[yaoi] รัตติกาลนิรันดร์ (Endless Night)

ตอนที่ 18 :

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 128
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    16 ต.ค. 56

ตอนที่ 17 : เรื่องอื้อฉาวของนายแบบซุปตาร์

 

งานเฉลิมฉลองสำหรับกลุ่มผู้ชมจบลงในเวลาเที่ยงคืนกว่า ท่ามกลางเสียงปรบมือดังกึกก้องผสานกับเสียงโห่ร้องอย่างชื่นชมยินดี ทำให้ผู้บริหารรวมถึงทีมงานต่างพากันยิ้มแก้มปริกับความสำเร็จที่ผ่านพ้นไปอย่างสวยงามในค่ำคืนนี้

ภายในห้องโถงขนาดย่อมที่จุคนได้ประมาณสามร้อยกว่า หลังจากที่อเล็กซ์กล่าวขอบคุณบรรดาศิลปินทุกคนในสังกัดของเขา รวมถึงเหล่าทีมงานทุกคนที่เหน็ดเหนื่อยกับงานเฉลิมฉลองที่เพิ่งเสร็จสิ้นลงไปผ่านทางไมโครโฟน เมื่อเขายกมือให้สัญญาณนักดนตรีก็เริ่มบรรเลงเพลงขึ้นอีกครั้ง บ่งบอกว่างานปาร์ตี้ของจริงในคืนนี้เพิ่งจะเริ่มต้น

เสียงเฮของผู้คนปะปนกับเสียงกระทบกันของแก้วเครื่องดื่มดังกังวานไปทั่วห้องโถง หลายคนเริ่มหาความสำราญด้วยการวาดลวดลายเท้าไฟที่กลางฟลอร์ตรงหน้าเวที เสียงหัวเราะพูดคุยอย่างสนุกสนานดังอยู่ทั่วทุกมุมห้อง ไม่เว้นแม้แต่สาวผมทองที่เต้นท่าโยกย้ายส่ายสะโพกทั้งที่ยังมีแก้วเครื่องดื่มอยู่ในมืออย่างลืมอายุ ดวงตากลมโตสีครามมองผู้จัดการส่วนตัวของตนที่กำลังปลดปล่อยอารมณ์เต็มที่ไปกับบรรยากาศงานเลี้ยงรื่นเริงราวกับเด็กสาววัยรุ่นก็มิปาน เจลิโอส่ายหน้าน้อยๆ พลางถอนหายใจอย่างปลงตก เขารู้ว่าที่ผ่านมาเทียร่าต้องทำงานหนักแค่ไหนจึงไม่อยากไปขัดความสุขของหญิงสาว ถึงเขาจะอยากกลับบ้านแค่ไหนก็ตาม

แม้จะใช้ชีวิตภายใต้แสงสียามค่ำคืนมานาน แต่แวมไพร์หนุ่มก็ยังรู้สึกไม่ชินกับการอยู่ท่ามกลางคนหมู่มากเช่นนี้ เขาออกจะเป็นคนที่รักสันโดษ และชอบใช้เวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆ เพื่อคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย บางทีอาจเพราะใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวในป่ามานานเกินไปก็ได้ นึกถึงตอนที่ได้เจอไทก์ในป่า เขายังนึกอยู่ว่าคิดผิดหรือเปล่าที่เก็บเอาลูกปิศาจแมวดำมาเลี้ยง เพราะเด็กชายช่างพูดช่างจาเสียเหลือเกินจนแต่ละวันเขาแทบหาความสงบไม่ได้ คำถามมากมายที่ดูเหมือนจะกลายเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับเขาเมื่อต้องพยายามหาคำตอบมาให้ ทำให้แวมไพร์หนุ่มแอบเบื่ออยู่บ้างเหมือนกัน

รอยยิ้มบางๆ ที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าขาว ขณะที่เจ้าตัวกำลังยืนกอดอก มือข้างหนึ่งที่แก้วไวน์แกว่งไปมาเบาๆ สายตาทอดยาวออกไปเบื้องหน้าแต่ไม่ได้จับจ้องอยู่กับสิ่งใด ทำให้สกายอดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้านายคนงามของเขากำลังนึกถึงเรื่องอะไรอยู่ ถึงได้ทำหน้าตายิ้มแย้มอย่างน่ารักเช่นนั้น

“คิดถึงผมก็บอกสิครับ มัวแต่จินตนาการอยู่แบบนี้ไม่มีประโยชน์หรอกนะครับ”

น้ำเสียงล้อเลียนของคนตัวสูงกว่าที่ยืนอยู่เคียงข้าง ทำให้คนที่ตกอยู่ในภวังค์ความทรงจำรู้สึกตัวว่ายืนเหม่อนานเกินไปแล้ว จึงหันมาถามอีกครั้งเพราะไม่ทันได้ฟังทั้งประโยค

“เมื่อกี้ว่าอะไรนะ”

“คือผมบอกว่า...”

