Love Breakfast : รักใสๆ หวานใจจอมยุ่ง (Yuri)

ตอนที่ 16 : ตอนที่ 15 : รูมเมตสาวสวย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 501
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 มี.ค. 54

ตอนที่ 15 : รูมเมตสาวสวย

 

เวลาผ่านไปเกือบครู่ใหญ่ คนที่เผลอหลับไปในอ้อมแขนของสาวหล่อข้างบ้านด้วยความอ่อนเพลียจากการร้องไห้ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงดังอื้ออึงมาจากทางหน้าประตูทางเข้าอาคาร ทำเอาคนข้างๆ ถึงกับสะดุ้งตามไปด้วย

 

“มีอะไรเหรอ”

 

พรรณวรเอ่ยถามเมื่อเห็นร่างบอบบางในอ้อมแขนตน ขยับตัวออกห่าง พลางทำท่าชะเง้อคอไปยังหน้าประตูคล้ายกำลังมองหาใครบางคนอยู่ เมื่อเธอมองตามไปจึงได้เห็นว่ามีหญิงสาวผมสั้นมาดเท่คนหนึ่งสวมแว่นกันแดดสีดำอันใหญ่คล้ายต้องการอำพรางใบหน้าก้าวลงมาจากรถตู้สีขาวพร้อมด้วยชายหนุ่มวัยฉกรรจ์รูปร่างกำยำล่ำสันอีกราวสามถึงสี่คนที่เดินขนาบข้างหญิงสาวผู้นั้นรอบทิศทาง ตรงเข้ามาภายในตัวอาคารอย่างระแวดระวัง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกรี๊ดดังสนั่นลั่นไปทั่วบริเวณของกลุ่มเด็กสาวอีกนับสิบชีวิตที่เดินตามติดคนกลุ่มแรกเข้ามาในระยะห่างเพียงเอื้อมมือ

 

“เอ๊ะ? คิมมินจี นี่นา ใช่จริงๆ ด้วย นั่นไงนายพันวอน คนที่ฉันชอบเค้ากลับมาจากโรงพยาบาลแล้ว กรี๊ด!...มินจีคะ รอเรนนี่ด้วย”

 

พอเห็นว่าศิลปินที่ตนโปรดปรานจนถึงขั้นคลั่งไคล้กำลังจะเดินผ่านหน้าเธอไป ภรัณยาก็รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งเกาะกลุ่มไปกับบรรดาแฟนคลับที่วิ่งตามหลังศิลปินคนดังเป็นพรวนอย่างรวดเร็ว ลืมไปเสียสนิทว่าทิ้งคนที่อุตส่าห์ให้ยืมไหล่เป็นที่ซับน้ำตาไว้ที่หน้าประตูทางเข้างานเพียงลำพัง

 

 “อ้าว อะไรของเขาน่ะ นึกจะไปก็ไป ทิ้งกันง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอ”

 

            โปรดิวเซอร์สาวหล่อถึงกับหน้าเหวอได้แต่ยืนเกาศีรษะตัวเองแก้เก้อ รู้สึกว่าตามอารมณ์ของสาวน้อยข้างบ้านไม่ทันเอาเสียเลย พลันเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาทำลายความเงียบงัน พรรณวรหยิบมาดูชื่อบนหน้าจอเมื่อเห็นว่าเป็นสายเรียกเข้าจากปรินนท์ก็รีบกดรับสายทันทีพลางกรอกเสียงห้วนๆ ลงไปหาอีกฝ่าย

 

            “ไงคุณชาย เพิ่งนึกขึ้นได้เหรอว่าทิ้งเพื่อนไว้ข้างนอกคนเดียวน่ะ”

 

            “โธ่! พั้นช์ แกอย่าเพิ่งงอนฉันดิวะ แล้วนี่หาที่จอดรถได้ยัง ฉันจะได้เดินออกไปรับ”

 

