ภรรยา…อภัยให้ข้าเถิด (สนพ.บ้านวายบุ๊ค)

ตอนที่ 15 : อนุแปดผู้โอหังอวดดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,164
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,062 ครั้ง
    30 มิ.ย. 63

บทที่ ๑๕ อนุแปดผู้โอหังอวดดี

ผู้คนทั่วทั้งเรือนไผ่เขียวต่างยิ้มแก้มปริ่หน้าบาน พวกเขาให้รู้สึกยินดียิ่งนักที่ถูกจัดสรรให้มาอยู่เรือนนี้ วันนี้บ่าวไพร่ทุกคนได้รับอาหารเลิศรสจากเจ้านาย ได้ยินว่า อาหารเหลาเหล่านี้มาจากโรงเตี๊ยมของผู้เป็นพี่ชายของอนุแปด ท่านผู้นี้ช่างมือใหญ่ใจเติบกับข้ารับใช้ชนชั้นล่างอย่างพวกเขายิ่งนัก

“อี๋เหนียงสั่งให้พวกเจ้าผลัดกันไปรับอาหารที่ครัวเล็กในเรือน ให้ทานตอนที่ยังมีความอุ่นร้อน นั่งทานดีๆ ให้อิ่มๆ จึงค่อยผลัดกันกลับมาเฝ้าหน้าประตู” 

เสี่ยวชิงกับเสี่ยวไป๋ก้าวมาบอกคนเดินตรวจเวรยามรอบเรือนรวมทั้งคนเฝ้าประตูหน้าเรือนด้วยสีหน้าอิ่มเอมผ่องใสเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม มุมปากยังมีคราบมันจางๆ ติดอยู่

ขณะที่ผู้คนในเรือนไผ่เขียวกำลังปลื้มปริ่มกับรสชาติของอาหารเหลาชั้นเลิศอยู่นั้น เจ้านายทั้งสองก็กำลังสมัครสมาน รับอาหารด้วยบรรยากาศผ่อนคลายเฉกเช่นครอบครัวชาวบ้านสามัญทั่วไป

หลี่เจิ้งป๋อให้รู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง เขาเป็นคุณชายใหญ่ตระกูลหลี่ การกินการอยู่ล้วนมีข้ารับใช้คอยปรนนิบัติจัดแจง ถึงแม้เขาจะคีบอาหารเหล่านั้นด้วยตนเอง แต่รอบกายจะต้องมีบ่าวรับใช้ข้างกายเพื่อรอปรนนิบัติอยู่เสมอ ต่อให้เป็นการปฏิบัติภารกิจ แต่เรื่องอาหารการกินเขาก็ไม่เคยต้องปรนนิบัติผู้อื่นเลยสักครา…ซึ่งต่างจากครั้งนี้ยิ่งนัก

วันนี้เขาช่วยภรรยาจัดสำรับที่ถูกส่งมาด้วยตัวเอง เหตุเพราะซื่อซื่อสั่งให้ข้ารับใช้ออกไปรับอาหารยามที่ยังมีความร้อน ไม่ต้องอยู่รอปรนนิบัติ ซึ่งเขาก็พอจะรู้เรื่องนี้มาบ้างว่าคนงามนั้นไม่ชอบให้ผู้ใดปรนนิบัติในช่วงเวลานี้

“นี่คือเสี่ยวหลงเป่าร้านท่านป้าหลิว ต้องทานตอนร้อนๆ ท่านเอาชามมานี่ เสี่ยวหลงเป่าของท่านป้าหลิวต้องทานอย่างสามัญชน ห้ามทานแบบคุณชายตระกูลใหญ่เด็ดขาด ต้องตะกละๆ ดู ท่านดูข้า ใช้ตะเกียบเด็ดจุกตรงนี้ออก เมื่อน้ำที่อยู่ด้านในทะลักออกมา ก็สูดน้ำเข้าไปก่อน แล้วค่อยคีบขึ้นมาทาน อย่างนี้ ท่านระวังด้วย อย่าให้ลวกลิ้น”

“ได้! ข้าจะระวัง”

“ท่านพี่ ท่านคีบเป็ดน้ำแดงให้ข้าหน่อย”

“ได้ เป็ดน้ำแดง เป็ดน้ำแดง จานนี้ใช่หรือไม่”

“ไม่ใช่ นั่นมันเป็ดย่างเรือนท่าน ข้าหมายถึงจานนั้นต่างหาก จานเป็ดน้ำแดงของโรงเตี๊ยมพี่ชายข้า นั่นน่ะ”

“ได้ จานนี้คือเป็ดจากโรงเตี๊ยมพี่ชายภรรยา”

“ท่านพี่ผักมีประโยชน์ ท่านรับผักชามนี้เสียหน่อย”

“ได้ เช่นนั้นคีบมาให้ข้าลองสักหน่อยก็แล้วกัน”

.

