Orange Love . . . เผลอรักหมดใจนายหัวส้ม [yuri]

ตอนที่ 7 : ที่เดิม. . .คนเดียว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 325
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    9 พ.ย. 50

 

ปิดเทอมมาก็หลายวันแล้ว แต่ฉันกลับแทบไม่ได้คุยกับผิงเลยทั้งๆ ที่บ้านของเราก็อยู่ติดกันแค่นี้เอง คงเป็นเพราะว่าช่วงนี้ฉันไปไหนมาไหนกับม่อนบ่อยๆ เลยทำให้เวลาที่จะได้อยู่กับเพื่อนสนิทอย่างผิงลดลงไปด้วย ไม่รู้ว่าเช้านี้ผิงจะทำอะไรอยู่นะ ชวนไปช้อปปิ้งที่ห้างดีกว่า ว่าแล้วฉันก็คว้ากระเป๋าเป้ขึ้นสะพายด้านหลังเดินลงจากห้องไปขออนุญาตคุณแม่ที่กำลังคุยโทรศัพท์เม้าท์แตกกับเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่

 

แม่ขา. . .หนูออกไปข้างนอกกับผิงนะคะ 

 

คุณแม่หันมาพยักหน้าให้เป็นเชิงอนุญาต ฉันยกมือไหว้ท่านก่อนจะเดินออกจากบ้านแล้วตรงดิ่งไปยังบ้านของเพื่อนสนิทที่อยู่รั้วติดกัน  หลังจากกดกริ่งไปสักพักคุณแม่ของผิงก็เดินออกมากล่าวทักทายพร้อมกับเชื้อเชิญให้ฉันเข้าบ้าน

 

อ้าวแอมเองหรือจ๊ะ. . .เข้ามาในบ้านก่อนสิ นัดกับยัยผิงไว้เหรอลูก

 

อ๋อ. . .เปล่าค่ะ ไม่ได้นัดเอาไว้ พอดีหนูว่างๆ ก็เลยว่าจะมาชวนผิงเค้าออกไปเดินเที่ยวห้างกันน่ะค่ะ 

 

ฉันกล่าวตอบพลางส่งยิ้มให้ท่าน แต่คุณแม่ของผิงกลับเอ่ยออกมาว่าวันนี้ผิงคงจะไม่ว่างเพราะเห็นว่ามีรุ่นพี่ที่โรงเรียนมาหา พอรู้ว่าเป็นพี่ฟ้า ประธานชมรมเชียร์ลีดเดอร์ ก็ทำเอาฉันรู้สึกแปลกใจอยู่หน่อยๆ ที่ผิงชวนพี่ฟ้ามาที่บ้านจึงถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

 

พี่ฟ้า. . .ที่อยู่ชมรมเชียร์ลีดเดอร์เหมือนกับผิงคนนั้นหรือคะ

 

ใช่จ้ะ เห็นยัยผิงบอกว่ารุ่นพี่เค้าจะเอาตัวอย่างชุดสำหรับแข่งขันเชียร์ลีดเดอร์มาให้ดูน่ะ  แอมจะขึ้นไปดูกับเค้าด้วยมั้ยล่ะลูก เดี๋ยวแม่จะบอกผิงให้  คุณแม่ของผิงตอบคำถามฉัน พลางเอ่ยถามฉันว่าอยากจะขึ้นไปด้วยหรือเปล่า แต่ฉันไม่อยากรบกวนเขาทั้งสองคน จึงได้เอ่ยขอตัวอย่างสุภาพแล้วเดินกลับบ้านไปด้วยความรู้สึกประหลาดใจ

 

น่าแปลกนัก ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นผิงชวนใครมาที่บ้านนอกจากฉัน แต่วันนี้กลับชวนพี่ฟ้ามาหาถึงบ้าน ทำเอาฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าผิงสนิทกับพี่ฟ้าขนาดชวนมาที่บ้านตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ  

………………………………………………………………………………………………………………………………….

