รักซนๆ ของคนตัวเล็ก - My Little Lover (Yuri)

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 8 : มาเป็นผู้ช่วยฉันสิ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,043
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    19 ก.พ. 53

ตอนที่ 8 : มาเป็นผู้ช่วยฉันสิ

 

รัญชนาพาร่างสูงมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูไม้สักบานใหญ่ เธอล้วงมือข้างหนึ่งลงไปในกระเป๋ากางเกงพลางหยิบกุญแจพวงใหญ่ที่มีลูกกุญแจแขวนไว้รวมกันอยู่ราวสิบดอกขึ้นมาไขเปิดประตู ก่อนจะผลักเข้าไปภายใน ห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โตราวกับปราสาทหรือพระราชวังในประเทศแถบยุโรป ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด มีเพียงแสงรำไรจากโคมไฟกลมดวงเล็กๆ บนแนวรั้วกำแพงด้านนอก ที่ส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง บรรยากาศดูอึมครึมและเงียบเชียบราวกับว่าไม่มีใครอยู่ภายในนั้นเลยสักคน

 

“บ้านคุณไม่มีใครอยู่เลยเหรอ”

 

นวินดาเอ่ยถามอย่างแปลกใจ ปกติแล้วบ้านหลังใหญ่โตขนาดนี้ ถึงจะมีเจ้าของบ้านและสมาชิกในครอบครัวรวมกันแล้วแค่ไม่กี่คน แต่ก็น่าจะมีผู้คนพลุกพล่านกว่านี้ อย่างเช่นพวกบรรดาคนรับใช้ราวเจ็ดถึงแปดคน แต่ที่นี่กลับมืดสนิทราวกับว่าบ้านทั้งหลัง มีคนอยู่เพียงแค่คนเดียวก็คือหญิงสาวผู้นี้

 

รัญชนาไม่ตอบอะไร เธอเพียงพยักหน้าน้อยๆ ให้เขา พลางเอื้อมมือไปกดเปิดสวิตช์ไฟที่ข้างผนัง แสงไฟทำให้ภายในห้องโถงนั้นสว่างไสวจนสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างภายในนั้นได้อย่างชัดเจน หญิงสาวประคองร่างสูงมานั่งลงที่โซฟาบุหนังสีครีมตัวยาว ที่ตั้งอยู่ชิดผนังด้านหนึ่งของห้องรับแขก ก่อนจะขอตัวไปหยิบอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเพื่อมาทำแผลให้

 

ระหว่างที่เจ้าของบ้านเดินหายเข้าไปตรงทางเดินที่ยังคงปิดไฟมืดนั้น นวินดาจึงถือโอกาสมองไปรอบกาย พลางไล่สายตาสำรวจสิ่งต่างๆ ภายในห้องรับแขกแห่งนั้น เขาพบว่าสไตล์การตกแต่งของห้องนี้ดูคล้ายกับห้องรับแขกที่บ้านของเขาอยู่บ้างเหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันเล็กน้อยก็ตรงที่ขนาดของห้องนั้นใหญ่กว่าเกือบสองเท่า ตามฝาผนังมีภาพวาดจากปลายพู่กันของศิลปินชื่อดังก้องโลกหลายคนแขวนเรียงรายอยู่ราวสี่ถึงห้าภาพ ที่มุมด้านหนึ่งของห้องมีตู้โชว์ทำจากไม้โอ๊คสีน้ำตาลเข้มติดบานกระจกใสทำให้มองเห็นถ้วยรางวัลและใบประกาศนียบัตรจากหลายสถาบันตั้งโชว์อยู่ภายในนั้น เขามองไปยังผนังด้านข้างที่ติดกับประตูซึ่งเขาเดินเข้ามาเมื่อครู่นี้ มีภาพถ่ายของหญิงชายคู่หนึ่งหน้าตาท่าทางใจดี ถูกจัดใส่กรอบสีน้ำตาลเข้มฉลุเป็นลวดลายเถาว์ไม้เลื้อยขนาดใหญ่ราวเมตรกว่าแขวนอยู่บนผนังสีขาวครีมนั้น

 

คงจะเป็นพ่อแม่ของผู้หญิงคนเมื่อกี้สินะ

 

