ดวงใจไร้กาล 永恒之恋

ตอนที่ 3 : บทที่ 3 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,375
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    10 ต.ค. 58




 

 

บทที่ 3

 

พี่รอง เฉินหย่งจื้อ หนุ่ม สปอร์ต ใจดี เหอเสี่ยง

 

เสียงอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะบัดพลิ้วต้านลมเหมันต์

ถุงหอมที่เอวกวัดแกว่งส่งกลิ่นอายหอมสดชื่นโชยกรุ่นจากร่างบอบบางที่กำลังเหินอยู่เหนือกำแพงสูง ลมหนาวพัดพาสายเย็นยะเยือกโบกโบยทั่วหล้าแตะแต้มแก้มละมุนงามตา ริมฝีปากแดงดั่งทาชาดแย้มเยือนรอยยิ้มซุกซนตราตรึง

เฉินหย่งชิ่งแอบหนีออกจากพรรควิหคเพลิง

นางแต่งกายด้วยอาภรณ์บุรุษสีขาวปักลายเล็กๆ เรียบหรู กระชับรูปร่างระหงสมส่วน สวมเสื้อคลุมกันหนาวอีกชั้น ผมรวบสูงแบบบุรุษครอบด้วยหยกประดับ เผยด้วงหน้างดงามคมซึ้งหาคล้ายสตรีไม่ หย่งชิ่งอาศัยการแต่งหน้าที่เคยดูในยูทูปเฉดดิ้งไฮไลท์พรางตาให้ดูคล้ายบุรุษอยู่หลายส่วน

รูปร่างที่เคยอ้วนป้อมในวัยเยาว์บัดนี้กลับผอมลงและสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่างแตกต่างกับชาติภพก่อนที่เป็นเพียงเด็กตัวเล็กผอมแห้งไม่มีแรงมัดไก่ หย่งชิ่งจึงรักร่างกายในเป็นอย่างมาก นางดื่มนมบำรุงร่างกายอย่างเข้มงวด รวมถึงการฝึกวรยุทธเคี่ยวกรำให้ร่างกายแข็งแกร่งไร้โรคภัย

ชีวิตอันสุขสันต์ล้ำค่าของนางมีเพียงเรื่องเดียวที่นางสุดแสนละเหี่ยใจ และนั่นคือเหตุให้นางต้องหนีข้ามกำแพงออกมาในยามวิกาล

“พี่รอง!” หย่งชิ่งส่งเสียงเรียกบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ใต้เงามืดในตรอกร้างผู้คนใกล้กำแพงพรรควิหาเพลิง

นางเดินด้วยท่วงท่าองอาจผึ่งผายเท่าที่เด็กวัยเก้าขวบจะทำได้!

ท่านพ่อบีบบังคับให้นางต้องทำเช่นนี้ พี่ชายสุดที่รักทั้งสามยังเมินใส่ เหลือแต่พี่รองนี่แหละที่เข้าใจนางดีที่สุด

ท่านพ่อเป็นชาวยุทธ์เหตุใดจึงเลี้ยงนางไว้แต่ในห้องหอไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน ปากก็พร่ำบอกว่ายุทธภพนั้นโหดเหี้ยมอันตราย อิสตรีควรอยู่แต่เหย้าเฝ้าแต่เรือน ดับฝันกลางอากาศของนักโบราณคดีตัวน้อยในภพก่อนเหมือนถ่มน้ำลายดับกองไฟอันลุกโชน

นางอุตส่าห์สุมหัวประชุมกับพี่ทั้งสี่ พี่ใหญ่และพี่สามต่างคัดค้าน พี่สี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง สิ่งใดที่ขัดใจนางพี่สี่ล้วนยินดี มีเพียงพี่รองที่แอบมาสะกิดภายหลังยอมทรยศพี่น้องทั้งสามอาสาพานางออกไปผจญภัย

นี่มันคืนวันเทศกาลหยวนเซียว[1] เชียวนะ นางอยากเดินเที่ยวงานเทศกาลมานานแล้ว ท่านพ่อแทบไม่เคยพานางออกไปเจอผู้คนนอกพรรควิหคเพลิงเหมือนเกรงว่าจะมีคนล่วงรู้ที่ท่านมีบุตรสาวอีกหนึ่งนาง

นางหัวเราะคิกคักสุขยิ่งนักที่ได้หลบหนีจากกรงทองออกมากางปีกโผบินสู่ท้องนภา

พรรควิหคเพลิงนอกจากขายข่าวลับทั่วยุทธภพแล้ว ตระกูลเฉินยังมีร้านเงินกระจายอยู่ทั่วทุกมุมเมือง หอเหล้า โรงน้ำชา กระจายทั่วแคว้นหู่ กิจการเหล่านี้ล้วนเป็นแหล่งข่าวชั้นเยี่ยมไม่เว้นแม้แต่ข่าวในรั้วในวัง พรรควิหคเพลิงมิใช่พรรคคุณธรรมล้ำเลิศ แต่ก็มิใช่พรรคมารอันโฉดชั่ว คนรักมีไม่น้อย คนชังยิ่งมากกว่า เมื่อมีคุณหนูวัยเยาว์ล้วนเป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตีโดยง่าย บิดาจึงเป็นห่วงหย่งชิ่งยิ่งนัก ที่ยอมถ่ายทอดวิทยายุทธพรรควิหคเพลิงให้บุตรสาว เพราะอย่างน้อยวันใดเกิดเหตุคับขัน นางจะได้มีวิชาใช้เอาตัวรอดอยู่บ้าง มิอาจคาดนอกจากหย่งชิ่งจะมีวิทยายุทธ์ติดตัวแล้ว นางอย่างตั้งใจฝึกฝนจนมีฝีมือเข้าขั้นเก่งกาจมีอาจดูเบาได้

เมื่อคิดถึงตอนฝึกวิทยายุทธครั้งแรกนางก็อดยิ้มร่าไม่ได้

ลมปราณเป็นเช่นไร ให้ข้าผายลมยังง่ายเสียกว่า ข้าเมื่อยขาจะแย่แล้วท่านพ่อ นางเอ่ยพ้อเมื่อท่านพ่อให้หัดฝึกเดินลมปราณกำหนดจุด

นางเพิ่งประจักษ์ถึงร่างกายของคนในยุคนี้ที่แตกต่างกับในอนาคตอย่างสิ้นเชิง หลังจากได้เรียนรู้วิธีโคจรพลัง ขุมพลังสายหนึ่งวิ่งพล่านในร่างกาย นางตื่นเต้นเหลือจะกล่าว เร่งฝึกฝนวิทยายุทธตักตวงวิชาให้มากที่สุดเท่าที่ร่างกายเล็กๆ จะทำได้

หลังจากนั้นตำรายุทธในหอลับมีเท่าใดนางก็ขนมาอ่านจนหมดสิ้น ผู้เป็นบิดาเอาแต่กุมขมับมิอาจห้ามปราม เขาสงสัยในความปราดเปรื่องของบุตรสาวที่ไม่ธรรมดา นางแฝงเร้นงำประกายไม่แสดงออกโจ่งแจ้ง แต่ถ้าเพียรสังเกตเพียงนิดจะต้องเห็นเช่นเดียวกับเขา

“เจ้า... เจ้าเหมือนเด็กผู้ชายมาก” เฉินหย่งจื้อกล่าวอย่างตกใจเป็นอันมาก

“ข้าหล่อกว่าท่านเสียอีกพี่รอง” หย่งชิ่งยิ้มซุกซนนัยน์ตาโค้งดุจจันทร์เสี้ยว รอยบุ๋มบนแก้มลึกลงน่ามอง

พี่รอง เฉินหย่งจื้อ บุรุษหนุ่มวัยสิบเก้าปี ฉลาดเฉลียวเก่งกล้าสามารถทำหน้าที่คุมร้านเงินทั่วเมืองเหอเสี่ยง รูปงามสมเป็นลูกหลานตระกูลเฉินดวงหน้าหล่อเหลาเจ้าสำราญ เส้นผมสีน้ำตาลเข้มแตกต่างจากบุรุษส่วนใหญ่ในแคว้นหู่ นัยน์ตาสีน้ำผึ้งอุ่นเฉียบคมแข็งกร้าว ปากยิ้มได้แม้กระทั่งยามเชือดเนื้อเถือหนังศัตรู มองผู้อื่นล้วนทะลุปรุโปร่ง ควบคุมกิจการร้านเงินด้วยความเฉียบขาดไร้ปราณี สักอีแปะก็มิเคยกระเด็น

ร่างสูงใหญ่สวมอาภรณ์แพรพรรณสีเขียวเข้มสะดุดตา เปล่งประกายงดงามสูงส่งเหนือธรรมดา รูปลักษณ์ของพี่รองแตกต่างจากพี่น้องทุกคนเพราะเกิดจากฮูหยินรองที่สิ้นไปตั้งแต่คลอดพี่รองออกมา นางเป็นคนต่างแคว้นถูกนำมาขายยังชายแดน ด้วยความสงสารท่านพ่อจึงซื้อตัวไว้ นางเป็นชาวยุทธ์จึงช่วยงานพรรควิหคเพลิงมากมาย ท่านพ่อจึงแต่งนางเป็นฮูหยินรอง รักใคร่ปรองดองกับฮูหยินใหญ่ดั่งพี่น้อง