 

เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วนัก ไม่ทันไรก็เปิดเทอมใหม่อีกแล้ว แม้ว่าจะรู้สึกเบื่อกับการต้องตื่นแต่เช้าเพื่อมาโรงเรียน แต่การได้มาเรียนก็มีอะไรดีๆ อยู่บ้างเหมือนกัน  อย่างน้อยก็ทำให้ฉันได้พบกับนายแซลม่อนสาวหล่อสุดที่รักของฉันทุกวัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้วล่ะ

 

วันนี้แซลม่อนก็มารับฉันที่หน้าบ้านเหมือนเคย เราเดินจูงมือกันตลอดทางจนกระทั่งไปถึงโรงเรียขณะที่กำลังจะเดินผ่านประตูหน้าของโรงเรียนก็มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลังของเรา

 

ม่อน. . .แก้มขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ

 

ทั้งฉันและแซลมอนหันขวับไปหาต้นเสียงที่อยู่ด้านหลัง เจ้าของเสียงเป็นหญิงสาวหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตาญี่ปุ่น ใบหน้าของเธอขาวนวลเนียนราวกับว่าไม่เคยต้องแสงแดด ผมยาวสีน้ำตาลอ่อนที่รวบไว้ข้างหลังแบบหางม้า สวมชุดเสื้อแขนยาว กระโปรงสีน้ำเงิน สวมเนคไทด์ นั่นมันชุดนักเรียนม.ปลายโรงเรียนเอกชนชื่อดังนี่นา  บุคลิกท่าทางก็ดูสง่างามเหมือนพวกคุณหนูไฮโซ พอๆ กับคุณชายแซลมอนของฉันเปี๊ยบ คงจะเป็นเพื่อนที่โรงเรียนเก่าของเขาละมั้ง ว่าแต่มีเรื่องอะไรกันนะ ผู้หญิงคนนั้นถึงได้ทำหน้าเศร้าเหมือนมีเรื่องไม่สบายใจอยู่อย่างนั้นแหละ ฉันคิดในใจ พลางมองไปยังหญิงสาวแปลกหน้าด้วยความสงสัย แซลมอนปล่อยมือฉันทันที พลางเอ่ยถามผู้มาเยือนคนนั้นด้วยน้ำเสียงเข้ม

 

เธอมาทำไมที่นี่ มันจะใกล้จะได้เวลาเข้าเรียนแล้วนะ อีกอย่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้วนี่ เรื่องนั้นมันจบไปตั้งนานแล้ว จะรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีกทำไม

 

แต่ว่า. . .เรื่องนั้นม่อนเข้าใจผิดไปเองตังหาก ที่จริงแล้วแก้มไม่เคย. . . ผู้หญิงที่เรียกตัวเองว่าแก้มคนนั้นทำท่าเหมือนจะร้องไห้ แถมยังพูดไม่ทันจะจบประโยคด้วยซ้ำ ก็ถูกนายหัวส้มตะคอกใส่เสียงดัง จนแม้แต่ฉันเองที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังพลอยสะดุ้งตกใจไปด้วย

 

หยุดพูดเลยนะ!!! เห็นกับตาอย่างนั้น ยังบอกว่าม่อนเข้าใจผิดอีกเหรอ เลิกทำหน้าเหมือนไม่รู้ไม่ชี้แบบนั้นทีเหอะ เห็นแล้วมันรำคาญลูกตา รีบๆ กลับไปได้แล้ว อ้อ. . .แล้วก็ไม่ต้องมาที่นี่อีกนะ ไปแอม เราไปกันเถอะ เดี๋ยวจะเข้าเรียนสาย

 

ม่อนกลับมาก่อนสิ ฟังแก้มอธิบายก่อน ม่อน!!!”

 

เขาพูดจบแล้วก็โอบไหล่ฉัน ก่อนจะพาเดินเข้าไปยังประตูโรงเรียนอีกครั้ง แม้ว่าจะยังงงๆ กับเหตุการณ์เมื่อครู่อยู่ แต่ฉันก็จำใจเดินตามเขาไปโดยดี แต่ยังเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เสียงของผู้หญิงคนนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเหมือนอะไรหนักๆ หล่นลงบนพื้น เมื่อหันไปดูก็พบว่าร่างของหญิงสาวคนนั้นล้มลงไปกองกับพื้น แล้วก็แน่นิ่งไปทันที

 

แก้ม!”

