Love Breakfast : รักใสๆ หวานใจจอมยุ่ง (Yuri)

ตอนที่ 32 : ตอนที่ 31 : สมาชิกคนสุดท้าย?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 430
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    23 มี.ค. 54

ตอนที่ 31 : สมาชิกคนสุดท้าย?

 

เวลาผ่านไปจนเกือบพลบค่ำ สาวน้อยเจ้าของบ้านลุกขึ้นยืนพลางบิดตัวไปมาไล่ความเมื่อยขบ ก่อนจะหันไปพูดกับคนที่กำลังลำเลียงสัมภาระของผู้เช่าอีกคนขึ้นมากองเอาไว้ตรงมุมด้านหนึ่ง หลังจากที่ทั้งคู่ช่วยกันทำความสะอาดห้องใต้หลังคาเรียบร้อยแล้ว

 

“ในที่สุดก็เสร็จซะที เมื่อยตัวไปหมดเลยแฮะ อ้าว นี่นายยกของมาหมดแล้วเหรอ ดีจังที่มีนายช่วย เบาแรงฉันไปได้ตั้งเยอะแน่ะ ขอบใจนะนายพันวอน”

 

ภรัณยากล่าวพร้อมกับยิ้มจนตาหยี แต่พอได้ยินคำพูดที่หลุดมาจากปากของอีกฝ่ายก็พลันหุบยิ้มแทบไม่ทัน ส่วนพรรณวรนั้นได้แต่ยืนปาดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นมาเต็มหน้าผากพร้อมกับส่ายหน้าไปมาอย่างระอาใจ

 

 “ก็แน่ล่ะ เธอเล่นชี้นิ้วสั่งเอาๆ ให้ฉันทำโน่นทำนี่ ทั้งยกตู้ย้ายเตียง แล้วยังต้องมาแบกกระเป๋ากับข้าวของพวกนี้ขึ้นมาเก็บอีก ส่วนเธอแค่ปัดกวาดเช็ดถูห้องนิดหน่อยเองทำมาบ่นเป็นยายแก่ไปได้”

 

 “ทำไมล่ะ ก็นายตัวสูงแถมยังแข็งแรงกว่าฉันตั้งเยอะนี่นา แล้วอีกอย่างที่พวกเราต้องมาทำความสะอาดห้องนี้ก็ไม่ใช่เพราะเพื่อนรักของนายอ้วกใส่ห้องของคนเช่าบ้านของฉันหรือไง สำหรับนายแค่คำขอบใจอย่างเดียวก็น่าจะพอแล้วนี่นา ยังจะมาหาว่าฉันใช้แรงงานอะไรอีกล่ะ ชิ นายนี่ทำตัวเป็นตาแก่ขี้บ่นไปได้”

 

ร่างบอบบางยืนเท้าสะเอวมองคนพูดด้วยสายตาไม่พอใจและเปลี่ยนสีหน้าจากยิ้มแย้มแจ่มใสเมื่อครู่มาเป็นสีหน้าบูดบึ้งทันที พร้อมกับร่ายยาวถึงเหตุผลที่ทำให้เธอและเขาต้องมาเผชิญหน้ากันในเวลานี้ ทำเอาคนที่ถูกหาว่าเป็นตาแก่ขี้บ่นได้แต่ยืนทำตาปริบๆ อ้าปากจะเถียงแต่ก็พูดไม่ออกสักคำ เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวมานั้นเป็นความจริงทุกอย่าง

 

“เอ้อ นะ หืม? หกโมงกว่าแล้วนี่ มิน่าล่ะหิวชะมัดเลย ถ้าจะให้ดีฉันขอเปลี่ยนจากคำขอบคุณนั่นเป็นการเลี้ยงข้าวตอบแทนอีกสักมื้อก็แล้วกันนะคุณภรรยา”

 

