Hololive Exotic : Doppelgänger The Atrophy

ตอนที่ 4 : Psychopath Sister

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 180
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 50 ครั้ง
    16 ก.พ. 64

 

โครมม !!

 

รถของอาเน่มาจิพุ่งชนเข้ากับตัวตึกอย่างรุนแรง โชคยังดีที่ระบบป้องกันของตัวรถยังทำงานและมันสามารถช่วยชีวิตเธอและซุยเซย์ไว้ได้ แต่นั่นก็ยังไม่ดีมากพอ

 

เสียงที่ดังสนั่นนั้นยิ่งลากผู้ติดเชื้อรายอื่นๆเข้ามาหาตัวพวกเธอ พร้อมกับเสียงร้องคำรามที่ดังกึกก้องอยู่ในช่วงค่ำคืนนั้น

 

อาเน่มาจิรีบขยับตัวและคว้าตัวซุยเซย์ที่ดูเหมือนจะไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากมายนักและรีบลงจากรถ ตอนนี้ตัวหน้ารถของเธอนั้นทะลุเข้าไปยังตึกๆหนึ่ง ซึ่งอาเน่มาจิก็รีบคลานออกมาทางหน้าต่างหน้ารถที่กระจกมันแตกกระจายไปเรียบร้อยแล้ว

 

เธอมองซ้ายมองขวา และก็พบว่าตึกที่ว่านั่นมีลักษณะเหมือนร้านอาหารเล็กๆ ที่มีโต๊ะเก้าอี้อยู่ในสภาพที่กระจัดกระจายเต็มไปหมด ไม่ลังเลถึงรีบคว้าตัวซุยเซย์และรีบเข้าไปหลบหลังเค้าเตอร์ของร้านทันที

 

เสียงของผู้ติดเชื้อที่มาถึงก็ดังกระหึ่มออกมาในทันทีทันใด เสียงกรีดร้องอันโหยหวนของพวกเขาที่พยายามจะพังตัวรถนั่น เพื่อที่จะแทรกตัวเข้ามาก็ดังอยู่เป็นระยะๆ

 

ลมหายใจและชีพจนที่เต้นอย่างผิดจังหวะจากความหวาดผวาของอาเน่มาจิก็เริ่มทำให้ตัวเธอมีอาการหน้ามืด เหมือนจะหมดแรง แต่เธอก็ยกมือขึ้นมาและตบเข้าที่ใบหน้าเธออย่างแรง

 

เธอจะหลับไม่ได้ .. ถ้าเธอหลับพวกเธอไม่รอดแน่ๆ ..

 

และแล้วช่วงเวลาอันน่าอึดอัดก็ผ่านไป เมื่อพวกเธอซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบอยู่สักระยะหนึ่ง เสียงผู้ติดเชื้อก็ค่อยๆเบาลง เบาลง เสียงฝีเท้าที่มากมายก็เริ่มจางหายไปอย่างช้าๆ

 

อาเน่มาจิลุกขึ้นและมองซ้ายมองขวา พยายามใช้แสงสว่างอันน้อยนิดในยามค่ำคืนมองไปรอบๆ ซึ่งมันก็ไม่พบอะไรนอกจากเศษซากสิ่งของ และซากปรักหักพังต่างๆภายในร้าน

 

ตัวรถนั้นเองก็เป็นประตูป้องกันชั้นดีเพราะตอนนี้มันปิดทางเข้าและออกของตัวร้านอยู่ อาเน่มาจิพยายามมองหาสิ่งของต่างๆที่อยู่ใกล้ๆตัว และก็พบกับผ้าผืนเก่าๆที่มันยังมีฝุ่นเกาะอยู่ เธอหยิบมันมาและสบัดออก

 

ก่อนเธอจะวางมันไว้บนแขนเธอ และโอบตัวน้องสาวของเธอให้นอนลงโดยใช้แขนของเธอและผ้าผืนนั้นเป็นหมอนรอง พลางกอดและลูบหัวน้องสาวอันบอบบางของเธอไปด้วย

 

สุดท้ายคืนนั้น พวกเธอก็ได้พักเสียที ..

