คัดลอกลิงก์เเล้ว

[CONAN] GIN X SHERRY Mixing Alcohol

โดย Libran

---ฉันรู้จักเธอดีกว่าใคร ฉันทำร้ายเธอยิ่งกว่าใคร--- [Gin x Sherry] [END]

ยอดวิวรวม

1,541

ยอดวิวเดือนนี้

27

ยอดวิวรวม


1,541

ความคิดเห็น


7

คนติดตาม


34
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  22 มี.ค. 62 / 19:01 น.
[CONAN] GIN X SHERRY Mixing Alcohol | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
---MIXING ALCOHOL---















            ฉันเฝ้ามองเธอทุกฝีก้าวและทุกความรู้สึกบนใบหน้าของเธอ

            เธอคิดว่าเธอโดดเดี่ยว เจ็บปวดทรมานกับความทรงจำที่กัดกร่อนหัวใจ แต่ฉันอยู่เคียงข้างเธอตลอดมา

ฉันเป็นศัตรูและคู่หูของเธอ

            ฉันรู้จักเธอดีกว่าใคร ฉันทำร้ายเธอยิ่งกว่าใคร



















 








ปล.เรื่องนี้เป็นจินตนาการของผู้เขียน และเป็นคู่แรร์


เครดิตภาพ :: www.pinterest.com

เนื้อเรื่อง อัปเดต 22 มี.ค. 62 / 19:01


 [หมอกและควันในอดีต]


            รถยนต์สีดำสนิทเคลื่อนฝ่าความมืดของรัตติกาล กลางเดือนหนาว ยินลงจากรถเปอร์เซ่คู่ใจ และเดินวนรอบย่านการค้า ฮู้ดสีดำตัวนอกสัมผัสกับหิมะจนเริ่มทับทมเป็นกองสีขาวอยู่ตามหมวกและหัวไหล่ทั้งสอง เขาทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์การปฏิบัติภารกิจ ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวโดยตรง แต่ยังเหลืออีกสองชั่วโมงกว่าจะถึงเวลา เขายืนอยู่ตรงลานโล่งที่สามารถมองเห็นคอนโดมิเนียมหรูและวอดก้าเพิ่งนึกบางเรื่องขึ้นได้

            “ที่นี้อยู่ใกล้ห้องพักของเชอรี่มากเลยนะครับ”

            เขายืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายที่หายใจเป็นไอสีขาวเดินสวนกันไปมา ยินนึกถึงใบหน้าคนทรยศที่หายสาบสูญไม่รู้ว่าอยู่หรือตาย

            ยินเจอเธอครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน หลังจากพ่อแม่ของเธอเสียชีวิตไม่นาน

 

++++++++++++++++++

           

            “พวกเธอเหรอ...

            ยินพูดขึ้นตอนที่รับคำสั่งจากบอสให้ไปรับตัวเธอเข้าองค์กร

            เด็กหญิงสองคนยืนเบียดกันอยู่ตรงนั้น

            มิยาโนะ อาเคมิ และ มิยาโนะ ชิโฮะ ชายหนุ่มมักได้ยินคนในองค์กรพูดถึงพวกเธอเสมอ เพราะเป็นลูกสาวของสองอัจฉริยะ ยินเคยสงสัยว่าเด็กที่ถูกวางตัวเป็นสมาชิกคนสำคัญขององค์กรมาตั้งแต่คลานออกจากท้องแม่จะมีหน้าตาแบบไหน...ต่างกันมากทีเดียว คนพี่มีหน้าตาได้รูปน่ารัก ผมสีดำสนิท สองมือกอดรัดน้องสาวอย่างปกป้องสุดชีวิต ส่วนคนน้องตัวเล็กกว่า ผมสีอ่อนตัดสั้น เมื่ออยู่กลางแจ้ง แสงแดดส่องสะท้อนจนเปล่งประกาย ตาของเธอชวนให้นึกถึงแมวจรจัดจ้องเอาเรื่อง ทั้งเย่อหยิ่งและหวาดระแวง

            “ไปกันเถอะ”

            วอดก้าหันมาส่งสัญญาณด้วยสายตา เห็นได้ชัดว่าเธอคือมนุษย์คนละโลกกับพวกเขา ระหว่างแสงที่สว่างที่สุดกับความมืดมิดอย่างชายทั้งสอง ไม่มีอะไรเชื่อมโยงกันได้ทั้งสิ้น

            แต่ว่าเธอได้เหยียบพื้นที่สีดำเสียแล้ว อย่าโกธรแค้นกันเลยนะ ถ้าจะตัดพ้อใครสักคน ก็คงเป็นพ่อแม่ของเธอนั้นแหละ

 

++++++++++++++++++

 

            “ไม่คิดว่าจะได้มาแถวนี้อีก”

            ยินและวอดก้าเดินเข้าร้านกาแฟ มองเห็นย่านการค้าคึกคักไปด้วยบรรยากาศยามค่ำคืนจากหน้าต่างร้าน

            “เหรอ ทำไมล่ะ”

            ยินสั่งกาแฟ

            “ลูกพี่อาจจะลืมไปแล้ว เมื่อก่อนเชอร์รี่อยู่ในการดูแลของเรา พอเกิดเรื่องนั้นขึ้นลูกพี่ก็ไม่มามาแถวอีก”

            “...ก็แค่ไม่มีเหตุผลต้องมาอีก”

            “นั้นสิครับ”

            วอดก้าหัวเราะเบาๆ

            “น่าเสียดาย มีไม่กี่คนที่ลูกพี่ยอมพูดดีๆ ด้วย หนึ่งในนั้นก็เป็น..."

            “เลิกพูดถึงเธอสักที!”

            ยินวางมือบนโต๊ะด้วยแรงหนักๆ สีหน้าเคร่งขรึมทำให้วอดกาหุบปากลงฉับ

            กลิ่นของกาแฟอบอวนไปทั่วร้าน อารมณ์ที่วิ่งขึ้นสูงเกือบถึงจุดเดือดเมื่อกี้คลายลงราวกับไม่เคยเกิดขึ้น พวกเขาไม่อยากเป็นจุดสนใจนัก

            ยินจิบกาแฟที่เด็กเสิร์ฟยกมา สูดกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟถ้วยนั้นช้าๆ นานแล้วที่ไม่ได้ดื่มมัน รสชาติขมปนหวานนิดๆ ทำให้อดนึกถึงไม่ได้ วันนั้นเธอย้ายไปเรียนต่อที่อเมริกา ในบ้านพักแห่งนั้น 

 

++++++++++++++++++

 

            “ที่นี้มีกล้องวงจรปิดทั้งหมดเก้าตัว จะทำอะไรก็อย่าลืมว่าทุกการเคลื่อนไหวของเธอถูกจับตามองอยู่”

            ว่าพลางโยนเอกสารระบุตัวตนทั้งหมดลงบนโต๊ะที่มีเด็กหญิงตัวน้อยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เธอยังคงไม่เอ่ยคำใดอีกเช่นเคย สายตาเลื่อนจากชายหนุ่มไปทางหน้าต่างบานใหญ่ของห้องรับรองด้วยสีหน้าว่างเปล่า

            เขาอดรู้สึกหงุดหงิดกับการที่ต้องคอยมาดูแลกับตุ๊กตาที่มีชีวิตตัวนี้ไม่น้อยเลย เขาถูกทางเบื้องบนสั่งให้เฝ้าจับตาดูเด็กคนนี้อย่างใกล้ชิด งานที่ต้องทำถูกเลื่อนกำหนดไปก่อน ทิ้งเวลาอันมีค่าเพื่อมาเสวนากับคนที่ไม่คิดจะคุยกับเขาสักคำแบบนี้ ร่างสูงถอนหายใจออกมาด้วยความหน่าย

            “เบื้องบนอยากเห็นพัฒนาการของเธอ จึงมีการวัดผลความรู้ทุกเดือน เตรียมตัวไว้ด้วยล่ะ”