.

“ซื่อซื่อ เติมข้าวอีกชามดีหรือไม่”

“…”

“ซื่อซื่อ เจ้าลองปลาห้ารสนี้ดู”

“…”

“ซื่อซื่อ ชิมน้ำแกงรากบัวซี่โครงหมูดูเสียหน่อย พ่อครัวใหญ่ทำออกมาได้รสดีนัก”

“…”

“ซื่อซื่อ…”

“…”

ในขณะที่หลี่เจิ้งป๋อรู้สึกเพลิดเพลินกับการปรนนิบัติภรรยา อวิ๋นเทียนซื่อที่ถูก ‘ขุน’ มาพักใหญ่ ก็เริ่มจุกเพราะรับอาหารมากเกินไป 

เขาไม่น่าโลภเลย เสียดายอาหารมากมายเหล่านี้ อาหารมากคนน้อยก็เป็นเช่นนี้ ทำได้เพียงชิมอย่างละไม่กี่คำ ชิมจานโน้นจ้วงจานนี้ได้ไม่กี่ทีกระเพาะน้อยๆ ของเขาก็อิ่มตื้อเสียแล้ว ฝืนทานอีกนิดหน่อยก็จุกจนรับอะไรไม่ได้อีก ได้แต่ยกมือห้ามปรามคนที่กำลังสนุกสนานปรนนิบัติคีบอาหารให้ไม่หยุด “พอ…ท่านทานเถอะ ข้าอิ่มมาก”

หลี่เจิ้งป๋อหยุดมือพินิจมองใบหน้าหวานล้ำของคนใกล้ตัว เห็นผิวแก้มนวลเนียนของภรรยาแล้วรู้สึกคล้ายก้อนเปาจึ[1]นึ่งสุกสองลูก ในใจอยากกัดกินสองแก้มน้อยแล้วกลืนลงท้องไปเสียเดี๋ยวนี้

 อวิ๋นเทียนซื่อเห็นว่า จู่ๆ หลี่เจิ้งป๋อก็นิ่งไป เขาจึงรีบชี้ไปที่ชามข้าวของตนเองที่พูนสูง จนคล้ายภูเขาลูกย่อมๆ อย่างร้อนตัว “ข้ากินไม่เคยพร่องเพราะท่านเติมเรื่อยๆ อย่ามาว่าข้ากินทิ้งกินขว้างเชียว”

“อิ่มแล้วจริงหรือ”

“ท่านยังจะถามอีก” อวิ๋นเทียนซื่อส่งค้อนหนึ่งวงให้แก่หลี่เจิ้งป๋ออย่างลืมตัว ก่อนจะแอ่นพุงน้อยๆ ขึ้นอวด “เอ้า! ไม่เชื่อก็ดูหลักฐาน”

หลี่เจิ้งป๋อชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็เก็บอาการชอบใจลงไปอย่างแนบเนียน ก่อนจะล้างมือ และนั่งย่อยอาหารเป็นเพื่อนภรรยาคนงาม

หลังมื้ออาหาร สองสามีภรรยาจึงเสพสุขจากสุราดอกท้อ อวิ๋นเทียนซื่อจิบทีละนิดเพราะไม่อยากเมามาย แต่หลี่เจิ้งป๋อกลับดื่มจอกแล้วจอกเล่าอย่างเสียของ เห็นดังนั้นมนุษย์เกอที่ตั้งครรภ์ได้อย่างเขาพลันเอ่ยเตือนผู้เป็นสามี ดื่มแล้วหลับก็ดีไป แต่เขาเองไม่อยากเสี่ยง หากหลี่เจิ้งป๋อคอแข็งเล่า เกิดแสร้งตีมึนทำเป็นสติขาดผึงแปลงร่างเป็นหมาป่าตะครุบเหยื่อ เช่นนั้นคงได้แต่กล่าวโทษความประมาทของตัวเองแล้ว

