Hololive Exotic : Doppelgänger The Atrophy

ตอนที่ 12 : Tentacle Wrath

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 117
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    21 มี.ค. 64

 

 

“มากันแล้ว”

“ห-หาวว .. อ-อะไรอีกล่ะคราวนี้?”

“ลุกขึ้นมาดูสิ”

 

คานาตะที่กำลังนอนมองขบวนรถจากด้านบนที่กำลังแล่นผ่านถนนเส้นหนึ่งผ่านตึกร้างที่เธอและโทวะกำลังใช้อาศัยหลบภัยอยู่ ในขณะที่โทวะเองยังอยู่ในอาการงัวเงีย

 

“นั่นรถยัยเลมมี่แน่ๆ ฉันจำได้”

“ข-ขอตื่นแปปนะ ..”

“ดื่มน้ำหน่อยมั้ย? .. อ-อะ ตายล่ะสิหมดแล้ว”

“แย่ละสิ .. ติดอยู่บนนี้มาเกือบๆอาทิตย์จนฉันจะหิวตายอยู่แล้วนะ”

“เฮ้อ นั่นสินะ”

 

หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยความสามารถรับรู้อนาคตได้ของคานาตะ มันทำให้ทั้งคู่รอดพ้นช่วงเวลาวิกฤตมาได้ ถึงแม้ว่าพวกเธอเองจะต้องเจ็บใจที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยก็ตาม

 

ความสามารถ Future Sight ของคานาตะนั้นสามารถมองเห็นอนาคตไม่กี่วินาทีข้างหน้าได้ แต่ด้วยความสามารถระดับเทพเจ้าแบบนี้ มันย่อมมีเงื่อนไขของมัน

 

แม้ว่าการติดเชื้อจะทำให้ความสามารถทางร่างกายเพิ่มขึ้นแต่กลับกัน คานาตะนั้นไม่ได้รับความสามารถนี้มาด้วย ร่างกายเธอยังคงเหมือนมนุษย์ปกติธรรมดาทั่วไป ภาระจึงตกไปอยู่ที่ปีศาจสาวอย่างโทวะแทน

 

ความสามารถ Bullet Time ของโทวะ ทำให้เธอสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็วแทบจะในชั่วพริบตา และเธอเองก็ยังมีความสามารถพื้นฐานในการได้รับพลังกายมาส่วนหนึ่งด้วย แต่เงื่อนไขก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเช่นกัน

 

การใช้ Bullet Time ของเธอทำให้ร่างกายเธออ่อนล้าลงอย่างรวดเร็วมาก อีกทั้งการพาใครก็ตามไปกับเธอด้วยนั้นจะยิ่งเพิ่มภาระให้กับร่างกายเข้าไปอีก

 

แต่ด้วยเหตุการณ์นั้นมันรวดเร็วเกินกว่าที่ทั้งสองจะทำอะไรได้ทัน เมื่อคานาตะเอ่ยปากพูดขึ้นมาว่าเธอเห็นอะไร โทวะเองที่ตอนนั้นอยู่ใกลักับคานาตะที่สุดก็รีบคว้าตัวเธอและรีบชิ่งออกมาก่อนที่จะเกิดเรื่อง

 

โชคยังดีที่ทั้งสองคนรอดมาได้และขังตัวเองไว้อยู่บนตึกสูง แต่สิ่งที่บังเอิญมากกว่าคือมันดันอยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียที่ที่เธอกำลังมองเห็นขบวนรถขับตรงเข้าไปนั่นเอง

 

ทั้งสองยังคงยืนมองผ่านกระจกหน้าต่างที่แตกๆไปยังด้านล่าง ด้วยความสงสัยหลายวันมานี้พวกเธอนั้นมองเห็นการเคลื่อนไหวมากมายที่โรงไฟฟ้า มันมักจะมีรถเข้าออกอยู่แถวจะตลอดเวลาซึ่งพวกเธอก็จับตาดูอยู่ตลอด

 

แต่ครั้งนี้มันแปลกไปที่รถของเลมมี่นั้นออกมาด้วยตัวเอง มันเป็นรถฮัมวี่ที่คล้ายๆกับรถทั่วๆไปแต่กลับหุ้มเกราะและติดอาวุธมากกว่าปกติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าหากพวกเธอจะสามารถแยกความแตกต่างที่น่าสงสัยนี่ออกมาจากรถปกติได้

 

“ฉันว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆ .. แถมไปเป็นขบวนรถแบบนั้น ..”

“ให้ฉันไปดูใกล้ๆมั้ย?”