            เรื่องที่ต้องบอกก็พูดไปหมดแล้ว ได้เวลากลับไปทำงานแล้วสินะ ยินออกจากที่นั้น ขึ้นรถที่จอดอยู่แล้วขับออกไปด้วยความเร็ว

 

            เบลม็อทเดินวุ่นอยู่ในห้องครัว มือเรียวถือมีดปอกผลไม้วางเรียงบนจานอย่างสวยงาม และรินไวน์สีแดงสดบนแก้วทรงสูง เธอเป็นสาวสวยที่สุดเท่าที่คุณเคยพบเจอ ใบหน้าเรียวเหมาะเจาะ ดวงตาสี่น้ำเงินทรงเสน่ห์รับกับริมฝีปากกระจับ ผมสีทองสว่าง ยังไม่รวมทรวดทรงองเองที่ราวกับสวรรค์ประทานให้ เบลม็อทมีกล้ามหน้าท้องที่งดงาม ชุดชั้นในลายลูกไม้สีดำสนิทและเสื้อคลุมเข้าชุดไม่ได้ปกปิดความงดงามของร่างนี้จากสายตาเลย

            “ยิน นายไม่ได้ฟังฉันพูดเลย มองฉันสิ มองฉัน...”

            เสียงพูดยานคางของเธอ แถมท่าทางยังเอื่อยเฉื่อยอีก เดินมาวางไวน์บนโต๊ะ เท้าเปลือยเปล่าภายในรองเท้าสลิปเปอร์ไปที่ด้านหลังตัวเขา เธอแนบชิดอยู่ที่หลังชายหนุ่มโดยเอามือเรียวเล็กโอบรอบคอเขาไว้

            ยินเบนสายตาจากจอคอมพิวเตอร์มองใบหน้าหญิงสาวอย่างไม่มีทางเลือก

            “มีอะไร”

            เธอวางคางบนไหล่ของเขา

            “นายสูบบุหรี่ตั้งแต่เมื่อไหร่”

            “ต้องรายงานด้วยเหรอ”

            ควันสีขาวลอยขึ้นด้านบนจนเกิดเป็นภาพสวยงาม ดวงตาเย็นชาคู่นั้นมองการเคลื่อนไหวของเธอ

            “นายนี่ไม่น่ารักเอาซะเลย”

            เบลม็อทขยับเข้ามาฉวยเอามวลบุหรี่ออกจากปากเขาก่อนจะทาบริมฝีปากของตัวเองลงมาแทน จนเกิดรอยลิปติกสีแดงอยู่บนนั้น ก่อนแยกตัวไปนั่งที่โซฟาใกล้ๆ ปล่อยควันสีขาวออกมา 

            “แค่วันเดียวเด็กนั้นไม่หายไปไหนหรอก”

            เขาส่งเสียงฮึเบาๆ

            “ถ้ายังไม่ไปเตรียมตัวจะสายเอานะ”

            “นายจะใจจืดใจดำกับผู้หญิงเหรอ ยิน, เดือนนี้ฉันทำงานนอกเวลาตั้งสามครั้ง ขืนทำอีก ผิวของดาราดังอย่างฉันจะแย่เอาน่ะสิ”

            เธอทำปากยื่น สีหน้าไร้เดียงสาน่าสงสารแบบที่หลอกผู้ชายมาแล้วนับไม่ถ้วน ดวงตาทรงเสน่ห์มีหยาดน้ำใสวาวๆ คนที่ไม่รู้จักดีพออาจจะนึกว่าเธอน่าสงสารจริงๆ และใจอ่อนเป็นก้อนเนย แต่สำหรับยินแล้ว...เขาแค่ยกมุมปากขึ้นเฉยๆ

            “งั้นข้อตกลงของเราเป็นอันยกเลิก”

            “โธ่ ฉันแค่อยากอยู่กับนายให้นานกว่านี้”

            เขากวาดตามองเธออย่างเย็นชา “เอาเถอะ ถ้ามันไม่กระทบกับแผนการ อยากทำอะไรก็ตามใจ”

            หญิงสาวเหยียดยิ้มพร่างพราว วิ่งมาที่ด้านหน้าของเขาแล้วหย่อนสะโพกลงบนที่วางแขนบนเก้าอี้ กักขังชายหนุ่มด้วยแขนทั้งสองข้าง

            “เป็นครั้งแรกเลยที่นายตามใจฉัน” จากนั้นยิ้มตาหยี “ที่แท้ก็หลงรักฉันแล้วใช่ไหม”

            หลงรักงั้นหรือ คงไม่ใช่ แต่เป็นความไว้ใจต่างหาก...

            เธอเป็นสมาชิกองค์กรฝีมือดี ไม่เคยทำงานพลาด ถึงแม้เบลม็อทชอบทำตามใจตัวเอง ขัดต่อคำสั่ง แต่ไม่ทำให้สถานะขององค์กรต้องเปิดเผย แม้เขาไม่ชอบวิธีทำงานของเธอนักก็ตาม

            “ฉันเหมือนคนที่ตกหลุมรักใครเหรอ”

            โดยไม่รู้ตัว ศีรษะของหญิงสาวถูกวัตถุสีดำสนิททาบไว้ในลักษณะหมิ่นแหม่

            “แค่ล้อเล่นนิดหน่อย ไม่เห็นจะต้องยกปืนขึ้นมาขู่กันเลย”

            เธอยกมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะทำท่ายอมแพ้ อย่างที่รู้กันดีว่านักฆ่าหนุ่มคนนี้เลือดเย็นยิ่งกว่าอสรพิษ ไร้หัวใจยิ่งกว่าใครบนโลก บางครั้งเธอก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าสนใจอะไรในตัวเขากันแน่

            “ออกไป ก่อนที่ฉันจะรำคาญจนทนไม่ไหว”

            คราวนี้หญิงสาวยอมไปแต่โดยดี ยินเป็นถึงปีศาจร้ายเลือดเย็นเชียวนะ หากยังอ้อยอิง ไม่อยากคิดสภาพหลังจากนั้นว่าเป็นยังไง

            ยินหันมามองหน้าจอที่แสดงภาพเคลื่อนไหวจากกล้องวงจรปิด ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้มันแปลกมากที่เขามักจะเหม่อมองเด็กหญิงที่เคลื่อนไหวอยู่ในนั้น ทุกการกระทำอยู่ในสายตาของเขา เป็นเพราะงานคุ้มครองที่ได้รับมอบหมาย หรือว่าความสนใจส่วนตัวกันแน่

            เมื่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เบลม็อทสวมรองเท้าเตรียมตัวออกเดินทาง

            “นายจะไปส่งใช่ไหม บอกไว้ก่อนว่าไม่มีดาราดังคนไหนไปงานเลี้ยงกันเองหรอกนะ”

            ยินปิดโน้ตบุ๊ก ทิ้งบุหรี่ลงบนอ่างแก้ว ลุกขึ้นยืนตามแล้วหยิบกุญแจออกมา

            “ไปกันเถอะ”

            เบลม็อทคล้องแขนกับเขาแล้วแนบหน้าพิงไว้ เธอสูงแค่หัวไหล่ของชายหนุ่ม เห็นเขาเอียงคอก้มลงมองโดยไม่พูดอะไร

            เธอรู้ดี ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีเงินคนนี้ ทั้งแข็งแกร่งและอันตราย จิตใจดวงนั้นของเขา...เย็นชาและแข็งกระด้างยิ่งกว่าใครๆ

            ไม่เคยหลอมละลาย...

