[Kimetsu​ No​ Yaiba]​ Doumashino : เมื่ออสุราอยากทำความดี

ตอนที่ 17 : [Special]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 218
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    24 ส.ค. 63

“ชิโนบุ ชิโนบุ!”

เสียงร้องเรียกดังมาจากที่ไกลๆ แสงแดดส่องผ่านม่านตาเข้ามา เธออ้าปากหาวอย่างเกียจคร้านพลางผุดลุกขึ้นนั่ง รู้สึกสุขสบายเป็นที่สุด ไม่มีอะไรให้เป็นกังวล

ชิโนบุขยี้ตา เสียงร้องเรียกของพี่สาวดังเข้ามา “ชิโนบุ! บอกแล้วว่าอย่านอนบนพื้น ดูสิ เสื้อผ้าสกปรกไปหมดแล้ว”

ที่ใต้ต้นไม้ คานาเอะส่ายหน้าเอือมระอา เธอโบกมือไล่ผีเสื้อแถวนั้น ไม่รู้ทำไมคนตระกูลนี้ถึงดึงดูดเหล่าแมลงผีเสื้อนัก

ชิโนบุเปลี่ยนเรื่อง “วันนี้อากาศดีนะคะ พี่คานาเอะ” 

คานาเอะถอนหายใจ “นี่เธออายุเจ็ดขวบแล้วนะ”

เธอหัวเราะแล้วลุกขึ้นยืนปัดเสื้อผ้าลวกๆ

เด็กสาวตัวเล็กที่มีเส้นผมสีดำสนิทปลายสีม่วงรับกับดวงตากลมโตสีม่วงเปล่งประกายเป็นอย่างดี ใบหน้าอ่อนใสมีสีแดงเรื่อบนแก้มยุ้ยทั้งสองข้าง

“มีอะไรเหรอคะ”

คานาเอะเอ่ยว่า “วันนี้คุณแม่จะทำอาหารต้อนรับคานาโอะจังที่มาอยู่กับพวกเราน่ะสิ เลยให้ไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆ ให้หน่อย”

“หนูไปเองค่ะ พี่คานาเอะอยู่ช่วยคุณแม่เถอะ”

คานาเอะลังเล “ไหวเหรอ”

“ไหวสิคะ แค่นี้เอง”

ชิโนบุรับกระดาษรายการวัตถุดิบแล้วพยักหน้า แค่ซื้อโชยุกับผักสดมากำหนึ่งเท่านั้น 

“ก็ได้ นี้เงินสำหรับซื้อของ จำไว้นะ อย่าเดินตามคนแปลกหน้าเด็ดขาด ซื้อของเสร็จแล้วให้รีบกลับบ้าน”

“ค่า”

ชิโนบุรีบวิ่งไปทำภารกิจทันที

ยามเย็น ชิโนบุเงยหน้าขึ้นมอง ท่ามกลางอาทิตย์อัสดงแผ่ปกคลุมทั่วทั้งเมือง สาดส่องดอกฟูจิที่ขึ้นกระจายอยู่ทั้งสองข้างทางให้งดงาม เธอเดินแกว่งกระเป๋าหิ้วในมือเล่น

กลุ่มเด็กๆ ที่โตกว่าเล็กน้อยวิ่งสวนเธอไป

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจอนี่หน่อยเป็นไง นี่แน่ะๆ เจ้าอสูรตายซะเถอะ!”

ชิโนบุหันขวับ ต้นเสียงดังอยู่ไม่ไกล เป็นกลุ่มเด็กน้อยประมาณสี่ห้าคนกำลังตีบางสิ่งอย่างเมามัน

เธอมองตรงกลางวงล้อมนั้นมีเด็กคนหนึ่งกอดเข่ายอมให้ตีอย่างไม่ขัดขืน ชิโนบุไม่ใช่แม่พระ แต่ก็ไม่ใจดำขนาดเห็นคนอื่นเดือดร้อนโดยไม่ทำอะไรเลย 

หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก็เข้าไปห้ามปรามเด็กพวกนั้น

“หยุดนะ การทำร้ายคนอื่นมันไม่ดีรู้ไหม”

“ยุ่งไรด้วย แกเป็นพวกเดียวกับเจ้าอสูรนี่รึไง”

