[yaoi] รัตติกาลนิรันดร์ (Endless Night)

ตอนที่ 19 : ตอนที่ 18 : ตามหาหัวใจที่หายไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 119
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    19 ต.ค. 56

ตอนที่ 18 : ตามหาหัวใจที่หายไป

 

เจลิโอยืนหันรีหันขวางอยู่กลางถนนอย่างทำอะไรไม่ถูก เขาไม่รู้ว่าสกายถูกพาตัวไปที่ไหน ทั้งยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดลูกน้องของโซรอสจึงมาที่นี่เพื่อจับตัวสกายไป แทนที่จะทำร้ายเขาเหมือนอย่างที่ผ่านมา พลางหยิบโทรศัพท์มือถือของตนขึ้นมาเปิดระบบ GPS เพื่อค้นหาตำแหน่งที่บอดี้การ์ดหนุ่มอยู่ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเขาไม่เคยบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ หรือตั้งโปรแกรมเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์อื่นๆ ของบอดี้การ์ดหนุ่มเอาไว้เลย

แวมไพร์หนุ่มไม่รู้แม้กระทั่งว่านอกจากมีหน้าที่อารักขาเขาตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว สกายมีกิจวัตรประจำวันอะไร หรือติดต่อกับใครบ้างในช่วงกลางวันระหว่างที่เขากำลังนอนหลับพักผ่อนอย่างสบายใจอยู่ในห้องนอนที่ชั้นใต้ดินของบ้าน จะว่าไปแล้วเขาก็แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวสกายเลยสักนิด นอกจากชื่อของคนที่ส่งตัวบอดี้การ์ดหนุ่มมาให้เขา แต่เรื่องที่ถูกคนของจอมเวทย์มืดจับตัวไปนั้นหากบอกไปแล้วจะมีใครยอมเชื่อเรื่องที่เขาพูดบ้างก็ไม่รู้

“ไม่นะ ดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้นแล้ว ยังไงก็ต้องกลับให้ถึงบ้านก่อน”

ในขณะที่กำลังยืนคว้างอยู่กลางถนน ดวงตากลมโตสีฟ้าครามก็เหลือบไปเห็นแสงสีขาวที่ค่อยๆ แต้มอยู่บนฟ้าทีละน้อยเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าอีกไม่นานเวลาจะล่วงเลยเข้าสู่เช้าวันใหม่แล้ว ด้วยระยะทางที่ประเมินแล้วว่าไม่ไกลจากที่พักของตนมากนัก เจลิโอจึงตัดสินใจจะกลับไปที่บ้านก่อน สองเท้าเริ่มก้าวยาวๆ ก่อนจะออกวิ่งเร็วขึ้นเมื่อลำแสงสีทองของดวงตะวันเริ่มอาบไล้ผืนนภาสีเข้มให้สว่างขึ้น

ระยะทางอีกเพียงไม่กี่สิบเมตรก็จะถึงที่พักของตนแล้ว แต่เจลิโอกลับรู้สึกเหมือนห่างไกลเป็นหลายพันไมล์ แสงแรกของเช้าวันใหม่เริ่มสาดส่องลงมายังพื้นโลก ส่งผลให้ร่างเพรียวบางรู้สึกแสบร้อนที่ผิวราวกับถูกไฟแผดเผา เรือนกายขาวซีดเริ่มมีสีแดงระเรื่อเมื่อผิวหนังต้องแสงอาทิตย์ ริมฝีปากอิ่มแดงและแห้งผากเหมือนกับคนที่หลงอยู่ในทะเลทรายมาหลายชั่วโมง เขารู้สึกเหมือนกับโลกหมุนเร็วขึ้นราวกับถูกเหวี่ยงไปมากลางอากาศ ปลายเท้าแทบยืนไม่ติดพื้นอยู่ในสภาพจะล้มมิล้มแหล่ แต่ก็ยังฝืนกัดฟันทนอย่างเต็มที่

“ท่านเจลิโอ!

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง พาให้ร่างเพรียวบางหันไปมอง สติของเขาค่อยๆ ล่องลอยไปไกลเมื่อความอดทนของร่างกายมาถึงขีดจำกัด ร่างของแวมไพร์หนุ่มซวนเซไปมาก่อนจะทรุดฮวบลงทันที ท่ามกลางความตกใจของไทก์ โชคดีที่แมวหนุ่มสอดแขนเข้ามารับเอาไว้ได้ทันก่อนที่ร่างอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรงนั้นจะล้มลงไปนอนคลุกฝุ่น เขารีบอุ้มร่างของเจลิโอขึ้นมาแล้วพาเข้าไปในบ้านทันที

แมวดำวางร่างของแวมไพร์หนุ่มไว้บนโซฟาในห้องรับแขก ก่อนจะเข้าไปหาผ้าชุบน้ำมาคลุมร่างที่ร้อนระอุราวกับเปลวไฟเอาไว้ จากนั้นจึงเริ่มร่ายเวทย์รักษาอาการของเจลิโออย่างเป็นกังวลระคนห่วงหาอาทร

มือใหญ่ลูบบนหน้าผากมนเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าผากออก ความร้อนจากกายของแวมไพร์หนุ่มลดลงไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่ฟื้นคืนสติดี ไทก์อดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นเจลิโอกลับมาบ้านเพียงคนเดียวในเวลานี้โดยไม่มีสกายคอยตามติดเป็นเงาตามตัวเหมือนเคย เขาสังหรณ์ใจว่าอาจเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากลขึ้นกับทั้งคู่ บางทีเจลิโออาจถูกสกายทำร้ายจนต้องซมซานหนีกลับมาที่บ้านอย่างนี้ก็เป็นได้

“ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าเจ้านั่นไม่น่าไว้ใจสักนิด”

แมวหนุ่มคิดเตลิดไปไกลพลางมองคนที่หลบสนิทอยู่บนโซฟาด้วยสายตาสงสาร ยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นเดือดเป็นแค้นไปอยู่ฝ่ายเดียว

“สกาย...นายอยู่ที่ไหนน่ะ”

เสียงพึมพำของเจลิโอ ทำให้ไทก์สะดุ้งหันมามองก็พบว่าร่างเพรียวบางฟื้นแล้ว แต่ดูเหมือนอาการจะยังไม่กลับเป็นปกติดี เขาไม่คิดว่าแสงอาทิตย์อบอุ่นนั้นจะทำร้ายแวมไพร์หนุ่มจนต้องนอนซมราวกับถูกพิษไข้เล่นงานเช่นนี้ ทั้งที่เมื่อตอนที่เขาเด็กๆ เจลิโอยังสามารถวิ่งเล่นอยู่กับเขาภายใต้แสงตะวันร้อนแรงได้อย่างสบายๆ หัวใจที่ถูกพรากออกไปทำให้ความสามารถพิเศษทั้งหมดที่มีหายไปด้วย

“นี่ท่านยังจะมัวห่วงเจ้าหมอนั่นอีกหรือขอรับ ทั้งที่มันทำให้ท่านต้องเป็นแบบนี้แท้ๆ”

ไทก์กล่าวด้วยน้ำเสียงสะบัดอย่างแง่งอนแกมไม่พอใจ แต่เจลิโอรีบยืนกรานปฏิเสธทันทีด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น

“สกายช่วยฉันไว้ต่างหากล่ะ แต่ตอนนี้เขาถูกคนของโซรอสจับตัวไป เราต้องรีบไปช่วยเขานะไทก์” ร่างเพรียวบางพยายามจะลุกขึ้นนั่งด้วยความร้อนใจอยากจะตามไปช่วยเหลือบอดี้การ์ดของตน แต่กลับถูกแมวหนุ่มเบรกไว้เสียก่อน

“โซรอสหรือขอรับ ข้าว่าบางทีมันอาจเป็นแผนล่อให้ท่านเข้าไปติดกับก็ได้นะ ข้าว่ารออยู่เฉยๆ ดีกว่า เดี๋ยวอีกไม่นานเจ้านั่นก็กลับมาเองล่ะ”

เจลิโอสั่นหน้าแรงๆ จนผมกระจาย แล้วจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ให้ฟัง พร้อมกับถ่ายทอดคำพูดของเอเลสที่ว่าสกายอาจจะรู้เรื่องหัวใจที่หายไปของเขาเหมือนอย่างที่ไทก์บอก แมวหนุ่มพอได้ฟังก็รีบกล่าวย้ำความคิดตนเองทันที

“เห็นไหมขอรับ ข้าบอกแล้วว่าเจ้านั่นแหละที่เอาหัวใจไป ทำไมท่านไม่ยอมเชื่อสักทีนะ”

“ไม่มีทาง สกายต้องไม่ทำแบบนั้นแน่ ฉัน...เชื่อใจเขา”

แววตาเชื่อมั่นของเจลิโอทำให้ไทก์ระบายลมหายใจแรงอย่างหงุดหงิดเมื่อแวมไพร์หนุ่มไม่ฟังเขาเลย

“จริงสิ บางทีเจ้านายของสกายอาจจะรู้เรื่องก็ได้ ไทก์หยิบโทรศัพท์ให้ฉันหน่อย...ไทก์”

เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เจลิโอจึงขอให้แมวหนุ่มหยิบเครื่องมือสื่อสารของตนส่งให้ แต่อีกฝ่ายกลับมีท่าทีอิดออด จนแวมไพร์หนุ่มต้องเอ่ยเสียงเข้มจึงได้เห็นสายตาค้อนขวับของแมวดำส่งมาให้ เจลิโอถอนหายใจพลางส่ายหน้าอย่างระอา เขารู้ว่าไทก์เป็นห่วง แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งเอาชนะกันแบบเด็กๆ เมื่อชีวิตของสกายตกอยู่ในกำมือของศัตรูคู่แค้นเช่นนี้ พลางกดต่อสายไปยังผู้จัดการส่วนตัวของเขาทันที

“คุณเทียร่าครับ ผมมีเรื่อง...”

