[yaoi] รัตติกาลนิรันดร์ (Endless Night)

ตอนที่ 13 : ตอนที่ 12 : เขาเป็นบอดี้การ์ด...ของผม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 98
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    30 ก.ย. 56

ตอนที่ 12 : เขาเป็นบอดี้การ์ด...ของผม

 

            เสียงดังโครมครามราวกับมีใครบุกเข้ามาถล่มบ้านที่อยู่ชั้นบน ทำให้คนที่กำลังหลับสบายอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นต้องสะดุ้งพรวดขึ้นมาจากที่นอนด้วยความตกใจ ดวงตากลมโตหันไปมองด้านข้าง แต่กลับไม่พบร่างสูงโปร่งของแมวดำนอนอยู่เหมือนเคย ความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างทำให้ร่างเพรียวบางรีบลุกขึ้นจากเตียงแล้ววิ่งออกไปนอกห้องทันที

            “เกิดอะไรขึ้น...ไทก์ สกาย พวกนายทำอะไรกันอยู่น่ะ!

            เจลิโอรีบรุดมาทางห้องครัวอันเป็นต้นกำเนิดของเสียงดังที่เหมือนบ้านจะถล่มนั้น ก่อนที่ดวงตาสีฟ้าครามจะเบิกโพลงอย่างตกใจเมื่อเห็นว่าไทก์กำลังนั่งคร่อมร่างแกร่งของสกายเอาไว้ เสียงของเขาทำให้สองหนุ่มที่กำลังโรมรันกันอยู่บนพื้นชะงักกึกก่อนจะหันมามองเป็นสายตาเดียวกัน เมื่อได้เห็นใบหน้าขาวของแวมไพร์หนุ่มแมวดำก็รีบฟ้องทันที

            “เจ้านี่มันแย่งของกินข้า”

            “เปล่านะครับ ผมก็แค่ขอยืมมากินเฉยๆ เดี๋ยวเย็นนี้ออกไปก็ว่าจะซื้อมาคืนให้นี่นา”

            “ยังจะมีหน้ามาเถียงอีกเหรอ ขอยืมไปโดยที่เจ้าของไม่อนุญาตมันก็ไม่ต่างกับขโมยหรอกน่า ตายซะเถอะแก!!!

            สกายยิ้มแหยพลางรีบโบกมือปฏิเสธเสียงลั่น แต่ประโยคที่พูดออกมานั้นกลับยั่วโมโหคนถูกแย่งของกินไปต่อหน้าต่อตาจนอดไม่ไหว แมวหนุ่มจึงรัวกำปั้นใส่ใบหน้าคมเข้มของคนที่นอนอยู่บนพื้นไม่ยั้ง      

แวมไพร์หนุ่มยืนตะลึงงันมองไทก์กับสกายสู้กันด้วยความรู้สึกทึ่ง เขารู้ว่าแมวหนุ่มมีฝีมือในเรื่องชกต่อยพอตัวแม้ว่าปกติแล้วจะไม่ชอบเรื่องการต่อสู้นักก็ตาม ทว่า ทุกครั้งที่ส่งหมัดออกไปกลับกลายเป็นว่าบอดี้การ์ดหนุ่มหลบเลี่ยงได้ตลอด และไม่คิดแม้แต่จะโต้ตอบเลยสักนิด กระทั่งคนที่อยู่ด้านบนเริ่มอ่อนแรงลงเพราะอาการบาดเจ็บยังไม่หายดี เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นโลหิตสีแดงจางๆ ที่ซึมขึ้นมาบนผ้าพันแผลขาวสะอาดนั้นก็ทำให้เจลิโอต้องรีบห้ามทัพก่อนที่คนลงมือจะเป็นฝ่ายเจ็บตัวมากไปกว่านี้

            “พอได้แล้วไทก์...ได้ยินไหมฉันสั่งให้หยุดไง!!!

            สิ้นเสียงดังกังวานของเจลิโอก็ทำให้ไทก์ชะงักมือนิ่งไปทันที แมวหนุ่มหายใจหอบด้วยความเหนื่อยและเริ่มรู้สึกปวดหนึบที่แผลบนแผ่นหลังของตนขึ้นมา หยาดเหงื่อเกาะพราวไปทั่วใบหน้าสีผึ้งและไหลลงชโลมร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่า แต่ยังไม่วายแยกเขี้ยวข่มขู่ร่างที่อยู่ข้างใต้อย่างไม่ยอมแพ้

            “ลงมานี่เถอะ แผลเปิดแล้วเห็นไหม”

            ร่างบางรีบก้าวเข้ามาแยกสองหนุ่มต่างเผ่าพันธุ์ออกจากกัน พลางหันไปดุแมวหนุ่ม จนอีกฝ่ายทำคอย่นหน้าบูดบึ้งอย่างกับโกรธใครมาสักร้อยปี

            “ก็เจ้านั่นมันแย่งของโปรดข้าไปกินหน้าตาเฉยเลยนี่ขอรับ”