 

เขาเรียกชื่อของเธอคนนั้น พลางเบิกตาโพลงอย่างตกใจ ก่อนจะปล่อยมือที่โอบไหล่ฉันเอาไว้แล้ววิ่งพรวดไปยังร่างที่นอนสลบอยู่ที่พื้นทันที เขาโอบร่างผู้หญิงคนนั้นไว้ในอ้อมแขน พลางเขย่าตัวและเรียกชื่อของเธอซ้ำๆ ก่อนจะช้อนร่างนั้นขึ้นมาแล้ววิ่งออกไปที่หัวมุมถนน เรียกแท็กซี่ที่วิ่งผ่านมาพอดี คนขับลงมาเปิดประตูรถด้านหลังให้เขา แซลมอนวางร่างของเธอคนนั้นไว้บนเบาะหลังก่อนจะก้าวตามขึ้นไปนั่ง แล้วรถคันนั้นก็แล่นออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ฉันยืนนิ่งอึ้งมองตามรถคันนั้นไปจนลับสายตา ท่ามกลางความงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นี่มันเรื่องอะไรกัน? แล้วผู้หญิงที่ชื่อแก้มคนนั้นเป็นใคร? เกี่ยวข้องยังไงกับแซลมอนแฟนของฉันกันแน่?

.

.

.

.

.

เสียงออดเข้าเรียนดังขึ้นปลุกให้ฉันตื่นจากภวังค์ ฉันเงยหน้าขึ้นมองไปเบื้องหน้า อาจารย์ประจำวิชาสังคมที่แสนจะน่าเบื่อเริ่มการสอนคาบแรกของวันเปิดเทอมด้วยการเช็คชื่อ ฉันขานรับอย่างไม่เต็มเสียงนักเมื่ออาจารย์ไล่รายชื่อทีละคนมาจนถึงชื่อของฉัน และต่อจากนั้นก็เป็นชื่อของแซลมอน อาจารย์สาวเรียกซ้ำถึงสามครั้งแต่ก็ไม่มีเสียงขานรับ จนกระทั่งเพื่อนคนหนึ่งในห้องตะโกนบอกว่านภัสสรไม่มา อาจารย์จึงเรียกชื่อคนอื่นต่อไป ฉันหันไปมองโต๊ะด้านข้างที่ว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาของคนที่เคยนั่งอยู่ข้างๆ อย่างทุกวันที่ผ่านมา ความสับสนระคนสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างแซลมอนกับผู้หญิงคนนั้น ครอบงำความคิดจนทำเอาฉันแทบไม่ได้ฟังที่อาจารย์สอนเลยแม้แต่น้อย

 

จนถึงเวลาพักกลางวันก็ยังไม่มีวี่แววว่าแซลมอนจะกลับมาเรียนต่อเลย ฉันลุกขึ้นจากโต๊ะอย่างเลื่อนลอยเพราะสมองยังคงวนเวียนอยู่กับภาพเหตุการณ์เมื่อเช้า จนไม่ทันได้มองว่าข้างหน้ามีคนยืนอยู่จึงชนเข้าไปเต็มๆ เสียงอุทานแหลมเล็กบาดหูดังขึ้น เรียกสติของฉันกลับมาทันที ที่แท้คนที่ฉันเดินชนก็คือแพม สาวเปรี้ยวประจำห้องนั่นเอง

 

ว้าย . . . นี่ยัยเปี๊ยกเดินยังไงไม่ดูตาม้าตาเรือบ้างเลย คนยืนอยู่ดีๆ ดันชนเข้ามาได้ แน่ะยังมาทำเป็นยืนเหม่ออีก ขอโทษสักคำน่ะพูดเป็นมั้ย เอ๊ะหรือว่ามัวแต่เหม่อคิดถึงม่อนกับแฟนเก่าที่มาหาเค้าเมื่อเช้าอยู่รึไงยะ ฉันเงยหน้ามองแพมที่สูงกว่าฉันประมาณหนึ่งช่วงศีรษะ พลางเลิกคิ้วอย่างสงสัยในคำพูดของเธอ

 

หมายความว่าไง แฟนเก่า คนที่ชื่อแก้มนั่นเป็นแฟนเก่าของม่อนเหรอฉันเอ่ยถามไปอย่างแปลกใจ แต่อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาแถมยังทิ้งท้ายไว้อย่างน่าหมั่นไส้เสียด้วย

 