“อสูร?” ไม่รู้ทำไมคำนี้ถึงกระตุกใจเธอขนาดนี้

อันธพาลเด็กคนหนึ่งพูด “ดูสิ ทั้งสีผม สีตา ผิวขาวซีดแบบนั้น ต้องเป็นอสูรกลับชาติมาเกิดแน่ๆ ใครที่เข้าใกล้มันต้องโชคร้ายทุกราย ฉันแค่ช่วยทุกคนเท่านั้น”

ชิโนบุหัวเราะ “เหลวไหล ถ้าเป็นอสูรจริงคงไม่ยอมให้พวกนายทำร้ายได้หรอก....อีกอย่างคงไม่อยากให้เรื่องนี้รู้ไปทั่วใช่ไหม”

เธอหันไปทางหนึ่งทำให้เด็กพวกนั้นหันตามสายตานั้น เห็นผู้ใหญ่แถวนั้นมองแล้วซุบซิบอย่างสงสัย บางคนถือโทรศัพท์ไว้ด้วย

เด็กเหล่านั้นสะดุ้งแสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมา มือและเท้าหยุดชะงักอยู่ในท่าพิสดาร พวกเขาไม่อยากให้เรื่องไปถึงหูผู้ปกครอง หากถูกครูหรือคนรู้จักจับได้ พวกเขาต้องโดนพ่อแม่สั่งสอนจนหูชาแน่ๆ จึงเลิ่กลั่กมองหน้ากันก่อนทยอยเดินหนีไปไม่วายส่งสายตาอาฆาตมาให้

“อยากช่วยมันก็เชิญ แต่ระวังตัวไว้ด้วยล่ะ”

ชิโนบุที่เห็นทุกคนเดินจากไปก็ผ่อนลมหายใจออกมา อันที่จริงเธอกลัวว่าอีกฝ่ายจะหันมาเล่นงานตนเอง จนยืนขาแข็งอยู่กับที่ไม่ขยับ แกล้งต่อปากต่อคำไม่หวั่นเกรงเท่านั้น

“ไม่เป็นไรใช่ไหม”

เธอถามเด็กคนเดียวที่นอนกองบนพื้นในสภาพสะบักสะบอม เนื้อตัวที่โผล่พ้นเสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยช้ำเขียวช้ำม่วงจนน่าสะเทือนใจ

เด็กชายพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองเธอ สภาพใบหน้านั้นไม่ได้ดีไปกว่าตัวสักเท่าไหร่ มีแต่ร่องรอยการถูกทุบตีทั้งนั้น แต่ลักษณะใบหน้านั้นกลับทำชิโนบุใจลอยไปชั่วขณะ

ดวงตาสีประหลาด ไม่ใช่เพียงสีใดสีหนึ่ง แต่เป็นนัยน์ตาที่มีหลายเฉดสีผสมอยู่ภายใน เพียงแค่มองเข้าไปในตานั้นก็ราวกับถูกบางสิ่งบางอย่างดูดกลืนอย่างช้าๆ 

เฉดสีที่ราวกับไม่มีอยู่จริง

เพราะสิ่งนี้ เขาเลยถูกคนอื่นรังแกงั้นหรือ...

มือที่ยื่นไปหาชะงักค้าง เบิกตากว้างมองเด็กชายอย่างตกใจระคนประหลาดใจ วินาทีนั้นเองที่หัวใจของชิโนบุเต้นแรงขึ้น มันเป็นความรู้สึกที่ฝังอยู่ในใจถูกกระตุ้นขึ้นอย่างฉับพลัน ดวงตาพร่าเบลอมองเห็นเงาของใครบางคนซ้อนทับอยู่ด้านหลัง ลึกในจิตใต้สำนึกกู่ร้องตะโกนให้ออกห่างจากเขาซะ แต่เพราะอะไรกันล่ะ....