            ไทก์กล่าวพลางชี้มือไปยังกระป๋องปลาทูน่าว่างเปล่าที่วางอยู่บนโต๊ะอาหาร ต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายในยามบ่ายคล้อยของวันนี้ แวมไพร์หนุ่มมองตามมือของแมวหนุ่มไปก่อนจะหันกลับไปมองอีกคนที่เพิ่งลุกขึ้นนั่งพลางส่งยิ้มแห้งๆ มาให้เขา

            “ก็เมื่อคืนคุณบอกผมว่าอยากกินอะไรให้ทำเอาเองนี่ครับ อีกอย่างปลาประป๋องนี่ก็ไม่ได้ติดป้ายชื่อไทก์เอาไว้เสียหน่อย ผมไม่รู้จริงๆ นี่นา ทั้งหมดนี่เป็นความผิดของคุณเจแอลนะครับ”

“อะไรนะ นี่นาย! โอ๊ย ฉันปวดหัว พวกนายสองคนทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้เพื่ออะไรเนี่ย”

เจลิโอถึงกับหน้าเหวอเมื่อถูกบอดี้การ์ดหนุ่มโยนความผิดมาให้ เขามองสองหนุ่มสลับไปทางนั้นทีทางนี้ทีก่อนจะยกมือขึ้นมากุมขมับ รู้สึกปวดศีรษะตุบๆ ขึ้นมาทันที นี่มันเวรกรรมอะไรของเขากันที่ต้องมานั่งดูแลเด็กเล็กๆ ในร่างผู้ใหญ่จอมเอาแต่ใจสองคนนี้ด้วย

“ข้าไม่ยอมนะขอรับท่านเจลิโอ! / ผมไม่ผิดนะครับ คุณเจแอล!

สองเสียงที่ประสานขึ้นมาพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะหันไปจ้องกันเขม็งราวกับมีประกายไฟแลบออกมาจากดวงตาต่างสีนั้น ทำให้แวมไพร์หนุ่มนึกอยากหายตัวไปจากความวุ่นวายนี้ให้รู้แล้วรู้รอด

“พอๆ หยุดได้แล้วทั้งคู่เลย อยู่บ้านเดียวกันจะทะเลาะกันไปทำไมเนี่ย ไทก์นายกลับเข้าห้องไปเลยนะเดี๋ยวฉันจะทำแผลให้ใหม่ ส่วนสกาย นายรีบไปซื้อปลากระป๋องนั่นกลับมาคืนเจ้าของเขาซะ อ้อ ไหนๆ ออกไปแล้วก็ซื้ออาหารอย่างอื่นมาใส่ไว้ในตู้เย็นด้วย เข้าใจไหม”

ใบหน้างามที่ทำหน้าเครียดขึ้งจนน่ากลัวทำให้สองหนุ่มร่างสูงได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะแยกย้ายกันไปคนละทางตามคำสั่งเจ้าของบ้าน เมื่อทุกอย่างกลับมาอยู่ในความสงบอีกครั้งเจลิโอก็ถึงกับถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะเดินตามแมวดำกลับเข้าไปในห้องนอนอย่างเชื่องช้า

..............................................................................................................................................

 

            หลังจากวันหยุดพักผ่อนของเจลิโอผ่านพ้นไป ก็ได้เวลากลับมาตะลุยงานต่ออย่างเคย แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ร่างเพรียวจะไม่ค่อยร่าเริงเท่าไรนัก เป็นผลมาจากการถูกปลุกให้ตื่นก่อนเวลาเพราะสกายกับไทก์เอาแต่ทะเลาะกันไม่หยุด

“เป็นอะไรไปเจแอล ท่าทางเธอดูเหนื่อยๆ นะ ไม่สบายหรือเปล่า”

เสียงทักทายของเทียร่าทำให้คนที่กำลังจะก้าวขึ้นรถชะงักไปเล็กน้อย เขาส่ายหน้าพลางปฏิเสธอีกฝ่ายแต่กลับทำให้ผู้จัดการสาวใหญ่ถึงกับตาลุกวาวหลังได้ฟังประโยคนั้น

 “เปล่าครับ ผมสบายดี แค่นอนไม่ค่อยพอน่ะ”

            “นอนไม่พอ? ว้าว! นี่เธอกับคุณสกายถึงขั้นนั้นกันแล้วเหรอ...”

            คำพูดของเทียร่าทำให้นายแบบหนุ่มหันขวับมาทันที เขารีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวันแต่คนที่กำลังจะปิดประตูรถให้กลับคลี่ยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย คำแก้ตัวของเจลิโอจึงดูเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อถือทันทีในสายตาของคนที่อาวุโสกว่า ดวงตากลมโตสีฟ้าครามส่งสายตาเขียวปั้ดไปยังคนที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับอย่างโมโห แต่สกายกลับทำหน้ายิ้มระรื่นเหมือนไม่รู้ไม่ชี้เสียอย่างนั้น ทำให้นายแบบหนุ่มได้แต่พ่นลมหายใจแรงอย่างหงุดหงิดเมื่อผู้จัดการส่วนตัวของเขาปักใจเชื่อเต็มร้อยว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอีกฝ่ายนั้นลึกซึ้งเกินคำว่าเจ้านายกับบอดี้การ์ดไปแล้ว

