[yaoi] รัตติกาลนิรันดร์ (Endless Night)

ตอนที่ 15 : ตอนที่ 14: ตัวตนที่แท้จริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 145
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    16 ต.ค. 56

ตอนที่ 14: ตัวตนที่แท้จริง

           

            เสียงของผู้จัดการสาวใหญ่ที่ดังตามไล่หลังมา ทำให้สกายหมุนตัวกลับไปปิดประตูพร้อมกับลงกลอนอย่างแน่นหนา ด้วยไม่อยากให้มีคนอื่นมาเห็นเจ้านายของเขาในสภาพนี้ ก่อนจะร้องห้ามเมื่อร่างเพรียวกำลังจะฝังเขี้ยวคมลงบนลำคอขอสไตลิสต์สาวที่หมดสติไปแล้วด้วยอาการหวาดกลัวสุดขีด

            “ปล่อยผู้หญิงคนนั้นก่อนเถอะครับ คุณเจแอล ผมไม่รู้ว่าคุณป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่ แต่อย่าสร้างความแตกตื่นให้กับกลุ่มแฟนคลับข้างนอกเลยนะครับ”

            น้ำเสียงห้าวที่ลอยมาเข้าหู ทำให้แวมไพร์หนุ่มที่จมดิ่งอยู่ในสันดานดิบของตัวเองไปแล้วตวาดออกมาอย่างหัวเสีย

            “อย่ามาขวางน่า ฉันต้องการแค่เลือดของผู้หญิงคนนี้ไม่กี่ลิตรเท่านั้น”

            ดวงเนตรสีแดงเพลิงตวัดสายตาไปยังร่างสูงใหญ่ที่ยืนจังก้าอยู่หน้าประตูด้วยแววตาเย็นชา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จุดขึ้นตรงมุมปาก แต่ยังไม่ปล่อยมือจากเหยื่อสาวอันโอชะ

            “คุณเจแอล ปล่อยเธอซะ ไม่งั้นผมจะไม่เกรงใจนะครับ”

            เมื่อเห็นเจ้านายของตนกำลังจะทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สกายจึงต้องขู่ด้วยน้ำเสียงเข้มก่อนที่เรื่องราวจะลุกลามบานปลายไปกันใหญ่ เขาไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจลิโอ และเหตุใดอีกฝ่ายจึงมีสภาพร่างกายภายนอกเปลี่ยนไปจนน่าหวาดผวาเช่นนี้ สิ่งเดียวที่เขารู้คือต้องหยุดการกระทำของร่างเพรียวเอาไว้ให้ได้ แต่เจ้าของใบหน้าขาวซีดตัดกับสีแดงสดบนเรียวปากอิ่มกลับไม่ฟังคำทัดทานนั้นเลย

            “ถ้านายคิดว่าห้ามฉันได้ ก็ลองดูสิ”

            เจลิโอแสยะยิ้มแยกเขี้ยวโชว์อีกฝ่ายด้วยสายตาท้าทาย ก่อนจะก้มหน้าเตรียมพร้อมจะกัดและสูบเลือดจากหญิงสาวที่อยู่ในเงื้อมมือของเขา แต่แล้วจู่ๆ ก็เกิดมีกระแสลมหมุนรุนแรงพัดวูบเข้ามาจนแวมไพร์หนุ่มต้องหลับตา เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบว่าภายในอ้อมแขนของตนวางเปล่า ร่างของเหยื่อสาวอันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว

            “เกิดอะไรขึ้น!

            ร่างเพรียวหันรีหันขวางมองไปรอบกายอย่างหวาดระแวง ก่อนที่กระแสลมแรงจะพัดวูบมาอีกครา และครั้งนี้ร่างของเขาก็ถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยอ้อมแขนที่แข็งแรงของใครบางคนโดยไม่ทันรู้ตัว แวมไพร์หนุ่มพยายามดื้นรนให้หลุดออกจากวงแขนแกร่งนั้น แต่ไม่ว่าจะออกแรงมากเท่าไรอ้อมแขนของคนตัวสูงกว่ากลับไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด

            “ใจเย็นๆ นะครับคุณเจแอล เดี๋ยวผมจะรีบพาคุณกลับบ้านก่อนที่ใครจะเห็นคุณในสภาพนี้เองครับ”

            สกายกล่าว พร้อมกับพาร่างบางในอ้อมแขนเดินไปหยุดตรงหน้าห้อง เขามองลอดผ่านช่องว่างของประตูก็พบว่าเทียร่ากับทีมงานจำนวนหนึ่งกำลังวิ่งกรูมาทางนี้เพราะเสียงกรีดร้องของสไตลิสต์สาว

            “ปล่อยฉันนะ”

            ไม่พูดเปล่าแต่เจ้าของใบหน้างามยังแยกเขี้ยวขู่พร้อมกับส่งเสียงคำรามราวสัตว์ป่าด้วยความกรุ่นโกรธที่อาหารอันโอชะของตนถูกพรากไปต่อหน้าต่อตา ในเวลานี้เจลิโอรู้สึกเหมือนเลือดในกายกำลังเดือดพล่าน เขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลย ความรู้สึกกระหายเลือดอย่างรุนแรงทำให้แวมไพร์หนุ่มเลือกที่จะฝังเขี้ยวคมลงบนท่อนแขนของคนที่โอบรัดตนเอาไว้ โดยหารู้ไม่ว่าเขาคิดผิดไปเสียแล้วที่ทำเช่นนี้

            “อย่าครับคุณเจแอล!

