42 - 94 สวัสดีความรัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 274 Views

  • 8 Comments

  • 18 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    183

    Overall
    274

ตอนที่ 1 : บทที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 84
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    18 พ.ค. 62

ปลาหางนกยูงสีสดห้าตัวว่ายวนในกะละมังใบเล็กขณะที่ผมจัดตู้ปลาใหม่อยู่อย่างขะมักขเม้นหลังจากเพิ่งล้างตู้ปลาเสร็จ  ไม้น้ำและสาหร่ายต้นเล็ก ๆ ถูกจัดเข้าริมตู้ ตามด้วยขอนไม้อันย่อม ๆ ให้ลูก ๆ ของผมได้เล่นซ่อนหากัน ความเพลิดเพลินจากการจัดบ้านให้สัตว์เลี้ยงบวกกับความสบายใจหลังจากงานที่ปั่นติด ๆ กันมาสองอาทิตย์กำลังคืบหน้าไปได้ด้วยดีทำให้ผมผิวปากอย่างอารมณ์ดี

แกร๊ก!

เสียงจากหน้าห้องดังขึ้น ผมชะงักมือ เสียงนั้นเหมือนมีคนเปิดประตูหน้าห้องของผม แต่จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อคอนโดขนาดหนึ่งห้องนอนนี้มีผมอยู่คนเดียว

หรือว่าเป็นเสียงเปิดประตูห้องตรงข้าม แต่เสียงมันชัดเจนเกินไป ชัดจนผมอดรนทนไม่ได้ ต้องวางมือออกไปดูที่ประตู แล้วก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นว่าบานประตูถูกเปิดออกจริง ๆ แต่ยังติดตัวล็อกที่ผมล็อกไว้จากด้านในทำให้ใครก็ตามที่เปิดประตูเมื่อครู่นี้เข้ามาในห้องไม่ได้

ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือตกใจ แต่พอคิดว่าเสียงเปิดประตูนั้นดังขึ้นเหมือนคนที่กำลังเปิดประตูเข้าห้องตัวเอง โดยไม่มีการออมแรงหรือค่อย ๆ เปิดเหมือนพวกย่องเบา ความตกใจก็กลายเป็นความสงสัย หรือว่าจะมีใครเมาแล้วเปิดประตูผิด? แต่ห้องผมก็อยู่สุดทางเดิน เรียกว่ามีโอกาสเปิดผิดน้อยมาก

ผมกลับไปจัดตู้ปลาต่อทั้งที่ความสงสัยยังอัดแน่นเต็มสมอง ทบทวนความเป็นไปได้ที่น่าจะเกิดขึ้นแล้วเชื่อว่าอีกฝ่ายน่าจะเปิดห้องผิดมากกว่ามีเจตนาร้าย จะว่าผมมองโลกในแง่ดีก็ได้ แต่ผมอยู่คอนโดนี้มาห้าปีแล้ว ทั้งนิติบุคคล แม่บ้าน รปภ. ก็ล้วนแล้วแต่คุ้นหน้าคุ้นตากันหมดทุกคน รอบคอนโดก็เรียกได้ว่าสภาพแวดล้อมดีจนไม่ค่อยอยากเชื่อว่าจะมีเรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้น กระนั้นผมก็ยังเผื่อใจไว้พอสมควร เพราะถ้าอีกฝ่ายไม่มีเจตนาร้าย แต่ทำไมฝ่ายนั้นถึงได้ไม่พูดอะไรเลยหลังจากเปิดผิด หรือคิดว่าในห้องไม่มีใครอยู่?

คิดไปก็ไม่ได้คำตอบ มีแต่จะปวดหัวเปล่า ๆ ผมจึงสลัดความสงสัยออกไปแล้วหันไปจัดตู้ปลาจนเสร็จก่อนจะเติมน้ำใส่ตู้แล้วปล่อยปลาหางนกยูงห้าตัวกลับลงไปว่ายในบ้านของมันตามเดิม หลังจากดูจนแน่ใจว่าพวกลูก ๆ ไม่มีปัญหากับน้ำใหม่ที่ใส่เพิ่มเข้าไปก็กลับมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์ที่ทำงานค้างอยู่ต่อ

อาชีพนักแปลและล่ามฟรีแลนซ์นั้นดูเผิน ๆ ก็เหมือนจะกำหนดเวลาทำงานได้ตามสบาย แต่เอาเข้าจริงก็หัวปั่นไม่แพ้พนักงานบริษัทนั่นแหละ เผลอ ๆ ยังหัวหมุนกว่าเพราะงานพร้อมจะเข้ามาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวได้ทุกเมื่ออีกด้วย

ปกติผมจะเป็นคนเรียกสมาธิในการทำงานได้เร็ว แต่คราวนี้พิมพ์งานไปเท่าไหร่ ความสงสัยที่เกิดขึ้นก็ไม่หายไปสักที จะว่าไปมันยิ่งรบกวนสมาธิผมขึ้นทุกทีเสียด้วยซ้ำ

ผมเหลือบมองนาฬิกาที่มุมจอคอมพิวเตอร์ สองทุ่มครึ่งแล้ว ปกติสำนักงานนิติฯของคอนโดจะปิดประมาณทุ่มครึ่ง แต่ที่ป้อมรปภ.อาจจะมีดูกล้องวงจรปิดย้อนหลังได้ ผมจะได้ไม่ต้องทนเก็บความสงสัยไว้จนพรุ่งนี้

คิดแล้วผมก็ตัดสินใจออกจากห้องแล้วกดลิฟท์ลงไปที่ชั้นล่างทันที

"เอ๊ะ งั้นไปดูกล้องในนิติฯเลยครับ คุณเหมียวยังไม่กลับพอดี" 
พี่นทีรปภ.ที่คุ้นหน้ากันดีบอกหลังจากฟังผมเล่าเรื่องจบลง คนพวกเรากำลังพูดถึงขับรถอ้อมออกมาจากหลังอาคารพอดี พี่นทีจึงเล่าเรื่องที่ฟังจากผมไปเมื่อครู่ให้ฟังคร่าว ๆ หญิงสาวรุ่นพี่ผู้ดูแลคอนโดนี้มานานขมวดคิ้ว เบี่ยงรถเข้าจอดตรงที่ว่างด้านข้างทันที