           

            ตารางงานของแวมไพร์หนุ่มในคืนนี้ยังคงแน่นเอี้ยดเช่นเคย หลังจากร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวห้องเสื้อแห่งใหม่ที่เขาเพิ่งถูกเลือกเป็นพรีเซ็นเตอร์หลักคู่กับนางแบบสาวรุ่นพี่อีกคน ก็ยังต้องไปถ่ายทำโปรเจ็คต์พิเศษต่อซึ่งครั้งนี้ทางทีมงานได้กำหนดภารกิจให้นายแบบแต่ละคนจับคู่กับผู้ชมสาวๆ ที่ได้รับเลือกเข้ามาร่วมรายการและออกเดตกับพวกเธอเป็นเวลาหนึ่งวัน แต่เนื่องจากเจลิโอนั้นไม่สามารถทำงานภายใต้แสงตะวันได้ด้วยเพราะโรคประจำตัวของเขา จึงทำให้ทีมงานเซ็ตฉากออกเดตของทั้งคู่ด้วยคอนเซ็ปต์ดินเนอร์ใต้แสงจันทร์บนเรือสำราญที่ล่องไปตามแม่น้ำในยามค่ำคืน

            “อีกสักครู่จะเริ่มถ่ายทำแล้วแล้วนะครับ คุณเจแอลผมขอแนะนำให้รู้จักคู่เดตของคุณในคืนนี้ก่อน นี่คุณไอวี่ครับ”

            ทีมงานคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องแต่งตัวที่นายแบบหนุ่มนั่งนิ่งหลับตาให้ช่างแต่งหน้าอยู่หน้ากระจก เขาผายมือไปทางด้านข้างพร้อมกับแนะนำหญิงสาวรูปร่างสะโอดสะองคนหนึ่งในชุดเดรสสีแดงสดขับผิวขาวนวลเนียนให้แลดูน่ามองยิ่งนัก

            “สวัสดีค่ะคุณเจแอล ฉันติดตามผลงานของคุณมานานแล้ว โชคดีจริงๆ เลยนะคะที่มีโอกาสได้มาเป็นคู่เดตของคุณ เอ๊ะ! นั่นคุณสกายนี่นา จำฉันได้ไหมคะ ไอวี่ ลูกศิษย์ของด็อกเตอร์โธมัสไงคะ แปลกจังไม่คิดว่าจะมาเจอคุณที่นี่เลย ดูเหมือนคืนนี้จะมีแต่เรื่องดีๆ นะคะเนี่ย”

            หญิงสาวนามว่าไอวี่เอ่ยแนะนำตัวเองด้วยรอยยิ้มหวาน แต่ยังไม่ทันที่เจลิโอจะทักทายกลับไปสายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับใบหน้าคมเข้มเจ้าของร่างสูงใหญ่ที่ยืนห่างออกไปทางด้านหลังนายแบบหนุ่ม รอยยิ้มหวานนั้นกว้างขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว ก่อนที่ร่างระหงในชุดราตรีสีแดงพลิ้วไหวจะเดินผ่านเลยเจลิโอไป และทักทายกับบอดี้การ์ดของเขาด้วยท่าทางดีใจยิ่งกว่าที่ได้เจอนายแบบหนุ่มคนโปรดเสียอีก ท่าทางพูดจีบปากจีบคอแบบมีจริตจะก้านของไอวี่ ทำให้เจลิโอรู้สึกรำคาญขึ้นมาตะหงิดๆ

            “อ๋อ คุณนั่นเองที่มาบ้านของด็อกเตอร์บ่อยๆ ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งนะครับ”

            คนถูกทักทำหน้างงอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากสมองจะประมวลชื่อและภาพใบหน้าของหญิงสาวเข้าด้วยกันจนรู้ว่าเป็นใครแล้ว สกายก็ยิ้มทักทายอีกฝ่ายด้วยท่าทางสุภาพ ก่อนที่ทั้งคู่จะคุยอะไรกันอีกเล็กน้อยเมื่อทีมงานที่พาหญิงสาวมาแนะนำขอตัวออกไปก่อน เสียงสนทนาที่ค่อนข้างเบาเพราะไม่อยากรบกวนนายแบบหนุ่มและช่างแต่งหน้า ทำให้เจลิโอต้องคอยเงี่ยหูฟังด้วยความสงสัย และเผลอทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากทั้งคู่ จนช่างแต่งหน้าหนุ่มหัวใจสาวร้องทักขึ้นมา

            “คุณเจแอล อย่าทำคิ้วผูกโบว์กันแบบนี้สิคะ ปารีสเขียนอายไลเนอร์ให้คุณไม่ได้นะ”

            แวมไพร์หนุ่มรู้สึกตัวจึงกล่าวขอโทษ ก่อนจะพยายามปรับสีหน้าให้นิ่งเหมือนอย่างปกติ ไม่รู้ทำไมแค่ได้ยินเสียงของสกายคุยกับผู้หญิงคนนั้นอย่างสนิทสนมก็ทำให้เขาหงุดหงิดขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ

            ทว่า เสียงดังแปดหลอดของช่างแต่งหน้านามว่าปารีสนั้น กลับเรียกความสนใจของบอดี้การ์ดหนุ่มจนไม่ทันได้ฟังสิ่งที่หญิงสาวข้างกายกำลังพูดออกมาเจื้อยแจ้ว รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าคมเข้มเมื่อเห็นปฏิกิริยาของคนที่นั่งหลับตาให้ช่างแต่งหน้าทำงานอยู่ และพฤติกรรมของทั้งคู่ก็ไม่อาจรอดพ้นจากสายตาของผู้จัดการสาวผมทองที่นั่งอยู่ในห้องเดียวกันไปได้ เทียร่าอมยิ้มน้อยๆ พอดูออกว่านายแบบหนุ่มไม่ชอบใจเท่าไรนักที่มีผู้หญิงแปลกหน้ามาป้วนเปี้ยนกับคนของเขา เธอลุกขึ้นยืนพลางเรียกไอวี่ให้ออกไปรอข้างนอกเมื่อได้เวลาที่เจลิโอต้องเปลี่ยนเครื่องแต่งกายแล้ว ระหว่างนั้นเองที่ผู้จัดการสาวแอบได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกของร่างเพรียว รอยยิ้มขบขันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเทียร่า ก่อนที่เธอจะเปิดประตูเดินออกไปพร้อมกับแฟนคลับสาวในชุดแดง แล้วจึงทิ้งสองหนุ่มเอาไว้ในห้องนั้นเพียงลำพัง

            “เป็นอะไรไปครับคุณเจแอล ทำหน้าบึ้งอย่างกับไปโกรธใครมางั้นล่ะ”

            เป็นสกายที่ทักขึ้นมาก่อน เขายืนกอดอกพิงประตูห้องแต่งตัวมองร่างเพรียวที่เดินหายเข้าไปด้านหลังราวแขวนเสื้อผ้า เสื้อยืดคอกว้างสีเข้มถูกถอดออกไปเผยให้เห็นแผ่นหลังบอบบางขาวเนียนที่โผล่พ้นขอบราวแขวนเสื้อซึ่งสูงเพียงแค่เอว ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้บอดี้การ์ดหนุ่มเผลอมองจ้องอีกฝ่ายไม่วางตา

            “ฉันจะทำหน้าแบบไหนมันก็เรื่องของฉัน นายไม่ต้องมาใส่ใจหรอกน่า”

            น้ำเสียงห้วนที่แค่ฟังดูก็รู้ว่าคนพูดกำลังอารมณ์ไม่ดี ทำให้ร่างสูงลอบยิ้มอย่างนึกขันและอดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าท่าทางขุ่นมัวแบบนั้นเป็นผลมาจากการที่ไอวี่เข้ามาคุยกับเขาเมื่อครู่ก่อน

            “คุณไอวี่เป็นคนรู้จักของเจ้านายผมน่ะครับ เราเคยเจอกันบ่อยๆ ก่อนหน้านี้ ตอนที่ผมยังไม่ได้มาเป็นบอดี้การ์ดให้คุณ”

            อยู่ๆ บอดี้การ์ดหนุ่มก็เอ่ยสิ่งที่คาใจของเจลิโอออกมา ทำให้ความรู้สึกอึดอัดแน่นในอกก่อนหน้าเบาบางลงได้อย่างน่าประหลาด แต่เจ้าตัวกลับแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจกับข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาเพิ่มเติมนั้นเลยสักนิด

“ฉันไม่ได้อยากรู้สักหน่อย นายมาบอกฉันทำไมล่ะ”

“ก็ผมกลัวว่าคุณจะเข้าใจผิดคิดว่าเธอเป็นแฟนของผมนี่ครับ”

“นายจะมีแฟนหรือไม่มีก็ไม่เกี่ยวกับฉันนี่” 

สกายกลั้นหัวเราะเมื่อเห็นว่าคนที่กำลังหยิบเสื้อสูทสีเทาขึ้นมาสวมทับเสื้อเชิ้ตสีดำแอบอมยิ้ม ก่อนที่มือเรียวจะคว้าเน็กไทสีขาวมาผูกอย่างรวดเร็ว พลางมองสำรวจความเรียบร้อยของตนเองในกระจกเล็กน้อยแล้วจึงเดินมายังหน้าประตู แต่กลับถูกร่างสูงยืนขวางเอาไว้

“อะไรของนายอีกเนี่ย หลบไปได้แล้ว คนยิ่งรีบๆ อยู่นะ”

เจลิโอทำหน้ายู่ ขึ้นเสียงใส่คนที่เข้ามาขวาง แต่แล้วก็ถึงกับตาโตเมื่อมือใหญ่เอื้อมมาแตะที่คอเสื้อเชิ้ตของเขา ปลายนิ้วสัมผัสโดนลำคอขาวเพียงแผ่วเบา แต่กลับสั่นสะเทือนไปถึงหัวใจ

“มีแป้งติดอยู่ที่คอเสื้อของคุณน่ะครับ ผมปัดออกให้แล้วล่ะ”

