ภรรยา…อภัยให้ข้าเถิด (สนพ.บ้านวายบุ๊ค)

ตอนที่ 27 : สามีข้า…ย่อมเป็นข้าเท่านั้นที่ปกป้อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,870
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 822 ครั้ง
    21 เม.ย. 63

​บทที่ ๒๗ สามีข้า…ย่อมเป็นข้าเท่านั้นที่ปกป้อง

ณ สถานที่ไม่ไกลจากจุดต่อสู้

หลังจากที่อวิ๋นเทียนซื่อให้หลี่เจิ้งป๋อพาร่างของคนที่สลบไสลไม่ได้สติทั้งหมดลงมาจากรถม้าแล้ว ก็ลงมือตบก้นม้าอย่างแรงเพื่อให้ตื่นจนวิ่งเตลิดเข้าป่าไปเพื่อพรางเส้นทางแก่ศัตรู เขาไม่อยากพาผู้คนเข้าไปในป่าลึกที่ไม่รู้จัก เสบียงอาหารไม่มีติดตัว การอยู่ไม่ไกลจากเส้นทางหลักย่อมดีกว่าอยู่ในป่าลึกอย่างไร้ทิศไร้ทางอยู่แล้ว 

ตรึกตรองถี่ถ้วน อวิ๋นเทียนซื่อจึงเลือกพาผู้คนไปหลบซ่อนตรงดงไม้รกชัฏข้างเครือหนามที่เป็นดั่งปราการธรรมชาติ สามารถใช้หลบได้ทั้งศัตรูและสัตว์เลื้อยคลานมีพิษ

อวิ๋นเทียนซื่อค่อยๆ ตรวจสอบสภาพดินโดยรอบจนแน่ชัดว่าไม่มีรอยเท้าของสัตว์ใหญ่ ก่อนจะใช้ท่อนไม้ที่หาได้จากแถวนั้นแหวกดงไม้ออก เพื่อเปิดทางให้หลี่เจิ้งป๋อนำผู้คนที่สลบไสลเข้าไปวางไว้ด้านในเพื่อซ่อนตัว

“ท่านรออยู่ที่นี่ก่อน ข้าจะออกไปลบรอยเท้า”

“ซื่อซื่อเจ้ากำลังตั้งครรภ์”

“แล้วอย่างไร หากนั่งงอมืองอเท้าลูกข้าจะได้เกิดหรือไม่”

“แต่ไม่อาจตรากตรำ”

“แล้วอย่างไรล่ะ ทางเลือกมีไม่มาก ท่านหุบปากแล้วรีบฟื้นพลังยุทธ์มาปกป้องข้าเถอะ ท่านหมอจิ่วบอกว่าบุตรชายข้าเป็นเด็กแข็งแรงรู้ความทั้งยังเป็นเอกบุรุษผู้มีพลังยุทธ์ ข้าจะยืมพลังยุทธ์ลูกมาใช้ ท่านไม่ต้องห่วงข้า”

“ซื่อซื่อ พลังยุทธ์ไม่อาจหยิบยืมกันได้” 

“ท่านเคยตั้งครรภ์หรือ เหตุใดจึงรู้ดีกว่าข้าไปได้ รอข้าเงียบๆ ที่นี่ก็พอ ยื่นหน้าผากมานี่หน่อย อย่าคิดมากเดี๋ยวข้าก็กลับมา” อวิ๋นเทียนซื่อจุมพิตหน้าผากของหลี่เจิ้งป๋อแผ่วเบารวดเร็ว ประทับตราแสดงคำมั่นสัญญาว่าจะกลับมาอย่างปลอดภัยเลียนแบบการกระทำของผู้เป็นสามี ไม่ลืมใช้นิ้วคลายปมคิ้วที่ผูกติดกันของอีกฝ่าย ก่อนจากไปก็จัดการจะยิงกำไลกลใส่ร่างทั้งสี่อีกครั้งเพื่อความไม่ประมาท แล้วจึงพาร่างเล็กของตัวเองเดินจากไปตามทิศทางสายเดิมที่ใช้เดินเข้ามา 

ร่างน้อยขาวนวลเริ่มปฏิบัติภารกิจลบรอยเท้าโดยใช้เศษไม้เขี่ยลบเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตเห็น ทั้งยังพรางรอยเท้าตนให้กลายเป็นรอยเท้าสัตว์ในทิศทางที่ห่างออกไป หลี่เจิ้งป๋อจดจำทุกการกระทำของภรรยา ในใจให้รู้สึกนับถือการอบรมเลี้ยงดูของตระกูลอวิ๋นยิ่งนัก คนเหล่านั้นได้มอบภรรยาเช่นใดมาให้เขากัน ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งอยากทำความรู้จักผู้คนตระกูลอวิ๋นให้มากยิ่งขึ้น

ยามนี้หลี่เจิ้งป๋ออ่อนกำลังโดยแท้จริง ด้วยเพราะพิษของหนอนกู่ตัวลูกมากมายที่ถูกปล่อยใส่แผ่นหลัง พลังเฮือกสุดท้ายเขาใช้มันปกป้องภรรยาไปแล้ว หลี่เจิ้งป๋อนั่งรวบรวมปราณพลังยุทธ์ของตัวเองให้มารวมที่จุดเดียว ก่อนจะค่อยๆ ขับไล่พิษของกู่ตัวลูกออกจากร่างกายทีละนิด 

