Love Breakfast : รักใสๆ หวานใจจอมยุ่ง (Yuri)

ตอนที่ 15 : ตอนที่ 14 : โชคชะตาฟ้าบันดาล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 432
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    1 มี.ค. 54

ตอนที่ 14 : โชคชะตาฟ้าบันดาล

 

พลันโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของพรรณวรก็สั่นครืดๆ อย่างรุนแรง โชคดีที่เธอปิดเสียงและตั้งเป็นระบบสั่นเอาไว้ตั้งแต่เมื่อครู่ตอนที่เข้าไปคุยเรื่องงานกับผู้เป็นเจ้านายและยังไม่ทันได้เปิดระบบเสียงกลับมาเหมือนเดิม จึงไม่ทำให้การซ้อมร้องเพลงในห้องบันทึกเสียงของศิลปินหน้าใหม่นั้นต้องหยุดชะงักลงไป สาวหล่อรีบผลักบานประตูเแล้วออกไปนอกห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนจะล้วงมือลงไปในกระเป๋าและหยิบเอาโทรศัพท์เครื่องน้อยขึ้นมามอง

 

            <<< Pai Calling>>>

 

ภาพและชื่อของผู้โทร. ที่ปรากฎอยู่บนหน้าจอทำให้พรรณวรลอบถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะกดรับสายด้วยน้ำเสียงเนือยๆ คล้ายไม่อยากจะพูดคุยกับปลายสายเท่าไรนักในเวลาเช่นนี้

 

            ว่าไงปาย

 

            คุณเพื่อนที่รักครับ วันนี้ว่างไหมฉันอยากจะชวนแกไปที่หนึ่งด้วยกันหน่อยน่ะ

 

เพียงแค่กรอกเสียงลงไปสั้นๆ เสียงห้าวของสาวหล่ออีกคนนามว่า ปรินนท์ หรือ ปาย นั้นก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนมีเลศนัยบางอย่างทำให้คนรับสายเกิดอาการไม่ไว้วางใจขึ้นมากะทันหันเพราะไม่รู้ว่าเพื่อนสนิทนั้นกำลังจะชักชวนตนไปที่ใดกันแน่ แต่ก็รีบชิงพูดดักคอไว้ก่อน

 

            ก็ว่างอยู่นะ ฉันเพิ่งเข้ามาส่งงานเมื่อกี้ แล้วนี่แกจะไปไหนอีกล่ะหวังว่าคงไม่ใช่งานมีตติ้งแฟนคลับบ้าบออะไรนั่นอีกหรอกนะ”

 

            “ก็ไม่เชิงหรอกแก แต่คราวนี้เป็นแค่งานแจกลายเซ็นในห้องจัดเลี้ยงเท่านั้นเอง แล้วก็ไม่มีชั้นลอยแบบคราวที่แล้วด้วย รับรองเลยว่าไม่มีป้ายไฟยักษ์ตกลงมาใส่หัวแกแน่นอน เชื่อฉันสิ”

 

            เมื่อได้ฟังดังนั้น ปรินนท์ก็ได้แต่หัวเราะแหะๆ อย่างสำนึกผิดเล็กน้อย เพราะยังจำได้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนรักบ้างในงานมีตติ้งแฟนคลับของกลุ่มนักร้องสาวศิลปินชาวเกาหลีเมื่อครั้งก่อน แต่ก็ยังไม่ยอมละความพยายามด้วยการเอ่ยปากการันตีรับรองความปลอดภัยให้เป็นอย่างดีคล้ายรู้เท่าทันความคิดของอีกฝ่าย

 

            ฉันจะเชื่อได้ไหมเนี่ย แล้วทำไมแกไม่ไปคนเดียวล่ะ ฉันไม่ได้ชอบดูพวกนักร้องสาวเกาหลีซะหน่อยนี่ แล้วฉันก็ไม่ชอบไปที่ที่มีคนเยอะๆ ด้วย

 

พรรณวรพยายามบ่ายเบี่ยงเต็มที่เพราะไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงให้ต้องเจ็บตัวฟรีอย่างในงานคอนเสิร์ตคราวก่อนอีกแล้ว เธอยังจำได้แม่นว่าศีรษะที่บวมปูดจนกลายเป็นลูกมะนาวนั้นทำให้ต้องอับอายมากแค่ไหน