พรรณวรคิดหาคำพูดมาโต้ตอบไม่ได้ จึงแสร้งทำเป็นยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาพลางพูดเปลี่ยนเรื่องแล้วชิ่งเดินหนีลงบันไดไปยังชั้นล่างอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้สาวน้อยเจ้าของบ้านได้แต่ยืนมองพร้อมกับส่งสายตาค้อนปะหลับปะเหลือกตามแผ่นหลังของร่างสูงโปร่งไปอย่างเคืองขุ่น ก่อนจะทำหน้าเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ พร้อมกับรีบวิ่งตื๋อลงบันไดมุ่งตรงไปยังห้องครัวทันที

 

“เชอะ เถียงไม่ออกแล้วทำมาเปลี่ยนเรื่อง เอ๊ะ ว่าแต่นายพันวอนนั่น เมื่อกลางวันก็กินข้าวของฉันไปตั้งสองกล่องแล้วนี่นายังคิดจะแย่งข้าวฉันกินอีกเหรอเนี่ย ไม่ได้การละ มีหวังข้าวหน้าหมูเกาหลีของโปรดฉันต้องถูกนายนั่นสวาปามหมดเกลี้ยงแน่เลย นายพันวอน อย่ามาแย่งข้าวของฉันนะ กลับไปกินข้าวที่บ้านตัวเองเลยไป๊!

 

ท่ามกลางค่ำคืนอันแสนเงียบสงัด ในขณะที่คนส่วนใหญ่เข้าสู่ห้วงนิทรากันแล้ว แต่กลับมีใครบางคนกำลังเดินดุ่มๆ เข้ามาจากทางหน้าปากซอยที่ทั้งมืดและเปลี่ยวแลดูวังเวงยิ่งนัก ทว่า เจ้าของร่างยังคงก้าวย่างอย่างมั่นคงมาตามทางด้วยบุคลิกอันแสนมาดมั่น ไม่หวั่นเกรงต่อภัยอันตรายใดๆ สองเท้าก้าวเดินสลับกันไปโดยมีจุดหมายปลายทางคือบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากถนนใหญ่เข้ามาเป็นระยะทางกว่าหลายร้อยเมตร

 

สงสัยเราจะมาดึกไปหน่อย ป่านนี้เจ้าของบ้านคงหลับไปแล้วมั้ง แต่ช่างเถอะยังไงเราก็มีกุญแจเข้าบ้านอยู่แล้วนี่นา ไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยไปทำความรู้จักคนอื่นๆ ในบ้านก็แล้วกัน

 

แสงจากโคมไฟกลมบนเสาตรงประตูรั้วหน้าบ้านสาดส่องลงมายังพื้นเบื้องล่าง เผยให้เห็นร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งซึ่งสวมเสื้อแขนยาวสีตุ่นแบบมีฮู้ดยืนพึมพำกับตัวเอง พลางจดๆ จ้องๆ มองฝ่าความมืดเข้าไปในตัวบ้าน ก่อนจะล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบเอาพวงกุญแจที่มีอยู่ราวสามสี่ดอกขึ้นมาไขเปิดประตูเข้าไปอย่างคุ้นเคยราวกับว่านี่ไม่ใช่การมาเยือนในครั้งแรกของเธอ

 

กลิ่นอะไรเนี่ย ทำไมเหม็นเน่าอย่างนี้ เฮ้อ ช่างเถอะ คืนนี้ทั้งเหนื่อยทั้งง่วงจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้นแล้ว เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยทำความสะอาดใหม่ละกัน

 

ผู้มาเยือนกลางดึกถึงกับทำหน้าเบ้เมื่อกลิ่นไม่พึงประสงค์บางอย่างลอยอวลมาเตะจมูกทันทีที่เปิดประตูเข้าไปในห้อง แสงสลัวรางที่สาดส่องเข้ามาผ่านทางม่านหน้าต่างทำให้มองอะไรได้ไม่ชัดถนัดนัก แต่ก็พอจะจับทิศทางได้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน ร่างสูงโปร่งวางกระเป๋าเป้สะพายหลังลงที่พื้นข้างเตียง แล้วจึงถอดเสื้อแจ็กเกตของตนออกวางพาดไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งที่มุมหนึ่งของห้อง ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างอ่อนล้า เพียงไม่นานก็เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว

 

“ย้าก!

 

ตุบ!!!