 

______________________________________________

 

“พี่คะ ..”

“พี่ช่วยหนูด้วย ..”

“หนูมองไม่เห็นอะไรเลย ..”

“หนูกลัว ..”

 

“!!?”

 

อาเน่มาจิสะดุ้งตื่นขึ้นมา ฝันที่เหมือนจริงมากๆที่ได้ยินเสียงน้องสาวของเธอกำลังร้องขอความช่วยเหลือนั้นก็ทำให้เธอเอง รีบหันไปมองน้องสาวของเธอที่นอนอยู่ข้างๆนั่น

 

แต่ซุยเซย์เองก็ยังคงหลับไม่ได้สติอยู่บนแขนข้างหนึ่งของเธอ ที่ตอนนี้มันแทบจะไม่มีความรู้สึกอะไรแล้วด้วยเลือดที่ไม่สามารถไหลไปเลี้ยงได้เป็นเวลานาน

 

เป็นอีกครั้งที่ประสบการณ์ของเธอนั้นบ่งบอกให้เธอย้ำคิดย้ำทำอยู่เสมอ อาเน่มาจิรีบโผล่หัวออกมาจากบริเวณเค้าเตอร์และมองดูรอบๆ ซึ่งเธอก็พบว่าตอนนี้นั้น แสงแดดเริ่มจะส่องทะลุตัวอาคารที่มีรูพรุนเข้ามาแล้ว

 

เธอจึงรีบลุกขึ้นและพยุงตัวน้องสาวของเธอขึ้นมา ก่อนจะเดินขึ้นไปด้านบนของตัวร้าน ซึ่งเธอพบว่าด้านบนนั้นไม่ต่างอะไรกับด้านล่างเลย มันมีผนังที่แตกกระจาย และตัวตึกเองก็เป็นช่องเป็นรูโหว่อยู่

 

สายตาของเธอกำลังมองหาทางออกที่น่าจะดีกว่าการที่จะต้องมุดรถกลับเข้าไป และเธอก็พบ มันมีรูใหญ่ๆของตัวกำแพงที่แตกออก ซึ่งรูที่ว่านั้นมันน่าจะเป็นทางออกเดียวตอนนี้ เธอมองลงไปด้านนอกนั้นก็พบว่ามันสูงพอสมควร แต่ด้านล่างนั้นเองมีตัวรถที่จอดคาอยู่ เป็นครึ่งหลังที่ไม่ได้ทะลุตัวตึกเข้ามานั่นเอง

 

เธอจึงใช้ผ้าที่มีอยู่นำมาฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนจะมัดแขนมัดขาตัวซุยเซย์เข้ากับตัวเธอ พร้อมกับกอดตัวน้องสาวของเธอเอาไว้ และกระโดดผ่านรูนั่นลงไป ซึ่งเธอเองก็ลงบนหลังคารถได้อย่างปลอดภัย

 

ภาพแรกที่เธอเห็นคือเมืองอันใหญ่โตที่ดูจะมีตึกตราบ้านช่องอยู่เต็มไปหมดทั้งสองข้างทาง แต่เมืองกลับมีสภาพที่ไม่ดีเอาเสียเลย มันยังคงมีกลุ่มควันไฟ ลอยโพงพุ่งอยู่ตามจุดต่างๆของเมือง

 

หลังจากที่ลงมาได้แล้วเธอก็เลือกที่จะพยุงตัวน้องสาวของเธอ แบกเธอไว้ที่บนหลังแล้วเดินต่อไป แม้ว่าตัวเธอกับซุยเซย์จะไม่ได้ต่างกันมากนัก แต่อาเนมาจิแข็งแรงพอที่จะแบกน้องสาวของเธอได้

 

เธอเลือกเส้นทางที่ลัดเลาะไปตามตึกต่างๆ พยายามจะไม่ออกไปตามถนนหนทางที่ดูโล่งแจ้ง ซึ่งหนทางด้านหน้านั้นดูไร้จุดหมาย ตอนนี้ในหัวของเธอเองกำลังสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่น้อย และยังไม่รู้เลยว่าจะต้องทำยังไง

