SF SOTUS : My love’s diary ไดอารี่(ของ)ที่รัก(ของผม)

ตอนที่ 2 : 14 วัน อันตราย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 140
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    2 เม.ย. 63

  

ภาพข่าวโรคระบาดที่กำลังลุกลามไปยังหลายเมืองในประเทศจีน ปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรทัศน์ที่เปิดทิ้งเอาไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา อาทิตย์ชะงักมือที่กำลังทำความสะอาดห้องพักแล้วเงยขึ้นไปมองด้วยสีหน้ากังวลใจ เมื่อสองสัปดาห์ก่อนก้องภพเพิ่งบินไปร่วมงานเปิดตัวบริษัทใหม่ของหุ้นส่วนทางธุรกิจแทนผู้เป็นบิดา และอยู่ศึกษาดูงานที่บริษัทนั้นสักพัก เขาเองก็ได้เตือนคนรักไปแล้วด้วยความเป็นห่วง แต่ก็จำใจต้องยอมให้ไปเพราะมันเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะทายาทที่ต้องสืบทอดธุรกิจของครอบครัว

เมื่อคืนพวกเขาเพิ่งจะโทรศัพท์คุยกัน ก้องภพบอกว่าเขาจัดการธุระต่าง ๆ เรียบร้อยพร้อมที่จะขึ้นเครื่องบินออกเดินทางกลับมายังประเทศไทยในคืนนี้แล้ว อาทิตย์จึงรีบหยิบโทรศัพท์มือถือมากดเช็คข่าวจากช่องทางโซเชียลมีเดีย แล้วให้รู้สึกหนักใจมากกว่าเก่า เมื่อเขาพบว่าหลายประเทศรวมทั้งจีนเองก็เริ่มมีมาตรการปิดสนามบินทั้งขาเข้าและขาออกเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสที่เพิ่งอุบัติใหม่ และยังไม่มีวัคซีนใดที่ใช้ป้องกันโรคได้ มือก็เลื่อนหน้าจอกวาดสายตาดูข้อมูลข่าวสารมากมายที่มีทั้งเรื่องจริงบ้าง เรื่องเท็จบ้าง โดยพยายามใช้วิจารณญาณกลั่นกรองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเป็นห่วงกลัวว่าคนรักจะถูกกักตัวเอาไว้ไม่ให้กลับประเทศ เป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงเรียกเข้าจากปลายสายคือคนเดียวกับคนที่เขากำลังนึกถึงโทร.เข้ามาพอดี

“ก้องภพ คุณอยู่ที่ไหนแล้วเนี่ย เป็นยังไงบ้าง ผมเห็นข่าวแล้วใจคอไม่ดีเลย คนป่วยติดเชื้อมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวันจนน่ากลัว ได้ข่าวว่าเขาจะปิดเมืองกันแล้วใช่ไหม สนามบินก็ปิดไปตั้งหลายแห่ง คุณติดต่อสายการบินหรือยัง เขาให้ขึ้นเครื่องได้หรือเปล่า”

อาทิตย์รัวคำถามเป็นชุดใส่คนรักทันทีที่กดรับสาย เขากรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ แต่สายตายังไม่ละไปจากภาพในหน้าจอโทรทัศน์ แสนห่วงกังวลไปสารพัดว่าก้องภพจะเป็นอย่างไรบ้าง

“ตอนนี้ผมกำลังรอขึ้นเครื่องอยู่ที่สนามบินแล้ว ทางสายการบินก็ยังไม่ได้มีการแจ้งยกเลิกเที่ยวบินอะไรครับ แต่ว่ามีการตรวจคัดกรองคนที่จะขึ้นเครื่องเข้มงวดพอสมควรเลย ได้ข่าวว่าที่ไทยก็เริ่มมีมาตรการคัดกรองคนเข้าประเทศแล้วเหมือนกันใช่ไหมครับ”

น้ำเสียงร้อนรนแฝงไว้ด้วยความกังวลจนคนปลายสายอดเป็นห่วงสภาพจิตใจของคนรักไม่ได้ ก้องภพรีบตอบกลับทันที เพราะรู้ดีว่าหากปล่อยให้อีกฝ่ายถามไม่หยุดแบบนี้ ไม่แคล้วต้องตามมาด้วยเสียงสะอื้นเป็นแน่

“ใช่ ตอนนี้คนที่เพิ่งกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ต้องถูกตรวจหาเชื้อไวรัส ถ้าพบว่าป่วยก็จะถูกส่งตัวไปรักษาทันทีแต่ตอนนี้ผมกลัวมากกว่า กลัวว่าที่นั่นจะไม่ให้เครื่องบินขึ้น คุณจะได้กลับมาที่เมืองไทยจริง ๆ ใช่ไหมก้องภพ”

ไม่ทันขาดคำ ปลายสายเริ่มเจือด้วยเสียงสั่นเครือ และขึ้นจมูกเล็กน้อย ไม่ต้องเห็นหน้าก็พอเดาออกว่าใบหน้าขาวเนียนใสคงอาบไปด้วยหยาดน้ำตาแล้วในเวลานี้ ก้องภพลอบถอนหายใจเบา ๆ เขารู้ดีว่าพี่อาทิตย์เป็นผู้ชายที่อ่อนไหวแค่ไหน ยังจำได้ดีว่าเดือนก่อนพวกเขากลับมาจากข้างนอก แล้วเจอลูกหมาพลัดหลงกำลังโดนหมาใหญ่รุมกัดอยู่ตรงหน้าหอพัก พี่อาทิตย์ก็รีบปรี่เข้าไปไล่พวกมัน แล้วอุ้มเจ้าหมาน้อยขึ้นมา ทำหน้าเบ้ น้ำตาคลอ ขอให้เขาช่วยพามันไปโรงพยาบาลสัตว์ นั่งเฝ้าอยู่ด้วยกันทั้งคืนจนเจ้าลูกหมาปลอดภัย พากลับมาที่หอพักด้วย แถมทำท่าว่าจะแอบอุ้มขึ้นห้องแล้วด้วยซ้ำไป โชคดีที่เจ้าของหอพักมาเจอเข้าเสียก่อน จึงรับอาสาดูแลเจ้าตัวเล็กเอง ท่ามกลางสีหน้าจ๋อยสนิทของคนที่คิดอยากจะแอบเลี้ยงลูกหมาไว้บนห้อง นึกแล้วก็อดขำปนเอ็นดูไม่ได้ขนาดลูกสุนัขที่ไม่ใช่ของตัวเอง ยังเป็นห่วงขนาดนั้น แล้วนับประสาอะไรกับสุนัขตัวโตที่ไม่ดุแต่ขี้หวงเจ้าของอย่างเขาเหมือนที่พี่อาทิตย์เคยเปรียบเปรยเอาไว้

“พี่อาทิตย์ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมสบายดียังไม่ได้มีอาการป่วยอะไร รับรองว่าได้กลับไปให้พี่นอนกอดทั้งวันทั้งคืนจนหายคิดถึงแน่นอนครับ”

ก้องภพรีบตอบกลับไป แต่ไม่วายแอบหยอดทิ้งท้ายเบา ๆ เล่นเอาคนปลายสายที่น้ำตาซึมด้วยเป็นห่วงออกอาการเก้อเขินขึ้นมาจนต้องแกล้งทำเสียงเข้มใส่เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเอง

“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีเลยคุณ กลับมาจากที่นู่น ต่อให้ตรวจแล้วก็ต้องถูกกักตัวอีกสิบสี่วันอยู่ดีแหละ”

“ว้า...แย่จัง แบบนี้ก็ไม่ได้กอดไม่ได้ฟัดพี่อาทิตย์อีกตั้งหลายวันสิครับ ผมต้องลงแดงแน่ ๆ เลย”

“พอเลยก้องภพ คุณคิดเป็นอยู่เรื่องเดียวหรือไงวะ ไปเตะบอลเลยไป ผมไม่คุยด้วยแล้ว คนอุตส่าห์เป็นห่วงจะแย่ แค่นี้นะ”

รู้ดีว่าอีกฝ่ายแสร้งทำเป็นกระชากเสียงห้วนใส่เขา แต่ตอนนี้ใบหน้าคงแดงไปถึงหูแล้ว ยิ่งนึกก็ยิ่งคิดถึงแทบบ้า หากไม่ใช่เพราะว่าบิดาเขายืนกรานจะมาร่วมงานนี้ให้ได้ ทั้งที่เขา และมารดารวมถึงพี่สาวที่พยายามห้ามปรามเท่าไรก็ไม่ฟัง เนื่องด้วยเป็นห่วงสุขภาพของบิดาที่เริ่มอายุมากขึ้นทุกวัน เขาไม่มีทางยอมรับอาสาเป็นคนมาร่วมงานที่นี่แทนทั้งที่รู้ดีว่าเสี่ยงแค่ไหนแน่ ๆ

“โธ่! พี่อาทิตย์ ผมแค่ล้อเล่นน่ะครับ อีกอย่างที่นี่สนามบิน ไม่ใช่สนามฟุตบอล ผมคงไปเตะบอลแบบที่พี่บอกไม่ได้หรอกครับ ใกล้จะถึงเวลาขึ้นเครื่องแล้ว แม่ผมเพิ่งโทร.มาเมื่อกี้บอกว่าเตรียมห้องสำหรับแยกไว้กักตัวผมให้ที่บ้านแล้ว พี่อาทิตย์ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ รับรองเลยว่าจะไม่เอาเชื้อไปแพร่ให้คนที่ผมรักแน่นอนครับ”

