[yaoi] รัตติกาลนิรันดร์ (Endless Night)

ตอนที่ 16 : ตอนที่ 15 : นายเป็นใครกันแน่!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 144
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 ต.ค. 56

ตอนที่ 15 : นายเป็นใครกันแน่!

 

            หลังถูกอ้อนวอนแกมขอร้องให้ออกมานอกห้องนอนของเจลิโอแล้ว ไทก์ก็ได้แต่หันกลับไปมองประตูไม้บานใหญ่ที่ยังคงปิดสนิท เสียงพูดคุยของคนสองคนในห้องนั้นไม่ดังพอจะลอดออกมาให้หูแมวของเขาได้ยินเลย ใบหน้าคมระบายลมหายใจแรงอย่างหงุดหงิด ในเมื่อแวมไพร์หนุ่มตัดสินใจเลือกอีกคนไปแล้ว เขาจะทักท้วงขอความเห็นใจไปเพื่ออะไรกัน เพื่อให้หัวใจต้องเจ็บปวดไปมากกว่านี้น่ะหรือ รอยยิ้มเศร้าปรากฏบนหน้าของแมวหนุ่มเพียงชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าออกจากบ้านไปอย่างไร้จุดหมาย โดยไม่ทันสังเกตว่ามีเงาร่างของใครบางคนที่เดินตามหลังมาห่างๆ

           

            ส่วนคนที่ออกปากขอร้องให้แมวหนุ่มออกไปจากห้องเพื่อแลกกับการได้ฟังเรื่องที่อยากรู้กลับพบว่าตนคิดผิดไปถนัดที่ยอมลงทุนทำเช่นนั้น ในเมื่อคำตอบที่ได้รับไม่ได้สร้างความกระจ่างมากขึ้นกว่าเดิมเลย

            “สกายเป็นชื่อจริงของนายหรือเปล่า”

            คำถามของเจลิโอ ทำให้คนที่ตั้งใจจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดถึงกับชะงัก สกายเลิกคิ้วข้างหนึ่งอย่างแปลกใจ พลางคิดไปว่าดวงตากลมโตสีฟ้าครามที่มองมานั้นกำลังหาวิธีจับเท็จกับเขาอยู่หรือเปล่า ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

            “แน่นอนสิครับ ทำไมถามอย่างนั้นล่ะ”

            “ขำอะไรของนาย ก็ฉันอยากรู้นี่ ถามไม่ได้หรือไงเล่า แล้วนั่นจะยืนอีกนานไหม ตัวก็สูงใหญ่ขนาดนี้ให้เงยหน้าคุยนานๆ มันเมื่อยนะ”

            เจลิโอโต้กลับก่อนจะสะบัดหน้าไปอีกทางจนเรือนผมสีน้ำตาลแดงพลิ้วไหว เรียวปากอิ่มขมุบขมิบบ่นร่างสูงใหญ่ที่ยืนค้ำหัวเขาอยู่เป็นนานสองนานแล้ว

            “แต่ห้องนี้ไม่มีเก้าอี้ แล้วผมก็ไม่ชอบนั่งที่พื้นเสียด้วย ขอนั่งบนเตียงก็แล้วกันนะครับ”

            ไม่รอให้เจ้าของอนุญาต ร่างสูงใหญ่ก็ย่อตัวลงนั่งบนเตียงเบียดกับเรียวขายาวที่ซุกอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนาทันที ใบหน้าคมเข้มหันมาส่งยิ้มให้ด้วยแววตายั่วเย้า ไออุ่นจากร่างของหุ่นยนต์หนุ่มที่เบียดเข้ามาใกล้ทำให้อุณหภูมิในร่างกายของคนป่วยสูงขึ้นจนรู้สึกร้อนรุ่มไปทุกส่วนอย่างกับถูกจู่โจมด้วยพิษไข้ ใบหน้าขาวใสมีสีแดงระเรื่อเจืออยู่บนสองแก้ม ท่าทางขยับกายเลื่อนออกห่างพลางเสมองไปอีกทางอย่างเก้อเขินแลดูช่างน่ารักเสียเหลือเกินพาให้คนมองอดยิ้มกริ่มมิได้

            สายตาหวานเชื่อมที่มองมาพาให้หัวใจของแวมไพร์หนุ่มเต้นตึกตักแทบไม่เป็นจังหวะ เขาขยับตัวห่างออกไปอีกเล็กน้อย ด้วยกลัวว่าระยะเพียงไม่ถึงเมตรนั้นจะพลอยทำให้คนที่นั่งค่อนไปทางปลายเตียงได้ยินเสียงหัวใจเกรเรของเขาเต้นดังโครมครามเข้า ก่อนจะถามเสียงห้วน

            “มองหน้าฉันแล้วก็เอาแต่ยิ้มน่าขนลุกแบบนั้นอยู่ได้ ไม่เคยเห็นแวมไพร์หรือไง”

“ไม่เคยครับ เพิ่งรู้ว่าแวมไพร์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สวยที่สุดในโลกก็วันนี้เองครับ”