 

++++++++++++++++++

 

            ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว

            ครูสอนคาบวิชาคณิตศาสตร์สั่งให้เราทำการบ้านมาส่ง เสียงคร่ำครวญดังมาจากเด็กบางคน ชิโฮะกลับดึงไหมพรมของเสื้อเล่นแทน เธอปวดหัว คงเป็นเพราะเร่งอ่านหนังสือให้ทัน ช่วงนี้ฝนตกบ่อย อากาศหนาวลงจนต้องหาเสื้อหนาๆ ขึ้นมาสวมใส่ เธอไม่อยากสัมผัสน้ำถ้าไม่จำเป็น

            เมื่อระฆังดัง ชิโฮะรีบกวาดของใส่กระเป๋าสะพาย

            ในตอนนั้น ห้องเรียนเหลือเพียงไม่กี่คน เด็กกลุ่มหนึ่งเดินมาหาเรื่องเหมือนทุกที ไวโอเลต แบล็กยืนแอ่นสะโพกขวางเธอ เธอไม่ได้อยู่คนเดียว ลูกสมุนสามคนยืนรออยู่ข้างหลัง 

            “อย่าให้ฉันจับได้อีกครั้งนะว่าเธอมองฉัน”

            “เชื่อเหอะ มีอย่างอื่นอีกอย่างน้อยร้อยอย่างในห้องนี้ที่ฉันจะมองก่อนเธอ”

            “ยัยตัวประหลาด”

            เพราะไวโอเลตกับชิโฮะไม่ชอบขี้หน้ากันมาตั้งแต่พบกันครั้งแรก เธอเลยปัดหนังสือออกจากมือชิโฮะ แม้มันจะเป็นวิธีแกล้งคนเบื้องต้น แต่ทำให้ชิโฮะเส้นอารมณ์กระตุกได้

            “เก็บมันขึ้นมาสิ”

            คุณครูคุยกับเด็กคนอื่นด้านนอก ได้ยินเสียงดังจึงยื่นหน้ามอง พวกเราอยากเป็นเด็กน่ารักในสายตาครู ไวโอเลตส่งสายตาท้าทาย เธอเดินชนชิโฮะเข้าที่หน้าอกอย่างแรงด้วยหัวไหล่จากไป

            ครูยืนดูอยู่หน้าประตู ชิโฮะหันไปมองเขาแบบสบายๆ ให้เขาเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี แม้จะหงุดหงิดเล็กน้อยก็ตาม

 

            ฝนตกแล้ว หน้าอาคารเรียนมีเด็กยืนออเต็มไปหมด บางคนไปที่ห้องสมุดรอฝนหยุด บางคนก็วิ่งฝ่าออกไป ไม่กี่คนที่พกร่มมาในวันนี้ และเธอไม่ใช่ส่วนน้อยนั้น เสียงเจื้อยแจ้วยิ่งทำให้เธอปวดหัวมากขึ้น เธออยากฟุบหลับที่ไหนสักแห่ง แต่พอหลับตาอดกลั้นความรู้สึกนั้น ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างกระแทกหัว ลูกฟุตบอลกลิ้งตกลงไปที่พื้น

            “อย่ายืนตรงนั้น เกะกะว่ะ”

            เด็กผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้น เขาวิ่งมากับเพื่อนๆ

            ชิโฮะยืนอยู่ริมสุด ยกมือลูบหัวตัวเอง ห้องพักห่างจากโรงเรียนไม่ไกลนัก เดินแค่สิบห้านาทีก็ถึง ปกติแล้วสะดวกมาก ชิโฮะไม่ได้พกร่มมา แน่นอนว่าแค่เดินตากฝนไปซื้อที่ร้านสะดวกซื้อข้างโรงเรียนก็ได้ ไม่ควรเสียเวลาหลบฝนที่นี่ ในขณะที่เธอเตรียมตัวจะวิ่งฝ่าออกไป ภายใต้ท้องฟ้าดำครึ้มก็เหลือบเห็นเงาร่างอันคุ้นเคยเดินฝ่าม่านฝนมา

            “ยิน...”

            ชิโฮะตกตะลึงสุดขีด เขามาที่นี้ได้ยังไง... ผู้ชายที่อันตรายมากที่สุด ชวนให้รู้สึกเหมือนโดนบีบคอตลอดเวลา

            ชิโฮะลนลานเมื่อยินปรากฏตัว รอบข้างเงียบเสียงลงสองระดับ และรู้สึกได้ว่าสายตาของทุกคนพุ่งตรงมาที่เขา ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่สวมชุดสีดำราวกับอีกา การย่างก้าวไม่ได้แลดูรีบร้อนเลย ชายเสื้อโค้ทโบกสะบัดตามลม มือขวาจับก้านร่มสีดำ จากมุมมองของเธอเห็นเพียงแต่ปลายคางสะอาดและริมฝีปากสีอ่อนของเขาเท่านั้น

            “หมดเวลาเล่นกับเพื่อนแล้ว”

            เขาหยุดลงที่หน้าอาคารเรียน ดวงตาเรียวราวเยี่ยวมองเธอ

            “...”

            “มากับฉัน”

            “...”

            เขาคือปีศาจ เป็นคนไม่ดี...

            “เอ่อ...คุณเป็นใคร...?

            ครูที่เดินออกมาจากอาคารเพื่อกลับบ้านสังเกตพวกเรา เห็นชิโฮะทำสีหน้าระแวงคนชุดดำ ตัวสั่นน้อยๆ จึงเข้ามาถามไถ่เหตุการณ์

            ริมฝีปากของครูเพิ่งจะขยับจบ ยินกวาดสายตามองรอบข้าง แววตาคมกริบกับท่าทีเย็นชาข่มขวัญผู้คนนั้นทำเอาสายตาทุกคู่ที่มองพวกเราถึงกับหลบเป็นพันวัน และเขาก็ทิ้งสายตานั้นไว้กับครูที่เสนอตัวมาช่วยเหลือ และนั้นทำให้ครูที่กำลังเป็นตัวเป็นคนดีสะดุ้งเฮือกราวกับถูกน้ำเย็นๆ สาดใส่ร่างตัวเอง

            “ค..คุณ..”

            ริมฝีปากของครูเพิ่งจะขยับก็ถูกขัด เมื่อยินเหลือบเหลือบหันไปมองเพียงเล็กน้อย โดยไม่ต้องเอ่ยปาก ร่างของครูคนนั้นก็หยุดชะงัก ขาทั้งสองก้าวถอยหลังไป

            “เร็ว” เขาพูดพร้อมจ้องมองกันอย่างไม่สบอารมณ์ มือที่ปล่อยแนบกายเปลี่ยนเป็นล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ท

            แม้เวลานี้เธอจะสับสนและทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ แต่รู้สึกว่าทุกสัมผัสกำลังตื่นตัว เพราะแทบสามารถรับรู้ถึงสายตาของเขาที่กวาดมองใบหน้าเธออย่างละเอียด และเห็นว่ามือที่ซุกอยู่ใต้เสื้อโค้ทนั้นกำลังกำวัตถุบางอย่างแน่น

            ปืน...?!

            “เธออยากให้ฉันหงุดหงิดเหรอ”

            ชิโฮะที่ปั้นหน้านิ่ง สวมหน้ากากไม่เกรงกลัวเอาไว้อย่างทำอะไรไม่ถูก พอยินพูดแบบนี้ เธอก็ตัดสินใจได้เสี้ยววินาทียื่นมือไปจับและดึงชายเสื้อของเขา เดินฝ่าสายฝนไปที่รถปอร์เช่ที่จอดอยู่ ใต้ร่มคันเดียวกับฆาตกร กลิ่นน้ำหอมอ่อนจางผสมกับกลิ่นบุหรี่ส่งผ่านมาถึงปลายจมูกชิโฮะ เธอเผลอกลั้นหายใจ

            “...”

            “...”

            ทั้งสองก็ตกอยู่ในความเงียบที่ได้ยินเพียงเสียงสายฝนเท่านั้น ยินไม่ใช่คนชอบเข้าสังคม มีบ้างที่รู้สึกหงุดหงิดที่ไม่ได้รับการตอบกลับที่น่าพอใจ นอกจากความเงียบเท่านั้น

            หลังจากขึ้นมานั่งบนเบาะข้างคนขับ ชิโฮะรีบคาดเข็มขัดนิรภัย ทิ้งตัวลงเอนหลังพิงไปบนเบาะ รู้สึกอ่อนเพลียมาก เพราะเมื่อคืนเธออดหลับอดนอนเตรียมตัวอ่านหนังสือ วันประเมินจัดขึ้นทุกวันที่สิบห้าของทุกเดือน และวันนี้เป็นวันที่สิบห้า...