หย่งจื้อเกี่ยวมือน้องน้อยเดินไปตามเส้นทางที่ประดับด้วยโคมไฟหลากสีสันนับพันทั้งสองข้างทางกลายเป็นภาพน่ารักน่าเอ็นดูของสองพี่น้อง

พี่ชายคนอื่นไม่กล้าขัดใจบิดา เมื่อเห็นใบหน้าหมองเศร้าราวเด็กถูกแย่งชิงของรักไปจึงอดสงสารไม่ได้ สุดท้ายจำต้องฝ่าฝืนคำสั่งท่านพ่อพาน้องเล็กออกมาข้างนอก ดูจากเมื่อครู่วิชาตัวเบาของน้องเล็กอีกหน่อย คงไม่ต้องพึ่งพาพี่ชายคนไหนยามออกมาเที่ยวเล่นข้างนอกอีกแล้ว มีแต่ต้องคอยจับตาระมัดระวังไม่ให้ออกไปเล่นซนข้างนอกเพียงลำพัง

คืนเทศกาลช่างครึกครื้นรื่นเริงสมใจนางเหลือเกิน วันนี้ท่านเจ้าเมืองอู่สั่งเปิดประตูเมืองยามวิกาลเป็นกรณีพิเศษ ผู้คนหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศจึงมิใช่แค่ชาวแคว้นหู่เท่านั้น มีชนเผ่ากลุ่มน้อยแต่งกายแปลกตาเดินปะปนสวนไปมาน่าชมไม่น้อย หนุ่มสาวต่างออกมาเดินหาคู่ชิดเชยในคืนวันที่เปิดโอกาสให้หนุ่มสาวพบหน้ากัน แม่สื่อทำงานวุ่นวายจับคนโน้นจูงคนนี้ หลายคู่เดินเคียงกันเหมาะสมราวกิ่งทองใบหยก

พี่รองผู้หล่อเหลาบาดใจของนางก็ถูกสตรีอื่นจับจ้องร้องหาส่งรอยยิ้มยื่นไมตรี แต่เขาหาสนใจไม่ คอยดูแลน้องน้อยอย่างดีมิเคยให้คลาดสายตา

“ถือไว้ชิ่งเอ๋อร์” พี่รองจับมือน้อยไปถือโคมไฟสีแดงเขียนอักษรมงคลให้โชคดีตลอดไป

ทุกปีหย่งชิ่งจะได้รับโคมไฟแบบนี้ปีละห้าดวง ฟังเสียงจุดประทัด นั่งมองพลุจากสวนเรือนวสันต์คำนึง วาดภาพเทศกาลอันครื้นเครงด้วยความเงียบเหงา

แต่ไม่ใช่ปีนี้ เพราะพี่รองนางจึงได้ออกมาเดินชนไหล่กับผู้คนในยุคโบราณแต่งกายสวยงาม เห็นทุกอย่างเต็มอิ่มด้วยสองตา

หย่งชิ่งสะกิดบ่าพี่รองเขามองลงมาด้วยความสงสัย เธอกระดิกนิ้วสั่งให้เขาก้มลงมา

ริมฝีปากนุ่มประทับบนแก้มพี่ชาย นัยน์ตางดงามพร่าวร่างดุจเดือนดาราเปล่งประกายรักใคร่ซาบซึ้งในบุญคุณ

“ขอบคุณพี่รอง ถ้าไม่มีท่านข้าคงไม่มีความสุขอย่างนี้”

หย่งชิ่งซื้อของกินเกือบทุกแผงที่วางเรียงรายเป็นระเบียบสองข้างทาง นั่งกินขนมหยวนเซียว[2]กับพี่รองอย่างเอร็ดอร่อย ขนมในชามส่งควันร้อนหอมกรุ่นเนื้อแป้งเหนียวนุ่มสอดไส้งาดำหวานกลมกล่อมเหมาะกับอากาศหนาวเย็น

“ได้กินขนมร้อนๆ อย่างนี้อร่อยมาก”

“เจ้ากินเยอะๆ เมื่อก่อนตัวอ้วนกลมน่ารัก เดี๋ยวนี้เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ข้าล่ะเสียดายที่ไม่ได้หยิกแก้มยุ้ยๆ ของเจ้าอีก”

“ข้าถูกพวกท่านหยิกแก้มจนยานแล้ว ผอมเช่นนี้ก็ดีจะได้ใช้วิชาตัวเบากระโดดกำแพงหนีเที่ยวสะดวก”

อันที่จริงความคิดอ่านของนางในตอนนี้ห่างไกลจากคำว่าเด็กมากนัก แต่ยังแสดงกิริยาเหมือนเด็กได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ เพราะร่างกายที่ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ อีกทั้งยังมีพี่ชายทั้งสี่ให้ออดอ้อน ดูตอนนี้สิขนาดพี่รองที่ไม่เคยมีใครสามารถทำให้เขาล้วงอัฐออกจากถุงเงินได้ ยังคอยจ่ายเงินค่าขนมให้นางต้อยๆ ไม่บ่นแม้สักคำ

“รีบลุกเร็ว อย่าหันไปทางนั้น” พี่รองกระซิบบอก

หย่งชิ่งตัวแข็งทื่อ สีหน้าพี่รองบอกถึงความผิดปกติ เขาคว้ามือเล็กแล้วจับจูงเข้าไปในตรอกมืดๆ ข้างร้านขายขนม ยืนพิงกำแพงในเงามืด หย่งชิ่งเห็นดังนั้นจึงยื่นคอยืดคอยาวมองบ้าง

เชอะ!

พี่ใหญ่ พี่สามและพี่สี่เดินกรุยกรายเป็นชายงามโดดเด่นเหนือคนธรรมดา ถนนแน่นขนัดกลับเว้นพื้นที่โล่งรอบกายคุณชายทั้งสาม

หย่งชิ่งหยิบหินก้อนเล็กขึ้นจากพื้น แล้วดีดด้วยพลังวัตรถูกหัวพี่สี่พอดิบพอดี

“โอ๊ย!” เขายกมือกุมหัวเหลียวมองรอบกายมองหาผู้คิดร้าย

“เป็นอะไรน้องสี่” พี่ใหญ่ได้ยินเสียงร้องจึงหันมา

“ผู้ใดไม่รู้คิดทำร้ายข้า” พี่สี่รีบฟ้อง

คุณชายสี่ เฉินหย่งสือในวัยสิบห้าปีนั้นงดงามปานล่มเมือง เขารังเกียจสายตาแทะโลมของผู้คนจึงสวมหน้ากากสีเงินบดบังครึ่งหน้างามล้ำเลิศจากสายตาผู้อื่น แต่เหมือนมันจะยิ่งทำให้เขาเด่นสะดุดตามากขึ้นสิไม่ว่า

หย่งชิ่งหมั่นไส้พี่สี่ที่สุดในบรรดาพี่ชายทุกคน

นางปิดปากหัวเราะคิกคักสาสมใจที่ได้แกล้งพี่สี่ พี่รองโยกหัวนางอย่างเอ็นดู

“ซุกซนเป็นลิงน้อย ระวังจะถูกพวกพี่ๆ จับได้”

“รีบไปกันเถอะพี่รอง พี่สี่มองมาทางนี้แล้ว” หย่งชิ่งบอกร้อนรน

เวรล่ะ! ตามมาจริงด้วย นางคว้ามือพี่รองออกวิ่งกระโดดขึ้นบนหลังคา ชุดบุรุษสีขาวเด่นประหนึ่งดวงจันทร์เคลื่อนไหวราวสายลม มิอาจลอดสายตาของจอมยุทธ์ทั้งสามแห่งพรรควิหคเพลิงไปได้

“นั่นพี่รองนี่” คุณชายสามตาไวที่สุดร้องบอก

“แล้วเด็กนั่น...” คุณชายใหญ่ครุ่นคิด

“ตามไปสิจะรอเผือกอะไรล่ะขอรับ!” คุณชายสี่เหินตัวไปก่อนเพื่อนตามสายร่างทั้งสองไปติดๆ

 

วิชาตัวเบาขั้นหัดคลานของหย่งชิ่งมีหรือจะหาญสู้พวกพี่ชายทั้งสาม พี่รองมีนางเป็นภาระตัวโตคิดจะหนีจากพี่สี่ที่มีวิชาตัวเบาสูงส่งกว่าใครเพราะมันมีเหตุผลเฉพาะตัว ยามซัดพิษใส่ศัตรูต้องเผ่นเร็วพลัน หากอยู่ต่อคงม้วยมรณาอาจถูกศัตรูที่เหลือไล่ฆ่าเพื่อชิงยาถอนพิษ

"ทางนี้พี่รอง" หย่งชิ่งหนีเข้าไปในประตูด้านหลังของคฤหาสน์สามชั้นแต่งด้วยแพรพรรณสีสันสดใส ประดับโคมไฟภายนอกนับร้อยดวง โดดเด่นเหนือร้านรวงโดยรอบ

"เจ้าเข้ามาในนี้ไม่ได้" พี่รองร้องห้าม พยายามรั้งตัวนางออกนอกประตู ในขณะที่มือน้อยเกาะขอบประตูเหนียวแน่นราวฉาบด้วยกาวเป็นภาพตลกขบขัน

"เพราะเหตุใดกันเล่า!"