“ท่านพี่ร่ำสุราแต่น้อยเถิด จิบเพียงให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายก็เพียงพอแล้ว[2] ข้าเคยได้ยินมาจากพี่ชายว่า สุรานั้นมีโทษอยู่ ดื่มมากไปไม่ดีต่ออวัยวะภายใน อืม…อะไรนะ…อ้อ…ตับ ไม่ดีต่อตับขอรับ”

“น่าสนใจ ที่แท้สุราก็ไม่ดีต่อตับ จิบเพียงนิดเพื่อสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย อืม…ข้ายังคิดถึงอีกหนึ่งวิธีที่สามารถสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย ‘กอด’ ทำเช่นนี้แล้วอุ่นดีหรือไม่ภรรยา…”

หลี่เจิ้งป๋อปากว่ามือถึง เขารวบตัวอวิ๋นเทียนซื่อเข้ามาในอ้อมกอดแข็งแกร่ง แม้คนงามจะมีอากัปกิริยาขัดขืนบ้างเล็กน้อย แต่ก็ค่อยๆ สงบลง แล้วยอมให้สามีกอดโดยดี 

กอดได้ไม่นาน ร่างน้อยในอ้อมกอดก็หาวออกมาสามครั้งติด แสดงอาการง่วงงุนเหลือทน เห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มเพลียเขาจึงอุ้มคนงามมาที่เตียง บ่าวไพร่รู้หน้าที่ต่างยกอ่างล้างเท้าเข้ามาให้เจ้านายทั้งสอง…


อวิ๋นเทียนซื่อใจเต้น ตุ้มๆ ต่อมๆ นอนตัวแข็งอยู่ค่อนคืน ลุ้นระทึกว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับตนเองหรือไม่ แต่ก็ปรากฏว่าคิดมากไปเอง หลี่เจิ้งป๋อเพียงนอนโอบกอดเขาจากด้านหลังเท่านั้น อืม นับว่าวันนี้เจ้าทำได้อย่างที่เอ่ย ถึงจะแค่วันนี้แต่ก็นับว่าดี คิดได้ดังนั้นอาการเกร็งก็เริ่มผ่อนคลายขึ้นและผล็อยหลับไปพร้อมกับลมหายใจที่ดังขึ้นเบาๆ อย่างสม่ำเสมอ

อ้อมกอดกระชับแน่นขึ้น รอยยิ้มบางเบาประดับอยู่บนใบหน้าของบุรุษที่กำลังนอนซ้อนกอดภรรยา

“ซื่อซื่อ เรื่องในวันนี้ข้ามิได้หลอกใช้เจ้า เรื่องเพียงประจวบเหมาะเท่านั้น แม้ข้านั้นจะพอใจในผลลัพธ์ แต่ก็หวังว่าเจ้าจะเข้าใจถึงจุดที่สามีนั้นกำลังยืนอยู่ และรับรู้ความจริงข้อนี้จากใจข้า” เสียงกระซิบที่ดังข้างหูนั้น ทำให้ร่างน้อยแบบบางในอ้อมกอดกระตุกเบาๆ เพียงหนึ่งครั้ง ถึงแม้จะเบาจนไม่อาจจับสัมผัสได้ แต่นั่นก็ทำให้หลี่เจิ้งป๋อพอใจยิ่งแล้ว ‘เพียงเท่านี้หรือหลี่เจิ้งป๋อ เพียงเท่านี้เจ้าก็พอใจแล้วหรือ’ ใช่ สำหรับวันนี้เขาคงต้องพอใจเท่านี้ไปก่อน 

การลงให้ภรรยา…ก็เป็นหน้าที่ของสามีเช่นกัน

สองร่างแนบชิด กอดก่ายสลับกันไปมา มิอาจแยกแยะได้ว่าผู้ใดเป็นฝ่ายกอดและผู้ใดเป็นฝ่ายถูกกอด คนทั้งคู่หลับใหลยาวนานจวบจนรุ่งเช้าของอีกวัน