“เจแอล เธอปลอดภัยดีใช่ไหม ตอนนี้ข่าวลือเรื่องของเธอกับคุณสกายกระจายไปทั่วแล้ว สำนักข่าวบันเทิงมีรายงานเรื่องของเธอแทบทุกช่องทุกสื่อเลย พวสปอนเซอร์หลายเจ้าก็ถอดเธอออกจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์ ตอนนี้พวกบอร์ดผู้บริหารกำลังประชุมกันว่าจะทำยังไงกับเรื่องของเธอ บางทีอาจจะต้องถอดเธอออกจากโปรเจ็กต์พิเศษนั้นก็ได้ ฟังอยู่หรือเปล่า เจแอล”

ยังไม่ทันที่คนโทร.ไปจะได้เอ่ยถามสิ่งใด ปลายสายก็สวนกลับมาเสียก่อน คำพูดยืดยาวของเทียร่า ทำให้เจลิโอถึงกับชะงักไป เขามัวแต่วุ่นวายเรื่องที่สกายถูกจับตัวจนเกือบลืมไปแล้วว่าเมื่อคืนก่อเรื่องอะไรเอาไว้ แล้วแบบนี้เขาจะขอเข้าพบอเล็กซ์ได้อย่างไรกัน

“ครับ ผมขอโทษนะครับคุณเทียร่า ผมเสียใจจริงๆ ที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายแบบนี้”

น้ำเสียงอ่อยอย่างสำนึกผิดของแวมไพร์หนุ่ม ทำให้เทียร่าอดสงสารไม่ได้ เธอรู้ว่านายแบบหนุ่มในสังกัดกับสกายมีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน แต่นึกไม่ถึงว่าในสังคมจะยังมีคนที่แบ่งแยกและกีดกันความรักของคนเพศเดียวกันอยู่มากมายขนาดนี้   จึงไม่ได้เตือนให้ทั้งคู่ระวังตัวจนตกเป็นเป้านิ่งให้ถูกเล่นงานได้โดยง่าย

“ไม่เป็นไร ฉันรู้ดีว่าความรักเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ ไม่ต้องห่วงนะ รออีกสักพักคนก็จะลืมเรื่องนี้ไปเองล่ะ”

ผู้จัดการสาวใหญ่เอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เธอเอ็นดูเจแอลเหมือนน้องชายคนหนึ่ง จึงพยายามให้ความช่วยเหลืออีกฝ่ายอย่างสุดกำลัง

“ครับ เข้าใจแล้ว ขอบคุณมากนะครับ เอ่อ คุณเทียร่าผมมีเรื่องอยากจะขอร้อง...”

เจลิโอรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจที่อีกฝ่ายมีต่อเขา ขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดไม่น้อยที่ใช้เธอเป็นเครื่องมือเพื่อค้นหาความลับเรื่องหัวใจแวมไพร์ที่หายไป แต่จะทำอย่างไรได้เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ แวมไพร์หนุ่มตัดสินใจเก็บเรื่องที่สกายถูกคนของโซรอสจับตัวไปเพราะไม่อยากให้เรื่องราวลุกลามบานปลายไปกันใหญ่ พลางแกล้งโกหกคำโตว่าเจ้านายของสกายเรียกตัวบอดี้การ์ดหนุ่มกลับไปเพราะเรื่องที่เกิดขึ้น เขาจึงต้องการพบกับโธมัสในเวลานี้เพื่อทวงคนของตนคืน เทียร่าหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะให้หมายเลขโทรศัพท์ที่เธอรู้กับนายแบบหนุ่มแล้วจึงวางสายไป รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวาน แต่ยังไม่ทันจะได้ต่อสายไปยังหมายเลขที่เพิ่งได้รับมา มือใหญ่ของแมวหนุ่มก็วางแปะลงบนมือของเขาเสียก่อน คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อยพลางมองร่างสูงโปร่งตรงหน้าอย่างสงสัย

“ท่านเจลิโอ เจ้าหุ่นกระป๋องนั่นมีความสำคัญมากถึงขนาดที่ท่านต้องเอาตัวไปเสี่ยงอันตรายขนาดนั้นเลยหรือขอรับ”

“สำคัญสิ เพราะเขาเป็นเบาะแสเดียวที่อาจจะรู้ว่าหัวใจของฉันอยู่ที่ไหน แล้วเขาก็สัญญาแล้วว่าจะไม่มีวันทิ้งฉัน เพราะงั้นฉันก็ไม่สามารถทิ้งเขาให้ตกอยู่ในอันตรายแบบนี้ได้เหมือนกัน”

แวมไพร์หนุ่มอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับช้าๆ พร้อมกับเอ่ยเหตุผลที่ทำให้ไทก์อยากเอาหัวโขกกำแพงตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ไม่ต้องปวดใจจนแทบบ้าอย่างนี้

“เจ้าบ้านั่น! เฮ้อ...ช่างเถอะ ท่านอยากจะทำอะไรก็ตามใจแล้วกัน”

ไทก์โพล่งออกมาอย่างเหลืออด ก่อนจะขยี้ผมตัวเองจนยุ่งเหยิงแล้วเดินหนีหายไปทางห้องครัว ทิ้งให้แวมไพร์หนุ่มนั่งทำตาปริบๆ มองตามด้วยความฉงนระคนอ่อนใจ

เมื่อคนที่คอยห้ามปรามเดินออกจากห้องรับแขกไปแล้ว เจลิโอจึงกดหมายเลขโทรศัพท์ของโธมัสด้วยมือที่สั่นระริก เสียงหัวใจเต้นตุบๆ ในจังหวะที่เร็วขึ้นกว่าเก่า เขารู้สึกตื่นเต้นจนฝ่ามือเรียวชุ่มไปด้วยเหงื่อ

“บริษัททีเอ ซิเคียวริคอร์ สวัสดีค่ะ”

เสียงของโอเปอร์เรเตอร์สาวที่ดังมาตามสาย ทำให้แวมไพร์หนุ่มรู้ว่าหมายเลขโทรศัพท์ที่ได้รับมาไม่ใช่โทรศัพท์ส่วนตัวของโธมัส แล้วอีกฝ่ายเป็นถึงประธานกรรมการผู้จัดการบริษัท จะยอมให้เขาสนทนาด้วยง่ายๆ ได้อย่างไร ถึงอย่างนั้นก็ลองเสี่ยงดวงเผื่อว่าโชคจะเข้าข้างเขา

“สวัสดีครับ ผมมีเรื่องด่วนที่จะต้องแจ้งให้คุณโธมัส เอไลเนอร์ทราบครับ”

“ต้องขออภัยอย่างยิ่งคะ แต่ท่านประธานไม่รับสายตรงจากภายนอก เดี๋ยวดิฉันจะโอนสายให้คุยกับเลขาฯ ของท่านนะคะ”

“ได้ครับ ขอบคุณครับ”

เจลิโอถือสายรออยู่นาน กระทั่งเสียงหวานของเลขานุการสาวดังมาตามสาย จึงรีบบอกชื่อของตนและเกริ่นนำเรื่องที่สกายหายตัวไป เผื่อว่าโธมัสอาจจะสนใจมากขึ้น แต่เลขาฯ สาวรีบตัดบททันทีเมื่อรู้ว่าผู้ที่โทรศัพท์เข้ามาเป็นคนเดียวกับนายแบบหนุ่มชื่อดังกระฉ่อนที่มีข่าวเรื่องรสนิยมทางเพศไม่ปกติซึ่งเจ้าหล่อนไม่ชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“ขอโทษค่ะ แต่ท่านประธานคงไม่มีเวลามาสนใจฟังเรื่องไร้สาระของคุณ กรุณาอย่าติดต่อมาอีกนะคะ...”

“เดี๋ยวครับ! อย่าเพิ่งวางนะ ช่วยบอกคุณโธมัสทีว่า ผมมีเรื่องด่วนจริงๆ คุณสกายกำลังตกอยู่ในอันตรายนะครับ”

เสียงของเจลิโอดังออกมาจากลำโพง เมื่อเลขาฯ สาวกดปุ่มผิด ทำให้หนุ่มใหญ่เจ้าของบริษัทที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องทำงานถึงกับชะงักไปเมื่อได้ฟัง ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเข้มทันที

“ใครโทร. มาน่ะ”

“เอ่อ คือ...”

เลขาฯ สาวทำท่าอึกอัก เธอยืนตัวสั่นก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าตอบ แต่เจลิโอได้ยินเสียงของชายคนหนึ่งดังเข้ามาก็แน่ใจว่าเป็นคนที่ตนต้องการคุยด้วยอย่างแน่นอน จึงรีบแนะนำตัวอีกครั้ง

“คุณโธมัสหรือเปล่าครับ ผมเจแอล นายแบบในสังกัดของคุณอเล็กซ์ที่คุณส่งสกายมาทำหน้าที่บอดี้การ์ดของผมไงครับ” แวมไพร์หนุ่มใจเต้นตุ้มต่อม เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ถึงได้เงียบไปนานขนาดนี้ ด้วยความร้อนใจจึงเอ่ยซ้ำอีกครั้ง

“ผมทราบว่าคุณไม่รับสายจากคนที่ไม่รู้จัก แต่นี่เป็นเรื่องด่วนจริงๆ นะครับ สกายถูกลักพาตัวไป ผมไม่รู้ว่าจะไปตามหาเขาที่ไหน แต่ผมรู้ว่าคุณต้องมีวิธีติดตามตัวเขาได้แน่ เพราะว่าเขาเป็น...”