            เสียงอ่อยๆ ของปรินนท์แทรกเข้ามาท่ามกลางเสียงดังอื้ออึงของเหล่าแฟนคลับภายในห้องจัดงานแห่งนั้นที่ค่อยๆ ลดระดับเบาลงเรื่อยๆ เมื่อเจ้าตัวเดินออกห่างจากหน้าเวทีมายังประตูทางออกทีละน้อย เพื่อจะออกมารับเพื่อนรักที่ตนเผลอลืมไปเสียสนิทว่ามาด้วยกันแต่ทีแรก

 

            “เออๆ ได้ที่จอดแล้ว ตอนนี้ฉันอยู่หน้าประตูทางเข้าตึกที่ชั้นล่างน่ะ แกอยู่ไหนแล้วล่ะ...”

 

            ร่างสูงโปร่งลอบถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะนัดหมายสถานที่กับสาวหล่อหน้าตี๋เพื่อจะได้เข้างานไปพร้อมกัน แม้ว่าเดิมทีนั้นเธอไม่ได้อยากจะมาร่วมงานมีตติ้งแฟนคลับอะไรไร้สาระพวกนี้เลยสักนิด แต่พอคิดว่าไหนๆ ก็มาแล้วแถมปรินนท์ยังได้จองบัตรสำหรับเข้างานเผื่อเธอเอาไว้แล้วอีกด้วย จะให้เพื่อนสนิทต้องเสียเงินไปเปล่าๆ ก็กระไรอยู่ หากมัวแต่นั่งจับเจ่าเพียงลำพังตรงหน้าประตูทางเข้าไปพลางระหว่างรอเพื่อนรักก็ดูจะน่าเบื่อไปหน่อย สู้เข้าไปลองเปิดหูเปิดตาดูอะไรใหม่ๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องดีไม่ใช่น้อย อีกอย่างเธอเองก็อดสงสัยไม่ได้ว่าสาวน้อยเจ้าของบ้านข้างๆ ที่ปล่อยเธอไว้เพียงลำพังกำลังทำอะไรอยู่ อยากรู้ว่าศิลปินนามว่า คิมมินจี คนนั้นมีดีอะไรถึงทำให้ใครบางคนชื่นชอบจนถึงขั้นเพ้อคลั่งได้เช่นนี้

 

            เมื่อเข้ามาในงานได้ สายตาคมของพรรณวรก็กวาดตามองไปรอบๆ อย่างนึกแปลกใจระคนตื่นเต้นขึ้นมามิได้ เมื่อได้เห็นจำนวนคนราวสามร้อยกว่าคนที่พร้อมใจกันมานั่งแออัดยัดเยียดอยู่ในห้องประชุมอันแสนคับแคบนี้โดยมิมีใครปริปากบ่นแต่อย่างใด เมื่อมองไปเบื้องหน้าก็พบว่ามีเวทีขนาดย่อมถูกจัดเอาไว้ชิดกับผนัง

 

บนเวทีที่ยกสูงขึ้นมาจากพื้นราวห้าสิบเซ็นติเมตรนั้นมีสาวสวยต่างสไตล์ทั้งห้าคนนั่งอยู่บนเก้าอี้เรียงกันเป็นแถวหน้ากระดาน ตรงหน้าของพวกเธอแต่ละคนนั้นมีโต๊ะกระจกตัวเล็กๆ วางเอาไว้เป็นที่สำหรับใช้แจกลายเซ็นให้กับเหล่าบรรดาแฟนคลับที่กำลังยืนต่อคิวเป็นแถวยาวทยอยกันเดินเข้าไปให้นักร้องคนโปรดของตนเซ็นชื่อลงบนแผ่นกระดาษที่เตรียมมาหรือบนโปสเตอร์ขนาดไม่ใหญ่มากนักที่ทางผู้จัดงานได้เตรียมเอาไว้ให้

 