“ละ ลุกไหวไหม” ชิโนบุถาม

เด็กชายที่ดูโตกว่าไม่กี่ปีจ้องหน้าเธอสลับกับมือที่ยื่นไปหา จากนั้นคว้ามือของเธอไว้แน่น ดวงตาสีประหลาดราวกับสะท้อนแสงในความมืดจ้องมองเธอไม่กะพริบตา

วินาทีที่มือพวกเราสัมผัสกัน ความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ก็ประเดประดังเข้ามาอีกรอบ เธออยากสะบัดมือออกแล้วหันหลังกลับ ทำเหมือนไม่เคยเกิดเรื่องนี้ขึ้น เป็นอีกครั้งที่เธอต้องสะกดกลั้นมันเอาไว้แล้วดึงเด็กชายขึ้นมา 

เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองเธอ ท่ามกลางดอกฟูจิที่ปลิวตามสายลม ส่งกลิ่นหอมเย้ายวน

สายตาของเขาสั่นไหวน้อยๆ ท่าทางของเธอที่ดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด คุ้นเคยจนร้อนรุ่มไปทั้งหัวใจ

หัวใจพลันเต้นแรงขึ้นมา

“เจ็บ....” เขาเอ่ยปากพร้อมกับน้ำตาที่ไหลรินออกมาราวกับสายน้ำ “เจ็บจังเลย”

“จะ เจ็บเหรอ?”

เด็กชายไม่กล่าว เพียงมองเธออยู่นานราวกับตกอยู่ในภวังค์ 

ชิโนบุสำรวจบาดแผลของเขาอย่างละเอียด ก่อนตัดสินใจพาไปที่ร้านขายยาใกล้ๆ ใช้เงินตัวเองซื้ออุปกรณ์ทำแผลมาให้

“นี่ค่ะ”

เด็กชายมองอุปกรณ์ทำแผลแบบสำเร็จรูปในมือเด็กสาวแล้วนิ่งไปเล็กน้อย ชิโนบุเอียงคออย่างสงสัยก่อนจะเห็นน้ำตาเม็ดโตไหลพรากออกมาจากนัยน์ตาสีประหลาดอีกครั้ง

“เจ็บแผลจัง”

“เออ นี่ยาใส่แผลไงคะ”

“ทำไม่ไหว”

“....”

“แขนซ้น ปวดไปหมดเลย”

ไม่ว่าเปล่า เด็กชายยกมือซ้ายขึ้นมาประคองไว้ ใบหน้าอ่อนวัยกับดวงตาโตนั้นทำให้เธอนึกถึงลูกหมาตัวน้อยๆ ที่กำลังออดอ้อน ชิโนบุมองเขาอย่างพิจารณา ท่าทางอ่อนแอแบบนั้นจะเป็นตัวซวยไปได้อย่างไร คงโดนแกล้งเพราะว่าหน้าตาดูโง่ๆ มากกว่า

เธอใจอ่อนยวบ “ฉันช่วยทำแผลให้นะ”

เป็นครั้งแรกที่ทำแผลให้คนอื่น ชิโนบุอ่านฉลากยาในมืออย่างจริงจัง แต่เพราะเธอยังอ่านหนังสือไม่คล่องนักจึงใช้เวลาทำแผลนาน 

เด็กชายมองเธอไม่วางตา ชิโนบุขยับมาใกล้เพื่อแปะพลาสเตอร์บนใบหน้า ทำให้เขาสูดกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากตัวเด็กหญิงอย่างหลงใหล เพื่อสัมผัสให้นานขึ้นอีกหน่อยจึงจับแขนเธอไว้ทำให้ดวงตาสีม่วงสบตาของเขาใกล้ๆ แล้วเอ่ยว่า “เธอชื่ออะไรเหรอ”

ชิโนบุเม้มปากอย่างลังเล เธอแค่ช่วยเขาเพราะสงสารเท่านั้น แต่ดวงตาสีแปลกมองอย่างรอคอยคำตอบ

เด็กชายแนะนำตัวก่อน “ฉันชื่อโอดะ โดมะ เธอล่ะ”

“....โคโจ ชิโนบุ”

โดมะยิ้มออกมาทั้งน้ำตา มือที่จับแขนชิโนบุเริ่มแน่นขึ้นเรื่อยๆ สายตานั้นสะท้อนแสงจนเปล่งประกาย ชิโนบุถอยหลังไปก้าวหนึ่ง สันชาติญาณร้องบอกอันตราย

“ทีหลังถ้าถูกแกล้งอีกก็เอาคืนบ้าง ถ้าเรานิ่งอีกฝ่ายจะยิ่งได้ใจ ฉะ ฉันต้องไปแล้ว....โชคดีนะ....”