 

เสียงกรีดร้องของใครบางคนตามมาด้วยเสียงเหมือนของหนักร่วงหล่นลงกระทบพื้นดังโครมครามมาจากห้องข้างๆ ทำให้ภรัณยาที่กำลังนอนฝันหวานถึงกับสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ หญิงสาวลุกพรวดขึ้นจากเตียงได้ก็ถลาเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนที่อยู่ด้านข้างอย่างรวดเร็ว เพราะคิดไปว่าสาวหล่อหน้าตี๋ที่นอนซมเพราะพิษไข้มาเกือบตลอดทั้งวันนั้นตื่นมาแล้วอาละวาดทำลายข้าวของในห้องพักเสียหาย แต่พอประตูเปิดออกเธอก็ต้องตกใจจนแทบช็อกเมื่อเห็นหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังยืนจังก้าทำท่าตั้งการ์ดราวกับนักมวยอยู่บนเตียง ส่วนคนที่มาจับจองห้องเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานกลับลงไปนอนคว่ำหน้ากองอยู่กับพื้นส่งเสียงร้องโอดโอยดังลั่นห้อง

 

“โอ๊ย เจ็บเป็นบ้าเลย ใครวะถีบฉันตกเตียงลงมาได้”

 

หญิงสาวเจ้าของบ้านได้แต่ยืนงงมองคนสองคนในห้องสลับกันไปมาด้วยไม่รู้ว่าผู้มาใหม่นั้นเป็นใคร กระทั่งคนที่ยืนอยู่บนเตียงหันมาสบตาเธอเข้าพอดี จึงรีบกระโดดลงมาที่พื้นข้างเตียงอีกฝั่งก่อนจะก้มลงไปค้นหาของอะไรบางอย่างในกระเป๋าเป้แล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งเดินมายื่นส่งให้ พร้อมกับประโยคคำพูดยาวๆ ที่ฟังแล้วรู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่ภาษาไทยแต่จะเป็นภาษาอะไรนั้นเธอเองก็ไม่อาจทราบได้

 

“นี่มันอะไรเหรอคะ เอ๊ะ หรือว่าจะเป็น...ใช่จริงๆ ด้วย คุณคือเจ้าของห้องเช่าที่ติดต่อกับป้าของฉันไว้ เอ่อ ดูท่าทางเหมือนจะไม่ใช่คนไทยนี่นา โทษนะคะ พูดภาษาไทยได้หรือเปล่า”

 

ภรัณยาก้มลงมองกระดาษในมือพร้อมกับอ่านข้อความที่มีใจความระบุถึงสัญญาการเช่าห้องในนามของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อ เมธาวดี เธอมองกระดาษแผ่นนั้นสลับกับเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของหญิงสาวต่างเชื้อชาติ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยท่าทางหวาดหวั่นอย่างไม่ค่อยมั่นใจตัวเองนัก พลางแอบลอบมองสำรวจคนตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

 

หญิงสาวผู้มาใหม่เป็นคนรูปร่างสูงโปร่งหุ่นกำยำสมส่วน เรือนผมสีดำยาวถูกมัดรวบไว้เป็นมวยหลวมๆ ทางด้านหลังเผยให้เห็นใบหน้าขาวใสที่มีร่องรอยฟกช้ำเป็นสีม่วงคล้ำปนเขียวจางๆ อยู่หลายแห่ง ดวงตาคมสีน้ำตาลเข้มรับกันดีกับคิ้วเข้มโค้งได้รูป จมูกไม่โด่งมากนัก ริมฝีปากค่อนข้างหนา ลำคอยาวระหง ทั้งหัวไหล่มนและต้นแขนมีมัดกล้ามเล็กน้อยแลดูแข็งแรงอย่างนักกีฬาที่ออกกำลังกายเป็นประจำโผล่พ้นออกมาจากเสื้อกล้ามสีน้ำตาล สวมกางเกงขายาวทรงทหารสีเขียวเข้มท่าทางทะมัดทะแมง

 

“...”