 

            “งานนี้คนไม่เยอะแบบคราวที่แล้วหรอกแก อีกอย่างฉันไปคนเดียวมันจะสนุกได้ไงล่ะ น่านะพั้นช์ ไปด้วยกันเหอะ ถือซะว่าไปเปิดหูเปิดตาก็ได้ เผื่อว่าจะได้ไอเดียดีๆ มาไว้แต่งเพลงใหม่ไง แกเป็นเพื่อนรักของฉันไม่ใช่เหรอ จะปล่อยให้เพื่อนไปคนเดียวจริงๆ เหรอว้า

 

ปรินนท์ยังคงยืนยันคำเดิมด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนอย่างขอร้องแกมบังคับขู่เข็ญในประโยคหลัง เพราะรู้นิสัยของเพื่อนรักดีว่าเป็นคนขี้เกรงใจและปฏิเสธไม่เก่งแค่ไหน ส่งผลให้คนที่ไม่ชอบเอาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านถึงกับถอนหายใจยาวออกมาอีกครั้งเมื่อทนต่อลูกตื๊อของเพื่อนสนิทไม่ไหว

 

            เออ ก็ได้ๆ หวังว่าคราวนี้ฉันคงไม่ซวยเหมือนคราวก่อนอีกนะ แล้วจะให้ไปเจอที่ไหน กี่โมงล่ะ

 

            แต๊งกิ้วนะครับคุณเพื่อนเลิฟ รีบมาที่บ้านฉันตอนนี้เร็วๆ เลยนะ เดี๋ยวไปไม่ทัน ฉันวางก่อนนะต้องรีบไปแต่งตัวแล้วเผื่อว่าน้องโซยุนมองมาเห็นแล้วจะได้ตกตะลึงในความหล่อของฉัน แค่นี้นะแก

 

            “เดี๋ยว...เฮ้อ ให้มันได้อย่างนี้สิน่า เจ้าเพื่อนบ้าได้ทีก็สั่งเอาๆ ทำอย่างกับเราเป็นแท็กซี่มิเตอร์ไปได้”

 

ยังไม่ทันที่พรรณวรจะได้พูดอะไรต่อไป คนจากปลายสายก็รีบวางหูไปเสียก่อน ทิ้งให้นักแต่งเพลงสาวหล่อได้แต่ยืนถือโทรศัพท์ค้าง พลางถอนหายใจออกมาเสียงดังพร้อมกับพูดบ่นเพื่อนรักด้วยสีหน้าอิดหนาระอาใจ แต่ลงท้ายแล้วก็ยอมเดินกลับไปขึ้นรถของตัวเองตามที่ได้ตกลงกับอีกฝ่ายเอาไว้และลืมว่าจะต้องเข้าไปแนะนำตัวเองกับนักร้องสาวดาวรุ่งคนใหม่ที่เธอรับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้ไปเสียสนิท

 

            เวลาต่อมารถมินิคูเปอร์สีเหลืองคาดดำคันน้อยแล่นเอื่อยๆ อยู่เลียบริมทางเท้าหน้าทางเข้าอาคารซึ่งเป็นสถานที่จัดงานแฟนมีตติ้งของนักร้องสาววง Crown ที่บินตรงมาจากเกาหลีเพื่อร่วมงานนี้โดยเฉพาะ          

 

            ตายๆ จะบ่ายโมงอยู่แล้ว เอางี้นะพั้นช์ แกลองวนๆ หาที่จอดไปก่อนแล้วกัน ฉันขอเข้าไปดูหน่อยว่าเขาเริ่มงานกันหรือยัง แล้วเดี๋ยวจะโทร.หานะ

 

หลังจากที่ปรินนท์ทนนั่งกระสับกระส่ายมองนาฬิกาข้อมือไม่ต่ำกว่าสิบรอบเมื่อเห็นว่าใกล้จะได้เวลาเริ่มงานอยู่นานแล้ว แต่ยังไม่มีทีท่าว่าสาวหล่อผมสีน้ำตาลแกมทองเจ้าของรถจะหาที่จอดได้ เพราะบนถนนเล็กเส้นเล็กๆ รอบตัวอาคารหลังนั้น เต็มไปด้วยรถยนต์ของบรรดาแฟนคลับจอดเรียงรายกันเป็นทิวแถวยาวไปจนเกือบถึงทางออกถนนใหญ่ ส่วนที่จอดรถด้านในตัวอาคารนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ป้ายที่ขึงติดอยู่กับรั้วเหล็กกั้นทางเขียนแสดงเอาไว้อย่างชัดแจ้งว่าที่จอดรถเต็มแล้ว