"ขอโทษทีนะครับ กำลังจะกลับบ้านแท้ ๆ"
ผมนึกเกรงใจเพราะตอนนี้ก็เลยเวลาทำงานของเธอแล้ว ซ้ำเรื่องที่เกิดขึ้นก็น่าจะเป็นแค่ความเข้าใจผิดเท่านั้น แต่คนฟังกลับยิ้มให้แล้วปฏิเสธ
"ไม่เป็นไรค่ะ คุณชิน จะได้หายสงสัยนะคะ พี่เองก็คาใจเหมือนกัน"

พี่เหมียวเดินนำไปที่สำนักงานนิติฯ เปิดไฟแล้วตรงไปที่จอแสดงภาพจากกล้องวงจรปิดที่อยู่ด้านใน
"เรื่องเกิดตอนกี่โมงนะคะ"
"เอ... สักครึ่งชั่วโมงก่อน ประมาณสองทุ่มได้ครับ" ผมทบทวนความจำ พนักงานนิติบุคคลที่อยู่กับคอนโดนี้มาตลอดพยักหน้า จัดการคีย์คำสั่งย้อนกลับไปดูกล้องช่วงเวลาที่ผมบอก

ผมจ้องหน้าจอที่แสดงภาพเป็นสีขาวดำด้วยใจที่เต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย เพราะถึงจะค่อนข้างแน่ใจว่าเป็นการเปิดห้องผิด แต่เอาเข้าจริงก็แอบกังวลอยู่เหมือนกันว่าถ้าเกิดไม่ใช่อย่างที่คิดขึ้นมาจะทำอย่างไร

แล้วภาพจากกล้องที่อยู่ตรงทางเดินหน้าห้องผมก็ปรากฏร่างผู้ชายสวมแว่นคนหนึ่งเดินก้มหน้ามองโทรศัพท์มือถือตรงดิ่งมา ส่วนมืออีกข้างก็ถือเสื้อผ้าที่เหมือนจะเพิ่งรับมาจากร้านซักรีด คนคนนั้นไม่ได้มองรอบตัวเหมือนคนที่ชินกับการเดินในตึกนี้

"เอ๊ะ นั่นคุณปวีร์นี่นา ห้องคุณปวีร์อยู่ตรงกับห้องคุณชินค่ะ" พี่เหมียวบอกเมื่อเห็นหน้าผู้ชายในกล้องชัด ๆ แล้วก็บนพึมพำกับตัวเอง "แต่คุณปวีร์อยู่ห้อง 94 ถัดไปอีกสองชั้นนี่นา..." ไม่ทันขาดคำ คนที่ชื่อคุณปวีร์นั่นก็คว้ามือจับประตูห้องผมแล้วกดจะเปิด แต่พอติดล็อก เขาก็เงยหน้าขึ้นมองเลขห้องเหมือนงง ๆ
แน่ละ เพราะสิ่งที่เขาเห็นคือห้องหมายเลข 42 ของผม ไม่ใช่หมายเลข 94 ของเขา แต่สิ่งที่ผมเห็นต่อมาในภาพคือคนคนนั้นหมุนตัวเดินกลับไปตามทางเดิมโดยที่ตายังมองโทรศัพท์อยู่เหมือนเดิม ทำเอาผมร้องออกมาอย่างฉุน ๆ

"เฮ้ย! เอาแต่ดูโทรศัพท์จนจะเข้าห้องผิด แล้วยังจะดูโทรศัพท์ไม่เลิกอีกเหรอเนี่ย"

พี่เหมียวจัดการคีย์คำสั่งเพื่อย้อนดูเวลาตั้งแต่คนที่ชื่อปวีร์คนนั้นออกจากลิฟท์อีกครั้ง แล้วพอเธอได้เห็นว่าลิฟท์ตัวนั้นเลื่อนต่อไปที่ชั้น 5 และเปิดออกโดยไม่มีใครออกมาเธอก็พยักหน้ากับตัวเอง
"เข้าใจละค่ะ ตอนกดลิฟท์คุณปวีร์คงกดลิฟท์พลาดไปโดนเลข 3 ด้วยแต่ไม่ทันรู้ตัว พอลิฟท์เปิดก็เดินออกมาโดยไม่ได้ดูเลขบอกชั้นจนถึงห้องคุณชิน"

"เฮ้อ ทำเอาผมหัวใจจะวาย" ผมบ่น แล้วก็หันไปหัวเราะกับพี่เหมียว "ขอบคุณพี่เหมียวมากครับที่อุตส่าห์เสียเวลา ผมสบายใจละ"

"ไม่เป็นไรค่ะ" หญิงสาวรุ่นพี่ผู้ดูแลงานจิปาถะของคอนโดแห่งนี้มาหลายปียิ้มให้ ผมเองก็ยิ้มตอบและกลับห้องอย่างโล่งอก

แม้จะนึกฉุนอยู่บ้างกับความซุ่มซ่ามของอีกฝ่ายที่ทำเอาผมเกือบจะหัวใจวาย แต่เมื่อได้คำตอบที่ชัดเจนแล้วผมก็ไม่คิดอะไรมากและหันมาตั้งสมาธิกับงานที่กำลังทำอยู่จริง ๆ ได้เสียที