“มันไม่เสี่ยงไปหน่อยหรอ? เธอใช้พลังมากเกินไประวังจะหมดแรงเอานะ”

“ถ้ามันไม่ได้ใกล้มากก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง?”

“อืม .. อย่าฝืนตัวเองล่ะ”

 

พรึบ !

 

เมื่อสิ้นเสียงสนทนา โทวะก็หายไปจากสายตาแทบจะในทันที เหลือแค่เพียงลมเบาๆที่พัดผ่านตัวคานาตะไป

 

โทวะรีบลงมาด้านล่างและใช้ทักษะส่วนตัวของเธอในการซ่อนอำพรางตัวเองในขณะที่ขบวนรถกำลังขับตรงผ่านถนนก่อนจะเข้าไปที่โรงไฟฟ้านิวเคลีย

 

เธอหยิบกล้องส่องทางไกลเล็กๆที่เธอมักจะพกติดตัวไว้เสมอๆ เพราะเธอและคานาตะเองเป็นคู่หูที่มักจะถูกมิโกะใช้เพื่อเปิดทางและสำรวจเส้นทางให้นั่นเอง

 

เมื่อเธอส่องผ่านกล้องนั่นเธอก็พบว่าในรถฮัมวี่พวกนั้นมีทหารอยู่เต็มไปหมด มีบางคนที่เปิดกระจกและไม่ได้เปิดกระจกด้วยเช่นกัน บนรถเองยังมีพลปืนประจำตำแหน่งพร้อมที่จะสาดกระสุนใส่ภัยคุกคามได้ทุกเมื่อ

 

“เอาจริงดิ?”

“แกเป็นใครกันแน่ เลมมี่? ..”

“เห้ย .. นั่นมัน ..”

 

แล้วเธอก็ส่องไปเจอเข้ากับเงาของหญิงสาวในรถฮัมวี่ของเลมมี่เข้า แม้จะไม่แน่ใจมากนักแต่เงาปริศนาที่คุ้นเคยนั่นทำให้เธอมีอาการตกใจ ก่อนจะรีบส่องดูอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

 

“ใช่อย่างที่ฉันคิดรึเปล่าเนี่ย?”

“แย่ละสิ ..”

 

โทวะรีบลุกขึ้นก่อนจะใช้พลังของเธอกลับขึ้นไปยังชั้นบนที่คานาตะยืนสังเกตการณ์อยู่

 

พรึ่บ !

 

“คานาตะ-”

“โทวะ?”

 

แต่ยังไม่ทันจะได้พูดคุย ขาแข้งของเธอก็อ่อนแรงลงจนตัวเธอทรุดลง คานาตะเองก็ต้องรีบเข้าไปพยุงเธอขึ้นมา

 

“บอกแล้วไงว่าอย่าฝืนตัวเองน่ะ”

“ท-โทษที .. หิวน้ำชะมัด ..”

“เป็นยังไงบ้าง?”

“มีใครบางคนอยู่บนรถยัยเลมมี่ .. และถ้าฉันจำไม่ผิด-”

“ซุยเซย์งั้นหรอ!?”

“อืม ..”

“เอ๊ะ? แสดงว่าก่อนหน้านี้เธอหนีรอดไปได้งั้นหรอ? แล้วอาเน่มาจิและคนอื่นๆล่ะ?”

“ไม่ฉันไม่เห็นเลย น่าจะเป็นเงาของซุยเซย์คนเดียวที่นั่งอยู่ด้านหลังรถ”

“เอายังไงดี? ..”

 

แล้วทั้งคู่ก็ยืนมองขบวนรถนั่นเข้าไปยังพื้นที่โรงไฟฟ้าอย่างเงียบๆสักพักใหญ่ๆ ก่อนจะหันมามองหน้ากัน

 

“เธอคิดว่าคนอย่างซุยเซย์จะยอมนั่งนิ่งๆแบบนั้นหรอ?”

“เธอกำลังจะบอกว่าคนอย่างซุยเซย์ ไม่มีทางจะนั่งเรียบร้อยอยู่เฉยๆแบบนั้นสินะ?”

“ฉันไม่ได้พูดนะคานาตะ ..”

“ยังไหวมั้ย?”

“ก็อาจจะใช้พลังได้สักสองสามครั้ง หลังจากนั้นคงต้องให้เธอแบกฉันแทนแล้วล่ะ”

“แค่นั้นก็เกินพอแล้ว”

“ลุยกันเลย- .. ด-เดี๋ยวนะ”

“หืม? อะไรหรอ?”