คำตอบที่หวานเลี่ยนพอๆ กับสายตา ทว่า ทำให้คนฟังเก้อเขินจนอยากซุกหน้าแดงก่ำของตนลงบนอกแกร่งนั้นจริงๆ ให้ตายเถอะ นี่เขาคิดบ้าบออะไรอยู่กันแน่ คนตรงหน้าก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน แถมยังเป็นหุ่นยนต์ที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่มีเลือดเนื้อที่แท้จริง ไม่มีทั้งหัวใจและสมองที่เป็นของแท้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว บางทีคำพูดที่ทำให้ใจเต้นพวกนี้ก็อาจเป็นแค่โปรแกรมสนทนาตอบโต้พื้นฐานทั่วๆ ไปไม่ได้มีความสลักสำคัญกับเจ้าตัวด้วยซ้ำ เจลิโอนึกอยากเขกศีรษะตัวเองสักร้อยหนที่เผลอมองหุ่นยนต์บอดี้การ์ดน่าพิศวาสขึ้นมาได้

“เลิกนอกเรื่องสักที บอกมาได้แล้ว นายทำงานให้ใครกันแน่”

น้ำเสียงและแววตาคาดคั้นของอีกฝ่ายราวกับนายตำรวจที่กำลังซักฟอกผู้ต้องหา ทำให้สกายอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงใส

“ก็คุณอเล็กซ์ ประธานบริษัทของคุณไงครับ”

“เรื่องนั้นฉันรู้แล้วจะถามทำไม นายนี่ตั้งใจจะกวนประสาทฉันหรือไงนะ!

ดวงตาสีฟ้าครามตวัดสายตามองจอมกวนประสาทด้วยใบหน้ามุ่ย เขาชักเริ่มเหนื่อยที่จะต้องมานั่งต่อปากต่อคำกับคนที่ดูเหมือนไม่ทุกข์ร้อนกับเรื่องใดเต็มที มือเรียวกำหมัดแน่นแล้วง้างขึ้นมา ขู่ว่าจะชกหน้าหล่อๆ นั้นสักเปรี้ยง หากอีกฝ่ายยังคงทำเป็นเล่นลิ้นอยู่อีก

 “คุณนี่เป็มแวมไพร์ขี้หงุดหงิดจริงนะ โอเคๆ ผมเป็นคนของบริษัทรักษาความปลอดภัยอันดับหนึ่งของประเทศนี้ครับ เฮ้! นี่ผมพูดจริงจังไม่ได้ตั้งใจจะกวนคุณนะ”

สกายทำท่ายกสองมือชูขึ้นเหนือศีรษะอย่างยอมแพ้ ก่อนจะบอกที่มาที่ไปของเขาให้อีกฝ่ายได้รับรู้ แต่สีหน้าเหมือนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งของแวมไพร์หนุ่ม ทำให้ร่างสูงใหญ่ต้องรีบบอกรายละเอียดเพิ่มเติม

“คุณคงเคยได้ยินคุณไอวี่พูดถึงด็อกเตอร์โธมัสแล้วใช่ไหมครับ นั่นล่ะเจ้านายของผมเอง เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานร่วมกับองค์กรรัฐบาลในการผลิตหุ่นยนต์ทหารไว้ใช้แทรกซึมในสนามรบน่ะ แต่เรื่องนี้เป็นความลับนะครับ ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าบริษัทของเราทำหน้าที่ฝึกอบรมบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางกองกำลังทหารเท่านั้น”

เรื่องราวที่ได้รับรู้เพิ่มเติม ทำให้แวมไพร์หนุ่มประหลาดใจไม่น้อย เขามองคนตรงหน้าพลางนึกไปถึงตอนที่สกายสู้กับพวกฝูงกาแล้วก็สุนัขป่าได้อย่างไม่เกรงกลัวก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ที่แท้ก็ถูกฝึกมาอย่างดีแล้วนี่เอง ร่างเพรียวบางคิดเองเออเองก่อนจะสรุปเองเสร็จสรรพ

“แสดงว่านายก็เคยเป็นทหารมาก่อนน่ะสิ”

“เปล่าครับ ตอนอยู่ที่บ้านของด็อกเตอร์ผมทำงานในฐานะพ่อบ้าน คอยควบคุมดูแลพวกคนรับใช้และจัดการเรื่องต่างๆ ในบ้านอีกทีน่ะ”

คำตอบของคนที่ไม่ได้เป็นทหารแต่เคยเป็นพ่อบ้านประจำตระกูล ทำให้เจลิโออุทานเสียงหลง พลางขยับตัวเข้าไปใกล้แล้วขยุ้มคอเสื้ออีกฝ่ายดึงเข้าหาตัวอย่างโมโหเพราะคิดว่าถูกแกล้งหยอกอีก

“อะไรนะ!!! พ่อบ้าน นี่นายล้อฉันเล่นอีกแล้วใช่ไหม”

“เปล่านะครับ คุณนี่เวลาผมพูดจริงก็คิดว่าล้อเล่นอยู่เรื่อยเชียว แล้วอย่างนี้ถ้าผมบอกว่าชอบคุณ คุณก็คงคิดว่าผมล้อเล่นด้วยเหมือนกันสินะ”

ท่าทางเบ้ปากกับวาจาตัดพ้อของอีกฝ่าย แล้วยังสายตาน้อยเนื้อต่ำใจที่มองมานั่นอีก ทำให้คนที่ชอบเข้าใจผิดต้องเบือนหน้าหนี มือเรียวคลายออกพลางลูบปกเสื้อเชิ้ตของอีกฝ่ายให้เรียบดังเดิมอย่างกลบเกลื่อนอาการหัวใจสั่นไหวของตนเอง คำว่า ชอบที่เพิ่งหลุดออกมาจากปากของบอดี้การ์ดหนุ่ม ทำให้เจลิโอรู้สึกเหมือนภูเขาไฟในใจเขาระเบิดดังตูมและปล่อยลาวาร้อนแรงออกมาแผดเผาจนร้อนรุ่มไปทั้งกายอย่างน่าประหลาด