 

ในที่สุดสาวหล่อผิวขาวหน้าตี๋ตัดสินใจร้องบอกคนขับ พร้อมกับรีบเปิดประตูรถวิ่งอ้าวลงไปยังทางเข้างานด้านหน้าตึกอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้พรรณวรถึงกับอ้าปากค้างมองตามแผ่นหลังของเพื่อนรักที่ชิงถือโอกาสตัดช่องน้อยแต่พอตัววิ่งหายเข้างานไปก่อน ทั้งที่เป็นคนออกปากชวนตนมางานนี้ด้วยกันแท้ๆ และมิวายบ่นตามไล่หลังไปอย่างนึกเคือง

 

            อ้าว อะไรของมันวะเนี่ย เล่นทิ้งกันหน้าตาเฉยเลยเห็นฉันเป็นคนขับรถหรือไงไอ้คุณชายปรินนท์

 

หลังจากลองขับวนหาที่จอดอยู่ได้พักใหญ่ คนที่เพิ่งกลายเป็นพลขับจำเป็นก็บังเอิญเจอที่ว่างในตรอกแคบๆ ด้านหลังตึกนั้นซึ่งกว้างพอจะจอดรถยนต์สุดรักสุดหวงของตนอย่างปลอดภัยได้  สาวหล่อโปรดิวเซอร์มือใหม่จึงเปิดประตูก้าวลงมาจากรถสีเหลืองอ๋อยคันน้อย มุ่งหน้าไปยังประตูทางเข้าด้านหน้าอาคารที่เพื่อนตัวป่วนของเธอหายเงียบเข้าไปในนั้นเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว

 

            ดวงตาคมปลาบหลังแว่นกันแดดเลนส์สีชา ปรายตามองไปยังป้ายบิลบอร์ดขนาดยักษ์บนผนังอาคารด้านนอกซึ่งมีลูกศรชี้บอกทางเดินเข้าไปสู่สถานที่จัดงานรวมพลบรรดาผู้ที่รักและชื่นชอบผลงานของศิลปินนักร้องสาวชาวเกาหลี ณ ห้องประชุมซึ่งอยู่บนชั้นสามของอาคาร ร่างสูงโปร่งยืนกอดอกจ้องมองภาพของสาวสวยต่างสไตล์ทั้งห้าในอิริยาบถที่แตกต่างกันอย่างพินิจพิจารณา

 

แปลกดีที่เธอไม่รู้สึกสะดุดตาบุคลิกลักษณะที่สวยโดดเด่นของหญิงสาวคนใดในห้าคนนั้นเลยแม้แต่น้อย คล้ายว่าสายตาของพรรณวรนั้นจะมิอาจแยกแยะออกว่าใครเป็นใคร เพราะใบหน้าของพวกเธอเหล่านั้นมีความคล้ายคลึงกันหมดจนแทบหาความแตกต่างไม่ได้ แม้ว่าจะทีมสไตลิสต์จะพยายามแต่งหน้าหรือปรับเปลี่ยนทรงผมของแต่ละคนให้แลดูต่างกันออกไปเท่าไรก็ตาม

            “เนี่ยเหรอวง Crown ที่ว่าดังนักดังหนา หน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบยังกับฝาแฝดทั้งวงแบบนี้ พวกแฟนคลับนี่ก็เก่งเป็นบ้า รู้ได้ไงว่าคนไหนเป็นคนไหนนะ ไอ้ปายก็อีกคน จำได้ไงนะว่าน้องยอนๆ อะไรของมันคือคนไหน เอ๊ะ? ผู้หญิงคนนั้นทำไมหน้าตาคุ้นจัง”

 

            ระหว่างที่โปรดิวเซอร์สาวหล่อกำลังบ่นพึมพำกับตัวเองพลางแอบนึกค่อนขอดเพื่อนรักอยู่ในใจ สายตาก็บังเอิญไปสะดุดเข้ากับร่างของใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนม้านั่งตัวยาวภายในอาคารฝั่งตรงข้ามกับจุดที่เธอยืนอยู่