 

ทั้งคู่รีบหันไปด้านหลังตัวตึกหลังจากโทวะนั้นมองเห็นอะไรบางอย่างเข้า เปลวไฟปริศนาปะทุขึ้นเป็นจุดๆ ตามถนนมันเป็นเหมือนร่องรอยของ รอยเท้าคนแต่มันกลับติดไฟอย่างน่าพิศวง

 

“อ-อะไรว่ะนะ?”

“คานาตะมองเห็นมั้ย?”

“เห็น .. มีใครบางคนกำลังมาทางนี้ ..”

“ด-เดี๋ยวสิ มาดีหรือมาร้ายล่ะเนี่ย?”

“ … ”

“คานาตะ?”

“ฉันรู้สึกแปลกๆ .. บอกไม่ถูกเหมือนกัน ฉันว่าเราควรจะไปดูนะ”

“ฉันแบกเธอหนีได้อีกแค่สองครั้งนะอย่าลืมล่ะ”

“อืม .. ไม่ลืมหรอกน่า ..”

 

_________________________________________________

 

เมื่อขบวนรถมาถึง พวกเขาก็รีบลงจากรถและเข้าประจำตำแหน่ง ปืนทุกกระบอกถูกจ่อมาที่รถที่มีซุยเซย์นั่งอยู่ด้านใน มันทำให้รับรู้ได้ทันทีเลยว่าพวกเขานั้นเตรียมการรับมือกับซุยเซย์ไว้ได้ดีแค่ไหน

 

มีหน่วยทหารที่ประจำอยู่ที่โรงไฟฟารีบวิ่งเข็นเตียงที่มีลักษณะเหมือนเตียงผู้ป่วยมาที่รถนั่น

 

“เธอโดนยาสลบอยู่”

“เอาเธอเข้าไปในห้องกักกัน และฉีดยาสลบเข้าไปอีก อย่าให้เธอฟื้นขึ้นมาเด็ดขาด”

 

“ครับ!”

 

ก่อนเลมมี่จะลงจากรถและเปิดประตูด้านหลังให้คนของเธอพยุงตัวซุยเซย์ขึ้นไปบนเตียงก่อนจะเข็นเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว ส่วนกุระเองที่ถูกจับขึ้นรถอีกคันนึงมาก็ถูกแยกออกไปคนละทาง

 

สถานการณ์ที่ดูจะตึงเครียดนั้นก็ผ่านไปด้วยดี ทุกคนดูมีอาการหวาดกลัวซุยเซย์อย่างมากหรือแม้กระทั่งเลมมี่เอง แล้วเธอก็รีบเดินตามเข้าไปด้านใน

 

ในโรงไฟฟ้านิวเคลียนั้นมีเตาปฏิกรอยู่หลายเตา ซึ่งบริเวณใกล้ๆนั้นเองก็มีตึกประจำอยู่แต่ละเตาแม้ว่าภายนอกมันจะเหมือนกับศูนย์ควบคุม แต่ภายในตอนนี้นั้นมันคือฐานทัพดีๆนี่เอง

 

เลมมี่เดินตรงเข้าไปด้านในตึกหนึ่งที่ดูจะใหญ่เป็นพิเศษ ด้านในนั้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่เดินสวนไปมา ส่วนมากพวกเขาสวมชุดสีขาวคล้ายนักวิจัย และยังมีทหารบางส่วนปะปนอยู่บ้าง

 

แต่ระหว่างนั้นเองเธอก็พบเข้ากับสิงโตสาวที่ดูเหมือนจะเป็นคนสำคัญของเธอที่กำลังยืนคุยอยู่กับนักวิจัยหน้าห้องที่เธอกำลังจะเดินเข้าไปพอดี

 

“โบตัน .. มาทำอะไร?”

“ได้ตัวมาจนได้นะเลมมี่ ฉันคิดว่าเธอจะพลาดอีกแล้วซะอีก”

“ถ้านั่นเป็นคำชม ก็ขอบใจละกัน แล้วจะตอบคำถามฉันได้รึยัง?”

“เป็นอะไรเลมมี่? ทำไมต้องหงุดหงิดขนาดนั้นด้วย”

 

ก่อนเลมมี่จะเข้าไปขวางระหว่างโบตันและนักวิจัยคนหนึ่งทื่กำลังยืนสนทนาอยู่ จนเขาเองรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็วจากบรรยากาศที่เริ่มจะไม่ดีสักเท่าไหร่

 

“ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าเธอยังไม่พร้อม เธอบาดเจ็บอยู่นะ”

“อะไรเล่า ฉันก็แค่อยากจะลองดูเฉยๆ ว่าความน่ามหัศจรรย์ของเลือดแม่สาวนั่นมันสุดยอดขนาดไหนน่ะ”

“เรายังไม่รู้ผลค้างเคียงมันเลยนะ”

“แต่เธอเองก็ติดเชื้อด้วยเลือดของแม่นั่นไม่ใช่หรอ?”