เสียงกรี๊ดกร๊าดของแฟนคลับดังมาแทบไม่ขาดสาย คล้ายกับว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังเล่นเวฟประชันคลื่นพลังเสียงกันอยู่เป็นระยะ สาวหล่อโปรดิวเซอร์หันซ้ายแลขวามองหาเพื่อนรักที่วิ่งนำเข้ามา ก่อนจะพบว่าปรินนท์นั้นรีบปรี่เข้าไปต่อแถวรอรับลายเซ็นของนักร้องสาวทั้งห้า รอยยิ้มพรายปรากฏอยู่บนใบหน้าแช่มชื่นระคนเบิกบานใจเมื่อได้มาเห็นสาวสวยจากแดนกิมจิในระยะประชิด ชวนให้คิดไปถึงใครอีกคนหนึ่งที่เพิ่งวิ่งตามนักร้องสาวมาดเท่คนโปรดเข้ามาก่อนหน้านี้

 

“ยายนั่นหายไปไหนของเขาแล้วนะ”

 

            พรรณวรเปรยกับตัวเองขึ้นมาลอยๆ พร้อมกับพยายามสอดส่ายสายตามองหาไปตามจุดต่างๆ ที่คิดว่าสาวน้อยข้างบ้านจะไปอยู่ในบริเวณนั้น เธอมองไปรอบๆ ห้องจัดงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งใกล้ๆ ลานหน้าเวทีตรงจุดที่นักร้องสาวมาดเท่ผู้สวมแว่นกันแดดกรอบใหญ่คาดเอาไว้บนศีรษะนั่งแจกลายเซ็นอยู่ แต่กลับไม่พบวี่แววของหญิงสาวข้างบ้านเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่กำลังคิดว่าจะเลิกมองหาพลันสายตาเธอก็เหลือบไปเห็นภรัณยากำลังพูดคุยกับสต๊าฟคนหนึ่งอยู่พอดี

 

             แม้ไม่รู้ว่าสาวน้อยข้างบ้านพูดคุยอะไรกับสต๊าฟคนนั้นบ้าง แต่น่าแปลกที่มันกลับสร้างความรู้สึกหงุดหงิดใจให้กับเธอไม่น้อย เมื่อได้เห็นว่าคนที่หญิงสาวกำลังเสวนาอยู่ด้วยนั้น เป็นสาวหล่อผมสั้นหน้าตาคมเข้ม อายุอานามคงอยู่ในวัยไล่เลี่ยกันกับเธอจนเผลอจ้องมองอยู่นาน กระทั่งคนถูกแอบมองรู้สึกตัวและหันมาสบตากับเธอเข้าพอดี เจ้าของดวงตาคมบนใบหน้าสีน้ำผึ้งจึงรีบเบนหน้าหนีหันไปอีกทางอย่างรวดเร็ว

 

            “เฮอะ! ดูทำหน้าเข้า อมยิ้มแก้มปริจนตาหยีขนาดนั้น ไหนว่าจะมาดูนักร้องไง แล้วไหงกลายเป็นมายืนคุยหัวร่อต่อกระซิกกับสต๊าฟที่เป็นทอมคนนั้นได้ ผู้หญิงอะไรไวไฟชะมัด เอ๊ะ...แล้วนี่เรามัวไปสนใจยายนั่นทำไมกันเนี่ย”

 

            โปรดิวเซอร์สาวหล่อบ่นพึมพำอย่างงุนงงกับความคิดของตัวเอง จึงไม่ทันเห็นว่ามีหญิงสาวอีกคนหนึ่งกำลังเดินตรงมาที่เธอด้วยท่าทางมาดมั่นอย่างคนมั่นใจในตัวเองเต็มเปี่ยม

 

            พั้นช์ ดีใจจังเลยที่ได้มาเจอกันที่นี่ รู้ไหมว่าชีสคิดถึงพั้นช์แค่ไหนน่ะ

 

