ดวงใจไร้กาล 永恒之恋

ตอนที่ 16 : บทที่ 16 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,672
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 247 ครั้ง
    10 ต.ค. 58














 

 

บทที่ 16

 

“กรี๊ด กรี๊ด... อย่าสิข้าเปียกหมดแล้ว”

เสียงกรี๊ดกร๊าดปนเสียงหัวเราะสนุกสนานของเด็กน้อยดังก้องไปทั้งหอโอสถตะวันตก

ไอน้ำร้อนลอยขึ้นจากถังไม้ขนาดใหญ่ มือน้อยของเสี่ยวเหยาตีน้ำอุ่นในถังกระเด็นเซ็นซ่าไปรอบถังไม้ พื้นหินเปียกลื่นสร้างความยากลำบากให้คนที่กำลังสระผมให้พอดูทีเดียว

“นี่แน่ะ นี่แน่ะ แกล้งข้านักใช่ไหม!” หย่งชิ่งวักน้ำใส่หนูน้อยที่ตัวเปียกลื่นเป็นลูกหมู นางสระผมล้างตัวให้เสี่ยวเหยาจนสะอาดเอี่ยมหอมกรุ่นด้วยสบู่ที่นางผสมกลิ่นดอกกุ้ยฮวา นอกจากตัวเจ้าหมูน้อยจะหอมฟุ้งแล้ว กลิ่นหอมยังตลบอบอวลไปทั้งห้อง

“ว้าย!

ตู้ม!

ใครจะคิดว่าหมูน้อยจะกระโดดกอดคอหย่งชิ่งจนหล่นลงไปในถังไม้ด้วยกัน เด็กสาวเปียกปอนยกมือลูบน้ำจากใบหน้าอ่อนเยาว์ จิ้มนิ้วบนหน้าผากเหม่งๆ ของเสี่ยวเหยา

“เจ้าเอานิสัยขี้แกล้งมาจากผู้ใดกันฮึเจ้าหมูน้อย! คอยดูเถอะข้าจะไม่เล่นกับเจ้าสามวัน”

“พี่โบตั๋นน้อยไม่รักข้าแล้ว ข้าเสียใจนะ” เด็กน้อยเริ่มเบะปากมารยา

นับวันเสี่ยวเหยาชักจะร้ายกาจมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ไปเอานิสัยไม่ดีมาจากไหน เอินหมิงหรือก็แสนจะใจดี สุขุมลุ่มลึกเฉลียวฉลาดมากไหวพริบ ส่วนเสี่ยวเหยากลับใช้แต่เล่ห์กลแพรวพราวร้ายกาจขึ้นทุกวัน

“โบตั๋นน้อย เสี่ยวเหยา พวกเจ้าเป็นอะไร!” เสียงตะโกนด้วยความห่วงใยพร้อมกับเสียงเปิดประตูเข้ามาในห้องแต่กลับไม่มีเสียงฝีเท้าเลย ราวกับคนที่เปิดประตูเหาะมาอย่างไรอย่างนั้น

เอินหมิงเห็นสองคนในถังไม้แล้วก็หน้าแดง เขาพยายามไม่มองไปที่โบตั๋นน้อยซึ่งตอนนี้เนื้อตัวเปียกปอนอาภรณ์สีแดงเนื้อบางแนบติดกาย เรือนผมยาวสลวยดุจม่านน้ำตกยาวระดวงหน้างามซึ้ง ผิวสีชมพูระเรื่อด้วยน้ำอุ่นจัดที่ยังคงมีไอลอยอ้อยอิ่งลูบไล้ผิวเนื้อเปียกชุ่ม

สามปีมานี้โบตั๋นน้อยเติบโตขึ้นมาก งดงามน่ารักช่างเป็นอันตรายต่อหัวใจผู้อื่นเหลือเกิน

“พวกเจ้าเล่นซนกันจริง ข้าตกใจคิดว่ามีผู้บุกรุกเสียอีก หากเกิดเหตุร้ายก็ตะโกนเรียกข้าดังๆ ก็แล้วกัน ข้าไปล่ะ” เอินหมิงบังคับไม่ให้น้ำเสียงตะกุกตุกักแต่ก็ยากเต็มที เขาเขินอายเกินจะด้านหน้าทนอยู่