“ใช่ ฉันเสี่ยงเพื่อให้งานของเธอมันสะดวกราบรื่นยังไงล่ะ!”

“โว้วๆ ใจเย็นๆก่อนสิคะที่รัก”

“พี่สาวนางยังลอยนวลอยู่นะ คนของเธอตามหาไปถึงไหนแล้ว?”

“ไม่ต้องห่วงหรอกเลมมี่ มันขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นแหละ”

“ถ้างั้นก็หลบออกไป ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเธอ! ฉันจะดูซุยเซย์ไว้เอง”

 

แล้วเลมมี่ก็ผลักตัวโบตันออกไปก่อนจะเข้าไปในห้องๆหนึ่งที่มันถูกปิดไว้มิดชิด ไม่มีแม้แต่หน้าต่างที่จะสามารถมองออกมาได้จากภายใน ด้านในนั้นเต็มไปด้วยเครื่องมือมากมาย เตียงผ่าตัดและอุปกรณ์ทางการแพทย์วางเรียงรายเต็มไปหมด

 

แต่สิ่งที่แตกต่างจากห้องที่ดูเหมือนจะเป็นห้องผ่าตัดทั่วไปคือ มันมีเครื่องพันธนาการที่มีรูปร่างคล้ายกางเขน ที่กำลังล็อคแขนล็อคขาซุยเซย์ติดอยู่กับกำแพงที่กลางห้อง

 

เลมมี่ยืนมองอยู่สักพักหนึ่งก่อนจะค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ๆ เธอยืนมองซุยเซย์ที่ยังคงมีผ้าปิดตาอยู่

 

ด้วยความหวาดระแวงและไม่แน่ใจนักพวกเขาเลือกที่จะไม่ยุ่งกับดวงตาที่น่าจะถูกทำลายไปแล้วนั่นจากคำรายงานของเลมมี่ เพราะว่าพวกเขามีข้อมูลเกี่ยวกับพลังนั้นน้อยมาก และมันอาจจะต้องใช้เวลาในการศึกษา

 

ครืดด ..

 

ไม่นานหลังจากนั้น ประตูก็เปิดออกพร้อมกับนักวิจัยคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาเลมมี่

 

“เอายังไงดีคะ? จะให้พวกเราตรวจร่างกายเธอเลยรึเปล่าคะ?”

“โบตันว่ายังไง?”

“หัวหน้าอยากให้ทีมแพทย์ จัดการจำศีลเธอไว้น่ะค่ะ”

“จำศีล?”

“ค่ะ ด้วยแคปซูลตรงนั้น”

 

นักวิจัยคนนั้นชี้ไปที่แคปซูลที่มีขนาดพอกับตัวคนๆนึงที่สามารถเข้าไปนอนได้ ด้านข้างมันเต็มไปด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆมากมายที่ดูเหมือนจะเตรียมพร้อมไว้แล้ว

 

“หัวหน้าบอกว่าเราต้องการแค่เลือดของเธอก็พอ ตราบใดที่เธอยังไม่ตาย เราจะสามารถผลิตทหารติดเชื้อได้จำนวนมากค่ะ..”

“คิดจะสูบเลือดเธอเฉยๆงั้นสินะ?”

“ค่ะ แต่เราก็ต้องแน่ใจว่าเธอจะไม่ตื่นมา ก็เลยต้องจำศีลเธอไว้น่ะค่ะ ..”

“อืม เข้าใจแล้ว อีกสองชั่วโมงเรียกทุกคนที่เกี่ยวข้องกับโครงการมาที่นี่ ฉันขอเวลาสักพักนึงละกัน”

“ค่ะ ล-แล้วอีกคนนึงล่ะคะ?”

“แฟนของหมออาเมเลียน่ะหรอ? .. ฉีดยาสลบให้นางเข้าไปอีกอย่าเพิ่งให้ตื่นขึ้นมา”

“ค่ะ!”