เสียงที่ร้องทักดังมาจากทางด้านหลัง ทำให้พรรณวรต้องหันกลับไปมองตามต้นเสียงทันที พลางเลิกคิ้วอย่างแปลกใจที่ได้เห็นใครบางคนที่ห่างเหินกันไปเสียนานมาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้า ยังไม่ทันจะได้เอ่ยคำทักทายใดๆ ตอบกลับไป อีกฝ่ายก็พุ่งตัวเข้ามาหาพร้อมกับสวมกอดเธอเอาไว้แนบแน่น โปรดิวเซอร์สาวหล่อถึงกับยืนตัวแข็งทื่ออย่างตกใจด้วยไม่คาดฝันว่าจะมาเจอคนที่เคยรู้จักและสนิทสนมกันในที่แห่งนี้ได้ กระทั่งฝ่ายนั้นผละออกห่าง ร่างสูงจึงมีโอกาสได้เห็นเจ้าของอ้อมกอดเมื่อครู่อย่างถนัดตาชัดเจนมากขึ้น

 

            ชีส...เอ่อ ไม่เจอกันนานเลยนะ สบายดีหรือเปล่า

 

ดวงตาคมจ้องมองคนด้วยความรู้สึกดีใจกึ่งแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นอีกฝ่ายในเวลานี้ เจ้าของนามว่า ชีสหรือ ชนยชา เป็นหญิงสาวผิวขาวเชื้อสายไทย-อเมริกัน ซึ่งเคยเป็นคนที่พักอาศัยอยู่ในห้องเดียวกันกับเธอระหว่างเรียนปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาเมื่อสามปีก่อน เรือนผมยาวสีบลอนด์ทองถูกรวบไว้เป็นทรงหางม้า ใบหน้าสวยโฉบเฉี่ยวตามแบบฉบับสาวลูกครึ่ง รูปร่างสูงโปร่งราวๆ เกือบ 170 เซนติเมตรแลดูสวยสง่าเมื่ออยู่ในชุดเดรสสีเทาคลุมทับด้วยสูทเข้ารูปสีเข้ม

 

“สบายดีจ้ะ แล้วพั้นช์ล่ะเป็นไงบ้าง ว่าแต่มาอยู่ที่งานนี้ได้ไงน่ะ ไหนเคยบอกว่าไม่ชอบอยู่ในที่ๆ คนมารวมตัวกันเยอะๆ ไม่ใช่เหรอคะ”

 

            กะ...ก็โอเค พอดีว่าฉันโดนเพื่อนลากมางานนี้น่ะ แล้วเธอล่ะชีสทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ไหนเคยบอกว่าไม่ชอบพวกนักร้องเกาหลีไม่ใช่เหรอ

 

สาวหล่อตอบตามความจริง ก่อนจะถามต่อด้วยความสงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้มาอยู่ในงานมิตติ้งแฟนคลับงานเดียวกับเธอได้ เพราะเคยได้ยินมาบ้างว่าชนยชานั้นเป็นพวกแอนตี้เกาหลีอย่างรุนแรงเนื่องจากกระแสความนิยมชมชอบในศิลปินดารานักร้องจากแดนกิมจิที่เข้ามามีอิทธิพลกับคนไทยเป็นอย่างมาก และทำให้รายการเพลงรวมทั้งละครซีรี่ย์ญี่ปุ่นที่อีกฝ่ายโปรดปรานนั้นถูกโละออกจากผังรายการโทรทัศน์ไปหมดแทบทุกช่อง จนมาถึงทุกวันนี้แม้แต่ศิลปินนักร้องคนไทยก็ยังต้องทำตัวให้อินเทรนด์เข้าไว้ ด้วยการปรับเปลี่ยนสไตล์เพลงของตัวเองให้คล้ายคลึงหรือใกล้เคียงกับเพลงของศิลปินเกาหลี บางทีก็เพิ่มเสริมท่าเต้นให้มีกลิ่นอายแบบนักร้องแดนโสมเข้าไปทั้งที่ไม่ได้เข้ากับเนื้อหาของเพลงเลยแม้แต่น้อย