 

ร่างสูงขมวดคิ้วพร้อมกับเพ่งมองไปยังหญิงสาวปริศนา สองเท้าก้าวเดินพาตัวเธอเข้าไปใกล้ๆ หวังจะได้มองเห็นใบหน้าของใครนั้นให้ชัด มือเรียวยกขึ้นถอดแว่นกันแดดสีชาออกห่างใบหน้า มองไปยังเจ้าของเรือนผมลอนยาวสีน้ำตาลประกายชมพูที่กำลังนั่งก้มหน้าก้มตาร่ำไห้อยู่เพียงลำพังบนม้านั่งสีน้ำตาลแก่

 

            นึกว่าใครที่แท้ก็คุณภรรยานี่เอง แล้วมานั่งร้องไห้ทำไมตรงนี้ล่ะเนี่ย

 

            เมื่อเห็นว่าร่างเล็กที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนม้านั่งเป็นใคร พรรณวรก็ส่งเสียงทักทายแบบกวนๆ พลางเก็บแว่นกันแดดสุดเท่ของตนลงในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาที่สวมอยู่ และนึกแปลกใจไม่น้อยที่เห็นยายตัวยุ่งข้างบ้านมานั่งร่ำไห้ฟูมฟายเพียงคนเดียวอยู่หน้างานมีตติ้งแฟนคลับของนักร้องสาวชาวเกาหลีเช่นนี้

 

            นายพันวอน! มาที่นี่ได้ยังไง เอ๊ะ...นี่นายแอบสะกดรอยตามฉันมาเหรอ

 

น้ำเสียงยียวนอันแสนคุ้นหูทำให้คนที่กำลังร่ำไห้อยู่ถึงกับหยุดชะงักในทันใด ภรัณยาเงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของเสียงทักทายเมื่อครู่ด้วยท่าทางตื่นตระหนกตกใจ ไม่คาดฝันว่าจะมาเจอสาวหล่อข้างบ้านในที่แห่งนี้ได้แถมยังเป็นเวลาที่เธอกำลังอยู่ในสภาพย่ำแย่สุดๆ อีกด้วย

 

            จะบ้าเหรอ ฉันจะมาที่นี่กับเพื่อนบ้างไม่ได้หรือไง ทำไมฉันต้องสะกดรอยตามยายเปี๊ยกอย่างเธอมาด้วยมิทราบ เอ่อ...ถ้าเป็นน้องมินคนสวยนั่นก็ว่าไปอย่าง

 

พรรณวรรีบปฏิเสธเต็มที่ พลางมองหญิงสาวในชุดกระโปรงแบบวันพีซสีขาวสั้นเหนือเข่ามีริบบิ้นผ้าซาตินยาวสีเหลืองผูกเป็นโบว์อยู่ตรงกลางอก เรือนผมสีน้ำตาลอมชมพูปล่อยยาวแผ่สยายเต็มแผ่นหลัง แลดูน่ารักราวกับตุ๊กตาจนคนมองอดเผลอใจเต้นไม่ได้ ทว่า ใบหน้าขาวใสที่เต็มไปด้วยรอยคราบน้ำตานั้นทำให้โปรดิวเซอร์สาวหล่อออกอาการหวั่นไหวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกจึงแสร้งทำเป็นพูดพาดพิงไปยังหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันกับคนตรงหน้าเพื่อกลบเกลื่อนอาการของตน

 

            ใช่สิ ฉันมันไม่สวย ไม่มีดีอะไรสักอย่างนี่ ขนาดตั้งใจมาหาคนที่ฉันชอบเขาก็ดันมาไม่สบายเอาวันนี้อีก ฮือๆ”

 

ได้ยินเช่นนั้น ภรัณยาก็อดนึกฉุนไม่ได้พลางพูดจาประชดประชันตอบกลับไป ก่อนจะยกมือขึ้นมาปิดหน้าร่ำไห้อย่างคนสิ้นหวัง เมื่อพบว่านักร้องสาว คิมมินจี หัวหน้าวง Crown ที่เธอโปรดปรานหนักหนาเพิ่งถูกวางยาถ่ายในอาหารเมื่อเช้านี้และถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลทำให้ไม่สามารถมาร่วมงานได้ทั้งที่เธออุตส่าห์ตั้งความหวังเอาไว้เสียมากมายว่าอยากมีโอกาสได้เจอกับศิลปินที่ชื่นชอบแบบตัวเป็นๆ แบบใกล้ชิดสักครั้ง