ชิโนบุใช้แรงทั้งหมดดึงแขนออกจากมือของโดมะ หยิบกระเป๋าขึ้นมาถือแล้วรีบวิ่งจากไป

สายตาด้านหลังจ้องมองอย่างเปิดเผยทำเอาหลังคอของเธอเสียววาบ รู้สึกขนลุกขนพองขึ้นมา เธอสะบัดหัวไล่ความคิดนั้นออกไปรีบเดินไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆ หยิบวัตถุดิบตามรายการไปต่อแถวจ่ายเงินอย่างรวดเร็ว

ชิโนบุวิ่งกลับบ้านด้วยความหอบเหนื่อย “กลับมาแล้วค่ะ”

“ทำไมไปนานจัง” คานาเอะโผล่หน้าออกมาจากห้องครัวเอ่ยทัก

“พอดีเดินเล่นนานไปหน่อย” ชิโนบุหัวเราะกลบเกลื่อน ไม่รู้ทำไมถึงไม่อยากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้คานาเอะฟัง เธอเดินเอาของไปให้จากนั้นช่วยพ่อจัดโต๊ะอาหารด้านนอก

“ชิโนบุไปรอกับคานาโอะจังเถอะ เดี๋ยวพ่อทำที่เหลือเอง”

ชิโนบุพยักหน้าแล้วเดินไปหาคานาโอะที่นั่งนิ่งๆ บนโซฟา เธอยิ้มกว้างหวังผูกมิตรกับน้องสาวคนใหม่

“คานาโอะจัง ฉันคือพี่สาวคนใหม่ของเธอนะ”

คานาโอะมองเธอตาไม่กะพริบ ราวกับไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก

“ลองเรียกดูสิ ‘พี่สาว’” เธอขยับปากช้าๆ “พี่ สาว”

ชิโนบุทวนคำช้าๆ จนคานาโอะเริ่มเลียนแบบการอ้าปากของเธอ “...พี่...สาว...”

“ใช่แล้ว เก่งมากเลย”

หลังจากนั้นชิโนบุก็วาดรูปเล่นกับคานาโอะจนอาหารถูกยกมาวางบนโต๊ะเรียบร้อย พวกเขากล่าวต้อนรับคานาโอะสั้นๆ จากนั้นลงมือรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ในคืนนั้นเอง สามพี่น้องอาบน้ำพร้อมกัน นอนเบียดบนเตียงเดียวกัน ฟังนิทานของคุณแม่แล้วเข้าสู่ห้วงนิทราไป

 

ในห้วงฝัน ชิโนบุมองดอกฟูจิสีม่วงกำลังเบ่งบานอย่างสวยงาม ลมเย็นพัดคล้ายได้ยินเสียงดนตรีจากธรรมชาติ สูดกลิ่นหอมเข้าปอดแล้วหลับตาลง ในความมืดมิดเธอได้ยินเสียงเรียกชื่อดังเข้ามา

ชิโนบุขมวดคิ้ว พลิกตัวหนี ทว่าเสียงนั้นก็ไม่หายไป กลับดังเข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั้งดังอยู่ใกล้หูของเธอ

“ชิโนบุ”

เธอลืมตาขึ้น เห็นชายคนหนึ่งที่มีรูปร่างสูงใหญ่จนบดบังแสงอาทิตย์ เงาร่างของเขาทอดลงมาทับตัวเธอจนตกอยู่ในความมืด ชิโนบุเห็นเพียงดวงตาสีแปลกที่เปล่งประกายกระจ่างชัดในใจของเธอ

ชายคนนั้นกระซิบข้างหูของเธอ ด้วยน้ำเสียงรักใคร่ “ข้าหาเจ้าพบแล้ว”

“คุณเป็นใคร”

ชายคนนั้นไม่ตอบ เธอกะพริบตา อยู่ๆ ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไป กลายเป็นภาพของท้องฟ้าสีครามที่ถูกปกคลุมไปด้วยควันไฟ ตรงหน้ามีกองเพลิงโหมกระพือรุนแรงจนต้องยกมือขึ้นบดบังไอร้อนระอุนั้น เธอเห็นเงาร่างคนหนึ่งอยู่กลางกองเพลิงกำลังมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน

“ไม่!”