หย่งชิ่งหันไปมองหน้าเสี่ยวเหยาแล้วป้องปากหัวเราะคิกคัก เจ้าลูกหมูน้อยเมื่อเห็นท่านพ่อก็ตีมือบนน้ำดีใจยกใหญ่ ในขณะที่เอินหมิงหับประตูแล้วจากไปด้วยอาการรีบร้อน

“เสี่ยวเหยาเจ้ามาให้ข้าจัดการเสียดีๆ ช่างร้ายกาจยิ่งนัก จะหนีไปไหนไม่พ้นมือข้าหรอก”

หย่งชิ่งคว้าลูกหมูตัวลื่นมาจับจั๊กจี้ เด็กน้อยหัวเราะดังลั่นดิ้นขลุกขลักน้ำอุ่นสนุกสนาน ทำคนที่ยืนฟังอยู่หน้าห้องอมยิ้มแล้วส่ายหัวอย่างเอ็นดู

 

รถม้าเคลื่อนไปด้วยความเร็วคงที่ นี่เป็นครั้งแรกที่หย่งชิ่งออกจากป่าตะวันตก เดิมทีเอินหมิงและเทพโอสถต่างคัดค้านไม่ยินดีให้นางออกจากป่า เพราะไม่รู้ว่าศัตรูของนางยังจับตาดูอยู่หรือไม่

เพียงแค่พูดถึงศัตรูของนาง ในอกบังเกิดความรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา หย่งชิ่งรื้อฟื้นความทรงจำได้หลายส่วนแล้ว แต่บางส่วนก็ยังมืดดำอยู่

เวลาผ่านไปสามปีแล้ว อีกทั้งหย่งชิ่งสวมหมวกที่มีผ้าคลุมปิดบังใบหน้าไม่น่าจะมีผู้ใดจำนางได้

เอินหมิงก็เช่นกัน พอเข้าเมืองเขาจะสวมหมวกที่มีผ้าคลุม ปิดบังนัยน์ตาสองสีที่เคยทำให้ผู้คนแตกตื่นทั้งบ้านทั้งเมืองมาแล้ว

วันนี้นางจึงตกลงกับเอินหมิงขอติดรถเข้าไปในเมืองด้วย จุดประสงค์เพื่อหาข่าวคราวของตัวเอง คนที่ดีใจที่สุดดูเหมือนจะเป็นเสี่ยวเหยา ที่ออกมานั่งหน้ารถมาด้วยกัน ประสานเสียงร้องเพลงกับหย่งชิ่งอย่างมีความสุข

ใช้เวลาเกือบสองชั่วยามกว่าจะถึงตัวเมืองหลวง หย่งชิ่งจะขอแยกตัวจากเอินหมิงแต่เขาไม่ยินยอม จึงต้องติดสอยห้อยตามเดินทางไปยังร้านยาขนาดใหญ่ในเมืองหลวงถึงสามร้าน แล้วจึงพักกินอาหารในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง

เอินหมิงเลือกกินที่ห้องพิเศษบนชั้นสองของร้าน ซึ่งค่อนข้างเป็นส่วนตัวมิดชิดหลบเร้นสายตาผู้คน

"เถ้าแก่ขอเหล้าดอกท้อหนึ่งชั่ง ข้าวสามถ้วย ผัดตับหมู น้ำแกงไก้ตุ๋นเกาลัดแล้วก็..."

"เต้าหู้สามรส" หย่งชิ่งชิงบอกตัดหน้า จู่ๆ นางก็นึกอยากกินอาหารจานนี้ขึ้นมากะทันหัน

"ตามนั้นแหละเถ้าแก่"

เมื่อเสี่ยวเอ้อร์นำอาหารมาวางครบแล้ว เอินหมิงจึงสั่งกำชับมิให้ผู้ใดเข้ามาในห้องถ้าไม่ได้เรียก

หย่งชิ่งคีบเต้าหู้สามรสมากินคำแรก รสชาติอร่อยถูกปากแต่เหมือนขาดบางอย่างไป ภาพร้านขายน้ำเต้าหู้ข้างทางปรากฏขึ้นในหัว คนขายเต้าหู้ถามว่านางเป็นคนที่ไหนมาทำอะไร นางจึงตอบไปว่านางมาจากเหอเสี่ยง  มือหยาบกร้านของท่านน้าผู้นั้นวางจานเต้าหู้สามรสตรงหน้านาง