“ไม่ต้องมาทำเป็นเปลี่ยนเรื่องน่า นายยังไม่บอกเลยว่าทำไมด็อกเตอร์อะไรนั่นต้องส่งนายมาคุ้มครองฉันด้วย เราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือไง จริงสิ ด็อกเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ ถ้าเป็นอย่างที่ไทก์บอก เขาก็คือคนที่สร้างนายขึ้นมา แล้วก็เอาหัวใจของฉันไปสินะ”

เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวจากคำบอกเล่าของแมวหนุ่มกับสกายเข้าด้วยกัน ก็ทำให้เจลิโอขยับถอยจนแผ่นหลังชิดติดหัวเตียง มองไปยังคนตรงหน้าด้วยสายตาหวาดระแวง ความไม่ไว้วางใจฉายชัดอยู่บนใบหน้าหวานอีกครั้ง

“คนที่สร้างผมไม่ใช่ด็อกเตอร์โธมัสหรอกครับ เขาบอกว่าเก็บผมได้จากบ้านร้างแห่งหนึ่งที่ถูกเพลิงไหม้จนเหลือแต่เถ้าถ่าน ร่างของผมถูกปิดสวิตช์แล้วซ่อนเอาไว้ในตู้เซฟขนาดใหญ่จึงไม่ได้ถูกเผาไปกับบ้านด้วย ด็อกเตอร์ยังบอกอีกว่าในมือของผมกำรูปถ่ายของคุณเอาไว้ พอเห็นหน้าคุณในโทรทัศน์ก็เลยคิดว่าคุณเป็นเจ้าของผม แล้วส่งมาที่นี่ในฐานะบอดี้การ์ดของคุณไงครับ”

เรื่องราวที่เหลือเชื่อเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันแสนซับซ้อนที่ได้ฟังนั้น ทำให้เจลิโอต้องคิดหนักว่าเขาจะเชื่อสิ่งที่อีกฝ่ายบอกมาได้หรือไม่ ถ้าหากว่าเป็นเรื่องจริง สกายก็คงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขปริศนาเรื่องหัวใจที่หายไปของเขาได้ แต่หากเรื่องราวทั้งหมดถูกตกแต่งขึ้นแล้วฝังเอาไว้ในความทรงจำของหุ่นยนต์หนุ่มตัวนี้เล่า จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขาบ้าง แวมไพร์หนุ่มได้แต่คิดวนเวียนไปมาจนปวดศีรษะตุบๆ

            “ฉันเชื่อใจนายได้แค่ไหนกันสกาย สัญญาได้ไหมว่านายจะไม่ทำร้ายฉัน”

            เจลิโอทอดถอนหายใจยาวก่อนจะเอ่ยคำขอร้องกับอีกฝ่าย ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองสบดวงตาคมสีน้ำตาลอ่อนพยายามค้นหาความลับที่ถูกซ่อนเอาไว้ในนั้น แต่ก็พบเพียงแต่ความจริงใจของอีกฝ่ายที่ส่งมาพร้อมกับมือใหญ่ที่แสนอบอุ่น นิ้วก้อยของบอดี้การ์ดหนุ่มเกี่ยวเข้ากับนิ้วก้อยของเขาแทนคำสัญญาที่จะผูกมัดทั้งคู่เอาไว้

            “ผมไม่ขอให้คุณเชื่อในตัวผมหรอกนะ แต่ผมสัญญาว่าจะเชื่อมั่นในตัวคุณ และปกป้องคุ้มครองให้คุณปลอดภัยแม้ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตของหุ่นกระป๋องตัวนี้ก็ตามครับ”

          ฉันสัญญาว่าจะคอยดูแลนายไปตลอดชีวิต

            อีกเสียงหนึ่งที่ดังซ้อนเข้ามาในโสตประสาทของเจลิโอ ทำให้เขาปักใจเชื่อลงไปเต็มร้อยว่าสกายและเขาต้องเคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อนอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะเจ้านายกับข้ารับใช้ เพื่อน หรือคู่รักก็ตาม

……………………………………………………………………………………………………….

 

ร่างสูงโปร่งเดินดุ่มๆ ออกจากบ้านมาด้วยหัวใจที่อ่อนล้า ในสมองเต็มไปด้วยภาพของแวมไพร์หนุ่มย้อนกลับไปนับแต่วินาทีแรกที่เขาได้พบเจออีกฝ่ายจนกระทั่งเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ตั้งแต่สกายกลับเข้ามาในชีวิตของเจลิโออีกครั้ง ก็รู้สึกเหมือนตัวตนของเขาค่อยๆ ถูกลดความสำคัญลงไปทีละน้อย แมวหนุ่มทั้งเศร้า เหงา ระคนเปล่าเปลี่ยวใจอย่างไรบอกไม่ถูก นึกอยากหาใครสักคนที่จะช่วยรับฟัง และเป็นที่ระบายความอัดอั้นตันใจให้แก่เขาในเวลานี้ได้ กว่าจะรู้ตัวอีกทีสองเท้าก็พาร่างสูงโปร่งมาหยุดที่หน้าบาร์เล็กๆ แห่งหนึ่งในตัวเมืองเสียแล้ว

ฟินิกซ์บาร์

ไทก์มองป้ายชื่อร้านที่ติดอยู่ด้านบน ก่อนจะยื่นมือผลักประตูเข้าไปด้านใน เสียงกระดิ่งที่แขวนไว้ตรงหน้าประตูสั่นไหวเล็กน้อย บ่งบอกให้คนในร้านรับรู้ว่ามีผู้มาเยือน เสียงนุ่มเอ่ยเชื้อเชิญลูกค้าด้วยท่าทางยิ้มแย้ม