มือของเธอเอื้อมไขว่คว้า ราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้นไว้ ได้แต่มองเขาค่อยๆ ถูกเผาไป ดวงตาสีประหลาดจ้องมองเธอพร้อมกับน้ำเสียงแผ่วเบาดังขึ้น

“...จงมีความสุข...”

 

เฮือก!

ชิโนบุลืมตาขึ้น ยกมือขึ้นค้างบนอากาศ หอบหายใจอย่างหนักหน่วงจนคล้ายสะอื้นไห้ นัยน์ตามีหยาดน้ำไหลออกมาอย่างไม่อาจควบคุม

นานกว่าตั้งสติได้ ชิโนบุลุกขึ้นนั่งบนที่นอน ยกมือขึ้นกุมหัวใจที่เต้นอย่างตื่นตระหนก สมองค่อยๆ จัดลำดับความคิด

แค่ฝันเท่านั้น....

ชิโนบุยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาลวกๆ มองคานาเอะและคานาโอะยังหลับฝันหวาน แสงอาทิตย์อ่อนลอดผ่านผ้าม่านทำให้ภาพตรงหน้าพร่าเลือน พลันหัวใจค่อยๆ สงบลงจนกลับมาเป็นปกติ เธอมองใบหน้ายามหลับใหลแล้วหลุดยิ้มออกมา

...ตอนนี้ต่างหากที่เป็นความจริง

 

หลังจากนั้นชิโนบุก็เจอกับโดมะทุกวัน

ก่อนไปโรงเรียนเธอเห็นเขาอยู่ที่ใต้ต้นฟูจิ หลังเลิกเรียนก็เห็นเขายืนอยู่ที่เดิม

โดมะใช้เท้าเขี่ยใบไม้เล่น เมื่อชิโนบุเดินผ่านก็ส่งสายตามองจนสุดทาง ก่อนหันเดินไปอีกทาง ชิโนบุสงสัยแต่พยายามสงบอารมณ์

อันที่จริง ชิโนบุไม่อยากข้องเกี่ยวกับเขาหากไม่จำเป็น สัญชาตญาณเธอกู่ร้องเช่นนั้น แล้วเธอก็เชื่อมัน เผลอนึกไปถึงฉายาที่เด็กคนอื่นๆ ตั้งให้เขา

อสูร.

โดมะที่เธอเคยเจอดูไม่ปกตินัก หากไม่นับพฤติกรรมแปลกในช่วงหลายวันนี้ก็เหมือนเด็กธรรมดาทั่วไป อันที่จริงเขาหน้าตาดีที่ใช้ได้เลย หน้ารูปไข่ จมูกโด่ง ตาสีแปลก และผมสีอ่อน คล้ายเด็กลูกครึ่งต่างชาติที่เธอเคยดูในทีวี 

“อีกแล้ว” คานาเอะเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์

คานาเอะ คานาโอะ และชิโนบุเดินกลับบ้านพร้อมกัน สายตามองไปที่ใต้ต้นฟูจิข้างทาง เธอหันไปมองบ้างเห็นเด็กชายคนหนึ่ง “ทำไมช่วงนี้เจอบ่อยจังนะ”

“รู้จักเหรอคะ”

คานาเอะพยักหน้า “รุ่นพี่ที่โรงเรียนน่ะ ค่อนข้างดังเลยทีเดียว ได้ยินว่าถูกเพื่อนในห้องแกล้งบ่อยๆ เพราะสาวที่ชอบสลัดรักไปหาเขา แล้วรู้ไหม ผู้หญิงคนนั้นคือเพื่อนพี่เอง หลังจากไปสารภาพรักกับเขา เขายิ้มพูดว่าขอบคุณคำเดียวแล้วเดินหนีไปดื้อๆ ไม่อยากจะเชื่อเลย”

ชิโนบุจ้องไปทางนั้นเขม็ง “ดูไม่เหมือนคนแบบนั้นเลยนะคะ”

หรับเธอ เขาออกจะดู...นุ่มนิ่ม? โดนหลอกง่ายไปสักหน่อยด้วยซ้ำ

“คนแบบนั้นแหละต้องระวังตัวไว้ให้ดี” คานาเอะถามน้องสาวที่เดินตามเงียบๆ “คานาโอะจังคิดว่ายังไงจ๊ะ?”