            เพิ่งนั่งได้ไม่นานชิโฮะก็ง่วงจนทนไม่ไหว หนังตาหนักเหลือเกิน...

            ไม่ได้ๆ จะมาหลับในที่แบบนี้มันอันตรายเกินไป

            ชิโฮะผงกหัวอย่างเหนื่อยล้าก่อนจะยกมือขึ้นกอดอกตัวเอง

            อืม...เบาะสบายมาก แต่หนาวไปนิด ชิโฮะเอนหัวซบลง เปลือกตาก็ปิดลงอย่างช่วยไม่ได้

            ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ทว่าทันใดนั้นชิโฮะรู้สึกว่ามีคนเปิดประตูเข้ามา กลิ่นบุหรี่ผสมกับกลิ่นน้ำหอมปะทะเข้ากับจมูก พร้อมกับแว่วเสียงดังขึ้นจากด้านบนศีรษะ

            “นี่”

            เสียงนั้นดังขึ้นทำให้ชิโฮะสะดุ้งโหยงและชะงักไปทั้งร่าง

            “หัดจำทางไว้ด้วย ครั้งต่อไปเธอต้องมาที่นี่เอง”

           ตึกสูงประดับด้วยกระจกทั่วไปหมด พื้นผิวกระจกสะท้อนแสงภายนอกเป็นสีสันสวยงาม ชิโฮะเพิ่งสังเกตว่าฝนซาลงแล้ว แสงอาทิตย์ลอดผ่านเมฆลงมาเป็นสีส้มอ่อน โลโก้ที่อยู่บนตึกสามารถมองเห็นได้จากระยะไกล 

            ยินพาเธอมาส่งที่หน้าตึก โยนร่มคันหนึ่งให้แล้วรอจนเธอลงจากรถเรียบร้อย ชิโฮะกลั้นใจเรียกเขาไว้

            “ขะ..ขอบคุณ”

            เขาก็หักพวงมาลัยจากไปทันที

            ชิโฮะขมวดคิ้วเล็กๆ เธอมองผ่านเข้าไปในผนังกระจกเห็นล็อบบี้มีพนักงานต้อนรับกำลังทาเล็บอยู่อย่างจดจ่อ เป็นไปได้อย่างยิ่งที่ที่นี่จะมียามกะกลางคืนด้วย

            ชิโฮะสูดหายใจแสร้งทำเป็นมีความมั่นใจ เธอยืดตัวตรง เดินผ่านประตูเลือนเข้าไป

            พนักงานต้อนรับที่กำลังทาเล็บอยู่ดูประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมีเด็กหญิงที่ตัวเปียกปอนยืนอยู่ตรงหน้า ชิโฮะลองบอกชื่อของตัวเองให้อีกฝ่ายรู้

            ดวงตาของพนักงานต้อนรับเปล่งประกายขึ้น

            “เธอคือลูกสาวของนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะนั้นเอง...รอเดี๋ยวนะ ฉันรายงานให้พวกเขาทราบก่อน”

            ชิโฮะนั่งรออยู่ในล็อบบี้สักพัก ประตูลิฟต์เปิดออกเห็นกลุ่มคนในชุดกาวสีขาวประมาณสี่คน พวกเขาเข้ามาพาเธอออกจากที่นั้น พนักงานต้อนรับมองตามกลุ่มนักวิทยาศาสตร์จนลิฟต์ปิดลง ก่อนจะกลับไปทาเล็บต่อ

 

            รถปอร์เช่เคลื่อนที่ไปตามถนนด้วยความเร็วคงที่  ริมฝีปากโค้งขึ้นเล็กน้อย

            “เสียงของเธอเป็นแบบนี้สินะ”

 

++++++++++++++++++

 

            ห้าปีต่อมา

            แม้ห้องชุดขนาดใหญ่จะประกอบด้วยห้องต่างๆ สี่ห้องกับห้องโถงสามห้อง แต่ชิโฮะใช้แค่ห้องรับแขก ห้องครัว ห้องนอน และห้องว่างอีกห้องเท่านั้น

            เธอมีคอมพิวเตอร์สามเครื่อง วางเรียงกันอยู่ในห้องแบบตั้งโต๊ะ กำลังต่ออินเตอร์เน็ตค้นหาข้อมูลอยู่ และโน้ตบุ๊กแบบพกพาหนึ่งเครื่องไว้ใช้คุยเฟสไทม์กับพี่อาเคมิที่อยู่ญี่ปุ่น

            เธอมีหนังสือเยอะแยะมากมาย วางเรียงอยู่บนชั้นจนแน่นเอี๊ยด และอุปกรณ์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่สั่งซื้อออนไลน์ ถูกตั้งบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบและได้รับการดูแลอย่างดี

            วันหยุด เธอมีกล่องซีเรียลวางไว้เต็มตู้ ทางขวามือเป็นแซนวิชเนยถั่วกับแยมบลูเบอรี่ที่หั่นเป็นสามเหลี่ยมบนจาน กาแฟหนึ่งถ้วย และนมสดสามแกลลอนในตู้เย็น เธอสามารถอยู่ได้อย่างสบายอกสบายใจ

            เธอไม่สุงสิงกับเพื่อนที่โรงเรียน ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่ไม่รบกวนใคร จนเพื่อนนักเรียนด้วยกันล้อว่าเธออวดดีเย่อหยิ่ง

            ถ้าลองคิดดูดีๆ ก็ไม่ผิดเลย เธอไม่สนใจว่าจะมีเพื่อนไหม ไม่แคร์ว่าจะถูกพูดถึงอย่างไร ไม่ร้องไห้ไปฟ้องครูเมื่อถูกกลั่นแกล้ง แค่พวกนั้นไม่มาขัดขวางการเรียนก็พอแล้ว

            จริงๆ แล้วเธอเป็นเด็กสาวที่หน้าตาไม่เลว น่ารักหมดจด ดวงตาสีอ่อนเป็นประกายแบบที่มองแล้วต้องสะดุด ผิวขาวกระจ่างแบบชาวเอเชียทั้งๆ ที่ไม่ได้ดูแลรักษาเป็นพิเศษ

            ชิโฮะถูกบังคับให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อเป็นนักวิทยาศาสตร์ให้กับองค์กรหนึ่ง พัฒนายาที่พ่อแม่ของเธอทำค้างไว้ ช่วงแรกเธอถูกจับตามองทุกฝีก้าว หลายปีผ่านไปพวกเขาเริ่มไว้ใจชิโฮะมากขึ้น จึงยกเลิกการติดตามตัว แล้วยอมให้เข้าร่วมทีมวิจัยพัฒนายา ตอนนี้เธอเป็นอิสระขึ้น ไม่มีกล้องวงจรปิดในที่พัก ไม่ต้องรายงานกับทางเบื้องบน ชีวิตประจำวันของชิโฮะเหมือนเด็กวัยเดียวกันปกติ

            เด็กสาววางมือจากแซนวิช แล้วเดินไปเปิดหน้าจอโน้ตบุ๊กเมื่อได้ยินเสียงเรียกเข้าเฟสไทม์

            “ขอโทษที่มาสาย พี่มัวแต่ยุ่งๆ เรื่องโรงเรียน”

            “ไม่เป็นไรค่ะ”

            “อยู่ที่นั้นมาหลายปีแล้ว มีปัญหาอะไรไหม”

            ปัญหาน่ะเหรอ เธอเงยหน้าเพ่งมองหลอดไฟบนเพดาน พยายามนึกทบทวนเรื่องที่ผ่านมาตั้งแต่มาอยู่ที่อเมริกา

            “ทุกอย่างเรียบร้อยดีค่ะ”

            “แล้วมีเพื่อนรึยัง”

            “อาจจะ...แล้วพี่ล่ะ ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง ถูกทางองค์กรบังคับอะไรรึเปล่า”

            “ไม่จ่ะ ทุกอย่างดีมาก ไม่ต้องเป็นห่วงนะ”

            “เหรอคะ”

            “...ชิโฮะ ช่วงนี้มีอะไรรึเปล่า ทำไมหน้าซีดแบบนั้น”

            “ไม่ค่ะ หนูแค่อ่านหนังสือดึกไปหน่อย”

            อาเคมิยื่นหน้ามาใกล้จอ

            “เธออ่านมันทั้งคืน ตั้งแต่เมื่อวานใช่ไหม? แล้วกินข้าวรึยัง ทำไมไม่ดูแลตัวเองเลยนะ ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาจะไปโรงพยาบาลไหวเหรอ อยู่เมืองนอกคนเดียวต้องดูแลตัวเองให้ดีสิ!