 

แล้วนักวิจัยคนนั้นก็วิ่งออกไปจากห้องด้วยความเร่งรีบ ทิ้งให้เลมมี่นั้นยืนมองซุยเซย์อยู่ที่เดิมพร้อมกับความเงียบงันในห้องที่มีเพียงเสียงของเครื่องปรับอากาศ

 

เธอขยับเข้าไปใกล้ๆซุยเซย์อีกครั้ง ก่อนจะใช้มือของเธอจับไปที่ใบหน้าของซุยเซย์

 

“อีกเดี๋ยวก็จบแล้วล่ะ ซุยจัง”

“อดทนหน่อยนะ ..”

 

ก่อนเลมมี่จะใช้เข็มฉีดยาสูบเลือดของซุยเซย์ไปจนเต็มหลอด เก็บหลอดฉีดยานั่นไว้ในกล่องเล็กๆที่เธอสามารถพกไปไหนมาไหนได้ไว้ในเสื้อคลุมของเธอก่อนจะเดินจากไป

 

เธอเดินออกมาจากห้องและใช้คำสั่งล็อครหัสที่จะต้องสแกนม่านตา และลายนิ้วมืออย่างหน้าแน่นก่อนจะเดินตรงไปเรื่อยๆ ผ่านผู้คนมากมาย ผ่านจุดต่างๆที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายในตัวตึก ไปยังอีกตึกหนึ่งที่มีทหารยืนคุ้มกันอยู่อย่างหนาแน่น

 

ตึกที่ว่านี้มีลักษณะเหมือนเขตกักกันผู้ติดเชื้อ จึงมีการคุมเข้มและรักษาความปลอดภัยมากกว่าปกติ

 

“ผู้กองเลมมี่สวัสดีครับ!”

“ขอเข้าไปหน่อย”

“ครับท่าน!”

 

แล้วทหารที่ยืนคุมประตูบานใหญ่ๆอยู่ก็เปิดประตูให้ แทบจะในทันทีที่ประตูนั้นเปิดออกเสียงคร่ำครวญของผู้คนและผู้ติดเชื้อมากมายก็ดังสนั่นออกมาด้านนอกแทบจะในทันที

 

เลมมี่เดินตรงเข้าไปแทบจะในทันที ทางเดินตรงหน้าสองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยห้องขังลูกกรงที่มีผู้เคราะห์ร้ายมากมายกำลังนอนร้องขอความช่วยเหลืออยู่

 

ที่ด้านหน้าของห้องขังจะมีป้ายถูกเขียนไว้แบ่งตามประเภทมากมาย เช่น กำลังรอฉีดเชื้อ ติดเชื้อแล้ว หรือกำลังอยู่ในระยะฟักตัวหรือรอดูอาการนั่นเอง

 

มีจำนวนมากมายที่นี่ที่ถูกเขียนไว้ว่าติดเชื้อแล้ว ซึ่งพวกเขาเองก็ไร้ซึ่งสติและควบคุมตัวเองไม่ได้ กลายเป็นแค่เศษชิ้นเนื้อที่ดุร้ายที่พร้อมจะขย้ำทุกสิ่งมีชีวิตที่ขวางหน้า

 

ส่วนพวกที่กำลังรอนั้นก็ยังเป็นคนปกติธรรมดาที่กำลังนั่งรอความตายของพวกเขาอย่างสิ้นหวัง ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หนุ่มสาวหรือคนแก่ก็ตาม

 

ด้วยความที่พวกเขานั้นยังไม่รู้จักเชื้อเหล่านี้ดี การทดลองจึงต้องทดลองกันแบบสุ่มไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย ทุกหมู่เหล่า ทุกเพศทุกวัย ทุกกรุ๊ปเลือด หรือแม้กระทั่งทุกเผ่าพันธุ์ เพื่อให้ผลลัพท์นั้นออกมาตามสิ่งที่พวกเขาหวังไว้

 

การทดลองที่เป็นเหมือนการสังหารหมู่เหล่านี้ก็ยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ และดูจะไม่มีท่าทีจะจบลง เมื่อผู้ติดเชื้อที่ถูกฉีดเชื้อเข้าไปแล้ว เหล่าทหารที่ติดอาวุธก็จะไปยืนรออยู่ที่ด้านหน้าห้องขังพร้อมกับนักวิจัยที่เตรียมทำการทดสอบ

 

และถ้าหากว่ามันไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ พวกเขาก็จะฆ่าทิ้งซะ

 

เลมมี่เดินตรงมาถึงหน้าห้องขังแห่งหนึ่งที่ถูกเขียนไว้ว่ากำลังอยู่ในระยะฟักตัวพร้อมกับเข็มฉีดยาในมือ เธอเองก็อยากจะเห็นกับตาว่าการทำงานของเลือดซุยเซย์นั้นเป็นยังไง และเธอจะสามารถควบคุมผู้ติดเชื้อ โน้มน้าวเขาให้เชื่อคำพูดของเธอได้รึเปล่า

 

ตื้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด .. ตื๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด ..