เป็นอีกครั้งที่อาทิตย์ไม่รู้ว่าควรจะเขินหรือควรจะหมั่นไส้คนรักมากกว่ากัน เขาแอบเบะปากใส่โทรศัพท์เล็กน้อย เพราะไม่ได้คุยแบบเห็นหน้าจึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกอีกฝ่ายล้อเลียน ก่อนจะเว้นวรรคไปเล็กน้อย สูดลมหายใจเข้าปอด แล้วเอ่ยประโยคที่ตั้งใจไว้แต่แรก

“คุณนี่มัน...ฮึ้ย! อื้อ ผมรู้แล้วน่า คุณก็ดูแลตัวเองดี ๆ แล้วกัน กลับถึงบ้านแล้วบอกด้วย ผม...เอ่อ คิดถึงนะก้อง”

“ขอบคุณครับพี่อาทิตย์ รักพี่นะครับ ดวงตะวันดวงเดียวของผม”

ก้องภพวางสายไปได้สักพักแล้ว แต่อาทิตย์ยังคงยิ้มไม่หุบ แถมยังกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงด้วยความเขิน ทั้งที่ผ่านมาได้หกเจ็ดปีแล้วแท้ ๆ จากวันแรกที่เริ่มคบกัน ตั้งแต่ก้องภพยังอยู่ปีหนึ่งจนถึงตอนนี้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทแล้ว แถมยังเข้าทำงานที่บริษัทสยามพอลิเมอร์ ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัวมาได้ปีกว่า แต่เขาก็ยังไม่ชินกับคำบอกรักจากอีกฝ่ายเสียที คิดอะไรไปเพลิน ๆ ความง่วงงุนก็จู่โจมเข้ามา และทำให้คนที่ย้อนนึกถึงเรื่องราวในอดีตเผลอหลับไปเมื่อใดไม่ทันรู้ตัว

 

สนามบินสุวรรณภูมิที่เคยคลาคล่ำไปด้วยผู้โดยสารหลากเชื้อชาติหลายภาษา ในวันนี้กลับดูบางตาจนแทบไม่น่าเชื่อ ก้องภพเดินผ่านจุดตรวจคัดกรองโรคระบาดเข้ามาหลังได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่เรียบร้อย เขาเข็นกระเป๋าสัมภาระ ออกมาบริเวณหน้าประตูผู้โดยสารขาเข้า ก็เห็นคนขับรถประจำบ้านสวมหน้ากากอนามัยเช่นเดียวกันกับเขายืนรออยู่ก่อนแล้ว

“เชิญทางนี้ครับก่อนคุณก้องภพ คุณท่านสั่งให้ผมทำความสะอาดเบื้องต้นก่อนค่อยพาคุณขึ้นรถครับ”

นายน้อยของบ้านทำหน้างุนงงเล็กน้อย แต่ก็ยอมเดินตามไปยังบริเวณที่จอดรถชั่วคราวซึ่งอยู่ไกลจากประตูทางออกพอสมควร เมื่อมาถึงจุดที่จอดรถไว้ เขาก็พบว่ามาตรการเข้มข้นของคุณท่านซึ่งเป็นบิดานั้น แลดูจริงจังยิ่งกว่าจุดคัดกรองที่เพิ่งผ่านมาเป็นไหน ๆ คนขับรถวัยเลขสี่หยิบขวดสเปรย์ที่ผสมน้ำยาฆ่าเชื้อขึ้นฉีดพ่นไปตามเสื้อผ้าของเขา และกระเป๋าเดินทางเสียจนชุ่มฉ่ำแบบมั่นใจได้ว่าไวรัสหน้าไหนก็ไม่สามารถเล็ดรอดกลับไปที่บ้านได้ ก่อนจะเปิดประตูด้านหลังให้ รอจนเขาขึ้นรถเรียบร้อย จึงค่อยนำกระเป๋าไปเก็บไว้กระโปรงท้ายรถแล้วขึ้นมานั่งประจำที่คนขับ ตอนนี้เองก้องภพเพิ่งสังเกตเห็นแผ่นพลาสติกใสที่กั้นระหว่างเบาะที่นั่งโซนด้านหน้าและด้านหลัง มิหนำซ้ำกระจกหน้าต่างทุกบานยังถูกเปิดเลื่อนลงครึ่งหนึ่ง แล้วจึงเข้าใจเมื่อคนขับออกรถทันทีโดยไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศ

สายลมที่พัดกรูเข้ามาทางหน้าต่างหอบเอากลิ่นชื้นของพื้นถนนที่ปกคลุมด้วยน้ำค้างยามเช้าเข้ามาภายในรถ นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้สูดอากาศสดชื่นแบบนี้ ทุกวันที่ต้องทำงานอยู่ในออฟฟิศ กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศคือกลิ่นที่เขาคุ้นเคยจนเกือบหลงลืมไปแล้วว่าการได้นั่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติมันทำให้จิตใจของเขาสงบและผ่อนคลายได้มากเพียงใด และนั่นทำให้เขายิ่งนึกถึงอากาศสดชื่นที่อวลด้วยกลิ่นหอมจาง ๆ จากกายของคนรัก ความทรงจำย้อนกลับไปราวสองสามปีก่อนตอนที่นั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบชิงทุนไปเรียนต่อปริญญาโท ดวงตาคมหลับตาลงพลางนึกภาพคนที่นั่งหลับคอพับคออ่อนซบไหล่เขาอยู่บนเก้าอี้ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าคือภาพความงดงามของสะพานพระรามแปดในยามบ่ายคล้อย ตะวันดวงโตทอแสงสีส้มอ่อนทาบไล้อยู่บนราวสะพาน และบางส่วนก็ส่องลงมากระทบบนผืนน้ำเป็นประกายระยิบระยับ แต่ความสวยงามเหล่านั้นกลับเทียบไม่ได้เลยแม้สักนิดกับดวงหน้าขาวเนียนของหนุ่มรุ่นพี่ ผิวละเอียดนุ่มหอมกรุ่นที่จมูกของเขาได้สัมผัสดอมดมเท่าไรก็ไม่เคยพอ ริมฝีปากอิ่มที่เผยออ้าออกน้อย ๆ ดึงดูดให้เขาเผลอก้มหน้าลงประทับริมฝีปากลงตรงตำแหน่งเดียวกันอย่างแผ่วเบาด้วยกลัวว่าคนหลับจะสะดุ้งตื่น และรับรู้ว่าเขาแอบจุมพิตบนเรียวปากตนโดยไม่สนใจสายตาใคร จะโวยวายขึ้นมาทีหลังเอาได้

นึกไปถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นแล้วก้องภพก็อดที่จะยกยิ้มมุมปากอย่างอารมณ์ดีไม่ได้ มือเรียวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดส่งข้อความเพื่อบอกกับคนในห้วงคำนึงว่าได้เดินทางกลับมาถึงประเทศบ้านเกิดโดยสวัสดิภาพแล้ว และกำลังตรงไปยังบ้านของเขา รอสักพักแต่ยังไม่เห็นหน้าจอปรากฏว่าอ่านแล้ว ก็เข้าใจได้ว่าอีกฝ่ายคงยังไม่ตื่นจากนิทรา จึงเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า แล้วหลับตาลงอีกครั้งเพื่อพักสายตาชั่วครู่ ระหว่างที่ยานพาหนะคันหรูแล่นฉิวมุ่งตรงไปยังจุดหมายปลายทางที่คฤหาสน์หลังใหญ่กลางใจเมือง

 

เสียงนาฬิกาปลุกที่ดังขึ้นเป็นเสียงเพลงโปรด ทำให้คนที่กำลังหลับฝันหวานสะดุ้งตื่น มือขาวป้อมเอื้อมไปคว้าตัวการที่ส่งเสียงรบกวนการนอนอันแสนสุขขึ้นมา ดวงตากลมโตปรือขึ้นมาเล็กน้อยอย่างงัวเงียแต่เหมือนว่าร่างกายจะทำงานได้อย่างอัตโนมัติเมื่อนิ้วของเขาเลื่อนไปกดปุ่มปิดเสียงน่ารำคาญนั้นได้แม่นยำโดยแทบไม่ต้องมองหน้าจอ ก่อนที่หางตาจะเหลือบเห็นสัญลักษณ์แจ้งเตือนว่ามีข้อความใหม่เข้ามา เพียงแค่นั้นคนขี้เซาก็ลุกขึ้นนั่งพรวดแล้วกดเข้าไปอ่านข้อความทันที ความง่วงงุนเมื่อครู่พลันหายไปเป็นปลิดทิ้ง เมื่อได้เห็นว่าข้อความนั้นถูกส่งมาจากใคร ไม่รอช้าเขารีบกดปุ่มโทร.ออกทันที รอสายเพียงไม่นานอีกฝั่งก็กดรับด้วยน้ำเสียงสดใส

“ตื่นแล้วเหรอครับพี่อาทิตย์”

“คุณกลับมาถึงตั้งนานแล้วทำไมไม่โทร.บอกผมล่ะ นี่ถ้านาฬิกาไม่ปลุก ผมก็คงหลับไม่รู้เรื่องไปแล้ว”