หลังจากนั้นก็เป็นภาพโรงงิ้วแห่งหนึ่ง แต่แทนที่นางจะเป็นผู้ชมอยู่หน้าเวที กลับไปโผล่อยู่หลังม่านลอบมองผู้ชมที่นั่งอยู่ตรงหน้า เมื่อเห็นใบหน้าผู้ชมชัดเต็มสองตาหัวใจนางกลับเหมือนจะหยุดต้น ดวงหน้างามซีดเผือด มือที่จับตะเกียบอ่อนแรงเกือบทำหล่นอยู่รอมร่อ

"โบตั๋นน้อยเจ้าไม่กินต่อหรือ ประเดี๋ยวอาหารจะเย็นเสียหมด ไม่อร่อยกันพอดี"

นางไหวกายเล็กน้อย สูดหายใจเฮือกใหญ่ ทาบฝ่ามือชื้นเหงื่ออีกข้างบนกระโปรง ปล่อยให้เนื้อผ้าซึมซับเหงื่อลงไป สีหน้ายิ้มแย้มก้มหน้าน้อยๆ

"ข้ามัวแต่คิดอะไรเพลินไปหน่อย เสี่ยวเหยาเจ้าลองกินเต้าหู้ รสชาติอร่อยแล้วยังมีประโยชน์ต่อผู้หญิงอย่างเราด้วย"

หย่งชิ่งคีบเต้าหู้ใส่ถ้วยให้เด็กน้อย เสี่ยวเหยาที่ชอบกินแต่เนื้อทำท่าอิดเอื้อน

“กินแล้วสวยเหมือนข้า เจ้าไม่อยากสวยใช่ไหม? ก็ได้ข้ากินเอง”

“อื้อ... กินก็กิน” เสี่ยวเหยาคีบเต้าหู้ใส่ปาก

เด็กสาวลอบยิ้มมุมปาก ก่อนจะละเลียดอาหารตรงหน้าบ้าง นางกินไปเพียงเล็กน้อยก็วางตะเกียบแล้วเอ่ยขึ้น

"พี่หมิง ท่านรู้จักเมืองเหอเสี่ยงหรือไม่?"

"เหอเสี่ยงอยู่ทางทิศเหนือติดกับชายแดน อากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี ข้าเคยไปเยือนครั้งหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อน เจ้ามีอันใดรึ?"

น้ำเสียงของโบตั๋นน้อยแฝงเจตนาบางอย่าง เขาภาวนาไม่ให้เป็นอย่างที่เขาคิดเลย

"ข้าเพิ่งนึกออกว่าบ้านเกิดของข้าน่าจะอยู่ที่เหอเสี่ยง" หย่งชิ่งใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะบอกจุดประสงค์ที่แท้จริง

เอินหมิงนิ่งไปชั่วอึดใจก่อนจะวางตะเกียบลง

"แล้วเจ้าจำเรื่องอื่นได้อีกไหม?"

หย่งชิ่งหลุบเปลือกตาลง ใช้แพขนตาดกหนาซ่อนเร้นประกายตาเช่นผู้หยั่งรู้

"การเดินทางจากเมืองหลวง ไปเหอเสี่ยงใช้เวลาเกือบหนึ่งเดือน เส้นทางค่อนข้างอันตราย ข้าไม่มีทางให้เจ้าไปเพียงลำพังเด็ดขาด ยกเว้นจะมีข้าไปด้วย แล้วถ้าเจ้าจำผิดล่ะ"

"ข้าไม่เคยจำผิด ท่านก็ทราบดีข้าอาจลืมเลือนบางสิ่ง เมื่อจำได้แล้วก็จะไม่เคยจำผิดพลาด"

เอินหมิงกำหมัดแน่น เมื่อคิดว่าต้องสูญเสียโบตั๋นน้อยไป จิตใจเขาไม่อาจทนได้

"แล้วถ้าคนที่คิดจะฆ่าเจ้าคือคนในครอบครัวของเจ้าเอง เจ้าจะทำอย่างไร?"

