O . o รักปลอมๆ ของจอมเจ้าเล่ห์ o . O (แนว Yuri)

ตอนที่ 30 : กลับมาได้ไหม. . .กลับมาหากัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,077
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    4 ธ.ค. 49

ตอนที่ 30

เพียงไม่ถึงชั่วโมง เมษยาและธรัตราสองสาวคู่รักจอมยุ่งก็กลับมาถึงคอนโดของกรอบแก้ว พลางบ่นอุบเมื่อเพื่อนรัก ไม่ยอมฟังคำอธิบายใดๆ จากเธอสองคนเลยสักนิด คิดแล้วก็อดสงสารวีร์ธิราไม่ได้ ที่พลอยติดร่างแห ความอาฆาตพยาบาท และความมีทิฐิสูงของแพรลดาไปด้วย ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังผลัดกันพูดผลัดกันบ่นอยู่นั้น สายตาของธรัตราก็เหลือบไปเห็นร่างของสาวใหญ่ยืนเกาะราวระเบียงด้านนอก สายตาทอดมองออกไปอย่างไร้จุดมุ่งหมาย หญิงสาวจึงเงียบเสียงลงพลางสะกิดคนรักให้หันไปดูผู้เป็นอาของเธอ

"อาแก้วไปยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้นก็ไม่รู้ แดดร้อนขนาดนี้เดี๋ยวก็ไม่สบายกันพอดีหรอก"  เมษยามองตามที่คนรักบอก ก่อนจะรีบเดินออกไปหาที่ระเบียง พลางเอ่ยทักเสียงดัง โดยมีธรัตราที่เดินตามไปติดๆ แล้วจึงหยุดยืนเกาะอยู่กับประตูกระจกแบบบานเลื่อน คอยคุมเชิงเป็นทัพหลังให้

"ทำอะไรอยู่คะอาแก้ว" 

สาวใหญ่สะดุ้งด้วยความตกใจ รีบยกมือขึ้นปาดหยดน้ำตาที่ไหลรินลงมาอีกครั้ง พลางหันมาดุหลานสาว เพื่อกลบเกลื่อนอาการเศร้าโศกของตัวเอง แต่ใช่ว่าจะกลบเกลื่อนได้สนิท เพราะทั้งคราบน้ำตาที่ยังคงอาบแก้ม รวมไปถึงการกระทำเมื่อครู่ ทำให้หลานสาวรับรู้ถึงความผิดปกติของอาเธอได้ในทันที

"น้องเมล่ะก็ มาเงียบๆ แบบนี้ ถ้าอาเกิดตกใจช็อคตายไป ใครจะรับผิดชอบคะ" 

"อาแก้วเป็นอะไรคะ ร้องไห้ทำไม หรือว่า. . .คุณพ่อโทรมาต่อว่าอาแก้วเรื่องเมใช่มั้ยคะ ฮึ้ย! ทำไมคุณพ่อชอบทำแบบนี้อยู่เรื่อยเลย พูดกันดีๆ ไม่เข้าใจหรือไงกันนะ ก็บอกแล้วว่าอาแก้วไม่เกี่ยวด้วยซักหน่อย"

เมษยาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ที่เห็นกรอบแก้วมาแอบยืนร้องไห้อยู่เงียบๆ คนเดียวแบบนี้ พาลทำให้นึกไปว่าคงจะถูกบิดาของเธอโทรศัพท์มาต่อว่าเพราะให้ท้ายเธอมากเกินไป จนทำให้ต้องล้มเลิกการหมั้นหมายกับลูกชายของเพื่อน แต่กรอบแก้วรีบปฏิเสธทันที ก่อนจะตัดบทด้วยการเปลี่ยนเรื่อง เพราะไม่อยากเล่าความจริงที่แสนทรมานใจให้หลานรักฟัง จำต้องแกล้งฝืนทำเป็นยิ้มแย้มทั้งที่ในใจของเธอเจ็บปวดรวดร้าวยิ่งนัก

"ไม่ใช่หรอกจ้ะ คุณพ่อน้องเมไม่ได้โทรมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว อาว่าเค้าคงจะทำใจยอมรับได้แล้วล่ะ จริงสิแล้วเมื่อเช้าไปไหนกันมาล่ะ อาตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นเราสองคนแล้ว แอบหนีไปเที่ยวที่ไหนกันสองคนไม่ยอมชวนอาไปด้วย แบบนี้มันน่าน้อยใจจริงๆ เลยนะ"