 * * * * *

หลังจากวันนั้นผมก็ไม่ได้สนใจเรื่องที่เกิดขึ้นอีก แม้ผมจะทำงานฟรีแลนซ์และใช้เวลาอยู่ที่คอนโดมากกว่าอยู่ข้างนอก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะรู้จักมักคุ้นกับคนร่วมตึกขึ้นมาแต่อย่างใด อย่าว่าแต่คนร่วมตึกเลย กระทั่งเพื่อนบ้านที่อยู่ในชั้นเดียวกันก็ยังแทบไม่เห็นหน้า เวลาเดินสวนกันก็แค่ยิ้มหรือผงกศีรษะทักทายไปตามเรื่องเท่านั้น

ดังนั้น ในวันที่ผมลงไปจ่ายค่าน้ำประปาที่สำนักงานนิติฯในสัปดาห์ถัดมาผมก็ไม่ได้สนใจผู้ชายอีกคนที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ก่อนผม ดูเหมือนเขาคงมารับพัสดุ เพราะคุณปู เจ้าหน้าที่นิติฯอีกคนกำลังรื้อกองพัสดุที่ซ้อนกันเป็นภูเขาย่อม ๆ หลังเคาน์เตอร์ให้อยู่

"สวัสดีค่ะ คุณชิน" พี่เหมียวเงยหน้าขึ้นจากงานแล้วลุกมาที่เคาน์เตอร์


"สวัสดีครับ จ่ายค่าน้ำครับ พี่เหมียว" ผมตอบ ขณะที่ร่างสูงโปร่งของคนที่ยืนอยู่ก่อนเขยิบให้ผมเข้าไปยืนหน้าเคาน์เตอร์ด้วยอีกคน

พี่เหมียวจัดการเขียนบันทึกในสมุดจ่ายค่าน้ำก่อนเลื่อนสมุดให้ผมเซ็น หลังจากเซ็นชื่อเรียบร้อยผมก็ทำท่าจะส่งสมุดกลับไปแล้วหากว่าสายตาไม่สะดุดกับอะไรบางอย่างเข้าเสียก่อน
ชื่อที่อยู่บรรทัดถัดจากผมขึ้นไป ห้องหมายเลข 94 และลายเซ็นที่อ่านไม่ออก

ไม่รู้ว่าอาการชะงักของผมสะดุดความรู้สึกของคนที่ยืนว่าง ๆ รอพัสดุอยู่หรืออย่างไร เขาจึงเหลือบสายตาใต้กรอบแว่นมามอง และถ้าผมไม่ได้คิดไปเอง ผมว่าผมเห็นเขาสะดุ้งนิด ๆ เมื่อสายตามองเห็นหมายเลขห้องของผม

แต่ไม่ทันที่ฝ่ายนั้นจะได้พูดอะไร คุณปูก็ค้นเอาพัสดุของเขาออกมาได้พอดี "อันนี้ค่ะคุณปวีร์"

ชัดเลย ชื่อที่เจ้าหน้าที่นิติฯเอ่ยออกมาทำให้ผมแน่ใจทันทีว่าคนที่ยืนอยู่ข้างผมตอนนี้คือคนที่เด๋อด๋ามาเปิดประตูห้องผมผิดเมื่อสองอาทิตย์ก่อนนี่เอง
ผมเหลือบมองเขาอีกครั้ง หน้าตาก็ดี ไม่น่าติดมือถือจนป้ำเป๋อแบบนั้นเลย

แต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่อมยิ้มให้พี่เหมียวอย่างรู้กัน หลังจากรับใบเสร็จค่าน้ำเรียบร้อยแล้วก็เดินออกจากคอนโด กะว่าจะหาอะไรกินเป็นมื้อกลางวันและโดนแดดเสียบ้างหลังจากปั่นงานจนไม่ได้ออกจากห้องมาหลายวัน

สวัสดีครับ
ผมเพิ่งรู้จากพี่เหมียวว่าตอนที่ผมไปเปิดประตูห้องผิดเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนั่นคุณอยู่ที่ห้องด้วย ขอโทษนะครับที่ทำให้ตกใจ
ปวีร์ ห้อง 94

ข้อความสั้น ๆ บนกระดาษโน้ตที่ปะปนอยู่กับจดหมายและใบปลิวในตู้เมล์บ็อกซ์ทำให้ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ออกจะแปลกใจอยู่เหมือนกันที่อีกฝ่ายอุตส่าห์เขียนโน้ตมาขอโทษทั้งที่เรื่องผ่านไปเป็นอาทิตย์แล้ว อีกความรู้สึกคือความนึกขันระคนเอ็นดูที่เขาทำอะไรกุ๊กกิ๊กอย่างการเขียนโน้ตใส่เมล์บ็อกซ์ แต่พอคิดดูอีกที ทั้งผมและเขาก็ไม่ได้มีช่องทางอื่นที่จะติดต่อกันได้ เพราะฉะนั้นวิธีนี้ก็นับว่าง่ายและได้ผลที่สุดแล้ว

ผมถือกระดาษแผ่นเล็กนั้นกลับไปที่ห้องด้วย แต่งานที่รออยู่ทำให้ผมหันหน้าเข้าหาจอคอมพิวเตอร์แล้วลงมือทำงานต่อและหมดความสนใจในกระดาษแผ่นนั้นไปอย่างรวดเร็ว พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีหลังจากทำงานเสร็จไปได้ตามแผนที่วางไว้ก็พบว่าเวลาผ่านไปเกือบสามชั่วโมงแล้ว ผมบิดตัวอย่างเมื่อยล้า ลุกขึ้นไปเปิดตู้เย็นหาของกินเพื่อพักสมองสักหน่อย ตามองงานตรงหน้า มือตักไอศกรีมเย็น ๆ เข้าปาก รสชาติหวาน ๆ ทำให้ความเหนื่อยล้าลดลงไม่น้อย
แต่ตอนที่ผมลุกจากโต๊ะเพื่อจะเอาถ้วยไอศกรีมเปล่าไปทิ้งนั่นเอง สายตาของผมก็สะดุดเข้ากับกระดาษใบเล็ก ๆ ที่วางทิ้งเอาไว้มุมโต๊ะ