อวิ๋นเทียนซื่อมองเงาหลังของคนที่กำลังถูกเขากอดก่ายอย่างงุนงง ก่อนจะคิดได้ว่าควรเก็บแขนเก็บขาของตนกลับคืน แต่คนที่ถูกกกกอดดันเริ่มขยับร่างกายขึ้นมาเสียก่อน เขาจึงรีบหลับตาลง แสร้งหลับโดยสัญชาตญาณ จังหวะนั้นก็พยายามค่อยๆ เก็บมือเก็บเท้าของตนกลับคืนอย่างไม่ให้ผิดสังเกต แสร้งหลับอยู่ได้สักพักก็ยังดึงแขนดึงขาของตัวเองกลับคืนมาไม่ได้ อวิ๋นเทียนซื่อจึงรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ

“ตื่นแล้วหรือ ซื่อซื่อเจ้าทับสามีทั้งคืน ดูเอาเถิด ข้าปวดเมื่อยไปทั้งตัวแล้ว”

‘ทีเจ้าทับข้าเล่า ข้าไม่เห็นจะบ่น’

“ขออภัยท่านพี่ ท่านปวดเมื่อยตรงไหนบ้าง เดี๋ยวข้านวดให้ท่านดีหรือไม่ แต่ก่อนอื่น ขอท่อนขาท่อนแขนของข้าคืนก่อนได้หรือไม่ขอรับ” แม้วาจาที่เอ่ยออกมาจะฟังนอบน้อมแต่น้ำเสียงกลับหาเป็นเช่นนั้นไม่

“หึ หึ ข้าเพียงเย้าคนงามเล่นเพียงเท่านั้น เป็นข้า…ที่สมควรนวดให้เจ้า ตัวข้าแข็งไม่นุ่มนิ่ม ลำบากภรรยาให้ต้องกกกอดท่อนไม้อย่างข้าทั้งคืนแล้ว” หลี่เจิ้งป๋อพลิกลิ้นเปลี่ยนวาจารวดเร็ว อวิ๋นเทียนซื่อเองก็อารมณ์เริ่มดีขึ้นมา ‘ใช่แล้ว เจ้าเป็นท่อนไม้’

หลังจากที่อวิ๋นเทียนซื่อปรนนิบัติสามีล้างหน้าล้างตา และช่วยสวมเสื้อผ้าให้ในยามเช้าเป็นครั้งแรกแล้ว เขาก็ต้องมานั่งสางผมเผ้ายาวๆ เกล้าเป็นมวยอย่างบุรุษ ปักปิ่นเก็บไรผมให้สามี จากนั้นคนทั้งคู่จึงนั่งรับสำรับเช้าร่วมกัน

“ท่านพี่ ข้ามีเรื่องอยากรบกวนท่านเรื่องหนึ่งได้หรือไม่”

“ขอเพียงเป็นเรื่องที่ข้าทำได้ ข้าล้วนยินดีจัดการให้”

“นี่คือกำไลกล กำไลวงนี้เคยมีเข็มยาสลบอยู่ในนี้ทั้งสิ้นหกเล่ม เล่มแรก ข้ายิงเพื่อทดสอบว่าเข็มในกำไลกลนี้เป็นยาสลบมิใช่ยาพิษ สี่เล่มต่อมา ข้าใช้ยิงคนที่จวนอันจวิ้นอ๋อง และเล่มสุดท้ายข้าใช้กับอนุเก้าเมื่อวาน 

‘เกอ’ อย่างข้าไม่มีพลังยุทธ์ หากไม่มีอาวุธลับ ข้ารู้สึกไม่ปลอดภัย ต่อให้ข้าจะอยู่ภายใต้ปีกของสามี แต่อย่างไรตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน เรื่องนี้จำเป็นต่อข้ามากจริงๆ ท่านช่วยเป็นธุระนำกำไลวงนี้ไปเติมเข็มยาสลบให้ข้าได้หรือไม่ขอรับ”

หลี่เจิ้งป๋อพิจารณาภรรยาของตนอีกครั้ง ความลึกล้ำในดวงตาเปล่งประกายขึ้นวูบหนึ่งก่อนจะเลือนหายไปคล้ายมีคล้ายไม่มี

“เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ สามีย่อมจัดการให้ภรรยาได้แน่นอน พูดถึงเรื่องอาวุธลับ หากเจ้าสนใจ ลองไปที่โรงเก็บศาสตราดูได้ หากพึงใจชิ้นไหน ก็เพียงหยิบออกมา”