พอได้ฟังที่กรอบแก้วพูด หลานสาวสุดที่รัก ก็รีบเข้าไปสวมกอดเอวบางของผู้เป็นอาแน่น อย่างออดอ้อนก่อนจะชักชวนให้เข้ามาในห้องพัก เพราะหากมัวแต่ยืนตากแดดตอนบ่ายเป็นเวลานานๆ เช่นนี้ อาจจะไม่สบายได้

"แหม. . .ตกลงที่มายืนเล่น MV อยู่ตรงนี้ก็เพราะงอนที่ถูกทิ้งเองเหรอคะ  ไม่ยักรู้นะเนี่ย ว่าคุณอาคนสวยของเมจะขี้ใจน้อยเป็นกับเค้าด้วย แต่ยังไงก็ต้องขอโทษอาแก้วด้วยนะคะที่จู่ๆ เมก็ไปไหนไม่บอกไม่กล่าว ที่จริงเมกับผึ้งไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนหรอกค่ะ แค่ตั้งใจว่าจะไปอธิบายเรื่องที่ลงข่าวในหนังสือเล่มนั้นให้ดาฟัง จะได้เลิกเข้าใจผิดคุณวีเค้าเสียที แต่ดาน่ะสิคะ ไม่ยอมฟังอะไรเลย  แถมยังไล่เราสองคนออกมาอย่างกับหมูกับหมาด้วย เฮ้อ. . .น่าสงสารคุณวีเค้าเหมือนกันนะคะ ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเค้าเลย ต้องมาโดนโกรธแถมยังโดนตบอีกตังหาก"  เมษยายังคงเจื้อยแจ้วเหมือนนกแก้วนกขุนทอง พลางเอ่ยถามถึงสาวหล่อที่ถูกเพื่อนของตนโกรธขึ้งด้วยเรื่องเข้าใจผิด

"อืม. . .แล้วอาแก้วได้คุยกับอาอ้นรึยังคะ อยากรู้จังเลยว่าคุณวีเป็นยังไงบ้าง แต่เมว่าคุณวีต้องเสียใจมากแน่ๆ เลย เมว่าเมเข้าใจความรู้สึกของเค้าดีนะคะ เหมือนตอนที่เมตามไปง้อผึ้งที่บ้านน่ะ โดนผึ้งไล่ออกมาจากบ้านแบบนั้นเล่นเอาปวดใจแทบแย่แน่ะ"

คนพูดยังคงพูดจ้อต่อไปไม่ได้หยุด พลางหันไปมองหน้าคนรักแล้วทำท่าแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ โดยไม่ทันสังเกตว่า สาวใหญ่เปลี่ยนสีหน้าจากยิ้มแย้มเมื่อครู่ กำลังเข้าสู่โหมดคนเศร้าอีกครั้ง

'เชอะ คิดว่าตัวเองเจ็บอยู่คนเดียวรึไง คนไล่เค้าก็เจ็บเหมือนกันนั่นแหละ' ธรัตราทำหน้างอนๆ นึกเถียงอยู่ในใจ แล้วจึงชะงักไปเมื่อเห็นสีหน้าเศร้าของกรอบแก้ว จึงทำปากบุ้ยใบให้เมษยาหันไปดูอาการของอาสาวที่อยู่ในอ้อมแขนของเธอ

กรอบแก้วถึงกับน้ำตาตกอีกครั้งเมื่อได้ยินชื่อของบุคคลที่พยายามจะตัดใจให้ได้  ไม่ว่ายังไงเธอก็ทำใจให้ไม่รักเขาไม่ได้เสียที ยิ่งเมื่อนึกถึงสายตาวิงวอนของเขาที่มองมาอย่างขอโอกาส ทำเอาหัวใจของเธออ่อนยวบในทันใด จนแทบจะลืมความเจ็บในครั้งก่อนเสียสิ้น ติดที่สมองยังคงจดจำความเจ็บปวด ความเสียใจที่ได้รับ จนไม่อาจจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้