อ้าว อะไรกัน นี่ม่อนไม่เคยเล่าให้ฟังเลยเหรอ ว่าที่เค้าย้ายมาโรงเรียนนี้ก็เพราะว่าไม่อยากเจอหน้าแฟนเก่าที่หักอกเค้าวันแข่งแบดมินตันในกีฬานักเรียนระดับม.ต้นที่ผ่านมานี่เอง อ๊ะ. . .ทำหน้าอย่างนี้ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยสิเนี่ย อุ๊ย ตายแล้ว เป็นแฟนกันประสาอะไรจ๊ะ ถึงได้ไม่รู้เรื่องอะไรกับเค้าเลย หรือว่าม่อนเค้าไม่อยากให้เธอรู้เรื่องของเค้ากันแน่นะ สงสัยที่บอกว่าชอบเธอเนี่ย กะประชดแฟนเก่าแน่ๆ เลยเนอะ ว่ามั้ยพวกเรา

 

แพมพูดจบก็หันไปหัวเราะกับเพื่อนอีก 2 3 คนในกลุ่ม ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ฉันยืนอึ้งกับคำพูดนั้น ครู่หนึ่งจึงคิดได้ว่าน่าจะลองไปปรึกษากับผิงดู แล้วจึงเดินไปยังห้องเรียนที่อยู่ข้างๆ ทันที

 

ผิงเหรอ. . .เห็นว่าไปกินข้าวกลางวันกับพี่ฟ้าแน่ะ นี่แอม เธอรู้รึเปล่าว่าผิงเค้าไปสนิทกับพี่ฟ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย เมื่อกี้ก็เป็นคนเดินมาหาผิงถึงที่ห้องด้วยนะ

 

จากตอนแรกที่ว่าจะมาชวนผิงไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน แต่พอฉันเอ่ยถามเพื่อนคนหนึ่งในห้องของผิงก็ได้รับคำตอบว่าเธอออกไปพร้อมกับพี่ฟ้าแล้วซ้ำยังถามฉันกลับถึงความสัมพันธ์ที่น่าสงสัยระหว่างผิงกับพี่ฟ้า รุ่นพี่ชั้น ม.6 ผู้ดำรงตำแหน่งประธานชมรมเชียร์ ที่มีดีกรีความสวยระดับที่เรียกว่าเป็นดาวโรงเรียนได้อย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ อีกทั้งเป็นที่กรี๊ดกร๊าดของบรรดารุ่นน้องหลายต่อหลายคนที่แอบปลื้มในความสวยและเก่งของเธอ  เมื่อถูกถามมาแบบนั้น ฉันจึงได้แต่อึ้งๆ ไป ได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ ให้ พลางส่ายหน้าแทนคำตอบ เพราะฉันเองก็ไม่รู้จริงๆ ว่าเขาสองคนไปสนิทกันตั้งแต่ตอนไหน เพราะตั้งแต่ฉันเริ่มคบกับแซลมอนในฐานะแฟน เวลาทั้งหมดที่มีของฉันก็ถูกแบ่งไปให้กับเขาจนเกือบหมด บางทีก็เหมือนกับว่าฉันลืมเลือนว่าเคยมีเพื่อนสมัยเด็กอย่างผิงไปโดยไม่รู้ตัว มาถึงตอนนี้ก็กลายเป็นว่าผิงเป็นเพียงแค่เพื่อนที่เคยรู้จักไปเสียแล้ว ก่อนจะตัดบทด้วยการเอ่ยขอตัว แล้วเดินลงจากอาคารเรียนมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารตามลำพัง

 

ระหว่างทางที่เดินไปคำพูดของเพื่อนร่วมห้องผิงก็กลับมาวนเวียนอยู่ในความคิดของฉันอีกครั้ง พลางนึกไปถึงวันหนึ่งตอนช่วงปิดเทอมที่พี่ฟ้ามาบ้านผิง แล้วก็นึกสงสัยขึ้นมาอีกครั้งว่าทั้งสองคนไปสนิทสนมกันขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่  ฉันเดินคิดเรื่องของผิงมาเรื่อยๆ จนถึงโรงอาหาร หลังจากหาที่นั่งได้แล้วก็วางจานกับแก้วน้ำที่เพิ่งซื้อมาเมื่อครู่ลงบนโต๊ะ ก่อนจะนั่งลงอย่างเงียบๆ พลางมองไปข้างกายรู้สึกเหงาๆ ไปเมื่อไม่มีทั้งแซลมอนทั้งผิงอยู่ข้างๆ ฉันก้มหน้าลงพลางใช้ช้อนตักข้าวใส่ปากอย่างเซ็งๆ เพิ่งรู้ว่าการกินข้าวคนเดียวนี่มันช่างเงียบเหงาเหลือเกิน พาลทำให้อาหารในจานตรงหน้าที่แม้ว่าจะเป็นเมนูโปรดอย่างข้าวขาหมูนั้นจืดชืดไม่มีรสชาติของความอร่อยเอาเสียเลย กินไปก็ได้แต่ถอนหายใจไปแต่สุดท้ายก็เหลือข้าวอยู่เกือบครึ่งจานเลยทีเดียว