“คุณเจแอลอยู่นี่เองเหรอครับ ผมมาจากสำนักข่าว SBC นะครับ อยากถามคุณเกี่ยวกับภาพนี้หน่อยน่ะ กับข่าวลือที่ว่าคุณกับบอดี้การ์ดคนนี้เป็นคู่ขา เอ่อ คู่รักกันนี่จริงหรือเปล่าครับ”

ยังไม่ทันที่สกายจะเอ่ยมุกจีบหนุ่มสุดเลี่ยนอีกครั้ง ก็ถูกขัดด้วยเสียงทักทายของชายหนุ่มท่าทางเซอร์ๆ คนหนึ่ง เขายื่นเครื่องบันทึกเสียงมาจ่อตรงปากของเจลิโอพลางเอ่ยถามตรงไปตรงมาอย่างไม่เกรงใจ ก่อนจะโชว์ภาพในเครื่องมือสื่อสารที่แบนราบราวกับแผ่นกระดาษขนาดเท่าฝ่ามือให้นายแบบหนุ่มดู

คำถามที่โพล่งออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย กับภาพใบหน้าของคนสองคนที่คุ้นตาในมือของอีกฝ่ายนั้น ทำให้เจลิโอถึงกับตาโตรีบฉวยคว้ามาดูใกล้ๆ ก่อนจะต้องเบิกตาโพลงยิ่งกว่าเก่า เมื่อภาพที่ปรากฏแก่สายตา คือภาพของเขากับสกายไม่ผิดแน่ ที่สำคัญกว่านั้นคือจากมุมของภาพดูเหมือนพวกเขากำลังจูบกันอยู่โดยมีฉากหลังเป็นห้องแต่งตัวที่ไหนสักแห่ง

หลังจากนึกทบทวนอยู่ชั่วครู่ เจลิโอก็นึกออกว่าภาพที่เห็นนั้นเกิดขึ้นที่ไหน และเมื่อไร แต่ที่แน่ๆ มันเป็นแค่อุบัติเหตุ เพราะในความเป็นจริงเขาคงไม่กล้าจูบกับผู้ชายด้วยกันอย่างนี้ต่อหน้าคนอื่นได้หรอก ถ้าเป็นในห้องน้ำห้างหรือที่บ้านก็ว่าไปอย่าง

คิดแล้วแวมไพร์หนุ่มก็ต้องสะบัดหน้าแรงๆ ไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานึกถึงฉากจุมพิตดูดดื่มระหว่างเขากับบอดี้การ์ดหนุ่มเสียหน่อย ไม่ว่าเรื่องจะเกิดขึ้นที่ไหน เขาก็ไม่ยอมให้มันปรากฏแก่สายตาคนอื่นได้ทั้งนั้น ยิ่งกับพวกสื่อที่หูตาเป็นสับปะรด แถมยังมีปากกาและคำพูดเป็นอาวุธด้วยอีก หากปล่อยให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของเขาต้องยับเยินป่นปี้แน่นอน

“คุณไปเอารูปนี้มาจากไหน บอกผมมาเดี๋ยวนี้นะ”

เจลิโอกำจอภาพด้วยมือที่สั่นระริก พลางตะคอกถามนักข่าวหนุ่มเสียงเข้ม ทำเอาสกายที่ยังไม่รู้เรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้นต้องรีบห้ามปรามทันที ก่อนที่ดวงตาเรียวสีน้ำตาลอ่อนจะหันไปพบต้นตอของปัญหาเข้า

“เอ๋...ท่าทางแบบนี้ แสดงว่ารูปพวกนี้เป็นของจริงไม่ใช่ภาพตัดต่อสินะครับ ผมก็นึกอยู่แล้วเชียวหน้าหวานๆ หุ่นบอบบางเหมือนผู้หญิงอย่างนี้ จะรอดมือชายไปได้ยังไง น่าเสียดายแทนพวกสาวๆ จังเลยนะครับ ที่หนุ่มหล่อสองคนดันหันมากินกันเองเสียได้”

นักข่าวหนุ่มสังเกตปฏิกิริยาของเจลิโอก็รู้ได้ทันทีว่าภาพนี้มีมูลอย่างแน่นอน เขามองสำรวจนายแบบหนุ่มคนดังตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ แล้วยิ้มเยาะอย่างสมเพชเวทนากับชะตากรรมของอีกฝ่าย แม้ประเทศนี้จะผ่านกฎหมายอนุญาตให้คนเพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนสมรสกันได้เหมือนคู่รักชายหญิงมานานแล้วก็ตาม แต่ยังมีคนอีกจำนวนมากที่คอยคัดค้าน และมองว่าเป็นความผิดปกติที่ต้องกำจัดหรือทำลายให้สิ้นซากไปเสียจากสังคมของพวกเขา

“นี่คุณ! กล้าดียังไง...”