ร่างสูงรำพึงในใจเพียงลำพัง ไม่นานนักคนที่เขาพูดถึงก็เดินออกมาจากโถงทางเดินด้านนอกเข้ามาในห้องรับแขกพร้อมด้วยกล่องเครื่องมือปฐมพยาบาลขนาดใหญ่ราวกับตู้เซฟใบย่อม มืออีกข้างเป็นกระติกน้ำแข็งพร้อมผ้าขนหนูผืนเล็ก เธอวางทุกอย่างลงบนโต๊ะกระจกสีเทาเข้มตรงหน้าเขา พลางยกมือขึ้นดันแว่นสายตากรอบสีดำหนาเตอะนั้นให้เลื่อนกลับขึ้นไปบนดั้งจมูกตัวเอง ก่อนจะเอ่ยขึ้น

 

“นายเจ็บตรงไหนเหรอ ขอฉันดูแผลหน่อยสิ”

 

รัญชนาว่าพลางย่อตัวนั่งลงบนโซฟาตัวเดี่ยวที่อยู่ข้างๆ กัน ก่อนจะก้มลงไปยกขาด้านขวาของนวินดาขึ้นมาวางบนโต๊ะ ร่างสูงไม่ทันตั้งตัวเขาหงายหลังไปจนพิงกับพนักของโซฟา พลางร้องอุทานเสียงหลงด้วยความเจ็บ

 

“โอ๊ย ทำอะไรน่ะคุณ เบาๆ หน่อยสิ นิวเจ็บขาอยู่นะ”

 

 สาวหล่อร่างสูงต่อว่าเล็กน้อย พลางเอื้อมมือมากุมเข่าตัวเองเอาไว้ หญิงสาวสะดุ้งโหยงเพราะเสียงอุทานของเขา เธอเอ่ยขอโทษก่อนจะค่อยๆ ถลกขากางเกงของคนเจ็บขึ้นมาจนสูงเหนือเข่า แล้วจึงเห็นว่าที่บริเวณเนินเข่าด้านขวานั้นมีรอยแผลแตกเหมือนถูกมีดกรีดบนผิวหนัง มองเห็นโลหิตสีแดงสดซึมอยู่ตรงปากแผลเล็กน้อย แต่บริเวณโดยรอบแผลนั้นมีร่องรอยช้ำจากการถูกกระแทกจนผิวขาวเนียนกลายเป็นสีเขียวอมม่วง

 

“ท่าทางจะชนแรงเหมือนกันนะ อุตส่าห์คิดว่าหลบพ้นแล้วเชียว เอ๊ะ แล้วรถฉันจะบุบไหมเนี่ย”

 

รัญชนาเปรยขึ้นมาลอยๆ แต่ไม่วายแกล้งแซวคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงร่าเริง พลางหันไปหยิบอุปกรณ์ปฐมพยาบาลขึ้นมาจากกล่องแล้ววางกองรวมกันบนโต๊ะ สาวหล่อไล่สายตามองสิ่งที่เจ้าของบ้านหยิบออกมา มีทั้งขวดแอลกอฮอล์สำหรับฆ่าเชื้อโรค ทิงเจอร์ไอโอดีน หลอดบรรจุครีมที่ใช้ทาแผลฟกช้ำ ผ้าก๊อชและพลาสเตอร์ปิดแผลแบบใส จนเขาอดไม่ได้ที่จะถามออกไป

 

                คุณเป็นหมอหรือพยาบาลเหรอ ทำไมถึงได้อุปกรณ์ทำแผลมากมายขนาดนี้

 

                เปล่าหรอก ฉันไม่ได้เป็นหมอ แต่เป็นนักวิทยาศาสตร์น่ะ

 

หญิงสาวพูดพร้อมกับหันไปหยิบสำลีมาชุบแอลกอฮอล์ ก่อนจะบรรจงเช็ดวนไปรอบๆ แผลนั้นอย่างเบามือ ร่างสูงสะดุ้งน้อยๆ เมื่อรู้สึกแสบที่แผล นักวิทยาศาสตร์สาวหันไปเปิดกระติกน้ำแข็ง แล้วหยิบมาใส่ผ้าขนหนูประมาณสามถึงสี่ก้อน ก่อนจะเอาห่อผ้าน้ำแข็งนั้น ประคบลงบนบาดแผลที่เป็นรอยฟกช้ำ