“ไม่ล่ะ ข้าไม่ได้อยากเป็นจอมยุทธ์ เอาเป็นว่าหากท่านเห็นชิ้นไหนเหมาะกับข้า ท่านก็มอบให้ข้าเองแล้วกัน” อวิ๋นเทียนซื่อเอ่ยตอบสามีรวดเร็ว โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองได้เผลอแสดงความผ่อนคลายในวาจาลงหลายส่วน ปฏิกิริยาตอบสนองเช่นนี้ได้สร้างความพึงใจให้หลี่เจิ้งป๋อไม่น้อยเลย

ก่อนออกจากเรือนหลี่เจิ้งป๋อไม่ลืมบอกอวิ๋นเทียนซื่อถึงเรื่องที่เขารับปาก ว่าจะพาออกไปเที่ยวชมทิวทัศน์ภายนอก แต่ด้วยระยะสามถึงสี่วันนี้เขาอาจจะมีภารกิจเร่งด่วน จึงได้กำชับให้ภรรยารอแต่เพียงภายในเรือนไผ่เขียว หากมีสิ่งใดเร่งด่วนเขาจะส่งคนสนิทมาบอกด้วยตัวเอง

ด้านคนฟังจับน้ำเสียงความแห่งความเคร่งครัดตึงเครียดได้ จึงพยักหน้าและรับปากว่าจะไม่ออกไปไหน คล้อยหลังของหลี่เจิ้งป๋อไปเพียงเล็กน้อย ความร่าเริงยินดีก็ครอบคลุมไปทั่วทั้งเรือนไผ่เขียว

‘สามถึงสี่วัน ทำไมไม่เป็น สามถึงสี่ปี ไปเลยเล่า ฮ่าๆ’

อาเป่า เสี่ยวชิง และเสี่ยวไป๋ ทั้งสามคนเห็นผู้เป็นนายอารมณ์ดี ก็ได้แต่พากันนึกยินดีกับเจ้านายที่ได้รับความโปรดปรานจากนายท่านผู้เป็นสามี


เรื่องยินดีของเรือนไผ่เขียวนี้ ย่อมล่องลอยไปตามสายลม สายแล้ว สายเล่า เวลานี้ไม่มีบ่าวไพร่ผู้ใดไม่ยำเกรงต่อเจ้านายเเห่งเรือนไผ่เขียว ด้วยเหตุจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับอนุเก้านั้น ได้สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คนเป็นอย่างมาก รวมถึงเจ้านายทั้งสองแห่งเรือนกล้วยไม้ด้วยเช่นกัน

“พี่เย่ว์เผิง ท่านว่าอนุแปดผู้นั้นจะทำอันใดพวกเราหรือไม่”

“น้องสาว เจ้าใจเย็นๆ ก่อน นายท่านหาใช่คนที่ได้ใหม่ลืมเก่า เพียงพวกเรารู้จักทิศทางลมอย่างเช่นที่แล้วมา ย่อมไม่มีเรื่องใดให้กังวล แต่หากมีคนมาหาเรื่องพวกเราก่อน เช่นนั้น…ก็ทำเช่นเดิมแล้วกัน”

“ได้อย่างไร ท่านไม่ได้ยินเรื่องความโปรดปรานของอนุแปดผู้นั้นหรือ ได้ยินว่าทุบตีอนุเก้าอยู่ฝ่ายเดียว แต่กลับกลายเป็นผู้ถูกทุบตีไปเสียอย่างนั้น หากพวกเรากระทำการเช่นเดิม จะไม่มีจุดจบเช่นอนุเก้าหรือ อนุเก้ายังดีที่ยังเป็นญาติห่างๆ ทางมารดาของนายท่าน จึงเพียงถูกส่งตัวออกไป แล้วพวกเราเล่า เป็นอันใด ข้าว่าพวกเราเก็บเนื้อเก็บตัวกันก่อนเถอะ ต่อให้ถูกระรานก็มิอาจทำเช่นเดิมได้”

“ก็จริงของเจ้า วิธีนี้อาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็เป็นได้ ได้ข่าวว่าอนุแปดผู้นั้นมีวิชาลึกลับสามารถสั่งให้ผู้คนสลบไสลได้ ทั้งยังเป็นคนโอหังอวดดีเสียยิ่งกว่าอนุเก้า เช่นนั้น…พวกเราก็เก็บเนื้อเก็บตัวกันให้ดีเถอะ”