"ข้าเคยผ่านความเป็นความตายมาแล้ว หากจะต้องตายอีกครั้ง ด้วยน้ำมือครอบครัวของข้าเอง ข้าก็ไม่เสียดาย พี่หมิงได้โปรดช่วยข้าอีกครั้ง ท่านต้องการสิ่งใดตอบแทนหากไม่เหลือบ่ากว่าแรง หลังจากถึงบ้านแล้วข้าจะแสวงหามาให้ท่านอย่างแน่นอน” หย่งชิ่งกล้าจะกลับบ้านเพราะความรู้สึกยามนางเห็นภาพครอบครัว นางไม่รู้สึกถึงอันตรายใดๆ ที่จะเข้ามาแผ้วพาน กลับรู้สึกโหยหาคิดถึงมานานนับปี ทว่าทุกอย่างดูมืดมนไม่เห็นหนทางที่จะนำพานางกลับไปถึงบ้านได้เลย

อาจเพราะสัญชาตญาณการปกป้อง นางเคยได้รับอันตรายถึงตาย หากกลับไปบ้านก็กลัวจะนำอันตรายไปสู่พวกเขา ผ่านมาสามปีแล้วความโหยหาไม่เคยลดลงเลยแม้เพียงเศษเสี้ยวหัวใจ นางแค่อยากกลับไปดูว่าพวกเขายังสบายดีอยู่หรือไม่

“เจ้าเห็นข้าทำไปเพื่อสิ่งตอบแทนเช่นนั้นรึ!” เอินหมิงถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

แววตาหมางเมินย้ำความรู้สึกผิดในใจของสาวน้อย

หย่งชิ่งรีบเอื้อมมือไปจับมือใหญ่ที่วางบนโต๊ะ มิได้สังเกตใบหน้าที่ค่อยๆ มีสีสันขึ้นบางเบา นัยน์ตาสองสีจัดจ้าไปด้วยความรู้สึกหวามไหว นางบอกเขาด้วยสีหน้าร้อนใจด้วยความที่ไม่เคยมีความคิดจะทำลายน้ำใจของเขาสักนิด

“พี่หมิงโปรดอย่าเข้าใจข้าผิด เพราะข้ารู้ต่างหากว่าท่านไม่เคยทำเพื่อสิ่งตอบแทน ข้าจึงอยากทำทุกอย่างเพื่อตอบแทนท่านบ้าง แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี”

“เจ้าอยู่กับข้าถือว่าตอบแทนแล้ว ข้าเองเป็นบุรุษไม่ละเอียดลออในการเลี้ยงดูเด็กเท่าเจ้า เจ้าช่วยดูแลเสี่ยวเหยา ซ้ำยังสั่งสอนวิชาความรู้อันน่าทึ่งให้นางราวกับเป็นอาจารย์ ข้าหรือจะกล้าทวงบุญคุณอันใด”

“ท่านอย่าประชดประชันข้าเลย... พี่หมิง ข้าสัญญานะ หากข้าไม่เป็นที่ต้องการของครอบครัวจริงๆ หรือพวกเขาหักหลังข้าด้วยการสังหารข้าอย่างเลือดเย็นอย่างที่ท่านคิด ข้าจะกลับมาอยู่ที่หอโอสถกับท่าน”

เอินหมิงค่อยๆ ดึงมือกลับมาวางบนต้นขาของตน ความคิดจึงเข้าที่เข้าทางมากขึ้น

“หมายความว่าเจ้าจะกลับมากับข้า ถ้าครอบครัวผลักไสเจ้า แล้วถ้าพวกเขายินดีรับเจ้ากลับไปเล่า จิตใจของข้ากับเสี่ยวเหยาจะเป็นเช่นไร เจ้าเคยคิดถึงบ้างไหม?”