คนที่กำลังรื้อข้าวของออกจากกระเป๋าเพื่อให้แม่บ้านนำออกไปทำความสะอาดฆ่าเชื้อให้เรียบร้อยตามคำสั่งเจ้าของบ้าน ยิ้มกว้างเมื่อได้ยินเสียงงอแงของคนในสาย ไม่ต้องเห็นหน้าก็เดาได้ว่าใบหน้าหวานกำลังทำแก้มพองลม ปากอวบอิ่มนั้นคงทำท่าปากยื่นปากยาวเหมือนปากเป็ดที่เห็นแล้วน่าจุมพิตยิ่งนัก

“ก็เพราะผมรู้ว่าเมื่อคืนพี่คงจะห่วงผมจนแทบนอนไม่หลับ แล้วกว่าจะได้นอนจริง ๆ ก็เกือบเช้าแล้ว วันนี้ก็ต้องไปทำงานอีก เลยไม่อยากปลุกก่อนเวลาไงครับ”

น้ำเสียงนุ่มที่ตอบกลับมาคล้ายจะล้อเลียนอยู่ในที ทำให้คนที่ถูกรู้ทันยิ่งมุ่ยหน้าหนักกว่าเก่า อาทิตย์บุ้ยปากใส่โทรศัพท์ และราวกับว่าคนในสายจะเห็น เพราะเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่ลอดออกมายิ่งทำให้เขาเหมือนเด็กทำความผิดแล้วถูกจับได้

“ไม่เอาครับ อย่าทำหน้าบึ้งแบบนั้นสิ พี่อาทิตย์คนดีของผม นี่ไงผมกลับมาแล้วอย่างปลอดภัยดี ไม่มีอะไรให้กังวล นอกเสียจากว่า...”

“ว่าอะไร? คุณเป็นอะไรก้องภพ หรือว่าคุณป่วยเหรอ มีไข้ไหม เจ็บคอหรือเปล่า”

อีกฝ่ายพูดค้างไว้เพียงเท่านั้นแล้วเงียบไป ทำให้คนเป็นพี่รีบรัวคำถามกลับทันทีด้วยความเป็นห่วง

“ใช่ครับผมป่วย ร่างกายผมแย่มากเลยครับตอนนี้ เพราะโรคคิดถึงพี่อาทิตย์มันกำเริบหนักมาก อยากได้กลิ่นหอม ๆ ของพี่อาทิตย์จังเลยครับ”

คำตอบที่ได้รับกลับทำให้อาทิตย์รู้สึกเขินปนหมั่นไส้จนต้องประทุษร้ายหมอนประจำตัวของคนในสายแทนเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก

“อะ...ไอ้บ้า! นอนน้อยใช่ไหมคุณ นอนหลับยาว ๆ ไปเลยนะ ผมจะไปอาบน้ำแล้ว แค่นี้นะ!”

กดวางสายไปแล้ว แต่ใบหน้าขาวเนียนยังคงเจือไว้ด้วยสีแดงระเรื่อลามไปจนถึงใบหู คนที่เพิ่งตื่นรู้สึกร้อนฉ่าไปทั้งหน้าจนต้องใช้มือโบกพัดไล่ความร้อนออกไป ให้ตายเถอะ หมดช่วงข้าวใหม่ปลามันมาตั้งนานแล้วไหม ทำไมเขายังไม่ชินกับสกิลการหยอดของก้องภพเสียที ยิ่งคิดอาทิตย์ก็ยิ่งหงุดหงิดตัวเองที่เลิกคิดถึงใบหน้ายิ้มยียวนกวนประสาทของแฟนเด็กไม่ได้ แสร้งทำหน้าบึ้งได้ไม่ทันไร มุมปากก็พลอยจะยกยิ้มขึ้นมาอยู่ตลอด แล้ววันนี้เขาจะทำงานรอดไหมนะ

 

แม้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะเริ่มเข้าขั้นวิกฤติขึ้นทุกวัน แต่บริษัทของอาทิตย์ก็ยังไม่หยุดกิจการ เนื่องจากผู้บริหารได้ปรับเปลี่ยนนโยบายการผลิตสินค้าใหม่มาตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้ว เมื่อคาดการณ์เอาไว้ว่าโรคระบาดจากประเทศจีนจะลุกลาม และแพร่ไปในทุกประเทศทั่วโลก จากที่เคยผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัวเรือนก็เปลี่ยนมาเป็นการผลิต เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟาเรด (Infrared Thermometer) หรือภาษาที่คนทั่วไปเรียกว่าเครื่องวัดไข้แบบยิงหน้าผาก และกำลังเป็นที่ต้องการในท้องตลาดอย่างมาก ในฐานะฝ่ายจัดซื้ออย่างเขาต้องทำงานหนักมากขึ้นไหนจะศึกษาข้อมูลสินค้าใหม่ และยังต้องหาพันธมิตรคู่ค้าที่จะช่วยให้สายการผลิตของบริษัททำงานได้อย่างราบรื่นไม่หยุกชะงักในช่วงเวลาเช่นนี้ โชคดีว่าที่พักของเขาไม่ได้อยู่ไกลจากบริษัท จึงไม่ต้องไปเสี่ยงกับการแพร่ระบาดของโรคด้วยการใช้รถสาธารณะมากนัก กระนั้นคนที่ยังถูกกักตัวอยู่ที่บ้าน เพื่อสังเกตอาการหลังกลับจากประเทศเสี่ยงก็อดกังวลในสวัสดิภาพของคนรักไม่ได้ ถึงกับออกปากว่าจะขอยืมรถสักคันของบิดาให้อาทิตย์เอาไปใช้ แต่คนขี้เกรงใจก็ยืนกรานปฏิเสธจนก้องภพต้องยอมแพ้ในที่สุด

ย่างเข้าวันที่เจ็ดแล้ว นับตั้งแต่ก้องภพกลับมาจากเมืองจีน เขาถูกมารดาจัดให้พักที่ห้องของแม่บ้านเดิมซึ่งเป็นเรือนแยกออกไปทางด้านหลังตัวบ้าน ส่วนแม่บ้าน และเด็กรับใช้อีกสองคน ก็ได้ย้ายขึ้นไปพักที่ห้องรับรองแขกบนชั้นสองของบ้านเป็นการชั่วคราว แต่ละวันที่ผ่านไปนอกจากใช้เวลาไปกับการทำงานผ่านระบบออนไลน์แล้ว ก้องภพก็แทบไม่ได้พูดคุยกับใครเลย อาหารสามมื้อของเขาถูกยกมาเสิร์ฟ และวางไว้บนโต๊ะตรงระเบียงหน้าห้อง เมื่อผ่านไปสองสามชั่วโมงแม่บ้านก็จะมาเก็บถาดกลับไปทำความสะอาด แม้แต่จะพูดคุยกับบิดามารดาก็ผ่านทางแอพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ

ส่วนคนรักนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง พี่อาทิตย์ของเขาโหมงานหนักกลับบ้านดึกดื่น หากวันไหนกลับมาเร็วก็เป็นเพราะว่าต้องออกไปพบคู่ค้าทางธุรกิจ และหอบงานกลับมาทำต่อที่ห้องจนหลับไป พอรุ่งเช้าก็รีบกระหืดกระหอบไปทำงานเป็นอย่างนี้แทบทุกวัน จนก้องภพอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าคนรักของเขาจะป่วยไปเสียก่อนที่เขาจะครบระยะเวลาถูกกักตัว เขามองภาพคนที่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ตาแทบไม่กะพริบ มือก็รัวแป้นคีย์บอร์ด สลับกับคลิกเม้าส์ไม่ได้หยุด หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ทุกคืน มีหวังได้ป่วยจนต้องหามเข้าโรงพยาบาลในเร็ววันแน่นอน

“พี่อาทิตย์ครับ นอนพักก่อนเถอะครับ พี่โหมงานหนักแบบนี้ติดต่อกันหลายคืนแล้วนะ”

เสียงของก้องภพที่ดังมาจากโทรศัพท์ ทำให้คนที่กำลังง่วนอยู่กับงานต้องละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หันไปมองคนที่เป็นฝ่ายวิดีโอคอลมาหาเขาราวครึ่งชั่วโมงก่อน ทั้งที่บอกไปแล้วว่าเขากำลังเร่งทำงาน แต่แฟนเด็กกลับงอแงขอให้เขาแค่เปิดกล้องเพื่อให้ได้เห็นหน้าว่ากำลังทำอะไรอยู่ก็ยังดี เมื่อได้ยินเสียงเตือนของคนรัก ก็ทำให้คนที่กำลังคร่ำเคร่งกับงานออกอาการหงุดหงิดเล็กน้อยที่ถูกรบกวน แต่ยังพยายามพูดดีด้วย เพราะรับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่ส่งผ่านมากับน้ำเสียงนุ่มนั้น

“อีกนิดเดียวน่า ผมอยากรีบทำให้มันเสร็จ ๆ ไป พรุ่งนี้จะได้รีบส่งให้ฝ่ายผลิตได้ ถ้าคุณง่วงแล้ว จะนอนก่อนก็ได้นะ คุณเองก็ทำงานมาทั้งวันแล้วเหมือนกัน ถึงจะอยู่แต่ในบ้านก็เถอะ”