            สกายหันมาเห็นเข้าพอดีว่าคนตัวเล็กกว่าคิดจะทำอะไร ถึงจะร้องห้ามแต่ก็เหมือนจะช้าไปเสียแล้ว กระแสไฟฟ้าหลายร้อยโวลต์วิ่งผ่านเขี้ยวแวมไพร์ไปยังร่างกายทุกส่วนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างเพรียวชักกระตุกราวกับเผลอไปแตะสายไฟแรงสูงเข้าอย่างจัง

            “อ๊าก...ก!!!

            เหมือนมีเข็มนับร้อยนับพันเล่มเสียดแทงเข้าไปในเนื้อ ใบหน้างามเหยเกบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน เขาร้องตะโกนลั่นอย่างสุดเสียงเมื่อความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ส่งผลให้ร่างเพรียวที่เปลี่ยนร่างเป็นแวมไพร์กลับคืนมาอยู่ในสภาพมนุษย์แบบปกติอีกครั้ง ดวงตาสีเพลิงกลายมาเป็นสีฟ้าครามดังเดิม เขาเห็นสีหน้าร้อนรนของบอดี้การ์ดหนุ่มที่พยายามเรียกชื่อเขาซ้ำๆ ซ้อนทับกับภาพของใครบางคนที่เคยเห็นในฝัน คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างไม่เข้าใจ ก่อนความรู้สึกทุกอย่างจะดับวูบลงและหมดสติไปในที่สุด

.

.

.

            เปลือกตาที่มีขนตางอนงามเรียงกันเป็นแพ กะพริบถี่ก่อนจะลืมตาช้าๆ ดวงตากลมโตกลอกไปมาอย่างงุนงง แต่ดวงไฟบนเพดานกลับส่องสว่างเจิดจ้าเสียจนดวงตาพร่าเลือน เขาหรี่ตาลงอีกครั้งแล้วเอ่ยขึ้น

            “แสบตาจัง ปิดไฟหน่อยได้ไหม”

            เสียงหวานใสอย่างเคยบัดนี้กลับแหบห้าวเมื่อลำคอแห้งผากจนแม้แต่กลืนน้ำลายก็ยังเจ็บไปจนถึงหู มือเรียวพยายามจะยกขึ้นมาบังหน้า แต่กลับต้องประหลาดใจเป็นมากเมื่อพบว่ามันหนักอึ้งจนยกไม่ไหว จึงได้แต่หันหน้าหนีไปทางด้านข้างแทน

สิ้นคำร้องขอของเจลิโอ โคมไฟสว่างด้านบนก็ถูกปิดลงเหลือเพียงแค่แสงสีเหลืองนวลตาจากโคมไฟตรงข้างเตียงเท่านั้น เขากะพริบตาแรงๆ อีกสองสามทีเพื่อปรับโฟกัสภาพให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น ก่อนจะพบกับใบหน้าคมคายของคนที่คุ้นเคยลอยเด่นอยู่ตรงหน้า

            “ฟื้นแล้วหรือครับคุณเจแอล”

            น้ำเสียงดีใจของสกาย ปลุกให้แมวหนุ่มที่เผลอนั่งหลับฟุบอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเตียงสะดุ้งตื่น ร่างสูงโปร่งเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเจ้าของห้องมีสติฟื้นคืนมาแล้ว

            “ท่านเจลิโอ เป็นยังไงบ้าง บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ขอรับ”

            ไทก์ผุดลุกขึ้นยืนแล้วกระโจนขึ้นมาบนเตียงคนป่วย ใบหน้าสีน้ำผึ้งก้มลงมองใบหน้าขาวที่ซีดราวกับกระดาษด้วยสายตาวิตกกังวลระคนห่วงหาอาทรเป็นอันมาก

            “เกิดอะไรขึ้นสกาย ฉันกลับมาที่นี่ได้ยังไงน่ะ”

            เจลิโอส่ายหน้าแทนการตอบคำถามของไทก์ก่อนจะหันไปถามบอดี้การ์ดหนุ่มอย่างสับสน เขาจำได้ลางๆ ว่ากลิ่นเลือดปลอมบนเสื้อเชิ้ตนั้นได้ปลุกสัญชาตญาณดิบของความเป็นแวมไพร์ จนทำให้เขาเผยร่างที่แท้จริงออกมา และเกือบจะเผลอจัดการกับสไตลิสต์สาวผู้เคราะห์ร้ายอยู่รอมร่อแล้ว แต่สกายเข้ามาขวางไว้เสียก่อน แล้วหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างเขายังนึกไม่ออกเลย

            “คุณสลบไปน่ะครับ คงเพราะหักโหมและเครียดกับงานมากเกินไป ร่างกายก็เลยต้านทานไม่ไหว”