“เข้าใจแล้ว ผมเองก็มีเรื่องอยากจะถามคุณเหมือนกันนะเจแอล ถ้ายังไงช่วยมาพบผมที่บริษัทตอนนี้...เอ่อ ได้ยินว่าคุณถูกแสงอาทิตย์ไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นค่อยมาที่บ้านผมตอนค่ำๆ แล้วกัน เดี๋ยวผมจะให้เลขาฯ ส่งแผนที่ไปให้”

ก่อนที่เจลิโอจะพูดว่าสกายเป็นหุ่นยนต์ให้คนอื่นได้รู้ โธมัสก็รีบแทรกขึ้นมาก่อนพร้อมกับนัดแนะเวลาให้เข้าพบเขาที่คฤหาสน์เป็นการส่วนตัว ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของเลขานุการสาว แต่เจ้าหล่อนก็จำต้องทำตามคำสั่งอย่างเสียมิได้

เมื่อได้รับแผนที่ผ่านทางโปรแกรมสนทนาบนโทรศัพท์แล้ว เจลิโอก็ได้แต่เฝ้ารออย่างมีความหวัง เขาเอาแต่จ้องมองดูนาฬิกาเรือนใหญ่พลางนับเวลาถอยหลังเพื่อให้ถึงเวลานัดเร็วๆ โดยหารู้ไม่ว่าเจ้าของดวงตาสีอำพันที่แอบมองอยู่ไกลๆ ได้แต่ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่ากับความดื้อดึงของแวมไพร์หนุ่ม

 

ในเวลาเดียวกัน ภายในห้องเซฟของธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งใจกลางมหานคร ร่างหนาภายใต้ชุดคลุมผ้าสีตุ่นกำลังยืนยิ้มกริ่มมองดูผลงานของตนอย่างภาคภูมิใจ ธนบัตรรุ่นใหม่ที่ถูกมัดรวมกันเป็นปึก เครื่องประดับและอัญมณีล้ำค่าจำนวนมากถูกวางกองอยู่ในกระเป๋าใบย่อม มือใหญ่รูดซิปปิดปากกระเป๋าพลางสำรวจความเรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนจะหายตัวออกไปอย่างไร้ร่องรอย

เวลาผ่านไปกว่าสิบนาทีกว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะรู้ว่ามีผู้บุกรุกแอบลอบเข้ามาในห้องลับของธนาคาร ทั้งตำรวจ และเจ้าหน้าที่หน่วยสืบสวนต่างมารวมตัวกันกว่าครึ่งร้อย ภายหลังได้รับแจ้งเหตุปล้นทรัพย์ธนาคารเก่าแก่ของเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องของมาตรการตรวจเข้มคนเข้าออก และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีที่สุดในประเทศ แต่พวกเขากลับคว้าน้ำเหลวและต้องหัวเสียไปตามๆ กัน เมื่อไม่มีร่องรอยใดที่จะสาวไปถึงตัวผู้ก่อเหตุได้เลย

ขณะที่ตัวการปล้นธนาคารในยามวิกาลกลับนั่งจิบไวน์แดงรสเลิศอยู่ในคฤหาสน์ของตนอย่างอารมณ์ดี ดวงตาสีอเมทิสต์มองไปยังเพชรนิลจินดามากมายที่วางรวมอยู่กับธนบัตรปึกหนาบนโต๊ะทำงานเบื้องหน้า มือใหญ่หยิบสร้อยสีทองสุกปลั่งเส้นหนึ่งขึ้นมา จี้ขนาดใหญ่เท่าไข่ไก่ทำจากอัญมณีสีแดงใสล้อมรอบด้วยเพชรน้ำงามส่องประกายระยิบระยับหยอกล้อกับแสงไฟจากโคมระย้าบนเพดาน พานทำให้นึกไปถึงดวงตาสีทับทิมของอีกาหนุ่ม โซรอสยกยิ้มมุมปากพลางจินตนาการถึงใบหน้าดีใจของเอเลสยามเมื่อเขามอบสร้อยเส้นนี้ให้ นั่นเพราะธรรมชาติของอีกาเมื่อเห็นของที่มีประกายก็มักจะถูกดึงดูดให้หลงใหลได้ง่าย และยังนิยมชมชอบที่จะเก็บไว้เป็นทรัพย์สมบัติแสนรักแสนหวงอีกด้วย

“ท่านโซรอสอยู่ข้างในหรือเปล่าขอรับ”

ไม่ทันไรเจ้าของใบหน้างามที่เขากำลังนึกถึงก็ส่งเสียงทักดังนำมาก่อน ยังไม่ทันที่โซรอสจะได้เก็บข้าวของที่ตนแอบใช้คาถาล่องหนหยิบมาจากเซฟธนาคาร ร่างผอมเพรียวในชุดคลุมสีดำยาวกรอมเท้าก็ผลักประตูเปิดเข้ามาเสียก่อน

“ท่านโซรอส ข้ามีเรื่องจะ...นี่ท่าน ไปขโมยข้าวของจากพวกมนุษย์มาอีกแล้วหรือ”

เอเลสกล่าวทักด้วยเสียงนอบน้อม ก่อนที่หางตาจะเหลือบไปเห็นข้าวของที่กองอยู่บนโต๊ะทำงานของโซรอส ดวงตาสีแดงใสเบิกโพลงแล้วหันไปมองเจ้าของห้องด้วยสายตาวาวโรจน์

“ขโมยที่ไหนกัน ข้าก็แค่ทดลองวิชาล่องหนที่ไม่ได้ใช้มานานเท่านั้น ส่วนเจ้าพวกนี้ข้าก็แค่ขอแบ่งปันมานิดหน่อย ถึงอย่างไรเราก็อยู่ในโลกที่เงินทองเป็นของที่เสกด้วยคาถาเวทมนตร์ไม่ได้อยู่แล้ว เจ้าจะโวยวายให้มันได้อะไรขึ้นมา หืม เอเลส เออ สร้อยนี่ข้าว่ามันเหมาะกับเจ้าดีนะ รับไปสิ”

เจ้าของคฤหาสน์เอ่ยเสียงสูงพลางรีบแก้ตัวไปแบบน้ำขุ่นๆ เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินเข้าไปโอบไหล่ของอีกาหนุ่มเอาไว้หลวมๆ ก่อนจะยื่นสร้อยทับทิมที่หยิบติดมือมาด้วยส่งให้อีกฝ่ายด้วยใบหน้ายิ้มระรื่น แต่เอเลสกลับส่งสายตาดุพร้อมคำตำหนิมาให้เหมือนอย่างทุกที

“ท่านทำแบบนี้จนติดเป็นนิสัยแล้วรู้ไหม ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ได้ต้องการแก้วแหวนเงินทองหรือของมีค่าพวกนี้เลยสักนิด สิ่งเดียวที่ข้าต้องการก็คือความสุขของท่านต่างหากล่ะ”

“แต่ความสุขของข้าคือการได้เห็นเจ้าสวมสร้อยที่ข้าอุตส่าห์เสาะหามาเพื่อเจ้านี่ ลองสวมดูสิเอเลส สีของมันเหมือนกับดวงตาของเจ้าไม่มีผิดเลยนะ”

โซรอสได้ฟังก็รีบแย้งทันที แถมยังแสร้งพูดเปลี่ยนเรื่องอย่างหน้าตาเฉย ร่างหนาที่อายุอานามเลยวัยรุ่นหนุ่มมาไกลโขแล้ว แต่ยังทำตัวเป็นเด็กดื้อต่อปากต่อคำกับเขาไม่เลิก ทำให้อีกาหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ แม้ว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นโดยเฉพาะเหล่าบริวารหลากหลายเผ่าพันธุ์ที่คอยรับใช้อยู่ภายในคฤหาสน์หลังงามนี้ โซรอสจะมีท่าทางน่าเกรงขามสมกับเป็นจอมเวทย์ด้านมืดที่ใครๆ ก็เกรงกลัวในพลังอำนาจมหาศาลที่มีอยู่ แต่เมื่อไรก็ตามที่เจ้าตัวอยู่กับเขาเพียงสองต่อสองก็กลับมีท่าทางไม่ต่างไปจากเด็กชายจอมเอาแต่ใจคนหนึ่งเลยสักนิด

“ก็ได้ๆ เฮ้อ...ข้าละเบื่อความเป็นเด็กไม่รู้จักโตของท่านเสียจริง แต่ยังไงก็ขอบคุณมากนะขอรับที่นึกถึงข้าอยู่เสมอ” เอเลสกล่าวก่อนจะยอมให้ผู้เป็นนายเหนือหัวสวมสร้อยเส้นงามลงบนลำคอระหงตามที่อีกฝ่ายต้องการ 

“เห็นไหมข้าบอกแล้วว่าสร้อยเส้นนี้เหมาะกับเจ้าที่สุด จริงสิ เมื่อกี้เจ้าว่ามีเรื่องอะไรจะบอกข้างั้นหรือ”

รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าคมคายของจอมเวทย์หนุ่มใหญ่หลังจากได้ทำตามใจตนแล้ว พลางเอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างอารมณ์ดี คำชมของโซรอสและสายตาที่มองมาอย่างมีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าคำว่านายกับบ่าว ทำให้เอเลสหวั่นไหวไม่น้อย เขาแกล้งทำเป็นกระแอมไอกลบเกลื่อนอาการเขินของตนก่อนจะบอกเรื่องของคนที่เขาเพิ่งลักพาตัวมากักขังเอาไว้ที่คฤหาสน์เมื่อครู่ก่อน

            “ท่านจำได้ไหมเรื่องของเจ้าหนุ่มที่อยู่กับแวมไพร์นั่น ตอนนี้ข้าเพิ่งขังเขาเอาไว้ที่ห้องชั้นใต้ดิน เพื่อให้ท่านสอบสวนด้วยตัวเองขอรับ”

            “จริงรึ จับตัวมันมาได้แล้ว ดี ข้าจะไปง้างปากมันให้ยอมคายความลับเรื่องหัวใจที่หายไปนั่นให้จงได้” โซรอสตาลุกวาวขึ้นมาทันที เขารีบปรี่ไปยังห้องที่อีกาหนุ่มบอกเอาไว้โดยไม่รีรอ ร่างผอมเพรียวจึงรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปให้ทันกัน

 

            ด้วยเพราะถูกกระแสไฟฟ้าช้อตทำให้ระบบการทำงานของสกายเกิดอาการรวนจนต้องปิดตัวเองลงไปครู่หนึ่งไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์ที่ถูกปิดระบบการทำงานเพื่อคืนสภาพโปรแกรมให้สมบูรณ์อีกครั้ง ดังนั้น บอดี้การ์ดหนุ่มจึงไม่รู้ว่าตนถูกพาตัวมาที่ไหน เมื่อระบบเปิดขึ้นมาอีกครั้งหลังจากซ่อมแซมความเสียหายบางส่วนเรียบร้อยแล้ว ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจึงได้แต่มองไปรอบกาย แสงสีเหลืองนวลจากโคมไฟที่ติดอยู่บนผนังฝั่งตรงข้ามเผยให้เห็นบรรยากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดกว้างราว 50 ตารางเมตรที่ล้อมรอบไปด้วยกำแพงอิฐก้อนโตเรียงรายกันอยู่บนผนังห้อง มีอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ที่เขาไม่รู้จักวางระเกะระกะอยู่เต็มพื้นไปหมด อากาศในห้องค่อนข้างอับชื้นราวกับว่าที่นี่ถูกปิดตายเอาไว้นานแล้ว เขาพบว่าร่างของตนถูกตรึงด้วยโซ่เส้นหนาอยู่บนกำแพงหินแข็งแกร่ง จึงพยายามออกแรงกระชากเพื่อหวังจะให้หลุดจากพันธนาการนั้นแต่ก็ไม่สามารถทำได้

            “ที่นี่มันที่ไหนกัน”

สกายรำพึงกับตัวเองพลางเปิดระบบค้นหาสถานที่แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อไม่พบตำแหน่งที่ตั้งหรือพิกัดของสถานที่แห่งนี้ในแผนที่ใดๆ เลย เขาใช้ความพยายามในการติดต่อกับเจ้านายของตนผ่านเครื่องติดตามตัวที่ฝังไว้ในร่างกายตรงไหนสักแห่ง แต่กลับพบว่าไม่สามารถเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตได้ราวกับว่าภายในคฤหาสน์แห่งนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง สกายได้แต่นึกสงสัยว่าเป้าหมายที่แท้จริงของพวกที่จับตัวเขามา ไม่ใช่แวมไพร์หนุ่มหน้าหวาน แต่กลายเป็นเขา แล้วคนพวกนั้นเป็นใคร ต้องการอะไรจากเขากันแน่

            “เจ้าเองรึ สมุนของเจลิโอ”

            เสียงทุ้มห้าวที่ฟังดูน่าเกรงขามดังนำมาก่อนที่เจ้าตัวจะเข้ามาถึงภายในห้อง ร่างสูงใหญ่กำยำท่าทางภูมิฐานในชุดแบบขุนนางตะวันตกในสมัยยุคกลางคลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีงาช้างปักดิ้นทองเป็นลายงดงามจนถึงชายที่ยาวกรอมเท้า เรือนผมสีดำที่เริ่มมีสีดอกเลาแซมอยู่บ้างเล็กน้อยบ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าของเสียงมีอายุล่วงเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว

            “พวกคุณเป็นใคร แล้วจับตัวผมมาทำไม”

            ดวงตาสีน้ำตาลจับจ้องไปยังผู้มาใหม่ ก่อนจะมองเลยไปทางด้านหลังก็เห็นว่าชายหนุ่มผมสีขาวร่างผอมเพรียวที่จับตนมายืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ

“เจ้าไม่รู้จักข้า โซรอสผู้ยิ่งใหญ่งั้นหรือ เจ้ากับตาแก่งี่เง่ารวมหัวกันขโมยของที่ข้าต้องการไป แล้วยังมีหน้ามาทำเป็นเหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยอย่างนี้มันน่าโมโหนัก บอกข้ามาว่าหัวใจนั่นถูกซ่อนไว้ที่ไหน”

โซรอสเอ่ยด้วยเสียงกร้าว ดวงตาสีม่วงมองคนที่ถูกล่ามอยู่บนผนังด้วยสายตาวาวโรจน์อย่างโกรธเคือง เขารอมานานกว่า 20 ปี และจะไม่ยอมรออีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าต้องใช้วิธีการใดก็จะต้องได้หัวใจแวมไพร์ของเจลิโอมาอยู่ในกำมือให้ได้ ส่วนหุ่นยนต์หนุ่มก็ใช้โปรแกรมเปรียบเทียบใบหน้าของโซรอสกับฐานข้อมูลที่มีอยู่ แต่กลับไม่พบข้อมูลใดเลยที่บอกว่าเขาอาจจะรู้จักกับคนตรงหน้านี้

“หัวใจอะไร ผมไม่เห็นจะรู้เรื่อง เอ๊ะ! เดี๋ยวนะพวกคุณคือคนที่ส่งพวกสัตว์ประหลาดต่างๆ ไปทำร้ายคุณเจแอลใช่ไหม ทำไมต้องทำร้ายคนที่อ่อนแอไร้ทางต่อสู้ขนาดนั้นด้วย”

คำถามของสกายทำให้จอมเวทย์หนุ่มต้องหันไปมองคนสนิทของตนพลางเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เอเลสพยักหน้าช้าๆแทนคำตอบ ร่างสูงหนาจึงหันกลับมาอีกครั้ง

“ข้าไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเจลิโอ ข้าแค่ต้องการบางอย่างจากเจ้าหนุ่มหน้าหวานนั่นต่างหาก”

เสียงหัวเราะหึๆ ในลำคอ กับรอยยิ้มเยือกเย็นของโซรอส ทำให้สกายอดเป็นห่วงคนที่ถูกทิ้งไว้เพียงลำพังกลางถนนยามค่ำคืนที่แสนอันตรายมิได้ ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็นว่าปลอกเหล็กข้างหนึ่งที่ล็อกข้อมือของเขาเอาไว้เริ่มคลายตัวออกบ้างแล้ว จึงพยายามหาทางถ่วงเวลาเอาไว้ด้วยการเล่นเกมถามตอบกับอีกฝ่าย

“คุณต้องการอะไรกันแน่”

“เลือดจากหัวใจแวมไพร์ไง” จอมเวทย์ยิ้มกว้างพลางตอบคำถามอย่างอารมณ์ดี

!!!” คำตอบที่ได้รับทำให้บอดี้การ์ดหนุ่มถึงกับตาโต หูผึ่ง ถ้าสิ่งที่ต้องการคือเลือดจากหัวใจ นั่นก็หมายความว่าเจลิโอต้องตายสินะ

"เจ้ารู้อยู่แล้วนี่ว่าเขาเป็นแวมไพร์ ไม่เห็นต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้น"

"..."

ท่าทางนิ่งเงียบของสกาย ทำให้โซรอสประเมินอีกฝ่ายด้วยสายตา ท่าทางว่าจะไม่ได้ตกใจเรื่องที่ได้รู้ว่าเจลิโอเป็นแวมไพร์ แต่คงจะแปลกใจเรื่องหัวใจที่เขาต้องการเสียมากกว่า ความเป็นห่วงเป็นใยเกินคำว่าเจ้านายกับลูกน้องอย่างนั้น ทำให้โซรอสเหลือบมองไปทางเอเลสแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ

            “ไม่ต้องเป็นห่วงไป ข้ายังไม่ทำอะไรมันตอนนี้หรอก แวมไพร์ที่สูญเสียหัวใจก็ไม่ต่างอะไรกับค้างคาวดูดเลือดธรรมดา เจ้าต่างหากคือคนที่ข้าต้องการ บอกมาสิ เจ้ารู้ใช่ไหมว่าหัวใจนั่นอยู่ที่ไหน”

            “คุณต้องการเลือดจากหัวใจของเขาไปเพื่ออะไรครับ”

            สกายไม่ตอบแต่กลับย้อนถามอย่างข้องใจ เหตุใดต้องเฉพาะเจาะจงเป็นเลือดจากหัวใจของเจลิโอด้วย คำถามของบอดี้การ์ดหนุ่ม ทำให้โซรอสถึงกับหัวเราะเสียงลั่น ก่อนจะยื่นหน้าไปใกล้ๆ คนที่ถูกพันธนาการอยู่