“ข้ารู้ว่าข้าเห็นแก่ตัว... ถ้าพี่หมิงไม่ยินดีข้าก็ขอเดินทางไปที่เหอเสี่ยงเพียงลำพัง ข้าพอมีวรยุทธ์อยู่บ้าง ระหว่างเดินทางข้าจะแต่งกายเป็นบุรุษคงไม่เตะตาผู้ใด”

ไม่เตะตาผู้ใด! โบตั๋นน้อยงามล้ำถึงเพียงนี้ต่อให้เป็นบุรุษจริงๆ ย่อมมีแต่คนหมายปองอยากได้นางไปครอบครอง แม้แต่เขาเองก็อยากขังนางไว้ในกรงไม่ให้เยื้องกายออกจากหอโอสถแม้เพียงครึ่งก้าว

นางเห็นแก่ตัว หรือเขาเห็นแก่ตัว หากชั่งน้ำหนักได้ตราชั่งคงเอนเอียงมาทางเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

หย่งชิ่งลอบมองบุรุษตรงหน้า เขากำลังครุ่นคิดคิ้วมุ่นเข้าหากันริมฝีปากบางเม้มนิดๆ หากเขาเกิดในอีกสองพันปีข้างหน้า เขาต้องเป็นหนุ่มฮอตที่สาวๆ รุมขย้ำเรียกว่าขยับเขยื้อนกายไปไหนไม่ได้ แต่ในชาติภพนี้แม้แต่เปิดเผยใบหน้ายังทำมิได้ สวรรค์โหดร้ายกับคนหล่อไปหน่อยกระมัง

เมื่อเขาไม่ตอบนางจึงยกจอกชาดื่มเงียบๆ ดูแลเสี่ยวเหยากินข้าว ตัดสินใจเองว่าภายในเจ็ดวันหากเขาไม่ให้คำตอบ นางจะออกเดินทางไปเหอเสี่ยงเพียงลำพัง

 

เสียงในตลาดจอแจไม่หยุด ตลาดชายแดนแต่กลับคับคั่งไปด้วยผู้คนล้นหลาม รถม้าวิ่งช้าสวนกันไปมา รถม้าของหย่งชิ่งจึงไม่เตะตาผู้ใด

"พี่หมิงข้าหิวน้ำเราแวะหาอะไรกินกันก่อนเถิด"

หย่งชิ่งที่นั่งอยู่ด้านหน้ารถม้าเคียงข้างกับร่างสูงสง่าของเอินหมิงเป็นผู้ร้องบอก ทั้งสองสวมหมวกที่มีผ้าคลุมหน้า แต่งกายด้วยอาภรณ์แบบชาวบ้านทั่วไปเพื่อจะได้ไม่เป็นที่สะดุดตามากนัก ไหล่กว้างกำยำอัดแน่นด้วยกล้ามเนื้อเบียดกับไหล่บอบบางของนาง เพราะรถม้าที่ใช้เดินทางเป็นขนาดกลางไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่เอินหมิงเป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ จึงทำให้รถม้าคับแคบไปถนัดใจ

"มิใช่เจ้ากลัวว่าถ้าถึงบ้านแล้วมันจะไม่เป็นไปตามที่เจ้าคิด จึงขอหยุดตั้งสติก่อนกระมัง" เอินหมิงไม่ได้ตั้งใจพูดหาเรื่องเด็กสาว แต่ทว่ายิ่งเดินทาง ใกล้ถึงเหอเสี่ยงเท่าไร ในใจของเขากลับยิ่งหดหู่มากขึ้นเท่านั้น ชอกช้ำกล้ำกลืนเหมือนกำลังส่งของรักไปให้ผู้อื่น โดยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธอันใดได้

หย่งชิ่งยิ้มขื่นลำคอตีบตันไปหมด เขาช่างอ่านใจนางออกราวกับมันเขียนไว้บนใบหน้า

ไม่บังคับก็เหมือนบังคับ เอินหมิงพานางมาถึงเมืองเหอเสี่ยงจนได้ ซ้ำยังมีเสี่ยวเหยาติดตามมาด้วย เด็กหญิงยังเล็กนักการเดินทางไกลร่วมเดือน สร้างความทรมานให้แก่นางไม่น้อย หย่งชิ่งทั้งสงสารและเห็นใจสองพ่อลูกที่ต้องมาลำบากลำบนเพระนาง

"ที่ท่านพูดมาไม่ผิดหรอก แต่ยังนับว่าโชคดีที่ข้ามีท่านและเสี่ยวเหยา หากครอบครัวไม่อยู่ที่นี่แล้ว หรือพวกเขาไม่ต้องการข้า ข้าก็จะไม่เสียใจ"