"อาแก้วเป็นอะไรคะ ทำไมร้องไห้อีกแล้วล่ะ. . .บอกเมมาสิคะ ใครทำอาแก้วของเมต้องร้องไห้อย่างนี้" สาวใหญ่ไม่ตอบ กลับซุกหน้าลงกับบ่าของหลานสาว ปล่อยให้น้ำใสๆ ไหลลงมาจนเสื้อของเมษยาเปียกชื้น เมื่อถูกคนรักถามด้วยสายตาว่าอาของเธอเป็นอะไรกันแน่  ธรัตราได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ แทนคำตอบ เธอเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดสาวใหญ่ผู้ใจดีที่มักร่าเริงอยู่เสมอ ถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ เมษยากอดปลอบอาสาวจนกระทั่งกรอบแก้วสงบลง จึงเอ่ยถามกับผู้เป็นอาถึงเหตุผลที่ร้องไห้อีกครั้ง

"ตกลงอาแก้วจะบอกเมได้หรือยังคะว่าเกิดอะไรขึ้น. . .เอ๋. . .นี่มัน. . .อาแก้วคะ รอยที่คอ นี่มันมาได้ยังไงกันคะ อาแก้วบอกเมมาเดี๋ยวนี้เลยนะคะ ใครทำอะไรอาแก้ว มีใครบุกเข้ามาในห้องใช่มั้ย"

น้ำเสียงของหลานสาวเข้มขึ้น เมื่อสายตาไปสะดุดกับรอยคิสมาร์กบนลำคอขาวของกรอบแก้ว เมษยาก็ยิ่งคิดจินตนาการไปต่างๆ นานา ว่าอาสาวของตนอาจถูกผู้ร้ายบุกเข้ามาข่มขืนถึงในห้อง ยิ่งทำให้เธอพยายามจะคาดคั้นเอาคำตอบกับกรอบแก้วให้ได้

"เปล่า. . .มันไม่ใช่อย่างที่เมคิดหรอก. . .ที่จริงต้องเรียกว่าอาไปรนหาที่เองมากกว่า" ทั้งหลานสาวและหลานสะใภ้ต่างก็หันมองหน้ากันอย่างงุนงง

"เมื่อครู่อาไปที่บ้านของอ้นมา ก็แค่อยากจะไปถามอาการน้องวีเค้าดูสักหน่อย แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเค้า. . . ." กรอบแก้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้า พลางเล่าเรื่องราวทั้งหมด รวมไปถึงเรื่องความสัมพันธ์ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ยังคบอยู่กับอ้นด้วย สองสาวจอมยุ่ง นั่งนิ่งฟังเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดจากปากของกรอบแก้วอย่างหมดเปลือก

.

.

.

ทางด้านแพรลดา หญิงสาวพยายามหักห้ามใจตัวเองให้เลิกคิดฟุ้งซ่านถึงคนรักจอมปลอม แล้วกลับมาใส่ใจกับงานของตัวเองเสียที พลางแสดงท่าทางให้ดูเหมือนคนที่กำลังมีความสุขเพราะจะได้แต่งงานกับชายคนรัก ตามที่ผู้กำกับหนุ่มบอก ทั้งที่ในหัวใจของเธอนั้นมันเจ็บปวดรวดร้าวสิ้นดี แต่ยังต้องฝืนยิ้ม ทำท่าเอียงอายขัดเขินอยู่บนตั่งสำหรับทำพิธีรดน้ำสังข์ เมื่อบรรดาผู้ใหญ่ค่อยๆ เดินเข้ามาอวยพรทีละคนๆ และในฉากสุดท้ายซึ่งเป็นฉากที่พระเอกและนางเอกยืนสวมกอดกันและประสานสายตากันอย่างมีความหมาย ก่อนจะใช้มุมกล้องเพื่อให้เห็นว่าคู่บ่าวสาวจุมพิตกันอย่างหวานซึ้ง ท่ามกลางแขกเหรื่อและสักขีพยานที่มาร่วมงาน

"คัท! โอเคครับ เยี่ยมมากเลยทั้งคู่"

แม้ว่าจะมีเสียงสั่งคัทของผู้กำกับแล้วก็ตาม แต่ธนภัทร พระเอกหนุ่มกลับถือโอกาสนี้ ยื่นหน้าเข้ามาใกล้มากขึ้น ด้วยเจตนาจะประกบริมฝีปากตัวเองเข้ากับริมฝีปากของนางเอกสาว แพรลดาเบี่ยงหน้าตัวเองหลบจากการกระทำของชายหนุ่ม ก่อนจะกำหมัดแน่นแล้วกระแทกเข้าไปที่แก้มด้านซ้ายของเขาอย่างแรงทันที

ผลัวะ !!!