"ที่นี่คือหอจันทราล้อเมฆ เป็นหอคณิกาอันดับหนึ่งของเมืองเหอเสี่ยง"

"ยิ่งดีใหญ่เลย พี่ใหญ่เกลียดหอคณิกาเป็นที่สุดไม่มีทางเข้ามาที่นี่หรอก" หย่งชิ่งแสนลิงโลด การสลัดพี่ใหญ่หลุดพ้นไม่ใช่เรื่องง่าย หอคณิกาแห่งนี้เป็นตัวเลือกที่ดีในการหลบซ่อน

"แต่เจ้าเป็นสตรี" พี่รองยังไม่เลิก

"ใช่... ข้าไม่เถียง แล้วแปลกตรงไหน" นางทำหน้างงงวย

"เป็นกุลสตรีในห้องหอมิอาจย่างเท้าเข้าหอคณิกาชื่อเสียงเจ้าจะมัวหมอง"

แค่นี้เองหรือ ลำพังความคิดอ่านของนางก็ไม่ใช่คนในยุคนี้อยู่แล้ว นับประสาอะไรกับการเดินเข้าหอคณิกา ต่อให้เป็นสุสานอดีตจักรพรรดิที่เข้าไปแล้วต้องโทษถึงตาย นางก็ยังอยากไปอยู่ดี

"เวลานี้ข้าเป็นบุรุษมีสิ่งใดให้มัวหมอง ท่านเข้ามาเถิดพี่รอง ขืนท่านพ่อจับได้ท่านคงถูกเฆี่ยนหลังลาย ข้าคงร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือด" อย่าหาว่านางบ้าหนังจีนเลยนะ แต่ถ้าพี่ร้องต้องถูกเฆี่ยนเพราะนาง นางคงไม่กล้าย่างเท้าออกจากพรรควิหคเพลิงแน่แท้ มิหนำซ้ำยังต้องรู้สึกผิดไปอีกนาน เหมือนครั้งที่พี่สี่ถูกเฆี่ยน

พี่รองแทบไม่ใช้เวลาคิดเมื่อนางเอ่ยถึงทัณฑ์ลงโทษของท่านพ่อ

เด็กน้อยกระหยิ่มยิ้มย่อง คิดไม่ถึงหนีเที่ยวครั้งแรกก็ได้พบของดี! นี่แหละโบราณสถานที่หย่งชิ่งอยากเห็นเป็นอันดับต้นๆ ในลิสต์รายชื่อ โบราณสถานในดวงใจของหย่งชิ่ง

สองพี่น้องเข้าไปปะปนกับแขกในหอคณิกา รูปลักษณ์งดงามล้ำเลิศช่างตราตรึงสายตาเหล่านางคณิกาที่ได้ยลโฉมทั้งคู่ โดยเฉพาะหย่งชิ่งที่ดูกึ่งเด็กกึ่งผู้ใหญ่ หญิงงามหลายคนอมยิ้มในหน้าส่งสายตาเป็นนัยให้กัน

ในหอคณิกามีสิ่งใดบ้างที่พวกนางไม่เคยพบเห็น

หญิงงามนับร้อยในชุดหลากสีสันแต่งหน้าทาชาดประทินเครื่องหอมงดงามแรกแย้ม บางคนดีดพิณ บ้างดีดผีผาล้วนงามจับตา บ้างคลุกเคล้าเสียดกายกับบุรุษมากหน้าอาภรณ์หลุดลุ่ย ยิ้มหัวร่อต่อกระซิกคล้ายสุขสันต์ มีเพียงหย่งชิ่งที่สามารถจับแววตาร้าวระทมหลายคู่น่า น่ารันทดใจเหลือจะกล่าว

ผู้ใดบ้างชมชอบการเป็นคณิกามากกว่าการได้เป็นกุลสตรีในห้องหอกิน อิ่มนอนอุ่นออกเรือนแต่งงานกับบุรุษดีๆ สักคน

ฝ่ามืออุ่นเริ่มมาจากด้านหลังปิดนัยน์ตาคมซึ้งจากภาพไม่น่ามอง กระซิบที่ข้างหูน้องน้อยที่อยู่ในคราบเด็กชาย

"เจ้าอย่ามอง หาใช่เรื่องที่เด็กอย่างเจ้าจะมาข้องเกี่ยวไม่" หย่งจื้อสั่งเด็ดขาด นึกเสียใจที่เชื่อน้องเล็กพานางเข้ามาในสถานที่อโคจรแห่งนี้

"จะมีสักกี่ครั้งที่ข้าได้เห็นชีวิตที่แท้จริงภายนอกกรงทองของท่านพ่อ การปิดหูปิดตาเทียบกับการให้ข้าเห็นผืนฟ้ากว้างรับการชี้แนะอย่างถูกต้องเหมาะสมสิ่งไหนที่ท่านเห็นสมควรมากกว่ากัน หน้าที่ของดวงตามีไว้เปิดรับสิ่งใหม่ หากถูกปิดดวงตาเช่นนี้สู้ท่านทำให้ข้าตาบอดก็หามีสิ่งใดแตกต่างไม่” ความขมขื่นแฝงเร้นน้ำเสียงเล็กหวาน แสดงความคิดและมุมมองที่เปิดกว้าง

“หย่งชิ่ง!” พี่รองเรียกนางอย่างตกใจ หันร่างน้องน้อยมาหาตนเปิดดวงตาคู่งาม ค้าหาความผิดปกติของนาง

ดวงตาเด็กน้อยลุกวาบราวกับมีกองเพลิงสุมอยู่ภายในทำพี่ชายใจหายวาบ ราวกับนางอยู่สูงและไกลออกไปจนต้องรั้งร่างน้อยเข้ามากอดเพื่อยืนยันความมีตัวตนของนาง

“เจ้าโกรธเคืองข้าทำไม?”

“ข้ามิได้โกรธเคืองพี่รอง” นางเพียงแค่แค้นเคืองที่ใต้ผืนฟ้านี้แบ่งชั้นให้สตรีอยู่ต่ำกว่าบุรุษมายมายเกินทน

“เป็นแค่เด็กน้อย... เหตุใดจึงพูดราวกับเป็นแม่เฒ่า”

“ท่านต่างหากที่พูดเป็นพ่อเฒ่า” หย่งชิ่งปรับสีหน้ารวดเร็ว “เราต้องอยู่ในนี้อีกนานไหม อย่างไรค้างที่นี่สักคืนท่านเห็นดีหรือไม่?”

“เฉิน-หย่ง-ชิ่ง!” คราวนี้หย่งจื้อสะกดชื่อน้องน้อยทีละตัวด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวที่ไม่เคยใช้กับนางมาก่อน

หย่งชิ่งสำนึกผิดเล็กน้อย วันนี้พี่รองดีกับนางมาก ถึงกับยอมเสี่ยงถูกลงโทษพานางออกมาท่องเที่ยวอย่างที่ใจปรารถนา

“ข้าพูดเล่นท่านรับหน้าพวกพี่ใหญ่แถวนี้แล้วกัน ข้าจะ... ไปหลบในห้องโน้น” นางชี้นิ้วไปยังห้องริมสุดไกลหูไกลตา ครั้นยังไม่รอฟังคำอนุญาตจากพี่รองก็พลิ้วกายไปอย่างสง่างามเฉกเช่นคุณชายตระกูลสูงที่ได้รับการอบรมเข้มงวดเหมาะสม

ห้องลั่นดานจากข้างนอกแสดงว่าไม่มีใครอยู่ หย่งชิ่งมองซ้ายขวาเมื่อไม่มีผู้ใดสนใจจึงเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว

ในห้องมืดมิดจุดเพียงเทียนเล่มเล็กพอให้แสงสว่างรำไร

ห้องนี้เล็กแคบไม่น่าใช้รับแขกได้เลย กลิ่นกำยานหอมรัญจวนอบอวลในอากาศที่อุ่นกว่าข้างนอก มีเพียงเตียงใหญ่และตั่งวางชิดผนัง มีชุดน้ำชาและเทียนเล่มเล็กวางบนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง นึกว่าห้องที่ใช้หาความสำราญจะกว้างใหญ่กว่านี้ หย่งชิ่งสำรวจห้องอย่างจริงจังปนตื่นเต้น

"เจ้าเป็นแขกคนแรกของข้าเหตุใดจึงเป็นเด็กน้อยเล่า แม่เล้านั่นคิดจะเล่นตลกอะไรกับข้าอีก" เสียงแหบแห้งดังมาจากมุมห้อง หากไม่สังเกตคงไม่รู้ว่ามีร่างหนึ่งนั่งขดเก็บคองอเข่ากลายเป็นลูกบอลดูน่าขันยิ่งนัก