“แต่ถ้าพี่พักผ่อนไม่พอ ร่างกายจะอ่อนแอแล้วก็ป่วยได้ง่ายนะครับ แล้วถ้าพี่ป่วย งานก็จะต้องหยุดชะงัก คนอื่น ๆ ก็ต้องมาเดือดร้อนทำงานแทนพี่ แบบนี้พี่โอเคเหรอครับ”

เพราะรู้ว่าอาทิตย์เป็นคนทุ่มเทกับงานมากเพียงไหน แถมยังเป็นคนดื้อเงียบ ชอบเอาชนะ ยิ่งห้ามก็ยิ่งไม่ฟัง ขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ขี้เกรงใจ และปฏิเสธคนไม่เก่งด้วย ก้องภพจึงยกเอาจุดอ่อนนั้นขึ้นมาห้ามปราม และพยายามกล่อมให้คนรักของเขายอมวางมือจากงานได้ในที่สุด

“เฮ้อ...คุณนี่นะ โอเค ผมยอมแล้ว คืนนี้นอนก่อนก็ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยรีบตื่นมาทำตอนเช้าแล้วกัน”

คนที่ปั่นงานจนดึกดื่น ถอนหายใจยาวก่อนหันกลับไปกดบันทึกงานที่ทำค้างไว้ แล้วปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ลง เขายกมือขึ้นมานวดตรงหัวคิ้วเบา ๆ พลางเอ่ยกับคนที่จ้องหน้าเขาพร้อมด้วยรอยยิ้มอย่างพอใจที่เห็นเขาล้มตัวลงนอนบนเตียงได้เสียที

“ไม่ต้องห่วงนะครับว่าจะตื่นไม่ไหว เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะช่วยโทร.ปลุกให้เองครับ”

“ขอบคุณนะก้องภพ แล้วก็ เอ่อ...ขอโทษด้วยนะ ทั้งที่คุณเพิ่งกลับมาแท้ ๆ แต่ผมกลับไม่มีเวลาให้คุณเลย เบื่อหรือเปล่า อยู่แต่ที่บ้านทั้งวันไม่ได้ออกไปไหนเลย”

อาทิตย์ขยับตัวนอนหงายราบลงบนเตียง แล้วบิดกายเล็กน้อยไล่ความเมื่อยขบจากการนั่งทำงานอย่างต่อเนื่องมาหลายชั่วโมง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าทุกที แบบที่ทำให้คนฟังต้องแอบอมยิ้มเพราะคนรักของเขากำลังเข้าสู่โหมดขี้อ้อนโดยไม่ได้รู้ตัวเสียเลย

“ไม่เป็นไรครับ ผมแค่เป็นห่วงกลัวพี่ไม่สบาย ก็พี่อาทิตย์ของผมมีแค่คนเดียวในโลกนี่ครับ ถ้าพี่ไม่อยู่ หรือเป็นอะไรไป ผมจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ได้ยังไงกัน แล้วถ้าผมจะเบื่อ ก็ไม่ใช่เพราะต้องอยู่บ้านทั้งวันหรอกครับ แต่เบื่อตัวเองที่ออกไปหา ไปเจอพี่ไม่ได้มากกว่า”

เป็นอีกครั้งที่อาทิตย์รู้สึกตื้นตันใจจนพูดไม่ออก เขารับรู้ได้ว่าทุกสิ่งที่ก้องภพบอกเป็นความรู้สึกที่แท้จริงจากใจ และเขาเองก็คิดแบบนั้นเช่นกัน แทบไม่อยากเชื่อว่าจากจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้องที่ไม่กินเส้นกันเมื่อวันวาน ความรักของพวกเขาจะหวานชื่นยืนยาวมาได้ถึงป่านนี้

“ผมก็เหมือนกันก้องภพ ผมคิดถึงคุณแทบบ้า อยากเจอ อยากสัมผัส อยากกอดคุณแน่น ๆ จะแย่อยู่แล้ว”

เผลอบอกกับคนในจอออกไปด้วยเสียงออดอ้อน แล้วก็ได้แต่ทำหน้าเลิ่กลั่ก ตาโตอย่างตกใจกับประโยคเหล่านั้น เหมือนโลหิตทั้งร่างพากันสูบฉีดขึ้นมาอยู่บนใบหน้า พูดเอง แล้วก็เขินเองจนทำตัวไม่ถูก อาทิตย์คว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงบนอก เพราะไม่อยากถูกคนรักล้อเลียนด้วยมั่นใจว่าใบหน้าของเขาตอนนี้ต้องแดงยิ่งกว่ามะเขือเทศสุกปลั่ง ริมฝีปากก็พลอยยกขึ้นโค้งจนแทบจะถึงหูได้อยู่แล้ว โดยไม่ได้รู้เลยว่าเสียงหัวใจของเขาที่เต้นตุบ ๆ อยู่ตอนนี้ดังลอดเข้าไปให้คนที่อยู่อีกฟากฝั่งได้ยินอย่างชัดเจนแล้ว ความอดทนที่ก้องภพมีอยู่แทบขาดผึงอยากมุดเข้าไปในโทรศัพท์แล้วดึงตัวคนรักเข้ามากอดรัดฟัดเหวี่ยงให้จมอกเหลือเกิน

“อีกแค่เจ็ดวันเองครับ ทนหน่อยนะครับพี่อาทิตย์ ครบกำหนดแล้วผมจะรีบไปหา ไปกอดพี่แน่น ๆ ให้หายคิดถึงเลยครับ”

ก้องภพเอ่ย ทั้งปลอบคนในสาย ทั้งปลอบใจตัวเองไปด้วย แค่เห็นหน้ากันผ่านจอโทรศัพท์ นับวันก็ดูเหมือนจะไม่พอเสียแล้ว นึกไปถึงช่วงที่เรียนต่อเป็นเวลาเกือบปี ตอนนั้นเขาอดทนไม่ได้เจอกับคนรักนานขนาดนั้นได้อย่างไรนะ ดูเอาเถิดตอนนี้แค่เจ็ดวันก็ทำเอาหัวใจเหี่ยวเฉาเหมือนต้นไม้ที่ไม่ได้รดน้ำมาแรมเดือนเสียแล้ว

“รู้แล้วน่า ดึกแล้ว นอนกันเถอะ พรุ่งนี้เรายังมีงานต้องทำอีกเยอะ ฝันดีนะก้องภพ”

เป็นอาทิตย์เองที่รีบชิงตัดบทก่อน ด้วยรู้ตัวว่าหากคุยต่อไปเรื่อย ๆ คงเป็นเขานี่แหละที่จะยับยั้งความรู้สึกเอาไว้ไม่อยู่ เผลอโบกรถแท็กซี่แล้วบึ่งไปหาคนรักถึงที่บ้านเองเพราะทนคิดถึงไม่ไหว เขายกโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกล่าวลาคนในหน้าจอ ดวงตากลมโตจ้องมองภาพของคนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหัวเตียงด้วยสายตาหวานเชื่อม

“ราตรีสวัสดิ์ ฝันดี ฝันถึงผมด้วยนะครับพี่อาทิตย์ รักนะครับพี่ไออุ่นของผม”

ก้องภพเอ่ยทิ้งท้ายพลางส่งยิ้มแสนอ่อนโยนให้กับคนรัก มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาลูบหน้าจอบนตำแหน่งที่ตรงกับพวงแก้มกลมนั้น แล้วจึงวางโทรศัพท์ลงเมื่ออีกฝ่ายวางสายไปแล้ว ความน่ารักของพี่อาทิตย์โหมดขี้อ้อนนี้ทำให้หัวใจของก้องภพทำงานหนักมาก ไหนจะผิวขาวสว่างที่โผล่พ้นขึ้นมาจากคอเสื้อนอนตัวโปรดที่เนื้อผ้าทั้งนุ่มนิ่มและยืดย้วยจนเผยให้เห็นร่องไหปลาร้า และลาดไหล่เนียนละเอียดนั้นอีก แค่นึกภาพคนที่นอนหลับใหลแบบไม่ระมัดระวังตัวจนชายเสื้อเลิกขึ้นมาถึงชายโครงให้เขาต้องแอบโน้มหน้าลงไปฝังจมูกซุกไซ้หน้าท้องแบนราบแต่นุ่มนวลแทบทุกครั้งที่ได้นอนเคียงข้างกาย แล้วเจ็ดวันหลังจากนี้เขาจะทนข่มใจให้เฝ้ามองเพียงแค่ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมนี้ได้อย่างไรกัน

 

การใช้เวลาอยู่กับตัวเองบางครั้งมันก็ดี แต่หากนานเกินไปก็จะทำให้เกิดความคิดฟุ้งซ่านได้ง่าย

 

การกักตัวเพื่อเฝ้าสังเกตอาการของก้องภพล่วงเลยเข้าสู่วันที่สิบสามแล้ว อีกเพียงแค่วันเดียวเท่านั้นก็จะได้รับอิสรภาพกลับคืนมา ทว่า เช้านี้เขาตื่นมาด้วยอาการเจ็บคอ ตัวรุม ๆ เหมือนจะมีไข้ สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในความคิดก็คือ เขากำลังป่วยด้วยอาการของโรคระบาดนั้นหรือเปล่า