            บอดี้การ์ดหนุ่มส่งแก้วน้ำให้คนป่วยจิบพลางเลิกคิ้วข้างหนึ่งอย่างแปลกใจที่เจลิโอจำเหตุการณ์ทั้งหมดนั่นไม่ได้ แต่ก็คิดว่าดีแล้วที่อีกฝ่ายลืมเรื่องที่เกิดขึ้นไปเพราะไม่อย่างนั้นสถานะของเขาต้องถูกเปิดเผยแน่นอน ก่อนจะปิดบังความจริงเอาไว้ทั้งเรื่องสภาพร่างกายอันน่าประหลาดของนายแบบหนุ่ม รวมถึงเรื่องที่อีกฝ่ายกัดเขาจนถูกกระแสไฟฟ้าช้อตเข้าอีกด้วย

            ทีแรกเจลิโอเชื่อตามคำพูดของสกายอย่างสนิทใจ แต่แล้วขณะที่กำลังปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง สมองก็กลับปะติดปะต่อเรื่องราวเข้าด้วยกันจนทำให้ความทรงจำบางอย่างกระจ่างชัดขึ้น ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อนึกขึ้นได้ว่าสกายเข้ามาในห้องตอนที่เขาเปลี่ยนร่างพอดี

            “อ๋อ แบบนั้นเองสินะ เฮ้ย!!! เดี๋ยวก่อน นะนายเห็นร่างแวมไพร์ของฉันแล้วไม่ใช่เหรอ”

น้ำเสียงตื่นตระหนกของเจลิโอทำให้ไทก์ตาโตมองไปยังบอดี้การ์ดหนุ่มด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เขาอยู่ในท่าเตรียมพร้อมที่จะขย้ำคออีกฝ่ายได้ทุกเมื่อแม้จะยังอยู่ในร่างมนุษย์ก็ตาม แมวหนุ่มคำรามเสียงต่ำถามลอดไรฟัน

            “เจ้ารู้แล้วอย่างนั้นหรือ!

            “ร่างแวมไพร์คืออะไรครับ ผมคิดว่าคุณแค่ป่วยด้วยโรคประหลาดเสียอีก”

            บอดี้การ์ดหนุ่มเอียงคอถามอย่างไม่เข้าใจ โลกนี้เต็มไปด้วยมีสิ่งมีชีวิตหลายเผ่าพันธุ์ก็จริง แต่เขาไม่เคยได้ยินเรื่องของแวมไพร์มาก่อนเลย ครั้งก่อนที่ไทก์บอกว่าตนเองเป็นปิศาจแมวดำ เขาก็ยังเข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็นหุ่นยนต์แมวมาตลอดจนกระทั่งคืนร่างกลับเป็นมนุษย์ได้นั่นล่ะ จึงยอมป้อนข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปิศาจแมวดำลงไปในสมองกลของเขา แล้วพอมาตอนนี้เจ้านายคนสวยก็ยังบอกว่าเป็นแวมไพร์เข้าอีก ทำให้สกายต้องค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแวมไพร์ในระบบฐานข้อมูลของตนอยู่นานจนดูภายนอกเหมือนกับว่าเขากำลังนั่งเหม่อไปชั่วขณะ

            “เรื่องมันเป็นยังไงมายังไงกันขอรับท่านเจลิโอ ปกติท่านจะไม่เผยร่างที่แท้จริงให้มนุษย์เห็นนี่”

            ไทก์ฟังสองหนุ่มคุยกันแล้วก็อดข้องใจไม่ได้ เขาหันไปถามร่างบางที่นอนครุ่นคิดอยู่บนเตียงด้วยแววตาประหลาดใจ เพราะรู้ดีว่าเจลิโอเป็นแวมไพร์ที่ไม่จำเป็นต้องสูบเลือดมนุษย์ก็มีชีวิตอยู่ได้ ขอเพียงแค่ได้รับปริมาณสารอาหารในแต่ละวันอย่างเพียงพอเทียบเท่ากับโลหิตของมนุษย์สักคน

            “มะ...ไม่รู้สิ ฉันจำไม่ได้ บางทีอาจเพราะได้กลิ่นเลือดก็เลยหิวขึ้นมาละมั้ง” เจลิโอส่ายหน้าช้าๆ เขานึกทบทวนความทรงจำของตัวเองอีกครั้งก่อนจะพยายามหาสาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้

            “หิวเหรอขอรับ แต่ท่านก็กินข้าวทุกวัน...เอ๊ะ! หรือจะเป็นเพราะท่านไม่ยอมกินอะไรเลยนอกจากน้ำมะเขือเทศนั่น”

            แมวดำทำหน้างงก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายมักใช้เวลาในแต่ละวันหมดไปกับการคร่ำเคร่งซ้อมท่องบทจนแทบไม่แตะต้องข้าวปลาอาหารเหมือนอย่างเคย ตอนที่ไปทำงานก็คงไม่มีอะไรตกถึงท้องอีกเช่นกัน แบบนี้นี่เองเพราะพลังงานที่ไม่เพียงพอทำให้แวมไพร์หนุ่มต้องการเลือดมนุษย์สดๆ มาทดแทน แต่ถ้าอย่างนั้นแล้วเกิดอะไรขึ้นกับเหยื่อที่เจลิโอเล็งเอาไว้กันแน่ล่ะ