หย่งชิ่งถือเชิงเทียนเข้าไปส่องใบหน้าเขาใกล้ๆ เป็นการไร้มารยาทไปสักหน่อย แต่นางอยากเห็นหน้าผู้อื่นนี่นา

บุรุษผู้หนึ่งอายุราวสิบห้าปีถือว่าเป็นชายงามสูสีกับคุณชายตระกูลเฉิน คิ้วคางปากนัยน์ตาได้รูปงดงาม ผมยาวดำเป็นเงาเลื่อมพรายดุจแพรไหม สวมอาภรณ์บางเบาสีฟ้าอ่อนด้านในทับดวยเสื้อคลุมบางใสเดินลายน้ำคล้ายกับนางคณิกาข้างนอก นางเบิกตากว้างอ้าปากหวอ หรือว่าเขาจะขายตัวมาเป็นนายบำเรอในหอคณิกาแห่งนี้

โอ้ว... ของแปลกยุคจีนโบราณ

นางไม่คิดว่ายุคนี้จะมีชายบำเรอด้วย บางยุคสมัยไม่อนุญาตให้มีชายบำเรอถือว่าผิดจารีต นับว่าแปลกไม่น้อย เท่าที่เห็นวันนี้ในงานเทศหนุ่มสาวหาได้เคร่งครัดเรื่องการแตะเนื้อต้องตัวกันสักเท่าไหร่ ดูเปิดเผยมากด้วยซ้ำ หากพึงใจต่อกันก็ส่งแม่สื่อไปสู่ขอ นับว่ายังเปิดโอกาสให้สตรีมีสิทธิ์เลือกได้บ้าง

หย่งชิ่งแกล้งทำสีหน้ากรุ้มกริ่ม จับปลายคางของบุรุษหนุ่มเพิ่งพิศดวงหน้าคมสันหล่อเหลา แต่กลับถูกปัดมือด้วยเรี่ยวแรงน้อยนิด ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง

"เจ้าเป็นชายบำเรอหรือ" หล่อขนาดนี้ซื้อกลับบ้านเลยดีไหม

“ไม่ใช่ คนอย่างข้าหาใช่ตะเกียงไร้น้ำมัน” เขาตอบกลับเสียงห้วนดูท่าไม่พอใจ สีหน้าดูทุกข์ระทมหลายส่วน

นางเลิกคิ้วทำหน้าฉงน คงมิได้แกล้งโก่งราคากับนางหรอกนะ

“งั้นเจ้าเข้ามาวิ่งเล่นในนี้กระมัง ที่นี่คือหอคณิกาหากเจ้ามิใช่ชายบำเรอแล้วเจ้าเป็นอะไร”

“เข้าถูกลักพาตัวมา หาได้เต็มใจไม่” เขาเชิดหน้าสูง จากกิริยาการพูดจาคงจะไม่ใช่บุรุษสามัญทั่วไป

อ้อ! หย่งชิ่งพยักหน้าเข้าใจ ดวงหน้าหล่อเหลาผุดความเห็นใจแทนที่ใบหน้ายั่วยิ้ม ก่อนเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมดุดัน

“เป็นเรื่องจริงหรือ”

“ถ้าข้าเต็มใจข้าคงไม่ซูบผอมเช่นนี้ พวกมันให้ข้าอดข้าวอดน้ำเกือบสามวันเต็ม ข้าเกือบลงนรกไปแล้วถ้าไม่คิดได้เสียก่อน” นัยน์ตาคู่งามฉาบด้วยน้ำตาก่อนจะหยาดลงมาบนแก้มซูบตอบ

หย่งชิ่งไม่สงสัยเรื่องที่เขาถูกลักพามาขายเป็นชายบำเรอสักนิด ยามปกติเขาแค่ดูหล่อเหลา แต่พอหลั่งน้ำตากลับยิ่งดูน่าทะนุถนอม เพียงแค่ได้เห็นยังสั่นหัวใจนางให้หวั่นไหว

“กล้าทำผิดกฎหมายบ้านเมือง คนพวกนี้ช่างสารเลวชั่วช้าสามานย์ ระยำตำบอน เลวทรามต่ำช้ามหาโจร สมควรตายไร้ที่ฝัง” นางสบถด่าคล่องปาก คำด่าเหล่านี้นางจดจำมาจากพี่สี่ล้วนๆ หาใช่ตัวตนของนางไม่

จริงๆ นะ

“อย่าให้ข้าออกไปจากที่นี่ได้แล้วกัน” อีกฝ่ายขบริมฝีปากซีดเซียว ส่งเสียงสะอื้นเป็นระยะช่างน่าสงสาร

หย่งชิ่งไม่อาจดูดาย

“ข้าพาท่านออกไปได้นะ” เด็กน้อยนั่งคุกเข่าตรงหน้าชายบำเรอ จับมือเย็นเฉียบของบุรุษหนุ่มที่มีสีหน้าเจ็บแค้นทุกข์ระทม ขนาดบุรุษเพศยังถูกลักพามารับแขก แล้วอิสตรีในหอจันทราล้อเมฆจะมีสักกี่นางที่เต็มใจเป็นคณิกาอย่างแท้จริง

เขาเงยหน้าขึ้นมามองนางในที่สุด ดวงตาแดงช้ำผ่านการร้องไห้มาตลอดหลายวัน ดวงหน้าหล่อเหลาตอบเรียวซูบซีดจากการถูกให้อดข้าวอดน้ำจนกว่าจะเต็มใจรับแขก เขาจับมือน้อยไว้แน่นขึ้นด้วยความหวัง

“เจ้าไม่ใช่เป็นแขกในคืนแรกของข้าหรอกหรือ?”

น้ำเสียงแหบพร่าฟังน่าสงสารจับใจ ตั้งแต่ถูกลักพาตัวมามีแต่ความหวาดกลัว หิวโหย หวาดระแวง พวกมันบังคับเขาให้เป็นยินยอมเป็นชายบำเรอ นับว่ายังมีโชคดีในโชคร้าย พวกมันไม่กล้าใช้กำลังบังคับเกรงสินค้าจะเสียหายขายไม่ออก จึงได้แต่ใช้วิธีอดข้าวอดน้ำให้เขายินยอมแต่โดยดี

คืนนี้เป็นคืนแรกที่เขาละทิ้งศักดิ์ศรี มีหลายครั้งที่เขาคิดจะฆ่าตัวตาย แต่ถ้าตายไปจะล้างแค้นพวกมันได้อย่างไร

หย่งชิ่งไม่ตอบ นางช่วยประคองร่างสูงสมส่วนลุกขึ้นยืน จับมือผอมบางอย่างน่าใจหาย ฝ่ามืออ่อนนุ่มเรียวยาวเช่นบัณฑิตที่จับพู่กันหาใช่ผู้ฝึกยุทธ์ ขจัดข้อสงสัยที่เขาถูกจับมาได้อย่างไร ในเมืองชายแดนมีอันตรายรายล้อมรอบกาย หากไม่เป็นวรยุทธ์จะต้องมีองครักษ์คอยปกป้อง หากไร้ผู้ปกป้องก็ย่อมพบกับความโหดร้ายเยี่ยงนี้

“ข้ามิใช่แขกคนแรกของเจ้า แต่ข้าจะเป็นเพื่อนตายคนแรกต่างหาก เราออกไปจากที่นี่กันเถิด”

ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะก้าวออกจากห้องหอ เสียงเปิดประตูและเงาร่างสี่สายแวบผ่านเข้ามาในห้อง พร้อมกับกลิ่นอายจอมยุทธ์สูงส่ง

พี่รองยอมจำนนเสียแล้ว พี่ชายทั้งสี่เดินเรียงในห้อง ผู้ชนะกระหยิ่มยิ้มย่องที่จับกระต่ายน้อยหนีเที่ยวสองตัวได้

หย่งชิ่งยังคงสีหน้าราบเรียบ ก้มศีรษะให้พี่ชายทั้งสี่

“คารวะท่านพี่ทั้งสี่ หวังว่าพวกท่านคงเดินเที่ยวเล่นในงานเทศกาลหยวนเซียวอย่างมีความสุข” น้องน้อยเอ่ยทักทาย

“สุขกับผีน่ะสิ เพราะเจ้าคนเดียวพวกข้าถึงต้องเล่นไล่จับมาถึงที่นี่” พี่สี่ตีพัดในมือแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว ทว่าดวงตาเต้นระริกสั่นพลิ้วดุจระลอกคลื่นอย่างสราญใจ อยากนักว่าน้องเล็กจะมีลูกเล่นอะไรอีก

พี่ใหญ่ก้าวมาหานางก้าวหนึ่ง ปราดตามองหัวจรดเท้า

“นี่เจ้าใช่น้องเล็กแน่รึ” พี่ใหญ่กุมขมับ ชักเข้าใจหัวอกท่านพ่อบ้างแล้ว ช่วงสองสามปีให้หลังเขาต้องช่วยงานท่านพ่อ จึงห่างเหินกับน้องเล็กไปบ้าง แต่ไฉนน้องเล็กผู้น่ารักกลับกลายเป็นหนุ่มน้อยไปได้

น้องเล็กตัวอ้วนกลมผู้น่ารักของเขาหายไปไหนกัน!