กำปั้นลุ่นๆ กระทบกับใบหน้าหล่อเหล่าของพระเอกหนุ่ม ทำเอาธนภัทรถึงกับเซถลาไปตามแรงนั้น ท่ามกลางความตกใจของทุกคน พร้อมๆ กับเสียงร้องวี้ดว้ายของนักแสดงคนอื่นๆ และเสียงอุทานของทีมงานที่อยู่บริเวณนั้น รวมไปถึงบรรดานักข่าวบันเทิงที่ตามมาถ่ายทำสกู๊ปของละครเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน  โดยมีนางเอกสาวยืนจ้องหน้าพระเอกหนุ่มด้วยสายตาวาวอย่างขุ่นเคือง ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเขาเลยทีเดียว

"กล้าดียังไงถึงคิดจะจูบฉัน"

"นี่คุณ! ถึงขนาดชกหน้ากันอย่างนี้  มันเกินไปแล้วนะ ผมก็แค่อินไปกับบท ไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินคุณจริงๆ เสียหน่อย จะซีเรียสอะไรกันนักหนา อีกอย่างมันก็เป็นแค่การแสดง ถ้าเป็นมืออาชีพจริงๆ เรื่องแค่นี้เค้าไม่วอรี่กันหรอกน่า สมัยนี้ไม่มีใครเค้าถือกันแล้วด้วยซ้ำ ทำเป็นหวงเนื้อหวงตัวไปได้"

พระเอกหนุ่ม ยกมือขึ้นมาปาดโลหิตสีแดงสดที่ไหลออกมาจากตรงมุมปาก เอ่ยถามหญิงสาวที่ต่อยหน้าตนเสียจนชาไปทั้งแก้มอย่างข้องใจ ก่อนจะบ้วนเลือดสดๆ ลงกับพื้น พลางทำเสียงซื้ดปากด้วยความเจ็บ นึกไม่ถึงว่าหญิงสาวรูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอมแบบนี้ จะมือหนักไม่เบา

"ใครไม่ถือก็เรื่องของเขา. . .แต่ฉันถือ  และคุณก็ไม่มีสิทธิ์จะทำแบบนี้กับฉันด้วย! อย่าเอาเรื่องการแสดงมาอ้างเลยดีกว่า ที่จริงคุณมันก็แค่พวกชอบฉวยโอกาส หลอกแต๊ะอั๋งดาราสาวๆ คนอื่นไปเรื่อย แล้วใช้เรื่องการแสดงมาบังหน้า อย่าคิดว่าฉันรู้ไม่ทันนะ" 

แพรลดาระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างทนไม่ไหว แค่เรื่องที่แม่เพื่อนสาวตัวดีตามมาป่วนถึงกองถ่ายก็ทำให้เธอโมโหมากพออยู่แล้ว มิวายที่พระเอกหนุ่มจะมาทำเรื่องบัดสีกลางกองถ่ายอย่างนี้อีกด้วย ทำเอาเส้นความอดทนของหญิงสาวถึงกับขาดผึงในทันที ภาพพจน์ของนางเอกมารยาทงามอะไรนั่น เธอไม่สนแล้วทั้งนั้น ถ้าวันนี้ไม่ได้อัดใครสักคนให้ลงไปกองกับพื้น เห็นทีเธอคงจะนอนไม่หลับเป็นแน่ พลางทำท่าปรี่จะเข้าไปต่อยปากเสียๆ ของธนภัทรอีกครั้งอย่างโมโห