            “โถ่ อย่าบ่นสิพี่ หนูไม่เป็นอะไรน่า แล้วก็กินข้าวแล้วเรียบร้อย”

            “กินอะไร”

            “...แซนวิชกับกาแฟ”

            “นั้นไม่เรียกว่าข้าวนะ แล้วจำเป็นต้องดื่มกาแฟด้วยเหรอ ทำไมไม่กินอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกาย เป็นถึงว่าที่นักวิทยาศาสตร์แท้ๆ ทำไมไม่ดูแลตัวเองเลย...”

            ต่อจากนั้น อาเคมิก็บ่นยาวไปสิบนาทีเต็ม ชิโฮะชำเลืองไปที่นาฬิกาข้อมือแวบหนึ่ง เวลาสี่ทุ่มสิบนาที ที่ญี่ปุ่นก็เป็นเวลาสิบเอ็ดโมงแล้ว เธอรับคำเออๆ ออๆ ไปตามเรื่อง

            “เอาเป็นว่า เธอต้องดูแลตัวเอง อย่าอดนอน กินข้าวให้ครบทุกมื้อ แล้วพี่จะส่งของไปให้ที่อเมริกา ใกล้วันปีใหม่แล้วเธอควรได้กินโอเซจินะ”

            “อือ อากาศหนาวแบบนี้ พี่ต้องระวังสุขภาพตัวเองด้วยนะ”

            เธอกำชับอย่างห่วงใย แต่ถูกอีกฝ่ายสวนกลับมาว่าไปดูแลตัวเองให้ดีซะก่อน

            ชิโฮะไม่มีพ่อแม่ เลยได้แต่จินตนาการความรู้สึกที่ได้รับความรักจากพ่อแม่ ไม่นึกว่าพี่สาวซึ่งอยู่ห่างไกลกันคนละทวีปจะเป็นทั้งพี่สาวและแม่ให้เธอ อาเคมิทำหน้าที่ดูแลเธอแทนพ่อแม่ที่เสียไปแล้ว

            เธอวางสายแล้ว เด็กสาวเงยหน้าขึ้นไล่น้ำตาที่ไหลลงมาดื้อๆ ยกมือขึ้นใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าลวกๆ

            เข้มแข็งไว้ ชิโฮะ ทุกอย่างจะดีขึ้นแน่นอน...

 

++++++++++++++++++

 

00:00 น. 31 ธันวาคม, รัสเซีย

            ปัง! ปัง! ปัง!

            ยามราตรีของคืนสิ้นปี เสียงพลุเฉลิมฉลองดังรัวอยู่ข้างนอกอย่างต่อเนื่อง คละเคล้าไปด้วยเสียงหัวเราะร่าเริงที่ดังมาแต่ไกล

            ชายฉกรรจ์ห้าคนออกวิ่งกระเจิดกระเจิงเข้าไปในอาคารที่ก่อสร้างไม่เสร็จ

            แสงจันทร์และแสงดาวบนฟ้าในคืนสิ้นปีถูกประกายไฟบดบังหมดสิ้น เหลือแต่เพียงแสงไฟจากหลอดไฟข้างทาง และแสงสว่างของพลุ

            บุรุษสวมเสื้อสีดำสนิทยืนสง่าอยู่ข้างแสงไฟ ครึ่งหนึ่งของใบหน้าถูกบดบังด้วยเงา เรือนผมสีเงินยาวถึงเอวปลิวพลิ้วตามแรงลม เมื่อเสียงปังแรกแรกดังขึ้น ริมฝีปากแดงคล้ำหยักมุมขึ้น

            เป็นรอยยิ้มอำมหิต

            เสียงร้องโหยหวนเสียงแรกดังออกมาจากอาคาร

            ชายหนุ่มเอามือไพล่หลังเดินไปตามเสียงอย่างรื่นรมย์

            ศพแรกอยู่ตรงทางเข้า วอดก้าในชุดสีดำยืนรออยู่ข้างๆ ชายหนุ่มหลุบตามองก่อนจะพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี

            “ไหนว่าหนีพ้น ทำไมถึงหนีไม่พ้นซะแล้วล่ะ”

            เขาเหลือบคามองจึงได้เห็นสีแดงสดของเลือดอยู่ไม่ไกลนัก พอเดินเข้าไปดูก็พบศพที่สองที่เพิ่งสิ้นใจตาย

            ด้านนอกมีเสียงจุดพลุดังลั่น ปัง ปัง ปัง สั่นสะเทือนหัวใจให้เต้นระส่ำ ในอาคารเงาคนวิ่งพล่านสับสน กลิ่นอายของความหวาดกลัวปลุกเหล่าสัตว์ให้ตกตื่น นกกาบินฮือขึ้นฟ้า ใครบางคนพลันกระโจนเข้าใส่ ชายผมเงินหันขวับไปคว้าลำคออีกฝ่ายไว้ได้อย่างรวดเร็ว

            คนผู้นั้นถอยหลังกรูด ขณะที่เขาเดินรุกไล่ไม่ลดละ ริมฝีปากได้รูปสวยหยักมุมปากเหยียดยิ้ม

            “คนทรยศต้องจบชีวิตลงที่นี่!

            “ยิน แกไม่ได้ตายดีแน่!

            “ลงไปพูดในนรกเถอะ”

            “แกไม่ได้ตายดีแน่! แกมันปีศาจร้าย...”

            เสียงปืนดังขึ้นเจาะทะลวงศีรษะไปฝังในกำแพงด้านหลัง เขาปล่อยนิ้วจากที่เหนียวไก ปืนพกรุ่นแบเร็ตต้าถูกเก็บเข้าอกเสื้อ ด้วยท่าทางเคยชินเหมือนเก็บผ้าเช็ดหน้าใส่กระเป๋า  เขาไม่สนใจศพที่นอนบนพื้นแล้วกวาดสายตามองโดยรอบ

            ลมพัดซ่า กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง หากแต่ยินไม่ใส่ใจ เขายกมือขึ้นสูบบุหรี่ ปล่อยควันขาวลอยขึ้นด้านบน เรียวปากคลี่ยิ้ม ส่งเสียงผ่านเครื่องมือสื่อสาร

            “เรียบร้อยไหม”

            “เหลืออีกหนึ่ง”

            เคียนติตอบกลับมาด้วยเสียงร่าเริง ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองของพวกเขายังไม่จบ ความหฤหรรษ์อันแปลกประหลาดวิ่งพล่านไปทั่วร่าง

            “เป้าหมายหายไป ฉันหาไม่เจอ ทางนั้นว่าไง...”

            กอร์นพูดผ่านเครื่องสื่อสารพร้อมกับเสียงปืนนัดสุดท้ายของค่ำคืนนี้

            “ฉันเจอแล้ว จะกำจัดเดี๋ยวนี้”

            ปัง!