 

แต่ตอนนี้สิ่งที่เธอกังวลที่สุดก็คือน้องสาวของเธอที่สูญเสียการมองเห็นไปแล้วนั่นเอง เธอเองต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง แต่ในเมืองร้างที่อันตรายแบบนี้ มันยากเย็นเหลือเกินที่จะทำอะไรได้

 

อาเน่มาจิพยายามจะมองหาสิ่งก่อสร้างที่พอจะเป็นร้านค้าหรือร้านอะไรก็ตามที่มันพอจะมีสิ่งของหลงเหลืออยู่บ้างและเธอก็เจอ เมื่อสายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับป้ายร้านสะดวกซื้อที่มันตกอยู่บนพื้น ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอรีบพลีพลามเข้าไปแต่อย่างใด

 

“ค-แค่ก แค่ก แค่ก ..”

“ฮ-แฮ่ก .. แฮ่ก .. แฮ่ก ..”

 

เธอสัมผัสได้ว่าซุยเซย์นั้นเริ่มจะรู้สึกตัวอย่างช้าๆแล้ว เธอดูมีอาการหายใจแรงกว่าปกติและมีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง เพราะฉะนั้นแล้วร้านสะดวกซื้อด้านหน้านี้ อาจจะเป็นสถานที่ชี้เป็นชี้ตายก็ได้

 

แกร้ก ..

 

แต่เมื่อเธอก้าวเท้าเหยียบเศษกระเบื้องที่ตกอยู่แถวนั้น เธอก็ได้ยินเสียงของผู้ติดเชื้อที่อยู่ในร้านดังขึ้นทันที 

 

ตามปกติแล้วผู้ติดเชื้อจะหลบแสงแดดและมักจะหนีเข้ามาอยู่ในบริเวณตึกบ้านช่องในช่วงกลางวัน ก่อนมันจะเริ่มออกอาละวาดในช่วงกลางคืนอีกครั้ง นั่นทำให้อาเน่มาจิที่เห็นเช่นนั้นก็ค่อยๆถอยหลังไปอย่างช้าๆ ช้าๆ

 

เธอเลือกที่จะวางตัวซุยเซย์ลงข้างๆกับตัวร้านก่อนจะรีบตรงเข้าไปในร้านนั่น และอย่างที่คิดไว้ มีผู้ติดเชื้อมากมายยืนนิ่งอยู่ แต่ที่แห่งนี้ดูเหมือนจะพอมีความหวังอยู่บ้าง เมื่อเธอเห็นสิ่งของมากมายกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นไปหมด

 

อาเน่มาจิพยายามค่อยๆย่อง และลงฝีเท้าอย่างเบาที่สุดก่อนจะค่อยๆเข้าไปรื้อค้นของที่พอจะหลงเหลืออยู่ แม้ว่าเธอจะได้ขวดน้ำมาสองขวดแต่นั่นก็น่าจะไม่เพียงพอ เธอพบว่ามีตู้ที่เป็นชั้นวางของอาหารแห้งอยู่ แต่บริเวณนั้นเองมีผู้ติดเชื้ออยู่มากยืนรายล้อมอยู่

 

เธอจึงทำได้แต่กัดฟันด้วยความสิ้นหวัง และค่อยๆเดินออกมาอย่างระมัดระวังด้วยขวดน้ำเพียงสองขวดเท่านั้นเอง

 

แกร้ก ..

 

แต่ด้วยความรีบร้อนเธอก็เผลอเหยียบกระเบื้องที่อยู่แถวนั้นขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้อาเน่มาจิเลือกที่จะไม่หันกลับไปมองและรีบวิ่งกลับไปหาซุยเซย์ทันที

 

ในขณะเดียวกันที่ซุยเซย์นั้นเริ่มจะได้สติแล้ว

 

“ใคร!?”

“ใครน่ะ!?”