            “เพื่ออะไรงั้นหรือ มนุษย์อย่างพวกเจ้านี่ไม่เคยอ่านตำราเวทมนตร์กันบ้างเลยสินะ มนุษย์ผู้ใดที่ได้ดื่มโลหิตจากหัวใจของแวมไพร์ที่เป็นสายเลือดบริสุทธิ์ จะมีชีวิตที่เป็นอมตะเหมือนกับเจ้าพวกนั้นยังไงล่ะ เคยได้ยินบ้างไหม”

            คนถูกถามส่ายหน้าดิกไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลยสักนิด ที่จริงก่อนหน้านี้เขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบนโลกบิดๆ เบี้ยวๆ ใบนี้ จะมีสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่นอย่างแวมไพร์ และปิศาจแมวดำอย่างไทก์รวมอยู่ด้วย ยิ่งเรื่องชีวิตอมตะที่มนุษย์ผู้ใดจะสามารถอยู่ค้ำฟ้าได้นั้นยิ่งเป็นไปได้ยาก แม้แต่หุ่นยนต์แอนดรอยด์หรือมนุษย์จำลองอย่างเขาก็มีวันที่ต้องดับสูญ หากสมองกลและระบบการทำงานของร่างกายพังลงจนไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ ก็ไม่ต่างไปจากกองเศษเหล็กที่ไร้ค่า

"ถ้าหมายถึงการคงรูปของร่ายกายและจิตใจ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดที่ทำให้มนุษย์เป็นอมตะได้ แม้แต่เลือดของแวมไพร์ก็เถอะ"

"เจ้านี่น้า รู้จักแวมไพร์ดีแค่ไหนกันเชียว ถึงได้ทำเป็นพูดจาอวดรู้เช่นนี้"

"..."

โซรอสส่ายหน้าทำเสียงจิ๊จ๊ะ ฝ่ามือหยาบกร้านตบลงเบาๆ บนใบหน้าด้านซ้ายของหุ่นยนต์หนุ่มพลางกล่าวอย่างตำหนิ สกายได้แต่นิ่งเงียบ ยอมรับว่าเขายังไม่รู้จักสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแวมไพร์ดีพอ นอกจากเจลิโอแล้วเขาก็ไม่เคยรู้จักแวมไพร์ตนไหนอีก

“อย่ามัวพูดพล่ามให้เสียเวลาอีกเลย ข้ามั่นใจว่าตาแก่นั่นต้องเก็บหัวใจแวมไพร์ไว้ที่ไหนสักแห่ง และเจ้าเป็นคนเดียวที่อยู่กับตาแก่นั่นในคืนที่เจลิโอหายตัวไป หากยังไม่ยอมบอกที่ซ่อนหัวใจของเจลิโออีก ข้าจะทรมานเจ้าด้วยเครื่องมือพวกนี้จนกว่าจะยอมเปิดปากออกดีไหม”

จอมเวทย์ผู้ทรงพลังกระชากเสียงเข้ม แววตาดุดัน และรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ปรากฏบนใบหน้าคร้ามบ่งบอกว่าเขากล้าทำจริงอย่างที่พูดแน่นอน

            ดวงตาเรียวสีน้ำตาลอ่อน มองไปยังอุปกรณ์ทรมานร่างกายที่โซรอสว่า เขาไม่ได้กลัวว่าจะได้รับบาดเจ็บจากเครื่องไม้เครื่องมือพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เขากลัวมากกว่าก็คือความลับที่ว่าเขาไม่ใช่มนุษย์อย่างที่อีกฝ่ายคิด พลางนึกไปถึงครั้งหนึ่งที่โธมัสเคยบอกกับเขาตอนที่ตรวจเช็คร่างกายครั้งหลังสุดก่อนจะส่งเขามาอยู่กับเจลิโอ

          “ข้างในตัวนายมีกล่องอะไรบางอย่าง แต่ฉันตรวจดูแล้วมันไม่เห็นจะใช้งานอะไรได้เลย ด็อกเตอร์เอ็ดการ์ใส่อะไรไว้ข้างในนั้นนะ ท่าทางจะเป็นของสำคัญเสียด้วยสิ”        

            ของสำคัญ...หรือว่าจะเป็นหัวใจแวมไพร์ที่ว่านั่น แอนดรอยด์หนุ่มคิดในใจ สีหน้าและแววตาที่เปลี่ยนไปราวกับนึกอะไรบางอย่างออก ไม่อาจรอดพ้นจากสายตาคมของอีกาหนุ่มไปได้เลย เอเลสพยายามใช้เวทย์อ่านใจเชลยร่างสูงใหญ่ที่เขาพาตัวมา แต่มันกลับไม่ได้ผลเลยสักนิด หากไม่ใช่เพราะจิตใจของอีกฝ่ายเข้มแข็งเกินไป ก็คงเป็นเพราะว่าสกายไม่ใช่มนุษย์หรือแม้แต่ปิศาจ แต่เป็นตัวอะไรนั้นอีกาหนุ่มมิอาจล่วงรู้ได้

            “ท่านโซรอสขอรับ ข้าว่าเจ้าหมอนี่ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแน่ๆ ข้าใช้คาถาอ่านใจของมันไม่ได้เลย”

            “งั้นรึ เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่ ข้าชักสงสัยแล้วสิ”

            จอมเวทย์หนุ่มพยักหน้าน้อยๆ ฟังคำของลูกน้องคู่ใจแล้วก็นิ่งไป คิ้วหนาขมวดเป็นปมอย่างครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะหยิบดาบเล่มยาวออกมาจากฝักที่แขวนอยู่บนผนังด้านหนึ่ง แล้วแทงฉึกเข้าที่กลางอกของสกายอย่างแรง โชคดีที่หุ่นยนต์หนุ่มปลดล็อกข้อมือด้านหนึ่งออกได้แล้วจึงสามารถเอี้ยวตัวหลบไปด้านข้าง แต่ถึงอย่างนั้นด้วยความเร็วจากการจู่โจมแบบไม่บอกไม่กล่าวล่วงหน้า ก็ทำให้ปลายดาบคมถากเข้าที่แผ่นอกด้านซ้ายเป็นทางยาว ของเหลวสีแดงสดซึมออกมาจากแผลย้อมเสื้อกล้ามสีขาวให้กลายเป็นสีแดงฉาน

            สกายนิ่วหน้าเล็กน้อย แสร้งทำเป็นเจ็บแผลทั้งที่ความจริงรู้สึกราวกับถูกสะกิดเพียงแผ่วเบาเท่านั้น โซรอสโยนดาบในมือลงกับพื้นอย่างหัวเสียไม่น้อย ก่อนจะปราดเข้าไปใกล้ร่างของเชลยหนุ่ม มือใหญ่กดลงบนแผลของอีกฝ่ายจนของเหลวสีแดงนั้นไหลรินออกมามากกว่าเก่าและไหลเปรอะเปื้อนเต็มฝ่ามือของเขา

            กลิ่นของสารเคมีบางอย่างโชยมาเตะจมูกแทนที่จะเป็นกลิ่นคาวเลือดของสิ่งมีชีวิต ทำให้จอมเวทย์หนุ่มรู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นหาใช่เลือดของมนุษย์อย่างที่ควรจะเป็น

            “เจ้าไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นหุ่นที่สร้างขึ้นเลียนแบบมนุษย์อย่างนั้นสินะ ตาแก่นั่นช่างอัจฉริยะจนน่าทึ่ง ข้าล่ะประทับใจจริงๆ” ดวงตาสีอเมทิสต์ลุกวาวอย่างประหลาดใจ เช่นเดียวกับอีกาหนุ่มที่ได้แต่ยืนตะลึงมองคนที่ตนจับมาตาไม่กะพริบ

ความจริงที่ถูกเปิดเผยทำให้สกายรีบปลดล็อกข้อมืออีกข้าง ก่อนจะฉวยโอกาสที่คนทั้งสองเผลอเปิดโหมดการทำงานแบบล่องหนแล้วแทรกกายผ่านช่องว่างของประตูหลบหนีออกไปได้สำเร็จ

“เจ้าหนุ่มนั่นหนีไปแล้วขอรับท่านโซรอส ให้ข้าไปตามจับมันกลับมาไหมขอรับ”

เอเลสเห็นร่างสูงใหญ่ของสกายเลือนหายไปต่อหน้าต่อตาก็ตกใจไม่น้อย แต่จอมเวทย์หนุ่มกลับรู้สึกนึกทึ่งกับสิ่งประดิษฐ์ที่น่าอัศจรรย์นั้น พลางโบกมือน้อยๆ และบอกลูกน้องของตนว่าไม่ต้องตามไป ด้วยเชื่อแน่ว่าสกายรู้ที่ซ่อนของหัวใจแวมไพร์แล้ว อีกไม่นานเจลิโอจะต้องได้หัวใจและพลังพิเศษกลับคืนมา และเมื่อถึงเวลานั้นเขาจะเป็นคนควักมันออกมาเอง และได้ดื่มเลือดบริสุทธิ์เพื่อชีวิตอันเป็นนิรันดร์อย่างแน่นอน

 

ในเวลาเดียวกัน ณ อีกมุมหนึ่งของเมือง รถแท็กซี่คันหนึ่งแล่นมาตามถนนที่ทอดตัวสู่ใจกลางมหานครอันแสนวุ่นวาย แสงจาโคมไฟริมทางที่สาดส่องลงมาเผยให้เห็นว่าบนเบาะหลังของรถคันนั้นมีร่างของชายหนุ่มสองคนนั่งคู่กันอยู่อย่างเงียบเชียบ