 

“มันอาจจะเย็นนิดหน่อย แต่ก็ช่วยทำให้อาการช้ำของนายหายเร็วขึ้นนะ ถ้าไม่ทำแบบนี้ล่ะก็ พรุ่งนี้ตื่นมาคงระบมน่าดูเชียวล่ะ”

 

“ขอบคุณมากนะ ที่จริงไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้”

 

“ไม่เป็นไรหรอก ก็ฉันทำให้นายเจ็บนี่”

 

นวินดาเอ่ยอย่างเกรงใจ แต่ภายในใจลึกๆ ก็อดรู้สึกหวั่นไหวไม่ได้ เพราะตั้งแต่เกิดและเติบโตมาจนป่านนี้ นอกจากแม่ของเขาแล้ว ไม่เคยมีใครที่คอยดูแลเอาใจใส่เขาถึงขนาดนี้เลยสักคน แม้แต่นวลอนงค์ แม่เลี้ยงที่เขาคิดว่าเธอเองก็พยายามทำหน้าที่แทนแม่ของเขาอย่างไม่มีขาดตกบกพร่องแล้ว แต่ก็ไม่เคยให้การสัมผัสใกล้ชิดแบบนี้มาก่อน

 

ท่ามกลางความเงียบภายในคฤหาสน์กว้าง สาวหล่อลอบมองใบหน้าของคนที่กำลังประคบแผลให้ตนอยู่นาน จนคนถูกมองรู้สึกตัวและหันกลับมา เขาจึงรีบเบนหน้าไปทางอื่น พลางแกล้งทำเป็นชวนพูดคุยเรื่องอื่น เพื่อกลบเกลื่อนอาการประหม่าของตัวเอง

 

“เอ่อ เมื่อกี้คุณบอกว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์เหรอ แล้วพวกนักวิทยาศาสตร์นี่เขาต้องทำอะไรบ้างล่ะ”

 

รัญชนามองหน้าคนถาม พลางยิ้มมุมปากน้อยๆ ก่อนจะตอบกลับไป

 

“แค่ทำการทดลองพวกงานวิจัยที่เป็นเรื่องใหม่ๆ น่ะ อย่างคิดค้นพวกยารักษาโรค อะไรแบบนั้นแหละ”

 

“ถ้างั้นคุณก็คงเป็นผู้ช่วยของพวกด็อกเตอร์ที่ทำงานในห้องแล็ปน่ะสิ”

 

“ไม่ใช่ผู้ช่วยหรอก แต่ฉันเป็นด็อกเตอร์เจ้าของโครงการวิจัยพวกนั้นเองแหละ ที่จริงก็เริ่มทำงานวิจัยมาได้สองปีกว่าแล้ว แต่ผลงานยังไม่คืบหน้าสักที ตอนนี้ก็กำลังต้องการผู้ช่วยอยู่พอดี นายสนใจจะมาช่วยฉันไหมล่ะ”

 

หญิงสาวตอบพลางย้อนถามอีกฝ่ายโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง ส่วนมือของเธอก็ยังคงสาละวนอยู่กับการทายาแก้ฟกช้ำ นวินดามองคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำแผลให้เขาด้วยความรู้สึกประหลาดใจ ทั้งที่เขารู้สึกว่าเธอดูจะอายุไล่เลี่ยกันกับเขา หรือบางทีอาจจะน้อยกว่าเสียด้วยซ้ำ แต่ไม่นึกเลยว่าจะเรียนจบจนถึงขั้นเป็นด็อกเตอร์แล้ว  

 

                “เดี๋ยวนะ คุณบอกว่าทำงานมาสองปีแล้ว งั้นก็แสดงว่าคุณเรียนจบปริญญาเอกแล้วด้วย จริงง่ะ โอ้โห สุดยอดไปเลย คุณนี่เก่งจริงๆ ท่าทางคุณพ่อคุณแม่ของคุณคงจะภูมิใจในตัวคุณมากเลยสินะ”