 

อาเน่มาจิที่ได้ยินก็รีบเข้าไปใช้มือปิดปากซุยเซย์ทันที เพื่อป้องกันเสียงของน้องสาวที่กำลังจะดังขึ้นด้วยความตกใจ

 

“พี่หรอ?”

“พี่หรอคะ!?”

“พี่ตอบหนูสิ!”

 

แต่ก็ไม่มีเสียงใดๆตอบกลับมาจากอาเน่มาจิเลย นั่นทำให้ซุยเซย์เริ่มมีอาการวิตกกังวลอย่างมาก แต่สิ่งเดียวที่ทำให้เธอยังคงสติได้อยู่ตอนนี้คือไออุ่นที่คุ้นเคยของพี่สาวเธอนั่นเอง

 

ซุยเซย์ที่เพิ่งตื่นมา ก็พบว่าตัวเองนั้นมองอะไรไม่เห็นและยังมีผ้าพันแผลติดอยู่ที่บริเวณดวงตา แม้ว่าความเจ็บปวดจะหายไปแล้วแต่สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่คือความมืด

 

อาเน่มาจิรีบพยุงตัวซุยเซย์ขึ้นก่อนจะเปิดขวดน้ำและนำไปจ่อที่ปากของซุยเซย์ ซึ่งเธอเองก็รีบดื่มด้วยความกระหาย ถึงแม้ว่าตัวเองจะหิวน้ำมากมายแค่ไหน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้ คือน้องสาวของเธอเท่านั้น

 

“พ-พี่คะ? …”

“เกิดอะไรขึ้น … ?”

 

จากน้ำเสียงและกิริยาท่าทาง อาเน่มาจิรับรู้ได้ทันทีว่านี่คือน้องสาวอันบอบบางของเธอ คนที่เธอมักจะเรียกว่าซุยจังอยู่เสมอ การสูญเสียการมองเห็นนั้นอาจจะเป็นต้นเหตุของการสูญเสียน้องสาวของเธออีกคนไปด้วยก็ได้

 

การเดินทางอันไร้จุดหมายก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยที่ซุยเซย์เองพยายามจะเรียกหาพี่สาวของเธอที่อยู่ใกล้ๆอยู่ตลอดเวลา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้อาเน่มาจิตอบกลับแต่อย่างใด กลับกันมันทำให้อาเน่มาจิเองยิ่งเจ็บใจมากขึ้นไปกว่าเดิม

 

เธอเองนั้นอยากจะตอบกลับน้องสาวของเธอจนแทบจะขาดใจ แต่ก็ไม่มีเสียงใดๆออกมาจากลำคอเธอเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าเธอจะพยายามอ้าปากและตะโกนออกมาแต่อย่างใด

 

แกร้ก ..

 

จู่ๆระหว่างที่ทั้งสองคนเดินอยู่นั้น ก็มีเสียงของเศษกระหินที่ตกกระจายเกลือนกลาดอยู่เต็มถนนดังขึ้น ซึ่งตอนนี้เองในเมืองนั้นเงียบมากพอที่จะได้ยินเสียงเล็กๆที่เกิดขึ้น

 

อาเน่มาจิที่ได้ยินเช่นนั้นก็สะดุ้งเฮือก และรีบหันกลับไปมองก่อนจะรีบคว้าตัวซุยเซย์เดินต่อไปอย่างรวดเร็ว

 

“อ-เอ๊ะ?”

“ส-เสียงอะไร .. ?”

“พ-พี่คะ!?”

 

สิ่งต่อไปที่อาเน่มาจิต้องการคือที่พักสักที่ ที่จะทำให้เธอได้นั่งลงและใช้สติปัญญาทั้งหมดทั้งมวลคิดหาทางออกกับเรื่องราวในตอนนี้ เธอจึงพยายามจะมองหาตึกที่พอจะให้พวกเธอได้คุ้มหัวได้

 

วันเวลาผ่านไปการเดินทางที่ไร้ความหวังก็ยังคงเดินหน้าต่อไป นี่ก็เริ่มจะเย็นแล้วเธอต้องรีบหาที่พักเดี๋ยวนี้ก่อนที่จะเกิดปัญหาขึ้น