"เอาล่ะ พอๆ พอได้แล้วครับทั้งคู่ เฮ้ย! จัดการแยกทีซิ"  เสียงของผู้กำกับหนุ่มดังขัดจังหวะขึ้นก่อนที่จะมีเรื่องมีราวกันมากไปกว่านี้ ตามมาด้วยทีมงานอีกสามสี่คนที่รีบเข้าไปแยกคนทั้งคู่ออกจากกัน แล้วหิ้วปีกลากหนีไปคนละทาง นางเอกสาวดิ้นเร่าๆ พยายามสะบัดให้หลุดจากการเกาะกุมนั้นอย่างขัดใจ แต่เมื่อสู้แรงของทีมงานชายสองคนที่กึ่งจูงกึ่งลากไปทางห้องแต่งตัวไม่ได้ เธอจึงจำต้องเดินตามไปอย่างเสียไม่ได้

แสงแฟลชสว่างวูบวาบ บรรดานักข่าวชักภาพกันอย่างมือเป็นระวิง ทั้งภาพนิ่งทั้งภาพเคลื่อนไหว เพราะข่าวนี้ถือเป็นข่าวเด็ดยิ่งกว่าสกู๊ปปิดกล้องละครอย่างธรรมดาๆ เสียอีก  ผู้กำกับหนุ่มรีบออกมาขอโทษขอโพยบรรดาสื่อมวลชนที่เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น แต่ดูเหมือนจะเป็นที่ชอบอกชอบใจของบรรดานักข่าวรวมไปถึงปาปารัซซี่สมัครเล่นแถวๆ นั้น ที่ควักเอาโทรศัพท์มือถือแบบถ่ายรูปได้ขึ้นมาเก็บภาพกันเป็นแถว

พอเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเรียบร้อยแล้ว นางเอกสาวก็เดินออกมาจากห้องแต่งตัวอย่างฉุนเฉียวด้วยอารมณ์โกรธที่ยังพลุ่งพล่านอยู่ ไม่ทันจางหาย พอขาก้าวพ้นประตูห้องแต่งตัวเท่านั้น แสงแฟลชก็สว่างวูบขึ้นทันใด ไมโครโฟนนับสิบตัวถูกยื่นมาจ่อตรงหน้าเธอพร้อมๆ กัน กล้องวีดิโอทุกตัวถูกซูมเข้าไปใกล้กับใบหน้าของนางเอกสาว เสียงเซ็งแซ่ของบรรดานักข่าวที่แย่งกันตั้งคำถามกับเธอ ทำเอาแพรลดายิ่งหงุดหงิดเพิ่มเป็นทวีคูณ เธอชักสีหน้าอย่างไม่พอใจ

"ขอโทษนะคะ ตอนนี้พริตตี้ยังไม่อยากพูดอะไรทั้งนั้น ขอตัวก่อนนะคะ" 

นางเอกสาวเอ่ยเสียงดังฟังชัด แล้วจึงรีบวิ่งฝ่ามรสุมนักข่าวไปยังรถสปอร์ตคันสวยของเธอที่จอดอยู่ไม่ไกล โดยมีบรรดานักข่าววิ่งตามมากันมาเป็นพรวน แต่เธอไม่สนใจ รีบบิดกุญแจ สตาร์ทเครื่องแล้วขับออกไปทันที พวกเขาจึงหันกลับไปให้ความสนใจกับพระเอกหนุ่มที่เป็นฝ่ายถูกกระทำแทน

"คุณธนภัทรคะ ขอสัมภาษณ์หน่อยค่ะ ไม่ทราบว่าคุณกับคุณพริตตี้มีเรื่องอะไรกันหรือคะ"  นักข่าวหญิงจากนิตยสารบันเทิงเล่มหนึ่งตั้งคำถาม ชายหนุ่มแกล้งตีหน้าเศร้า ให้ดูน่าสงสาร พลางตอบคำถาม

"เปล่านี่ครับ ผมก็แค่เล่นไปตามบทเท่านั้น แต่สงสัยคุณพริตตี้เธอคงจะเข้าใจผิดคิดว่าผมจะไปจูบเค้าน่ะครับ ก็เลยชกมาเต็มๆ เลย เนี่ยดูสิครับ ทำเอาผมปากเจ่อแบบนี้ พรุ่งนี้ผมมีคิวต้องไปถ่ายแบบด้วย ยังสงสัยอยู่เลยถ้าเกิดพรุ่งนี้หายไม่ทัน เค้าจะรับผิดชอบยังไง. . ." 