ร่างเพรียวบางรู้สึกเหมือนลมหายใจติดขัดอย่างไรชอบกล เมื่อเผลอประสานสายตากับอีกฝ่ายเข้าโดยบังเอิญ ใบหน้างามรีบเบือนหนีไปอีกทางทันที ก่อนจะปัดมือของบอดี้การ์ดหนุ่มออกอย่างแรงเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกประหม่าที่เกิดขึ้นหลังสบดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้น

            “ขอบใจ แต่คราวหลังไม่ต้องนะ ฉันทำเองได้”

            คำปฏิเสธที่ดูเหมือนหักหาญน้ำใจคนฟังนั้น ไม่ได้ทำให้สกายสลดลงได้เลย ตรงกันข้ามกลับยิ่งทำให้บอดี้การ์ดหนุ่มรู้สึกสนุกที่จะได้ยั่วเย้าเจ้านายขี้โมโหของเขามากขึ้นเสียอีก ร่างสูงใหญ่ทำท่ายักไหล่เล็กน้อยก่อนจะเปิดทางให้คนตัวเล็กกว่าเดินนำออกไป แล้วจึงปิดประตูห้องแต่งตัวลง โดยไม่ทันสังเกตว่ามีใครบางคนยืนหลบอยู่ตรงมุมหนึ่งของทางเดิน และกำลังมองมายังทั้งคู่ด้วยแววตาไม่พอใจเป็นอันมาก

 

            ลมเอื่อยๆ ที่พัดมาหยอกล้อกับเปลวเทียนในแก้วใสบนโต๊ะอาหาร แสงไฟสลัวรางท่ามกลางความมืดของยามวิกาลผสมผสานคลอเคล้าไปกับเสียงดนตรีจากวงเครื่องสายที่กำลังบรรเลงบทเพลงด้วยท่วงทำนองอันอ่อนหวาน ขับกล่อมให้บรรยากาศโดยรอบเจือไว้ด้วยความโรแมนติกอย่างที่หญิงสาวหลายคนใฝ่ฝัน บทสนทนาที่ถูกปั้นแต่งขึ้นดำเนินเลื่อนไหลไปอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับว่าสองหนุ่มสาวที่นั่งพูดคุยกันด้วยรอยยิ้มแจ่มใสที่โต๊ะอาหารที่บนดาดฟ้าของเรือสำราญลำนั้นคือคู่รักที่กำลังออกเดตกันอยู่จริงๆ

            เหล่าทีมงานและผู้เกี่ยวข้องที่กำลังมองภาพผ่านจอมอนิเตอร์อยู่นั้น ต่างเอ่ยปากชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันว่านายแบบหนุ่มและหญิงสาวผู้โชคดีนามว่าไอวี่ตีบทแตกกระจุย ทำให้หลายคนแอบเชียร์ให้ทั้งคู่รักกันนอกจอขึ้นมาจริงๆ แต่หากพวกเขาสังเกตมากขึ้นสักหน่อย และสามารถจะอ่านริมฝีปากได้ว่าบทสนทนานั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร คงจะรู้ว่าภายใต้หน้ากากยิ้มแย้มของสองหนุ่มสาวนั้น เต็มไปด้วยคำพูดจาเชือดเฉือนกันอย่างรุนแรงราวกับว่าต่างฝ่ายต่างมองเห็นอีกคนเป็นศัตรูคู่อาฆาตมานานแรมปี

            “คุณรู้จักกับคุณสกายมานานแค่ไหนแล้วคะ”

            คำถามที่ไม่มีอยู่ในสคริปต์ ทำให้นายแบบหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยพลางเหลือบมองหน้าคนถามด้วยความสงสัย  แต่หญิงสาวในชุดเดรสสีแดงสดกลับทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ ก่อนจะส่งรอยยิ้มหวานให้เขา

            “ก็เมื่อไม่นานนี้น่ะ คุณถามทำไมหรือครับ”

            “ถึงว่าสิ...เมื่อก่อนฉันไปที่บ้านของด็อกเตอร์โธมัสบ่อยๆ เลยได้เจอเขาที่นั่น แต่พอมาเจอเขาที่นี่พร้อมกับคุณก็เลยแปลกใจน่ะค่ะ”

            รอยยิ้มเหยียดหยันผุดขึ้นมาชั่วแวบหนึ่งก่อนที่จะกลายเป็นเพียงแค่รอยยิ้มปกติ แต่สายตาของเจลิโอกลับทันได้เห็นมัน เขาไม่เข้าใจว่าหญิงสาวตรงหน้ามีจุดประสงค์อะไรกันแน่ถึงมาชวนเขาคุยนอกบทอยู่เช่นนี้ อีกอย่างชื่อของใครบางคนที่อีกฝ่ายเอ่ยถึงกลับทำให้เขาอดข้องใจไม่ได้ ก็สกายไม่เคยพูดถึงชื่อนั้นให้เขาได้ยินสักครั้งเลยนี่นะ

            “ตอนนี้เขาเป็นบอดี้การ์ดของผมครับ ว่าแต่ด็อกเตอร์โธมัสนี่คือใครหรือครับ”