 

            ก็ใช่น่ะสิคะ บอกตามตรงนะที่จริงชีสน่ะเกลียดพวกนักร้องเกาหลีเข้าไส้เลยล่ะ แต่ที่ทำไปทั้งหมดนี่ก็เพราะเป็นหน้าที่หรอก ทำไงได้งานพีอาร์กิจกรรมของบริษัทน่ะ ต่อให้เราไม่ชอบแค่ไหนแต่ก็ต้องฝืนปั้นหน้ายิ้มแย้มเข้าไว้เพื่อโปรโมตศิลปินกับลูกค้าแล้วก็บรรดานักข่าวสายบันเทิงอยู่ดี จะว่าไปแล้วพั้นช์เนี่ยยังรู้ใจชีสเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนเลยนะคะ น่ารักแบบนี้ต้องให้รางวัลหน่อยแล้วล่ะ”

 

            ชนยชาหันไปปรายตามองนักร้องสาวทั้งห้าบนเวทีก่อนจะทำหน้าเบ้ร้องยี้ แล้วหันหลับมากล่าวกับอดีตรูมเมตสาวหล่อ ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลมองร่างสูงโปร่งด้วยสายตาเป็นประกายวาววับ แล้วจึงคว้าแขนแข็งแรงของอีกฝ่ายมากอดหมับพร้อมกับกระตุกเบาๆ ให้โน้มตัวลงมาใกล้ก่อนจะเขย่งตัวขึ้นไปประทับจุมพิตลงบนแก้มใสนั้นอย่างรวดเร็ว ทำเอาคนถูกขโมยจูบแก้มตั้งรับแทบไม่ทัน ได้แต่ทำหน้าเหวออย่างตกใจพลางส่งยิ้มแห้งๆ กลับไปอย่างเคอะเขิน ใบหน้าสีน้ำผึ้งแดงก่ำเป็นผลตำลึงสุก มือไม้ก็ดูจะเก้กังอย่างไรพิกลจนแทบวางตัวไม่ถูกเอาเสียเลย

 

            “ละ...แล้ว เอ่อ ชีสมาทำงานแบบนี้นานหรือยัง หรือตั้งแต่กลับมาที่เมืองไทยคราวนั้นเลย”

 

            พรรณวรกลืนน้ำลายอึกใหญ่รู้สึกได้ถึงแรงสั่นระรัวในหัวใจที่เต้นแทบไม่เป็นจังหวะเมื่อต้นแขนของเธอที่ถูกชนยชากอดเอาไว้ไปสัมผัสโดนหน้าอกนุ่มนิ่มของหญิงสาวเข้า ร่างสูงโปร่งรีบขยับตัวออกห่างจากอดีตรูมเมตสาวคนสนิทเล็กน้อยพลางค่อยๆ แกะมือเรียวสวยของอีกฝ่ายออกอย่างสุภาพ แล้วเลี่ยงไปถามถึงหน้าที่การงานของอีกฝ่ายแทนเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกวาบหวามที่ก่อตัวขึ้นในใจ

 

แน่นอนว่าเธอไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับชนยชามากเกินไปกว่าความเป็นเพื่อนเท่านั้น ถึงแม้จะยังจำได้ถึงคำสารภาพรักอย่างร้อนแรงของฝ่ายนั้นท่ามกลางค่ำคืนอันเหน็บหนาวในห้องพักของมหาวิทยาลัยที่ทั้งสองอาศัยอยู่ชั่วคราวเมื่อราวสองปีก่อนได้ดีก็ตาม แต่ก็มิอาจห้ามปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตนได้เช่นกัน จึงแสร้งทำเป็นหันไปมองผู้คนมากมายที่ยังคงรุมล้อมอยู่ตรงหน้าเวทีราวกับมีการก่อม็อบขนาดย่อมๆ ในบริเวณนั้น