ท่าทางรังเกียจเดียดฉันท์ของนักข่าวหนุ่มที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน ทำให้เจลิโอแทบควบคุมอารมณ์โกรธของตนเอาไว้ไม่อยู่ ดวงตาสีฟ้าครามสว่างวาบ และเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงขึ้นมาชั่วแวบหนึ่ง ก่อนที่มันจะกลับคืนดังเดิมเมื่อร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาคั่นกลางระหว่างเขากับนักข่าวหนุ่มเอาไว้ มือเรียวที่กำหมัดแน่นคิดกระแทกเปรี้ยงเข้าที่ใบหน้าอีกฝ่ายเข้าจึงถูกยั้งเอาไว้เสียก่อน

“อย่าครับคุณเจแอล ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมดีกว่า”

 สกายเอาตัวเข้ามาบังร่างเพรียวบางเอาไว้ เขากระตุกยิ้มมุมปากน้อยๆ ก่อนจะเสยกำปั้นเข้าที่ปลายคางของนักข่าวหนุ่มเต็มแรง ร่างนั้นลอยขึ้นจากพื้น และปลิวไปตกที่อีกมุมหนึ่งของห้อง ราวกับถูกจับโยนด้วยพลังมหาศาลเหนือมนุษย์ หญิงสาวคนหนึ่งส่งเสียงกรีดร้องดังลั่น ทันทีที่เห็นว่ามีร่างของใครบางคนลอยมาตกอยู่ตรงหน้าแทบเท้าของเจ้าหล่อน โลหิตจากจมูกทั้งสองข้างของชายหนุ่มที่แส่หาเรื่องเคราะห์ร้ายให้ตนเองไหลนองลงมาย้อมรองเท้าคู่สวยจนกลายเป็นสีแดงฉาน ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้น

เสียงบทเพลงเงียบลงห้องทั้งห้องเงียบกริบ ทุกสายตาต่างหันมามองยังทิศทางตรงข้ามกับร่างของนักข่าวหนุ่ม ก่อนที่เสียงอื้ออึงจะดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อภาพแบบเดียวกับที่อยู่ในเครื่องมือสื่อสารนั้น ปรากฏขึ้นบนฉากสีขาวตรงกลางเวทีราวกับมีคนเตรียมการเอาไว้ก่อน

“เอ๊ะ! นั่นเจแอลนี่นา”

“กรี๊ด เขาจูบกับผู้ชายด้วยล่ะเธอ ดูสิ บอดี้การ์ดรูปหล่อนั่นไง อี๋ แหวะ น่าเกลียดที่สุดเลย ทำไปได้ยังไงน่ะ”

“พวกวิปริตนี่นา หลงคิดมาตั้งนานว่าแมน ที่แท้ก็แมนฟอร์แมนนี่เอง”

คำครหาเริ่มดังหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ทุกสายตาต่างจับจ้องมองมายังนายแบบหนุ่มและบอดี้การ์ดของเขาราวกับเป็นตัวประหลาดอย่างไรอย่างนั้น ใบหน้างามหันมองไปรอบกาย สีหน้าที่หลากหลายของผู้คนรอบข้างปรากฏให้เห็นในดวงตาสีฟ้าครามจนทำให้เจลิโอได้แต่ยืนนิ่งราวกับถูกสาปให้กลายเป็นรูปปั้น

“ออกไปจากที่นี่ก่อนเถอะครับ”

“...”

“คุณเจแอลครับ”

สกายไม่คิดว่าเรื่องที่เขาทำลงไปจะส่งผลร้ายแรงขนาดนี้ เขาก็แค่โมโหที่เจลิโอถูกหยามเกียรติหมิ่นศักดิ์ศรี ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องจริงแต่การพูดจาดูถูกกันอย่างนั้นก็ออกจะเกินไปสักหน่อย พลางหันมาเรียกคนที่กำลังตื่นตระหนกกับเรื่องไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นกลางงานเลี้ยงนี้ แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากนายแบบหนุ่มที่ยังคงยืนตะลึงงัน จึงหันไปขอความช่วยเหลือจากเทียร่า

“รีบพาเจแอลกลับบ้านไปก่อนเถอะ เรื่องนี้ปล่อยให้ฉันจัดการเอง บอกคนขับรถว่าฉันกลับเองได้ ไม่ต้องรอนะ”

หลังได้สติสาวผมทองก็แหวกกลางฝ่าวงล้อมผู้คนเข้ามายังคนทั้งสองแล้วเปิดทางให้บอดี้การ์ดหนุ่มพาร่างเพรียวบางออกไปจากห้องจัดเลี้ยง ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาดังเซ็งแซ่ไปหมด

เมื่อออกจากห้องจัดเลี้ยงมาได้ เจลิโอก็เอาแต่เงียบงันไม่พูดไม่จา สายตาเหม่อลอยราวกับว่าแผนการทุกอย่างของเขาพังทลายลงต่อหน้าต่อตาในเสี้ยววินาที แล้วแบบนี้เขาจะสืบหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องหัวใจที่หายไปได้อย่างไรกัน จู่ๆ แวมไพร์หนุ่มก็หัวเราะออกมา ใบหน้าที่ไม่ได้บ่งบอกเลยว่าร่างเพรียวกำลังอยู่ในอารมณ์ขัน ทำให้สกายทำหน้างงไม่เข้าใจอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