 

            “เฮ้ย! นี่เธออย่าร้องไห้แบบนี้สิ ฉันยิ่งไม่ค่อยถูกกับน้ำตาผู้หญิงซะด้วย เฮ้อ ไอ้ปายหายไปไหนของมันวะเนี่ย ซวยจริงๆ เลยฉัน ยายนี่ก็อีกคน เธอร้องไห้แบบนี้ไม่อายคนอื่นเขาบ้างหรือไงนะ”

 

            สาวหล่อผมสีน้ำตาลแกมทองมองคนที่ปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่ไหวด้วยสีหน้าเหนื่อยใจเป็นที่สุด เธอไม่ค่อยชอบเห็นใครร้องไห้ต่อหน้าสักเท่าไรนัก โดยเฉพาะถ้าคนๆ นั้นเป็นผู้หญิงด้วยยิ่งแล้วใหญ่ เพราะไม่รู้ว่าควรจะปลอบใจคนที่กำลังเศร้าโศกเช่นไร ที่ผ่านมาเธอจึงพยายามทำตัวให้เป็นที่พอใจของคนอื่นเพราะไม่อยากเห็นใครต้องมาเสียน้ำตาต่อหน้าเธอเช่นนี้ พลางทำท่าหันรีหันขวางมองหาสาวหล่อหน้าตี๋เพื่อนรักที่ดูจะถนัดกับการปลอบใจสาวๆ มากกว่าตน

 

แต่เมื่อมองไปรอบบริเวณนั้นก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเพื่อนสนิท นอกจากสายตาวิพากษ์วิจารณ์ของคนแถวนั้นที่มองมายังเธอและสาวน้อยในชุดสีขาวราวกับว่าเธอเป็นคนทำให้หญิงสาวเจ้าปัญหาเป็นคนร้องไห้เสียเอง จึงจำใจต้องนั่งลงเคียงข้างพลางคว้าไหล่ของร่างบอบบางเข้ามาโอบกอดเบาๆ คล้ายจะปลอบโยนอย่างเสียไม่ได้

           

            เธอนี่ละน้า...เอ้า ฉันให้ยืมไหล่เป็นที่ซับน้ำตาชั่วคราวโทษฐานที่พูดจากวนประสาทเธอแล้วกัน แต่ขอร้องล่ะช่วยหยุดร้องไห้เสียทีได้ไหม ถึงเธอจะไม่อายแต่ฉันอายคนอื่นเขานะ

 

            น้ำเสียงห้าวแต่แฝงไว้ด้วยความนุ่มนวลและอ่อนโยนนั้น ทำให้เจ้าดวงตาคู่เรียวที่แดงก่ำราวกับดวงตากระต่ายถึงกับเงยหน้าขึ้นมาช้อนตามองสาวหล่อข้างบ้านอย่างคาดไม่ถึง พลางขืนตัวเอาไว้เล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยท่าทางไม่ค่อยไว้วางใจนัก

 

            นายไปกินอะไรผิดสำแดงมารึเปล่าเนี่ย คงไม่ได้คิดจะถือโอกาสแอบแต๊ะอั๋งฉันนะ

 

น้ำเสียงอู้อี้ขึ้นจมูกของคนตัวเล็กในอ้อมแขนที่เอ่ยขึ้น ทำให้คนที่กำลังรับอาสาอุทิศตัวเป็นผ้าเช็ดหน้ามีชีวิตถึงกับขมวดคิ้วมุ่นก้มหน้าลงมามองสบตาแดงก่ำคู่นั้นอย่างอดหงุดหงิดมิได้

 

“เธอนี่จะหลงตัวเองไปถึงไหนกันนะ ฉันแค่คิดว่าเธอเหมือนน้องสาวจอมโยเยที่แอบมานั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่คนเดียว ก็เลยจะช่วยปลอบต่างหากล่ะ แต่ถ้าเธอไม่ร้องแล้วก็ดี ฉันจะได้ไปตามหาเพื่อนสนิทของฉัน ไปละนะ คุณภรรยา”