 

เมื่อถูกมองจ้องมาเช่นนั้น ก็ทำเอาผู้มาเยือนถึงกับยืนอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะส่งสำเนียงเสียงล้งเล้งเป็นภาษาต่างด้าวออกมายาวเหยียดอีกครั้งคล้ายว่าไม่เข้าใจสิ่งที่คนตรงหน้าพยายามจะสื่อสารด้วยเลยสักนิด

 

“เดี๋ยวค่ะคุณ ใจเย็นๆ ก่อนนะ ทำไงดีล่ะเรา ฟังเขาพูดไม่รู้เรื่องเลย เอ่อ ท่าทางคุณคงพูดไทยไม่ได้ งั้นพูดภาษาอังกฤษได้ไหมคะ”

 

ภรัณยาถึงกับเหงื่อแตกซิกเมื่อเห็นเจ้าของห้องเช่าตัวจริงยืนโวยวายใส่เธอมาอีกชุดใหญ่ แต่กลับฟังไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย เมื่อเห็นว่าหญิงสาวชาวต่างชาติพูดภาษาบ้านเกิดเมืองนอนของเธอไม่ได้ เธอจึงพยายามจะสื่อสารกับอีกฝ่ายด้วยภาษาอันเป็นสากลแทน แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลเมื่อคนตัวสูงกว่ายิ่งขมวดคิ้วมุ่นมองมายังเธอด้วยสีหน้าบึ้งตึงคล้ายไม่พอใจมากไปกว่าเก่า ทำเอาสาวน้อยเจ้าของบ้านถึงกับทำหน้าเบะคล้ายจะร้องไห้ นึกอยากให้มีโดเรมอนสักตัวอยู่ข้างๆ จะได้หยิบเอาเครื่องแปลภาษาต่างชาติออกจากกระเป๋าหน้าท้องมาช่วยแปลคำพูดของคนตรงหน้าให้เธอได้

 

“ใจเย็นๆ นะเรน เขาเป็นคนจีนดูท่าทางว่าจะพูดไทยไม่ได้เลยน่ะ เดี๋ยวฉันช่วยคุยให้แล้วกันนะ”

 

เสียงที่คุ้นเคยของใครบางคนดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง เมื่อภรัณยาหันไปมองก็พบว่าสาวหล่อข้างบ้านเพิ่งเดินขึ้นบันไดมาพร้อมกับส่งยิ้มกว้างมาให้ ทำเอาหญิงสาวรู้สึกใจชื้นขึ้นมาเป็นกองที่อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนยืนฟังอีกฝ่ายพ่นภาษาแปลกหูมาใส่เธอแต่เพียงลำพัง แม้จะแปลกใจอยู่นิดหน่อยว่าพรรณวรเข้ามาในบ้านของเธอได้อย่างไร แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานนี้เธอเป็นคนให้กุญแจสำรองเขาไว้เอง เผื่อว่าเขาต้องการมาเยี่ยมไข้เพื่อนสนิท จึงคลายความสงสัยลงได้ ทว่า เธอกลับต้องแปลกใจมากไปกว่านั้น เมื่อได้ยินพรรณวรพูดคุยกับหญิงสาวชาวต่างชาติในภาษาเดียวกันด้วยท่าทางมั่นใจเต็มร้อยโดยไม่ได้แลดูเกร็งหรือพูดจาอึกอักตะกุกตะกักแต่อย่างใด

 

“นายพันวอนพูดภาษาจีนเป็นกับเขาด้วยเหรอเนี่ย ไม่ยักรู้ว่าเก่งขนาดนี้ ดูสิ ยายคนจีนนั่นเอาแต่พยักหน้าหงึกหงักท่าทางจะคุยกันรู้เรื่องแล้วสินะ”

 

คนที่พูดและฟังภาษาเกาหลีได้แต่ภาษาจีนแทบไม่กระดิกหูถึงกับยืนมองศัตรูคู่อริข้างบ้าน ที่จู่ๆ ก็กลายเป็นอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยเธอไว้ด้วยสายตาอึ้งปนทึ่งแกมนึกชื่นชมอยู่ในใจ และพยายามคาดเดาว่าสาวหล่อที่กลายมาเป็นล่ามจำเป็นของเธอนั้นพูดคุยอะไรกับคนแปลกหน้าบ้าง