            “ฟินิกซ์บาร์ยินดีต้อนรับครับ อ้าว...คุณนั่นเอง ไม่ได้มาเสียนานเลยนะครับ”

            คำทักทายที่ดังมาจากบริเวณเคาน์เตอร์บาร์เรียกให้ไทก์หันไปมอง ก็พบกับดวงหน้าขาวใสของชายหนุ่มคนหนึ่ง เขาสวมชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวคลุมทับด้วยเสื้อกั๊กสีเทาเข้มคู่กับกางเกงยีนสีฟ้าแกมน้ำเงิน เรือนผมยาวสีคาราเมลถูกมัดรวบไว้เป็นหางม้าทางด้านหลัง ดูจากลักษณะภายนอกแล้วคงอายุไม่น่าเกินยี่สิบต้นๆ แม้ใบหน้าขาวนั้นไม่ได้สวยหวานสะดุดตาเหมือนอย่างเจลิโอ แต่ก็ดูน่ารักน่ามองไม่น้อย กลีบปากบางที่ยิ้มหวานเสียจนดวงตาเรียวแทบจะปิดกลายเป็นเส้นโค้ง ทำเอาคนมองพลอยยิ้มตามไปด้วยอย่างไม่รู้ตัว

            “เอ้อ ครับ พอดีช่วงนี้มีเรื่องยุ่งนิดหน่อย”

            แมวหนุ่มโค้งศีรษะน้อยๆ พลางยกมือขึ้นลูบท้ายทอยอย่างเก้อเขิน อันที่จริงเขาก็ไม่ได้มาที่นี่บ่อยนัก แค่ใช้เป็นสถานที่ฆ่าเวลาระหว่างที่เจลิโอต้องออกไปทำงานเท่านั้น เนื่องจากที่นี่เป็นเสมือนแหล่งข้อมูลชั้นดีสำหรับเขา เมื่อต้องการรู้ข่าวคราวเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เพราะมักมีผู้คนหลากหลายอาชีพมารวมตัวกันมากมาย แล้วยังมีพวกปิศาจในร่างมนุษย์อีกหลายเผ่าพันธุ์ ที่แฝงกายเข้ามาหาความสำราญใส่ตัวเหมือนอย่างเขาเช่นกัน จึงออกจะแปลกใจอยู่สักหน่อยเมื่ออีกฝ่ายจดจำลูกค้าที่ไม่ได้มีความพิเศษโดดเด่นอะไรอย่างเขาได้ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้สูงหน้าเคาน์เตอร์ยาวเมื่อได้รับคำเชื้อเชิญจากเจ้าของร้านที่ควบตำแหน่งบาร์เทนเดอร์ไปด้วย

“มิน่าล่ะ วันนี้ท่าทางของคุณดูไม่ค่อยสดใสเลย ทานข้าวมาหรือยังครับเนี่ย”

            บาร์เทนเดอร์หนุ่มมองร่างสูงโปร่งที่ดูท่าทางอ่อนระโหยโรยแรงราวกับถูกใครดูดพลังชีวิตมาอย่างนั้น ก็อดถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาคนคุ้นเคยไม่ได้ ไทก์สั่นหน้าน้อยๆ แทนคำปฏิเสธ เขาเกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเมื่อเช้าตั้งแต่เจลิโอถูกพาตัวกลับมา ก็ยังไม่มีอาหารใดๆ ตกถึงท้องเลยสักนิด

            “เอ๋...ยังไม่ทานอะไรเลยแล้วยังจะมาที่นี่เพื่อดื่มอีก เอ่อ ขอประทานโทษด้วยครับ ผมไม่ได้ใจจะว่าคุณ”

หนุ่มผมยาวเลิกคิ้วขึ้นสูง ก่อนจะโพล่งออกมาอย่างลืมตัวกับคำตอบที่ได้รับ ทำให้ร่างสูงโปร่งถึงกับสะดุ้งหันขวับมามองเจ้าของเสียงอย่างตกใจแกมประหลาดใจ พอรู้ตัวว่าเผลอตำหนิลูกค้าไปแล้วเจ้าของร้านหนุ่มก็นึกขึ้นได้ว่ามันออกจะเป็นการเสียมารยาทเกินไปจึงรีบขอโทษขอโพยทันที แต่คนที่นั่งหน้าเคาน์เตอร์กลับส่ายหน้าพลางไหวไหล่น้อยๆ อย่างไม่ใส่ใจ แล้วจึงสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สีอำพันเหมือนอย่างเคย

“อย่าคิดมากเลยครับ ขอเบียร์เหยือกนึงก็แล้วกัน”

เจ้าของร้านได้ฟังก็แอบทำหน้ามุ่ยนึกบ่นลูกค้าหนุ่มอยู่ในใจ เมื่ออีกฝ่ายรู้ทั้งรู้ว่าร้านของเขาไม่มีอาหารใดๆ จำหน่ายนอกเสียจากผลไม้ที่เป็นเครื่องเคียงเท่านั้น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาที่ท้องว่างนอกจากจะทำให้รสชาติผิดเพี้ยนไปแล้วยังส่งผลต่อสุขภาพของผู้ดื่มเองด้วย ผู้ชายคนนี้ช่างไม่รู้จักรักษาสุขภาพของตัวเองบ้างเลย ก่อนจะหันไปเปิดตู้เย็นหยิบน้ำผลไม้สองสามอย่างออกมาวาง โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยิบเหยือกแก้วหนาไปกดเบียร์สดจากถังเบียร์ด้านหลังแต่อย่างใด