เหงื่อเย็นไหลซึมออกจากร่างกายจนอาภรณ์ที่สวมใส่เริ่มเปียกชื้น เศษผลึกที่มากมายเต็มแผ่นหลัง ค่อยๆ หลุดร่วงออกมาทีละเล็กทีละน้อยจนหมด เมื่อผ่านขั้นตอนยากลำบากไปแล้ว หลี่เจิ้งป๋อก็ใช้พิษร้ายแรงเข้าทำลายเศษผลึกเหล่านั้นจนสลายกลายเป็นกลุ่มควันสีดำในชั่วพริบตา พลันร่างของสาวใช้มู่เสี่ยหรือจางน่าหลิงก็กระตุกรัวก่อนที่จะแน่นิ่งไปอีกครั้งพร้อมกับเลือดสีข้นไหลที่ออกจาก ตา หู และปาก

สิ่งใดใครก่อไว้ ย่อมเป็นไปตามผล ในเมื่อกล้าลองดี…ก็ต้องเจอดี

หลังจากที่ถอนพิษกู่ตัวลูกออกไปจนหมดสิ้น หลี่เจิ้งป๋อก็นั่งรวบรวมปราณแต่ละสายเพื่อฟื้นฟูพลังยุทธ์ของตนเอง เมื่อพลังฟื้นฟูในระดับหนึ่ง เขาจึงส่งสัญญาณเรียกผู้คน 

เสียงหวีดแหลมลอยตามลม ไม่นานก็ได้ยินเสียงตอบกลับมา

แม้นเวลานี้หลี่เจิ้งป๋อต้องการพาลูกเมียให้กลับสู่สถานที่ปลอดภัยกว่ากลางป่าเขาให้ได้โดยไว แต่ทว่าก็ผิดคาดยิ่งนัก เพราะผู้ที่ถึงตัวเขาเป็นคนแรกกลับเป็นภรรยาของตัวเอง ที่รีบเร่งเข้ามากระชากเขาให้หลบเข้าไปในดงไม้รกชัฏด้วยกัน

“ข้าได้ยินเสียงฝีเท้า เข้ามาหลบในนี้กันก่อน ป้องกันเอาไว้เผื่อเป็นศัตรูคู่แค้น พวกเราทั้งสองจะได้ไม่เพลี่ยงพล้ำอีก ท่านอย่าทำเป็นประมาทเช่นนี้ เพิ่งจะโดนพิษไปมิใช่หรือ”

“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณเจ้าที่เตือนสติ แต่เป็นข้าเองที่เรียกคนเหล่านั้นมา”

“หืม เช่นนั้นหรือ แต่ก็ช่างเถอะ เพื่อความไม่ประมาท หลบกันก่อนแล้วกัน”

หลี่เจิ้งป๋อโอบอวิ๋นเทียนซื่อไว้ในอ้อมกอด เขาไม่ทักท้วงสิ่งใดต่อ ทำเพียงรอดูสถานการณ์ไปพร้อมกับภรรยา ในจังหวะที่ผู้คนฝ่ายตนปรากฏกายขึ้น หลี่เจิ้งป๋อก็พาร่างนุ่มนิ่มของภรรยาในอ้อมกอดออกไป

เหล่าองครักษ์ตระกูลหลี่และหน่วยจิ่นอีเว่ยที่ตามมาสมทบต่างสบตากันอย่างงุนงง พวกเขามองไปในทิศทางที่ทั้งสองร่างนั้นพุ่งตัวออกมา เดิมทีพวกเขากำลังมองหาร่องรอยของผู้เป็นนาย ไม่นึกว่าจะถูกกลบเกลื่อนได้ดีเพียงนี้ หากไม่ได้รับสัญญาณคาดว่าคงแบ่งกำลังตามร่องรอยของรถม้าไปแล้ว ‘ท่านหัวหน้าอย่างไรก็คือท่านหัวหน้า การกลบเกลื่อนร่องรอย ย่อมเหนือกว่าผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่แล้ว’

ภายใต้ดวงตาดำสนิทไร้ที่สิ้นสุด บ่งบอกชัดเจนถึงความถืออำนาจบาตรใหญ่ หลี่เจิ้งป๋อสั่งการด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ต่างจากท่าทางโอบกอดคนงามอย่างละมุนละไม

“นำร่างที่สลบไสลทั้งสี่ในดงไม้ออกมา เสี่ยวผิงจื่อ แยกผู้ดูแลอวิ๋นเป่าไปรักษาพิษหนอนกู่ตัวแม่ให้ดี ยาล้ำค่าใดๆ ล้วนจัดหาได้ทั้งหมด และจัดหาองครักษ์ฝีมือดีเพื่อดูแลความปลอดภัยให้อย่าได้คลาดสายตา

จิ่นอี นำตัวจางน่าหลิงไปมอบให้คนของฝ่าบาท พร้อมส่งสารว่าข้าจะเข้าวังส่งมอบรายงานด้วยตัวข้าเองในภายหลัง

จิ่นหยาง ส่งรายงานการปฏิบัติการวันนี้ให้องค์ชายสี่

จิ่นเหยา นำกำลังองครักษ์สามสิบนายตัดศีรษะโจรภูเขาเหล่านั้นไปรับค่าหัว ภายใต้นามของทหารองครักษ์ตำหนักองค์ชายสี่

เสี่ยวหงจื่อ นำอนุทั้งสองนางไปขังเอาไว้ ใช้กลวิธีพิษต้านพิษรักษาพิษหนอนกู่ให้พวกนาง แยกขังพวกนางออกจากกัน ข้าและภรรยาจะสอบสวนพวกนางในภายหลัง” เขาต้องการให้พิษย้อนกลับสู่จางน่าหลิงให้มากที่สุด และต้องการให้คนไม่รู้จักดีชั่วทั้งสองทรมาน 