 

                ร่างสูงเอ่ยอย่างตื่นเต้น พลางเงยหน้าขึ้นไปมองภาพของคนที่เขาคิดว่าน่าจะเป็นบุพการีของรัญชนา เมื่อได้ยินประโยคนั้น หญิงสาวก็ถอนหายใจยาวก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบตอบเขา

 

                “อืม ฉันเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยในประเทศอเมริกามาเมื่อสองปีที่แล้ว แต่ฉันไม่รู้หรอกว่าพวกท่านจะภูมิใจในตัวฉันหรือเปล่า เพราะพวกท่านเสียไปก่อนที่ฉันจะเรียนจบน่ะ”

 

                คำตอบที่ได้รับทำให้นวินดาถึงกับหน้าเสีย เขารู้สึกผิดที่พูดออกไปแบบนั้นโดยไม่รู้เลยว่าจะไปกระทบกระเทือนจิตใจของนักวิทยาศาสตร์สาว จึงรีบกล่าวขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่

 

                “ขอโทษนะ นิวไม่ได้ตั้งใจ เอ่อ แล้วก็เสียใจด้วยนะ สำหรับเรื่องคุณพ่อคุณแม่ของคุณน่ะ ที่จริงแล้วแม่ของนิวเองก็เสียไปแล้วตั้งแต่นิวยังเล็กๆ เหมือนกัน”

 

                “ช่างเถอะ ฉันก็ไม่ได้คิดมากอยู่แล้ว จริงสิ ขานายเป็นแบบนี้แล้วนายจะกลับบ้านยังไงล่ะ โทรเรียกใครมารับไหม”

 

                รัญชนาทำแผลให้สาวหล่อร่างสูงจนเสร็จเรียบร้อย เธอเก็บอุปกรณ์ที่วางกองอยู่บนโต๊ะค่อยๆ จัดเรียงใส่ลงไปในกล่องปฐมพยาบาลเหมือนเดิม พลางหันมาถามคนขาเจ็บ

 

                “เออ ลืมไปเลย ที่จริงวันนี้นิวเพิ่งออกจากบ้านมาน่ะ เงินติดตัวก็มีไม่มาก คงไม่พอค่ารถกลับไปที่หอของเพื่อนหรอก เมื่อกี้นี้ก็เพิ่งหนีออกมาจากคลับที่เพื่อนฝากงานให้ ดูท่าว่าคงจะตกงานเสียแล้วล่ะ”

 

                ร่างสูงทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นมาได้ แต่แล้วเขาก็ต้องถอนหายใจยาวอย่างคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตที่ล่องลอยไปวันๆ แบบนี้ มีหวังไม่นานเขาคงต้องซมซานกลับไปที่บ้านแน่ สาวหล่อเล่าถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ออกมาจากบ้าน กระทั่งมาถึงตอนที่วิ่งหนีลูกค้าร่างยักษ์ออกมาจากโฮสต์คลับให้หญิงสาวนักวิจัยฟัง พลางนึกไปถึงคำถามเมื่อครู่ก่อนหน้านี้ เรื่องที่เธอกำลังหาผู้ช่วยอะไรสักอย่าง เขาจึงถามอีกครั้ง

 

                “แล้วที่เมื่อกี้คุณบอกว่ากำลังหาผู้ช่วยอยู่น่ะ ต้องจบวิทยาศาสตร์มาด้วยหรือเปล่า ยังไงนิวก็ต้องหางานใหม่อยู่แล้ว อืม นิวเรียนบริหารธุรกิจมาน่ะ ไม่รู้ว่าพอจะเป็นผู้ช่วยคุณได้ไหม”

 

                คำถามของนวินดาทำให้นักวิทยาศาสตร์สาวที่กำลังจะหันหลังเดินเอากล่องเครื่องมือปฐมพยาบาลไปเก็บ หันมาทำตาโต ปล่อยกล่องเครื่องมือและกระติกลงบนโต๊ะกระจกเสียงดังอย่างลืมตัว แล้วก้าวเข้ามาใกล้ๆ คนที่ยังคงนั่งอยู่บนโซฟา พลางยกมือขึ้นมาจับต้นแขนของเขาเขย่าพร้อมกับรัวคำถามใส่อีกฝ่ายไม่ยั้ง จนคนถูกเขย่าหัวสั่นหัวคลอนราวตุ๊กตาล้มลุก