            ปัง ปัง ปัง

            พลุเฉลิมฉลองด้านนอกยังคงดังต่อเนื่อง ปรากฏเป็นรูปร่างของแสงไฟสวยงามบนท้องฟ้า ทำให้ค่ำคืนแปรเปลี่ยนเป็นกลางวันในชั่วพริบตา

            ยินยืนโดดเด่นอยู่ตรงนั้น เรือนผมสีเงินสวยพลิ้วไสว ทั่วร่างเต็มไปด้วยจิตสังหารอันแหลมคม ทว่ากลับแพรวพราวไปด้วยเสน่ห์ชวนมอง ยากจะถอนสายตา เขาคลี่ยิ้มรื่นรมย์

            “เคลียร์!

 

++++++++++++++++++

  

            ชิโฮะลืมตาตื่นจากฝันร้ายพร้อมสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ เธอเหงื่อแตกพลั่ก น้ำหนักของผ้าห่มดูเหมือนจะรัดคอเธอจนหายใจไม่ออก เธอรีบดึงผ้าห่มทิ้ง ลุกขึ้นนั่ง สวมรองเท้าในบ้าน เดินไปดื่มน้ำที่วางไว้บนโต๊ะ ทำให้เธอสงบลงจากฝันร้ายน่าตื่นตระหนกได้ เหลือเพียงความรู้สึกกระวนกระวายกลวงเปล่า จากนั้นเดินไปที่หน้าต่างห้อง มองทิวทัศน์ด้านนอก แสงจันทร์ส่องกระทบกองหิมะ ต้นไม้ หลังคาตึก ห่อหุ้มทุกอย่างไว้ด้วยสีเงินวาววับ

            กรอบล่างของหน้าต่างมีน้ำค้างแข็งประดับอยู่ ชิโฮะแตะกระจกเย็นเฉียบนั้น แม้จะรู้ว่าน้ำค้างแข็งนั้นอยู่อีกด้านของกระจกก็ตาม ความอบอุ่นจากมือเธอไม่อาจทำให้มันละลาย ลมเย็นพัดผ่านรอยแยกเล็กๆ ที่กรอบหน้าต่างมากระทบนิ้วเธอ ชิโฮะรีบเอามือออก เธอหนาวจนสั่น...

 

++++++++++++++++++

 

            ยินพลาดได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติภารกิจ มีคนกำลังรักษาบาดแผลให้ กลิ่นยากระจายไปทั่วห้อง เสียงขยับอุปกรณ์ดังเป็นระยะ ผสมกับกลิ่นหอมของดอกไม้ชนิดหนึ่ง

            “รู้สึกเจ็บแผลไหม ยาชาน่าจะหมดฤทธิ์แล้ว

            “...อืม ฉันง่วงแล้ว”

            หญิงสาวกระพริบตาแล้วทำสีหน้าบึงตึง

            “ไปนอนที่อื่น นายรบกวนเวลางานของฉันนะ”

            เขาเอนตัวลงบนโซฟายาวสีกรม แล้วหลับตา ความจริงเขาอารมณ์ดีอย่างยิ่ง เคลิ้มๆ เหมือนอยากจะหลับสักตื่น

            ตราบใดที่เขาไม่ตื่น ชิโฮะก็โต้แย้งไม่ได้ ข้อนี้ทำให้รู้สึกสนุกสนาน เมื่อจินตนาการถึงสีหน้าง้ำงอของเธอ

            ชิโฮะเลิกพยายามกล่อมให้เขาออกไป แล้วกลับไปทำงานต่อ เสียงรัวแป้นคีบอร์ด และเสียงพลิกกระดาษดังต่อเนื่อง ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน จนเขาเกือบจมลึกลงไปในห้วงนิทรา

            เสียงลากเก้าอี้ดังขึ้น หญิงสาวเดินมาใกล้ เขาเพียงแค่ปล่อยให้เธอทำตามใจ

            ชายหนุ่มไม่กังวล คิดว่าชิโฮะเอาผ้าห่มมาให้เท่านั้น

            สักพักหนึ่ง ลมหายใจของสองคนเป่ากระทบกัน กลิ่นอายของชิโฮะลอยเข้าจมูกบางๆ หน้าผากของเธอแนบลงบนหน้าผากของเขา

            กระแสความคิดสะดุดลงทันที

            อุณหภูมิสูงและต่ำประสานกันชั่วระยะสั้นๆ

            ...!...

            เสียงประตูดังขึ้นเบาๆ ชิโฮะคงออกไปจัดการงานแล้ว แพขนตายาวเผยอขึ้น ยินเหม่อนิ่งอยู่นานพลางใช้มือแตะหน้าผากเบาๆ

            เขาไม่อยากคิดอะไรมาก ไม่อยากคาดเดา ไม่อยากระแวงสงสัย ทันใดนั้นประตูก็ถูกผลักออกอีกครั้ง เขาหันไปมอง

            “ตื่นแล้วเหรอ...นายตัวอุ่นๆ นะ กินยาสักหน่อย”

            “...”

            แก้วน้ำกับยาเม็ดหนึ่งถูกยื่นมาให้ เขายังสัมผัสได้ถึงไออุ่นบนหน้าผาก เด็กสาวสังเกตเห็นท่าทางนั้น

            “เมื่อกี้ฉันแค่วัดไข้ให้”

            “วัดไข้?

            “อืม...” เด็กสาวยิ้มพราว “อะไรกัน นายก็มีมุมหวั่นไหวเหมือนกันเหรอ”

            ชายหนุ่มส่งเสียงเยาะออกมา มันเป็นเสียงที่ดูถูกเหยียดหยาม

 

++++++++++++++++++

           

หลังเลิกเรียน

            วันนี้กลุ่มนักสืบเยาวชน และโมริ รันมานั่งที่ร้านอาหารสัญชาติสเปน หลังได้รับคูปองส่วนลดราคาหลายใบจากเพื่อนในชั้นเรียน

            “สุดยอด ลด 70% เลยนะ”

            เกนตะพูดด้วยความตื้นตันใจ

            “แต่ว่าชวนพวกเรามาจะดีเหรอคะ”

            อายูมิเดินอยู่ข้างๆ เงยหน้าถาม

            “เพื่อนของพี่ไม่มีใครว่างมาเลยน่ะสิ แถมวันหมดอายุเหลือแค่วันนี้วันเดียว น่าเสียออก”

            ชิโฮะกวาดสายตารอบๆ แถวนั้น ปกติเธอพูดน้อยอยู่แล้ว แต่สีหน้าเรียบนิ่งราวกับกำลังคิดเรื่องบางเรื่องตลอดเวลา โคนันมองด้วยความเป็นห่วง

            “เป็นอะไรไหม ไฮบาระ”

            “ที่นี้ดูคุ้นตานิดหน่อย...ไม่มีอะไร”

           

           

            รันถือคูปองส่วนลดที่ได้มาจากเพื่อนไปร้านอาหารสเปนแถวชานเมืองกับพวกเด็กๆ หลังซื้อของจำเป็นในช้อปปิ้งมอลล์ขนาดใหญ่

            “จองไว้ชื่อโมริ รันค่ะ”

            รันบอกพนักงานหน้าร้าน พนักงานสาวมองพวกเราด้วยรอยยิ้ม พาไปยังที่นั่งด้วยท่าทีนอบน้อม

            ลูกค้าจำนวนมากกำลังทานอาหารเกือบเต็มร้าน เสียงดนตรีและกลิ่นอาหารอบอวลไปทั่วร้าน พวกเรานั่งกินทาปาส ปาเอญ่า และราซิโอเนสตรงที่นั่งด้านในสุด รู้สึกอิ่มท้องและมีความสุขว่าอาหารมื้อนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ

            ระหว่างรอของหวาน ชิโฮะและอายูมิลุกขึ้นเพื่อไปห้องน้ำ เธอหันหน้าเข้าหากระจกในห้องน้ำ จ้องมองใบหน้าตัวเอง ค่อนข้างแตกต่าง ดูไม่เหมือนคนนั้น มองยังไงก็เป็นแค่ใบหน้าของเด็กหญิงอายุเจ็บขวบธรรมดา ไม่มีใครคาดคิดว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ แม้ว่าจะพบคนที่เธอรู้จัก ก็ไม่แน่ว่าความลับจะถูกเปิดเผย

            ขากลับไปโต๊ะเธอเจอกับชายหนุ่มคนหนึ่ง เขานั่งอยู่กับกลุ่มเพื่อนของเขา และสั่งเครื่องดื่มกับพนักงานที่ยืนรับออเดอร์อยู่

            “เชอรี่แก้วนึงครับ”

            ชิโฮะตกใจสุดขีดจนหยุดชะงักเท้า ทำให้เด็กหญิงที่เดินตามมาชนกับเธออย่างจัง

            “โอ๊ย! หยุดทำไมเหรอ ไอจัง”

            ชายหนุ่มมองเธอด้วยสีหน้าประหลาดใจ เขาคงมาเที่ยวกับเพื่อนๆ ของเขา

            “เอ่อ เธอ...”