ไทก์ครุ่นคิดอย่างสงสัยพลางมองใบหน้าหวานที่เอาแต่ส่ายไปมาแทนคำตอบ เจลิโอหลับตาลงนึกย้อนเหตุการณ์ต่างๆ ก่อนจะพบว่าต้นตอของปัญหานั้นมาจากเลือดเทียมบนเสื้อที่เขาใส่ตอนแสดงมิวสิควิดีโอนั่นเองที่ทำให้อาการกระหายเลือดของเขากำเริบขึ้นมาจนควบคุมตัวเองไม่ได้  จากนั้นเมื่อร่างของเหยื่อในมือหายไปเขาจึงเผลอกัดสกายแทน

จริงสิ...แค่คมเขี้ยวแวมไพร์ฝังลงบนร่างกายของบอดี้การ์ดหนุ่มเข้าก็ส่งผลให้เขาถูกไฟดูดจนเกือบตาย บางทีสกายอาจไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาอย่างที่เคยเข้าใจก็ได้ เจลิโอคิดพลางฝืนขยับร่างกายไปคว้าแขนบอดี้การ์ดหนุ่มลงมาท่ามกลางสายตาประหลาดใจของสกายกับไทก์

“เดี๋ยวครับ คุณเจแอลทำอะไรน่ะ”

มือเรียวเลิกแขนเสื้อของร่างใหญ่ขึ้นไปด้านบนเพื่อค้นหาร่องรอยเขี้ยวคมที่ฝังเอาไว้บนท่อนแขนของอีกฝ่าย แต่กลับพบว่าบนผิวหนังสีน้ำผึ้งนั้นปราศจากรอยแผลใดๆ เขาดึงแขนอีกข้างของสกายมาดูเผื่อว่าจะจำผิดไป แต่ก็ไม่พบความแตกต่างเลยสักนิด

“นาย...กระแสไฟฟ้าพวกนั้นนายเป็นคนสร้างขึ้นใช่ไหม มนุษย์ธรรมดาๆ ทำไม่ได้แน่ บอกมาเดี๋ยวนี้นะสกาย นายเป็นตัวอะไร แล้วใครส่งนายมากันแน่ นายเข้าใกล้ฉันเพื่ออะไร ตอบมาสิ”

คำถามมากมายพรั่งพรูออกมาจากเรียวปากอิ่มบนใบหน้าขาวก่อนจะหันไปมองบอดี้การ์ดของตนด้วยสายตาหวาดระแวง สิ่งที่เจลิโอกล่าวออกมาสร้างความแปลกใจให้กับไทก์อย่างมาก เขาหันไปมองตามสายตาเจ้าของบ้าน ก็พบว่าสกายไม่ได้มีสีหน้าตื่นตระหนกกับความจริงที่ถูกเปิดเผยเลยสักนิด ตรงกันข้ามกลับเต็มไปด้วยสีหน้าโล่งใจราวกับได้ยกภูเขาอันแสนหนักอึ้งออกจากอกเสียอย่างนั้น ใบหน้าคมคายมีรอยยิ้มทะเล้นปรากฏขึ้น

            “ค่อยๆ ถามทีละคำถามก็ได้ครับ รัวมาเป็นชุดแบบนี้ถึงผมจะเป็นหุ่นยนต์ ก็ประมวลคำตอบให้ไม่ทันหรอกนะ”

            คำตอบของสกายทำให้แวมไพร์หนุ่มและแมวดำถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก สองคนหันมามองหน้ากันก่อนจะหันกลับไปมองคนที่บอกว่าตัวเองเป็นหุ่นยนต์ด้วยความรู้สึกสับสนวุ่นวายจนบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ดวงตาสีครามมองสกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างสำรวจ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้าตา น้ำเสียง การพูดจา หรือแม้แต่อุณหภูมิของร่างกายก็เหมือนมนุษย์ทั่วไปทุกอย่าง จนแทบแยกความแตกต่างไม่ได้ ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะบ่งบอกว่าคนตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์ 

            สมองของเจลิโอเต็มไปด้วยคำถามมากมาย เขาอ้าปากจะพูดแล้วก็หุบปากลง ก่อนจะอ้าปากอีกครั้งแต่ก็ยังไม่มีเสียงใดๆ หลุดรอดออกมาจากเรียวปากอิ่มแม้แต่น้อย ใบหน้าหวานได้แต่ทำปากพะงาบๆ ราวกับปลาขาดน้ำ เช่นเดียวกับไทก์ที่ได้แต่นิ่งอึ้งด้วยอาการใบ้กินไปเสียแล้ว ท่าทางของแมวดำในร่างมนุษย์กับแวมไพร์หน้าสวยทำให้สกายถึงกับหลุดหัวเราะออกมาอย่างขบขัน