จากการเสพข่าวผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียทุกวัน ทำให้ก้องภพเริ่มวิตกกังวลขึ้นมาไม่น้อย เขารีบโทร.หาบิดา บอกให้ส่งตัวเขาไปโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจหาเชื้อในทันที แต่เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากที่รอเข้ารับการตรวจวินิจฉัย อีกทั้งอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือของโรงพยาบาลที่เคยครบครัน กลับมีอย่างจำกัด และไม่เพียงพอต่อการให้บริการในเวลานี้ ทำให้จากที่ควรจะได้รับผลตรวจภายใน 6-8 ชั่วโมง กลับกลายเป็นต้องรอผลข้ามวันข้ามคืน ยิ่งสร้างความทรมานใจให้กับคนที่เริ่มมีอาการป่วยมากขึ้นเป็นทวีคูณ เขาได้แต่เก็บความกังวลใจเอาไว้ไม่กล้าแม้แต่จะโทร.หาคนรักอย่างที่เคย นับเป็นโชคดีหรือโชคร้ายไม่รู้ได้ เพราะอาทิตย์เองก็ยุ่งอยู่กับงานทั้งวันจนไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะเป็นฝ่ายโทร.หาเขาก่อนเช่นกัน

เช้าของการกักตัววันที่สิบสี่ ก้องภพเดินวนเวียนไปมาอยู่ในห้องเหมือนหนูติดจั่น นั่งก็แล้ว นอนก็แล้ว ทำงานต่าง ๆ ที่คั่งค้างจนเรียบร้อยก็ยังไม่ได้รับโทรศัพท์รายงานผลการตรวจสักที ข้าวปลาอาหารที่แม่บ้านยกมาให้เขาก็แทบไม่ได้แตะเลยสักนิด เพราะใจยังคงจดจ่อรอสายเรียกเข้าจากโรงพยาบาลแทบไม่เป็นอันทำอะไร ได้แต่นอนเหยียดกายยืดยาวอยู่บนพื้นมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ตั้งค่าภาพพักหน้าจอเป็นรูปคู่ของเขาและคนรักเอาไว้ สลับกับถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทั่งเสียงเรียกเข้าที่รอคอยดังขึ้นมา มือเรียวรีบกดรับสายอย่างรีบเร่ง พลางกรอกเสียงลงไปเมื่อได้ยินเสียงจากปลายสาย

“สวัสดีค่ะ คุณก้องภพ สุทธิลักษณ์ หรือเปล่าคะ”

“คะ...ครับ ผมก้องภพพูดสายครับ”

ก้องภพรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ทั้งตื่นเต้น ระคนกังวลไปหมด แม้ยังไม่รู้ว่าคนที่โทร.เข้ามาจะแจ้งผลแก่เขาอย่างไร แต่มือที่กำโทรศัพท์ไว้แน่น กลับชุ่มไปด้วยเหงื่อ และรับรู้ได้ว่าเสียงของเขาสั่นไม่น้อย ยามที่เอ่ยตอบกลับไป

“ทางโรงพยาบาลจะโทร.มาแจ้งว่าผลการตรวจของคุณ...”

 

 

ทางด้านของอาทิตย์นั้น หลังจากที่ดำเนินการจัดซื้อวัสดุสำหรับการผลิตสินค้าล็อตสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว เขาก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ยิ่งเมื่อทราบว่าผู้บริหารพร้อมที่จะหยุดกิจการชั่วคราว และอนุญาตให้พนักงานทุกคนได้หยุดอยู่บ้าน เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค โดยที่ยังได้รับเงินเดือนเหมือนเดิม ก็ทำให้เขารู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก เพราะวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่คนรักครบกำหนดต้องกักตัว 14 วัน พอดี เขารีบจัดการเคลียร์งานทุกอย่างจนเรียบร้อย และเตรียมตัวกลับไปทำความสะอาดห้องพักเพื่อรอต้อนรับการกลับมาของคนรัก ระหว่างนั้นเขาจึงรีบโทร.หาก้องภพเพื่อจะบอกข่าวให้อีกฝ่ายได้รู้ แต่กลับพบว่าโทรศัพท์ของก้องภพไม่มีสัญญาณเสียอย่างนั้น

“หรือว่าก้องภพจะทำงานจนไม่ได้ดูว่าโทรศัพท์แบตหมดไปแล้ว เดี๋ยวค่ำ ๆ ค่อยโทร.ไปอีกทีแล้วกัน”

อาทิตย์มองภาพบนหน้าจอมือถือของตัวเอง แล้วส่ายหน้าน้อย ๆ แต่อดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกว่าคนรักจะทำหน้าดีใจแค่ไหนเมื่อรู้ว่าเขาจะได้หยุดงานครึ่งเดือนตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไป ใบหน้าเบิกบานของอาทิตย์หาได้รอดพ้นไปจากสายตาของเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศ ทั้งเอิร์ธ ส้มโอ รวมถึงต๊อด พากันแซวยกใหญ่ที่เห็นเขายิ้มไม่หุบเมื่อรู้ว่าจะได้หยุดพร้อมกับที่คนรักครบกำหนดการกักตัวพอดี ยิ่งโต้ตอบก็ยิ่งถูกล้อเลียนว่าดีใจจนออกนอกหน้า อาทิตย์จึงรีบหนีกลับห้องทันทีที่งานเสร็จ

หลังจากอาบน้ำอาบท่า ซักเสื้อผ้าชุดทำงานที่ใส่ออกไปตะลอนทั้งวันเรียบร้อยแล้ว อาทิตย์ก็มานั่งเช็ดผมที่เปียกชื้นอยู่บนเตียง พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดต่อสายไปหาคนรัก คราวนี้เสียงสัญญาณรอสายกลับมาเป็นปกติแล้ว ท่าทางก้องภพคงเพิ่งรู้ตัวว่าโทรศัพท์แบตหมดไปเมื่อตอนบ่าย แต่ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้อาทิตย์เริ่มกังวลจนอดว้าวุ่นใจไม่ได้ เมื่อสัญญาณเรียกเข้าดังต่อเนื่องยาวนาน จนดับไปสองสามครั้งก็ยังไม่มีทีท่าว่าเจ้าของเครื่องจะรับสาย

“ไปไหนของเขาเนี่ย โทรศัพท์ก็ไม่รับ ไม่สบาย เป็นลมเป็นแล้งไปหรือเปล่านะ”

ลองกดโทร.เข้าไปอีกสองสามครั้งก็ยังคงเป็นเช่นเดิม อาทิตย์เริ่มกังวลจนนั่งไม่ติด ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจโทร.เข้าบ้านของก้องภพแทน เสียงจากปลายสายทำให้อาทิตย์ยิ่งตื่นเต้นกว่าเก่า เขาจำได้ทันทีว่าเสียงนั้นคือผู้มีอำนาจสูงสุดของบ้าน แม้ว่าที่บ้านของก้องภพจะยอมรับความสัมพันธ์ของพวกเขาแล้วก็ตาม ทว่า อาทิตย์ก็ยังรู้สึกไม่ชินนักกับการที่จะต้องพูดคุยกับคุณเกริกไกร เจ้าของกิจการซึ่งเป็นพันธมิตรที่ดีของบริษัทเขา ในฐานะบิดาของคนรัก

“เอ่อ คุณเกริกไกร ผมอาทิตย์เองครับ พอดีว่าผมโทร.หาก้องภพหลายรอบแล้ว แต่เขาไม่ได้รับสาย ก็เลย...”

“นึกว่าใคร บอกตั้งหลายครั้งแล้วว่าอย่าเรียกคุณเกริกไกร คุณเป็นแฟนของลูกชายผม ก็เรียกผมว่าพ่อเหมือนที่เจ้าก้องเรียกเถอะ”

น้ำเสียงเข้มในตอนแรก ทำเอาอาทิตย์แทบหัวใจหยุดเต้น ก่อนจะผ่อนคลายลงเมื่ออีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี ลงท้ายเขาก็ไม่วายถูกแกล้งอีกจนได้ พ่อลูกคู่นี้นิสัยเหมือนกันไม่มีผิด ชอบแกล้งให้เขาตกใจเล่นอยู่เรื่อย

“ครับ คุณ เอ่อ คุณพ่อ ก้องภพเขาเป็นยังไงบ้างครับ พอดีเห็นเขาไม่รับสายผมเลยตั้งแต่บ่าย ไม่ทราบว่าติดประชุม หรือคุยงานกับลูกค้าอยู่หรือเปล่าครับ ผม...ผมเป็นห่วง กลัวว่าเขาจะทำงานหนักจนไม่ยอมพักผ่อนน่ะครับ”

“อ้าว เจ้าลูกคนนี้ สงสัยจะยังทำใจไม่ได้สินะ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกอาทิตย์ เจ้าก้องน่ะไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก...”