“ข้าบอกแล้วว่าน้องเล็กร้ายกาจ เป็นจิ้งจอกห่มหนังกระต่ายชัดๆ” พี่สี่ยิ้มชั่วร้าย

ใครกันแน่ที่ร้ายกาจ? พี่สี่ช่างไม่ส่องกระจกดูเงาตัวเองเสียบ้าง

“อืม... แสดงว่าพวกเราก็หล่อเหลาใช่ย่อย น้องสี่ น้องเล็กหล่อเหลากว่าเจ้าหลายส่วนอยู่นะ” พี่สามกระเซ้าพี่สี่

“พี่สาม! ข้าคือคุณชายอันดับหนึ่งแห่งเหอเสี่ยงเชียวนะ ไม่มีทางแพ้น้องเล็กเป็นแน่” พี่สี่โวยวายอีกแล้ว ถ้าขืนปล่อยให้พูดต่อเขาต้องสบถด่ามันปากตามความเคยชินเป็นแน่

“พวกท่านมาก็ดีแล้ว พี่รองข้าอยากไถ่ตัวชายบำเรอผู้นี้” หย่งชิ่งเอ่ยจุดประสงค์อย่างไม่รอช้า ผลักร่างสูงของบุรุษที่ยืนหลบอยู่เบื้องหลังมาด้านหน้าให้พี่ทั้งสี่ชมโฉม

“หา! น้องเล็กเจ้าว่าอย่างไรนะ” พี่รองอุทานเสียงหลง

“นั่นไง ข้าพูดผิดเสียที่ไหน?” พี่สี่ไม่พลาดเรื่องใส่ไฟนาง

ไถ่ตัวชายบำเรอ! ย่างเข้ามาในหอคณิกาเพียงชั่วก้านธูปนางกลับจับได้ปลาตัวใหญ่ แถมร้องจะเอากลับบ้านอีกต่างหาก ไม่เรียกร้ายกาจแล้วจะเรียกอะไรได้

“เจ้าพาผู้อื่นออกไปจากที่นี่ไม่ได้” พี่ใหญ่สั่นหัวท่าทางอิดหนาระอาใจ

“แต่ข้าสงสารเขา”

“ถ้าเจ้าสงสารผู้อื่นทุกครั้งที่ย่างเท้าออกนอกกำแพง พี่รองของเจ้ามิต้องเก็บแม้กระทั่งขอทานเข้าบ้านเช่นนั้นหรือ?” พี่ใหญ่หาเหตุผลให้นาง

“เหตุใจจึงไม่ได้!” นางไม่ได้ต้องการคำตอบ ความเย็นชาในน้ำเสียงส่งให้พี่ชายทั้งสี่ขนลุกอย่างไร้สาเหตุ

ไม้นวมไม่ได้ผลสำหรับเรื่องนี้ นางยังเล็กเกินไปที่จะหาเหตุผลมาช่วยชายบำเรอผู้นี้ มีเพียงการดื้อด้านเอาแต่ใจนี่แหละที่พอจะใช้ได้

ชายบำเรอผู้โชคร้ายไหวกายมาหลบมาอยู่ด้านหลังเด็กน้อยอีกครา มือสั่นระริกจับบนบ่าเล็กที่องอาจกล้าหาญจนเขานับถือในใจ ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่เขายังไม่เคยใจกล้าได้ถึงครึ่งของเด็กคนนี้ ตลอดมาเขามีท่านพ่อคอยปกป้อง มีท่านแม่คอยเอาใจ แทบไม่เคยย่างก้าวออกจากจวนแม้เพียงครั้งเดียว พอออกมาจึงได้เรื่องทันที เขาออกมาซื้อตำราเล่มใหม่ที่ร้านหนังสือ ขากลับถูกบุรุษชุดดำใช้ดาบข่มขู่คลุมหัวด้วยกระสอบพามากักขังที่หอคณิกาแห่งนี้

“เจ้าเอาแต่ใจไม่เห็นหัวผู้อื่น มิใช่ต้องการสิ่งใดก็หยิบฉวยเอามา เจ้าต้องรู้จักหักห้ามใจเสียบ้าง” พี่ใหญ่ตำหนิ ดูท่าน้องเล็กจะถูกเอาใจมากเกินไปเสียแล้ว ถึงขนาดหนีออกมาเที่ยวกลางค่ำกลางคืนโดยไม่เกรงกลัวอันตราย มิหนำซ้ำยังปากกล้าฉะฉาน เถียงผู้ใหญ่ไม่เลิกรา

“พี่ใหญ่โปรดเห็นใจ บุรุษผู้นี้ถูกลักพามาเป็นชายบำเรอในหอคณิกา ข้าแค่อยากช่วยเขาเท่านั้น” หย่งชิ่งกัดริมฝีปาก นางหุนหันไปจริงๆ แค่คิดถึงความอยุติธรรมที่บุรุษผู้นี้ได้รับนางก็เดือดดาลแล้ว หากนางมีอำนาจอยู่ในมือนางจะสั่งปิดหอคณิกาโสมมแห่งนี้ทันที

นางหันไปหาพี่รองผู้กุมชะตาชีวิตชายบำเรอผู้นี้

“พี่รอง ข้าเพียงขอยืมเงินจากท่านเท่านั้นจะใช้คืนในไม่ช้า หรือท่านจะคิดดอกเบี้ยเท่าที่ร้านเงินข้าก็ไม่เกี่ยง ขอเพียงท่านช่วยจ่ายเงินค่าไถ่บุรุษผู้นี้แทนข้าก่อน”

คุณชายสี่อมยิ้มในหน้า ฝันไปเถอะที่พี่รองจะยอมควักเงินนับพันตำลึงเพื่อไถ่คนผู้นี้ สักอีแปะเขาก็ไม่เคยได้จากพี่รอง นับประสาอะไรกับต้องจ่ายเงินก้อนช่วยผู้อื่นที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อเสียงเรียงนาม

คุณชายรองที่กำลังแอบนับนิ้วคำนวณก้มหน้าลงมาสบตากับน้องเล็ก นัยน์ตาคมซึ้งเด็ดเดี่ยวแสดงเจตนาชัดแจ้ง หากคืนนี้เขาไม่ช่วยไถ่นายบำเรอผู้นี้ นางคงนอนค้างที่นี่รอให้ท่านพ่อมารับอย่างมิต้องสงสัย

สรุปคนที่ซวยทั้งขึ้นทั้งร่องก็คือคุณชายรองแต่ผู้เดียว

“ได้... ข้าจะให้เจ้ายืมเงิน น้องสี่ไปตามแม่เล้ามาข้าจะเจรจาซื้อตัวชายบำเรอผู้นี้” พี่รองยืดอกบอกอย่างเด็ดเดี่ยว

“โอย... ขนาดพี่รองผู้เค็มปานมหาสมุทรยังพ่ายแพ้แก่น้องเล็ก ร้านเงินมิใช่สถานกุศลนะพี่รอง”

“พรุ่งนี้พระอาทิตย์คงขึ้นทางตะวันตกเป็นแน่”

“น้องรองเจ้าคิดผิดแล้ว! หากท่านพ่อจะถลกหนังเจ้าอย่าร้องให้ข้าช่วยแล้วกัน”

พี่ชายทุกคนบ่นขรมผิดกับน้องเล็กต้นเรื่องที่ใบหน้าเริ่มมีสีสัน ยกมือประสานขอบคุณพี่รองที่ช่วยเป็นธุระออกหน้าให้

“ขอบคุณพี่รอง บุญคุณนี้ข้าจะทดแทนในไม่ช้า”

“ช่างเถิด อย่างไรเจ้าก็เป็นน้องรักของข้า” พี่รองบอกคอตก

เงินจ๋า... ข้าลาก่อน

“ขอบคุณคุณชายทั้งห้าที่ช่วยเหลือข้า” บุรุษผู้โชคร้ายประสานมือขอบคุณ แล้วเสียงร้องไห้กระซิกก็ดังขึ้นในห้องเล็กๆ หย่งชิ่งต้องยื่นผ้าจากอกเสื้อให้เขาเช็ดน้ำตาป้อย

การเจรจาซื้อขายนายบำเรอเป็นไปอย่างเคร่งเครียด แม่เล้าโก่งราคาเสียสูงลิ่วไปถึงหนึ่งหมื่นตำลึง ส่วนพี่รองในฐานะพ่อค้าแล้วมีหรือจะยินยอม ต่อราคาอยู่เป็นชั่วยาม[3] ในที่สุดราคาก็หล่นลงมาเหลือเพียงห้าพันตำลึงถือว่าพอใจทั้งสองฝ่าย