เมื่อคิดได้เช่นนั้น สาวงามทั้งสองที่อาศัยใต้ชายคาร่วมเรือนเดียวกัน พวกนางต่างก็พยักหน้าให้กันอย่างเห็นพ้อง ทั้งคู่ไม่เอ่ยวาจาใดออกมาอีก ทำเพียงนั่งจิบชา อ่านบทกวี และแทะเมล็ดแตงเฉกเช่นที่เคยปฏิบัติกันมาในทุกๆ วัน คล้ายไม่เคยมีบทสนทนาเช่นเมื่อครู่เกิดขึ้นกับพวกนางมาก่อน


ณ เรือนไผ่เขียว หลังจากที่อวิ๋นเทียนซื่อได้รับรายงานเรื่องความโอหังอวดดีของตน ก็ให้รู้สึกขบขันและพึงพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ยิ่งนัก ในตอนนี้เขารับสืบทอดตำแหน่งความโอหังจากอนุเก้าผู้นั้นแล้ว นับว่าเขายังใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ได้อยู่บ้าง อย่างน้อยผลประโยชน์ก็ไม่ตกใส่หัวของหลี่เจิ้งป๋อแต่เพียงฝ่ายเดียว

ข่าวลือจำพวกนี้คงจะทำให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างสงบไปได้สักระยะกระมัง

อนุแปดผู้โอหังอวดดี ทั้งยังมีวิชาลับ อืม…น่าสนใจ ควรเพิ่มเติมสิ่งใดไปอีกหรือไม่หนอ เรื่องนี้…คงต้องใช้เวลาคิดอีกสักระยะกระมัง

__________

ฝากติดตามผลงานด้วยน้า อ่านให้สนุกนะคะ ~ วันวานวันวาฬ.

ขอบคุณ คุณ Falak-n5 สำหรับความรู้ในเรื่องของพิษสุรามากๆ นะคะ


เชิงอรรถ

[1] ซาลาเปา

[2] อวิ๋นเทียนซื่อกล่าวด้วยอ้างอิงตามความคิดในยุคสมัยนั้น แต่ในความเป็นจริงการดื่มสุราไม่ได้ทำให้ร่างกายอบอุ่น เนื่องจากฤทธิ์เหล้าขับความร้อนออกจากร่างกายเร็วขึ้นผ่านการระบายออกทางผิวหนัง และส่งผลให้อวัยวะทุกส่วนสูญเสียหน้าที่ ยิ่งดื่มในวันที่อากาศหนาวยิ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ ดังนั้นอากาศเย็นอย่าดื่มเหล้าเพื่อคลายความหนาว เพราะเสี่ยงเกิด “ภาวะตัวเย็นเกิน” ซึ่งอันตรายถึงชีวิต

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.062K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,788 ความคิดเห็น

  1. #1635 HEART_Y (@HEART14Y) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 12:48

    ข่าวลือช่างน่ากลัวยิ่ง😄
    วิชาลับทำผู้คนสลบไสล
    #1,635
    0
  2. #1299 pcy921 (@chanchanchan) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 20 มกราคม 2563 / 20:22
    ไม้ต้องกลัวอนุคนอื่นหรอกค่ะกลัวคุณสามีนี่แหนะทัวเดเรยยย
    #1,299
    0
  3. #1031 Minutedao (@Minutedao) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 / 12:22
    เอาใจเก่งงงงงงงง
    #1,031
    0
  4. #761 SanjiMakiko (@SanjiMakiko) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 05:11
    อาซื่อต้องคิดแผนการณ์เตรียมรับมืออิพี่ได้แล้วนะ
    #761
    0
  5. #269 Pissuda627 (@0862223050) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2562 / 15:42
    ใกล้ถึงเวลาเก็บกวาดเหล่าอนุ555
    #269
    0
  6. #201 love_forever 1992 (@pranee_2535) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 19:12

    แสบบบบบ
    #201
    0
  7. วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 05:23
    ตี 5 ไม่หลับไม่นอนจ้าาดิฉัน 555
    รักเทียนซื่อ เอ็นดูอ่า
    แต่ชะนีสองคนนี้จะไม่มีไรใช่ไหม
    #121
    0
  8. #83 nicharipaen04 (@nicharipaen04) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 17:54
    ชอบบบบ
    #83
    0