 

ข้างฝ่ายพรรณวรหลังจากพูดคุยทักทายและแนะนำตัวทำความรู้จักกับอีกฝ่าย จนรู้ว่าหญิงสาวชาวจีนมีชื่อว่า กัวยี่ฟาง ส่วนชื่อ เมธาวดี ที่ปรากฏในสัญญานั้นคือคนรู้จักที่มาติดต่อเช่าบ้านเอาไว้ให้ แม้จะรู้แล้วว่าหญิงสาวผู้มาใหม่เป็นเจ้าของห้องเช่าตัวจริง แต่เธอก็ไม่อยากจะให้ปรินนท์ต้องย้ายออกไปจากบ้านในตอนนี้เพราะจะทำให้แผนที่เธอวางเอาไว้พังลงได้ จึงพยายามหาทางออกที่ดีที่สุดและดูจะยุติธรรมกับทุกฝ่าย ด้วยการขอร้องให้กัวยี่ฟางไปพักที่ห้องใต้หลังคาแทนก่อนในระหว่างที่ปรินนท์ยังคงพักอยู่ที่นี่ โดยยื่นข้อเสนอว่าจะให้ภรัณยาลดค่าเช่าลงครึ่งหนึ่งและอ้างเหตุผลว่าห้องนี้มีกลิ่นเหม็นเพราะเพื่อนรักของเธอทำเลอะเทอะเอาไว้เมื่อวาน แถมข้าวของต่างๆ ยังถูกเคลื่อนย้ายนำไปเก็บรักษาไว้ในห้องใต้หลังคาเรียบร้อยแล้ว ทีแรกกัวยี่ฟางทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจแต่สุดท้ายก็ยอมตกลงเพราะไม่มีทางเลือก

 

“นี่นายพันวอน คุยอะไรกันน่ะ แปลให้ฉันฟังบ้างสิ”

 

คนที่ตัวเล็กสุดจากบรรดาสี่คนในห้องนั้น สะกิดต้นแขนของสาวหล่อที่ยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่ทั้งสองคนกำลังสนทนากันอยู่จึงขอให้ช่วยแปลและเรียบเรียงมาเป็นภาษาไทยให้เธอฟังบ้าง

 

ระหว่างที่พรรณวรกำลังแปลสิ่งที่เธอคุยกับกัวยี่ฟางให้หญิงสาวเจ้าของบ้านฟังอยู่นั้น จู่ๆ เสียงของปรินนท์ก็ดังทะลุกลางปล้องขึ้นมา พร้อมกับที่เจ้าตัวทำท่าขมวดคิ้วมุ่นคล้ายยังสงสัยไม่หายว่าตนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

 

เธอ! ยายป้ายไฟนี่นา

 

สิ้นคำของเพื่อนรัก สาวหล่อที่กำลังทำหน้าที่ล่ามแปลภาษาก็ถึงกับหยุดชะงักกึก พร้อมกับหันไปมองตามต้นเสียงด้วยความแปลกใจกับสิ่งที่ได้ยิน จึงได้เห็นปรินนท์ที่ลุกขึ้นตะกายกลับมานั่งบนเตียงเรียบร้อยแล้วยกมือขึ้นมาชี้หน้าภรัณยาพร้อมกับตะโกนออกมาว่าหญิงสาวคือคนที่ทำป้ายไฟตกใส่เธอในงานคอนเสิร์ตนักร้องเกาหลีเมื่อคราวก่อนนั่นเอง เมื่อได้รู้ความจริงก็ทำให้พรรณวรนึกโกรธขึ้นมาเป็นอันมากพร้อมกับโวยวายเสียงดังอย่างไม่เกรงใจใคร

 

แกว่าไงนะปาย ยายนี่คือคนที่ทำป้ายไฟตกใส่หัวฉันวันนั้นเหรอ บ้าชะมัด นี่โชคชะตาเล่นตลกอะไรกับฉันกันนะ

 