พี่รองบอกแม่เล้าให้ไปรับเงินที่ร้านเงินในวันพรุ่งนี้

หย่งชิ่งเซ้าซี้ให้พี่ชายเขียนใบยืมเงินให้แก่นางเป็นหลักฐานทันที นางไม่อยากเห็นสายตาดูถูกของพี่สี่ มีปัญญาเสียอย่างนางต้องหาเงินมาคืนพี่รองในชาตินี้ให้ได้ ต่อให้ต้องทำงานกระทั่งผมขาวทั้งหัวนางก็ยินดี

เมื่อไถ่ตัวมาแล้วจะนำเขาไปไว้ที่ไหนนี่สิปัญหาใหญ่ ไม่ใช่นกตัวเล็กที่สามารถแอบซ่อนไว้ในกรงได้

พากลับพรรควิหคสวรรค์ท่านพ่อต้องรู้แน่ว่านางออกหนีเที่ยว เดือดร้อนไปถึงพี่รองอีก

พี่ชายทั้งสามไม่ยอมยื่นมือช่วย พวกเขาถือว่าไม่รู้ไม่เห็นที่นางออกหนีเที่ยวจะได้ไม่ติดร่างแหไปด้วย ช่างรักกันจริงเสียนี่กระไร

สุดท้ายนางต้องรบกวนพี่รองให้ช่วยพาสหายคนใหม่กระโดดข้ามกำแพงเข้าไปหลบในเรือนของนางก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันจะเอาอย่างไรต่อไป

“คิดหรือยังว่าพรุ่งนี้เจ้าจะไปอยู่ที่ไหน แล้วเจ้ามีพ่อมีแม่ไหม?” หย่งชิ่งเดินเอื่อยตามทางเชื่อมต่อจากเรือนใหญ่ไปยังเรือนของตน

“เจ้าช่วยให้คนส่งจดหมายไปที่จวนเจ้าเมืองอู่ให้ข้าได้หรือไม่?”

“เจ้ามีคนรู้จักในจวนท่านเจ้าเมืองกระนั้นหรือ” แสดงว่าเขามิใช่ตะเกียงไร้น้ำมันอย่างที่บอกจริงๆ

“ข้าคือบุตรชายคนโตของเจ้าเมืองอู่นาม อู่เฉิงเชียน”

“หาว่าอะไรนะ!” คราวนี้เป็นนางเองที่ตกตะลึง

บุตรชายคนโตเจ้าเมืองอู่ นั่นหมายความว่า...

“เจ้าไปไหนมาเฉิน-หย่ง-ชิ่ง” เสียงดังราวฟ้าผ่าทำเด็กน้อยสะดุ้งโหยง

“ท่านพ่อ” นางเรียกบิดาเสียงครางอ่อนแรง

ตายแน่แล้ว! ไม่ตายวันนี้จะไปตายวันไหน

ร่างเล็กในชุดบุรุษเข่าอ่อนลงโดยพลัน รีบคุกเข่าทันทีเมื่อเห็นบิดายืนกางขาเอามือไขว้หลังใบหน้าถมึงทึงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นางเป็นลูกรักของบิดาจึงได้เห็นเพียงใบหน้าอ่อนโยนรักใคร่ แต่ยินกิติศัพท์ของท่านพ่อนั้นตรงกับข้ามโดยสิ้นเชิง

เพิ่งประจักษ์แก่สายตาก็วันนี้เอง

พี่รองต้องพลอยเดือดร้อนเพราะนางไปด้วย ร่างสูงใหญ่คุกเข่าก้มหน้าเคียงกัน นางฉุดอู่เฉิงเชียนลงมาคุกเข่าอีกคน พื้นใต้เข่าเย็นเยียบดุจร่างของนางในเวลานี้ ทว่าเหงื่อกลับซึมบนดวงหน้าเล็กราวน้ำตก ท่านพ่อยามนี้น่ากลัวดุจยมทูตอย่างไรอย่างนั้น

ท่านพี่ทั้งสามที่เดินมาหานางที่เรือนวสันต์คำนึง ต่างหยุดชะงักฝีเท้า มองหน้ากันเป็นเชิงถามว่าเอาอย่างไรดี

“เฆี่ยนเลยท่านพ่อ เฆี่ยนเลย” พี่สี่ขยับปากไร้เสียงใส่น้องเล็ก

พี่สี่ปากมอม อย่างให้ถึงทีข้าบ้างนะ นางถลึงตาใส่พี่สี่อย่างไม่เกรงกลัว

“หย่งชิ่งเจ้าหนีออกไปเที่ยว ทำข้าเดือดร้อนใจแค่ไหนเจ้ารู้หรือไม่!” น้ำเสียงกดดันแข็งกร้าวของท่านพ่อช่างน่ากลัวนัก

“เป็นความผิดของข้าผู้เดียว ข้ามิกล้าอีกแล้วท่านพ่อ” หย่งชิ่งมีสีหน้าสำนึกผิด ท่านพ่อลงโทษนางไม่เท่าไร แต่ถ้าพี่รองต้องถูกลงทัณฑ์สถานหนัก นางทนไม่ได้

“ข้าไม่เชื่อขี้ฟันเจ้า!” บิดาตวาดลั่น

หย่งชิ่งสะดุ้งโหยงเบะปากแกล้งร้องไห้จ้า โผเข้ากอดพี่รองสะอึกสะอื้นปานจะขาดใจ เหลือบตามองพี่รองที่มองดวงหน้าเปื้อนน้ำตาด้วยสีหน้าห่วงใยจึงแอบขยิบตาแลบลิ้นให้คราหนึ่ง แล้วส่งเสียงร้องไห้แสบแก้วหูดังขึ้นกว่าเดิม

พี่ทั้งสามจึงรีบวิ่งเข้ามาปลอบประโลมน้องเล็กด้วย นานเท่าไร่แล้วที่ไม่เห็นนางร้องไห้เป็นเด็กเช่นนี้

พี่ทั้งสามที่เคยอยู่นอกวงบัดนี้เข้ามาคลุกในร่างแหด้วยแล้ว พวกเขาพร้อมใจกันคุกเข่าตรงหน้าบิดา

“ท่านพ่อยกโทษให้น้องเล็กด้วย นางซุกซนตามประสาเด็ก เป็นพวกข้าที่ไม่ดูแลนางให้ดี” พี่ใหญ่กำลังออกหน้าแทนน้องเล็ก ช่างกล้าหาญยิ่งนัก

หย่งชิ่งคลายสะอื้นลงบ้าง โผเข้าไปหาพี่ใหญ่ออดอ้อนขอบคุณ

เฉินหย่งเป่าผู้เป็นบิดาเห็นถึงกับสะอึก บุตรสาวตัวน้อยป่านนี้คงเกลียดบิดาอย่างเขาไปแล้วกระมัง เขาแวะนำโคมไฟมาให้นางเหมือนทุกปีแต่กลับพบเพียงห้องว่างเปล่า ต้องระดมกำลังศิษย์สำนักวิหคเพลิงออกตามหาทั่วงานเป็นที่แตกตื่นทั่วถนนทุกสาย หารู้ไม่ว่าคุณหนูเล็กกลับเข้าไปในหอคณิกา หาเท่าไรก็หาไม่พบ ทำเขาแทบอกแตกตายด้วยความเป็นห่วง

“เจ้า... เจ้า... ฮึ่ย!” บิดาชี้นิ้วใส่บรรดาลูกทั้งห้าที่คุกเข่าหน้าสลอน ก่อนสะบัดหน้าอย่างขัดเคืองใจ

“หย่งเล่อ หย่งจื้อ หย่งฝู หย่งสือ รับคำสั่ง! จากนี้ไปเจ้าต้องคุ้มครองน้องเล็กทุกฝีก้าว หากนางต้องการไปข้างนอกจะต้องมีพวกเจ้าอย่างน้อยสองคนคอยคุ้มกัน”

“พวกข้ารับคำสั่ง” พี่ชายทั้งสี่ตอบพร้อมเพรียงกัน

“หย่งชิ่ง ต่อไปเจ้าต้องแต่งกายเช่นนี้ออกไปข้างนอก จากนี้ไปเจ้าคือคุณชายห้าแห่งพรรควิหคเพลิงเข้าใจไหม?” เฉินหย่งเป่าหาทางออกให้ตัวเองได้แล้ว เขารู้ว่าคงเก็บหย่งชิ่งทีเปรียบเสมือนนกน้อยไว้หลังกำแพงสูงได้อีกไม่นาน แต่ก็กังวลเหลือจะกล่าวที่ต้องปล่อยบุตรสาวออกไปเป็นเป้าโจมตีให้แก่ศัตรู การทำเช่นนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว

“ทราบแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ ข้าขอโทษน้าที่ออกไปโดยไม่บอกท่าน ต่อไปข้าไม่กล้าอีกแล้ว”

หย่งชิ่งหยุดร้องไห้ราวสั่งได้ นางเข้าไปเกาะแขนบิดาเอ่ยเสียงหวาน มือใหญ่ลูบศีรษะลูกรัก ความกระวนกระวายถูกกำจัดสิ้นยามที่ได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาคมสันของลูกน้อย โทสะทั้งมวลหายไปราวถูกสาดด้วยน้ำเย็นชื่นฉ่ำ