เจลิโอสวมกางเกงยีนตัวเก่งกับเสื้อยืดแขนยาวที่มีหมวกฮู้ดคลุมศีรษะ และสวมแว่นกันแดดสีดำสนิทอีกชั้นเพื่ออำพรางตัว ส่วนไทก์อยู่ในร่างมนุษย์และสวมชุดเสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนแบบเดียวกัน เสียงของผู้ประกาศข่าวที่ดังมาจากโทรทัศน์ในรถทำให้แมวหนุ่มละความสนใจจากทิวทัศน์ด้านนอกหน้าต่าง และหันมาสนใจกับภาพที่ปรากฏตรงหน้าเขา

ภาพของเจลิโอที่กำลังจุมพิตกับบอดี้การ์ดหนุ่มโชว์หราบนหน้าจอขนาดกว้างราว 11 นิ้ว นั้น ทำให้ไทก์เบิกตาโตจนแทบถลนออกมานอกเบ้า เสียงบรรยายของผู้สื่อข่าวที่ดังแว่วมาเข้าหูทำให้ดวงตาสีอำพันหันไปจ้องมองคนที่นั่งคู่มากับตนอย่างไม่อยากจะเชื่อ หรือจะบอกว่าหัวใจของเขาไม่อยากยอมรับความจริงนั้นก็เป็นได้

เรื่องอื้อฉาวของนายแบบหนุ่มกลายเป็นประเด็นข่าวร้อนของวงการบันเทิง ทุกสำนักต่างแย่งกันรายงานเรื่องของเขาจนชื่อของเจแอลเริ่มกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น ก็ทำให้กลุ่มแฟนคลับแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย กลุ่มหนึ่งคือพวกหัวอนุรักษ์นิยมที่ยอมรับความรักในรูปแบบที่ผิดแปลกแตกต่างไปจากคนส่วนใหญ่ในสังคมไม่ได้ ส่วนอีกกลุ่มคือพวกที่จงรักภักดีกับไอดอลของตนไม่ว่านายแบบหนุ่มเลือกที่จะรักกับใครก็ตาม รวมถึงกลุ่มแฟนคลับหน้าใหม่ๆ ที่เพิ่งหันมาให้ความสนใจกับเขาหลังจากได้รู้ข่าวเรื่องรสนิยมความรักของเจลิโอ

กระนั้น ตารางงานของเขากลับหยุดชะงักลง ด้วยเพราะความเห็นที่ขัดแย้งกันของกลุ่มผู้บริหาร และมีมติให้เขาหยุดทำกิจกรรมต่างๆ เป็นการชั่วคราว ประจวบเหมาะกับที่สกายมาถูกลักพาตัวไปพอดี เจลิโอจึงทุ่มเทเวลามาให้ความสนใจกับบอดี้การ์ดหนุ่มได้มากขึ้น ด้วยเหตุผลนี้เองสินะ แวมไพร์หนุ่มจึงชวนเขามาด้วยกันเพื่อพบใครคนหนึ่ง ไทก์คิดอยู่ในใจพลางขบกรามแน่นจนเห็นเป็นสันนูน เขาพยายามข่มอารมณ์โกรธและน้อยใจของตนซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            “ถึงแล้วครับ บ้านหลังใหญ่โตขนาดนี้ ท่าทางเจ้าของคงจะรวยน่าดูเลยนะ”

            คนขับรถแท็กซี่หันมาบอกกับผู้โดยสารชายทั้งสองที่นั่งอยู่เบาะหลัง แต่ท้ายประโยคเหมือนเปรยกับตัวเองเสียมากกว่าพลางยื่นแผนที่ส่งคืนให้ มือใหญ่เอื้อมไปรับพร้อมกับส่งค่าโดยสารให้ก่อนจะสะกิดเรียกคนที่เอาแต่นั่งเหม่อมาตลอดทางให้รู้สึกตัว

            “ทะ...พี่เจแอลครับ เข้าไปข้างในกันเถอะ”

            ไทก์ซึ่งอยู่ในร่างมนุษย์ และถูกบังคับให้เรียกแวมไพร์หนุ่มว่า พี่เจแอลเปิดประตูรถลงไปยืนจนเต็มความสูง แล้วจึงเรียกคนที่เอาแต่นั่งซึมกระทือไม่พูดไม่จาให้ลงจากรถอีกครั้ง

            “อืม”

            ร่างเพรียวบางก้าวลงจากรถ พลางเงยหน้ามองคฤหาสน์หรูที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เขาจำที่สกายบอกว่าเคยเป็นทำหน้าที่พ่อบ้านมาก่อนที่จะเป็นบอดี้การ์ดของเขา แต่ไม่นึกเลยว่าจะเป็นบ้านของเศรษฐีนักธุรกิจที่ใหญ่โตโออ่าขนาดนี้

“เจ้าหมอนั่น อยู่ในบ้านแบบนี้เหรอ ไม่น่าเชื่อเลยแฮะ”

ดวงตาสีอำพันชะเง้อคอมองข้ามผ่านประตูรั้วเข้าไปภายในแล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อไม่คิดว่าหุ่นยนต์จอมกวนประสาทนั่นจะเคยเป็นสมาชิกคนหนึ่งของคฤหาสน์หลังนี้ ไทก์ยื่นมือไปกดกริ่งตรงหน้าประตู ไม่นานก็มีเสียงของหญิงวัยกลางคนดังขึ้นจากลำโพงใกล้ๆ กับประตูบานเล็ก

“พวกเรามาพบด็อกเตอร์โธมัสครับ”

เจลิโอรีบบอกจุดประสงค์ของตนทันที เมื่อได้รับการยืนยันตัวตนผ่านทางกล้องวงจรปิดแล้ว ประตูก็เลื่อนเปิดออกให้แขกได้เข้าไปภายใน

“นายท่านรออยู่ที่ห้องรับแขกแล้ว เชิญคุณทั้งสองด้านในเลยค่ะ”

หญิงวัยกลางคนเจ้าของเสียงต้อนรับเมื่อครู่ ผายมือให้ผู้มาเยือนเดินเข้าไปยังห้องหนึ่งซึ่งเจ้าของบ้านรออยู่ก่อนแล้ว เจลิโอค้อมศีรษะน้อยๆ พลางกล่าวขอบคุณก่อนจะหันไปบอกให้แมวหนุ่มทำตามเขา เมื่อทั้งคู่ก้าวเข้ามาในห้องก็ได้พบกับชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวหนึ่ง

“เชิญนั่งก่อนครับ”

โธมัสลุกขึ้นยืนก่อนจะเชื้อเชิญให้เจลิโอและไทก์นั่งลงบนโซฟาตัวยาวที่อยู่ถัดไปเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าครามมองสำรวจชายวัยกลางคนตรงหน้า เรือนผมสีบลอนด์ทองถูกตัดสั้นเพียงท้ายทอย แลดูสุภาพเรียบร้อยเหมาะกับชุดเสื้อเชิ้ตและกางเกงผ้าแสล็กเนื้อดี คนนี้เองหรือคือเจ้านายที่สกายพูดถึง แวมไพร์หนุ่มนั่งลงตามคำเชิญพลางเอ่ยแนะนำตัวเองและคนที่มาด้วยกันให้อีกฝ่ายรู้จัก

“สวัสดีครับด็อกเตอร์โธมัส ผมคือเจแอล ที่คุยกับคุณทางโทรศัพท์ ส่วนนี่ ไทก์ น้องชายของผมครับ”

ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์หนุ่มผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์ก็มองไปยังเด็กหนุ่มทั้งสอง ดวงตาคมจับจ้องใบหน้าหวานปานผู้หญิง เรือนผมสีน้ำตาลแดง ดวงตากลมโตสีฟ้าครามเป็นประกาย รูปร่างเพรียวบางท่าทางอรชรอ้อนแอ้นนั้น ช่างดูคุ้นตาเสียเหลือเกิน แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่ายี่สิบปีแล้วก็ตาม แต่รูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นนั้นแม้ได้เห็นเพียงครั้งสองครั้งก็จำได้ติดตา

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ เคยแต่เห็นคุณผ่านทางหน้าจอเพิ่งได้มาเห็นตัวจริงก็วันนี้เอง จะว่าไปใบหน้าของคุณคล้ายกับใครบางคนที่ผมเคยรู้จักมาก่อนมากเลย เจลิโอ ชื่อนี้คุ้นหูบ้างไหมครับ”

คำถามของชายวัยกลางคนทำให้เจ้าของชื่อถึงกับสะดุ้ง เจลิโอกับไทก์หันมามองหน้ากันอย่างตกใจ แมวหนุ่มส่งสายตาไม่เป็นมิตรไปยังคนถาม และอยู่ในท่าเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ได้ทุกเมื่อ แต่มือเรียวเลื่อนมาแตะเบาๆ เป็นเชิงปรามไว้

“สกายบอกคุณเรื่องของผมหรือครับ”

เจลิโอไม่ตอบแต่กลับย้อนถามด้วยแววตาสงสัยปนหวาดระแวง หรือบางทีสกายจะเป็นสายลับที่ถูกส่งมาเพื่อสืบเรื่องของเขาจริงอย่างที่ไทก์บอก

“อา...ใช่จริงๆ ด้วยสินะ คุณคือเด็กหนุ่มคนเดียวกับเมื่อยี่สิบปีก่อน หลานชายคนงามของด็อกเตอร์เอ็ดการ์ ว่าแต่จำผมไม่ได้หรือครับ จริงสิ ผมแก่ตัวไปตั้งเยอะ คงจำไม่ได้แน่ แต่ดูคุณสิ ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลยนะ”

โธมัสตบเข่าของตนดังฉาด ทั้งแปลกใจระคนยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับเจ้าของใบหน้าหวานคนเดิมอีกครั้ง ชื่อของใครบางคนที่อีกฝ่ายพูดถึง ทำให้แมวดำหูผึ่งรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน พลางเอ่ยถามอีกฝ่ายเสียงห้วน

“เอ็ดการ์อะไรนั่น เจ้าหมายถึงตาแก่ที่อยู่กับท่านเจลิโอก่อนหน้านี้ใช่ไหม”

“เธอก็รู้จักเขาด้วยหรือ” ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ฟังคำถามของเด็กหนุ่มอีกคนที่มาด้วยกัน โธมัสรู้สึกตื่นเต้นปนดีใจด้วยไม่คิดว่าจะมีใครจดจำอาจารย์ของเขาที่จากโลกนี้ไปตั้งแต่หลายปีก่อนได้แล้ว

“...”