ส่วนภรัณยาได้ฟังดังนั้นก็ถึงกับสะดุ้งโหยงพลางนึกย้อนทบทวนไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมๆ กับเพ่งพินิจพิจารณามองหน้าสาวหล่อข้างบ้านให้ชัดเจนอีกครั้ง แล้วจึงระลึกได้ว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ คือคนเดียวกันกับคนที่เธอเกิดพลาดทำป้ายไฟขนาดยักษ์ตกจากระเบียงชั้นลอยในฮอลล์นั้นลงไปโดนศีรษะจนถึงกับสลบเหมือดคาที่ไปนานร่วมครึ่งชั่วโมงคนนั้นไม่ผิดแน่

 

“ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ มันเป็นอุบัติเหตุน่ะ แต่ยังไงก็ต้องขอโทษด้วยนะที่วันนั้นฉันรีบกลับมาก่อน พอดีมีธุระน่ะ”

 

เจ้าของสมญานาม ยายป้ายไฟ รีบเอ่ยแก้ตัวเสียงอ่อย แม้จะรู้ตัวดีว่าเป็นความผิดของเธอเต็มประตู แต่ก็พยายามหาเหตุผลอ้างแบบข้างๆ คูๆ เพื่อทำให้ตัวเองรอดพ้นจากการถูกโกรธและเกลียดได้ เธอกล่าวขอโทษขอโพยสาวหล่อด้วยสีหน้าหนักใจแกมสำนึกผิด แต่พรรณวรกลับนึกขุ่นเคืองมากเสียจนแทบไม่อยากมองใบหน้าที่หมองลงนั้นเลยแม้แต่น้อย ส่วนหญิงสาวชาวจีนที่ไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นมาก่อนจึงได้แต่มองคนทั้งสามสลับไปมาอย่างงุนงง จนกระทั่งเสียงของใครบางคนดังขึ้นมาจากทางหน้าห้อง ทำให้เจ้าของบ้านแอบโล่งอกที่มีคนตีระฆังช่วยชีวิตเอาไว้ได้ทันเวลาพอดี

 

“เกิดอะไรขึ้นเหรอ เสียงดังแต่เช้าเลย”

 

มินรญาเปิดประตูห้องพร้อมกับยื่นหน้าออกมามองคนทั้งสี่ในห้องนอนฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าฉงน เพราะสงสัยว่าใครมาส่งเสียงดังบ่นเอะอะในบ้าน ภรัณยาจึงอาศัยจังหวะนี้แนะนำผู้เช่าแต่ละคนให้ได้รู้จักกัน ทำให้ทุกคนเลิกสนใจเรื่องราวเมื่อครู่ไปทันที

 

มินคะ เรนจะแนะนำสมาชิกใหม่ที่จะมาอยู่ร่วมบ้านเดียวกับเราให้รู้จักนะ นี่คือคุณกัวยี่ฟาง เป็นคนจีนที่พูดภาษาไทยไม่ได้ ที่จริงเขาเช่าห้องนี้ไว้แต่ระหว่างนี้เขาจะพักที่ห้องใต้หลังคาชั้นบนไปพลางๆ ก่อน ส่วนคนนั้นชื่อปรินนท์ จะมาพักที่ห้องนี้ประมาณอาทิตย์นึงค่ะ

 

ภรัณยากล่าวแนะนำสมาชิกใหม่ทีละคนให้มินรญารู้จัก สาวมาดเซอร์ทำหน้างุนงง ก่อนจะโค้งศีรษะน้อยๆ ให้กับผู้เช่ารายใหม่ทีละคนแทนคำทักทาย และไม่วายชี้มือไปยังพรรณวรที่ยืนเท้าเอวทำหน้าบึ้งตึงอยู่ข้างสาวน้อยเจ้าของบ้านพร้อมกับเอ่ยถามอย่างสงสัย

 

แล้วคนนี้อยู่ห้องไหนล่ะ หรือว่าห้องเดียวกับเธอ

 

“เปล่าๆ ฉันเป็นแค่เพื่อนข้างบ้านเขาน่ะ / ไม่ใช่นะมิน เธอเข้าใจผิดแล้ว นายนี่แค่มาช่วยเป็นล่ามให้เฉยๆ เท่านั้นเอง”