 

หลังได้ฟังความจากบิดาของคนรักแล้ว อาทิตย์ก็ได้แต่อึ้งไปพักใหญ่ สาเหตุที่ก้องภพไม่ยอมรับโทรศัพท์เขา เป็นเพราะอาการเจ็บคอ และมีไข้ต่ำ ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า ทำให้ต้องถูกส่งตัวไปตรวจวินิจฉัยอีกครั้ง แม้ว่าจะได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าไม่พบเชื้อไวรัสไปตั้งแต่วันแรก ๆ ที่กลับมาเมืองไทยแล้วก็ตาม และเพราะเหตุนี้เองเป็นผลให้ก้องภพต้องถูกกักตัวเพิ่มเพื่อสังเกตอาการอีกเจ็ดวัน หรือเร็วกว่านั้น หากได้รับการยืนยันผลตรวจเป็นที่แน่ชัดว่าไม่พบเชื้อ สมองของอาทิตย์เบลอไปชั่วครู่ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เขารีบกดรับสายทันทีเมื่อเห็นภาพว่าใครโทร.เข้ามา

“ก้องภพ คุณเป็นยังไงบ้าง ทำไมคุณ...เอ่อ คุณโอเคไหม นอกจากเจ็บคอแล้ว มีอาการป่วยอย่างอื่นอีกหรือเปล่า”

จากที่ตั้งใจว่าจะบ่นให้อีกฝ่ายหูชากันไปข้างหนึ่ง แต่เสียงถอนหายใจที่ดังนำขึ้นมาก่อน ทำให้อาทิตย์จำต้องหยุดประโยคชวนให้ผิดใจกันไว้ในลำคอ พลางเอ่ยถามเสียงอ่อนอย่างนึกสงสารอีกฝ่ายจับใจ

“พ่อบอกพี่อาทิตย์แล้วใช่ไหมครับว่าผมต้องอยู่ที่นี่ต่ออีกสักพัก”

น้ำเสียงอ่อยจากปลายสายทำให้หัวใจของอาทิตย์พลันวูบโหวง นึกอยากโกรธที่อีกฝ่ายไม่รับสายเขาหลายครั้งก็โกรธไม่ลง

“อื้อ...ผมรู้แล้ว ไม่เอาน่า อย่าคิดมากสิ คุณไม่ป่วยง่าย ๆ หรอก”

“แต่ว่าผมจะยังไม่ได้เจอกับพี่อีกตั้งเจ็ดวันเชียวนะครับ ทั้งที่พรุ่งนี้ก็จะครบกำหนดแล้วแท้ ๆ มาป่วยอะไรตอนนี้ก็ไม่รู้ ผมอยากฟัดพี่จะแย่อยู่แล้ว ฮือออ”

ความสงสารเมื่อครู่แทบสลายหายไปในทันทีหลังจากที่อาทิตย์ได้รู้เหตุผลที่ทำให้คนถูกกักตัวเพิ่มหัวเสีย ไม่ปฏิเสธว่าครั้งแรกที่ได้รับรู้ตัวเขาเองก็แอบหวั่นใจไม่น้อย กลัวว่าคนรักจะป่วย กลัวว่าจะไม่ใช่แค่อยู่ห่างสักพักแต่ต้องพลัดพรากจากกันไปตลอดกาล แต่ตอนนี้เขาชักอยากจะโน้มศีรษะอีกฝ่ายมาเขย่าแรง ๆ สักสองสามที อยากรู้นักว่าในหัวนี่ไม่คิดอย่างอื่นเลยใช่ไหมนอกจากเรื่องที่จะจับเขาฟัดอยู่ท่าเดียว หรือบางทีอาจจะหลายท่าก็ได้เพราะไม่ได้เจอกันนานแล้ว ไม่สิ นี่เขาคิดไปถึงเรื่องพรรค์นั้นได้อย่างไรกัน อาทิตย์สะบัดศีรษะตัวเองไล่ความคิดติดเรทของตัวเองออกไป แล้วพยายามดึงสติตัวเองกลับมาอีกครั้ง

“พอเลยคุณ แทนที่จะห่วงสุขภาพตัวเอง มาห่วงเรื่องอะไรก็ไม่รู้ เออ จริงสิ เกือบลืมไปเลย ที่ออฟฟิศผมให้พนักงานหยุดงาน แล้วเริ่มทำงานจากที่บ้านตั้งแต่วันพรุ่งนี้แล้วนะ พี่ดนัยเพิ่งเรียกพวกเราไปคุยเมื่อเช้านี้เอง”

“จริงเหรอครับพี่อาทิตย์ ดีจัง แบบนี้พี่ก็ไม่ต้องไปเสี่ยงอันตรายกับโรคนั้นแล้วสิ โธ่! พี่ได้อยู่ห้องแล้วแท้ ๆ แต่ผมกลับต้องถูกขังอยู่นี่อีกตั้งหลายวัน สวรรค์กลั่นแกล้งกันชัดๆ ฮือออ”

ทั้งที่อุตส่าห์บอกเรื่องน่าดีใจออกไป แต่คนรักก็ยังวกกลับมาเข้าเรื่องเดิมอีกจนได้ แถมยังทำน้ำเสียงงอแงเหมือนเด็กถูกขัดใจไม่ให้เล่นของเล่นเสียอย่างนั้น จนอาทิตย์ได้แต่ยกมือขึ้นกุมขมับ รู้สึกปวดหัวตุบ ๆ ทันที นึกในใจว่านี่เขามีแฟนหรือมีลูกกันแน่ ถ้าอยู่ใกล้จะจับตีให้ก้นลายเสียเลย ก่อนจะเอ่ยตัดบทเพื่อให้คนป่วยได้พัก

“เลิกโยเยได้แล้วคุณ ดึกแล้วไปอาบน้ำอาบท่านอนซะ พักผ่อนเยอะ ๆ ร่างกายจะได้แข็งแรง”

“นี่ก็แข็งจะแย่แล้วนะครับ ยิ่งคุยกับพี่ก็ยิ่ง...”

คนปลายสายสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงทะเล้น แต่เล่นเอาคนฟังถึงกับหน้าแดงระเรื่อเมื่อนึกภาพตามว่าส่วนใดที่แข็งแรงที่สุดในร่างกายคนรัก

“ก้องภพ!!! คุณนี่มัน...”

“โธ่! อย่าเพิ่งดุสิครับ ผมหมายถึงว่าแค่ได้คุยกับพี่ หัวใจของผมก็แข็งแรงแล้ว สุขภาพจิตดี สุขภาพกายก็จะดีด้วยไงครับ ยิ้มหน่อยนะ นะคร้าบ ผมชอบเวลาพี่อาทิตย์ยิ้มนะครับ พี่น่ารักขนาดนี้ ให้นอนมองทั้งวันเลยก็ได้”

มุกห้าบาทสิบบาทของแฟนหนุ่ม ทำให้อาทิตย์กลุ้มใจจนรู้สึกเหมือนคิดไปเองที่ได้ยินเสียงเส้นเลือดในสมองแตกเปรี๊ยะ จนเลือดไหลมากองอยู่ตรงสองข้างแก้มให้รู้สึกเห่อร้อนไปหมด ถ้ายังขืนคุยต่อปากต่อคำไม่จบไม่สิ้นแบบนี้ต่อไปเห็นทีว่าคืนนี้พวกเขาคงไม่ได้นอน

“งั้นก็มองหน้าจอมือถือไปแล้วกัน ผมง่วง จะไปนอนแล้ว แค่นี้นะ!”

คนขี้เขินวางสายไปแล้ว ก้องภพได้แต่ยิ้มขำกับภาพของคนรักบนหน้าจอโทรศัพท์ ก่อนจะถอนหายใจยาวเมื่อความกังวลย้อนกลับเข้ามาในสมองของเขาอีกระลอก แกล้งทำเป็นหยอดคนรักอย่างอารมณ์ดีไปแบบนั้น ก็เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายมานั่งหวั่นวิตกไปกับเขาด้วย ความมุ่งมั่นจริงจังกับทุกสิ่งของพี่อาทิตย์หากจะมองว่าเป็นข้อดีก็ใช่ แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นข้อเสียเช่นกันเพราะมันจะทำให้คนรักของเขาคิดวกวนซ้ำไปซ้ำมาเหมือนคนย้ำคิดย้ำทำ เขารู้ว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงแต่ก็ไม่อยากให้ต้องมาทนทุกข์ทรมานไปด้วย ใบหน้าเศร้ากับน้ำตาของพี่อาทิตย์ที่เขารักเป็นสิ่งที่ก้องภพเกลียดมากที่สุดในชีวิต เพราะมันทำให้หัวใจของเขาเจ็บจนแทบทนไม่ไหว มือเรียวยกโทรศัพท์มือถือของตนขึ้นมา แล้วก้มหน้าลงจุมพิตไปบนหน้าจอที่เย็นชืดนั้น

“ขอโทษนะครับพี่อาทิตย์ ขอโทษที่เราต้องห่างกันอีกสักพัก ถ้าพ้นช่วงกักตัวเมื่อไหร่ ผมสัญญาว่าจะชดเชยความรักและความคิดถึงให้พี่อย่างเต็มที่แน่นอนครับ”

 