 

ตู้ม !!!!!

 

“เอ๊ะ? เกิดอะไรขึ้น!!?”

 

จู่ๆเสียงสัญญาณเตือนภัยก็ดังสนั่นขึ้น พร้อมกับเสียงระเบิดที่ด้านนอกตัวตึก แรงสั่นสะเทือนนั้นมากพอที่จะทำให้เลมมี่และทหารเหล่านั้นเกิดความตกใจอย่างมาก

 

และเมื่อสัญญาณภัยทำงาน ห้องขังทุกห้องก็ถูกประตูเหล็กหนาปิดลงมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ติดเชื้อหลบหนี

 

ทหารที่อยู่บริเวณนั้นรีบวิ่งมาหาเลมมี่ด้วยท่าทีแตกตื่น

 

“ผู้กองครับ!!”

“เกิดอะไรขึ้น?”

“มีรายงานว่าด้านหน้าโรงไฟฟ้าถูกโจมตีครับท่าน!!”

“อะไรนะ? พวกไหนกัน!?”

“เราไม่ทราบเหมือนกันครับท่าน! ท่านต้องรีบออกจากที่นี่นะครับมันอันตราย!”

“อ-อืม เข้าใจแล้ว”

 

ระหว่างนั้นเลมมี่ก็ถูกคุ้มกันไปด้วยนายทหารหลายนายเพื่อรักษาความปลอดภัยเธอให้ออกมาจากสถานกักกัน ตอนนี้แรงสั่นสะเทือนนั้นยังคงเกิดอยู่เรื่อยๆ จนประตูเหล็กที่กักขังนักโทษนั้นเริ่มจะได้รับความเสียหาย

 

“ปิดประตู !! ปิดประตูอาคาร!!”

 

ประตูอาคารขนาดใหญ่ถูกปิดลงแทบจะในทันทีที่ทุกคนออกมาจากเขตกักกันแล้ว แต่เลมมี่เองที่กำลังสับสนกับเหตุการณ์ก็ต้องสะดุ้งเฮือกทันทีเมื่อเธอนึกอะไรบางอย่างได้

 

“ด้านหน้าอาคารงั้นหรอ?”

“ย-แย่แล้ว ห้องกักกันซุยเซย์!!!”

“ทุกคนตามฉันมา!!!”

 

เลมมี่และคนของเธอวิ่งไปตามทางข้ามไปยังอาคารด้านหน้าที่กำลังถูกถล่มด้วยอาวุธปริศนาอย่างรุนแรงจนอาคารสั่นไหว ตอนนี้สองข้างทางมีแต่ผู้ได้รับบาดเจ็บ บ้างก็ถูกเพดานหล่นมาทับตายบ้าง บ้างก็กำลังนั่งบาดเจ็บอยู่ด้วยแผลไฟไหม้ปริศนา

 

แต่เลมมี่เองก็ไม่ได้สนใจ เธอรีบวิ่งตรงไปยังห้องของซุยเซย์ และในขณะเดียวกันนั้นเองไฟทั้งตัวอาคารก็ติดๆดับๆ จนความมืดนั้นเข้ามาปกคลุมแทบจะในทันที

 

“พวกมันตัดไฟหรอ!?”

“ไฟฉาย เปิดไฟฉายทุกคน!”

 

เหล่าทหารคุ้มกันเปิดไฟฉายที่ติดอยู่กับปืนของพวกเขา ก่อนจะส่องไปตามทางอาคารที่ยังคงสั่นและมีเสียงระเบิดดังเป็นระยะๆอยู่ด้านนอก พวกเธอเดินผ่านซากศพมากมายไปสักระยะหนึ่ง ก่อนจะเริ่มมีคราบเลือดปริศนามากมายสาดกระเซ็นอยู่ตามกำแพง

 

ทุกคนที่เห็นเช่นนั้นก็เริ่มมีอาการสติหลุด เพราะหลังจากผ่านศพที่ถูกเพดานหล่นทับมา จู่ๆพวกเขาก็พบเข้ากับศพที่ดูมีสภาพถูกหั่น ถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ อวัยวะของพวกเขาถูกกระชากออก

 

“อ-อุ แหวะ”

 