            เสียงหัวเราะของบอดี้การ์ดหนุ่มเรียกสติของเจลิโอกลับคืนมาอีกครั้ง เขาหันไปสะกิดแมวหนุ่มที่ยังนั่งนิ่งเป็นหุ่นขี้ผึ้งพลางเอ่ยถามเสียงเบา

            “นายแน่ใจนะว่า เขาไม่ใช่ปิศาจน่ะ”

            “ขอรับข้ามั่นใจเพราะเจ้านั่นไม่มีกลิ่นอายของปิศาจเลยสักนิด แถมยังไม่มีกลิ่นสาบแบบมนุษย์ด้วย บางทีเรื่องหุ่นยนต์อะไรนั่นอาจจะจริงก็ได้นะขอรับ แต่ข้าไม่เคยเห็นว่าจะมีหุ่นยนต์อะไรที่เหมือนมนุษย์ขนาดนี้มาก่อนเลย แถมยังเป็นหุ่นยนต์ที่กินอาหารได้เหมือนข้าด้วยนะขอรับ”

            ไทก์กระซิบตอบด้วยสีหน้าจริงจังพลางจ้องมองสิ่งประดิษฐ์ฝีมือมนุษย์ด้วยแววตาทึ่งปนอึ้ง เมื่อพบว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ประติมากรรมที่พระผู้เป็นเจ้าสรรค์สร้างขึ้นมาเหมือนอย่างสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นึกไปถึงตอนที่ถูกแย่งอาหารจานโปรดไปหน้าตาเฉยแล้วก็ได้แต่สงสัยกลไกการทำงานของสกาย เขาอยากรู้ว่าสิ่งที่อยู่ภายในร่างสูงใหญ่นั้นจะเหมือนๆ กันกับปิศาจอย่างเขาหรือเปล่า แต่แล้วแมวหนุ่มก็ต้องหยุดความคิดของตนเอาไว้แล้วย้อนกลับไปในประเด็นที่ว่าสกายถูกส่งมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์อะไรกันแน่

            “ไหนๆ เรื่องตัวตนของเจ้าก็ถูกเปิดเผยแล้ว ทีนี้บอกความจริงมาดีกว่า เจ้ามาที่นี่เพื่อสืบเรื่องของท่านเจลิโอใช่ไหม ข้าจำได้นะว่าเจ้ากับตาแก่นั่นเป็นคนเอาหัวใจแวมไพร์ของท่านเจลิโอไป แล้วก็ทิ้งเขาไว้ที่บ้านนี้”       

            คำถามของไทก์ทำให้สกายนึกฉงนตาแก่ที่อีกฝ่ายพูดถึงคือใครกัน เขาไม่เคยรู้จักตาแก่ที่ไหนสักคนนอกเสียจากเจ้านายของเขา แต่จะว่าไปโธมัสก็อายุอานามเพียงแค่สี่สิบปลายๆ เท่านั้น แถมยังดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงไม่น้อย ที่น่าสงสัยกว่าก็คือเจลิโอยังสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างไรเมื่อไม่มีหัวใจแล้ว อีกอย่างหัวใจแวมไพร์ที่ว่านั่นมีความสำคัญอะไรนักหนาถึงขนาดที่มีคนต้องการแย่งชิงไปจากเจ้าของร่างด้วย

            “ผมไม่เคยรู้จักคุณเจแอลมาก่อนด้วยซ้ำ แล้วอีกอย่างเรื่องหัวใจอะไรนั่นหมายความว่ายังไงครับ คุณถูกเปลี่ยนหัวใจงั้นหรือ ถ้างั้นข้างในนี้ก็เป็นหัวใจเทียมสินะ”

            บอดี้การ์ดหนุ่มกล่าวพลางชี้มือมายังแผ่นอกขาวของเจลิโอที่โผล่พ้นออกมาจากเสื้อคอกว้าง ยังไม่ทันที่มือใหญ่จะสัมผัสลงบนร่างบอบบาง ไทก์ก็พุ่งตัวเข้ามาขวางเอาไว้เสียก่อน

            “อย่าบังอาจแตะต้องท่านเจลิโอนะ”

            แมวหนุ่มขู่ฟ่อ ดวงตาสีอำพันมองคนที่กำลังประจันหน้ากันด้วยแววตาเอาเรื่อง แต่สกายกลับยักไหล่น้อยๆ ไม่มีท่าทีสะทกสะท้านแต่อย่างใด เจลิโอจึงเป็นฝ่ายถามซ้ำเมื่ออีกฝ่ายยังทำเลี่ยงเบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่นราวกับไม่อยากบอกความจริงกับเขา

            “นายเป็นใคร ต้องการอะไรจากฉันกันแน่”

            น้ำเสียงราบเรียบที่ส่งมาพร้อมกับแววตาเฉยชา ทำให้บอดี้การ์ดหนุ่มหน้าจ๋อยลงทันที เขารู้ตัวว่าทำให้คนตรงหน้าไม่ไว้ใจเสียแล้ว แต่อย่างไรก็ไม่ยอมง้างปากบอกข้อมูลส่วนตัวของตนให้เจลิโอได้รู้อยู่ดี

            “ข้อมูลส่วนตัวของผมเป็นความลับ บอกไม่ได้หรอกครับ”