 

                “จริงเหรอ นายอยากเป็นผู้ช่วยของฉันเหรอ วิเศษไปเลย เริ่มงานตั้งแต่วันนี้ได้เลยใช่หรือเปล่า ไม่เปลี่ยนใจแน่ๆ นะ”  

 

                “เฮ้ย เดี๋ยว คุณ ใจเย็นๆ ก่อนสิ นิวมึนหัวไปหมดแล้ว โอเค นิวจะเป็นผู้ช่วยให้คุณก็ได้ ว่าแต่ เอ่อ เรื่องค่าตอบแทนน่ะ จะคิดแบบไหนเหรอ”

 

                สาวหล่อร่างสูงรีบยกมือขึ้นมาจับมือเล็กของหญิงสาวตรงหน้าเอาไว้ ก่อนที่ศีรษะของเขาจะถูกเขย่าจนกลิ้งหลุดลงมาจากคอ พลางเอ่ยถามถึงค่าจ้างที่เขาควรจะได้รับด้วยท่าทีลังเลเล็กน้อย รัญชนาชะงักกึก แล้วทำท่าเหมือนลืมอะไรไปบางอย่าง เธอยิ้มเจื่อนๆ และหัวเราะในลำคอเบาๆ แสร้งหันหน้าไปทางอื่นอย่างกำลังครุ่นคิดแล้วจึงหันกลับมาเผชิญหน้ากับว่าที่ผู้ช่วยคนใหม่ของเธอ  

 

                ค่าตอบแทนน่ะเหรอ เดี๋ยวคิดก่อนนะ ตอนนี้ฉันกำลังทดลองปรุงยาตัวหนึ่งอยู่ ถ้าการทดลองสำเร็จ ก็จะได้เงินประมาณร้อยล้าน อืม เอาอย่างนี้แล้วกัน ฉันแบ่งให้นายสิบเปอร์เซ็นต์ไปเลยก็ได้ แต่นายต้องมาพักอยู่ที่นี่จนกว่า การทดลองจะเสร็จสิ้น ตกลงหรือเปล่า

 

 นักวิทยาศาสตร์สาวอธิบายถึงงานของเธอ พร้อมกับยื่นข้อเสนอที่ฟังดูแล้วเหลือเชื่อเสียเหลือเกินสำหรับบัณฑิตจบใหม่อย่างนวินดา สาวหล่อร่างสูงคำนวณตัวเลขที่จะได้รับ ก่อนจะโพล่งออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ตนได้ยิน

 

“ว่าไงนะ สิบล้านเชียวเหรอ พูดเป็นเล่นไปน่ะคุณ งานวิจัยอะไรจะได้เงินเยอะแยะขนาดนั้น หลอกกันเล่นหรือเปล่าเนี่ย”

 

“ฉันพูดจริงๆ นะ แต่ถ้านายไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันไปโพสข้อความรับสมัครผู้ช่วยลงในอินเทอร์เน็ตเอาเองก็ได้”

 

รัญชนาชักสีหน้าไม่พอใจใส่เมื่อถูกกล่าวหาว่าตนคุยโวเกินจริง หญิงสาวปัดมือของร่างสูงออก แล้วหันกลับไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลและกระติกน้ำแข็งขึ้นมาถือไว้เตรียมตัวจะเอากลับไปเก็บเหมือนเดิม แต่ข้อมือขาวของเธอก็ถูกมือใหญ่ของนวินดาคว้าเอาไว้ก่อน

 

“เดี๋ยวสิ โอเค นิวจะเชื่อก็ได้ งั้นขอถามอีกข้อหนึ่ง เมื่อกี้คุณบอกว่าให้นิวอยู่ที่นี่จนกว่าการทดลองจะเสร็จ แล้วคุณวางแผนไว้ว่าจะใช้เวลานานสักเท่าไหร่เหรอ”

 