เลมมี่เองรู้สึกขนลุกซู่เมื่อเธอสัมผัสถึงอะไรบางอย่างจนต้องรีบหันกลับไปมองด้านหลัง และเมื่อเธอหันกลับไปมอง ดวงไฟดวงหนึ่งที่ติดอยู่บนเพดาน ที่กำลังติดๆดับๆจากการช็อตของกระแสไฟฟ้า

 

ก็ส่องให้เห็นกุระที่กำลังยืนฉีกยิ้มให้เธอพร้อมกับเลือดที่ไหลนองออกมาจากปากและมือทั้งสองข้างของเธอ ก่อนฉลามสาวจะหายเข้าไปในเงามืดอีกครั้งพร้อมกับเสียงพูดของเธอที่จู่ๆก็ดังก้องกังวาลอยู่รอบๆตัวเลมมี่และคนของเธอที่กำลังถูกความมืดห้อมล้อมไว้อยู่

 

“ถ้าจะหาซุยเซย์ล่ะก็ ..”

“ต้องผ่านฉันไปก่อนนะ”

 

______________________________________________________

 

ในขณะเดียวกันที่อาคารกักกัน ซุยเซย์กำลังเดินตรงผ่านประตูอาคารที่ถูกฉีกกระชากจนมันบิดเบี้ยวด้วยพลังจิตของเธอ

 

เธอเดินตรงผ่านทางเดินยาวๆนั่นไปเรื่อยๆเพื่อมองหาแผงควบคุมที่น่าจะเอาไว้เปิดประตูเหล็กเหล่านี้ แต่เธอก็ต้องไปสะดุดตาเข้ากับหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังเกาะลูกกรงร้องขอความช่วยเหลือจากเธออย่างนาเวทนา

 

ซุยเซย์หยุดที่ตรงหน้าห้องขังนั่น และเธอก็พบกับป้ายที่เขียนว่า กำลังอยู่ในระยะฟักตัว นั่นแสดงว่าหญิงสาวผู้โชคร้ายคนนี้กำลังจะกลายเป็นผู้ติดเชื้ออีกไม่นานนัก

 

และก็เป็นเช่นนั้น เธอที่กำลังเกาะลูกกรงอยู่นั่นก็ค่อยๆมีอาการกระตุก และตัวบิดงอ ก่อนจะลงไปนอนชักอยู่กับพื้น

 

ซุยเซย์ยืนมองอยู่พักใหญ่ๆก่อนจะเพ่งเล็งสายตาของเธอไปที่ประตูนิรภัยที่ถูกปิดซ้อนทับห้องขังไว้ จู่ๆประตูนั่นก็เริ่มบิดงอและถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ เช่นเดียวกับลูกกรงห้องขังนั่น

 

“ช-ช่วย -อ-อั่ก อ-อั่ก ”

“ด-ได้โปรด อ-อั่ก .. ค-แค่ก แค่ก”

 

หญิงสาวผมสีดำอมม่วงกำลังนอนร้องขอความช่วยเหลือจากซุยเซย์ เธอนอนดิ้นไปมามีอาการชักอย่างรุนแรง ดวงตาทั้งสองข้างของเธอเริ่มมีน้ำตาไหลออกมาด้วยความสิ้นหวัง

 

แต่ก่อนที่สติของเธอจะหายไปตลอดการ ซุยเซย์ก็นั่งลงยองๆข้างๆเธอและมองไปที่เธอ ก่อนจะชักมีดสั้นเล่มเล็กๆที่มีคราบเลือดจากศพที่เธอขโมยมันมา ขึ้นมาและใช้นิ้วแตะๆไปที่คมมีดนั่น

 

แล้วเธอก็ค่อยๆใช้มีดกรีดไปที่นิ้วชี้ของเธอจนเลือดมีเลือดไหลออกมา ก่อนเธอจะหย่อนหยดเลือดสีแดงฉานนั่นลงไปในปากของหญิงสาว

 

วินาทีหลังจากนั้นรอบๆตัวเธอก็สั่นสะเทือนพร้อมกับ บรรยากาศรอบๆตัวซุยเซย์ที่เปลี่ยนไป ด้านหลังของหญิงสาวนั้นปรากฎเป็นหนวดของปลาหมึกมากมายงอกออกมาพร้อมกับดวงตาสีม่วงเข้มของหญิงสาวที่ส่องแสงสว่างจ้าออกมา

 