โดมะยืนตรงนั้นมาหลายวันแล้ว สายตาที่ใช้มองชิโนบุเปล่งประกายราวกับดวงตาของสัตว์ร้ายจ้องตะครุบเหยื่อ คานาโอะขมวดคิ้วเอ่ยออกมาสั้นๆ

“เกลียด”

คานาเอะชะงักก่อนหลุดยิ้มสอนน้องสาวตัวเองว่า “ที่จริงพี่ก็รู้สึกแปลกๆ กับเขาเหมือนกัน แต่ไม่ควรเอ่ยคำนั้นออกมาตรงๆ นะจ๊ะ”

ชิโนบุได้แต่โล่งอกที่เชื่อในสัญชาตญาณไม่ไปยุ่งกับเขา บางทีคนคนนี้อาจจะร้ายกาจยิ่งกว่าคนที่แกล้งเขาก็เป็นได้ ไม่รู้เพราะเผลอจ้องนานเกินไปหรือไม่ โดมะที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้เงยหน้าขึ้นมาสบตา พอเห็นชิโนบุมองอยู่ก็แย้มรอยยิ้มสดใสให้ เธอรีบหลบตาทันที

โดมะเพียงยืนอยู่ตรงนั้น ราวกับรอใครบางคน 

จากวันกลายเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์กลายเป็นเดือน จากฤดูใบไม้ผลิกลายเป็นฤดูใบไม้ร่วง

จนกระทั่ง 

วันนี้ชิโนบุเดินกลับบ้านคนเดียว เพราะคานาเอะต้องติวหนังสือกับเพื่อนๆ ส่วนคานาโอะไปทัศนศึกษา

ชิโนบุเดินผ่านต้นฟูจิที่เริ่มผลัดใบร่วงกราวบนพื้น ไม่รู้เมื่อไหร่ที่สายตาเผลอมองหาเขาคนนั้นโดยไม่รู้ตัว อาจเป็นความเคยชินที่ผ่านมาจะเห็นโดมะอยู่ใต้ต้นฟูจิที่พบกันครั้งแรก บ้างอ่านหนังสือ เล่นโทรศัพท์ หรือเขี่ยใบไม้ใบหญ้า ทุกครั้งที่เห็นชิโนบุเดินผ่านเขาจะหยุดสิ่งที่ทำทั้งหมดแล้วแยกริมฝีปากเป็นรอยยิ้มกว้างที่สุดส่งมาให้ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเขากำลังเฝ้ารอเธออยู่ ชิโนบุไม่เข้าใจ พวกเธอไม่นับว่ารู้จักกันเสียด้วยซ้ำ 

เมื่อต้องผ่านฟูจิต้นนั้น ชิโนบุก้มหน้าลงพยายามเดินให้เร็วที่สุด เท้าของเธอก้าวเร็วจนแทบวิ่ง ทว่าสายตาเผลอแอบมองไปทางนั้นอย่างไม่รู้ตัว ต้นฟูจิยังคงสูงใหญ่สง่างามเช่นเดิม ทว่าใต้ต้นไม้ต้นนั้นไม่เห็นเด็กชายที่ยืนอยู่ประจำอีกแล้ว ชิโนบุผ่อนฝีเท้าก่อนจะหยุดลง เกิดความสงสัยขึ้นมา 

บางทีเขาคงพบคนที่รอคอยอยู่แล้วล่ะมั้ง....

ทั้งทีควรโล่งใจแต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่างเปล่าแปลกๆ

ตอนนั้นเอง หางตาชิโนบุเหลือบไปเห็นแผ่นหลังของใครคนหนึ่งอยู่ด้านหลังต้นไม้ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นใคร ชิโนบุยืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้

เสียงฝีเท้ากระทบกับใบไม้แห้งเกิดเสียงดัง แซ่กๆ ไม่นานโดมะก็หันมามอง ก่อนจะอึ้งไป

“ชิโนบุจัง?”

“....”