 

อาเน่มาจิพบตึกร้างแห่งหนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ มันมีซากรถจอดอยู่ด้านหน้าเต็มไปหมด เมื่อมองดูดีๆเธอก็พบว่ามันเป็นห้างสรรพสินค้านั่นเอง แต่การที่จะหลบในที่แบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ เธอจึงเลือกที่จะเดินต่อไปแม้ว่าเวลาจะเหลือน้อยลงทุกที

 

และเธอก็พบเข้ากับบ้านหลังหนึ่งเธอและซุยเซย์จึงเลือกที่จะเข้าไปหลบภัยในนั้น ซึ่งตัวบ้านชั้นล่างนั้นเต็มไปด้วยเศษซากข้าวของที่อาเน่มาจินั้นเลือกที่จะวางมันไว้เป็นตัวขวางกั้น ป้องกันอีกทีหนึ่ง

 

เธอและซุยเซย์นั้นขึ้นไปชั้นบน ก่อนจะมองหาห้องที่พอจะมีพื้นนุ่มๆให้นั่งลงและพักผ่อน หยุดความเหนื่อยล้าลงได้บ้าง เธอกอดน้องสาวของเธอแน่นพลางกับน้ำตาไหลออกมาด้วยความเหนื่อยล้าและสิ้นหวัง

 

“พี่คะ ..”

“พี่ .. พี่ร้องไห้งั้นหรอ .. ”

“หนูกลัว .. มันมืดไปหมด”

“พี่ส่งเสียงให้หนูอุ่นใจหน่อยได้ไหม ว่าทุกอย่างยังโอเค ..”

“พี่คะ .. ได้โปรด .. พี่พูดกับหนูที”

“หนูไม่รู้ว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น”

“หนูมองไม่เห็นอะไรเลย …”

 

เธอเองพยายามจะส่งเสียงตะโกนร้องออกมาจากลำคอแทบจะขาดใจ แต่ก็ไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมา มีเพียงน้ำตาที่ไหลพรากออกมาเรื่อยๆเท่านั้น ความทรมาณที่แสนจะเจ็บปวดครั้งนี้ มันเกินกว่าที่คนอย่างเธอจะรับได้จริงๆ

 

ก่อนอาเน่มาจิจะค่อยๆใช้มือลูบไปที่ดวงตาที่มันใช้การไม่ได้แล้วของซุยเซย์ นั่นทำให้ซุยเซย์รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

 

“เอ๊ะ ..”

“ต-ตาหนู . . เอ๊ะ? เห๊ะ!!!?”

“ไม่นะ … ไม่นะ …”

“ไม่-”

 

ซุยเซย์นั้นเริ่มที่จะสติแตกเมื่อเธอรับรู้ว่าตาของเธอทั้งสองข้างบอดสนิทไปแล้ว ซึ่งอาเน่มาจิเองก็รีบปิดปากเธอไว้ไม่ให้ส่งเสียง เพราะตอนนี้ความมืดและความน่ากลัวของค่ำคืนได้คืบคลานเข้ามาแล้ว

 

สองพี่น้องได้แต่นั่งกอดกันร้องไห้ด้วยความสิ้นหวัง ก่อนทั้งคู่จะหลับไปในสภาพแบบนั้น

 

กึกๆๆ … กึกๆ …

 

จู่ๆอาเน่มาจิก็สะดุ้งตื่นขึ้นอีกครั้งเมื่อเธอได้ยินเสียงบางอย่าง ดังมาจากด้านล่าง มันเป็นเสียงของใครสักคนที่กำลังจะพยายามขึ้นมาข้างบนอย่างแน่นอน

 

เธอจำได้ดีว่าเธอนั้นใช้เก้าอี้ เศษไม้มาขวางทางขึ้นของบ้านไว้ เธอจึงรีบลุกขึ้นและค่อยๆขยับตัวซุยเซย์ที่หลับอยู่พิงกับกำแพงไว้ หยิบปืนของเธอขึ้นมาและค่อยๆเดินไปตามทางเดินชั้นบนของบ้าน