            “อ้าว...นี่คุณสกายไม่ได้เล่าให้คุณฟังหรอกหรือคะ แปลกจัง อยู่ๆ เขาก็ออกจากบ้านนั้นมาแล้วกลายเป็นบอดี้การ์ดของคุณ แต่กลับไม่บอกเรื่องเจ้านายเก่าให้ฟังแบบนี้ แสดงว่าคงเป็นความลับสินะคะ ฉันนี่แย่จังไม่รู้เลยว่าคุณสกายจะปิดบังเรื่องนี้กับคุณ ก็เห็นท่าทางสนิทกันดีออกนี่คะ เลยนึกว่ารู้แล้วเสียอีก”

            คำพูดของไอวี่ทำให้ในใจของนายแบบหนุ่มเริ่มขุ่นมัวขึ้นมาไม่น้อย ผู้หญิงตรงหน้าทำท่าเหมือนรู้จักบอดี้การ์ดของเขาดีเกินไป แล้วยังเรื่องเจ้านายเก่าที่ต้องปิดเป็นความลับนั่นอีก มันเรื่องอะไรกันทำไมสกายต้องปิดบังเขาด้วย แต่จะว่าไปเป็นเขาเองต่างหากที่ไม่เคยสนใจจะถามที่มาที่ไปของบอดี้การ์ดหนุ่ม พอมาได้ยินเรื่องนี้จากคนอื่นก็ทำให้เจลิโอหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ

            “คุณก็ไม่ได้สนิทอะไรกับเขามากนักไม่ใช่หรือครับ สกายบอกผมว่าคุณเป็นแค่...คนรู้จักของเจ้านายเก่าของเขาเท่านั้นเองนี่”

            คำว่า คนรู้จักที่นายแบบหนุ่มจงใจเน้นย้ำ ทำให้ดวงตาของหญิงสาวแข็งกร้าวขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะคลายลงเมื่อรู้ว่ากล้องยังคงจับจ้องมายังพวกเขา จะมีก็แต่เสียงเท่านั้นที่ไม่ได้ถูกต่อเข้ากับลำโพงให้ได้ยินกันทั่ว

            สีหน้าและแววตาไม่พอใจที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าคมของหญิงสาว จุดรอยยิ้มตรงมุมปากของนายแบบหนุ่มได้ไม่น้อย เขาเพิ่งรู้ถึงประโยชน์ของเรื่องที่สกายอุตส่าห์บอกให้รู้ก็ตอนนี้นี่เอง

เมื่อนักดนตรีเปลี่ยนเพลงจากท่วงทำนองแว่วหวานมาเป็นจังหวะที่เร็วขึ้น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าทั้งคู่ต้องแสดงบทบาทการเต้นรำแนบชิดกายภายใต้แสงจันทร์อย่างที่โปรดิวเซอร์เขียนเอาไว้ เจลิโอจึงเป็นฝ่ายนำหญิงสาววกกลับเข้าสู่บทสนทนาตามสคริปต์อีกครั้ง หลังจากทั้งคู่ออกนอกเรื่องมามากแล้ว

            “เต้นรำกับผมสักเพลงนะครับ”

            รอยยิ้มหวานกับดวงตาสีฟ้าครามที่แลดูมีเสน่ห์ลึกลับน่าค้นหาของแวมไพร์หนุ่ม ดูเหมือนจะไม่มีผลกับคนตรงหน้าเลยสักนิด ไม่มีท่าทางหลงใหลได้ปลื้มเหมือนอย่างหญิงสาวคนอื่นๆ ที่เคยตกหลุมเสน่ห์ของเขา มีแต่แววตาที่เต็มไปด้วยความชิงชังจนทำให้ร่างเพรียวบางรู้สึกขนลุกเกรียวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

            “เป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะ”

            น้ำเสียงฉุนเฉียวถูกกลบเกลื่อนไว้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทำให้นายแบบหนุ่มที่ไม่คุ้นเคยกับการตีสองหน้าอดหวั่นเกรงขึ้นมามิได้ มือเรียวที่ยื่นออกไปให้หญิงสาวจับออกอาการสั่นเล็กน้อย แต่ยังพยายามควบคุมอารมณ์ของตนไม่ให้หลงนอกบทตามไอวี่ไปด้วย

            เจลิโอเลื่อนกายเข้าชิดร่างระหงภายใต้ชุดเดรสชายกระโปรงแบบหางปลาสีแดงสดคว้านหลังลึกเกือบถึงบั้นเอว มือหนึ่งจับมือของหล่อนเอาไว้ อีกข้างก็แตะลงที่แผ่นหลังเนียนแผ่วเบาอย่างที่สุภาพบุรุษพึงให้เกียรติสุภาพสตรี รองเท้าสานสีทองปลายส้นแหลมเล็กและสูงเกือบห้านิ้ว ทำให้ความสูงของทั้งคู่ไม่ทิ้งห่างกันมากนัก ใบหน้าที่อยู่ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารดใบหน้า กลิ่นกายของหญิงสาวที่เจือไว้ด้วยน้ำหอมยี่ห้อหรูลอยฟุ้งอวลอยู่โดยรอบ น่าแปลกที่มันไม่ได้สร้างความรู้สึกปรารถนาให้กับเขาเลยสักนิด ต่างจากกลิ่นโคโลญจน์จางๆ จากร่างกำยำของบอดี้การ์ดหนุ่มลิบลับ