ไทก์มองตามท่าทางสาละวนของบาร์เทนเดอร์หนุ่มที่ค่อยๆ เทน้ำผลไม้หลายชนิดใส่ในโถผสมเครื่องดื่ม เติมน้ำแข็งบดลงไปเล็กน้อยแล้วยกขึ้นเขย่าเป็นจังหวะ พลางคิดไปว่าเครื่องดื่มที่กำลังผสมอยู่นั้นเป็นของลูกค้าคนก่อนหน้า ดวงตาสีอำพันจึงถือโอกาสหันมองไปรอบๆ  ร้าน ภายในฟินิกซ์บาร์ออกแบบตกแต่งด้วยโทนสีอ่อนตัดกับเฟอร์นิเจอร์สีโอ๊กเข้มที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและอ่อนโยนราวกับอยู่ในบ้าน บรรยากาศที่ค่อนข้างเงียบสงบไม่พลุกพล่านมากนัก คงเพราะยังอยู่ในช่วงหัวค่ำแถมยังเป็นวันทำงานอีกด้วย จึงมีผู้คนมานั่งดื่มกินแค่เพียงบางตา เสียงเพลงแจ็ซที่เปิดเบาๆ คลอเคล้าไปกับเสียงกระทบกันของน้ำแข็งและเชคเกอร์ ทำให้แมวหนุ่มรู้สึกผ่อนคลายลงไม่น้อย

เมื่อหันกลับมาอีกครั้งสายตาก็ไปสะดุดกับโถสีเงินในมือเรียวที่กำลังหยอกล้อกับแสงไฟสะท้อนเงาวาววับ ไล่สายตามองตามไปก็ได้เห็นใบหน้าขาวเนียนเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ทำให้ไทก์เผลอมองตามท่วงท่าการเคลื่อนไหวของคนตรงหน้าราวกับต้องมนตร์สะกดให้ตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่ามีบางอย่างถูกเลื่อนมาวางตรงหน้าเขาแล้ว

ไอเย็นจากแก้วทรงสูงที่บรรจุของเหลวสีส้มอมชมพูสดใสลอยมากระทบมือใหญ่ ใบหน้าสีน้ำผึ้งเงยหน้าขึ้นมองบาร์เทนเดอร์หนุ่มอย่างข้องใจ เมื่อเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ถูกหยิบยื่นมาให้ตรงหน้าแทนที่จะเป็นเหยือกเบียร์อย่างที่สั่งไป

“ผมเลี้ยงเอง ดื่มไปพลางๆ ก่อนแล้วกันครับ ผมจะเข้าไปดูในครัวสักหน่อยว่ามีอะไรพอทำให้คุณทานได้บ้าง”

เมื่อเห็นสีหน้าฉงนของลูกค้า เจ้าของร้านหนุ่มก็ลอบถอนหายใจเบาๆ แล้วจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ ก่อนจะขอตัวเดินไปทางด้านหลังร้านทันที โดยมีสายตาของไทก์มองตามไปอย่างงุนงง

            “อะไรของเขานะ”

            แมวดำในร่างมนุษย์มองตามคนที่เดินหายไปด้านหลังร้าน ก่อนจะเบนสายตากลับมายังแก้วทรงสูงที่มีน้ำผลไม้สีส้มอมชมพูรินไว้จนเกือบเต็ม บนปากแก้วมีดอกไม้สีม่วงเสียบแซมเอาไว้ข้างกับหลอดดูดน้ำสีขาวที่ถูกงอเอาไว้ มือใหญ่เลื่อนแก้วเข้ามาใกล้ก่อนจะโน้มหน้าลงดูดน้ำผลไม้จากหลอด ความเย็นซาบซ่านกับรสชาติหวานอมเปรี้ยวในปากเมื่อไหลลงสู่ลำคอก็ทำให้รู้สึกสดชื่นร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

            ไทก์เลื่อนแก้วนั้นออกห่างพลางเพ่งสายตามองอย่างประหลาดใจ อดคิดไม่ได้ว่าในแก้วนั้นมีมนตร์วิเศษใดๆ ผสมเอาไว้ด้วยหรือเปล่า จิตใจที่เต็มไปด้วยความหดหู่ของเขาจึงรู้สึกดีขึ้นได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ไม่นานนักเจ้าของร้านหนุ่มผมยาวก็ถือจานใส่อาหารใบเล็กเดินเข้ามาจากด้านหลังร้าน ก่อนจะวางแปะลงบนเคาน์เตอร์ตรงหน้าเขา ถัดจากแก้วเครื่องดื่มไปเล็กน้อย

“ผมไม่ค่อยถนัดเรื่องทำอาหารเท่าไร ปกติก็ทำอะไรง่ายๆ กินเอง ไม่รู้ว่าแซนด์วิชนี่จะถูกปากคุณหรือเปล่า ลองชิมดูแล้วกันครับ”

รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้าของเชฟหนุ่ม ไทก์ละสายตาจากใบหน้ายิ้มแย้มนั้นลงมามองแซนด์วิชที่ตัดเอาไว้เป็นรูปสามเหลี่ยมชิ้นเล็กพอดีคำสามถึงสี่ชิ้น กลิ่นหอมของปลาทูน่ากระป๋องของโปรดลอยโชยมาเตะจมูก ทำเอาน้ำลายสอขึ้นมาทันที มือใหญ่หยิบส่งเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยรสชาติกลมกล่อมที่นุ่มละมุนลิ้น ทำให้เขารีบหยิบอีกชิ้นใส่ปากตามอย่างรวดเร็ว ท่าทางน่าเอร็ดอร่อยของลูกค้าขาประจำ ทำให้เจ้าของร้านเผลอยืนมองอย่างอดปลื้มใจไม่ได้ ไม่นานแซนด์วิชจานเล็กก็หมดลงโดยฝีมือของแมวหนุ่ม เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปากพลางหันไปคว้าแก้วน้ำผลไม้ขึ้นมาเพื่อจะดื่มแต่เจ้าของร้านกลับยั้งมือเอาไว้ ทำให้ไทก์ชะงักหันไปมองอย่างไม่เข้าใจ

“เดี๋ยวครับ ปากคุณเลอะอยู่น่ะ ผมเช็ดให้ เอ่อ ขอโทษครับ คุณเช็ดเองดีกว่า”

มือเล็กชะงักลงเมื่อดวงตากลมโตสีอำพันมองจ้องหน้าเขา เจ้าของร้านหนุ่มเพิ่งรู้ตัวว่าทำเกินหน้าที่ของตนมากไป จึงยื่นกระดาษในมือตนส่งให้อีกฝ่ายแทน  

ไทก์รับกระดาษมาจากมือของอีกฝ่ายอย่างงุนงง ปลายนิ้วที่แตะสัมผัสกันเพียงเล็กน้อย แต่ทำเอาเจ้าของร้านหนุ่มผมยาวถึงกับสะดุ้งรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว ใบหน้าขาวมีสีแดงระเรื่อเจืออยู่ ดวงตาคู่เรียวสีเขียวอ่อนเสหันมองไปทางอื่นทันที ท่าทางเก้กังของคนตรงหน้าที่ทำเป็นหยิบนู่นจัดนี่ให้เข้าที่ แต่เดี๋ยวก็ทำนู่นร่วงนี่หล่น กลายเป็นคนซุ่มซ่ามไปทันตา ทำให้แมวหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ แค่มองดูก็รู้ว่าเจ้าของร้านหนุ่มกำลังเขินเขาอยู่ ท่าทางที่ดูน่ารักนั้นทำเอานึกอยากแกล้งอีกฝ่ายขึ้นมาครามครัน

“ผมมองไม่เห็นว่าเลอะตรงไหน คุณช่วยเช็ดให้หน่อยสิ”

ไม่พูดเปล่าไทก์ยังลุกขึ้นโน้มตัวข้ามเคาน์เตอร์เอื้อมไปคว้ามือเจ้าของร้านขึ้นมาแล้วยัดกระดาษเช็ดหน้าลงไป ดังเดิมก่อนจะกุมมืออีกฝ่ายเอาไว้ด้วย เรียกสีเลือดฝาดบนใบหน้าหวานตรงหน้าเขาได้อีกเป็นเท่าตัว มือเล็กที่เกิดอาการสั่นไหวภายใต้การเกาะกุมของเขาเย็นเฉียบราวกับก้อนน้ำแข็ง ท่าทางเหมือนไม่ถนัดเมื่อบาร์เทนเดอร์หนุ่มยื่นเพียงแต่แขนข้ามเคาน์เตอร์บาร์ออกมาทำให้ร่างสูงโปร่งต้องโน้มหน้าเข้าไปใกล้อีก จนได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่ายที่ออกอาการติดขัดเหมือนหายใจได้ไม่ทั่วท้องอย่างไรอย่างนั้น

“อะ...เอ่อ มันไม่ใกล้ไปหน่อยเหรอครับ”

เสียงนุ่มติดจะสั่นเล็กน้อยเอ่ยถาม ร่างเล็กผงะขยับถอยหลังอย่างระมัดระวังเรียกเสียงหัวเราะในลำคอของแมวหนุ่มขึ้นมาทันที พลางตอบด้วยน้ำเสียงกวนๆ กลับไป

“ก็ผมกลัวว่าคุณมองไม่เห็นแล้วจะเช็ดไม่หมดน่ะสิครับ”   

ดวงตาสีอำพันบนใบหน้าสีน้ำผึ้งช้อนขึ้นมองคนที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก ระยะห่างเพียงแค่หนึ่งช่วงแขนจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนของอีกฝ่าย ทำให้เจ้าของร้านเบนสายตาหลบไปทางอื่นแทบไม่ทัน เสียงหัวใจในอกข้างซ้ายเต้นระรัวราวกับยิงปืนกลนับร้อยนับพันนัด มือเล็กรีบเช็ดคราบเลอะบนริมฝีปากลูกค้าหนุ่ม ก่อนจะดึงมือของตนออกจากมือใหญ่ แล้วหมุนตัวกลับหลังหันไปทันที จึงไม่ทันเห็นแววตาเจ้าเล่ห์ของคนที่นั่งอยู่ข้างหลัง

“ทานอาหารเสร็จแล้ว จะ ดะ...ดื่มอะไรต่อดีครับ”

น้ำเสียงตะกุกตะกักเหมือนคนตื่นเต้นที่กำลังพยายามควบคุมอาการหัวใจสั่นไหว ทำให้แมวดำในร่างมนุษย์รู้สึกเบิกบานใจจนแทบลืมเลือนเรื่องราวความเจ็บปวดไปแล้ว

“ไม่รู้สิครับ ลองเลือกแบบที่คุณชอบก็ได้นะ ดื่มแต่เบียร์แบบเดิมๆ ผมก็เริ่มเบื่อเหมือนกัน”