“เสี่ยวเกาจื่อ นำตัวไป๋เยี่ยนหรงและข้ารับใช้ทุกนางไปตรวจหาพิษหนอนกู่ หากผู้ใดเคยมีประวัติถูกจางน่าหลิงควบคุม จับกุมได้ทันทีโดยไม่ต้องถามความเห็นข้า จนกว่าจางน่าหลิงจะสิ้นชีพ ให้เฝ้าระวังผู้คนที่จวนลับนอกเมืองให้ดีโดยเฉพาะผู้คนในเรือนไผ่เขียว พวกเจ้าแยกย้ายไปจัดการได้” 

หลี่เจิ้งป๋อสั่งการเรื่องทั้งหมดออกมารวดเดียว ความเฉียบขาดในน้ำเสียง ทำให้อวิ๋นเทียนซื่อรู้สึกเวทนาอนุภรรยาทั้งสองอยู่บ้าง

สิ้นคำสั่งของผู้เป็นนาย ร่างเงาสายแล้วสายเล่าต่างทะยานกายจากไป เหลือไว้แต่เพียงสายลมบางเบาและผู้คนบางส่วนที่ยังไม่ได้รับคำสั่งใด

“ท่านพี่อุ้มข้า ข้ารู้สึกว่า จู่ๆ ก็ขาอ่อนขึ้นมาเฉยๆ” อวิ๋นเทียนซื่อที่เหมือนใช้พลังไปหมดตัว พลันเริ่มรับรู้สัญญาณเหนื่อยล้าทางร่างกาย เขาจึงรีบบอกให้หลี่เจิ้งป๋อเปลี่ยนจากกอดเป็นอุ้ม “พาข้าไปหาท่านหมอจิ่วเถิด ก้อนเลือดน้อยยังเล็กและวันนี้ยังอดทนเก่งนัก อย่างไรข้าก็ไม่อาจวางใจ อุ้มข้ากลับ…” ไม่ทันที่อวิ๋นเทียนซื่อจะกล่าวคำจบประโยค ร่างน้อยของตนก็ถูกช้อนอุ้มแนบอกแข็งแกร่ง 

หลี่เจิ้งป๋อทะยานกายออกไปรวดเร็วจนไม่เห็นฝุ่น ปล่อยให้ผู้คนที่ยังไม่ได้รับหน้าที่ยืนเก้อจัดการตัวเอง เมื่อไม่ได้รับคำสั่งใด ฉะนั้นพวกเขาจึงทะยานกายติดตามเจ้านายทั้งสองกลับคฤหาสน์ 

ทุกผู้คนต่างล้วนห่วงทั้งนายน้อยและฮูหยิน เรื่องราวในวันนี้คนที่มีบทบาทมากที่สุดก็คือฮูหยิน ความกล้าหาญเผชิญเรื่องราวเช่นนี้หาใช่บุรุษที่ไร้ซึ่งพลังยุทธ์จะคิดกระทำได้ วันนี้กองกำลังจิ่นอีเว่ยรวมทั้งกลุ่มองครักษ์ตระกูลหลี่ได้เปิดหูเปิดตาแล้ว


ณ เรือนบัวพิสุทธิ์

หลังจากที่อวิ๋นเทียนซื่อนอนพักผ่อนดีแล้ว หลี่เจิ้งป๋อก็ยังนั่งนิ่งมองภรรยาตนเองอยู่เช่นนั้นเนิ่นนานไม่รู้เบื่อ พอทราบว่าบุตรชายปลอดภัยดีทั้งยังแข็งแรงยิ่ง ไม่นานภรรยาของเขาก็หลับตาเข้าสู่ห้วงนิทราไปด้วยความอ่อนเพลีย

“วันนี้เป็นอีกครั้งที่เจ้าปกป้องผู้อื่นด้วยร่างกายและสองมือเล็กๆ นี้ ไม่เพียงปกป้องอาเป่า แต่เจ้าปกป้องกระทั่งข้า แม้กระทั่งสองอนุที่ไม่รู้ดีชั่วของข้า เจ้าก็ยังปกป้อง ซื่อซื่อ ข้ารู้ว่าเจ้ารู้ถึงความคิดข้าดี หากเจ้าไม่ใช้กำไลกล สตรีสองคนนั้นคงสิ้นชีพด้วยกระบี่ของข้าผู้นี้ไปแล้ว”

ไม่อาจรู้ได้ว่าศีรษะเล็กๆ นี้ของคนงามกำลังคิดอันใดอยู่ “เหตุใดเจ้าช่างต่างจากผู้อื่นนัก ข้ายอมทำร้ายคนทั่วทั้งแผ่นดิน แต่จะไม่ยอมให้ใครทำร้ายเจ้ากับลูกเด็ดขาด เจ้าไว้ชีวิตผู้อื่น แต่ข้าไม่อาจทำได้!” หลี่เจิ้งป๋อพยายามกดข่มอารมณ์พลุ่งพล่านของตนลงไป แล้วจึงไล่สายตาไปที่หน้าท้องแบนราบของร่างน้อยที่หลับใหล