            คำตอบของสกายไม่ได้ทำให้ความจริงกระจ่างขึ้นมาแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังสร้างความไม่พอใจให้กับคนถามมากขึ้นอีกด้วย

            “หึ! บอกไม่ได้หรือไม่อยากบอกกันแน่ ถ้างั้นนายก็กลับไปได้แล้วล่ะ ฉันไม่ต้องการอยู่ร่วมบ้านกับคนที่ไม่มีความจริงใจหรอก”

            รอยยิ้มเหยียดหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้างาม ความรู้สึกเหมือนถูกทรยศหักหลังทำให้เจลิโอปวดหนึบในใจไม่น้อย เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาพลางโบกมือไล่ร่างสูงใหญ่ออกไปอย่างไม่ไยดี ท่าทางหมางเมินเช่นนี้ของเจลิโอ ทำให้บอดี้การ์ดหนุ่มถึงกับคอตกรีบเอ่ยค้านเสียงอ่อย

            “ผมไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังคุณ แต่เพราะมันคือกฎที่ผมจะละเมิดไม่ได้ แล้วอีกอย่างผมไปไหนไม่ได้หรอกครับ หน้าที่ของผมคือการดูแลความปลอดภัยให้กับคุณตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ดังนั้น...”

            “แต่ฉันไม่ต้องการ กลับไปซะแล้วไม่ต้องมาให้เห็นหน้าอีก”

            สกายยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็ถูกแวมไพร์หนุ่มพูดตัดบทปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยทันที พลางหันหน้าหนีไปอีกทางเพราะไม่อยากเห็นแววตาของอีกฝ่ายที่เศร้าสร้อยเหมือนลูกสุนัขที่รู้ตัวว่ากำลังจะถูกเอาไปปล่อยทิ้งไว้ข้างทางอย่างไรอย่างนั้น

            “แต่ข้าว่าปล่อยเจ้าหุ่นยนต์นั่นไปแบบนี้ไม่ได้นะขอรับ”

            เป็นครั้งแรกที่ไทก์คัดค้านเรื่องการขับไล่สกายออกไปจากบ้านทั้งที่ก่อนหน้ายังพยายามโน้มน้าวให้เขาส่งบอดี้การ์ดหนุ่มคืนให้กับบริษัทไป แต่ไฉนวันนี้กลับเปลี่ยนใจเสียได้สร้างความประหลาดใจให้กับแวมไพร์หนุ่มเป็นอันมาก ใบหน้าขาวหันกลับไปมองเจ้าของเสียงค้านด้วยสายตาเป็นเชิงถาม แมวดำจึงรีบบอกเหตุผลที่คิดไว้ให้อีกฝ่ายฟังทันที

            “ตอนนี้เจ้าหุ่นนั่นก็รู้ตัวตนที่แท้จริงของท่านแล้ว ลองคิดดูสิขอรับ ถ้าเรื่องที่ท่านเป็นแวมไพร์ถูกเผยแพร่ออกไปต้องเกิดเรื่องวุ่นวายตามมาแน่”

            คำพูดของแมวหนุ่มฟังดูมีน้ำหนักน่าเชื่อถือไม่น้อย หากเรื่องที่เขาเป็นแวมไพร์รั่วไหลออกไปอาชีพนายแบบยอดนิยมคงต้องจบลงอย่างไม่สวยแน่ ดีไม่ดีชีวิตส่วนตัวของเขาอาจถูกรบกวนมากขึ้นจนหาความสงบสุขไม่ได้ แล้วการติดตามเบาะแสเรื่องหัวใจที่หายไปก็คงจะยากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว เมื่อลองบวกลบผลของการปล่อยให้สกายออกไปจากชีวิตแล้ว เจลิโอก็พบว่ามีแต่ผลทางด้านลบกับตัวเขามากกว่า รวมถึงความรู้สึกที่เหมือนสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตด้วย แปลกนักทั้งที่บอดี้การ์ดหนุ่มเพิ่งก้าวเข้ามาในชีวิตของเขาได้ไม่นาน เหตุใดกลับรู้สึกผูกพันมากมายเช่นนี้

            “ฉันจะถามนายอีกครั้งนะสกาย ใครส่งนายมาที่นี่”

            เจลิโอเอ่ยถามด้วยแววตาคาดหวัง แม้ใจหนึ่งอยากจะไล่คนโกหกตรงหน้าออกไปให้ไกลสายตาโทษฐานที่บังอาจหลอกต้มเขาจนเปื่อยยุ่ย แต่อีกใจก็อยากจะลองให้โอกาสเป็นครั้งสุดท้ายกับอีกฝ่ายดู เผื่อว่าจะพอใช้เป็นข้ออ้างให้สกายอยู่ที่นี่ต่อไปได้ ทว่า คำตอบที่ได้รับกลับมาทำให้แวมไพร์หนุ่มได้แต่นิ่งอึ้งด้วยคิดไม่ถึงว่าจะได้ฟังประโยคที่เหมือนคำสารภาพรักอย่างนี้