            ทำไมเขาดันนึกถึงหน้าของสกายขึ้นมาในเวลานี้ได้ แถมยังเอามาเปรียบเทียบกับการอยู่ใกล้ชิดหญิงสาวอย่างนี้ด้วยเสียอีก นี่เขาเป็นบ้าไปแล้วหรือไงนะ นายแบบหนุ่มสะบัดหน้าน้อยๆ ขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านของตนออกไป ก่อนจะหันมาให้ความสนใจกับหญิงสาวในอ้อมแขนอีกครั้ง เมื่อเสียงแหลมเล็กนั้นเอ่ยขึ้น

            “เหม่ออะไรอยู่คะ คงไม่ใช่ว่าคิดถึงตอนที่กำลังกอดกับผู้หญิงอื่นอยู่หรอกนะ”

            ไม่ใช่ผู้หญิงคนอื่น แต่เป็นผู้ชายคนอื่นต่างหากเล่า เจลิโอแอบเถียงอยู่ในใจก่อนที่สองแก้มจะร้อนฉ่าขึ้นมาเมื่อใบหน้าคมเข้มของสกายแวบเข้ามาในสมอง เขาสั่นหน้าแรงๆ อีกครั้ง รีบเอ่ยคำแก้ตัวพร้อมกับตอกย้ำความคิดของตัวเองไปด้วย

            “มะ...ไม่มีทางหรอก ตอนนี้คุณคือคู่เดตคนสำคัญของผมนี่ครับ”

            นายแบบหนุ่มโปรยยิ้มหว่านเสน่ห์แบบที่คิดว่าตัวเองดูดีที่สุดในเวลานี้ แต่แล้วกลับหุบยิ้มแทบไม่ทันเมื่ออีกฝ่ายดันหัวเราะคิก ก่อนจะเอ่ยชื่อใครบางคนออกมา เป็นผลให้ใบหน้าขาวเกือบซีดกลายเป็นแดงจัดลามไปถึงใบหูทันที

            “อ้าวเหรอคะ...คิดว่าคุณกำลังจินตนาการภาพฉันเป็นคุณสกายเสียอีก ขอบคุณนะคะที่ยังเห็นฉันในสายตาอยู่”

            รอยยิ้มยั่วเย้ากับสายตาท้าทายที่ส่งมา ทำให้แวมไพร์หนุ่มได้แต่กัดฟันกรอดอย่างเจ็บใจเพราะถูกรู้ทัน จนนึกอยากฝังเขี้ยวลงบนลำคอขาวเนียนของหญิงสาวแล้วสูบเลือดให้หมดตัวเสีย จะได้ไม่มาพูดจาล้อเล่นกับหัวใจของเขาอย่างนี้อีก

            “ผมไม่คิดอะไรแบบนั้นกับผู้ชายด้วยกันหรอกนะ” แม้คำพูดนั้นจะออกมาจากปากของตัวเอง แต่เจลิโอกลับรู้สึกโหวงๆ ในใจอย่างไรบอกไม่ถูก

            “ถ้าอย่างนั้นก็ดีค่ะ เพราะฉันกำลังจะขออนุญาตชวนคุณสกายออกไปเดตด้วยอยู่พอดี คุณเจแอลคงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมคะ”

            คำขอของหญิงสาว ทำให้นายแบบหนุ่มถึงกับใบ้กินไปชั่วขณะ เขาเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะเมินหน้าไปอีกทางเมื่อรู้เจตนาคนตรงหน้าอย่างชัดแจ้ง อารมณ์ขุ่นเคืองก่อตัวขึ้นมาในฉับพลัน

            “ตอนนี้เขาเป็นบอดี้การ์ด...ของผม มีหน้าที่ต้องดูแลคุ้มกันผมตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เสียใจด้วยนะครับที่ผมคงทำตามคำขอของคุณไม่ได้”

            อีกครั้งที่เจลิโอจงใจเน้นย้ำคำบางคำ ก่อนจะยิ้มเย็นให้อีกฝ่าย คำปฏิเสธที่แสนสุภาพและฟังดูมีเหตุผลที่สุดถูกหยิบมาใช้เพื่อกันท่า ทำให้ไอวี่รู้สึกเหมือนถูกหักหน้าอย่างแรง หญิงสาวกัดริมฝีปากที่เคลือบไว้ด้วยลิปสติกสีแดงสดอย่างเคียดแค้น พลางจ้องมองชายหนุ่มหน้าหวานอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะสะบัดหน้าไปอีกทางเมื่อรู้ว่าตนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง

            เสียงระฆังแห่งชัยชนะที่ดังก้องกังวานในโสตประสาทของนายแบบหนุ่ม ทำให้เจ้าตัวถึงกับเผยยิ้มกว้างอย่างยินดีปรีดาเป็นที่สุด และพลอยทำให้อารมณ์ขุ่นมัวที่ถูกปั่นหัวเมื่อครู่สลายหายไปในบัดดล