 

พรรณวรตั้งท่าจะลุกขึ้นแต่กลับถูกมือเล็กรั้งชายเสื้อเชิ้ตเอาไว้ เมื่อหันกลับมามองก็พบว่าสาวน้อยตัวยุ่งนั่งก้มหน้างุดๆ มองปลายเท้าตัวเองพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อย

 

“เดี๋ยวก่อนสิ ไหนๆ นายก็อยู่นี่แล้ว นั่งเป็นเพื่อนฉันก่อนได้ไหม คือ ฉัน...”

 

โปรดิวเซอร์สาวหล่อได้ยินดังนั้นจึงย่อตัวลงนั่งที่เดิมอีกครั้ง พลางนึกไปถึงเรื่องเมื่อวานนี้ที่ยายตัวยุ่งข้างกายเธอเผลอลืมเปิดเตาแก็สทิ้งเอาไว้จนเกือบจะทำไฟไหม้บ้านไปแล้ว ก็ได้แต่ถอนหายใจยาวอย่างอ่อนใจ ก่อนจะเอื้อมมือไปรวบร่างเล็กนั้นเข้ามาในอ้อมแขนอีกครั้ง พลางพูดบ่นอย่างไม่จริงจังนัก

 

“ก็ได้ๆ เห็นว่าเธอยอมพูดดีด้วยหรอกนะ แต่ถ้าหาว่าฉันแต๊ะอั๋งอีกล่ะก็ คราวนี้ไปจริงแน่ๆ”

 

“ฮื่อ...ขอบใจนะนายพันวอน”

 

“อืม มะ...ไม่เป็นไร”

 

ภรัณยาผงกศีรษะเล็กน้อยพร้อมทั้งกล่าวขอบคุณสาวหล่อข้างบ้านที่ยอมอยู่เป็นเพื่อนเธอ พลางซบหน้าลงบนไหล่กว้างนั้นอย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจอีกต่อไป แต่หารู้ไม่ว่าการกระทำของเธอนั้นกลับทำให้ร่างสูงโปร่งข้างกายถึงกับใจเต้นระส่ำขึ้นมาไม่น้อย และพานทำให้ใบหน้าสีน้ำผึ้งเริ่มมีสีแดงระเรื่อตรงสองแก้มลามขึ้นไปถึงใบหูอย่างเก้อเขิน

 

To Be Continued. . .

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

105 ความคิดเห็น

  1. #67 ^_^ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 มีนาคม 2554 / 05:17
    ฮิ้ววววววว นายพั๊นซ์ของเราน่ารักจริงๆเลย



    ชอบกวนไปนิด แต่ก็น่ารักที่สุดเลย ฮ่าๆๆๆ
    #67
    0
  2. #66 GüZeL DağlaR (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 มีนาคม 2554 / 22:13
     มาอัพแล้วอ่าน นี่ ^^ มีความสุขจิง !

    ไม่อัพนานแต่ต่อเรื่องได้ดีมาก ๆ ๆ ๆ   

    ขอบคุค่า ที่อัพ
    #66
    0
  3. #65 [Mp] : -๏PaSt๏- (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 มีนาคม 2554 / 13:17
    ลืมไปว่าไม่ได้เข้ามานาน เผลอเม้ันเต็มที่เลย? ตอนนี้อาจจะเม้นสั้นๆนะคะ^^" เอ๊ะ...รู้สึกเหมือนเห็นไฟอะไรลุกๆข้างหลังO.O! 

    จ๊ากกกก~ คุณ Lovepenguin ใจเย็นก๊อนนนนนน อย่าเพิ่งเผาเค้าT^T 

    /me เช็คเหงื่อ โอเคหายบ้าและ หลังจากเล่นกับตัวเองไปได้เล็กน้อย

    นั่นแน่ะ พั้นซ์ เริ่มชอบสาวน้อยข้างบ้านแล้วล่ะสิ 555+ ก็นะ อดใจไม่ไหวล่ะสิ เรนจังน่ารักนิ

    ปล.แต่เรนจังนี่ก็หลงตัวเองไม่เบาเลยนะ 555
    #65
    0