            “ตัวตนที่แท้จริงของผมเป็นใครไม่สำคัญหรอก แต่ผมถูกส่งมาเพื่อปกป้องคุ้มครองคุณ ไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ ต่อชีวิตของคุณแน่นอน รู้ไว้เท่านั้นก็พอแล้วมั้งครับ”

            สกายตอบพร้อมกับส่งรอยยิ้มบางๆ ให้คนถาม ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววจริงใจและจริงจังอย่างมาก บ่งบอกว่าสิ่งที่พูดมานั้นเป็นความจริงทั้งหมดอย่างไม่ต้องสงสัย แต่แวมไพร์หนุ่มอยากรู้มากกว่านั้น ใครกันที่ส่งหุ่นยนต์หน้าหล่อนี้มาป่วนหัวใจของเขากันแน่

            “ในฐานะที่ฉันเป็นเจ้านาย ก็ควรจะมีสิทธิ์รู้ภูมิหลังของบอดี้การ์ดตัวเองบ้างไม่ใช่หรือไง”

            สายตาตัดพ้อของแวมไพร์หนุ่ม ทำให้สกายลอบถอนหายใจเบาๆ เขาเองก็ไม่อยากจะปิดบังความจริงกับคนตรงหน้าเท่าไรนัก สมองกลประมวลผลด้วยสีหน้าครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะตัดสินใจเอ่ยขึ้น

            “เข้าใจแล้วครับ แต่ผมบอกเรื่องนี้กับคุณที่เป็นเจ้านายได้แค่คนเดียวเท่านั้นนะ”

            ร่างสูงใหญ่ปรายตาไปทางแมวหนุ่มที่นั่งถัดไปจากเจ้านายของเขา แม้จะรู้สึกผิดต่อไทก์ไม่น้อย แต่เขาจำเป็นต้องทำตามกฎที่ผู้สร้างได้ตั้งเงื่อนไขเอาไว้ คนที่ไม่ใช่เจ้านายโดยตรงของสกายได้ฟังดังนั้นก็ร้องประท้วงขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ ทั้งที่เขาเป็นคนพูดกล่อมจนเจ้าของบ้านไม่ไล่หุ่นยนต์เจ้าปัญหาตัวนี้ออกไป แล้วเหตุใดเขาจึงถูกกีดกันราวกับเป็นคนนอกเช่นนี้เล่า

            “ข้าก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน ข้ากับท่านเจลิโอน่ะเป็น...เอ่อ ข้าเป็น...ช่างเถอะ ข้าก็อยู่บ้านนี้เหมือนกัน ทำไมจะรู้เรื่องของเจ้าไม่ได้ ฮะ!

ดวงตาสีอำพันจ้องมองคนที่ยืนอยู่ด้วยสายตาแข็งกร้าว เขาตะคอกเสียงใส่ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับแวมไพร์หนุ่มหน้ามนนั้นยังคลุมเครืออยู่ จึงได้แต่ทำท่าอึกอักด้วยไม่รู้ว่าเจลิโอให้ความสำคัญกับเขาในฐานะใดกันแน่ แค่เพื่อน น้องชาย หรือคนรัก แม้ในใจของแมวหนุ่มจะหวังให้เป็นข้อสุดท้ายก็ตามที

            “กฎก็คือกฎ ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งนั้นละครับ”

สกายย้ำคำพูดของตัวเองอีกครั้ง พลางหันไปส่งสายตาวิงวอนให้กับไทก์ แต่แมวหนุ่มกลับมองเขาด้วยสายตาเคืองขุ่นก่อนจะสะบัดหน้าพรืดเมินไปอีกทางอย่างโมโห ท่ามกลางเสียงถอนหายใจยาวของคนป่วยที่นอนอยู่บนเตียง เจลิโอนิ่งเงียบไปสักพัก ดวงตาสีฟ้าครามฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ แล้วหันไปหาแมวหนุ่มที่ทำหน้าบึ้งบอกบุญไม่รับอยู่ข้างกาย เขายกมือขึ้นแตะสัมผัสใบหน้าสีน้ำผึ้งนั้นแผ่วเบา พลางเอ่ยด้วยเสียงอ่อนหวาน

            “เข้าใจแล้ว ไทก์ ขอโทษนะ แต่นายช่วยออกไปรอข้างนอกก่อนได้ไหม”

ดวงตากลมโตมองสบดวงตาคมสีอำพันด้วยแววตาวิงวอนอย่างขอความเห็นใจ เพราะในเวลานี้ความกระหายใคร่รู้เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของบอดี้การ์ดหนุ่มนั้นมีมากมายเสียจนคับอก แต่ใครเล่าจะรู้ว่าในอกแกร่งของไทก์นั้นอัดแน่นไปด้วยความเจ็บปวดยิ่งกว่าถูกคมเขี้ยวของสัตว์ร้ายฝังลงตรงกลางดวงใจเสียอีก หากจะถามว่าระหว่างสกายกับเขา ใครคือคนที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ แค่เพียงมองตาก็รู้ทะลุปรุโปร่งไปถึงหัวใจแล้วว่าแวมไพร์หนุ่มเลือกให้ใครเป็นอันดับหนึ่ง

“ก็ได้ขอรับ ในเมื่อเป็นคำขอร้องของท่าน ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไรล่ะ”

คำพูดประชดประชันกับสีหน้าแววตาที่แสนเจ็บปวดนั้น ทำให้แวมไพร์หนุ่มได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย รอจนกระทั่งร่างสูงโปร่งของไทก์เดินออกจากห้องไปแล้ว จึงค่อยเงยหน้าขึ้นมองตัวปัญหา

“ทีนี้ก็เหลือแค่ฉันกับนายแล้ว จะบอกได้รึยังว่านายเป็นใครมาจากไหน แล้วเข้ามาในชีวิตของฉันเพื่ออะไร”

..............................................................................................................................................