“เจ้าก้อนเลือดน้อย บิดาของเจ้ากำลังจะเข้าวัง ช่วงเวลาที่มารดาเจ้าหลับ เจ้าก็อย่าได้ดื้อได้ซนนัก ดูแลมารดาเจ้าแทนบิดาสักครู่ แล้วบิดาจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด” หลี่เจิ้งป๋อก้มลงไปจูบแผ่วเบาตรงบริเวณหน้าท้องของภรรยา ก่อนจะเคลื่อนไปจุมพิตตรงริมฝีปากเล็กบางแล้วจบลงที่ปานบุปผากลางหน้าผาก กระทำทุกขั้นตอนด้วยความหวงแหน 

เรื่องราวในวันนี้ได้สร้างความหวาดหวั่นให้แก่เขาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แม้จะผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว แต่เขายังจดจำความรู้สึกหวาดหวั่นนั้นได้แม่นยำนัก เพียรปลอบประโลมตนเองซ้ำๆ 

พลาดครั้งนี้ คือบทเรียนครั้งสำคัญ จดจำให้มั่น เลี่ยงภัยพาลแก่ครอบครัว

‘จางน่าหลิง ฟางเย่ว์เผิง หม่าฮุ่ยเอ๋อร์ เตรียมรับผลของการกระทำของพวกเจ้าเอาไว้ให้ดีเถิด’ หลี่เจิ้งป๋อคำรามในใจ สำหรับเขาแล้วจางน่าหลิงเปรียบได้ดั่งคนที่ตายไปแล้ว ส่วนอนุภรรยาทั้งสองคนนั้นแต่เดิมเป็นผู้รู้ความผู้หนึ่ง เดิมทีเขาตั้งใจจะส่งพวกนางกลับตระกูลเดิมพร้อมกับเงินทองสักหลายหีบให้พวกนางเอาไว้ตั้งตัว แต่ในเมื่อคิดจับปลาน้ำขุ่น ก็ต้องมาดูกันว่าปลาที่พวกนางจับได้นั้น…เป็นปลาชนิดใด

‘หวังว่าพวกเจ้าจะไม่เสียใจภายหลัง’


ช่วงหนึ่งถึงสองเดือนที่ผ่านมานี้เกิดเรื่องน้อยใหญ่ไม่หยุดหย่อนจนผู้คนเริ่มชาชิน นับตั้งแต่เรื่องของกบฏอันจวิ้นอ๋อง

ต่อมาหยางฮองเฮาก็กระทำความผิดมหันต์จนถูกปลดลงจากตำแหน่ง ส่งผลให้ตระกูลหยางซึ่งเป็นตระกูลเดิมสูญสิ้นวาสนาตามไป ชั่วพริบตาจากหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่แห่งแคว้นก็กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในวันวาน

ยังมีเรื่องที่องค์ชายรองประกาศออกบวชเดินทางเข้าสู่เส้นทางแห่งธรรม และตามมาด้วยไฟไหม้จวนแม่ทัพพิชิตประจิม ซึ่งผู้คนทั้งตระกูลล้วนไม่รอดสักชีวิต เรื่องราวเหล่านี้กลายเป็นเรื่องเล่าเก่าล้าหลัง ที่หาฟังได้ตามร้านน้ำชาทั่วไป จนกระทั่งเรื่องราวของ ‘วีรบุรุษขี่ม้าขาว’ ที่มาพร้อมกับเรื่องเล่าขานแห่งตำนานป่าอาถรรพ์ได้อุบัติขึ้น…

ตำนานป่าอาถรรพ์นี้ได้เริ่มต้นขึ้นจากหุบเขาที่ถูกเหล่าโจรถ่อยครอบครอง และถูกเปลี่ยนนามกลายมาเป็น ‘หุบเขาร้อยหัว’ ด้วยเพราะศีรษะมากมายร่วมร้อยชีวิตของโจรป่าถูกลำเลียงออกมาส่งทางการเพื่อรับค่าหัว เรื่องราวน่ายินดีเช่นนี้หากถามหาผู้ที่ปัดเป่าภัยพิบัติโจรป่านี้ ย่อมไม่ใช่ใครอื่น ล้วนเป็นองค์ชายสี่ที่เป็นวีรบุรุษนำทหารกล้ากำจัดภัยร้ายให้ราษฎรด้วยตนเองอีกครั้ง 

ความดีความชอบครั้งนี้ถูกเล่าลือ ขจรขจายออกไปดั่งสายธารน้ำหลาก รวมทั้งความดีความชอบมากมายเก่าก่อนก็เริ่มถูกเหล่าบรรดาขุนนาง ปราชญ์ บัณฑิตผู้มากซึ่งเกียรติและความรู้เผยแพร่ร่างฎีกาขึ้นถวายองค์จักรพรรดิไม่ขาดสาย

ผู้คนต่างแซ่ซ้องสรรเสริญคุณงามความดีขององค์ชายสี่ลู่ฉี จนกระทั่งมีข่าวเล็ดลอดออกมาถึงเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาท เรื่องนี้ได้สร้างความขุ่นข้องหมองใจให้แก่เหล่าบรรดาองค์ชายทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง แต่พวกเขาเองก็รู้ทิศทางลมเป็นอย่างดี เพราะเห็นด้วยตาตนเองแล้วว่าผู้หนุนหลังร้ายกาจของลู่ฉีคือผู้ใด ชายผู้กำจัดลู่หมิงและหยางฮองเฮาด้วยวาจาไม่กี่ประโยค จิ้งจอกหลี่มีกำลังทรัพย์มากมาย และแน่นอนผู้มีกำลังทรัพย์ย่อมต้องมีกำลังคนเช่นกัน 