 

            ตั้งแต่กลับมาเมืองไทยเลยจ้ะ ถ้าจะนับกันจริงๆ ก็คงเกือบปีกว่าได้แล้วมั้ง ว่าแต่พั้นช์เถอะตอนนี้ทำงานอะไรอยู่ล่ะคะ หญิงสาวผมสีบลอนด์ทองตอบคำถามพร้อมส่งยิ้มหวานให้ และอาศัยจังหวะที่มีคนเดินเบียดเสียดเข้ามากระเถิบตัวเข้าไปใกล้สาวหล่อร่างสูงอีกครั้ง

 

            ที่ผ่านมาฉันรับงานแต่งเพลงให้กับพวกนักร้องในค่ายเพลงของคุณทศพลน่ะ พอดีอาจารย์เก่าตอนสมัยป.ตรีเขาเป็นคนรู้จักกันก็เลยช่วยแนะนำให้ ว่าแต่งานนี้จะเลิกประมาณกี่โมงน่ะ ฉันอยากกลับบ้านจะแย่อยู่แล้วแต่ก็ยังกลับไม่ได้เพราะเจ้าเพื่อนบ้านั่นแท้ๆ

 

            สาวหล่อนักแต่งเพลงลอบถอนหายใจเบาๆ แล้วจึงเล่าเรื่องงานของตนให้อีกฝ่ายฟังบ้างเป็นการแลกเปลี่ยน ก่อนจะชี้มือไปยังตัวปัญหาและไม่วายกล่าวคาดโทษปรินนท์ทางสายตาที่ทำให้เธอต้องมาเสียเวลาอันมีค่าไปด้วยเรื่องไร้สาระเช่นนี้ แต่เพราะความที่กลัวเพื่อนรักจะน้อยใจจึงไม่กล้าปฏิเสธคำชักชวนแกมบังคับนั้น

 

เมื่อชนยชามองตามมือของพรรณวรไปก็ถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ กับท่าทางของสาวหล่อหน้าตี๋อีกคนที่กำลังยืนทำท่ากระดี๊กระด๊าอย่างออกหน้าออกตาอยู่บนเวทีเมื่อมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับนักร้องสาวจากแดนกิมจิคนที่โปรดปรานอย่างที่ฝันไว้ ก่อนจะกล่าวต่อถึงตารางเวลากำหนดการจัดงานให้สาวหล่อข้างกายได้รับรู้ พร้อมกับชักชวนอดีตรูมเมตเสียงใส

 

            เดี๋ยวพอแจกลายเซ็นให้แฟนๆ ครบก็จะมีมินิคอนเสิร์ตอีกสองสามเพลง กว่าจะเลิกก็คงประมาณห้าโมงเย็นน่ะค่ะ ถ้าพั้นช์เบื่อจะออกไปนั่งดื่มกาแฟกับชีสที่ร้านใกล้ๆ นี้ก่อนไหมล่ะคะ

 

“แต่เธอต้องทำงานไม่ใช่เหรอชีส ไม่เป็นไรหรอกรบกวนเปล่าๆ เดี๋ยวฉันหาที่นั่งรออยู่แถวนี้ไปก่อนก็ได้อีกแค่ชั่วโมงกว่าเอง”

 

แม้จะเห็นดีเห็นงามไปกับคำเชิญชวนของสาวผมบลอนด์แต่พรรณวรก็ไม่สบายใจเท่าใดนักที่จะไปรบกวนเวลาทำงานของอีกฝ่าย อีกอย่างเธอคงจะรู้สึกอึดอัดไม่น้อยถ้าหากว่าต้องไปนั่งดื่มกาแฟกับหญิงสาวที่เคยถูกเธอปฏิเสธคำสารภาพรักเพียงแค่สองต่อสอง จึงต้องแสร้งทำเป็นพลิกข้อมือดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาพร้อมกับหักใจส่ายหน้าปฏิเสธคำชวนนั้นอย่างสุภาพ