เอินหมิงคว้ามือเรียวเล็กเย็นเฉียบไปกุม ถ่ายทอดความอบอุ่นและกำลังใจส่งไปให้นาง นึกละอายที่ตอกย้ำจุดอ่อนของนางราวกับเป็นมารร้าย

"เราแวะหอสุราข้างหน้าค้างสักคืน แล้วค่อยเดินทางไปบ้านของเจ้าวันพรุ่งนี้ เจ้าเห็นว่าอย่างไร"

"ขอบคุณพี่หมิง" ดวงตาคู่งามค่อยคลายกังวลลงไปบางส่วน

ยิ่งเข้าใกล้ตัวเมืองเหอเสี่ยง ความกลัวยิ่งเพิ่มทวีคูณ กลัวจะไม่ได้พบครอบครัว กลัวไม่เป็นที่ต้องการ กลัวว่าพวกเขาคือผู้ที่ต้องการเอาชีวิตของนางด้วยคมกระบี่

เวลาบ่ายแก่ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ ถึงแม้จะเป็นช่วงฤดูฝนแต่อากาศหนาวเย็นจับใจสมกับเป็นดินแดนแห่งเมืองหนาวของแคว้นหู่

หอสุราแห่งนี้เป็นหอสุราขนาดใหญ่ หย่งชิงรู้สึกคุ้นตาเป็นอันมาก ลูกค้าเต็มเกือบทุกโต๊ะ ชั้นบนก็เช่นกัน

ผู้คนมิได้บางตาลงเลย เนื่องจากไม่มีห้องอาหารพิเศษแบบโรงเตี๊ยมในเมืองหลวง เอินหมิงจึงเลือกโต๊ะที่อยู่มุมสุดติดกับระเบียง ค่อนข้างห่างไกลผู้คน พวกเขาสั่งอาหารสองสามอย่าง มากินที่โต๊ะ และสั่งอาหารไว้บนห้องให้เสี่ยวเหยาด้วย

เสี่ยวเหยาหลับอยู่ในห้องพัก ซึ่งเป็นห้องสุดท้ายที่เหลืออยู่ เอินหมิงจึงบอกให้หย่งชิ่งนอนกับเสี่ยวเหยา ส่วนเขาจะไปนอนในรถม้าเอง

เมื่อเสี่ยวเอ้อร์นำอาหารมาวางเรียบร้อย ทั้งสองจึงค่อยถอดหมวกวางไว้ข้างกาย พยายามไม่มองผู้อื่นในร้าน นั่งกินอาหารอย่างสงบเสงี่ยม

นักเล่าเรื่องยืนเด่นอยู่หน้าสุด กำลังเล่าเรื่องเกี่ยวกับองค์หญิงผู้หนึ่ง ที่ถูกบังคับให้แต่งงานกับจักรพรรดิเฒ่าต่างแคว้น ทุกคนในร้านกำลังสนทนาพาที หาได้สนใจนักเล่าเรื่องไม่ มีเพียงเด็กน้อยสองคนที่นั่งอยู่กับครอบครัว กำลังนั่งตาโตกางหูผึ่งตั้งใจฟัง

"น้องสี่หลังจากนี้แล้วเจ้าจะเดินทางไปทางทิศใด" บุรุษผู้หนึ่งรูปร่างใหญ่โตกำยำใบหน้าหล่อเหลาดุดันดูคุ้นตา อย่างบอกไม่ถูก เป็นผู้เอ่ยถามบุรุษผู้สวมหน้ากากสีดำครึ่งหน้าเป็นรูปอสูรร้ายน่ากลัวที่ถูกเรียกว่าน้องสี่

เมื่อได้ยินเสียงทุ้มทรงอำนาจบ่งบอกอุปนิสัยของผู้เป็นนาย หย่งชิ่งจึงลอบมองบุรุษทั้งสี่ด้วยสายตาสนอกสนใจ พวกเขาดูหล่อเหลางดงามราวกับภาพวาดของจิตรลือชื่อแห่งแคว้นหู่ นางเผลอเบนสายตามาทางเอินหมิงที่กำลังคีบกับข้าวใส่ปากแล้วยกจอกเหล้าขึ้นดื่มมิได้  ริมฝีปากเผยยิ้มซุกซนบนดวงหน้างดงาม

"เหลือเพียงทิศใต้ ในแคว้นเสอเท่านั้นที่ข้ายังมิได้ไปเยือน"