ข่าวเรื่องโจรภูเขาในครั้งนี้ ก็เป็นคนผู้นี้ที่ใช้ตำลึงทองมากมายว่าจ้างเหล่าจอมยุทธ์ให้กระทำการทุกอย่าง แล้วแสร้งกระจายชื่อของลู่ฉีออกไป พวกเขาไม่กลัวผู้แข็งแกร่งแต่ขยาดผู้มากด้วยเล่ห์เหลี่ยม หมากกระดานนี้หลี่เจิ้งป๋อเป็นผู้กุมชัยส่งไปมอบให้แก่ญาติผู้น้องฝั่งของตน

ลู่ฉี นำหน้าไปอีกก้าวแล้ว

เหล่าองค์ชายทั้งหลายทำได้เพียงกลืนความขมนี้ลงท้องไปอย่างเงียบงัน…เพียงรอวันพลิกกระดานกลับในครั้งเดียว


ณ ห้องขังส่วนลึกสำหรับกบฏในคุกหลวง

จางน่าหลิงกระอักเลือดคำโตออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า นางกำลังถูกหลี่เจิ้งป๋อเล่นงานให้ค่อยๆ ตายอย่างทรมาน ด้วยกลวิธีย้อนพิษกลับสู่ผู้ควบคุมกู่ 

เวลานี้พิษร้ายแรงใดๆ ต่างก็ย้อนกลับสู่ตัวนางทั้งสิ้น คนผู้นี้อำมหิตยิ่งนัก กระทั่งอนุภรรยาที่ตนโปรดปรานยังกล้าใช้พิษเพื่อรักษา นางวางกู่ใส่คนสี่คน ไป๋เยี่ยนหรง อวิ๋นเป่า ฟางเย่ว์เผิง และหม่าฮุ่ยเอ๋อร์ ส่วนผู้ที่เคยถูกนางควบคุมนางล้วนใช้พิษกู่สังหารไปหมดแล้ว น่าแปลกที่นางทรมานครั้งใหญ่เพียงสามครั้งเท่านั้น เหตุใดหลี่เจิ้งป๋อจึงไม่จัดการถอนพิษวิธีการเดียวกันกับคนอีกผู้หนึ่ง ไยจึงละเว้น…

“อ้าก สังหารข้า ใครก็ได้สังหารข้าที อ้าก” จางน่าหลิงทุรนทุรายด้วยความทรมานเพราะพิษที่ย้อนตีกลับกำลังแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย นางหายใจรวยริน มองย้อนถึงภาพของหลี่เจิ้งป๋อที่ใช้ร่างบดบังปกป้องอวิ๋นเทียนซื่อผู้นั้น

“ฮ่าๆ ข้าช่างโง่งมนัก…” จางน่าหลิงเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเย้ยหยันความเขลาของตน นางมีโอกาสแล้วแท้ๆ แต่กลับปล่อยให้หลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย อวิ๋นเทียนซื่อเล่นงิ้วแต่งเรื่องเก่งทั้งยังมีพิษสงรอบตัว ส่วนหลี่เจิ้งป๋อก็เลวร้ายหาใดเปรียบ ช่างเป็นคู่สามีภรรยาที่เหมาะสมกันยิ่งนัก “ผีเน่าโลงผุโดยแท้” หยาดน้ำเอ่อท้นในดวงตา ก่อนจะไหลกลิ้งออกมาเป็นทาง 

นางอิจฉาคนพวกนั้นทั้งยังเกลียดชังสุดแสน

เหตุใดสวรรค์จึงไม่ยุติธรรม นางและลู่เฉินผิดมากนักหรือ เหตุใดผู้ชนะจึงไม่ใช่พวกนาง คำถามนี้ถูกจางน่าหลิงเอ่ยซ้ำไปซ้ำมาอยู่ภายในจิตใจ ก่อนจะค่อยๆ หมดลมหายใจด้วยสาเหตุจากพิษร้ายกัดกร่อนอวัยวะภายใน ไร้ผู้คนยื่นมือช่วยเหลือ ความทรมานโดดเดี่ยวเช่นนี้ช่างทรมานนัก น้ำตาไหลอาบใบหน้าร่วงลงสู่พื้นธรณี หวนคิดถึงช่วงเวลาแสนสุขวัยเด็ก ก่อนภาพใบหน้าสุดท้ายของสามีจะปรากฏขึ้นและเลือนรางจากไปพร้อมกับความทุรนทุรายเฮือกสุดท้ายก่อนสิ้นใจ

ภาพการจากไปของจางน่าหลิงตกอยู่ในสายตาขององค์ชายรองลู่หมิง เขาถูกคนของเสด็จพ่อนำตัวมาให้พบเจอสตรีนางนี้ ไม่ผิด! เขารู้ดีว่านางคือผู้ใด ความในใจของนางที่พรั่งพรูออกมาก่อนตายเขาเองก็ได้ยิน

จางน่าหลิงถูกเฉินวางคำหวานถึงตำแหน่งสูงสุดแห่งฝ่ายใน 

แล้วตัวเขาเล่า ถูกคำหวานใดล่อลวง… 

ลู่หมิงทำได้เพียงเวทนาร่างไร้ลมหายใจในห้องขัง ต่างล้วนเป็นแมลงเม่าที่นิยมเปลวไฟด้วยกันทั้งสิ้น สตรีนางนี้แม้สิ้นชีพอย่างอนาถแต่นางยังจากไปด้วยจิตใจที่ยึดมั่น ต่างจากเขาที่จิตใจแตกสลายตั้งแต่ถูกเฉินส่งคนมาลอบสังหาร 