ชิโนบุชะโงกตัวอยู่หลังต้นไม้ มีเพียงใบหน้าที่โผล่ออกมาสบตาเด็กชาย เธอเม้มปากเมื่อโดนจับได้ ดวงตาสองสีสบมองกันครู่หนึ่งก่อนชิโนบุจะเบนสายตาหนี

“โดนแกล้งอีกแล้วเหรอคะ”

เขาพยักหน้า “อืม”

เนื้อตัวเด็กชายมีรอยเขียวช้ำ เสื้อผ้าหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อย บนใบหน้ามีคราบดินเปรอะเปื้อน

“.... เอาคืนไปหรือยัง”

เขาชะงักจากนั้นก็พยักหน้าน้อยๆ

ชิโนบุหันมองเขาอยู่นาน ดวงตาสีม่วงมองดูหน้าตาของเขาอย่างละเอียด สุดท้ายก็หงุดหงิดจึงยื่นมือไปเช็ดหน้าเปรอะเปื้อนนั้น 

ประกายในดวงตาหลากสีมองเธอ “ชิโนบุจังเป็นห่วงเหรอ?”

ขณะที่โดมะจ้องมองเธอนั้น เธอยืนอยู่ตรงหน้า เขามองจากมุมต่ำ ชิโบนุขมวดคิ้วเข้าหากันน้อยๆ สายลมพัดผมเธอไปด้านหลัง ราวกับเธอยืนอยู่ท่ามกลางความสดใสของโลกใบนี้

หลายเดือนที่ผ่านมา เขาเอาแต่ยืนมองชิโนบุจากที่ไกลๆ ทำให้เขาไม่เคยเข้าใกล้เธอมากขนาดนี้ แต่ขณะนี้ ชิโนบุยืนอยู่ตรงหน้า ใกล้เสียจนเขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาจากตัว เขาละสายตาจากเธอไม่ได้ ความรู้สึกนี้ก่อนตัวขึ้นในท้อง เขาประหลาดใจ บอกตามตรงว่ามันทำให้เขาเกิดความรู้สึกยากอธิบาย ราวกับสมบัติล่ำค่าที่ทำสูญหายถูกหาพบแล้ว เป็นความอ่อนโยนหนึ่งเดียวในโลกใบนี้ที่เขาละโมบต้องการมากยิ่งขึ้น 

เธอขมวดคิ้วสงสัย “ทำไมเอาแต่เรียกชื่อฉัน”

เขาตอบอย่างจริงจัง “เพราะเธอคือชิโนบุจัง”

ชิโนบุเม้มปาก ตัดสินใจถามว่า “....นายยืนรอฉันเหรอ?” 

โดมะหน้าแดงเรื่อก่อนพยักหน้าน้อยๆ จะบอกได้อย่างไรว่าเขาหยุดคิดถึงเธอไม่ได้เลย

ชิโนบุปัดเสื้อผ้าของเขาบ่นอุบอิบเบาๆ “ไม่ฉลาดสักนิด เรื่องนี้ถ้าไม่เดินมาบอกตรงๆ ฉันก็ไม่รู้หรอกนะ”

โดมะรู้สึกเหมือนโดนปรามาส เขาเกิดมาเป็นอัจฉริยะ สอบได้ที่หนึ่งของโรงเรียนมาตลอด หลายครั้งที่ถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง ทั้งที่สมควรโกรธมากแท้ๆ แต่ในใจกลับยินดีเป็นอย่างยิ่ง 

เพียงได้มองหน้าเธอ ได้คุยกับเธอก็มีความสุขแล้ว

โดมะส่งยิ้มมาให้ หัวใจของชิโนบุหวั่นไหวทว่าเธอโกรธตัวเองที่รู้สึกเช่นนั้น

ชิโนบุมองหน้าโดมะ จ้องดวงตาสีแปลกสุกใสคู่นั้น และพยายามมองไปไกลกว่าตาคู่นั้น มีอะไรอยู่เบื้องหลังตาคู่นั้นนะ

“ฉันเอาคืนไปแล้ว” โดมะเอ่ย “พวกนั้นสภาพย่ำแย่กว่าอีก...ฉันทำดีหรือเปล่า?”