น้ำเสียงของบุรุษผู้สวมหน้ากากแหบพร่าเล็กน้อยแต่กลับนุ่มทุ้มน่าฟัง เป็นเสน่ห์ของบุรุษที่ยากจะลืมเลือน อีกทั้งเขามีกลิ่นกายหอมกรุ่นจนหย่งชิ่งเองยังได้กลิ่นหอมนั้นทั้งที่มีโต๊ะตรงกลางคั่นอยู่

ดอกไม้หอมย่อมมีพิษแหลมคม ไม่รู้เหตุใดหย่งชิงจึงคิดถึงประโยคนี้

ยามได้ยินน้ำเสียงของพวกเขาทั้งสอง หย่งชิ่งรู้สึกเย็นวาบในศีรษะ หัวสมองพลันว่างเปล่า รู้สึกถึงความอบอุ่นที่ค่อยๆ โอบล้อมหัวใจอันเย็นเยือกดุจห่อหุ้มด้วยน้ำค้างแข็งของนาง

"น้องรอง พวกข้าต้องฝากท่านพ่อและท่านแม่ไว้กับเจ้าแล้ว" คนที่เป็นพี่คนโตหันไปทางบุรุษอีกผู้หนึ่ง ซึ่งสวมอาภรณ์สีเขียวเข้มตัดเย็บจากผ้าเนื้อดี ดวงหน้าหล่อเหลาคมคาย คล้ายกับผู้เป็นพี่ใหญ่หลายส่วน

"พวกเจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะดูแลพรรควิหคเพลิงเป็นอย่างดี ดีเสียอีก ถ้าพวกเจ้าไม่กลับมา ข้าก็จะได้ฮุบสมบัติเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว"

หย่งชิงตาโต ช่างเป็นคนที่กล้าพูดแผนชั่วออกมาได้อย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดิน เป็นพี่น้องก็ต้องรักกันสิ แต่นี่กลับประกาศความโลภโมโทสันชัดแจ้ง ไม่ตายด้วยกระบี่ข้างกายพี่ชายใหญ่ก็นับว่าเขาใจเย็นมากแล้ว

บุรุษอีกสามคนที่เหลือก็ช่างกระไรอยู่ ไม่รู้จักห้ามปราม หรือเดือดร้อนแทนกันเลย ปล่อยให้คนชั่วผู้นี้กระหยิ่มยิ้มย่องน่าเกลียด เสียดายใบหน้าหล่อๆ นั่นชะมัด

หนึ่งในบุรุษทั้งสี่หันมาสบตากับนางตรงๆ ราวกับรู้ว่ามีผู้อื่นจ้องมองอยู่ หย่งชิ่งทำหน้ากระดากเล็กน้อย ดึงสายตากลับมาสนใจอาหารตรงหน้าแทน

น่าตายนัก! แอบมองผู้ชายแต่ถูกเขาจับได้ถ้าเอินหมิงรู้เข้าคงตำหนินางสักคำสองคำเป็นแน่

“มองพอแล้วหรือ?”

นั่นไงล่ะ! หย่งชิ่งแลบลิ้นทำทะเล้น เอินหมิงมักดุนางอยู่เนืองๆ ยามที่ทำตัวไม่สมกับเป็นกุลสตรี อันที่จริงเขาน่าจะอบรบสั่งสอนเสี่ยวเหยาได้ดีกว่านางด้วยซ้ำ แต่เขากลับชอบทิ้งเสี่ยวเหยาให้เล่นกับนาง ส่วนตัวเองกลับมองดูอยู่ห่างๆ คอยระแวดระวังภัยเท่านั้น

“หย่งชิ่ง... ชิ่งเอ๋อร์” เสียงเรียกชื่อของนางแผ่วเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบดังมาจากโต๊ะของบุรุษทั้งสี่

หย่งชิ่งจำชื่อตัวเองได้ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาแล้ว แต่นางชอบชื่อโบตั๋นน้อยที่เอินหมิงเรียกจึงมิได้แย้งเขา นางหันไปทางบุรุษทั้งสี่อีกครั้ง พบว่าดวงตาทั้งสี่คู่กำลังจ้องมองนางราวกับจะมองให้ทะลุถึงเนื้อในอย่างไรอย่างนั้น ถึงนางจะยังไม่เป็นสาวเต็มตัวแต่พวกเขาก็มิควรมองนางเช่นนี้