เมื่อบาร์เทนเดอร์หนุ่มเจ้าของร้านถามความเห็น ไทก์ก็รีบตอบกลับไปทันที ร่างเล็กชะงักมือไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าหงึกๆ แล้วรีบผสมเครื่องดื่มชนิดใหม่ให้อย่างรวดเร็ว ท่าทางคล่องแคล่วผิดกับอาการประหม่าด้วยความเขินเมื่อครู่ราวกับเป็นคนละคน ทำให้แมวหนุ่มมองตามอย่างนึกทึ่ง ไม่นานแก้วทรงสั้นที่มีของเหลวใสพร้อมด้วยลูกเชอร์รี่สีแดงสดวางไว้ตรงก้นแก้วก็ถูกยื่นมาวางตรงหน้า

“ผมเพิ่งคิดสูตรใหม่ได้เมื่อวันก่อน ลองชิมดูสิครับ”

เจ้าของร้านหนุ่มผมยาวผายมือเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายทดลองเครื่องดื่มสูตรเฉพาะตัวของเองด้วยสีหน้าลุ้นระทึก ไทก์พยักหน้าก่อนจะยกแก้วขึ้นมาจรดริมฝีปากหนา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ชนิดหนึ่งลอยกรุ่นขึ้นมาเมื่อปลายลิ้นสัมผัสกับรสขมของแอลกอฮอล์แบบไร้สีไร้กลิ่นแต่เจือไว้ด้วยรสหวานปะแล่มจากผิวของผลเชอร์รี่ เขาดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว

ด้วยดีกรีของแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มผสมค่อนข้างแรงทำให้แมวหนุ่มรู้สึกร้อนวูบวาบในท้องและพลอยร้อนผ่าวขึ้นมาที่สองแก้ม ความรู้สึกราวกับความปรารถนาในกายถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นเมื่อตอนที่เขาได้สัมผัสกับใบหน้าของเจลิโออย่างไรอย่างนั้น มือใหญ่วางแก้วที่เหลือเพียงแต่ลูกเชอร์รี่ลงบนโต๊ะแล้วมองหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาทึ่ง

“เป็นอะไรไปครับ มันไม่อร่อยเหรอ”

เจ้าของร้านหนุ่มถึงกับหน้าเสีย คิ้วเรียวขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกผิดหวังน้อยๆ กับสีหน้าที่เดาไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่

“แก้วนี้มีชื่อหรือยังครับ”

ไทก์ไม่ตอบแต่กลับย้อนถามอีกฝ่าย เจ้าของร้านอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะสั่นหน้า พลางมองลูกค้าหนุ่มด้วยแววตาสงสัย

“ถ้างั้นให้ผมตั้งชื่อมันได้ไหม จริงสิ ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลยนี่”

เมื่อลูกค้าคนโปรดเฉลยก็ทำให้หนุ่มผมยาวเจ้าของร้านใจชื้นขึ้นมา ดูท่าอีกฝ่ายคงพอใจเครื่องดื่มของเขาไม่น้อยจนถึงกับออกปากขอเป็นคนคิดชื่อให้เองเช่นนี้ จึงรีบแนะนำตัวเองด้วยน้ำเสียงร่าเริง

“ได้เลยครับ ไม่มีปัญหา เอ่อ ผมฟินิกซ์ครับ ชื่อเดียวกับร้านนี้นั่นล่ะครับ”

“ฟินิกซ์งั้นเหรอ เหมาะกับคุณดีนะ ถ้างั้นแก้วนี้ผมให้ชื่อว่า เลิฟฟินิกซ์ก็แล้วกันครับ”

เจ้าของเครื่องดื่มสูตรใหม่ที่เพิ่งได้ชื่อว่า เลิฟฟินิกซ์ ทำตาโตมองคนตั้งชื่อก่อนจะหน้าแดงด้วยความเขิน เมื่อดวงตากลมโตสีอำพันมองมายังเขาอย่างมีเลศนัย ก็รีบปฏิเสธอีกฝ่ายทันที

“อะไรกันครับ ชื่อแบบนั้น ผมว่าเปลี่ยนดีกว่าเดี๋ยวจะไม่มีคนสั่งกันพอดี”

“เปลี่ยนทำไมล่ะครับ ผมว่าเหมาะดีออกนะ ดูแค่ภายนอกก็คิดว่าคงจะจืดชืดไม่ต่างจากน้ำเปล่า แต่พอได้ลิ้มลองรสชาติแล้วครั้งหนึ่งก็อดที่จะสั่งเพิ่มไม่ได้ เพราะมันซ่อนทั้งความหวานแล้วก็เร่าร้อนเอาไว้ข้างใน สงสัยจังว่าค็อกเทลแก้วนี้...จะเหมือนตัวคุณด้วยหรือเปล่าครับ”

ไทก์อธิบายเสียยืดยาวก่อนจะมองเจ้าของสูตรเครื่องดื่มที่เขาเพิ่งคิดชื่อขึ้นมาได้สดๆ ร้อนๆ ด้วยสายตาพราวระยับ ทำเอาคนถูกมองรู้สึกร้อนวูบไปทั้งหน้า

หัวใจของเจ้าของร้านหนุ่มเต้นโครมครามอย่างหนักแม้จะยังไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึมเข้ากระแสเลือดเลยสักหยด ประโยคบอกเล่าที่ฟังอย่างไรก็เหมือนอีกฝ่ายตั้งใจหยอกเย้าเขา สายตาคมที่มองมาอย่างค้นหาทำให้ฟินิกซ์รู้สึกประหม่าระคนเก้อเขินอย่างไรพิกล หรือคนตรงหน้าจะรู้แล้วว่าเขาแอบมีใจให้อยู่ ทั้งที่ยังไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของอีกฝ่ายด้วยซ้ำไป

“อย่าล้อเล่นแบบนี้สิครับคุณ เอ่อ...”