 

หลังเลิกเรียนฉันรีบคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรออกเพื่อต่อสายไปหาม่อน แต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ เหมือนกับว่าเขาปิดเครื่องเสียอย่างนั้น ฉันได้แต่กระวนกระวายใจ นึกเป็นห่วงเขาอยู่เหมือนกัน ทำไมเขาถึงไม่ยอมติดต่อมาหาฉันเลยนะ แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นยังไงบ้าง จะฟื้นแล้วหรือยัง หรือที่ม่อนโดดเรียนวันนี้เพราะมัวไปนั่งเฝ้ายัยแก้มอะไรนั่นอยู่กันแน่ ฉันได้แต่คิดๆอยู่ในใจ แล้วจึงนึกขึ้นมาได้ว่าน่าจะไปคุยกับผิงก่อนเป็นคนแรก ก่อนจะรีบกวาดข้าวของบนโต๊ะลงกระเป๋าแล้ววิ่งพรวดพราดไปหาเพื่อนสนิทที่อยู่ห้องข้างๆ ทันที แอบหวังในใจว่าคราวนี้คงไม่คลาดกันอีกแน่ๆ แต่เมื่อไปถึงห้องก็ได้รับคำตอบแบบเดิมจากเพื่อนคนเดิมของผิงว่าพี่ฟ้ามารับผิงที่ห้องและชวนไปซ้อมเชียร์ที่โรงยิมแล้ว ฉันจึงได้แต่กล่าวขอบคุณแล้วรีบวิ่งไปที่โรงยิมทันที

 

เมื่อมาถึงโรงยิมอันเป็นสถานที่ฝึกซ้อมของทั้งชมรมบาสเกตบอลและชมรมเชียร์ลีดเดอร์ ฉันพยายามสอดส่ายสายตามองหาเพื่อนรัก แต่ก็ไม่เห็นทั้งผิงหรือแม้แต่พี่ฟ้าเลย ทั้งที่สมาชิกคนอื่นๆ ของชมรมก็อยู่กันครบ แล้วสองคนนั้นหายไปไหนนะ ฉันคิดพลางเดินเอากระเป๋าเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนเป็นชุดเล่นกีฬาวางไว้ตรงขอบสนามที่เป็นบริเวณของชมรมบาส แล้วจึงเดินตัดสนามไปยังอีกฝั่งซึ่งเป็นที่ซ้อมของชมรมเชียร์ ระหว่างที่กำลังเดินผ่านใต้แป้นบาสนั้น อยู่ๆ เสียงตะโกนของพี่มนก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง เมื่อฉันหันไปมองก็พบว่าลูกบาสสีส้มกำลังลอยละลิ่วตรงมาที่ฉัน อารามตกใจทำให้ฉันได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ หลับตาปี๋ พลันรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกจากเจ้าลูกกลมนั้นที่หน้าผากของฉัน เมื่อลืมตาขึ้นมาก็มองเห็นภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน แล้วทุกอย่างก็มืดสนิทไปทันที

.

.

.

 

ฝากดูแลน้องด้วยนะมัณฑนา ครูมีประชุมพอดี ยังไงวานเธอรอจนเค้าฟื้นแล้วค่อยกลับก็แล้วกัน

 