ผ่านพ้น 14 วันอันตรายมาแล้ว แต่เนื่องจากอาการป่วยที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนทำให้ก้องภพถูกกักตัวเพิ่มอย่างต่อเนื่องไปอีก 7 วัน ทว่า ความรู้สึกของเขาก็ไม่ได้แย่นักเมื่อคนรักของเขาใช้เวลาที่ว่างเว้นจากการได้หยุดงาน มาปรุงเมนูอาหารให้เขาแล้วส่งผ่านบริการเดลิเวอรี่มาให้ถึงที่บ้าน แม้ว่าแต่ละวันจะเป็นเมนูไข่ที่อุดมไปด้วยโปรตีนอย่างข้าวไข่เจียวหมูสับสูตรพิเศษ ไข่ตุ๋นมังกรหยกแบบที่เขาเคยทำให้บ้างล่ะ ยำไข่ดาวที่แยกน้ำยำมาให้อย่างดี ล่าสุดเมนูเด็ดของวันนี้คือไข่ลูกเขย ไข่ต้มทอดกรอบ ๆ ราดด้วยน้ำซอสมะขามเปียก ที่หอมกรุ่นรสชาติละมุนลิ้น จนก้องภพเริ่มติดใจในเสน่ห์ปลายจวัก พอ ๆ กับที่อาทิตย์เพิ่งค้นพบว่าตัวเขามีพรสวรรค์เรื่องการทำอาหารอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

“เป็นยังไงบ้างก้องภพ อาหารวันนี้รสชาติถูกปากคุณไหม ผมเพิ่งลองหัดทำครั้งแรกเลย มันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดนะ พรุ่งนี้คุณอยากกินอะไรล่ะ เดี๋ยวผมจะได้ลองหัดทำดู”

แฟนหนุ่มรุ่นพี่ส่งเสียงเจื้อยแจ้วเข้ามาในโทรศัพท์ ก้องภพมองคนที่กำลังสาละวนอยู่กับการก้ม ๆ เงย ๆ หน้าตู้เย็น เพื่อสำรวจดูว่ายังมีวัตถุดิบอะไรเหลือพอให้ทำเป็นอาหารมื้อต่อไปอยู่บ้าง แล้วก็ได้แต่เหม่อคิดเพ้อละเมอไปไกล กระทั่งลืมตัวเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกไป

“ผมอยากกินพี่อาทิตย์ได้ไหมครับ”

“ก้องภพ! เอาอีกแล้วนะ นี่ผมถามจริงจัง ทำไมคุณชอบลากไปเรื่องใต้สะดืออยู่เรื่อยเลยวะ”

คนที่กำลังสำรวจตู้เย็นหันกลับมาทางโทรศัพท์พลางมองค้อนขวับทำตาเขียวปั้ดใส่เขาทันที เล่นเอาก้องภพถึงกับสะดุ้งหน้าหงอเมื่อได้ยินเสียงตวาดดังลั่นเข้ามาในสาย

“ก็พี่น่ากินจริง ๆ นี่ครับ”

อุตส่าห์พูดตอบอ้อมแอ้มเสียงเบาแล้ว แต่คนที่ยืนเท้าสะเอวมองมาด้วยสายตาดุก็เหมือนจะยังได้ยินอยู่ดี คนถูกกักตัวแอบลอบถอนหายใจยาวและกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ภาพการ์ตูนล้อเลียนความเป็นพ่อบ้านใจกล้าแวบเข้ามาในหัวทันที เผลอยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลซึมลงมาตรงขมับแล้วตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มแหย

“เอ่อ ผมหมายถึงกินอะไรก็ได้ครับ พี่อาทิตย์ทำอะไรมาก็น่ากินทั้งนั้น อร่อยถูกปากผมทุกอย่างเลยครับ ดูสิเนี่ย หน้าผมกลมขึ้นแค่ไหน คางสองชั้นเริ่มมาแล้ว”

“รู้จักอดกลั้นบ้างคุณน่ะ อีกแค่ไม่กี่วันก็จะได้เจอกันแล้ว ทนอีกหน่อยสิ ผมเองก็คิดถึงคุณเหมือนกันนะ”

ใบหน้าที่แสร้งทำเป็นดุอยู่เมื่อครู่ พลันเปลี่ยนสีหน้ากลายเป็นออดอ้อน สายตาเว้าวอนนั้นชวนให้หัวใจก้องภพเต้นถี่รัวจนต้องยกมือขึ้นมากุมตรงหน้าอกด้านซ้ายเอาไว้ พี่อาทิตย์ของเขาทำไมถึงได้น่ารักแบบมีพลังทำลายล้างมากมายขนาดนี้ สองวัน อีกแค่สองวันเท่านั้น เขาสะกดจิตตัวเองให้สงบใจ และหยุดความคิดฟุ้งซ่านระดับสิบแปดบวกเหล่านั้นเอาไว้ พลางสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ กำมือแน่นจนสั่นเทิ้ม พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกตัวเองเต็มที่

“เข้าใจแล้วครับ รอผมก่อนนะ อีกสองวันผมจะไปกอดแน่น ๆ ให้แบนเป็นกระดาษเลยครับ”

“อื้อ...ผมรอคุณอยู่ที่ห้องนี้ ไม่ไปไหนหรอกน่า”

อาทิตย์อมยิ้มน้อย ๆ พลางแกล้งทำท่าขยิบตาข้างหนึ่งส่งให้คนรัก ทำเอาคนที่ได้เห็นใจแทบพังเพราะถูกโจมตีเข้าตรงกลางหัวใจแบบรัว ๆ ตกลงว่าแฟนหนุ่มรุ่นพี่บอกให้เขาฝึกความอดทน หรือตั้งใจจะแกล้งยั่วให้อยากแล้วจากไปกันแน่ มาถึงตอนนี้ก้องภพชักเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้ว จึงเป็นฝ่ายเอ่ยตัดบทก่อนที่จะถูกปั่นป่วนหัวใจมากไปกว่านี้

“ผม...ผมมีงานค้างอยู่ เอาไว้ค่อยคุยกันใหม่นะครับ”

 

ในที่สุดวันที่รอคอยก็มาถึง หลังจากก้องภพได้รับคำวินิจฉัยยืนยันจากห้องแล็บของโรงพยาบาลถึงสองแห่งว่าเขาไม่ได้ติดเชื้อไวรัสร้ายแรงนั้นแต่อย่างใด อาการป่วยที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการกินทุเรียนมากเกินไปในวันเดียว ก็ใครใช้ให้มีคนเล่นท้าแข่งกินทุเรียนโชว์ในโลกโซเชียลมีเดีย เพื่อหาเงินสมทบทุนไปขอคนรักแต่งงานกันเล่า ทำเอาเขาเกิดอาการเปรี้ยวปากอยากกินทุเรียนบ้างทั้งที่เคยไม่ชอบกินมาก่อน จนต้องให้แม่บ้านไปหาซื้อมาให้วุ่นวาย แถมยังลืมตัวกินไปคนเดียวถึงสองลูกเต็ม ๆ ไม่ร้อนในจนถึงขนาดต้องแอดมิทเข้าโรงพยาบาลก็ดีแค่ไหนแล้ว อย่าได้ไปบอกให้พี่อาทิตย์ของเขาได้รู้ความจริงเลยเชียว มีหวังโดนบ่นจนหูชาสามวันห้าวันก็ยังไม่จบแน่นอน

“ไง เจ้าชายทุเรียน หายดีแล้วสิเรา พอรู้ว่าจะได้กลับไปหาแฟนแล้วเนี่ย หน้าตาเบิกบานเชียวนะ”

ทันทีที่ก้องภพได้ก้าวขาออกมาจากห้องสี่เหลี่ยมอันแสนน่าเบื่อที่เขาใช้ชีวิตแบบนั่งกินนอนกินทุกวันจนแทบจะเป็นเพื่อนเล่นกับจิ้งจกบนเพดานได้อยู่แล้วนั้น ก็ถูกผู้เป็นบิดาหยอกล้อเสียหนึ่งยก เล่นเอาเจ้าของฉายาเจ้าชายทุเรียนถึงกับหน้างอง้ำ แล้วรีบหันไปพิงศีรษะซบไหล่ฟ้องมารดาที่ยืนอยู่ข้างกันทันทีเหมือนเด็กไม่ยอมโต

“แม่ครับ พ่อล้อผมอะ”

“ก็มันน่าล้อไหมเล่า คนอะไรกินทุเรียนจนไข้ขึ้น แม่น่ะอยากจะโทร.ไปฟ้องพี่อาทิตย์ของลูกเหลือเกิน”

“โธ่! แม่ครับ ไม่เอา อย่าทำใจร้ายกับลูกแบบนี้สิครับ”

หวังจะให้มารดาช่วยเหลือ แต่กลับกลายเป็นเหยื่ออารมณ์ไปอีกคน ใช่สิ ตั้งแต่ครอบครัวของเขายอมรับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพี่อาทิตย์ในฐานะคนรักของลูกชาย นับตั้งแต่นั้นแฟนหนุ่มรุ่นพี่ก็เหมือนลูกรักอีกคนของบุพการีไปโดยปริยาย กลายเป็นเขานี่แหละที่ถูกเมินเหมือนหมาหัวเน่าที่ใครต่อใครไม่สนใจ สำหรับบิดาเขารู้อยู่แล้วว่าท่านชื่นชมความตั้งใจในการทำงานของพี่อาทิตย์มากแค่ไหน แต่มารดาของเขานี่สิเห็นว่าถูกชะตากับกิริยาท่าทางที่ช่างพูดช่างคุยเอาอกเอาใจผู้ใหญ่ ทั้งพี่สาวคนโต และคนกลางที่พากันหลงใหลในความน่ารักจนหัวปักหัวปำหมดแล้ว คิดไปก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่คนรักเข้ากับคนในครอบครัวของเขาได้ดี แม้ว่าตอนแรกจะกังวลใจไม่น้อยที่ต้องเปิดเผยเรื่องความสัมพันธ์ให้ทุกคนได้รู้ก็ตาม