 

กึกๆๆ … กึกๆ …

 

ด้วยความมืดนั้นเธอแทบจะมองไม่เห็นสิ่งใดๆเลย แต่เพื่อความปลอดภัยของตัวเธอและน้องสาวเธอต้องไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น

 

และเธอก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อเดินมาถึงบริเวณทางขึ้น เธอพบว่าเศษไม้เก้าอี้ต่างๆถูกรื้อออกไปเรียบร้อยแล้ว

 

“แฮ่ …”

 

ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบเกิดขึ้นทันที เมื่อเธอได้ยินเสียงหายใจของสิ่งมีชีวิตประหลาดที่อยู่ด้านหลังของเธอ มันฉีกยิ้มออกมาด้วยความมืดพร้อมกับดวงตาสีฟ้าของมัน

 

อาเน่มาจิรีบหันไปด้านหลังในทันควัน แต่ไม่ทัน เธอถูกหางของมันกระแทกเข้าที่ลำตัว จนกระเด็นไปกระแทกเข้ากับประตูห้องๆหนึ่งที่ถูกปิดไว้

 

ภาพที่เธอเห็นอย่างเลือนลางคือฉลามสาวที่เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่สยดสยอง ฟันอันแหลมคมของเธอที่พร้อมจะขยี้ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงมีรอยเลือดสดๆติดอยู่

 

ปืนของอาเน่มาจินั้นตกอยู่ตรงหน้าเธอ แต่เธอเองก็ไม่สามารถที่จะขยับร่างกายอันหนักอึ้งของเธอได้ เธอถูกกระแทกจนจุกและลุกไม่ขึ้น

 

แต่ก่อนที่ฉลามสาวจะถึงตัวเธอนั้นเอง

 

“พี่คะ?”

“พี่อยู่ไหน? เสียงอะไรน่ะ? เกิดอะไรขึ้น?”

 

ดวงตาของอาเน่มาจิเบิกโพลงเมื่อเสียงของซุยเซย์นั้นดังขึ้น พร้อมกับดึงดูดฉลามสาวให้เดินเข้าไปหาเธอแทน ก่อนผู้ติดเชื้อที่หิวกระหายจะพุ่งเข้ามาไปและกระชากตัวซุยเซย์ขึ้นมาจากพื้น

 

“อ-เอ๊ะ!!?”

“ใครน่ะ ปล่อยฉันนะ!!!”

 

“แฮ่ …”

“ปล่อยนะ!!!!!!!!”

 

วินาทีที่สิ้นหวังของอาเน่มาจินั้น เธอทำได้เพียงแค่ยื่นมืออันไร้เรี่ยวแรงของเธอออกไป พยายามจะไขว้คว้าตัวน้องสาวเธอกำลังจะถูกฆ่าอย่างสิ้นหวัง น้ำตาของเธอไหลพรากออกมา จิตใจของเธอถูกบดขยี้จนแหลกสลาย

 

สิ่งสำคัญสิ่งเดียวในชีวิตของเธอกำลังจะจากไป เธอไม่มีความสามารถพอที่จะรักษามัน ..

 

 

 

 

 

 

..

 

 

 

 

 

.

 

 

 

 

 

“ อาร่า .. อาร่า .. ไง? ไม่เจอกันนานนะ?”

“คราวนี้อะไรอีกล่ะ?”

“หืม? แต่เธอต้องจ่ายฉันนะรู้มั้ย?”

“ช่ายย .. ราคามันก็แพงอยู่นะ”

“เธอพร้อมจะจ่ายมันรึเปล่าล่ะ?”

 

 

 

 

 

..

 

 

 

 

.

 

 

“ก้ม .. หัว .. ลง .. ไป ..”

 

ตึง !!!!!!

 

วินาทีหลังจากนั้นฉลามสาวก็ถูกแรงบางอย่างกัดทับที่หัวของเธอ จนกระแทกเข้ากับตัวพื้นห้องอย่างรุนแรงจนหัวของเธอแตกในทันที

 

“อ-อ. .. อ-อ. ..”