“เป็นอะไรครับคุณเจแอล คุณหัวเราะทำไมน่ะ”

“ทำไม ฉันจะขำ จะหัวเราะแล้วมันหนักหัวนายหรือไง สมใจแล้วสินะที่ทำให้ทุกคนได้รู้ว่าฉันเป็นของนายแล้ว ทั้งที่มัน...ทั้งที่ไม่ได้เป็นความจริงเลยสักนิด แต่ทุกคนกลับเชื่อสนิทใจแค่เพราะได้เห็นรูปบ้าๆ นั่น จะว่าไปก็สมน้ำหน้านักข่าวโง่เง่านั่นนะ รนหาที่เองเสียได้”

ร่างเพรียวหัวเราะออกมาอีกครั้ง ก่อนจะหันไปตวัดสายตาคมปลาบใส่ตัวปัญหา เขาโพล่งออกมาอย่างเหลืออด ทั้งโกรธที่สกายปิดบังความจริงกับเขาไว้หลายอย่าง ทั้งโมโหที่อีกฝ่ายไม่ช่วยปฏิเสธแทนเขาเลย แถมยังปล่อยให้ทุกคนเข้าใจผิดอีก แต่มีอยู่แค่เรื่องเดียวที่เขาอดรู้สึกปลาบปลื้มในใจไม่ได้ ก็คือตอนที่เห็นอีกฝ่ายปกป้องเขาด้วยการซัดนักข่าวจอมจุ้นคนนั้นลงไปนอนนับดาวอยู่ที่พื้นนั่นล่ะ นึกแล้วก็ยิ้มออกมาจนตาหยี

“ยิ้มแก้มปริแบบนี้ คุณกำลังดีใจสินะครับ ที่ผมออกโรงปกป้องคุณไว้ไม่ให้ต้องเหนื่อยเองแบบนี้”

สกายออกจะสับสนกับอารมณ์แปรปรวนของคนตรงหน้าไม่น้อย ที่เดี๋ยวก็โมโหจนเหมือนคนคลุ้มคลั่ง เดี๋ยวก็หัวร่องอหายอย่างกับคนบ้า แล้วยังจะรอยยิ้มกว้างที่เหมือนเด็กๆ ได้ของเล่นถูกใจนั่นอีก จิตใจมนุษย์ช่างลึกลับซับซ้อนจนยากจะคาดเดาได้เสียจริง แต่จะว่าไปเจลิโอก็ไม่ใช่มนุษย์อยู่แล้วนี่ เผ่าพันธุ์อมตะที่มีชีวิตอยู่ได้โดยการดื่มเลือดมนุษย์ ดูท่าทางจะเข้าใจยากยิ่งกว่ามนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาด้วยซ้ำไป

“นายนี่เข้าข้างตัวเองมากไปแล้วนะ สมองหุ่นยนต์ของนายมีอะไรใส่ไว้ข้างในบ้างเนี่ย ไม่เห็นจะเหมือนกับหุ่นยนต์ในหนัง หรือนิยายประโลมโลกของพวกมนุษย์เลยสักนิด”

มือเรียวกำหมัดแน่นก่อนจะชกเปรี้ยงเข้าที่แก้มของบอดี้การ์ดหนุ่มเพื่อกลบเกลื่อนอาการเขินเมื่อถูกรู้ทัน ก่อนที่เขาจะต้องร้องโอดโอยออกมาเมื่อรู้สึกเหมือนว่าชกเสาเหล็กเข้าเต็มแรง แถมร่างแกร่งก็ดูไม่สะทกสะท้านกับหมัดพิฆาตของเขาเลยด้วย

“โอ๊ย...นายเป็นหุ่นยนต์จริงด้วยสินะ เจ็บมือเป็นบ้าเลย”

เจลิโอบ่นอุบ แต่สกายกลับหัวเราะชอบใจก่อนจะรวบมือเรียวเอาไว้แล้วดึงร่างเพรียวบางเข้ามาใกล้ จนใบหน้าของแวมไพร์หนุ่มปะทะเข้ากับแผ่นอกกว้างของเขา เจ้าตัวรีบผละออกห่างแล้วเงยหน้า ริมฝีปากอิ่มสีแดงสดเผยออ้าเตรียมจะร้องประท้วง แต่กลับต้องหุบปากลง พลางหลบสายตาคมแล้วก้มหน้ามองพื้นทันที เมื่อมือเรียวของเขาถูกยกขึ้นจรดบนริมฝีปากหนา

“โอ๋ๆ เพี้ยง หายเจ็บนะครับคนดี”

 จุมพิตแผ่วเบาราวกับร่ายมนตร์สะกดหมายจะปัดเป่าความเจ็บปวดที่มือของเจลิโอให้หายไป แต่ดูเหมือนว่าการกระทำนั้นจะเรียกอารมณ์หวามไหวจนสูบฉีดเลือดในกายให้เดือดพล่านแล้ววิ่งวนไปทั่วร่างเขาเสียมากกว่า ไม่เว้นแม้แต่สองแก้มที่ร้อนผ่าวและคงแดงก่ำราวผลแอ็ปเปิลสุกจัดเต็มที่ นี่พลังแวมไพร์ของเขากลับฟื้นคืนมาแล้วหรือ เหตุใดจึงรู้สึกว่าร่างกายเบาหวิวราวกับขนนกจนแทบยืนไม่ติดพื้นอย่างนี้