เจลิโอและไทก์ได้แต่ตกตะลึงอ้าปากค้างนั่งนิ่งเงียบ ทั้งคู่หันมามองหน้ากันอีกครั้งพลางจ้องตากันราวกับจะสื่อสารผ่านทางโทรจิต แวมไพร์หนุ่มกะพริบตาปริบๆ พยายามรวบรวมสติของตนกลับมา ก่อนจะสรุปใจความสำคัญสั้นๆ เพื่อขอคำยืนยันจากหนุ่มใหญ่เจ้าของคฤหาสน์

“หมายความว่าคุณรู้จักพวกผมอยู่ก่อนแล้วหรือครับ เพราะอย่างนั้นถึงได้ส่งสกายไปคอยจับตาดูผมใช่ไหม แล้วด็อกเตอร์เอ็ดการ์นั่นคือใคร เท่าที่จำได้ ผมไม่เคยมีญาติคนอื่นนอกจากเจ้านี่เท่านั้น”

“เรื่องนั้นผมไม่ทราบรายละเอียดนักหรอกครับ ผมจะเล่าบางอย่างที่รู้มาให้ฟังก็แล้วกัน”

จากนั้นโธมัสก็เริ่มร่ายยาวถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อนหน้านี้

.

.

.

“อรุณสวัสดิ์ครับด็อกเตอร์เอ็ดการ์ ”

เสียงใสที่เอ่ยทักทายดังมาจากด้านหลัง ทำให้ร่างหนาที่มีผมสีดอกเลาขึ้นแซมระหว่างกลุ่มผมสีดำสนิทเป็นหย่อมๆ หันมาตามเสียงก็พบกับหนุ่มผมทองลูกศิษย์คนโปรดของเขานามว่าโธมัสเปิดประตูลงมาจากรถพอดี

“อ้อ...โธมัส นายเองหรือ มาทำอะไรที่นี่แต่เช้าน่ะ”

ดวงตาเรียวมองไปยังชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งในย่านชานเมือง ข้างๆ กันนั้นมีหญิงสาวร่างเพรียวบางหน้าตาสะสวยราวกับตุ๊กตายืนเกาะแขนอย่างสนิทสนมด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้

“ผมเอารายงานการทดลองเมื่อวันก่อนมาให้อาจารย์ช่วยดูน่ะครับ แต่ดูเหมือนอาจารย์จะมีแขกอยู่ ถ้าอย่างนั้นผม...”

“ไม่ใช่แขกที่ไหนหรอก นี่เจลิโอ หลานชายของฉันเอง เจลิโอ นี่โธมัส เป็นลูกศิษย์ของลุงเอง”

เอ็ดการ์ยิ้มกว้างก่อนจะรีบแนะนำคนที่ยืนอยู่ข้างกายให้ลูกศิษย์หนุ่มรู้จักทันทีเพราะกลัวถูกเข้าใจผิด แต่แล้วสีหน้าตกตะลึงของคนที่กำลังจะยื่นมือออกมาให้จับแทนคำทักทายก็ทำให้เจ้าของชื่อ เจลิโอต้องเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ

“มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“เอ่อ เปล่าครับ ผมนึกว่าคุณเป็นผู้หญิงเสียอีก ขอโทษด้วยนะครับ ผมโธมัสครับ”

เด็กหนุ่มผมทองหน้าแดงก่ำทันทีด้วยความเขิน เขาไม่คิดว่าเจ้าของใบหน้าสวยนั้นจะกลายเป็นผู้ชายไปได้ ก่อนจะกล่าวทักทายอีกครั้ง อีกฝ่ายทำหน้างงเล็กน้อยแต่ก็ยื่นมือมาให้จับตามมารยาท ก่อนที่เจลิโอจะขอตัวออกไปก่อนเมื่อเสียงของชายหนุ่มอีกคนส่งเสียงเรียกเขา แล้วปล่อยให้สองหนุ่มต่างวัยยืนคุยกันต่อ โดยมีสายตาของโธมัสมองตามไปอย่างสนใจ

“ผิดหวังละสิที่หลานของฉันไม่ใช่ผู้หญิงน่ะ”

สายตาล้อเลียนกับคำพูดแทงใจดำของผู้เป็นอาจารย์ ทำให้นักศึกษาหนุ่มยกมือเกาศีรษะตัวเองแก้เก้อ เขายอมรับว่าเมื่อครู่เผลอใจเต้นไปกับร่างเพรียวบางเล็กน้อย และเกือบจะลืมจุดประสงค์ในการมาของตนครั้งนี้ไปแล้ว โธมัสรีบหยิบพิมพ์เขียวของโครงการมนุษย์ต้นแบบขึ้นมาให้อาจารย์ของตนดูด้วยท่าทีกระตือรือล้น แต่ไม่วายแอบมองไปทางหน้าประตูบ้านก็ได้เห็นร่างเพรียวบางที่กำลังเล่นวิ่งไล่จับกับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม พลอยทำให้เขาแอบยิ้มตามไปด้วย เสียงกระแอมไอของเอ็ดการ์ดังขึ้นพลางเอ่ยดักคอลูกศิษย์ของตน

“ลืมบอกไปอีกอย่าง ถึงนายจะไม่แคร์เรื่องที่เขาเป็นเพศเดียวกัน แต่ตอนนี้หัวใจของเจลิโอคงไม่มีที่ว่างเหลือไว้ให้ใครอื่นแล้วล่ะ เสียใจด้วยนะหนุ่มน้อย”

ฝ่ามือที่ตบลงบนบ่าเบาๆ เป็นเชิงปลอบใจ ทำให้โธมัสหันไปมองสองหนุ่มอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างยอมรับ หลังจากนั้นเมื่อเขามาที่นี่เพื่อปรึกษาเรื่องโครงการมนุษย์ต้นแบบกับเอ็ดการ์หลายครั้งเข้า ก็ประจักษ์แก่สายตาของตนเองว่า สิ่งที่อาจารย์หนุ่มพูดเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย ท่าทางสนิทสนมเกินกว่าเพื่อนชายสองคนพึงมีต่อกันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าความสัมพันธ์ของเจลิโอและสกายนั้นผูกพันลึกซึ้งเกินกว่าที่ใครจะเข้าไปแทรกได้แล้ว

จนกระทั่งในคืนหนึ่งที่สายฝนโปรยปรายลงมามิหยุดหย่อน โธมัสถูกโทรศัพท์ตามตัวให้เขามาที่บ้านของเอ็ดการ์กลางดึก นักศึกษาหนุ่มผมทองมีท่าทางแปลกใจไม่น้อย เมื่อเห็นอาจารย์ของเขากับชายหนุ่มอีกคนที่คิดว่าเป็นคู่รักของเจลิโอช่วยกันยกลังไม้ขนาดใหญ่ออกมารอตรงหน้าบ้าน แต่สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือร่างเพรียวบางที่นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ภายในโลงไฟเบอร์กลาสใสราวผลึกแก้ว

“ด็อกเตอร์ครับ หลานชายของคุณ...”

ไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น แค่ทำตามที่ฉันบอกก็พอ พาเขาไปซ่อนไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด อย่าให้ใครหาเจอ

หนุ่มผมทองทำท่าละล้าละลัง พลางมองใบหน้าเหี่ยวย่นของชายวัยกลางคนสลับกับกล่องหนาทึบบนรถของตัวเองอย่างข้องใจ อาจารย์ของเขาทำอะไรกับชายหนุ่มหน้าสวยที่บอกว่าเป็นหลานชายคนนั้นกันแน่

มัวรีรออะไรอยู่อีก รีบออกรถได้แล้ว ยิ่งไปได้ไกลจากที่นี่เร็วขึ้นเท่าไหร่ นายเองก็จะปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น จำไว้นะ อย่าให้ใครรู้ที่ซ่อนของเขาเด็ดขาด

เสียงของผู้เป็นอาจารย์ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา แม้ว่าจะขับรถออกมาจากบ้านหลังนั้นเกือบร้อยไมล์แล้วก็ตาม ดวงตาเรียวเหลือบมองกระจกหลังพลางนึกคิดว่าจะพาร่างที่นอนนิ่งอยู่ในกล่องไม้ไปซ่อนไว้ที่ไหน พลันภาพบ้านเก่าหลังหนึ่งที่เขาเคยอาศัยอยู่เมื่อตอนเด็กๆ ก็ผุดขึ้นมาในความคิดจึงรีบตรงดิ่งไปยังจุดหมายปลายทางที่คิดไว้ทันที