           

            การถ่ายทำเสร็จสิ้นลงในที่สุด ท่ามกลางความรู้สึกโล่งอกของเจลิโอ ร่างเพรียวเดินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีเข้ามาในห้องแต่งตัว ก็พบว่าใครบางคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว สกายเอ่ยทักพลางเลื่อนเก้าอี้ให้อีกฝ่ายนั่ง

            “มีเรื่องอะไรดีๆ หรือครับ เดินยิ้มแก้มปริมาเชียว”

            “นายไม่ต้องรู้หรอกน่า”

            ร่างเพรียวกล่าวด้วยเสียงดุๆ แต่ยังไม่หยุดยิ้ม ก่อนจะเริ่มลงมือลบเครื่องสำอางออกด้วยท่าทางเบิกบานใจจนบอดี้การ์ดหนุ่มถึงกับเป็นงง ก็ท่าทางของอีกฝ่ายตอนออกไปกับตอนกลับเข้ามาช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเสียเหลือเกิน

            “จริงสิ คุณเทียร่าขอตัวกลับไปก่อนแล้วนะครับ เห็นว่าไม่ค่อยสบายน่ะ”

            “อ้าว...แล้วเขาเป็นอะไรมากหรือเปล่า ให้ใครพาไปหาหมอหรือยัง”

            เมื่อได้ยินที่สกายบอก เจลิโอก็รีบหันมาถามอาการป่วยของผู้จัดการสาวทันที แต่เมื่อได้รับคำตอบว่าเธอเพียงแค่รู้สึกเหมือนจะเป็นไข้เพราะฤดูกาลเริ่มเปลี่ยน ก็ทำให้นายแบบหนุ่มเบาใจลงแล้วจึงหันกลับไปลบเครื่องสำอางต่อ แต่ไม่วายเหลือบมองคงที่อยู่ข้างหลังผ่านทางกระจกเงาตรงหน้า เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทำท่าอึกอักเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่ยอมพูดเสียที จึงเอ่ยถามขึ้นเสียเอง

            “นายมีอะไรอยากจะพูดก็พูดมาสิ ทำปากพะงาบๆ เป็นปลาขาดอากาศหายใจอยู่ได้”

            “คือ...ผมก็แค่สงสัยน่ะครับ ว่าคุณไปอารมณ์ดีมาจากไหน คงไม่ใช่ว่าเกิดปิ๊งคุณไอวี่เขาเข้าหรอกนะครับ”

            คำถามที่มาพร้อมกับใบหน้ากังวลใจของสกาย ทำให้แวมไพร์หนุ่มถึงกับยกมือปิดปากหัวเราะคิก ก่อนจะยิ่งระเบิดเสียงหัวเราะดังขึ้นอีก เมื่อบอดี้การ์ดหนุ่มยังไม่เลิกเซ้าซี้ถามเขา

            “ถ้าฉันจะชอบเขาแล้วนายเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ”

            “เกี่ยวสิครับ ก็ผมน่ะ...เอ่อ...เปล่าครับ ไม่มีอะไรหรอก ผมขอตัวไปรอข้างนอกก่อนนะ”

            บอดี้การ์ดหนุ่มพูดค้างไว้แค่นั้นแล้วก็ชิ่งเดินหนีไป ทิ้งให้คนที่หัวร่องอหายราวกับคนบ้าชะงักกึกมองตามร่างสูงใหญ่เดินลงส้นเท้าปึงปังออกไปนอกห้องอย่างงุนงง

            “เป็นอะไรของเขากันนะ”

            ส่วนคนที่เดินออกมาจากห้องก็ได้แต่ยืนนิ่งพิงแผ่นหลังกว้างกับบานประตู พลางทอดถอนใจอย่างสับสนกับความรู้สึกของตัวเอง สกายไม่รู้ว่าทำไมตนถึงได้ไม่พอใจที่เห็นเจลิโอยิ้มหวานพูดคุยกับหญิงสาวที่เป็นคนรู้จักของเขา ทั้งที่รู้ว่าทั้งหมดนั่นก็เป็นแค่การแสดงที่นายแบบหนุ่มเล่นไปตามบทเท่านั้น หุ่นยนต์อย่างเขาเลียนแบบความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ได้ก็จริง แต่อารมณ์โมโหพลุ่งพล่านแบบนี้เขาไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจเอาเสียเลย บางทีโปรแกรมของเขาอาจเริ่มรวนขึ้นมาก็ได้ คงต้องลองปรึกษาเจ้านายของเขาดูเสียแล้วเผื่อจะรู้สาเหตุของอาการว้าวุ่นใจที่เกิดขึ้นนี้

 

            ..............................................................................................................................................

To be continued. . .

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #31 Blanchet (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 กันยายน 2556 / 22:13
    หึหึ อาการแบบนี้ไม่ต้องถามด็อกเตอร์เราก็ตอบได้นะจ้ะ

    ติดตามค่าา
    #31
    0