“อีกเดี๋ยวรถก็จะมาแล้ว เราไปยืนรอตรงด้านหลังตึกกันเถอะครับ”

สกายเชยคางคนตัวเล็กกว่าขึ้นมาสบตากับเขา พลางยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ เมื่อเห็นแววตาขัดเขินของอีกฝ่าย ก่อนจะหมุนร่างเพรียวหันหน้าไปอีกทางแล้วก้าวขึ้นเดินนำโดยไม่ลืมที่จะคว้ามือนุ่มมาเกาะกุมเอาไว้แบบเนียนๆ แต่แล้วก็ต้องแปลกใจ เมื่อการฉวยโอกาสครั้งนี้กลับไม่มีเสียงบ่นหรือต่อว่าของอีกฝ่ายตามมาอย่างเคย

เจ้าของร่างสูงใหญ่ถึงกับยิ้มกว้าง ดวงตาเรียวโค้งลงจนแทบปิดอย่างยินดี และอดคิดเข้าข้างตัวเองมิได้ นี่คงเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคนตัวเล็กกว่าเริ่มยอมรับเขาขึ้นมาบ้างแล้วสินะ พวกเขาลงลิฟต์มายังชั้นล็อบบีและเดินออกมารอที่ด้านหลังของอาคาร แต่กลับพบว่ามีพวกนักข่าวมากมายหลายสำนักมาดักรอเหมือนรู้ว่าพวกเขาจะต้องออกมาทางนี้

“คุณเจแอลคะ เรื่องที่ว่าคุณมีรสนิยมรักร่วมเพศเป็นความจริงหรือเปล่าคะ”

นักข่าวสาวคนหนึ่งยื่นไมโครโฟนมาจ่อตรงหน้าเจลิโอพร้อมกับคำถามตรงไปตรงมา ทำให้แวมไพร์หนุ่มได้แต่ยืนอึ้งอย่างทำอะไรไม่ถูก

“เอ่อ คือ...”

“ขอโทษครับแต่คุณเจแอลยังไม่พร้อมจะให้ข่าวตอนนี้ รบกวนช่วยหลีกทางด้วยนะครับ” สกายรีบเอาตัวเข้ามาบังไว้แล้วกันพวกนักข่าวออกไปให้ห่างจากเจ้านายของตน

“อ้อ คุณนี่เองใช่ไหมที่เป็นคู่ขาของเจแอล ขอสัมภาษณ์หน่อยค่ะ พวกคุณคบกันมานานหรือยัง แล้วความสัมพันธ์ไปถึงขั้นไหนแล้วคะ”

เมื่อเห็นบอดี้การ์ดหนุ่มซึ่งเป็นคนเดียวกับหนุ่มปริศนาในภาพ นักข่าวสาวก็รีบเบนเป้าหมายทันที ไมโครโฟนถูกเลื่อนไปจ่อตรงปากของสกายแทน แต่มือใหญ่กลับปัดมันออกแล้วหันไปคว้าข้อมือของร่างเพรียวบางพาวิ่งหนีไปอีกทางโดยมีบรรดานักข่าวหัวเห็ดที่ต้องการคำตอบของเจลิโอมาลงเป็นสกู๊ปเด็ดของตนวิ่งตามกันไปเป็นโขยง

แวมไพร์หนุ่มมองมือของตนที่ถูกมือใหญ่เกาะกุมเอาไว้ หัวใจก็พลันเต้นถี่ขึ้นกว่าเก่า จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนว่าเคยเห็นภาพคล้ายๆ กันแบบนี้มาก่อน แน่นอนว่าไม่ใช่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ แต่เมื่อไรนั้นเจลิโอกลับนึกไม่ออกเลยสักนิด

ไม่นานรถตู้สีบรอนซ์คันใหญ่ที่ใช้รับส่งเป็นประจำก็แล่นมาจอดตรงหน้าทั้งคู่ สกายเปิดประตูให้เจลิโอขึ้นไปก่อน แล้วจึงตามขึ้นไปนั่งตรงที่ประจำของเทียร่าท่ามกลางเสียงโวยวายของคนที่ขึ้นไปนั่งก่อน แต่บอดี้การ์ดหนุ่มก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แล้วจึงบอกให้คนขับรีบออกรถไปโดยไม่ต้องสนใจเสียงของเจลิโอ เมื่อหันไปเห็นกองทัพนักข่าวที่วิ่งตามกันมาเป็นพรวน