เพราะเข้าใจว่าเจลิโอเสียชีวิตแล้ว โธมัสจึงฝังร่างเพรียวพร้อมทั้งกล่องใบใหญ่ไว้ที่ใต้ต้นไม้ด้านหลังบ้าน แล้วออกมาจากบ้านหลังนั้นโดยไม่ได้คิดจะกลับไปอีก กระทั่งได้ข่าวว่าบ้านของเอ็ดการ์ถูกไฟไหม้อย่างปริศนา ร่างของอาจารย์ชายวัยกลางคนถูกเผาจนเกรียมเป็นเถ้าถ่านแทบไม่เหลือซาก

บ้านทั้งหลังถูกปิดตายอยู่นานนับเดือนแม้คดีจะปิดลงไปแล้วก็ตาม แต่กลับไม่มีใครเข้ามาอาศัยอีกเพราะเชื่อว่าวิญญาณของเจ้าของบ้านยังวนเวียนไม่ไปไหน ทุกคืนจะมีคนได้ยินเสียงหวีดหวิวเหมือนเครื่องจักรหรือคอมพิวเตอร์กำลังทำงานอยู่ ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วทั้งมหาวิทยาลัยเรื่องวิญญาณเฮี้ยนของเอ็ดการ์ แม้จะเสียใจกับการจากไปก่อนวัยอันควรของอาจารย์ที่เคารพ แต่ข่าวลือที่หนาหูขึ้นเรื่อยๆ นั้นก็ทำให้โธมัสอดสงสัยไม่ได้ ด้วยสัญชาตญาณของนักวิทยาศาสตร์หากมีสิ่งใดที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ เขาก็จะไม่เชื่อในสิ่งที่คนอื่นบอก จึงไปดูให้เห็นกับตาเพื่อพิสูจน์ว่าข่าวลือนั้นเป็นจริงหรือไม่ หากวิญญาณของเอ็ดการ์ยังคงอยู่ที่นั่นจริง เขาจะได้ขอให้ช่วยดูผลการทดลองที่ยังค้างอยู่เสียให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

นักศึกษาหนุ่มจึงแอบบุกเข้าไปในบ้านที่กลายเป็นซากปรักหักพังเหลือไว้เป็นอนุสรณ์ของนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะอันดับหนึ่งของประเทศ เสียงหวีดหวิวที่ว่านั้นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดทำเอาโธมัสตกใจจนแทบหัวใจหยุดเต้น เขาส่งเสียงเรียกคนที่จากไปแล้วหวังว่าจะเป็นคนแรกที่ได้พิสูจน์ว่าวิญญาณหรือพลาสม่า หรืออะไรก็ตามแต่ที่พวกนักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติใช้เรียกขานดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วนั้นยังมีอยู่จริง แต่กลับพบว่าภายในห้องใต้ดินที่ยังคงสภาพเดิมแม้ว่าตัวบ้านชั้นบนจะพังไปแล้วก็ตาม

เสียงที่ได้ยินนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ตู้เซฟใบใหญ่ที่มีร่องรอยเขม่าควันหลงเหลืออยู่เล็กน้อย นักศึกษาหนุ่มทำใจกล้าเอื้อมมือไปกดปุ่มเปิดออก แต่กลับพบว่ามันถูกล็อกเอาไว้ด้วยรหัส 5 หลัก เขานิ่งคิดพลางกดตัวเลขบนแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ไปมั่วๆ แต่ทุกครั้งก็ไม่สามารถปลดล็อกรหัสได้เลย จู่ๆ ภาพใบหน้าหวานของหลานชายเอ็ดการ์ก็แวบเข้ามาในสมอง หลังจากทดลองมาหลายทีก็ยังไม่สำเร็จเขาจึงลองเปลี่ยนจากตัวเลขห้าหลักนั้นมาเป็นตัวอักษรห้าตัวที่เรียงกันเป็นคำว่า ‘JELIO’ และกดปุ่มตกลงอีกครั้ง พลางหลับตาลงอย่างอ่อนล้า หากครั้งนี้ยังไม่สามารถเปิดได้ เขาก็จะยอมแพ้และจากไปแต่โดยดี

ทว่า เสียงสัญญาณที่ดังขึ้นสามครั้งติดกัน ก่อนที่ประตูเซฟจะถูกปลดล็อคและเปิดออกอย่างง่ายดาย ก็ทำให้คนที่คิดว่าหมดหวังแล้วต้องเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความดีใจ ประหลาดใจ แกมตกใจ ที่ได้เห็นร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มคนหนึ่งหล่นตุบลงมากองกับพื้น โธมัสแทบช็อกหัวใจวายเพราะคิดไปว่ามีศพของใครบางคนถูกยัดใส่ตู้นี้เอาไว้ แต่เมื่อพลิกร่างนั้นกลับขึ้นมาก็ได้พบใบหน้าที่คุ้นเคย ชื่อของใครบางคนหลุดออกมาจากปากด้วยเสียงเบาราวกับกระซิบ

“สกาย

To be continued. . .

..............................................................................................................................................

คำถามข้อที่ 4

หัวใจของเจลิโอถูกเก็บไว้ที่ไหน (อธิบาย พร้อมระบุชื่อตอนที่ปรากฏในเรื่อง)

คำถามพิเศษ***

คุณชอบตัวละครใดในเรื่องนี้มากที่สุด เพราะอะไร (โพสต์คำตอบลงในความคิดเห็นของตอนนี้)

*** กรณีมีผู้ที่ตอบคำถามถูกมากกว่า 2 คน จะขอใช้คำตอบของข้อนี้เพื่อคัดเลือกผู้ที่ได้รับรางวัลนะคะ สำหรับท่านใดที่ลืมกติกาไปแล้ว มาดูกันอีกครั้งค่ะ

กติกาการร่วมสนุกกับกิจกรรมตอบคำถามชิงรางวัล

1. สำหรับแฟนคลับในเว็บเด็กดี ให้ add นิยายเรื่องนี้เป็น Favorite ก่อน ส่วนคนที่ไม่มี ID ของเว็บเด็กดี แต่เล่น facebook ให้ add ท่านเจลิโอ เป็น friend ทางเฟซบุ๊กก่อน (เสิร์ชหาจากชื่อ Jelio JL   หรือ www.facebook.com/jelio.jl)

2. อ่านคำถาม 4 ข้อ ที่จะปรากฏในท้ายตอน ตั้งแต่ตอนที่ 15 – 18 แล้วส่งคำตอบมาทาง E-mail: love.penguin@hotmail.com ใช้ชื่อหัวเรื่อง (subject:) ว่า “ตอบคำถามจากนิยายเรื่อง รัตติกาลนิรันดร์” พร้อมกับ ชื่อ-นามสกุล จริง ที่อยู่สำหรับจัดส่ง และเบอร์โทร.ติดต่อกลับ (เนื่องจากรางวัลจะส่งทางไปรษณีย์ไปให้ ขอความกรุณาใส่ที่อยู่ที่สะดวกและมีคนรับได้ตลอดเวลาด้วยนะคะ)

            - สมาชิกเว็บเด็กดี ให้ใส่ชื่อสมาชิก(My iD.) ที่ใช้แอดนิยายเรื่องนี้ ด้วย

            - friend ของท่านเจลิโอ ให้ใส่ชื่อ Profile ที่ใช้เล่นใน facebook ด้วย

3. ขยายเวลาให้ส่งคำตอบได้ถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2556 ก่อนเวลา 18.00 น.

4. เฉลยคำตอบ และตรวจสอบรายชื่อผู้โชคดีจากการร่วมสนุกกับกิจกรรมได้ในท้ายตอนที่ 19 (ผู้ที่ได้รับรางวัล จะแจ้งผลกลับทางอีเมล/ข้อความส่วนตัว)

เอ้า! ใครได้คำตอบครบหมดแล้ว ลุยเลยค่ะ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #39 blanchet (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2556 / 22:30
    ส่งเมลล์ไปแล้วนะะ ลุ้นสุดตัวบอกเลยย
    #39
    0
  2. #38 blanchet (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2556 / 22:16
    ตอบคำถามพิเศษษษษ



    เราชอบ... จริงๆชอบหลายคนมากอ่ะ5555 แต่ที่ชอบที่สุดคือ พ่อแมวน้อยไทก์อิอิ

    ตอนแรกว่าจะเลือกฟินิกซ์แล้วแหละ แต่ว่าน้องนกโผล่มาแค่จึ๋งเดียวเลยเลือกน้องแมวแทน

    ชอบที่ไทก์มีความซื่อสัตย์ต่อเจแอลมากๆอ่ะ เคารพเทิดทูนสุดๆ แล้วถึงจะรักแค่ไหนก็ไม่กล้าแม้แต่คิดเอื้อมT^T

    แถมชอบขู่สกายฟ่อๆเหมือนแมว(ก็เป็นแมวจริงๆนั่นแหละ55) แต่ต่อไปคงไม่เศร้าแล้วแหละเนาะ

    มีนกน้อยมาช่วยปลอบใจแล้วนิ จะว่าไป แมวกับนกก็เป็นของคู่กันอยู่แล้ว(หรออออ)

    ตอนอยู่กับฟินิกซ์ไทก์ดูเป็นตัวของตัวเองมากกว่าด้วยแหละ เพราะไม่ต้องคอยข่มใจเรื่องเจ้านาย บุญคุณ นู่นนี่

    จากนี้ถ้าได้มาเล่นกับพ่อนกบ่อยๆคงกลายเป็นแมวขี้หึง ขี้หวง เจ้าเล่ห์น่าดู



    ก็ประมาณนี้แหละจ้า

    รอตอนต่อไปนะ สู้ๆค่า

    #38
    0