            ชายหนุ่มผมทองตาน้ำข้าวเปล่งเสียงออกมาหลังนิ่งเงียบไป

            “เมื่อกี้เหยียบมดน่ะ”

            อายูมิเผลอเปล่งเสียงออกไป “หา?

            “ไปกันเถอะ”

            “ดะ..เดี่ยวก่อน สาวน้อย..”

            ชิโฮะตีเนียนไม่เข้าใจที่เขาพูดแล้วจูงมือเด็กหญิงออกจากตรงนั้นโดยเร็ว เธอซ่อนใบหน้าไว้ใต้เส้นผมสีน้ำตาลแดง

 

            อากาศเย็นยะเยือกแต่เช้า พยากรณ์อากาศในโทรทัศน์ประกาศว่าอาจจะมีหิมะตก

            ชิโฮะเก็บตัวอยู่ในห้องใต้ดินจนรู้สึกเพลียเลยเผลองีบหลับไปและฝันถึงเรื่องในอดีตที่อยากปิดผนึกไว้ตลอดกาล

            ตอนแรกทุกอย่างเป็นสีดำสนิท แล้วมีเงาเลือนรางปรากฏขึ้น ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นตามลำดับ ความรู้สึกด้านลบทุกอย่างทำให้เธอสะดุ้นตื่นขึ้นมา เทปเสียงที่เปิดทิ้งไว้ยังคงเล่นอยู่

            เนื้อเสียงแผ่วเบา อ่อนโยน เหมือนผีเสื้อกระพือปีกบนหมู่ดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ

            เจ็ดโมงเช้า เธอขยี้เปลือกตา ปิดเทปเสียง แต่งตัว เดินออกจากห้อง

            ตอนที่เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบแล้วกำลังจะออกจากบ้าน วัตถุสีขาวเหมือนขนนกปลิวผ่านเข้ามาในสายตา หิมะเริ่มกลั่นตัวบนท้องฟ้าสูง ตกลงมาอย่างเชื่องช้า

 

++++++++++++++++++

 

            ชายหนุ่มกำลังมองชิโฮะที่นอนอยู่บนพื้น

            ใช่...เขามีกุญแจเข้าออกห้องเธอได้ตลอดเวลา หญิงสาวไม่ค่อยชอบใจนัก แต่เธอต้องมีคนดูแล

            เขาเข้ามาแล้ว เพราะเธอขาดการติดต่อนานกว่าสี่สิบสามชั่วโมง ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติมาก เขาต้องได้รับรายงานจากเธอเรื่องผลการทดลอง เพื่อประเมินประสิทธิภาพของงานวิจัย

            ด้วยเหตุนี้เขาจึงมีเหตุผลมากพอที่จะสงสัยว่าเธออาจกำลังอดหลับอดนอนเพื่อวิเคราะห์ส่วนผสมของยา

            เธอเป็นหนอนหนังสือ และเป็นนักวิจัย อุทิศชีวิตเพื่อแก้สูตรเคมีร้อยๆ สูตร ถ้าหากเธอกดดันตัวเอง ละเลยกิจวัตรของมนุษย์ไป ด้วยความไม่สนใจ อาจต้องหามเข้าโรงพยาบาลให้น้ำเกลือเหมือนหลายครั้งก่อน

 

            ยินลองวัดอุณหภูมิโดยการจับหน้าผากของชิโฮะเพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่มีไข้ จากนั้นเขย่าตัวเธออีกครั้งตั้งใจปลุกให้ตื่น แต่เธอแค่โบกมือพูดอย่างงัวเงีย “ขอนอนต่ออีกห้านาที”

            คอมพิวเตอร์ยังเปิดอยู่ บนโต๊ะมีหนังสือวางอยู่เป็นสิบๆ เล่ม และจานอาหารที่กินหมดแล้ว บ่งบอกว่าเด็กสาวใช้ชีวิตอยู่หน้าคอมพิวเตอร์มานานแล้ว

            เขาเคยยกเรื่องนี้ขึ้นมาตักเตือนเธอ เธอก็ตอบว่า “ฉันยุ่งนี่ ทั้งเรียน ทั้งวิจัยในแลบ แล้วก็เขียนรายงาน เวลาแทบไม่มีแล้ว”

            เขาส่งเสียงหัวเราะขึ้นจมูก

            “นั้นสินะ ยุ่งจนกระทั้งกินนอนไม่เป็นเวลา ถ้าคนอย่างเธอแข็งแรงไม่เจ็บป่วย งั้นพวกที่กินข้าวตรงเวลา ออกกำลังกายเป็นประจำคงมีชีวิตอยู่เป็นร้อยปี”

            พอเธอฟังพูดจบก็เหมือนค้นพบโลกใหม่ยังไงยังงั้น

            “ตายจริง เป็นห่วงฉันเหรอ ไม่ต้องห่วงนะ ฉันยังอายุน้อย มีเวลาบนโลกเยอะกว่าคนที่สูดเอาคาร์บอนมอนอกไซด์ นิโคติน ทาร์ กัมมันตรังสี ไนโตรเจนไดออกไซด์ และไฮโดรเจนไซยาไนด์เข้าปอดทุกวันอยู่แล้ว”

            ตอนนั้นเขาอารมณ์ไม่ค่อยดี เลยพานโกธรที่เธอหาเรื่องมาจิกกัดเขา

            “คนใกล้ตายอย่างฉันสามารถดับชีวิตเธอได้แล้วกัน”

            เธอส่งเสียงหัวเราะออกมาจากลำคอเบาๆ แล้วเดินกลับไปทำงานของตัวเองที่ห้องแล็บ

            เด็กสาวจากไปแล้ว ทำให้ยินตระหนักถึงเรื่องเรื่องหนึ่งว่าเขาชอบการโต้เถียงของเธอ ชอบฟังเสียงชีพจรเธอเต้นเวลาเขาสัมผัส

            เขาใจดีก้มตัวลงไปอุ้มเธอเพื่อไปที่ห้อง เธอหลับเป็นตายถึงขึ้นที่ไม่มีทางนอนต่ออีกห้านาทีแล้วจะตื่นขึ้นมาได้ พอหัวแตะหมอนเท่านั้น เธอก็ครางงึมงำเบาๆ ด้วยความพอใจ แล้วมุดตัวลงกับที่นอน

            ชายหนุ่มมองหญิงสาวซึ่งกำลังหลับสบายอยู่ ชั่วขณะที่สายตาคมกริบจ้องเขม็งอยู่ที่ใบหน้าเธอนั้นค่อยๆ ทอประกายอ่อนโยนขึ้นมา

 

++++++++++++++++++

 

            “ไปกันเถอะ”

            “ครับ”