“ไทก์ครับ” แมวหนุ่มแนะนำตัวสั้นๆ ด้วยรอยยิ้มกว้างพลางขยิบตาให้อีกฝ่ายอย่างล้อเลียน เล่นเอาฟินิกซ์แทบหลอมละลายไปพร้อมกับรอยยิ้มหวานบาดใจของเขาเสียแล้ว

 

ในขณะที่ไทก์กำลังสนุกกับการแกล้งโปรยเสน่ห์ใส่บาร์เทนเดอร์หนุ่มหน้าหวานอยู่นั้น ใครบางคนที่เข้ามาในร้านอย่างเงียบเชียบและเลือกที่จะนั่งตรงมุมหนึ่งที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านนัก มองไปยังร่างสูงโปร่งตรงหน้าเคาน์เตอร์พลางส่ายหัวน้อยๆ รู้สึกเหมือนเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ที่สู้อุตส่าห์แอบสะกดรอยตามปิศาจแมวดำมา เอเลสซบหน้าลงกับฝ่ามือของตนอย่างผิดหวังเมื่อไม่มีเรื่องราวหรือข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับหัวใจแวมไพร์หลุดออกมาให้ได้ยินเลยแม้แต่น้อย เขาตัดสินใจลุกขึ้นและทำท่าว่าจะเดินออกไปแล้ว ถ้าไม่เพราะว่าชื่อของใครบางคนลอยมาเข้าหูเสียก่อน

“เฮ้อ...เข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้าสกายนั่น ถึงได้ชอบทำสายตากรุ้มกริ่มใส่ท่านเจลิโออย่างนั้น มันคงรู้สึกสนุกดีแบบนี้เองสินะ”

ระหว่างที่เจ้าของร้านหนุ่มขอตัวไปดูแลลูกค้าที่โต๊ะอื่นบ้าง ไทก์ก็พึมพำกับตัวเองพลางมองตามร่างเล็กที่กำลังถือถาดเดินเสิร์ฟเครื่องดื่มไปยังโต๊ะต่างๆ ด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง

“จะว่าไปเจ้าหมอนั่นทำไมถึงได้ทำเหมือนจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ทั้งเรื่องของท่านเจลิโอ ทั้งเรื่องหัวใจที่หายไป ทั้งที่เป็นคนร่วมมือกับตาแก่นั่นแท้ๆ”

คำพูดของไทก์ ทำให้อีกาหนุ่มถึงกับหูผึ่ง คนชื่อ สกายที่ถูกพูดถึงนั้นน่าจะหมายถึงชายหนุ่มอีกคนที่อยู่ในบ้านหลังนั้นกับแวมไพร์ตัวปัญหาด้วยไม่ผิดแน่ แต่ที่เขาไม่เข้าใจก็คือแมวดำพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างสกายกับชายสูงวัยคนหนึ่ง บุคคลปริศนาที่ถูกเรียกว่าตาแก่คนนั้นหมายถึงใครกัน

“หรือว่าจะเป็นตาแก่นั่น!

เอเลสโพล่งออกมาเสียงเบา แต่มีหรือที่หูของปิศาจแมวดำจะไม่ได้ยิน ร่างสูงโปร่งลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วหันขวับมาตามเสียงทันที ดวงตากลมโตสีอำพันมองไปยังโต๊ะตัวหนึ่งที่ตรงมุมมืดของร้านแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า เขาทำท่าหันรีหันขวางไปมา เมื่อจมูกได้กลิ่นอายรุนแรงของปิศาจ บ่งบอกว่าเจ้าของกลิ่นนั้นไม่ใช่แค่ระดับปิศาจธรรมดาชั้นปลายแถว ท่าทางแปลกๆ ของไทก์ทำให้เจ้าของร้านหนุ่มที่เพิ่งเสิร์ฟเครื่องดื่มเสร็จเดินกลับมาเห็นเข้าจึงเอ่ยถามอย่างสงสัย

“มองหาใครหรือครับ”

เสียงทักของฟินิกซ์ ทำให้แมวหนุ่มรู้สึกตัว เขาส่ายหน้าน้อยๆ แทนคำปฏิเสธแล้วจึงนั่งลงอีกครั้งพลางคิดในใจว่าเขาอาจจะหูแว่วไปเอง โดยไม่ได้นึกเอะใจเลยสักนิดว่าเรื่องร้ายกำลังจะมาเยือนผู้มีพระคุณของเขาในไม่ช้านี้

To be continued. . .

 

..............................................................................................................................................

 

กิจกรรมตอบคำถามชิงรางวัลหนังสือนิยาย “รัตติกาลนิรันดร์ (Endless Night)”

ข้อ 1. ไทก์กับเจลิโอรู้จักกันครั้งแรกได้อย่างไร (อธิบาย พร้อมระบุชื่อตอนที่ปรากฏในเรื่อง)

 

หมายเหตุ อ่านกติกาการร่วมสนุกกับกิจกรรมได้ในท้ายตอนที่ 14 หรือคลิก
http://my.dek-d.com/dek-d/story/viewlongc.php?id=993953&chapter=15

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น