 

“ถ้างั้นเดี๋ยวชีสพาไปนั่งตรงที่พักของสต๊าฟแล้วกันนะคะ จะได้มีคนพลุกพล่านน้อยหน่อย” 

 

            อืม ก็ดีเหมือนกัน ถ้าฉันต้องนั่งอยู่ตรงนี้แล้วมีคนเดินผ่านหน้าไปมา คงจะเวียนหัวเป็นลมเป็นแล้งนอนแอ้งแม้งอยู่แถวนี้แน่ๆ เลย เมื่อคืนยิ่งแทบไม่ได้นอนอยู่ด้วย ขอบใจนะชีส

 

พรรณวรพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดเพื่อนสาว พร้อมกับกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายเพราะถ้าหากเธอยังคงฝืนนั่งอยู่ตรงนี้ต่อไปคิดแล้วคงจะแย่เอาการ พีอาร์สาวสวยสั่นหน้าน้อยๆ ก่อนจะส่งรอยยิ้มหวานกลับมาให้แล้วจึงจับมือชวนเธอไปยังที่นั่งของเหล่าสต๊าฟตรงด้านหลังเวที โดยหารู้ไม่ว่าระหว่างที่ทั้งคู่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น มีสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจับจ้องมองจ้องมายังพวกเธอเกือบตลอดเวลา

 

            อะไรกันนายพันวอนนั่นมาถึงก็รีบตีสนิทสาวสวยเลยเหรอเนี่ย นอกจากปากร้ายแล้วยังจะเป็นคาสโนว่าอีก เมื่อวานเพิ่งจะบอกว่าอยากรู้จักมินอยู่หยกๆ แล้วดูสิวันนี้มายืนกอดกับยายฝรั่งผมทองตัวโย่งคนนั้นซะแล้ว แหวะ! นายนั่นมีดีอะไรฉันถึงเก็บเอาไปฝันได้นะ ฮึ้ย! นึกแล้วยังโมโหไม่หายเพราะนายคนเดียวเลยที่ทำให้ฉันนอนไม่หลับทั้งคืน

 

อีกมุมหนึ่งของห้องจัดงาน ภรัณยาบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ใครบางคนเป็นอย่างมาก ที่จริงเธอหยุดคุยกับสต๊าฟสาวหล่อมาครู่ใหญ่ตั้งแต่ได้เห็นพรรณวรยืนคุยกับสาวผมบลอนด์ทองคนหนึ่งแล้ว คล้ายกับว่าความสนใจของเธอที่มีต่อ คิมมินจี นักร้องสาวเท่ที่เธอชื่นชอบนั้นจะถูกเบนไปทางสาวหล่อข้างบ้านกับหญิงสาวหน้าฝรั่งอย่างไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำไป สาวน้อยในชุดสีขาวได้แต่ยืนชะเง้อคอมองคนทั้งสองที่จับจูงมือพากันเดินหายลับเข้าไปทางด้านหลังเวทีด้วยสีหน้าบูดบึ้งอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก

 

“เป็นอะไรไปคะน้องเรน ทำไมหน้ามุ่ยแบบนั้นล่ะ มินจีก็มาแล้วนี่นายังไม่หายเศร้าที่เขาถูกวางยาจนถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาลอีกเหรอคะ”

 

            มือนุ่มที่แตะลงบนบ่ากับน้ำเสียงอ่อนโยนที่ดังมาจากทางด้านหลัง ทำให้หญิงสาวผมสีน้ำตาลอมชมพูต้องหันไปมองจึงได้เห็นว่าเจ้าของมือนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือสาวใหญ่วัยสามสิบตอนปลาย ที่ได้รับความไว้วางใจจากรุ่นน้องรุ่นลูกทั้งหลายให้ขึ้นนั่งแท่นเป็นประธานแฟนคลับของวง Crown นั่นเอง เธอส่งยิ้มจืดเจื่อoให้กับอีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยตอบคำถามนั้นแล้วจึงเลี่ยงไปพูดถึงเรื่องของนักร้องสาวมาดเท่แทนที่จะพูดถึงใครบางคนที่ทำให้เธอเกิดอาการหงุดหงิดแบบไม่มีเหตุผลขึ้นมาดื้อๆ