เสียงอาจารย์ห้องพยาบาลดังแว่วๆ ก่อนที่เสียงทุกอย่างภายในห้องจะเงียบลงไป ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้น รู้สึกได้ถึงความเจ็บที่บริเวณหน้าผาก พลางนึกไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น ฉันกำลังจะเดินมาซ้อมบาสที่โรงยิมแต่กลับถูกลูกบาสกระแทกหน้าเข้าซะก่อน ก็เลยสลบไปสินะ ฉันยกมือขึ้นมาคลึงหน้าผากตัวเองป้อยๆ พลันเสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ ฉันหันขวับไปตามเสียงนั้นทันที แวบแรกที่เห็นเพียงเสี้ยวหน้าของคนที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง อดนึกในใจไม่ได้ว่าคงเป็นแซลมอนคนรักของฉัน แต่เมื่อพิศดูดีๆ กลับพบว่าเป็นใครอีกคนที่ไม่ใช่เขา ใบหน้ารูปไข่ ดวงตาเรียวเล็ก ที่อยู่เบื้องหลังกรอบแว่นตาพลาสติกสีดำ สีเดียวกับผมที่ซอยสั้นจนแทบเหมือนทรงผมผู้ชาย กำลังมองฉันด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย แม้จะเป็นใบหน้าของคนที่คุ้นเคย แต่กลับไม่ใช่คนคุ้นใจอย่างที่คาดหวังไว้

 

แอมครับ ฟื้นแล้วเหรอ เป็นยังไงบ้างเจ็บมากรึเปล่า ที่แท้เจ้าของเสียงก็คือพี่มนนั่นเอง ฉันลอบถอนหายใจเบาๆ รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยว่าคนที่นั่งเฝ้าฉันอยู่น่าจะเป็นใครอีกคนมากกว่า

 

อื้ม. . .นิดหน่อยค่ะ พี่มนนั่งเฝ้าแอมมาตลอดเลยเหรอคะ

 

ฉันเอ่ยถาม พลางชันตัวจะลุกขึ้นนั่ง อดไม่ได้ที่จะสอดส่ายสายตาไปทางหน้าประตูห้องพยาบาลมองหาใครบางคน เผื่อว่าเขาอาจจะอยู่แถวนั้น แต่ก็ไม่มีแม้แต่เงาของคนที่มองหา ไม่มีแม้แต่เงาของเพื่อนสนิทอย่างผิงที่มักจะคอยดูแลฉันอยู่ใกล้ๆ เสมอ ทำไมนะ ทำไมต้องมาหายไปทั้งสองคนพร้อมกันในเวลาอย่างนี้ด้วย ฉันแอบคิดแล้วก็ได้แต่รู้สึกหดหู่ในหัวใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก พี่มนรีบเข้ามาประคองฉันทันที เมื่อฉันพยายามจะลุกขึ้นนั่งให้ได้ หลังจากที่จัดท่าทางให้ฉันนั่งพิงหลังกับหัวเตียงเรียบร้อยแล้ว เขาจึงนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงเหมือนเดิม ก่อนจะยื่นมืออุ่นมาแตะเบาๆ ที่หน้าผากของฉัน พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงแกมสำนึกผิด

 

จริงๆ ไม่ต้องรีบลุกก็ได้ น้องแอมเพิ่งฟื้นน่าจะนอนอีกสักพักนึงนะ คงจะเจ็บมากใช่มั้ย ดูสิเป็นรอยช้ำเลย พี่ขอโทษจริงๆ นะ เป็นเพราะพี่เองที่ชู้ตไม่ระวัง ทำให้น้องแอมเจ็บตัวแบบนี้

 

ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่มน ไม่ต้องคิดมากมันเป็นอุบัติเหตุน่ะ อีกอย่างแอมก็ไม่ได้ระวังเองด้วย ทั้งที่พี่มนตะโกนบอกแล้วแท้ๆ แต่แอมกลับยืนเฉยๆ ซะงั้น มันก็สมควรจะโดนอยู่หรอก จริงมั้ยคะ ฉันรีบพูดแก้เพื่อไม่ให้พี่มนรู้สึกผิดมากนัก พลางส่งยิ้มแห้งๆ ให้พี่เขาไป แต่แล้วจู่ๆ พี่มนกลับคว้ามือของฉันขึ้นมากุมไว้ ฉันตกใจจะชักมือกลับแต่พี่มนยื้อเอาไว้ เขาสบตาฉัน แล้วเอ่ยขึ้น

 

รู้ไหม ตอนที่น้องแอมถูกลูกบาสกระแทกจนล้มลงไปนอนกับพื้นพี่ตกใจแค่ไหน ยิ่งสลบไปนานเป็นชั่วโมงพี่ก็ยิ่งเป็นห่วงเข้าไปใหญ่ กลัวว่าน้องแอมจะเป็นอะไรมาก แต่ก็ดีนะเพราะจากเหตุการณ์นี้ ทำให้พี่รู้ตัวว่าพี่ชอบน้องแอมมาก ถ้าน้องแอมเป็นอะไรไปพี่คงจะเสียใจมากแน่ๆ