            วอดก้าพยักหน้าแล้วเดินตามไป ด้านนอกได้ยินเสียงผู้คนวุ่นวาย ละอองหิมะเริ่มตกลงกลางย่านสรรพสินค้าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

            ยินซุกแขนทั้งสองในกระเป๋าเสื้อโค้ท ท่ามกลางผู้คนสัญจรไปมา อากาศหนาวเหน็บไม่สามารถลดความคึกคักของย่านค้าลงได้

            คนทั่วไป สัมผัสฤดูหนาวได้เพียงปีละครั้ง ลมหนาวปะทะผิวกายจนสั่นสะท้าน แช่แข็งคนเราจนเยือกเย็นไร้หัวใจ ผ่านไปแล้วหวนกลับมา แต่ชายหนุ่มยังคงอยู่ในฤดูหนาว ท่ามกลางหิมะสีขาวและเงาสีดำ หมอกจางๆ ของลมหนาวไม่ได้ลบภาพความทรงจำ กลับยิ่งชัดเจนขึ้นในแสงแดดของยามสาย

            ยินหยิบบุหรี่ขึ้นสูบ ปล่อยให้ควันสีเทาลอยขึ้นผสมกับไอหมอกและหิมะ ความทรงจำยาวนานของฤดูหนาว

 

            ตอนนี้ เธอเป็นคนทรยศขององค์กรแล้ว

            ร่างบางหอบหายใจ ร่างกายโอนเอนแทบยืนไม่ไหว ใบหน้าขาวซีดของเธอตัดกับเลือดสีแดงสดที่ไหลออกจากร่าง ตกสู่พื้นผสมกับกองหิมะทับถม

            เธอบาดเจ็บเพราะเขา

            คนทรยศต้องจำกัด ไม่ว่ากรีดร้องอย่างไรก็ปราศจากความปราณีต่อหน้ายมทูตสีดำและอาวุธพิพากษาของเขา

            กระสุนสร้างบาดแผลให้ร่างบางครั้งแล้วครั้งเล่า เธอยังทนกลั้นความเจ็บปวดไว้ ล้มลงบนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง เธอหนีไม่พ้นแล้ว เขาจงใจยิงเฉียดร่างของเธอไปเพื่อทรมานให้สารภาพความผิด แต่เธอยังปิดปากเงียบ มองเขาด้วยสายตาของแมวจรจัด...เหมือนหลายปีก่อน ครั้งสุดท้าย เขาจะดับลมหายใจเธอซะ

            รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมตรงมุมปาก จากนั้นเล็งไปที่จุดตาย ยินพูดขึ้น

            “เชอรี่ เธอเข้าใจไหม นี่...คือภารกิจของฉัน”

            “เพราะงั้นนายถึงฆ่าพี่สาวของฉันเหรอ” เธอหัวเราะ “...เหตุผลงี่เง่า”

            ความคิดทั้งมวลของชายหนุ่มสะดุดลง เมื่อสายตาหยุดอยู่ที่คราบเลือดสดๆ บนกองหิมะ ก้อนเนื้อในอกปวดแปลบเพราะสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดและสิ้นหวังของเธอ เขาไม่รู้ว่าเพราะอะไร เขาควรจะรีบๆ ฆ่าเธอเสีย แต่ก็เกิดลังเลขึ้นมา เขาเป็นบ้าอะไร

            ความลังเลไม่กี่วินาทีกลับเปิดช่องว่างให้เธอหนีรอดไปได้

            ความมืดก่อตัวขึ้นโดยรอบและภายในใจยิน รู้สึกคุ้นเคยราวกับเป็นบ้านของเขา เนื้อตัวมีกลิ่นเลือด ดวงตาของเขาจับจ้องเห็นเงาเคลื่อนไหวไปมา เลือดบนมือแห้งอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นสีดำ ไม่มีประโยชน์ที่จะล้างออก เลือดจะติดอยู่บนมือเขาแบบนั้นเสมอ เพราะยินเป็นนักล่า...เป็นฆาตกร

            ความมืดคือบ้านของยิน ความบ้าคลั่งแผ่ซ่านไปทั่วร่างของเขา ยินกดฝ่ามือลงบนหิมะขาวพิสุทธิ์ ปรารถนาจะแปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็นสีดำของราตรีกาล

 

            แล้วพบกันใหม่ เชอรี่

 

++++++++++++++++++

 


ความจืดจางเข้ามาเยือน

เราทั้งสองไม่ได้หลั่งน้ำตา

ปล่อยให้ทุกอย่างโบยบินไป

ฉันยังไม่ลืมหรอกนะ

ฉันยังจดจำทุกอย่างของเธอ





END






/ทักทายเล็กน้อย/

ธีมในเรื่องนี้คือฤดูหนาวค่ะ ไรท์เปรียบกับยินเป็นความหนาวเย็น เขาไม่เคยถูกละลายมาก่อน และยังคงเป็นแบบนั้น แม้ว่าจะมีแสงดวงน้อยๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตเขาก็ตาม

ปล. แต่งไปแอบกลัวเฮียไป คนอะไรเดาใจยากสุดๆ ยินกับไฮบาระเป็นตัวละครที่ชอบเป็นอันดับต้นๆ เลยค่ะ พอย้อนดูโคนั้นตอนแรกแล้วเพิ่งสังเกตุว่าสองคนนี้มีอะไรในก่อไผ่กันแน่เลย ถึงจะคิดไปเองก็ตาม (ฮ่าา)

---LIBRAN---



Cr :: www.pinterest.com

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Libran จากทั้งหมด 5 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

7 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:37
    https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-03.pngสนุกค่ะ
    #7
    0
  2. วันที่ 23 มิถุนายน 2561 / 21:29

    กี๊ดดดดด เจอคนชิปคู่นี้เหมือนกันแล้ว TT

    บรรยายดีมากเลยค่ะ รู้สึกหนาวๆ หม่นๆ แต่ในนั้นก็มีความละมุนอยู่ ฮวืออออ

    ตอนดูเมะนี่ก็คิดว่ายินเชอรี่คือมีซัมติงในกอไผ่แน่ๆ และฟิคก็หาอ่านยากพอๆ กับคนชิป แง รอติดตามเรื่องอื่นต่อไปนะคะ ♥

    #6
    0
  3. #5 Sis
    วันที่ 23 มิถุนายน 2561 / 15:48

    วี๊ดร้องมาก ชอบคู่นี้เหมือนกัน รู้สึกว่ามีอะไรในกอไผ่เหมือนกัน 55555 ชอบฟิคเรื่องนี้นะคะ ขอบคุณมากนะคะที่ถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ให้อ่านนะคะ

    #5
    0
  4. #4 ตัวอ่อน (@waferpeter) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2561 / 18:25
    อื้มหืมมมมมมมมมมม ชอบมากกกกกกกเลยค่ะ คือนอกจากบรรยายได้ดี เห็นภาพ เห็นบรรยากาศหนาวของหิมะ(ถึงแม้ที่ไทยจะร้อนไปบ้าง) แต่โดยรวมคือชอบมาก มันเป็นช๊อตสั้นๆที่ละมุนมากๆเลยค่ะ โอ๊ยชอบ ไม่อยากให้จบ แต่เป็นเรื่องสั้นที่ดีค่ะ ชอบ จะขอตามอ่านเรื่องอื่นด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
    #4
    0
  5. #3 sis
    วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 23:32

    เย้ อยากอ่านต่อแล้ว ชอบคู่นี้มากๆเลยค่า

    #3
    0
  6. #2 นานะ
    วันที่ 1 มิถุนายน 2561 / 17:46

    ชอบมากกกกๆเลยค่าาาาคู่นี้หาอ่านยากกกมากขอบคุณที่แต่งให้อ่านนะคะ

    #2
    0
  7. #1 Violet
    วันที่ 1 มิถุนายน 2561 / 17:42

    ติดตามค่ะ ชอบคู่นี้เหมือนกัน ชูป้ายไฟเชียร์ กรี๊ดๆๆ

    #1
    0