ไม่รู้ทำไมโดมะถึงตั้งคำถามนี้ขึ้นมา มันเป็นความรู้สึกอยากแน่ใจว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องหรือไม่ แล้วเธอจะไม่โกรธเคืองเขาอีก

อีก...อย่างนั้นเหรอ

ชิโนบุได้ฟังเบิกตาขึ้น ราวกับคุ้นเคยกับคำถามนั้นอย่างประหลาด พวกเขาสบตากันไปมาไม่มีใครเอ่ยอะไรอยู่นาน จนกระทั่งชิโนบุยืดตัวตรงหันหลังไป “โง่จริงๆ เสียด้วย”

นัยน์ตาสีแปลกสั่นไหว จ้องมองแผ่นหลังของเธอด้วยหัวใจอันหนักอึ้ง เขามีสิทธิ์รั้งเธอไว้หรือ เขาไม่เคยมีสิทธิ์นั้น ทำได้เพียงมองเธอจากที่ไกลๆ ทว่าเขาหยุดคิดถึงเธอไม่ได้เช่นกัน 

โดมะรู้ว่าชิโนบุไม่ค่อยชอบเขา เพราะเขามองเธออยู่ตลอดผ่านผู้คนมากมาย เธอราวกับพระอาทิตย์ ส่องแสงสว่างท่ามกลางความมืด ราวกับผีเสื้อแสนสวยโผล่บินบนท้องฟ้าสีคราม แล้วเขาก็อดใจไม่ไหว เฝ้ามองเธอแล้ววาดหวังอนาคตที่มีเธออยู่ข้างๆ

โดมะคิดว่าถ้าหากเขายังเป็นคนเดิม เอาแต่ใจ อวดดี และไม่เคยเจอชิโนบุ จะเป็นอย่างไร

แต่ใจของเขารู้ดีว่าโดมะคนเดิมไม่มีอีกแล้ว คนอื่นคงไม่มีวันเข้าใจ ชิโนบุคือคนที่เขาตามหามาทั้งชีวิต และเขาได้เจอเธอแล้ว

 เขาชอบมองเธอ พูดคุยกับเธอ อยู่ใกล้เธอ 

 เขาชอบเธอ

เขาไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อนในชีวิต ดูเหมือนชิโนบุจะสวยขึ้นทุกครั้งที่เจอ เธอเปล่งประกายแต่ก็มีความอบอุ่นอยู่ในตัว ทำให้เขาละสายตาจากเธอไม่ได้เลย

  “มาสิ”

 มือเล็กยื่นมาตรงหน้า โดมะมองมือขาวสะอาดนั้นสลับกับใบหน้าของชิโนบุ เธอเอี๊ยวตัวยื่นมือค้างอยู่บนอากาศ ราวกับรอให้มือของเขาสัมผัสกับเธอ

“ฉันจะช่วยทำแผลให้”

ตอนนั้นโดมะไม่รู้ว่าตัวเองมีสีหน้าอย่างไร มือสั่นเทาของเขาค่อยๆ วางลงบนมือเล็กของเธออย่างแผ่วเบาและอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ สายลมหอบกลิ่นหอมของดอกฟูจิและกลิ่นของความสุขทั้งหมดบนโลกเข้ามา 

เขามองเธอ เธอมองเขา พวกเรามองกัน คล้ายมีเสียงหนึ่งดังล่องลอยมากับสายลม

 

'ชาตินี้ข้าคืนให้เจ้า ชาติหน้า และชาติต่อๆ ไป ข้าจะต้องตามหาเจ้าจนเจอ'​

 

แล้วพวกเราค่อยมาเริ่มต้นกันใหม่....

 


###









//คุย//

สำหรับเรื่องนี้ทางเดียวที่พวกเขาจะรักกันได้ก็คือการเริ่มต้นใหม่ เมื่อชิโนบุและโดมะลืมทุกอย่าง ทั้งความรัก ความแค้น แล้วสร้างความทรงจำขึ้นมาใหม่ พวกเขาไม่เลือกเดินทางเดิมอย่างแน่นอน.


ขอบคุณทุกกำลังใจที่มีให้กันตลอด ขออำลาแต่เพียงเท่านี้ค่ะ //โค้ง (^o^)


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น

  1. #22 Ally Jang (@60142525) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 กันยายน 2563 / 08:08

    อ่านไปร้องไห้ไปเลยที่เดียว ทำไมรู้สึกสงสารโดมะจังเลย แต่ยังไงก็ยังแฮปปี้เอนดิ้งในชาตินี้ ชอบค่ะhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-big-09.png

    #22
    0
  2. #20 LlOphfk (@LlOphfk) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2563 / 00:02

    นี่คือฉากจบที่น่าจะโอเคร
    สุดละมั้งเนี่ยท่าน5555
    #20
    0