น้องสี่หยิบยื่นหนทางรอดให้เขา แต่เขากลับต้องการสังหารน้องชาย เช่นนี้หรือ…คือกรรมตามสนอง

ก่อนที่ลู่หมิงจะถูกพาตัวออกไป ลู่ฉีและหลี่เจิ้งป๋อที่ได้รับรายงานเรื่องจางน่าหลิงสิ้นลม ก็เดินทางมาเพื่อตรวจสอบด้วยตนเอง การพบกันครั้งนี้ของคนทั้งสามได้สร้างความละอายกระอักกระอ่วนใจแก่ลู่หมิงไม่น้อย เขายังไม่พร้อมพบเจอผู้ใดในสภาพนี้ 

ต่างจากลู่ฉีที่มีสง่าราศีแต่ก็แสดงตนน้อมศีรษะเคารพพี่ชายดังเช่นที่เคยผ่านมา แม้ต่างฝ่ายไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อกัน แต่เพียงเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

พลันรอยยิ้มบางเบาที่ไม่ได้ประดับบนใบหน้าลู่หมิงมาตลอดช่วงที่ถูกกักขังก็ปรากฏขึ้น เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเรื่องราวจึงดำเนินมาเช่นนี้ ชัดเจนว่าไม่มีญาติพี่น้องคนอื่นที่สามารถลงมาในที่แห่งนี้ได้ และชัดเจนแล้วว่าหลี่เจิ้งป๋อมีอีกสถานะที่ผู้อื่นไม่เคยล่วงรู้ คนที่เดินวนในคุกหลวงแห่งนี้ได้อย่างอิสระ หากไม่ใช่หนึ่งใน จิ่นอีเว่ย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อเสด็จพ่อก็ต้องเป็นเหล่าบรรดาผู้คุม 

คาดว่าหลี่เจิ้งป๋อผู้นี้จะเป็นอย่างแรกมากกว่าอย่างหลัง ถ้าเช่นนั้นหากเขาจะพ่ายแพ้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด บางทีการเป็นองค์ชายว่างงานก็อาจจะเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่ง

‘แก่งแย่งชิงดี ข้าล้วนทำมาแล้วทั้งสิ้น ในเมื่อข้าได้ลิ้มลองรสชาตินี้แล้ว ก็คงต้องปล่อยให้พี่น้องคนอื่นๆ ได้ลิ้มลองรสชาติเช่นข้าบ้างกระมัง’

ลู่หมิงแย้มยิ้มออกมาอีกครั้งก่อนจะถูกนำตัวกลับคืนสู่ตำหนักบำเพ็ญทุกข์


ณ เรือนบัวพิสุทธิ์

อวิ๋นเทียนซื่อฟื้นตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยเหตุจากการนอนกลางวันมากเกินไป 

ยามนี้เขานอนไม่หลับทั้งยังรู้สึกหิวโหยแปลกๆ เสียงโครกครากที่มีที่มาจากท้องของตนเองส่งเสียงดังเป็นระลอก ทั้งที่เมื่อช่วงเย็นเขาเองก็ทานไปไม่น้อย หรือเพราะเจ้าก้อนเลือดน้อยของเขาจะย่อยอาหารหมดแล้วหนอ

‘บุตรชายข้า ช่างใช้ชีวิตได้ไม่ต่างจากบิดาที่กำลังนอนหลับอุตุอยู่ข้างกายจริงๆ’

“หลี่…เอ่อ ท่านพี่ข้าหิว ไปครัวเล็กเป็นเพื่อนข้าหน่อย” อวิ๋นเทียนซื่อปลุกหลี่เจิ้งป๋อตัวต้นเรื่องที่ประทานบุตรชายผู้หิวโหยมาให้ตนเอง

“อืม ข้าเองก็หิวเช่นกัน เช่นนี้ดีหรือไม่ ข้าจะสั่งให้พ่อครัวทำมาให้ ภรรยาต้องการรับสิ่งใดเป็นพิเศษหรือ” หลี่เจิ้งป๋อลุกขึ้นมานั่งเคียงข้างคนงาม ก่อนจะส่งเสียงงัวเงียเล็กน้อยตอบกลับไป แม้เขาจะรู้สึกตัวตั้งแต่ภรรยาขยับลุกขึ้นนั่ง แต่หลังจากที่โดนภรรยาปลุก เขาเองก็รู้สึกหิวขึ้นมาเช่นกัน ยิ่งตอนนี้เมื่อยามเริ่มตื่นเต็มตาเขาก็ยิ่งหิวกว่าเดิม

“ไม่ต้องเรียกใครให้ตื่นหรอก ท่านแค่พาข้าไปครัวเล็กภายในเรือนเท่านั้น ข้าจะทำเอง ข้าอยากทานบะหมี่ง่ายๆ เพียงเท่านั้น” ขาดคำของอวิ๋นเทียนซื่อ หลี่เจิ้งป๋อที่ จู่ๆก็หิวโหยจึงรีบนำเสื้อคลุมมาสวมให้แก่ผู้เป็นภรรยาและตามด้วยตนเอง จากนั้นก็อุ้มพาร่างนุ่มนิ่มของคนในอ้อมอกไปสู่ครัวเล็กในเรือนอย่างระมัดระวังทุกย่างก้าวทว่ารวดเร็วยิ่ง

“ท่านพี่จุดเตาให้ข้าหน่อย ข้าจะจัดเตรียมสิ่งของเอาไว้รอ” อวิ๋นเทียนซื่อเดินไปหยิบนู่นหยิบนี่ทันทีหลังจากที่เอ่ยจบ โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า สามีตนเองนั้น จุดเตาไม่เป็น