เกิดน้ำท่วมขังขึ้นแทบจะในทันทีในสถานกักกัน บรรยากาศรอบๆนั้นเต็มไปด้วยความชื้นของน้ำในอากาศอย่างรวดเร็วจนเสื้อผ้าของซุยเซย์เองนั้นเปียกชุ่มไปหมด

 

ซุยเซย์เดินเข้าไปใกล้ๆหญิงสาวก่อนจะยื่นมือให้เธอและดึงตัวเธอขึ้นมา

 

“ฉันรู้ว่าเธอมีคำถามมากมายแต่นี่ไม่ใช่เวลา”

“ใช้สัญชาติญาณของเธอควบคุมพลังที่เหนือมนุษย์นี่ของเธอให้ได้”

“แล้วฆ่าพวกมัน ใครก็ตามที่ทำลายชีวิตของเธอ หรือใครก็ตามที่เธอจำได้ว่ามันพาเธอมาที่นี่”

“ฉันซุยเซย์”

 

หญิงสาวค่อยๆพยักหน้าด้วยความเขินอาย ก่อนจะตอบกลับมาด้วยเสียงเบาๆ

 

“อ-อินะ .. ค-ค่ะ”

 

“เอาล่ะ อินะจังที่นี่น่ะ มีฉลามดุๆอยู่ตัวนึงรู้รึเปล่า?”

“มันจะดีมากถ้าเธอช่วยให้ฉลามกลับลงทะเลสักหน่อย”

“เพราะฉะนั้นเธอช่วยเปลี่ยนที่นี่ให้เป็น”

 

“เมืองใต้น้ำหน่อยน่ะ .."

 

To be continued …

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

158 ความคิดเห็น

  1. #158 TheLazyDevil (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 31 มีนาคม 2564 / 12:53
    ม่ายนะ อินะเธอจะเขินอายไม่ได้ฉันชิปเธอกับกุระเเล้ววว (เเอบกรี๊ดนิดหน่อยเเต่ก็ไหวอยู่)
    #158
    1
    • #158-1 Lissette.(จากตอนที่ 12)
      31 มีนาคม 2564 / 13:43
      จารอินะน่าร้ากก
      #158-1
  2. #139 I am good reader (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 มีนาคม 2564 / 00:47
    ขยาดอยุ่ในเวลาแบบนี้ยังจะหว่านเสน่ห์ได้อีกน้าาซุยเซย์
    #139
    0
  3. #138 0621198225 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 มีนาคม 2564 / 22:43
    ได้เวลาอาละวาดแล้วซินะ555//ซุยเซย์ไม่ได้กล่าวไว้
    #138
    0
  4. #137 Kuaina (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 มีนาคม 2564 / 21:50

    พลังไฟนั่นเป็นของใครกันล่ะ มิโกะจิ? หรือเคียร่า ถ้าเป็นเคียร่าแล้วเคียร่ามาดีหรือมาร้ายล่ะ //ท่านโทวะมีบทแล้วโว้ยยย

    #137
    1
    • #137-1 Kuaina(จากตอนที่ 12)
      21 มีนาคม 2564 / 21:50
      เอาเลยจารย์อินะถล่มฐานมันเลยยย
      #137-1
  5. #136 Yosuke258 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 มีนาคม 2564 / 20:09

    อินะ อินะ อิน๊ะ นิโนะมาเอะ อินานิสเดส!!

    #136
    0
  6. #135 EarthDodo (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 มีนาคม 2564 / 19:32
    *เห็นชื่อตอน* งานนี้ต้องมีฉากแบบคราเคนพังเรือกลายเป็นคราเคนพังศูนย์วิจัยแล้วล่ะ//สรุปคือแอตแลนติสไม่ใช่เมืองใต้น้ำ แต่เป็นศูนย์วิจัยจมน้ำสินะ เหมือนคำกล่าวที่ว่าแอตแลนติสไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นผู้คน......เรอะ? -ฉลามไม่ได้กล่าว
    #135
    0
  7. #134 Vethaka GV (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 มีนาคม 2564 / 17:52
    แบบนี้ นกฟีนิกซ์ กับ ยมทูตจะมาไหม หรือ จะมาในสถานะ ตัวร้าย 5555
    #134
    0
  8. #133 KIAR 2309 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 มีนาคม 2564 / 17:41
    มาแล้วคนที่สอง
    #133
    0
  9. #132 Kham A.Q. (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 มีนาคม 2564 / 17:39
    มาแล้วครับ
    #132
    1
    • #132-1 Kham A.Q.(จากตอนที่ 12)
      21 มีนาคม 2564 / 17:53
      enมาครบแล้วสินะถ้ารวมภาคหลัก
      #132-1