“เจ้าลูกแหง่ เอ๊ย ไป ๆ อยากอ้อนก็ไปอ้อนแฟนเรานู่น นี่แฟนพ่อ พ่อหวง”

เกริกไกรมองภาพลูกชายทำหน้างอปากคว่ำแล้วก็ได้แต่หัวเราะขำ ก่อนจะเอื้อมมือไปโอบไหล่ภรรยาพลางโบกมือไล่คนเพิ่งได้รับอิสรภาพจากการถูกกักกันให้ไปเสียที เขารู้ดีว่าในเวลานี้มีใครอีกคนที่กำลังรอการกลับไปของลูกชายคนเล็กอยู่ ใครคนนั้นผู้เปรียบเสมือนดวงใจอีกครึ่งดวงของเจ้าตัว

“งั้นผมไปก่อนนะครับ”

ก้องภพกล่าวพร้อมกับยกมือไหว้บุพการีทั้งสอง แล้วจึงเดินไปยังรถที่คนขับรถได้จอดเตรียมไว้ให้ตรงหน้าบ้านแล้ว เขาก้าวขึ้นไปนั่งยังเบาะฝั่งคนขับ ก่อนจะพารถสปอร์ตสีส้มคู่ใจพุ่งทะยานออกไปโดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่หอพักของคนรัก

 

เพียงแค่เปิดประตูเข้าไปในห้อง กลิ่นหอมกรุ่นอันแสนคุ้นเคยก็ลอยมาเตะจมูกให้ก้องภพได้สูดหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด เบื้องหน้าของเขาคือชายหนุ่มผิวขาวที่ยืนส่งยิ้มกว้างให้เขาจนตาหยี พลางอ้าแขนทั้งสองออกกว้างพร้อมกับคำทักทายที่ไม่ใช่เพียงแค่เสียงที่ดังออกมาจากหน้าจอโทรศัพท์เหมือนหลายวันที่ผ่านมาอีกแล้ว

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะก้องภพ”

“ผมกลับมาแล้วครับพี่อาทิตย์”

สองร่างกอดกระชับวงแขนเข้าหากันแน่นสนิทจนแทบไร้ช่องว่างให้แม้แต่อากาศผ่านไปได้ คนอ่อนวัยกว่าโถมตัวเข้าใส่แฟนหนุ่มรุ่นพี่ แล้วฉวยโอกาสกดปลายจมูกลงบนแก้มเนียนใสสูดกลิ่นหอมหวนที่แสนคิดถึงดังฟอดใหญ่ คนเนื้อตัวนุ่มนิ่มในอ้อมแขนบ่ายเบี่ยงเอียงหน้าหลบซ้ายขวาแบบพอเป็นพิธี ก่อนที่มือป้อมนั้นจะโอบรั้งร่างของเขาเข้าหาตัวแน่นกว่าเดิม พร้อมกับคำพูดเสียงดังอู้อี้ที่มาพร้อมความเปียกชื้นบนบ่า

“ผมคิดถึงคุณมากเลยก้องภพ ไม่อยากเชื่อว่าแค่ยี่สิบเอ็ดวันนี่มันนานเหมือนเป็นปีเลยเนอะ”

“แค่อะไรกันครับ ตั้งยี่สิบเอ็ดวันต่างหาก รู้ไหมว่าผมอยากกอดพี่อาทิตย์มากแค่ไหน แต่ละวันนานเหมือนเป็นปี ผมคิดถึงพี่จนแทบจะลงแดงตายแล้วครับ”

พอโดนหยอดคำหวานเข้าใส่ คนขี้เขินอย่างอาทิตย์ก็ออกอาการเห่อร้อนไปทั้งหน้า ผิวขาวอมชมพูนั้นแดงแปร๊ดขึ้นมาทันที เขาก้าวถอยหลังไปเล็กน้อย เหมือนจะผละออกจากอ้อมแขนของแฟนเด็กกว่า แต่วงแขนแข็งแรงนั้นกลับรั้งเอาไว้ไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปง่าย ๆ

“พูดเวอร์ไปแล้วคุณ ผมไม่ใช่ยาเสพติดนะ มาลงแดงอะไรกัน”

“พี่ไม่รู้ตัวเลยเหรอครับ ว่าผมติดพี่มากขนาดว่าวัดถ้ำกระบอกต้องหนักใจเพราะไม่รู้ว่าจะหาวิธีไหนมาทำให้ผมเลิกเสพติดทั้งกลิ่นหอม ๆ นี้ ทั้งผิวนุ่ม ๆ นี่ด้วย”

ไม่พูดเปล่า ก้องภพยังพิสูจน์คำพูดของตัวเองด้วยการฝังจมูกลงบนซอกคอหอมกรุ่นของคนรัก มือเรียวทั้งสองข้างก็เริ่มลูบไล้ไปบนเรือนกายที่แม้จะมีกล้ามเนื้ออยู่บ้างแต่ก็ให้สัมผัสนุ่มนวลมากกว่าการกอดตัวเองเหมือนแต่ละวันที่ผ่านมาเป็นหลายเท่า ทำเอาคนที่เพิ่งรู้ตัวว่าถูกลวนลามรีบปัดป้องตัวเองเป็นพัลวัน

“เดี๋ยว! ก้องภพ ทำอะไรของคุณเนี่ย นะ...นี่มันยังกลางวันแสก ๆ อยู่เลย”

“หมายความว่าถ้ามืดแล้ว ผมจะกินพี่แทนข้าวเย็นได้ใช่ไหมครับ พี่อาทิตย์”

ดูเหมือนว่าคนอายุมากกว่าจะเผลอตกหลุมกับดักคำพูดของตัวเองเข้าแล้ว เมื่อเงยหน้าขึ้นไปเห็นสายตาเป็นประกายวาววับของแฟนเด็ก สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของอาทิตย์ร้องบอกเสียงดังว่าให้หนีไปก่อนจะถูกหมาป่าตัวใหญ่เขมือบลงท้อง แต่สมองหรือจะสู้หัวใจที่โหยหาอ้อมกอดอุ่นอันแสนคิดถึงได้ สองมือที่พยายามผลักไสอีกคนให้ไกลห่างจึงแปรเปลี่ยนเป็นโอบคล้องรอบคอไว้ ช้อนสายตามองคนที่จ้องจะกินเขาเป็นมื้อเย็นตาเป็นมัน แล้วเผยรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์อันน่าเย้ายวนออกไปอย่างตั้งใจ

“ผมเพิ่งเตรียมมื้อเย็นของวันนี้ไว้บนโต๊ะ ถ้าคุณไม่กินผมคงเสียใจแย่ ส่วนมื้อเช้าของวันพรุ่งนี้ ผมก็เตรียมใส่ตู้เย็นเอาไว้แล้ว ถ้าผมตื่นสาย หรือว่าลุกไม่ไหว คุณก็ค่อยเอามาใส่ไมโครเวฟอุ่นให้ผมกินด้วยก็แล้วกันนะ”

สิ้นประโยคนั้นของคนรัก ก้องภพก็ได้แต่กัดริมฝีปากอย่างพยายามข่มใจ แล้วรีบกึ่งลากกึ่งจูงคนรักของเขาให้เดินไปที่โต๊ะอาหารพร้อมกันทันที

“งื้อออ พี่อาทิตย์ ไปครับ ไปกินมื้อเย็นกันก่อน วันนี้ผมง่วงจัง อยากรีบเข้านอนไว ๆ แล้วครับ”

 

- End –

 

 

Writer Talks:

สวัสดีค่าาา กลับมาพบกันอีกแล้ว กับฟิคพี่อาทิตย์และก้องภพ ที่อยู่ดี ๆ พล็อตก็แว่บเข้ามาในหัวตอนที่เห็นคุณคนพี่โดนกักกันตัวเอง 14 วัน ตอนแรกจะเขียนฟิคคริสสิงโต แต่ไหงมาลงที่คู่นี้ได้ก็ไม่รู้ ต้องเป็นเพราะความคิดถึงแน่ ๆ เลย

อย่าถามหาเนื้อหาสาระอะไรจากฟิคนี้เลยนะ บอกเลยว่ากาวล้วนๆ ค่ะ อ่านแล้วชอบ หรือไม่ชอบยังไง เจอคำผิด หรืออะไรที่คิดว่าต้องแก้ไข ก็เม้นต์บอกเอาไว้ได้นะคะ ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้นะ หวังว่าจะสนุกไปด้วยกันกับตัวละครที่เรารัก ผูกพัน และคิดถึงพวกเขามากๆ เช่นกันค่ะ

แล้วเจอกันใหม่เมื่อพล็อตแว่บเข้าหัวมานะคะ 

cheeky

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

  1. #1 PerfectRich (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2563 / 19:22

    เบียนได้น่ารักมากค่ะ ได้กลิ่นไอความน่ารักของพี่อาทิตย์ ก้องภพ ชัดเจนมาก หน้าคริส สิงโต และน้ำเสียงลอยมากเลยค่ะ อ่านไปยิ้มไป โอ้ย!!!!ละมุนมากกกกก

    #1
    0