“ท่านพ่อท่านยังไม่สั่งลงโทษน้องเล็กเลยนะ” เห็นเรื่องกลับตาลปัด คุณชายสี่ชักไม่ชอบใจ

“ถ้าข้าลงโทษชิ่งเอ๋อร์ก็ต้องลงโทษพวกเจ้าด้วยที่ไม่ดูแลนางให้ดี”

“เอ่อ... ถ้างั้นอย่าเลย ข้าเป็นห่วงน้องเล็ก” คุณชายสี่ยอมถอยหนึ่งก้าวเพื่อชีวิตสงบสุข

อีพี่สี่ช่างกลับกลอก หย่งชิ่งกลอกตาสุดแสนระอา

“เจ้ารอง เจ้าดูแลน้องอย่างดีพรุ่งนี้พ่อจะตบรางวัลให้”

“อ้าว...” พี่ชายที่เหลืออีกสามคนต่างอุทานอย่างไม่เห็นด้วย

“ข้าน้อยอู่เฉิงเชียนคารวะผู้อาวุโส” เฉิงเชียนเอ่ยขึ้นยามเห็นเรื่องราวคลี่คลายลงแล้ว

ประมุขพรรควิหคเพลิงหันมาสนใจแขกที่ไม่ได้รับเชิญ

“เมื่อครู่ข้าได้ยินว่าเจ้าเป็นบุตรของเจ้าเมืองอู่ใช่หรือไม่” หย่งเป่าถามขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเฉกเช่นยามปกติ

“ขอรับ”

“ลุกขึ้นเถิดคนกันเองทั้งนั้น แล้วเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร”

เรื่องราวทั้งหมดถูกถ่ายทอดจากปากของคุณชายอู่โดยย่อ คำว่าหอคณิกาทำหย่งเป่าหนวดกระตุกหลายครา แต่ถูกสายตาสำนึกผิดปรามของบุตรสาวเอาไว้ จึงมิได้อารมณ์เสียเอาความ

“นับว่าเจ้าโชคดียิ่งนักที่ได้เจอหย่งชิ่ง”

“คุณชายห้าช่างมีน้ำใจกับข้า ทดแทนบุญคุณเท่าไรคงไม่หมด หากต่อไปคุณชายห้าขาดเหลือสิ่งใด ได้โปรดไปหาข้าที่จวนเจ้าเมืองอู่ได้ทันที” เฉิงเชียนซาบซึ้งน้ำตาคลออีกครั้ง และอีกครั้ง

เขาจะร้องไห้จนแม่น้ำเหลืองท่วมนางตายเลยหรือไรกันเนี่ย

“เจ้าทราบหรือไม่ว่าเด็กที่ช่วยเจ้าไว้เป็นคู่หมั้นของเจ้า”

เฉิงเชียนมีสีหน้าตกใจ

“ข้าทราบว่าท่านพ่อได้หมั้นหมายข้าไว้กับคุณหนูเล็กพรรควิหคสวรรค์ เอ่อ... แต่เด็กชายผู้นี้”

“นางเป็นเด็กผู้หญิง ซุกซนยิ่งนักจึงแต่งตัวเป็นชายออกไปเที่ยวเล่นในคืนเทศกาลหยวนเซียว”

แววตาคู่งามสว่างวาบ หันกลับไปเพ่งพิศเด็กน้อยผู้มีพระคุณของเขา นางเหมือนเด็กชายเหลือเกิน เมื่อเติบใหญ่คงเป็นคุณชายผู้หล่อเหลางามสง่า นางช่าง...

น่าประทับใจอย่างยิ่ง

เหมาะสมจะเป็นฮูหยินของเขายิ่งนัก

“เป็นไปได้หรือไม่ที่ข้าจะขอพานางไปดูแลที่จวน เมื่อถึงวัยปักปิ่นข้าจะจัดงานแต่งทันที”

“เจ้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่ถึงวันพรุ่งนี้กระมังคุณชายอู่” คุณชายใหญ่เป็นผู้ออกปากปฏิเสธอย่างโหดเหี้ยม กระบี่ในมือถูกดีดออกมาเตรียมพร้อม

แค่คิดว่าน้องเล็กต้องถูกผู้อื่นแตะต้อง พวกเขาก็อยากฆ่ามันแล้ว

“ข้าเพียงแค่ลองถามเท่านั้นเอง ขอพวกท่านโปรดอภัย คุณหนูเฉินน่ารักจิตใจงดงามจนข้าอยากจะเก็บนางไว้ใกล้ตัว เอาเป็นว่าข้าจะรอไปก่อน” เฉิงเชียนยอมรามือโดยง่าย หากในใจกลับคิดแผนวุ่นวาย

“คุณหนูเฉิน ข้าขอบคุณเจ้าที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือข้าในครั้งนี้”

“เรียกข้าหย่งชิ่งก็ได้ อย่างเรียกคุณหนูเฉินเลย ข้าไม่คุ้นยิ่ง เจ้ากับข้าถือเป็นสหายกัน ข้าต้องช่วยสหายของข้าอยู่แล้ว” หย่งชิ่งตบอกอีกฝ่ายแสดงความสนิทสนม แต่กลับส่งให้ร่างสูงล้มหงายไปด้านหลัง โชคดีที่พี่รองช่วยรับไว้ได้ทัน เขาช่างอ่อนแอราวกิ่งหลิวลู่ลม

นี่หรือคู่หมั้นของนาง หย่งชิ่งสบตากับพี่รองเหมือนรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่

นางรู้นานแล้วเรื่องมีคู่หมั้น นางไม่เคยพูดหรือต่อต้านเพราะยังไม่ถึงเวลา ดูท่าในวันหน้านางคงทำให้ท่านพ่อต้องกุมขมับอีกแล้วกระมัง

เพราะได้ช่วยคุณชายอู่ไว้โดยบังเอิญ หย่งชิ่งจึงมีความดีความชอบแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว แถมยังมีโชคใหญ่หล่นทับอีกต่างหาก

คืนนั้นคุณชายอู่ได้นอนในห้องพักแขก ท่านเจ้าเมืองอู่มารับบุตรชายด้วยตนเอง ขอบอกขอบใจท่านพ่อยกใหญ่แถมยังจ่ายเงินค่าไถ่คืนหย่งชิ่งหนึ่งหมื่นตำลึงทอง

ตระกูลอู่เป็นถึงเจ้าเมืองเหอเสี่ยงมีหน้ามีตา หากมีข่าวคราวคุณชายใหญ่ถูกจับไปเป็นชายบำเรอ ชื่อเสียงความดีที่สะสมมาคงมัวหมองไม่มีหน้าจะไปพบผู้ใด ท่านเจ้าเมืองจึงให้เงินปิดปากแถมมาด้วย

หวานคอแร้งนางและพี่รองแล้ว

หย่งชิ่งคืนเงินพี่รองห้าพันตำลึงทองอย่างไม่คิดเสียดาย

พี่รองได้เงินคืนแถมดอกเบี้ยมหาศาล จึงออกปากยอมเป็นทาสรับใช้นางหนึ่งเดือนเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

หอคณิกาจันทราล้อเมฆถูกสั่งปิดในวันต่อมา นางคณิกาที่ไม่เต็มใจได้กลับบ้านพร้อมเงินชดเชยที่ถูกยึดมาจากแม่เล้าและพ่อค้าวานิชที่คอยหนุนหลัง

 ข่าวคุณชายห้าแห่งพรรควิหคเพลิงไถ่ชายบำเรอมาไว้อุ่นเตียงที่คฤหาสน์ ตั้งแต่อายุเก้าขวบกลายเป็นข่าวครึกโครมแห่งปี

เฉินหย่งชิ่งได้ออกท่องเที่ยวตามใจตั้งแต่นั้นมา

 

28/04/58  0.48 น.