เมื่อขึ้นรถมาได้สักพักบรรยากาศระหว่างสกายกับเจลิโอก็ตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง บอดี้การ์ดหนุ่มเห็นร่างเพรียวเอาแต่นั่งมองวิวนอกหน้าต่าง พลางยกมือข้างที่อีกฝ่ายเพิ่งใช้เป็นอาวุธซัดใบหน้าของเขาไม่กี่นาทีก่อนขึ้นมาลูบเบาๆ รอยยิ้มเขินยังคงหลงเหลืออยู่บนใบหน้าขาวใส ยิ่งทำให้คนมองอดยิ้มตามไปด้วยมิได้

“หายเจ็บแล้วหรือยังครับ ผมช่วยเป่าให้อีกไหม”

สกายถามพลางเอื้อมมือไปหมายจะคว้ามือเรียวนุ่มมากุมไว้ แต่เจลิโอรีบส่งสายตาดุมาขวางเอาไว้เสียก่อน บอดี้การ์ดหนุ่มทำคอย่นยิ้มแหะๆ แต่ดวงตานั้นไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้เลยสักนิด

เมื่อรถแล่นออกนอกตัวเมืองมาได้สักระยะ แสงไฟจากรถที่แล่นสวนมาก็เริ่มน้อยลง โคมไฟริมทางก็มืดสนิทจนมองแทบไม่เห็นทิวทัศน์ของสองฝั่งถนน จู่ๆ ก็มีฝูงกาจำนวนนับร้อยบินโฉบเข้ามาใกล้รถตู้ ก่อนที่ร่างของใครบางคนจะปรากฏขึ้นเบื้องหน้าและยืนจังก้าขวางอยู่กลางถนนในระยะกระชั้นชิด ทำให้คนขับรถหนุ่มตกใจและรีบเหยียบเบรกอย่างกะทันหันทำให้คนนั่งหน้าคะมำเกือบตกจากเบาะนั่ง เสียงล้อยางเสียดสีบดไปกับพื้นถนนคอนกรีตดังลั่น ก่อนที่ท้ายรถจะสะบัดเล็กน้อยแต่ยังทรงตัวได้ดีอยู่ภายใต้การควบคุมของคนขับหนุ่มที่มีประสบการณ์พอตัว จึงไม่เสียหลักหมุนคว้างกลางถนน และพุ่งชนเข้ากับต้นไม่ริมทางเหมือนอย่างครั้งก่อน

“บ้าเอ๊ย! มืดๆ แบบนี้มายืนทำอะไรกลางถนนวะ”

หลังจากรถจอดนิ่งสนิทในระยะที่อีกไม่ถึงเมตรดีก็จะปะทะเข้ากับร่างผอมเพรียวในชุดผ้าคลุมยาวสีดำสนิทที่ยืนกีดขวางเส้นทางอย่างไม่กลัวตาย คนขับหนุ่มจึงเปิดประตูรถแล้วเดินลงไปถามอย่างเอาเรื่อง

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ” เจลิโอถามคนข้างกายด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก กลัวว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอยกับอุบัติเหตุครั้งก่อน

“รู้สึกว่าจะมีคนมายืนขวางทางน่ะ คุณตกใจหรือครับมือสั่นเชียว”

สกายตอบพลางสังเกตเห็นมือเรียวที่กำแน่น และยกขึ้นมาวางอยู่บนตักด้วยท่าทางเกร็ง จึงเอื้อมไปบีบเบาๆ หมายจะปลอบใจ แต่อีกฝ่ายกลับยกขึ้นแล้วชี้ไปเบื้องหน้า ดวงตาสีฟ้าครามเบิกโพลงยิ่งกว่าเก่า

“สกาย คุณคนขับล้มลงไปที่พื้นแล้วน่ะ”

“เดี๋ยวผมลงไปดูเองครับ คุณอยู่ในรถนี่อย่าออกไปไหนนะ”

เมื่อมองตามมือของเจลิโอไปบอดี้การ์ดหนุ่มก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา เขากำชับอีกฝ่ายก่อนจะเปิดประตูลงไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนขับรถ แต่ร่างเพรียวกลับตามออกมาด้วย ยังไม่ทันที่สกายจะได้เอ่ยถาม คนแปลกหน้าก็โพล่งขึ้นมาเสียก่อน

 “เจ้าเองรึ คนที่อยู่กับตาแก่ดื้อด้านในคืนนั้น”

เสียงที่ดังมาจากชายหนุ่มอีกคนในชุดคลุมสีดำยาวรุ่มร่ามทำให้เท้าสองคู่ชะงักกึก สกายดึงร่างบางไปทางด้านหลังด้วยไม่ไว้วางใจในสถานการณ์ตรงหน้า เขาไม่รู้ว่าชายหนุ่มแปลกหน้าเป็นใครมาจากไหน ดูท่าทางไม่ใช่คนรู้จักของเจลิโอเสียด้วย แต่คนคนนั้นกลับพูดกับเขาราวกับว่าเคยรู้จักมาก่อน แถมยังเอ่ยถึงใครอีกคนขึ้นมาพานทำให้นึกถึงคำพูดของแมวหนุ่มเมื่อไม่นานมานี้