“ซื่อซื่อ ข้าเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลคหบดี ข้า…จุดเตาไม่เป็น” หลี่เจิ้งป๋อเอ่ยบอกภรรยาออกไปตามตรง หลังจากที่พยายามลองจุดเตาอยู่เป็นนานเขาก็ไม่สามารถทำได้ ในยามปกติเขาจะมีลูกน้องบริวารจัดการให้ เรื่องพวกนี้เขาเคยแตะต้องเสียที่ไหนกัน

“อะไรนะ ท่านทำไม่เป็นหรือ เหตุใดไม่บอกข้าเล่า ข้าก็นึกว่าท่านทำเป็น ได้ยินว่าท่านเดินทางไกลบ่อย ทั้งยังเป็นลูกศิษย์ของผู้เยี่ยมยุทธ์ นึกว่าจะต้องเคยพักกลางป่ากลางเขามาบ้างเสียอีก” อวิ๋นเทียนซื่อบ่นไม่จริงจังตามประสา

“ยามต้องพักกลางป่าเขา ข้าจะมีสัมภาระติดไปด้วย เสบียงเช่นน้ำและอาหารแห้ง ผลไม้แห้งก็จะอยู่ในนั้น ไม่อาจคาดหวังกับน้ำบ่อหน้าได้ ยามร่วมเดินทางติดตามเรียนรู้วิชาจากอาจารย์ ข้ากับอาจารย์มักจะเข้าพักผ่อนในโรงเตี๊ยมชั้นเลิศ เพราะอาจารย์ของข้าก็เป็นผู้ร่ำรวยมากผู้หนึ่ง ด้วยเหตุนี้ข้าจึงไม่เคยก่อกองไฟหุงหาอาหารด้วยตนเอง เคยแต่วางเพลิงเพียงเท่านั้น หากจะใช้เพลิงยุทธ์อัคคีก็ดูจะร้อนแรงและอันตรายเกินไป ข้ากลัวจะทำให้เตานี้พัง”

สิ้นคำของผู้เป็นสามี อวิ๋นเทียนซื่อก็รู้สึกทั้งอยากหัวเราะและร้องไห้ในเวลาเดียวกัน “เอาเถิดท่านทำไม่เป็น แต่ข้าทำเป็น เช่นนั้นข้าก็จะสอนให้ ท่านเรียนรู้เอาไว้ ไม่แน่อาจมีประโยชน์ต่อท่านในสักวัน” อวิ๋นเทียนซื่อจัดการจุดเตาให้สามีดู พร้อมทั้งชี้ให้ทดสอบจุดเตาที่อยู่ข้างกันลองดู ในใจรู้สึกภูมิใจไม่น้อยที่ในที่สุดตนก็มีเรื่องเหนือกว่าอีกฝ่าย ‘ลูกเต่าหรือจะมาสู้ลูกเสือสำรอง ฮ่าๆ’

ผ่านไปได้ไม่นาน ผลปรากฏว่า การชี้แนะเพียงเล็กน้อยก็ทำให้หลี่เจิ้งป๋อสามารถจุดเตาได้อย่างสำเร็จงดงาม ทั้งไฟในเตาก็เเรงกว่าของเขาอีกต่างหาก

‘…’ ก็แค่จุดเตาล่ะนะ…

อวิ๋นเทียนซื่อตั้งหม้อต้มน้ำทั้งสองเตา หนึ่งเตาต้มให้เดือดเพื่อเอาไว้ลวกเส้นลวกผัก และอีกเตาเตรียมทำน้ำต้มกระดูกหมูอย่างง่ายๆ หยิบนู่นเติมนี่ ใส่วัตถุดิบต่างๆ ลงไป จนมีกลิ่นหอมยั่วน้ำลายผู้คน จากนั้นก็สั่งให้หลี่เจิ้งป๋อคอยดูเตาเอาไว้ ก่อนจะมาหยิบเส้นที่เขาให้เหล่าพ่อครัวทำเก็บเอาไว้ สยายคลี่ออกก่อนจะนำไปลวกพร้อมผักที่เตรียมเอาไว้ ตั้งใจจะทำชามใหญ่เพียงชามเดียวแล้วค่อยกินด้วยกันเพื่อประหยัดเวลา

เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปสองก้านธูป และแล้วบะหมี่ชามใหญ่ที่ทำขึ้นอย่างง่ายๆ ก็เสร็จสิ้นพร้อมทาน 

หลี่เจิ้งป๋อและอวิ๋นเทียนซื่อก้มหน้าหัวชนกันร่วมรับบะหมี่ชามใหญ่นั้นร่วมกัน ใช้เวลาเพียงไม่นานบะหมี่ง่ายๆ ชามหนึ่งก็ถูกทานจนเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่น้ำ หลี่เจิ้งป๋อทานอาหารที่ภรรยาทำให้จนหยาดหยดสุดท้าย เขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดจึงเลิศรสยิ่งนัก ทั้งที่เป็นเพียงบะหมี่ง่ายๆ ชามหนึ่งเท่านั้น

อวิ๋นเทียนซื่อที่อิ่มแปล้ นั่งตบพุงตัวเองเล่นเบาๆ มองผู้เป็นสามีอย่างเวทนาเห็นใจ บุรุษผู้นี้คงจะเคยกินแต่อาหารดีๆ จนเคยชิน พอเจออาหารบ้านๆ เข้าไปหน่อยเลยกินไม่เหลือแม้กระทั่งน้ำ ขนาดหอมซอยที่ติดก้นชามเจ้าลูกเต่าก็ยังกินเรียบไม่เหลือ