“ก-กรรรรรร .. ฮ-แฮ่ …….”

 

เธอพยายามจะดิ้นรนและขัดขืน แต่วาจาของพระเจ้าได้บัญชาเธอไว้เรียบร้อยแล้ว สายตาของเธอหันกลับไปมองต้นตอของเสียง นั่น

 

และปรากฎการที่แปลกประหลาดก็เกิดขึ้นเมื่อเธอเองที่เป็นผู้ติดเชื้อที่ไม่สามารถจะควบคุมตัวเองได้นั้นก็เกิดอาการขนลุกและหวาดกลัวขึ้นมาทันที

 

ภาพที่เธอเห็นคืออาเน่มาจิที่ยืนขึ้นอยู่ในเงามืด มีเพียงดวงตาสีแดงของเธอที่ส่องแสงสีเลือดออกมา พร้อมกับเส้นผมสีชมพูที่มันถูกมัดไว้ แต่ตอนนี้มันถูกปล่อยออก จนยาวปลิวไสว ถึงแม้มันจะไม่มีลมพัดใดๆ 

 

เธอค่อยๆเดินออกมาจากเงามืดนั่นด้วยแววตาที่ไร้ชีวิต

 

ก่อนจะมีเสียงดังขึ้นในหัวของฉลามสาว โดยที่อาเน่มาจินั้นไม่ได้เปิดปากพูดแต่อย่างใด ไม่มีการขยับของลำคอเธอแม้แต่น้อย

 

“อาร่า อาร่า .. นี่เจ้าตัวน้อย”

“ปล่อยมือของเธอจากน้องสาวของฉัน ..”

“ฉันควรจะพูดตามบทแบบนี้รึเปล่านะ?”

“เน่? มันไม่เฉิ่มไปหน่อยหรอ?”

 

“อาเนะจิจัง?”

 

To be continued …

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 50 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

158 ความคิดเห็น

  1. #57 Shin_Sama (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 / 16:24
    พี่น้องไซโครสองบุคลิก... อืมๆ น่าสนใจจริงเลยนะครับ
    #57
    1
    • #57-1 Lissette.(จากตอนที่ 4)
      19 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:32
      ara ara anemachi
      #57-1
  2. #56 Kuaina (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 / 17:35

    เดี๋ยวนะ "อาเนะจิจัง?" นี่คือชื่อของอาเน่อีกร่าง หรือคือชื่อที่อาเน่อีกร่างเรียกอาเน่มาจิอะ เพราะอาเน่มาจิพูดไม่ได้นื่

    #56
    2
    • #56-1 Kuaina(จากตอนที่ 4)
      17 กุมภาพันธ์ 2564 / 17:39
      ซุยจัง(ร่างปกติ)น่าสงสารจัดๆเลย;-; หวังว่าจะมีทางที่ทำให้มองเห็นนะ หรือไม่ก็แบบอาเน่มาจิอะที่พูดไม่ได้แต่ให้อีกร่างใช้พลังให้ เพราะงั้นซุยจังอาจใช้พลังได้ก็ได้แต่ต้องจ่ายอะไรสักอย่าง
      #56-1
    • #56-2 Lissette.(จากตอนที่ 4)
      18 กุมภาพันธ์ 2564 / 06:04
      บทพูดสุดท้ายคือร่าง dop ของนางแหละ เพราะร่างปกติพูดไม่ได้ ซุยจังบอดสนิทแล้วจ้า
      #56-2
  3. #55 nagajiza naoru (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 / 16:59
    อะ เดี่ยวนะ เอาจริงดี กรี๊ดดดดดดด มีอาเน่มาสองคนแล้วโว๊ยยยยยเย้ๆๆๆๆๆๆ อะแฮ่มๆพี่น้องสองบุคลิคงั้นหรอ น่าสนุกดีจัง ชอบบบบบ ถึงจะแอบสงสารเอเน่มาจิอก็เถอะ