สาวหล่อเอ่ยถาม ที่จริงเขาก็ยังคงติดใจสงสัยอยู่ว่าจะโดนหลอกหรือเปล่า แต่ข้อเสนอที่เป็นเหมือนตัวล่อใจนั้น กลับทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธได้ อย่างน้อยถ้าเขามีที่พักฟรี ก็ตัดเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งที่เขาอาจจะต้องขอหยิบยืมมาจากเจ้าเพื่อนซี้ไปได้บ้างไม่มากก็น้อย

 

“นานเท่าไหร่เหรอ ฉันก็ไม่แน่ใจหรอกนะ อาจจะแค่เดือนสองเดือน หรือถ้ามันฟลุคจริงๆ อาทิตย์เดียวก็คงจะเสร็จแล้วล่ะมั้ง”

 

เมื่อได้ยินดังนั้น ก็ทำเอานวินดาหูผึ่งตาโตด้วยความตื่นเต้น พลางนึกในใจว่า เขาจะมีโอกาสหางานที่ได้เงินเป็นล้านภายในเวลาไม่กี่วันแบบนี้ได้ที่ไหนอีก ร่างสูงรีบตอบรับข้อเสนอนั้นทันทีด้วยกลัวว่าจะหลุดไปถึงมือคนอื่นให้เขาต้องมานั่งคิดเสียดายในภายหลัง

 

“จริงเหรอ ถ้างั้นก็ตกลง แล้วต้องทำสัญญากันเลยไหม แล้วนิวจะต้องทำอะไรบ้างล่ะ”

 

“สัญญาเหรอ เอาไว้พรุ่งนี้ได้หรือเปล่า ฉันยังไม่ได้ทำเอกสารเลย คืนนี้นายก็นอนที่นี่ไปก่อนแล้วกัน แล้วพรุ่งนี้ฉันจะบอกให้ว่าหน้าที่ของนายมีอะไรบ้าง อ่อ นายรออยู่ที่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวฉันเอาของพวกนี้ไปเก็บก่อน แล้วจะกลับมาช่วยพยุงขึ้นไปข้างบน”

 

รัญชนาบอกพลางหิ้วกล่องปฐมพยาบาลกับกระติกน้ำแข็งขึ้นมาแล้วเดินเข้าไปในโถงทางเดินด้านนอก โดยมีสายตาของสาวหล่อร่างสูงมองตามไปกระทั่งร่างบางนั้นเดินหายลับไปในความมืด เขาจึงเบนหน้ากลับมามองขาของตัวเอง เรียวขาขาวเนียนของผู้หญิงแต่กลับดูแข็งแรงมีกล้ามเนื้อเหมือนอย่างบุรุษ บ่งบอกว่าเจ้าของคงออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เขาค่อยๆ ดึงขากางเกงที่ถูกถลกขึ้นมาเหนือเข่าตอนที่นักวิทยาศาสตร์สาวทำแผลให้นั้นลงมาอยู่ในสภาพเดิม อาการเจ็บเมื่อครู่ทุเลาลงไปมาก คงเป็นเพราะได้รับการประคบน้ำแข็งเพื่อลดอาการช้ำและบวมแล้ว

 

ติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆ นี้ค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

112 ความคิดเห็น

  1. #34 546 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 / 15:40
    เม้น น น น ^^
    #34
    0
  2. #16 rosslyn (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 / 19:49
    เจ้าหน้าที่ 2 beloved บอกว่าจะมี เรื่อง รักปลอมๆ ของ จอมเจ้าเล่ห์ ภาค 2 พิมพ์ออกมา ในงานหนังสือ จริงรึเปล่า ช่วยตอบด้วย
    #16
    0
  3. #15 pnano (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 / 19:21
    สนุกมากคับ

    ผมว่าคงอีกไม่นานน่าจะตัวเล็กลงแล้วสินะ
    #15
    0
  4. #14 มีมี่จ้ำม่ำ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 / 11:27
     เม้น เม้นท์ เม้นท์ ช่วยกันเม้นท์ 555
    น่าติดตามมากเลยจ้า

    ว่างๆเข้าไปอ่านนิยายเราบ้างนะ

    นามปากกา ดอกจำปูนจ้า
    #14
    0