คนเดียวกับ เจลิโอ หลานชายของเอ็ดการ์ ผู้เป็นอาจารย์ของเขาที่เสียชีวิตไปเมื่อ 20 ปีก่อนหรือไม่

4. หัวใจของเจลิโอถูกเก็บไว้ที่ไหน

          ตอนที่ 18 : ตามหาหัวใจที่หายไป

            หัวใจของเจลิโอถูกเก็บไว้ในกล่องลับ ข้างในอกของสกาย

 

ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัล

คุณ Lapus Pang (ร่วมสนุกทาง Facebook)

*เนื่องจากมีผู้ตอบคำถามถูกหมดทุกข้อเพียงท่านเดียว จึงขอสงวนสิทธิ์ในการแจกหนังสือเพียงเล่มเดียว นะคะ

ขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลด้วยค่า (=^___^=)
 

แถมท้ายอีกนิดก่อนจะจากกันไปกับภาพ Fanart น่ารักๆ ของคู่ โซรอสxเอเลส จากคุณ นภาไม่อาจหวนคืน แต่ เมฆายังรักนภาเสมอมา

 

ขอบคุณมากๆ ค่ะ แล้วพบกันใหม่ในนิยายเรื่องต่อไปนะคะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น