ผมก็ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นตัวเองคิดอะไร หรือผมอาจจะแค่ยังไม่อยากกลับไปทำงานเลยหาเรื่องเถลไถลก็เป็นได้ ผมค้นลิ้นชักโต๊ะทำงาน แล้วก็เจอกระดาษโน้ตใบเล็กจึงจัดแจงหยิบออกมาวางบนโต๊ะ

ถึงคุณปวีร์
ไม่เป็นไรครับ

อืม... เขียนแค่นี้ก็ดูห้วน ๆ ไปหน่อยแฮะ แต่จะเขียนอะไรต่อดีล่ะ... แต่เพราะไม่มีอะไรให้เขียนต่อจริง ๆ ผมก็เลยแค่วาดหน้ายิ้มเล็ก ๆ ต่อท้ายก่อนจะลงชื่อแล้วเดินลงไปหย่อนโน้ตแผ่นนั้นใส่ตู้เมล์บ็อกซ์หมายเลข 94

ไม่มีโน้ตตอบกลับมาจากคุณปวีร์ห้องหมายเลข 94 อีก ซึ่งผมก็ไม่ได้คาดหวังคำตอบอะไรอยู่แล้ว อีกฝ่ายขอโทษมาและผมก็ตอบกลับไปแล้ว ก็ไม่มีเรื่องให้คุยกันอีก ผมยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานในห้องของตัวเอง แต่ก็ไม่ลืมดูแลสุขภาพตัวเองไม่ให้นั่งอยู่กับที่นานนักด้วยการว่ายน้ำสัปดาห์ละสามถึงสี่ครั้งอย่างที่ทำมาตลอด

ข้อดีของการทำงานฟรีแลนซ์คือผมสามารถจัดการเวลาของตัวเองได้ตามใจชอบ อย่างการว่ายน้ำนี่ผมก็เลือกมาใช้สระในวันธรรมดาซึ่งแทบไม่มีใครอยู่ที่คอนโดได้ตามสบาย ไม่ต้องไปแย่งใช้สระในวันเสาร์อาทิตย์ที่คนส่วนใหญ่มาว่ายน้ำกัน

ผมวอร์มตัวเองเบา ๆ ก่อนลงสระ ว่ายช้า ๆ สองสามรอบแล้วก็เริ่มเอาจริงเอาจังขึ้น การว่ายน้ำเป็นกีฬาที่ผมชอบมาแต่ไหนแต่ไร เพราะไม่ร้อนและสามารถเล่นคนเดียวได้ ส่วนหนึ่งที่ผมเลือกคอนโดนี้ก็เพราะมีสระขนาดกำลังดี ไม่ใช่เล็กเป็นบ่อปลาคาร์ฟเอาไว้ประดับคอนโดเฉย ๆ อย่างคอนโดอื่นที่ผมเคยไปดูนี่แหละ 

ผมว่ายอยู่พักใหญ่ จังหวะที่ผมกลับตัวรอบก่อนสุดท้ายตามที่ตั้งใจไว้นั่นเอง ปลายหางตาก็มองเห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินมาที่สระ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจนักเพราะคิดว่าตัวเองว่ายใกล้เสร็จแล้วก็จะขึ้นจากสระให้อีกฝ่ายได้ใช้สระตามสบาย จนกระทั่งผมกลับตัวอีกรอบนั่นแหละถึงได้เห็นว่าผู้ชายคนนั้นมากับเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง เด็กน้อยที่สวมห่วงยางรอบเอวและต้นแขนทั้งสองหัวเราะร่าอยู่ในสระเด็กซึ่งมีน้ำสูงเลยเข่าของผู้ชายคนนั้นขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้น เป็นภาพที่ดูน่ารักดีจนผมเผลอยิ้มอยู่คนเดียวขณะที่ยันตัวขึ้นมาคว้าผ้าขนหนูห่มตัวและเช็ดผมอยู่ตรงขอบสระ

เอาละ ยอมรับตามจริงก็ได้ว่านอกจากความน่ารักของเด็กชายตัวน้อยแล้ว ผู้ชายคนนั้นก็ดึงดูดสายตาผมมากเช่นกัน รูปร่างเขาเป็นแบบที่ผมชอบ สูงพอ ๆ กับผมแต่ผอมกว่านิดหน่อย แถมยังผิวสีแทนสวยเสียด้วย

เพราะมัวแต่เพลินกับภาพคนที่ค้อมตัวลงจนต่ำเพื่อจับแขนเล็ก ๆ ไว้เพื่อให้เด็กชายตีขาในน้ำ พอจู่ ๆ ฝ่ายนั้นหันมาผมก็เลยเก็บสีหน้าไม่ทัน รอยยิ้มยังค้างอยู่บนใบหน้าในขณะที่ฝ่ายนั้นเลิกคิ้วขึ้นสูง ผมรีบก้มศีรษะให้ กึ่งทักทายกึ่งขออภัยที่ไปจ้องเขาแบบนั้น แต่พอเงยหน้าขึ้นก็พบว่าคนถูกมองไม่ได้มีท่าทางไม่พอใจ กลับกัน เขากลับยิ้มให้แล้วเอ่ยทัก

"สวัสดีครับคุณชิน"

คำทักทายนั้นทำเอาผมเอ๋อไปพักใหญ่ ก่อนจะนึกได้ในเกือบจะทันที คุณปวีร์ที่เปิดประตูห้องผมผิดเมื่อเดือนก่อนนี้นี่เอง
"สวัสดีครับ คุณปวีร์" ผมทักตอบ เจ้าของชื่อก้มลงมองเด็กน้อยที่หยุดตีขาแล้วลอยตัวเกาะขาข้างหนึ่งของเขาไว้ "ว่าไงครับ พายุ สวัสดีอาชินหรือยัง"
เด็กน้อยที่ชื่อพายุพนมมือไหว้ผมด้วยสีหน้าเขิน ๆ เล็กน้อย "สวัสดีครับ อาชิน"