“คุณเป็นใครแล้วมาขวางเราไว้ทำไมกันครับ”

สกายเอ่ยถามอย่างสุภาพ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองจ้องร่างผอมบางที่มีเรือนผมยาวสีขาวโพลนตรงหน้าพลางใช้โปรแกรมจับคู่ภาพใบหน้าเปรียบเทียบกับข้อมูลที่เขามีอยู่ แต่กลับไม่มีข้อมูลใดๆ เลยที่บ่งบอกว่าพวกเขาเคยรู้จักกันมาก่อน

“คนนี้ก็เพื่อนนายอีกเหรอสกาย”

คนตัวเล็กกว่ายื่นหน้าออกมาจากด้านหลังของบอดี้การ์ดหนุ่ม ดวงตาสีฟ้าครามมองไปยังผู้ชายในชุดแปลกตาอย่างข้องใจ เขาเอ่ยถามแต่สกายกลับส่ายหน้าบอกว่าไม่รู้จัก สร้างความฉงนบนใบหน้าของแวมไพร์หนุ่มไม่น้อย

“นี่เจ้าจำข้าไม่ได้งั้นหรือเจลิโอ แสดงว่าเรื่องความจำเสื่อมนั่นเป็นเรื่องจริงสินะ”

ดวงตาสีทับทิมมองมาด้วยแววตาสมเพชเวทนา ก่อนที่เอเลสจะหัวเราะในลำคอ ประโยคคำพูดเมื่อครู่ส่งผลให้เจลิโอได้แต่ยืนตัวแข็งทื่ออย่างตื่นตระหนก นี่เขาไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม ผู้ชายแปลกหน้าคนนี้เรียกเขาด้วยชื่อจริงที่คนอื่นนอกจากไทก์ไม่เคยรู้มาก่อน แม้แต่สกายเองก็ไม่เคยเรียกเขาเช่นนั้น

“คุณรู้หรือว่าผมเป็นใคร”

“ข้ารู้แน่นอนอยู่แล้วเจลิโอ ก็หัวใจแวมไพร์ของเจ้าคือสิ่งที่ข้าตามหามันมาตลอดยี่สิบปีนี่นา แต่ดูเหมือนเจ้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันสินะว่าตอนนี้หัวใจนั่นอยู่ไหน แต่ข้าคิดว่าเจ้าหนุ่มที่ยืนข้างเจ้าต้องรู้แน่ๆ เพราะเขาก็อยู่ที่นั่นในคืนนั้นด้วยไงล่ะ”

นิ้วเรียวชี้มายังคนข้างกาย ทำให้เจลิโอผละออกจากร่างสูงอย่างอัตโนมัติ ดวงตาสีฟ้าครามมองชายแปลกหน้าที่มีเรือนผมสีขาวโพลนยาวสยายแผ่เต็มแผ่นหลังสลับกับบอดี้การ์ดของตนไปมาอย่างไม่เข้าใจ นี่มันเรื่องอะไรกันนอกจากไทก์แล้วผู้ชายคนนี้ก็รู้ว่าสกายมีส่วนเกี่ยวข้องกับหัวใจที่หายไปของเขาด้วยอย่างนั้นหรือ

“มัวพูดกันอยู่ตรงนี้ก็เสียเวลาเปล่า ข้าขอพาเจ้าหนุ่มนั่นไปสืบหาความจริงก่อนก็แล้วกันนะ จับเขาไว้แล้วพาตัวกลับไปที่คฤหาสน์ของท่านโซรอส”

รอยยิ้มเยือกเย็นของชายหนุ่มร่างบางตรงหน้า ทำให้เจลิโอรู้สึกเสียวสันหลังวูบขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ยังไม่ทันจะได้ถามไถ่อะไรต่อ เพียงแค่อีกฝ่ายดีดนิ้วดังเปาะ ร่างของสัตว์ประหลาดที่มีกายเป็นคนหัวเป็นอีกาก็ปรากฏขึ้นถึงสี่ตน พวกมันตรงรี่เข้ามาหาทั้งคู่แล้วลงมือจู่โจมก่อนทันทีตามคำสั่ง

“พวกตัวประหลาดนี่มันอะไรกัน ระวังตัวด้วยนะครับคุณเจแอล คอยหลบอยู่ข้างหลังผมไว้”

สกายประหลาดใจกับรูปร่างของปิศาจครึ่งมนุษย์ครึ่งนกด้วยไม่เคยเห็น ก่อนจะต่อสู้กับพวกมันทั้งสี่ด้วยมือเปล่า โดยมีสายตาตกตะลึงของแวมไพร์หนุ่มที่ทำได้เพียงแค่ยืนมองอยู่ห่างๆ ส่วนคนขับรถหนุ่มพอได้สติคืนมาก็ตกใจทิ้งรถไว้กลางถนนแล้ววิ่งเตลิดหนีหายไปทันที

“เจ้าหมอนี่เก่งไม่เบา คงต้องใช้ตัวช่วยแล้วสินะ”

น้ำเสียงเบาดุจกระซิบที่ดังขึ้นจากเรียวปากบางของร่างในผ้าคลุมสีหม่น แต่กลับดังก้องในหูของเจลิโออย่างชัดเจน เขาเบิกตาโพลงอย่างตกใจเมื่อเห็นตาข่ายเชือกขนาดใหญ่ร่วงลงมาจากท้องฟ้า ก่อนจะครอบร่างของบอดี้การ์ดหนุ่มแล้วมัดแน่นจนคนข้างในดิ้นไม่หลุด แวมไพร์หนุ่มร้องเรียกคนของตนเสียงหลง

“สกาย!!!