 

สิ้นเสียงของมินรญา ทั้งสองคนที่ถูกเอ่ยถึงก็พลันหน้าแดงแจ๋รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธแก้ไขความเข้าใจผิดแทบเป็นเสียงเดียวกันทันที โดยมีสายตาของปรินนท์และกัวยี่ฟางมองมายังทั้งคู่ด้วยความสงสัยใคร่รู้เช่นกัน

 

“เอ่อ เดี๋ยวเรนจะพาไปดูห้องพักของคุณข้างบนนะ อ้าว คุณกัวยี่ฟางรีบเดินตามมาสิคะ

 

หญิงสาวเจ้าของบ้านได้แต่กลอกตาไปมาอย่างไม่รู้ว่าจะหาทางออกในสถานการณ์น่าอึดอัดนี้อย่างไรดี จึงหันไปหาสาวชาวจีนที่เป็นสมาชิกคนล่าสุดของบ้าน พลางทำท่าพยักพเยิดชวนให้เดินตามเธอขึ้นไปยังห้องใต้หลังคาบนชั้นลอยด้วยกัน และปล่อยให้อีกสามคนที่เหลือได้แต่มองตามทั้งคู่เดินหายขึ้นห้องไป

 

 หน็อยแน่ะยายตัวยุ่ง คิดจะหนีความผิดไปดื้อๆ เหรอ ลงมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อนเลย ได้ยินไหม คุณภรรยา!

 

พรรณวรได้แต่ยืนงงมองสาวชาวจีนมาดเท่เดินตามเจ้าของบ้านขึ้นไปยังห้องใต้หลังคาต้อยๆ ก่อนจะโวยวายออกมาอีกครั้งราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้สะสางเรื่องราวที่ทำให้เธอต้องอับอายขายหน้าชาวบ้านชาวช่องเพราะถูกป้ายไฟยักษ์หล่นใส่ศีรษะจนบวมปูดในงานคอนเสิร์ตเมื่อคราวก่อน จึงรีบเดินตามขึ้นไปต่อว่าตัวต้นเหตุอย่างนึกฉุน ปล่อยให้สาวมาดเซอร์สมาชิกคนแรกของบ้านกับสาวหล่อหน้าตี๋หันมามองหน้ากันเป็นเชิงถามอีกฝ่ายว่ารู้เรื่องอะไรบ้างหรือไม่ แต่ก็ไม่มีใครได้รับคำตอบที่กระจ่างชัดขึ้นมาสักคน

 

เมื่อมินรญาเห็นว่าเรื่องราววุ่นวายเมื่อครู่กลับคืนสู่ความสงบแล้วทำท่าจะเดินกลับห้องของตัวเอง แต่ยังไม่ทันได้ไปไหนก็ถูกปรินนท์คว้าข้อมือเอาไว้ก่อนพร้อมกับรีบแนะนำตัวด้วยการหว่านเสน่ห์ใส่หญิงสาวทันที แต่สาวมาดเซอร์ไม่มีทีท่าว่าจะเล่นด้วย มิหนำซ้ำยังสะบัดมือออกพลางมองหน้าคนที่เพิ่งสร่างไข้อย่างไร้อารมณ์ใดๆ แล้วเดินกลับเข้าห้องตัวเองไปทันที โดยมีสายตาของสาวหล่อหน้าตี๋มองตามไปอย่างเสียดาย

 

To Be Continued. . .

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

105 ความคิดเห็น

  1. #97 [Mp] : -๏PaSt๏- (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 23 มีนาคม 2554 / 23:28
     - -+ อย่ายุ่งกับมินน่าปาย เดี๋ยวมีเรื่อง
    หึหึ

    แต่ดูบรรยายฉากไม่ค่อยต่อเนื่องกันนะคะ 

    ตอนที่ฟางกลับมาเจอปายน่ะื ถ้าไปอ่านในฉากของพี่อนาเซียมันดูจะเป็นคนละฉากไปเลย- -*

    #97
    0