"สวัสดีครับ" ผมยิ้มตอบ เด็กน้อยดูอยากรู้อยากเห็นแต่ความที่ยังแปลกหน้าก็ทำให้ยังเกาะหลบหลังขาคุณปวีร์เสียครึ่งตัว โผล่มาแต่ดวงตาสีดำขลับที่ดูคล้ายคนตรงหน้าผมอยู่ไม่น้อย

"ผมได้โน้ตแล้วนะครับ ขอบคุณที่ตอบมา ทีแรกผมก็กลัวอยู่ว่าคุณจะคิดว่าผมโรคจิตไหม ไปเปิดประตูห้องผิดแล้วยังเขียนโน้ตไปใส่เมล์บ็อกซ์อีก" คุณปวีร์เงยหน้ากลับมาพูดกับผมพลางเกาหัวเก้อ ๆ

"ไม่เป็นไรครับ" ผมหัวเราะเบา ๆ 

"วันนี้ไม่ได้ไปทำงานเหรอครับ" คุณปวีร์ทรุดตัวลงนั่งขอบสระเด็กพลางชวนคุย ส่วนเด็กชายที่ชื่อพายุก็เกาะขาคนพูดแล้วเอาขาตีน้ำเล่นอีกครั้ง ผมเองจากตอนแรกที่คิดว่าจะตรงกลับห้องหลังว่ายน้ำเสร็จก็เลยเปลี่ยนใจนั่งลงตามอีกฝ่ายแล้วคุยตอบทั้งที่ปกติก็ไม่ถนัดคุยกับแปลกหน้ามากนัก

"ผมทำงานฟรีแลนซ์ครับ ส่วนมากก็นั่งทำงานอยู่ที่ห้องนี่แหละ"

"อ้าว" คนฟังทำเสียงประหลาดใจ "ผมก็เป็นฟรีแลนซ์เหมือนกันครับ นั่งทำงานอยู่ที่ห้องซะเป็นส่วนใหญ่เหมือนกัน เลยมีเวลาพาไอ้ตัวเล็กนี่เที่ยวกรุงเทพฯได้"
มือของคนพูดเอื้อมไปโยกศีรษะเล็กทุยเล่น ทำให้ผมพลอยเลื่อนสายตาลงไปมองเด็กน้อยบ้าง เจ้าตัวมองผมตาแป๋วอยู่ก่อนแล้ว พอเห็นผมมองไปก็ยิ้มอาย ๆ ให้

"ชื่อพายุเหรอครับ อายุเท่าไหร่แล้วเอ่ย"
"ห้าขวบครับ" เจ้าหนูตอบเบา ๆ แต่แถมรอยยิ้มแฉ่งมาด้วย บอกให้รู้ว่าน่าจะสนิทกับคนแปลกหน้าง่ายพอสมควร ผมเลยชวนคุยต่อ
"มาอยู่กรุงเทพฯกับคุณพ่อสนุกมั้ยครับ" 

แทนที่จะได้รับคำตอบ ผมกลับได้ยินเสียงคนข้างตัวสำลัก ส่วนเด็กน้อยตรงหน้าเอียงคองง ๆ ทำให้ผมพลอยหันไปมองคนที่สำลักหน้าดำหน้าแดงอย่างไม่เข้าใจ

"ผมเป็นอาของพายุครับคุณชิน"

"อ้าว..." ผมอุทาน หน้าร้อนขึ้นมานิดหน่อยกับการทึกทักของตัวเอง แถมเจ้าหนูน้อยยังย้ำมาอีก "อาวีร์เป็นอาฮะ ปะป๊าไม่ได้มาด้วย"

"...อ่า เหรอครับ" ผมได้แต่อึกอักรับคำหนูน้อยที่พูดอย่างซื่อ ๆ ในขณะที่คนเป็นอากลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น ทำเอาผมแอบฉุนหน่อย ๆ อะไรจะขำขนาดนั้น

"แล้วคุณอาพาไปเที่ยวที่ไหนมาบ้างครับ" ผมเปลี่ยนเรื่องด้วยการหันไปคุยกับเด็กแก้เก้อ และก็ได้ผลเพราะพายุยิ้มกว้างเล่าอย่างกระตือรือร้น

"ไปดูปลาฮะ แล้วก็ไป..." คิ้วน้อย ๆ ขมวดมุ่นอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเอ่ยชื่อสถานที่กึ่งท่องเที่ยวกึ่งเรียนรู้สำหรับเด็กที่ผมเคยได้ยินชื่อออกมาสองสามชื่อ นับว่าความจำไม่เลวทีเดียวสำหรับเด็กอายุเท่านี้

"เหรอ แล้วพายุชอบที่ไหนที่สุดครับ"
คำถามนี้คงทำให้เด็กวัยห้าขวบหนักใจไม่ใช่เล่น เพราะพายุทำปากยื่นนิด ๆ เหมือนกำลังใช้ความคิด "พายุชอบหมดเลย"

"แต่เดี๋ยวจะไม่ได้เที่ยวบ่อย ๆ แบบนี้แล้วนะเพราะอาวีร์ต้องทำงาน" คนเป็นอาเตือน ทว่าหนูน้อยกลับไม่เดือดร้อน "ไม่เป็นไรฮะ อยู่ที่ห้องก็ได้"
ท่าทางว่าง่ายของพายุไม่ได้ทำให้คุณปวีร์ยิ้มด้วยความพอใจว่าหลานเชื่อฟังดี กลับกัน เขากลับทำหน้าเหมือนรู้สึกผิดจนผมอดพูดขึ้นบ้างไม่ได้ทั้งที่รู้ดีว่าอาจจะเป็นการก้าวก่ายเรื่องคนอื่น