“ท่านพี่ต่อจากนี้เพื่อตอบแทนที่ช่วงนี้ท่านดีต่อข้า ถ้าวันไหนที่ข้าไม่รู้สึกอ่อนเพลีย ข้าจะทำอาหารชาวบ้านให้ท่านได้ลิ้มลองบ่อยๆ ดีหรือไม่”

“ดียิ่ง แต่ไม่อาจหักโหมได้ รอเจ้าคลอดค่อยทำให้ข้าทานก็ได้”

“ข้าอยากทานเองอยู่แล้ว แค่ทำเผื่อท่านด้วยเท่านั้น เพียงเท่านี้หาได้เรียกหักโหมไม่ อีกอย่างท่านเป็นสามีข้า ถ้าข้าไม่ดูแล แล้วใครจะดูแล ไม่ต้องยิ้ม ข้าแค่พูดตามเหตุตามผลเพียงเท่านั้น ฮ้าว…” 

หนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน คนท้องง่วงแล้วจริงๆ

“เช่นนั้นก็รบกวนภรรยาแล้ว” หลี่เจิ้งป๋อมองภรรยาตนเองอย่างสื่อความหมาย ก่อนจะระงับอารมณ์เสน่หาของตนลงไป แล้วเดินไปช้อนอุ้มร่างเล็กๆ ของคนงามที่เริ่มหาวออกมาถึงสองครั้งติด ทะยานกายมุ่งหน้าสู่ทิศทางเดิมที่เพิ่งจากมาได้สักพัก

‘ถึงเวลาที่ต้องกล่อมภรรยานอนแล้ว หลับให้เต็มตื่นเถิด สามีจะปกป้องเจ้าทั้งยามหลับและยามตื่นเอง’

_________

ขอบคุณทุกคอมเมนต์นะคะ ทานบะหมี่กันค่ะทุกคน ~ วันวานวันวาฬ.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 822 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,788 ความคิดเห็น

  1. #1681 zezeuiaz (@zezeuiaz) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 00:48
    พลาดแล้วที่อ่านตอนนี้ กิเลศมาเต็ม เที่ยงคืน... กินก็อ้วน ไม่กินก็หิว OH MY LIFE
    #1,681
    0
  2. #1643 HEART_Y (@HEART14Y) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 01:36
    อบอุ่นยิ่งนัก
    #1,643
    1
  3. #1638 nueng_chaninat (@nueng_chaninat) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 14:36
    อ่านไปยิ้มไป โอ้ยยยยย
    #1,638
    1
  4. #1311 pcy921 (@chanchanchan) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 20 มกราคม 2563 / 23:51
    สถานการณ์ตอนนี้ลูกเต่ากับลูกเสือสำรองนี่สวีทกันจนมดมาทำรังบนหัวดิฉันแล้วค่ะคุณกิตติ
    #1,311
    0
  5. #1276 Run09 (@Run09) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 มกราคม 2563 / 11:46
    หวานมากเว่ออออ
    #1,276
    0
  6. #1044 Minutedao (@Minutedao) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 / 05:39
    น้ำซุปคงหวานหอมแบบไม่ต้องใส่น้ำตาลเลยสินะ
    #1,044
    0
  7. #1012 puenyimm (@Berrymint_) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 20:13
    ไรท์คะ... ถ้าไรท์ได้มาอ่าน โปรดรู้ไว้ว่ารีดเดอร์คนนี้โดนมดกัดตายในขณะที่หิวบะหมี่...
    #1,012
    1
    • #1012-1 วันวาน วันวาฬ (@Look_Peach) (จากตอนที่ 27)
      4 พฤศจิกายน 2562 / 20:34
      วันนั้นที่แต่งนิยายตอนนี้ไอเดียมาจากการที่เราซดเตี๋ยวกับพี่สาวและน้องรวมทั้งหลานๆ พี่เราเก็บหมูกับลูกชิ้นไว้กินตอนท้าย เราไม่อิ่มเลยจ้วงหมูชิ้นพี่มากิน เราถูกพี่น้องรวมทั้งหลานห้าขวบด่าทอ จึงเป็นที่มาของไอเดียและเนื้อเรื่องบะหมี่ยามดึกของสองผัวเมีย อาจฟังดูไม่เกี่ยวแต่ก็เขื่อมโยงกัน5555+ #อยากเมนต์ตอบคนหิว
      #1012-1
  8. #384 natji_ (@natji_) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 15:36
    หิวเลยยย
    #384
    0
  9. #334 2mjtshw (@MaynieTuan) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 / 17:46

    มดต้องขึ้นเรือนบัวพิสุทธิ์แน่ๆ
    #334
    1
  10. #303 Pissuda627 (@0862223050) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 15:18
    เค้าน่ารักอ่ะ เอ็นดูความหิวโหยกลางดึก555
    #303
    0
  11. #218 love_forever 1992 (@pranee_2535) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 21:18
    เหม็นความรัก 555+
    #218
    0
  12. #159 pbamnen (@preawtredici) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 07:49
    โอ้ยยยย โรแมนติกแบบบ้านๆ555 ชอบความเอาหัวชนกันทานบะหมี่
    #159
    0
  13. วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 11:00
    กินเก่งตั้งแต่ยังอยู่ในท้องเลยนะเจ้าหนู
    #133
    0
  14. #14 วัวพันปี (@witch-singsong) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 22:49
    บะหมี่หวานเนอะ
    #14
    0