 

ฉันได้แต่ทำหน้าเหวอ เบิกตาโพลง เมื่อกี้นี้พี่มนบอกว่าชอบฉันอย่างนั้นเหรอ ฉันจ้องมองดวงตาสีดำสนิทหลังกรอบแว่นนั้นเหมือนจะถามกลายๆ ว่าที่พูดมานั้นเป็นความจริงหรือ ในสมองว่างเปล่าขาวโพลนไปหมด ก่อนจะเรียบเรียงภาพต่างๆ ในความทรงจำที่มีต่อรุ่นพี่สาวหล่อคนนี้ พี่มนคนที่กีดกันไม่ยอมให้ฉันเข้าชมรมตั้งแต่วันแรกที่เจอหน้า คนที่ชอบแกล้งทำท่าเหมือนมองไม่เห็นฉันเพราะอยู่ต่ำกว่าระดับสายตามากเกินไป คนที่ชอบเก๊กทำเป็นเท่ให้บรรดาสาวๆ รุ่นน้องกรี๊ดกร๊าดเวลาอยู่ในสนามบาส พี่มนคนนั้นน่ะหรือ เป็นคนเดียวกันกับคนที่กำลังสารภาพความในใจอยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้ เป็นไปได้อย่างไรกันนี่

 

พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชอบน้องแอมตั้งแต่ตอนไหน บางทีอาจจะตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นลูกชู้ตสามคะแนนนั่นก็ได้ แล้วยิ่งพักหลังๆ มานี้เรามีโอกาสได้ซ้อมร่วมกันบ่อยๆ ได้เห็นรอยยิ้มสดใสของน้องแอมแทบทุกวัน มันก็ทำให้พี่ใจเต้นแรงทุกที ถึงแม้ว่ารอยยิ้มนั้น มันจะไม่ได้มีไว้สำหรับพี่ก็ตาม พี่มนพูดพลางสบตากับฉัน เหมือนจะสื่อว่าสิ่งที่พูดออกมาทั้งหมดนั้นเป็นความจริง แต่ฉันกลับไม่กล้าสบตากับพี่เขาเลย ได้แต่ก้มหน้ามองมือตัวเองที่ถูกมือใหญ่ของพี่เขากุมเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยขึ้น

 

เอ่อ. . .พี่มนคะ คือว่า แอม พี่มนยกนิ้วขึ้นมาปิดปากฉันเอาไว้ แล้วเอ่ยต่อให้

 

ไม่ต้องพูดหรอก พี่เข้าใจที่น้องแอมจะบอก พี่รู้ดีว่าหัวใจของน้องแอมมีม่อนอยู่แล้ว แต่พี่ก็แค่อยากบอกความรู้สึกที่มีต่อน้องแอมให้ได้รู้เท่านั้น น่าเสียดายนะ ที่พี่รู้สึกตัวช้าไปหน่อย เฮ้อ. . . เขาหยุดเว้นช่วงไปเล็กน้อย พลางถอนหายใจยาวก่อนจะพูดต่อ

 

แต่มาพูดเอาตอนนี้มันก็คงจะสายไปจริงๆ แหละเนอะ เพราะน้องแอมกับเจ้าม่อนก็รักกันมากซะขนาดนั้น พี่จะเข้าไปแทรกก็คงไม่ได้หรอกจริงมั้ย แต่ยังไงพี่ก็อยากให้น้องแอมจำไว้นะว่า ถ้าวันไหนที่ม่อนทำให้แอมเสียใจล่ะก็ พี่จะขอเป็นคนเช็ดน้ำตาให้เอง

 

สีหน้าของพี่มนตอนที่พูดประโยคนั้นดูจริงจังเหลือเกิน คำพูดของพี่เขาทำให้ฉันเผลอนึกไปถึงภาพเมื่อเช้า ภาพที่ม่อนปล่อยมือจากฉันแล้วตรงไปหาผู้หญิงคนนั้น อยู่ดีๆ น้ำตาก็ไหลออกมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะอะไรกันนะ แค่เห็นภาพนั้นทำไมต้องรู้สึกน้อยใจด้วยก็ไม่รู้ ดูเหมือนพี่มนเองก็ตกใจไม่น้อยที่จู่ๆ ฉันก็ร้องไห้ออกมา เขารีบยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้มให้ฉัน ก่อนจะรวบตัวฉันเข้าไปอยู่ในอ้อมกอด