"อยู่บ้านก็สนุกได้เนอะ ตอนอาชินเด็ก ๆ อาชินชอบอยู่บ้านเล่นระบายสี พายุชอบมั้ยครับ"
"ชอบครับ พายุชอบวาดรูป จะหัดวาดรูปให้เก่ง ๆ เหมือนอาวีร์เลย อาวีร์วาดรูปได้ทุกอย่างเลยฮะ"
พายุเล่าอย่างอวด ๆ ในขณะที่คนข้างตัวผมยิ้มหน้าบานกับคำชมของหลานจนผมนึกขำ

"งั้นก็หัดวาดบ่อย ๆ จะได้เก่ง ๆ นะครับ"
ศีรษะกลม ๆ ใต้มือผมผงกเบา ๆ อย่างเชื่อฟัง ผมอดยิ้มอย่างเอ็นดูไปด้วยไม่ได้
"อาชินต้องไปทำงานต่อแล้ว ไว้เจอกันใหม่นะครับพายุ"

"สวัสดีครับ" เด็กน้อยยกมือไหว้ผมอย่างเรียบร้อย ส่วนคุณปวีร์ก็ผงกศีรษะให้เป็นเชิงลา
"สวัสดีครับ ไว้เจอกันใหม่ครับคุณชิน"

* * * * * *

คำว่าไว้เจอกันใหม่ดูจะเป็นจริงอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะหลังจากนั้นผมก็เจอสองอาหลานอีกบ่อยครั้ง และสถานที่ที่พบบ่อยที่สุดก็คือสระว่ายน้ำของคอนโดนั่นเอง หลังจากสังเกตอยู่พักหนึ่งผมจึงรู้ว่าคุณปวีร์พาพายุมาว่ายน้ำตอนราวบ่ายสามโมงหรือสี่โมงเกือบทุกวัน เพราะเป็นช่วงที่เงาตึกช่วยบังแสงอาทิตย์ แต่น้ำในสระยังอุ่นสบาย ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป และพายุเองก็ดูจะชอบว่ายน้ำ ขนาดที่ว่าคุณปวีร์พาลงสระใหญ่ก็ยังตีน้ำเล่นสนุกสนานโดยไม่กลัว แต่พอเห็นผมจะว่ายน้ำ เขาก็ชวนพายุไปแช่น้ำเล่นในสระเด็กให้ผมได้ว่ายน้ำออกกำลังอย่างจริงจังตามสบาย

"อาชินว่ายน้ำเก่งจัง" พายุทำตาเป็นประกายบอกผมที่ยันตัวขึ้นนั่งขอบสระหลังจากว่ายน้ำครบตามที่ตั้งใจไว้ ผมยิ้มให้เด็กน้อยที่เริ่มจะคุ้นเคยกันเพราะเจอกันมาแล้วหลายครั้ง

"อาชินชอบว่ายน้ำครับ ตอนเด็ก ๆ อาชินตัวเล็ก ขี้โรคมากเลย แต่พอได้ว่ายน้ำก็แข็งแรงขึ้น จนตอนนี้อาชินไม่ป่วยเลย"
ผมเล่า ดวงตากลมโตของเด็กน้อยยิ่งเบิกกว้างขึ้นอีก คุณปวีร์จึงยิ้มบอกหลาน "เดี๋ยวพายุฝึกบ่อย ๆ ก็ว่ายเก่งเหมือนอาชินเองแหละ แต่ห้ามออกมาเล่นน้ำคนเดียวนะ ต้องให้อาวีร์มาด้วยทุกครั้งนะรู้มั้ย"

"คร้าบ" พายุรับคำยานคาง ทำให้ผมเดาได้เลยว่าอีกฝ่ายคงย้ำคำนี้กับหลานบ่อย ๆ จนเจ้าตัวจำได้แล้วเป็นแน่

แล้วภาพที่ผมเห็นก่อนจะออกจากสระว่ายน้ำคือเจ้าหนูพายุที่พยายามฝึกฝ่ายน้ำอย่างตั้งอกตั้งใจจนผมอดยิ้มไม่ได้ ความจริงผมเล่นกับเด็กไม่ค่อยเป็นเพราะเป็นลูกคนเดียว แถมตอนเด็กก็ขี้โรคจนขาดเรียนบ่อย ๆ จึงไม่มีเพื่อนสนิท ลูกพี่ลูกน้องที่มีก็อยู่ห่างกันเสียอีก แต่พอได้เจอพายุบ่อยเข้าก็พบว่าการเล่นกับเด็กก็สนุกไม่เลว ยิ่งไปกว่านั้น การพูดคุยกับคุณวีร์ก็เป็นความเพลิดเพลินอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ผมผ่อนคลายจากการทำงานได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ตอนที่พบกันครั้งที่สอง เราคุยกันแค่เรื่องทั่ว ๆ ไป เช่นว่าคุณวีร์อายุมากกว่าผมปีหนึ่ง เกิดที่เชียงราย แต่ใบหน้าคมคายและสีผิวแทนเนียนตานั้นได้มาจากคุณพ่อซึ่งเป็นคนสงขลา เขามีพี่ชายอายุห่างกันถึงเจ็ดปีเพียงคนเดียวซึ่งก็คือพ่อของพายุนั่นเอง ในขณะที่ผมเกิดและโตที่กรุงเทพฯ และไม่มีพี่น้องเลย

พอพบกันครั้งที่สาม ผมก็พบว่าความจริงผมกับคุณวีร์อาจจะเคยเจอกันเมื่อนานมากมาแล้วเพราะเราเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในโครงการเดียวกัน แต่ไปคนละประเทศ มหาวิทยาลัยที่เขาเรียนจบมาก็อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยที่ผมจบมามาก หนำซ้ำคุณวีร์ยังอยู่คอนโดนี้มาสามปีแล้วด้วย แต่เราก็ไม่เคยเจอกันมาก่อนอยู่ดีจนกระทั่งตอนนี้ ก็เป็นความบังเอิญที่แปลกดี 