To be continued. . .

LovePenguin Talks:

สวัสดีค่ะ คุณผู้อ่านทุกท่าน เรื่องราวชักจะเริ่มเข้มข้นและน่าติดตามขึ้นมากทุกทีแล้วใช่ไหมคะ แต่ขอบอกไว้ก่อนล่วงหน้าว่าเนื่องจากนิยายเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์เป็นพ็อกเก็ตบุ๊กแล้ว จึงไม่สามารถลงให้อ่านจนจบได้ ยังไงต้องขออภัยอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคุณผู้อ่านที่เป็นแฟนคลับติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดด้วยนะคะ

แต่ไม่ต้องเสียใจไปเพราะวันนี้ผู้เขียนจะมาแจ้งกฎ กติกา การร่วมสนุกกับกิจกรรมตอบคำถามชิงรางวัลหนังสือนิยายเรื่อง “รัตติกาลนิรันดร์” ที่จะวางแผงครั้งแรกในงานมหกรรมหนังสือฯ กลางเดือน ต.ค. นี้ โดยจะแจกทั้งสิ้นจำนวน
2 รางวัล โดยแบ่งเป็นรางวัลสำหรับผู้อ่านในเว็บเด็กดี 1 เล่ม และผู้ที่เป็นเพื่อนทางเฟซบุ๊กของท่านเจลิโออีก 1 เล่ม นั่นแน่! อยากได้กันแล้วใช่ม้า ตามมาอ่านกติกาได้เลยค่ะ

 

กติกาการร่วมสนุกกับกิจกรรมตอบคำถามชิงรางวัล

1. สำหรับแฟนคลับในเว็บเด็กดี ให้ add นิยายเรื่องนี้เป็น Favorite ก่อน ส่วนคนที่ไม่มี ID ของเว็บเด็กดี แต่เล่น facebook ให้ add ท่านเจลิโอ เป็น friend ทางเฟซบุ๊กก่อน (เสิร์ชหาจากชื่อ Jelio JL   หรือ www.facebook.com/jelio.jl)

2. อ่านคำถาม 4 ข้อ ที่จะปรากฏในท้ายตอน ตั้งแต่ตอนที่ 15 – 18 แล้วส่งคำตอบมาทาง E-mail: love.penguin@hotmail.com ใช้ชื่อหัวเรื่อง (subject:) ว่า “ตอบคำถามจากนิยายเรื่อง รัตติกาลนิรันดร์” พร้อมกับ ชื่อ-นามสกุล จริง ที่อยู่สำหรับจัดส่ง และเบอร์โทร.ติดต่อกลับ (เนื่องจากรางวัลจะส่งทางไปรษณีย์ไปให้ ขอความกรุณาใส่ที่อยู่ที่สะดวกและมีคนรับได้ตลอดเวลาด้วยนะคะ)

            - สมาชิกเว็บเด็กดี ให้ใส่ชื่อสมาชิกที่ใช้แอดนิยายเรื่องนี้ ด้วย

            - friend ของท่านเจลิโอ ให้ใส่ชื่อที่ใช้เล่น facebook ด้วย

3. ส่งคำตอบได้ถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2556 ก่อนเวลา 18.00 น.

4. เฉลยคำตอบ ข้อ 1-4 ในท้ายตอนที่ 19
5. ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลในท้ายตอนที่ 20 (ผู้ที่ได้รับรางวัล จะแจ้งผลกลับทางอีเมล/ข้อความส่วนตัว)

 

อ่านกฎ กติกาแล้ว เริ่มคันไม้คันมืออยากตอบคำถามแล้วใช่ไหม อดใจรอสักนิดนะคะ ระหว่างนี้ก็แวะมาคอมเม้นท์ให้กำลังใจนักเขียนกันก่อนได้ แล้วพบกับคำถามข้อแรกในตอนต่อไปค่า!

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #36 LovePenguin (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2556 / 22:58
    ถาม: ชื่อที่ใช้แอดนิยายนี่หมายถึงนามแฝง/นามปากกาใช่ไหมคะ
    ตอบ: หมายถึง ชื่อที่ใช้ Log in เช่น สาคูปากหม้อ< My.iD > ค่ะ
    #36
    0
  2. #34 สาคูปากหม้อ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2556 / 22:40
    ชื่อที่ใช้แอดนิยายนี่หมายถึงนามแฝง/นามปากกาใช่ไหมคะ
    #34
    0