 

น้องแอม เป็นอะไรครับ ร้องไห้ทำไม พี่พูดอะไรผิดไปเหรอ ถ้าลำบากใจในเรื่องที่พี่พูดขนาดนั้น พี่ก็ขอโทษนะ ลืมๆ มันไปซะก็ได้ อย่าร้องนะเด็กดี โอ๋ๆ เขาทั้งพูดทั้งกอดปลอบฉันอยู่เป็นนานสองนาน กว่าฉันจะยอมหยุดร้องไห้ แล้วทำไมฉันถึงกลายเป็นเด็กขี้แยไปได้นะ แถมยังมาร้องไห้ต่อหน้าคนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนรักอย่างผิงอีกด้วย ฉันไม่เข้าใจตัวเองจริงๆ เลย

....................................................................................................................................................................................................

 LovePenguin Talks . . .

 

สวัสดีค่าคุณผู้อ่านที่น่ารักทุกคน ก่อนอื่นเลยคงต้องขอบอกข่าวดี(แต่อาจจะเป็นข่าวร้ายของคุณผู้อ่านรึเปล่าก็ไม่รู้นะคะ) ในที่สุดนักเขียนตัวเล็กคนนี้ก็มีงานทำเป็นหลักแหล่งเหมือนอย่างคนอื่นเค้าซักที อิอิ งานที่ว่านี้ก็คือ ตำแหน่งเลขานุการ ของกรรมการผู้จัดการบริษัทแห่งหนึ่งแถวย่านรัชดา (ขออนุญาตไม่บอกชื่อนะคะ เดี๋ยวเกิดมีคนหมั่นไส้ ส่งระเบิดไปวางที่ทำงานหรือไม่ก็อาจเจอโจทก์เก่าไปแอบรอดักตีหัวได้ หุหุ) ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นงานที่หนักเอาการ สำหรับคนไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานในออฟฟิศเลยอย่างเรา เพราะตำแหน่งเลขาที่ได้รับนี้ มีเจ้านายถึง 2 คน ทั้งผู้หญิงและผู้ชายเลย ทำให้คิดว่าวันธรรมดาคงไม่มีเวลามานั่งแต่งนิยายหรือแม้แต่จะออนเอ็มคุยกับนักอ่านแน่ๆ  (ยกเว้นถ้าว่างและเจ้านายไม่อยู่ จะแอบเล่นละกัน หุหุ) แต่ยังไงก็จะพยายามเอาเวลาช่วงวันเสาร์อาทิตย์มานั่งปั่นนิยายให้คุณผู้อ่านได้อ่านกันอย่างเช่นเคยค่ะ

 

สำหรับเรา ตอนนี้ถือว่าเป็นน้องใหม่ในวงการการทำงาน เอาเป็นว่าถ้าเพื่อนๆ พี่ๆ นักอ่านนักเขียน ที่ทำงานแล้วมีอะไรอยากจะแนะนำหรือให้ข้อคิดกับเลขามือใหม่คนนี้ ก็คอมเม้นท์ไว้หรือจะส่งเข้าเมลโดยตรงก็ยินดีนะคะ และที่ลืมไม่ได้เลย ต้องขอขอบคุณกำลังใจดีๆ ที่มีให้กันมาเสมอ ถ้าไม่มีพวกคุณ เราก็คงไม่มีแรงและไม่มีไฟพอที่จะผลักดันตัวเองไปถึงจุดหมายได้ ขอบคุณที่ช่วยจุดไฟเติมพลังให้กับเรานะคะ ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ

 

 
B G
ได ใส
B G
S
DressupMyspace.com - MySpace Glitter Graphics, Myspace Layouts, Myspace Tweaks, Cursors, Generators and Goodies!B

B G
B G


B G
B G


ตอนที่
7 : ที่เดิม. . .คนเดียว
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

101 ความคิดเห็น

  1. #92 My Angle (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553 / 10:20
    ง่ะ...

    ไหงเปงงี้อ่ะ
    #92
    0