เมื่อพบกันครั้งที่สี่ คุณวีร์เล่าว่าเขาเคยทำงานในบริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่ที่แม้แต่ผมก็เคยได้ยินชื่อ ก่อนจะลาออกมาเป็นกราฟฟิกดีไซเนอร์ฟรีแลนซ์เมื่อสองปีที่แล้ว เป็นช่วงเดียวกับที่ผมลาออกจากบริษัทมาทำงานฟรีแลนซ์เต็มตัวเช่นกัน

และในการเจอกันครั้งหลังสุด เขาก็บอกเหตุผลที่หลานชายตัวน้อยมาอยู่กับเขาช่วงนี้ว่าเป็นเพราะคุณแม่และคุณยายของพายุประสบอุบัติเหตุต้องเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน เขาจึงรับเอาหลานมาอยู่ด้วยเพื่อให้พี่ชายดูแลภรรยาและแม่ยายได้โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

"วันก่อนที่ผมไปเปิดประตูห้องคุณชินผิดเข้าก็เพราะแบบนี้แหละครับ พอดีวันนั้นผมมัวแต่แชตคุยกับพี่เวย์เรื่องเอาพายุมาอยู่ด้วยที่กรุงเทพฯสักพัก เลยไม่ทันดูว่าลิฟท์หยุดที่ชั้นสามไม่ใช่ชั้นห้า" คนพูดหัวเราะเขิน ๆ "นึกแล้วผมยังอายอยู่เลย ขอโทษนะครับ"

อย่างนี้นี่เอง มิน่าวันนั้นเขาถึงได้เอาแต่ก้มหน้าก้มดูโทรศัพท์ไม่ยอมเงยแบบนั้น...
พอผมหัวเราะอย่างไม่คิดอะไรมากเขาก็ยิ้มเหมือนโล่งใจ รอยยิ้มนั้นสะดุดความรู้สึกของผมเข้าอย่างจัง ผิวสีแทนของคุณวีร์ดูกลายเป็นสีน้ำผึ้งสว่างด้วยรอยยิ้มสดใส เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองสบายใจพอ ๆ กับน้ำเสียงนุ่ม ๆ และอ่อนโยนโดยเฉพาะเวลาคุยกับหลานชาย โชคดีที่ผมยังเก็บสีหน้าไว้ได้จึงไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวแล้วผวาไปเสียก่อน

และเพราะความที่รู้สึกคุ้นเคยกันแล้ว เมื่อวันหนึ่งผมกลับคอนโดหลังจากออกไปธุระมาทั้งวันแล้วเจอพายุนั่งอยู่บนชุดโซฟาเล็ก ๆ หน้าโถงลิฟท์โดยที่มีพี่เหมียวคุกเข่าอยู่บนพื้นหน้าโซฟาด้วยสีหน้าติดจะลำบากใจเล็กน้อยจึงทำให้ผมชะงักฝีเท้าไปโดยไม่รู้ตัว

"อาชิน" พายุที่เงยหน้ามาเห็นผมเข้าร้องเสียงเสียงสั่น ใบหน้ากลมยุ้ยเบะเหมือนจะร้องไห้ ทำเอาผมตกใจ รีบเดินเข้าไปหาทันที
"ว่าไงครับ พายุ ทำไมอยู่คนเดียวล่ะ"

สิ้นเสียงถาม น้ำตาที่คลออยู่ในดวงตากลมโตก็ร่วงพรูจนผมตกใจ พี่เหมียวก็ตกใจ ผมรีบคว้าเอาร่างเล็ก ๆ เข้ามากอดไว้
"โอ๋ ๆ มีอะไรครับ ไหนเล่าให้อาฟังหน่อย"

"ฮือ... อาวีร์...ฮึก ไม่สบาย ไปหาหมอ คุณหมอไม่ให้อาวีร์กลับมา ฮือ..."
เสียงเล็ก ๆ ที่เอ่ยเล่าสลับกับเสียงสะอื้นทำให้ผมจับเรื่องราวได้ราง ๆ แต่ครั้นจะถามรายละเอียดมากกว่านี้ เด็กน้อยวัยห้าขวบก็ดูจะอธิบายอะไรไม่ได้มากกว่านั้น ผมจึงหันไปหาพี่เหมียวอย่างขอความช่วยเหลือ

"เมื่อตอนบ่ายคุณวีร์ไม่สบายเลยไปหาหมอที่โรงพยาบาลค่ะ" พี่เหมียวบอกชื่อโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ไม่ไกลจากคอนโดนัก "แต่คุณวีร์ไม่อยากพาน้องพายุไปด้วย เลยฝากพี่ไว้ คงกะว่าแค่หาหมอได้ยาแล้วก็จะกลับ แต่เมื่อกี้โทรมาบอกว่าคุณหมอให้นอนให้น้ำเกลือก่อนเลยยังกลับไม่ได้"

อย่างนี้นี่เอง ผมพลิกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลา ทุ่มครึ่งแล้ว พี่เหมียวคงอยากกลับบ้านเต็มที ผมพอรู้มาว่าเธอมีลูกเล็กและอยู่กับคุณแม่ซึ่งอายุมากแล้ว เธอคงเป็นห่วงทั้งแม่ทั้งลูกแต่ก็ทิ้งพายุไปไม่ได้เพราะรับฝากคุณวีร์ไว้แล้ว

"นี่พี่ก็บอกคุณวีร์ไปว่าคืนนี้จะพาน้องพายุไปนอนบ้านพี่ แต่น้องไม่อยากไป บอกว่าจะรอคุณวีร์"

ใบหน้าเปื้อนน้ำตาของพายุดูน่าสงสาร เท่าที่เคยได้คุยกับเด็กน้อยตรงหน้าผมรู้สึกว่าพายุเป็นเด็กว่าง่าย แต่ตอนนี้เจ้าตัวคงกังวลเรื่องอาของตัวเองที่หายไปนาน แถมยังไม่คุ้นเคยกับพี่เหมียวมากนักจึงออกอาการงอแงไม่อยากไปด้วย

ไม่รู้ว่าใบหน้าเปื้อนน้ำตาของพายุหรือใบหน้ากังวลของพี่เหมียวที่ทำให้ผมสงสารมากกว่ากัน จนเผลอเอ่ยปากออกไปโดยไม่รู้ตัว
"งั้นไปรออาวีร์ที่ห้องอาชินไหมครับ"

ใบหน้าเล็ก ๆ เงยขึ้นมองผมทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้างก่อนจะพยักหน้าถี่ ๆ ส่วนพี่เหมียวยิ่งทำหน้าลำบากใจกว่าเดิม
"จะดีเหรอคะคุณชิน คุณวีร์ฝากหลานไว้กับพี่ ถ้าพี่ไปฝากคุณชินอีกทอด..."