    จะว่าไปร่างมืดของอาเน่ชื่ออะไรแล้วนะ อาเนะจิ ใช่ปะเราขอเรียกว่า จิ จังละกัน ส่วนอาเน่มาจิก็ มาจิจัง (ที่ย่อชื่อไม่ใช่อะไรแค่ขี้เกียจเขียนชื่อยาว)
    #55
    1
    • #55-1 Lissette.(จากตอนที่ 4)
      18 กุมภาพันธ์ 2564 / 06:03
      บทพูดบทสุดท้ายคือ dop ของเน่จิจ้า
      #55-1
  4. #54 Yosuke258 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 / 08:25

    ดาเระดะโย โอมาเอ! (ความคิดแรกที่เข้ามาในหัว)


    จำได้ลางๆว่าซุยจังรักษาตัวเองได้สินะ ซักพักตาคงหายเองแหละมั้ง ตอนนี้ก็รอรักษาไปก่อน

    #54
    1
    • #54-1 Lissette(จากตอนที่ 4)
      17 กุมภาพันธ์ 2564 / 13:42
      แหล่งพลังงานทั้งหมดทั้งมวลของซุยเซย์คือดวงตา ซึ่งตอนนี้พังไปแล้ว
      #54-1
  5. #53 Vethaka GV (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 / 01:35
    ซุยจัง ตาจะหายไหม หรือ ไม่หาย แบบใช้ชีวิตในโลกแบบนี้ โดนมองไม่เห็นมันโหดร้าย ToT
    #53
    1
    • #53-1 Lissette(จากตอนที่ 4)
      17 กุมภาพันธ์ 2564 / 13:40
      ไม่หายแล้วว
      #53-1
  6. #52 mnb098 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 / 20:46
    พี่สาวคนใหม่ละดีจังคงไม่จับน้องสาวกินใช้ไหม//เม้นห้า
    #52
    2
    • #52-1 Lissette.(จากตอนที่ 4)
      16 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:18
      กินน้องงั้นหรอ/ผิดศีลธรรมนะ
      #52-1
    • #52-2 mnb098(จากตอนที่ 4)
      16 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:30
      ศีลธรรมไม่สนขอแค่ฟินก็ ok
      #^_^#
      #52-2
  7. #51 EarthDodo (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 / 20:42
    สมชื่อdoppelganger ถ้าติดเชื้อแล้วจะมีบุคลิกที่สองกันหมดเลยใช่มะเนี่ย//เม้นสี่
    #51
    1
    • #51-1 Lissette.(จากตอนที่ 4)
      16 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:18
      เฉพาะแค่พีน้องคู่นี้น่ะ เดะมีเฉลยให้ทีหลัง
      #51-1
  8. #50 0621198225 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 / 20:38

    คนที่สอง
    #50
    7
    • #50-6 Lissette.(จากตอนที่ 4)
      16 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:18
      อ่านให้ละเอียดด้วยยยยยยยยยยยยยยยย
      #50-6
    • #50-7 Kham A.Q.(จากตอนที่ 4)
      16 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:19
      ก็อ่านให้ระเอียดก็มาคอมเมน ตลอดเลยครับ
      #50-7
  9. #49 Kham A.Q. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 / 20:37
    อ่านจบแล้ว
    #49
    2
    • #49-1 Lissette.(จากตอนที่ 4)
      16 กุมภาพันธ์ 2564 / 20:39
      รับทราบบบ
      #49-1
    • #49-2 Kham A.Q.(จากตอนที่ 4)
      16 กุมภาพันธ์ 2564 / 20:39
      อย่างเศร้าแทนอาเน่เลย
      #49-2
  10. #48 KIAR 2309 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 / 20:34
    คนแรก!
    #48
    4
    • #48-3 Kham A.Q.(จากตอนที่ 4)
      16 กุมภาพันธ์ 2564 / 20:38
      อ่านจบยังนะ
      #48-3
    • #48-4 KIAR 2309(จากตอนที่ 4)
      16 กุมภาพันธ์ 2564 / 20:38
      ยังงงงงมาคอมเม้นท์ก่อนแล้วค่อยอ่านนน
      #48-4