 

            “เปล่าค่ะ ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก จะว่าไปพอได้มาเห็นมินจีสุดที่รักอาการดีขึ้นมากขนาดนี้เรนก็หายเครียดแล้วค่ะ ว่าแต่พี่ต่อได้ถ่ายรูปกับฮยอนจองหรือยังคะ เห็นเมื่อกี้คิวยาวเหยียดเลยนี่นา”

 

            ภรัณยาลอบถอนหายใจเบาๆ ที่สาวใหญ่ประธานแฟนคลับไม่ได้ถามอะไรต่อ นอกจากจะชวนพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของนักร้องสาวทั้งห้าอย่างเป็นกันเอง จึงทำให้สาวน้อยในชุดขาวลืมเรื่องราวที่ชวนให้รู้สึกไม่พอใจอยู่ลึกๆ เลือนหายไปชั่วขณะ

 

 

To Be Continued. . .


o0o0oo0oo0o0o0oo0o0o00o0o0oo0o0o0


LovePenguin Talks

สวัสดีค่ะ หายไปหลายวันเลย ไม่รู้ว่าจะมีใครคิดถึงกันบ้างหรือเปล่านะ พอดีว่าอั้มเพิ่งได้งานใหม่ค่ะ ก็เลยยุ่งๆ นิดหน่อย แต่ยังไงจะพยายามมาอัพให้อ่านกันเรื่อยๆ นะคะ สำหรับตอนนี้ก็ค่อนข้างยาวอยู่เหมือนกัน ถือว่าเป็นการไถ่โทษที่ทำให้รอนานนะคะ  ใครอยากแนะนำหรือติชมอะไรก็คอมเม้นต์ได้เต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจค่ะ ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิยายนะคะ

อ่อ เกือบลืมบอกไป นิยายเรื่องนี้กำลังจะได้ตีพิมพ์แล้วนะคะ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงคาดว่าจะวางแผงในงานสัปดาห์หนังสือเดือนมีนาคมก่อน งานจัดขึ้นที่ศูนย์ฯสิริกิตติ์ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม - 6 เมษายน นี้ บูธ H02 Plennary Hall เลยเอารูปปกมาโชว์ให้ดูเรียกนย่อยไปพลางๆ ก่อน สนใจคลิกเข้าไปดูรายละเอียดและขั้นตอนการสั่งจองได้ที่ http://www.2belovedbook.com/ ค่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

105 ความคิดเห็น

  1. #69 ^_^ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 มีนาคม 2554 / 05:26
    นั่นแน่...เริ่มมีไม่พอใจกันบ้างแล้ว



    งานนี้ตกหลุมรักกันได้ไม่ยากแล้วล่ะสิเนี่ย



    แต่ยังคงต้องลับฝีปากกันไปอีกนาน ฮ่าๆๆๆๆ



    รอต่อจ้าไรท์เตอร์
    #69
    0
  2. #68 [Mp] : -๏PaSt๏- (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 มีนาคม 2554 / 20:31
     โอ๊ะ เพิ่งรู้ว่าชื่ออั้ม แต่ดูท่าคงต้องเรียกพี่อั้มซะแล้วล่ะมั้งคะ^^" ฮ่ะๆ (แอบเนียนเรียกชื่อ-0-~)

    เห็นว่าทำงานแล้ว แต่เค้ายังเรียนอยู่เลย >w<

    ถ้าไงอาจจะแว๊บไปหาที่บูธนะคะ ^^ ปีนี้พอดีได้ลงไปซะที

    เฮ้อ~
    #68
    0