"ไม่เป็นไรครับ ถ้าคุณวีร์ให้น้ำเกลือด้วยก็น่าจะนาน เผลอ ๆ กลับมาพรุ่งนี้ด้วยซ้ำ แล้วพรุ่งนี้เป็นวันหยุดพี่เหมียวไม่ใช่เหรอครับ"

"แต่..." พี่เหมียวทำหน้ายุ่งยากใจ และตอนนั้นเองที่พายุเอ่ยแทรกด้วยเสียงเล็ก ๆ ที่ยังมีรอยสะอื้นน้อย ๆ
"พายุจะรออาวีร์ ไปรอที่ห้องอาชินก็ได้ ได้ใช่ไหมฮะอาชิน"

ดวงตากลมโตเงยขึ้นมองผมอย่างมีความหวัง ผมลูบผมนิ่ม ๆ อย่างสงสาร
"เอาอย่างนี้นะครับ เดี๋ยวให้อาชินคุยกับอาวีร์ก่อน ถ้าอาวีร์อนุญาต พายุก็ไปรอที่ห้องอา แต่ถ้าอาวีร์ไม่อนุญาต พายุก็ไปกับป้าเหมียวนะครับ"

ใบหน้าของพายุสลดลงเล็กน้อยที่ผมไม่รับปากในทันที แต่เด็กชายก็ไม่โยเย หากแต่รอให้พี่เหมียวกดโทรศัพท์มือถือหาคุณวีร์ด้วยสีหน้ามีความหวัง
หลังจากพี่เหมียวคุยกับคุณวีร์ครู่หนึ่ง คนปลายสายก็คงขอคุยกับผมเธอจึงส่งโทรศัพท์มาให้

"สวัสดีครับ คุณวีร์"
ผมทักทาย และอีกฝ่ายก็เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่าเพลียไม่น้อย
"สวัสดีครับ คุณชิน พายุบอกว่าจะอยู่กับคุณชินเหรอครับ"

"ใช่ครับ ทางผมไม่มีปัญหานะครับ สบายมาก พี่เหมียวจะได้รีบกลับ คุณวีร์ก็ไม่ต้องกังวลด้วย"
"ไม่รบกวนคุณชินจริง ๆ ใช่ไหมครับ ผมไม่นึกว่าหมอจะสั่งให้น้ำเกลือเลยไม่ได้พาพายุมาโรงพยาบาลด้วย" คุณวีร์พูดเสียงอ่อย

"ไม่พาไปก็ดีแล้วครับ เด็กเล็ก ๆ ไปโรงพยาบาลจะพานป่วยเอาง่าย ๆ" ผมปลอบคนป่วยที่บ่นเหมือนโทษตัวเอง

"พายุคงไม่คุ้นกับพี่เหมียวเลยโยเย ถ้าฝากคุณชินได้..."

"ได้ครับ ไม่ต้องคิดมาก" ผมยืนยัน ปลายสายเงียบไปอึดใจ ก่อนจะตอบเบา ๆ
"ขอบคุณมากจริง ๆ นะครับ" คุณวีร์เอ่ยต่ออย่างเกรงใจ "ขอผมคุยกับพายุหน่อยได้ไหมครับ"

ผมส่งโทรศัพท์ของพี่เหมียวให้เด็กชายที่นั่งมองผมคุยโทรศัพท์ไม่วางตา พอผมส่งโทรศัพท์ให้ หนูน้อยก็รับไปแนบแก้มแล้วส่งเสียงปนสะอื้น "อาวีร์..."
โทรศัพท์ที่ใหญ่เกินใบหน้าเล็ก ๆ ทำให้ผมได้ยินเสียงจากอีกด้านลอดออกมา
"พายุจะไปรออาวีร์ที่ห้องอาชินเหรอ"

ไม่รู้ทำไมคำถามนั้นกลับทำให้ผมรู้สึกดี คุณวีร์ไม่เอาแต่สั่งหลาน หากแต่ถามความต้องการของเด็กน้อยด้วย และพายุก็พยักหน้าหงึกหงักพร้อมตอบด้วยเสียงที่สดใสขึ้นคล้ายจะรู้ว่าได้รับอนุญาตแล้ว

"ฮะ พายุจะไปรอที่ห้องอาชิน"
"งั้นเป็นเด็กดี เชื่อฟังอาชินนะครับ เดี๋ยวอาวีร์จะรีบกลับไป"

"ฮะ" เด็กน้อยรับคำหนักแน่นแถมพยักหน้าอย่างเอาจริงเอาจังเหมือนอยากยืนยันจนลืมไปว่าผู้เป็นอามองไม่เห็น คุณวีร์คุยกับหลานอีกสองสามคำ ในที่สุดพี่เหมียวก็กลับบ้านไปหลังจากผมจัดการแลกเบอร์โทรศัพท์กับคุณวีร์เรียบร้อย ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นผมก็จูงมือเด็กน้อยที่สะพายเป้สีน้ำตาลใบย่อมเอาไว้มาที่ห้องของตัวเอง

แต่หลังจากปิดประตูห้องลงแล้วผมก็ยืนงงอยู่อึดใจ
ยังไงต่อละทีนี้

* * * * *

TBC
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

0 ความคิดเห็น