หุ่นยนต์หนุ่มพยายามดิ้นรนให้รอดพ้นจากพันธนาการนั้น สองมือที่แข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กพยายามกระชากตาข่ายเชือกออกแต่เส้นใยที่ทอขึ้นหนาเป็นพิเศษกลับเหนียวและทนทานมากจนแทบไม่ขยับเขยื้อน เอเลสเห็นดังนั้นก็รีบหลับตาพร้อมกับร่ายมนตร์เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับอาวุธลับของตน พลันเกิดเป็นกระแสไฟฟ้าไหลวนไปมารอบตาข่าย ส่งผลให้สกายถูกไฟฟ้าช้อตเข้าอย่างจังจนระบบภายในรวนไปหมด ร่างใหญ่กระตุกอยู่สองสามทีก่อนที่ระบบการทำงานของร่างกายทั้งหมดจะปิดตัวลงโดยอัตโนมัติแล้วนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น ท่ามกลางความตกใจจนแทบสิ้นสติของเจลิโอที่เห็นคนตัวโตล้มฟุบไปแล้ว

“ข้าขอยืมคนของเจ้าไปก่อนนะเจลิโอ”

สิ้นเสียงหัวเราะกังวานใสของเอเลส ร่างผอมเพรียวในผ้าคลุมก็กลายเป็นอีกาตัวใหญ่สีขาวบินหายไปในความมืดทันที พร้อมๆ กับที่ร่างของสกายถูกยกลอยขึ้นบนฟ้าไปในทิศทางเดียวกัน ทิ้งให้แวมไพร์หนุ่มยืนตะลึงมองดูบอดี้การ์ดคู่ใจถูกลักพาตัวไปต่อหน้าต่อตา

To be continued. . .

..............................................................................................................................................

คำถามข้อที่ 3

ใครส่งให้สกายมาอยู่กับเจลิโอ และมีจุดประสงค์เพื่ออะไร (อธิบาย พร้อมระบุชื่อตอนที่ปรากฏในเรื่อง)

..............................................................................................................................................

ตัวอย่างตอนต่อไป

          “พวกคุณเป็นใคร แล้วจับตัวผมมาทำไม”

          ดวงตาสีน้ำตาลของสกายจับจ้องไปยังผู้มาใหม่ ก่อนจะมองเลยไปทางด้านหลังก็เห็นว่าชายหนุ่มผมสีขาวร่างผอมเพรียวที่จับตนมายืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ

“เจ้าไม่รู้จักข้า โซรอสผู้ยิ่งใหญ่งั้นหรือ เจ้ากับตาแก่งี่เง่ารวมหัวกันขโมยของที่ข้าต้องการไป แล้วยังมีหน้ามาทำเป็นเหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยอย่างนี้มันน่าโมโหนัก บอกข้ามาว่าหัวใจนั่นถูกซ่อนไว้ที่ไหน” โซรอสเอ่ย ดวงตาสีม่วงมองคนที่ถูกล่ามอยู่บนผนังด้วยสายตาวาว

 “หัวใจอะไร ผมไม่เห็นจะรู้เรื่อง เอ๊ะ! เดี๋ยวนะพวกคุณคือคนที่ส่งพวกสัตว์ประหลาดต่างๆ ไปทำร้ายคุณเจแอลใช่ไหม”

คำถามของสกายทำให้จอมเวทย์หนุ่มต้องหันไปมองคนสนิทของตนพลางเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เอเลสพยักหน้าช้าๆแทนคำตอบ ร่างสูงหนาจึงหันกลับมาอีกครั้ง

“ข้าไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเจลิโอ ข้าแค่ต้องการบางอย่างจากเจ้าหนุ่มหน้าหวานนั่นต่างหาก”

เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มเยือกเย็นของโซรอส ทำให้สกายอดเป็นห่วงคนที่ถูกทิ้งไว้เพียงลำพังกลางถนนยามค่ำคืนที่แสนอันตรายมิได้

“คุณต้องการอะไรกันแน่”

“เลือดจากหัวใจแวมไพร์ไง” จอมเวทย์ยิ้มกว้างพลางตอบคำถามอย่างอารมณ์ดี

!!!

คำตอบที่ได้รับทำให้บอดี้การ์ดหนุ่มถึงกับตาโต หูผึ่ง ถ้าสิ่งที่ต้องการคือเลือดจากหัวใจ นั่นก็หมายความว่าเจลิโอต้องตายสินะ

. . . . . . .

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น