พระเอกหนุ่มรีบโกยคะแนนนิยมจากบรรดานักข่าวทันที ก่อนจะรีบขอตัวกลับเพื่อไปพักผ่อนเนื่องจากใบหน้ายังระบมไม่หาย แล้วจึงก้าวขึ้นรถขับออกไป 

รถสปอร์ตสีน้ำเงินแซฟไฟร์แล่นทะยานไปบนท้องถนนด้วยความเร็วสูงตามอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของคนขับ ก่อนจะมาจอดนิ่งสนิทอยู่ที่หน้าอาคารหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักพิมพ์ Lovely ด้วยเหตุที่ในวันนี้เป็นวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดจึงทำให้บรรยากาศโดยรอบนั้นเงียบสงบ ไม่มีผู้คนพลุกพล่านดังเช่นทุกครั้งที่เธอมากับวีร์ธิรา มีเพียงรปภ. แก่ๆ คนหนึ่งนั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้ในป้อมยามหน้าทางเข้าเท่านั้น 

หญิงสาวไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดจึงเลือกที่จะมาที่นี่ รู้แค่เพียงว่ามันเป็นเบาะแสเดียวที่จะตามหาตัวคนรักจอมปลอมของเธอได้ เนื่องจากเธอไม่เคยรู้รายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับสาวหล่อร่างสูงเลยสักนิด ไม่รู้ว่านอกจากการเป็นนักเขียนแล้ว วีร์ธิราใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง มีเพื่อนหรือญาติสนิทสักกี่คน และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าก่อนที่จะมาเจอกันสาวหล่อเคยพักอยู่ที่ไหน ด้วยเพราะไม่เคยถามเจ้าตัวเลยสักครั้ง มีแต่เธอที่จะเป็นฝ่ายออกคำสั่งให้สาวหล่อทำนู่นทำนี่ตามแต่ใจเธอ แม้กระนั้นวีร์ธิราก็แทบจะไม่เคยปริปากบ่น หากไม่ใช่เรื่องที่ต้องฝืนใจมากนักก็ตาม สาวหล่อก็พร้อมจะทำตามที่ต้องการด้วยความสมัครใจ และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอตัดสินใจมาที่นี่ แต่ดูเหมือนว่าความพยายามความกระตือรือล้นในการติดตามหาตัวคนรักกลับมาจะไร้ผล เมื่อมาผิดที่ผิดเวลาแบบนี้ ทำให้แพรลดาจำต้องกลับไปทั้งที่ใจยังคงว้าวุ่น เมื่อไม่เหลือเบาะแสใดๆ เลย ที่จะทำให้รู้ว่าตอนนี้คนรักของเธออยู่ที่ไหน

หญิงสาวจึงได้แต่เก็บเอาความผิดหวังใส่กระเป๋า ก่อนจะเคลื่อนรถออกไปบนถนนอีกครั้ง โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ผับแห่งหนึ่งย่านรัชดา ซึ่งเป็นสถานที่ ที่ทำให้เธอกับสาวหล่อคนรักจอมปลอมได้พบกันครั้งแรก และเพราะมัวแต่เฝ้าคิดคำนึงถึงวีร์ธิรา จึงไม่ทันได้สังเกตว่า มีรถเก๋งสีดำสนิท เคลื่อนตัวตามมาห่างๆ ใบหน้าของคนขับแสดงถึงความโกรธขึ้งเป็นอย่างมากที่ถูกทำให้เสียหน้าท่ามกลางสาธารณชนอย่างนั้น

'ทำเป็นหวงเนื้อหวงตัวดีนักนะ คอยดู. . . แล้วเธอจะต้องเสียใจกับสิ่งที่ทำในวันนี้ ฉันคนนี้แหละที่จะทำให้เธอต้องก้มกราบขอโทษแทบเท้า อ้อนวอนขอร้องให้ฉันยกโทษให้อย่างแน่นอน' ชายหนุ่มแสยะยิ้มออกมาอย่างน่ากลัว สายตาจับจ้องไปยังหญิงสาวที่อยู่ในรถคันหน้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น

  1. #986 Number42 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2553 / 21:51

    ฮึ่ยยยยยยยยย

    อิแพท มันมาอีกแล้ว

    #986
    0