แก้งานเสร็จแล้วค่ะ ไม่น่าใจร้อนเลย เหมือนต้องทำงานใหม่อีกรอบ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม

ขอบคุณเพื่อนๆ ที่หากันจนเจอ :P

亮林  เลี่ยงหลิน

 



[1] เทศกาลหยวนเซียว จัดขึ้นวันขึ้น 15 ค่ำเดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติของจีนเป็นเทศกาลหยวนเซียว คืนของเทศกาลหยวนเซียวเป็นคืนแรกของปีใหม่ที่เห็นพระจันทร์เต็มดวง คืนนั้น มีประเพณีแขวนโคมไฟ ดังนั้น เทศกาลหยวนเซียวจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่าเทศกาลโคมไฟ

[2] ขนมหยวนเซียว คือขนมบัวลอยบัวลอยสอดไส้แบบจีน เป็นขนมที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว โดยนำแป้งข้าวเหนียวมาปั้นเป็นลูกกลมๆ แล้วสอดไส้หวานไว้ข้างใน เนื่องจากหยวนเซียวมีรูปร่างเหมือนพระจันทร์ ทั้งการดื่มน้ำของขนมหยวนเซียวร้อนๆ ยังเป็นการคลายความหนาวได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้นหยวนเซียวจึงถือเป็นขนมประจำเทศกาลหยวนเซียวซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือนอ้าย และเป็นสัญลักษณ์แทนความหมายของคำว่า "ถวนหยวน" ซึ่งหมายถึงการกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน

[3] หน่วยเวลาของจีน 1 ชั่วยาม = 2 ชั่วโมง



เนื่องจากพิมพ์เร็วเกินไป นักเขียนอ่านแล้วขาดความละเมียดอยู่หลายส่วนขอตัวกลับไปแก้ไขก่อน
Caspy'F ขอบคุณมากค่ะสำหรับกำลังใจจะพยายามไม่ทำให้ผิดหวังนะคะ
meimei ขอบคุณสำหรับแจ้งคำผิด เป็นคำที่ไม่น่าผิดเลย บางครั้งก็เส้นผมบังภูเขาแท้ๆ ค่ะ

 


27/04/58
 

วันนี้พิมพ์ได้ไหลลื่นเป็นพิเศษจึงมาอัปเร็วหน่อย

ขอบคุณทุกท่านที่แนะนำติชมค่ะ คำชมเป็นกำลังใจ คำติเป็นแรงผลักดันให้ทำงานอย่างตั้งใจมากขึ้น

 

亮林  เลี่ยงหลิน

 



[1] เทศกาลหยวนเซียว จัดขึ้นวันขึ้น 15 ค่ำเดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติของจีนเป็นเทศกาลหยวนเซียว คืนของเทศกาลหยวนเซียวเป็นคืนแรกของปีใหม่ที่เห็นพระจันทร์เต็มดวง คืนนั้น มีประเพณีแขวนโคมไฟ ดังนั้น เทศกาลหยวนเซียวจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่าเทศกาลโคมไฟ

[2] ขนมหยวนเซียว คือขนมบัวลอยบัวลอยสอดไส้แบบจีน เป็นขนมที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว โดยนำแป้งข้าวเหนียวมาปั้นเป็นลูกกลมๆ แล้วสอดไส้หวานไว้ข้างใน เนื่องจากหยวนเซียวมีรูปร่างเหมือนพระจันทร์ ทั้งการดื่มน้ำของขนมหยวนเซียวร้อนๆ ยังเป็นการคลายความหนาวได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้นหยวนเซียวจึงถือเป็นขนมประจำเทศกาลหยวนเซียวซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือนอ้าย และเป็นสัญลักษณ์แทนความหมายของคำว่า "ถวนหยวน" ซึ่งหมายถึงการกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน

[3] หน่วยเวลาของจีน 1 ชั่วยาม = 2 ชั่วโมง



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,278 ความคิดเห็น

  1. #2226 Qzaxgun (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2558 / 23:40
    ชอบพี่สี่นะ ถึงจะดูกวนตีนแต่เอาจริงๆก็รักน้อง พอน้องร้องไห้ก็เข้าไปโอบไปกอด เรารู้สึกว่าจริงๆพี่สี่น่ะรักน้องมาก แต่คงเรียกร้องความสนใจละมั้ง55555555
    #2,226
    0
  2. #2168 สิ้นเสียงปักษา (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 / 11:45
    เอิ่มมม คู่หมั้นนางเอกคงไม่ใช่พระเอกนะคะ รับไม่ได้อะ บอบบางมาก อ่อนแอยิ่งกว่าอิสตรี
    #2,168
    0
  3. #2108 เมมฟิส (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2558 / 21:31
    สนุกมากมาย อีพี่สี่เป็นคู่กัดของชิงเอ๋อร์เลยน่ะเนี่ย ทำนองรักน่ะก็เลยแกล้ง เปิดฮาเร็มให้ชิงเอ๋อร์น่ะค่ะ
    #2,108
    0
  4. #1991 เบียคุจัง (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 กันยายน 2558 / 23:58
    หมั่นไส้พี่สี่จริงเชียว อิจฉาน้องไม่เลิกรา เฮ้อ!!
    #1,991
    0
  5. #1948 55555 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 กันยายน 2558 / 22:32
    โฮ้ย อิพี่สี่เกรียนได้จัย รักน้องจริงจริ๊งงงง
    #1,948
    0
  6. #1892 xx.lqeen (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2558 / 23:28
    ชอบการเขียนที่ปราณีตแบบนี้มากเลยค่ะ ดูใส่ใจกับรายละเอียดเล็กน้อย ไม่มีคำผิดรอดมาให้เห็นเลย แถมสำนวนภาษายังเพราะอีกด้วย ชอบมากเลยค่ะ 10/10
    #1,892
    0
  7. #1644 DarThailand (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2558 / 00:44
    5555 ชอบๆๆ
    #1,644
    0
  8. #1581 คุณหนูหมวกแดง (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2558 / 22:35
    เป็นนิยายย้อนยุคจีนเรื่องแรกที่อ่านแล้วชอบมากเลย จะติดตามไปเรื่อยๆนะคะ เรื่องนี้ฮามากจริงๆชอบนิสัยหย่งชิ่งมาก
    #1,581
    0
  9. #911 Sel2aMOon (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2558 / 17:20
    โอ้ยพี่สี่ฮีน่ารักน่าเอ็นดูมากกกกก!!
    #911
    0
  10. #824 ฝนธารา (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2558 / 16:17
    สนุกดีจ้า
    #824
    0
  11. #596 Mazato Yume (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2558 / 13:30
    พี่สีนี่เกรียนจัง 5555
    #596
    0
  12. #452 Estrellas Phoehe (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2558 / 14:09
    รักค่ะรัก รักเรื่องนี้เลยย
    #452
    0
  13. #396 Lapasrada Komalabutr (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2558 / 15:33
    โฮะๆๆๆ สนุกอ่ะ
    #396
    0
  14. #160 สู้ๆไรเตอร์ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2558 / 06:33
    นางเอกเราแสบได้ใจ สนุกมากค่ะ
    #160
    0
  15. #119 Maya (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2558 / 01:47
    สนุกมากกกกกกกกกก ^^
    #119
    0
  16. #107 ยาเม็ด (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 / 18:27
    เปิดฮาเร็มให้นางเอกเลยค่ะไรท์ คงจะดีมิใช่น้อย
    #107
    0
  17. #71 EBINBAIPLY (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2558 / 15:03
    จะเอาหย่งชิ่งไปดูแล หึ ดูท่าอีคุณชายจะไม่เคยตายนะคะพูดแบบนี้

    เดี๋ยวก็ให้พี่สี่ซัดยาพิษใส่ซะหรอก
    #71
    0
  18. #19 Kamuningka (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 เมษายน 2558 / 23:13
    โอ๊ย...น่ารักจริง พี่น้องพวกนี้ อยากมีบ้าง

    ไรท์แต่งได้สนุก น่าอ่านมากค่ะ 
    #19
    0
  19. #14 Starlight (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 เมษายน 2558 / 19:59
    อ่านแล้วแอบยิ้มคนเดียว น่ารักมากค่ะ

    รออ่านตอนต่อไป
    #14
    0
  20. #13 Caspy'F (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 เมษายน 2558 / 00:35
    อ่านถึงตรงนี้สนุกมากเลยค่ะ ส่วนตัวเราชอบเรื่องที่แต่งขึ้นที่มีทั้งความรัก และความอบอุ่น โดยเฉพาะเรื่องไหนที่เล่าเรื่องพี่น้องเยอะๆ เรายิ่งชอบ ละมุนมากค่ะ แต่หาอ่านยากไปหน่อย เจอเรื่องนี้เลยรู้สึกปิ้งปั้งถูกชะตามาก นิสัยนางเอกนี่คือตรงใจสุดๆ เฮฮาดีอ่านแล้วยิ้มตามเลย ขอให้แต่งสนุกๆ แบบนี้ น่าสนใจแบบนี้ ไปอีกนานๆ นะคะ เรื่องนี้ คุณเลี่ยงหลินเขียนเป็นเรื่องแรกใช่หรือเปล่าคะ? ถ้าใช่ก็ถือว่าดีเลยทีเดียว พยายามต่อไป สู้ๆ นะคะ ยิ่งสนุกยิ่งคาดหวัง เราหวังว่านิสัยของพี่ชายทั้งสี่จะไม่มากลับบทบาทของพระเอกซะหมดนา พยายามเข้านะคะ เรื่องนี้ต้องมีคนติดตามเยอะแยะแน่นอน♡
    #13
    0
  21. #12 Polyploy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 เมษายน 2558 / 21:38
    ฮาพี่สี่

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 26 เมษายน 2558 / 21:39
    #12
    1
    • #12-1 Lianglin(จากตอนที่ 3)
      27 เมษายน 2558 / 00:01
      พี่สี่ตัวเปรี้ยวเลยค่ะ
      #12-1
  22. #11 littledevil (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 เมษายน 2558 / 21:26
    ค้างคาที่สุด!!! มาต้อไวๆนะค๊า อยากอ่านต่อแล้วอ่า *-*
    #11
    1
    • #11-1 Lianglin(จากตอนที่ 3)
      27 เมษายน 2558 / 00:01
      พรุ่งนี้พบกันค่ะ
      #11-1