ดวงหน้างามซึ้งหมางเมินไปทางอื่น เชิดขึ้นนิดๆ ก่อนจะเหลือบหางตาดูถูกพวกเขาที่จ้องนางอย่างไร้มารยาท แต่เพลานี้นางมิอาจถอนสายตากลับคืนมาได้

ดวงตาคมกริบทั้งสี่คู่บัดนี้เป็นเงาวับด้วยหยาดน้ำตาลางเลือน ริมฝีปากเม้มแน่นเหมือนกำลังสะกดอารมณ์บางอย่าง ร่างสูงใหญ่ที่สุดในกลุ่มปรี่มาที่โต๊ะของนาง เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งจ้องดวงหน้าของหย่งชิ่งไม่วางตา

“พวกท่านเสียมารยาทแล้ว!” เอินหมิงบอกเสียงกร้าว เขาวางตะเกียบดังกึกกับโต๊ะ ก่อนจะลุกขึ้นคว้ามือหย่งชิ่งเดินอ้อมไปอีกทาง แต่กลับถูกร่างหนาทะมึนเคลื่อนมาดักหน้ารวดเร็วบอกถึงวรยุทธ์อันสูงส่ง

คุณชายใหญ่สบนัยน์ตาสองสีของเว่ยเอินหมิง แล้วชักกระบี่ออกมาอย่างรวดเร็วประหนึ่งสายฟ้าฟาด

"จอมมารเนตรปีศาจ ปล่อยตัวชิ่งเอ๋อร์ของพวกเราเดี๋ยวนี้"

กระบี่สีเงินคมกริบแทงเข้าใส่เอินหมิงอย่างหมายชีวิต จอมมารเนตรปีศาจหายไปจากยุทธภพเป็นเวลาเกือบห้าปีแล้ว แต่กลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้าพร้อมกับหย่งชิ่ง จะให้เขาคิดไปในทางดีมันเป็นไปไม่ได้เลย

เอินหมิงดันร่างบอบบางไปด้านหลังปกป้องโบตั๋นน้อยด้วยชีวิต ไม่อยากให้นางต้องมาติดร่างแหไปกับเขาด้วย เพราะดวงตาคู่นี้... เพราะมันเขาจึงไม่อาจข้ามผ่านอดีตอันน่าขมขื่นไปได้ เขาดึงกระบี่อ่อนมาจากสายคาดเอวรับกระบี่ที่จ้วงแทงเข้ามา พลังลมปราณไหลผ่านกระบี่อ่อนแปรเป็นศาสตราวุธอันแข็งแกร่งฟาดฟันต่อกรกับกระบี่เล่มใหญ่ได้อย่างไม่สะทกสะท้าน

ทั้งสองประมือกันหลายกระบวนท่า ผู้คนในร้านแตกฮือหนีตายกันอย่างอลหม่าน คุณชายสามและคุณชายสี่ต่างเข้าไปช่วยกันดึงหย่งชิ่งออกมา พวกเขากลับรู้สึกเหมือนกำลังจับปลาไหลอยู่ เด็กสาวสามารถบิดข้อมือหนีได้ทุกครั้งราวกับเล่นกล แล้วหลบไปอยู่หลังของจอมมารเนตรปีศาจใช้แผ่นหลังกว้างเป็นที่กำบัง

ข้าวของในร้านโต๊ะเก้าอี้ สุราอาหาร ล้มเละเทะระเนระนาด รูปวาดบนกำแพงยังถูกกระบี่ฟาดฟันขาดเป็นริ้วๆ

ครานี้เอินหมิงเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด ไหนจะต้องคอยพะวงกับจุดอ่อนที่เป็นเด็กสาวอ่อนแอ และต้องคอยรับเพลงกระบี่ที่เปี่ยมด้วยพลังมหาศาลจากบุรุษหน้าตาถมึงทึงตรงหน้า แม้จะไม่ถูกคมกระบี่ แต่แค่เพียงถูกเพียงฉิวเฉียดก็สามารถเรียกเลือดจากเนื้อหนังของเขาได้แล้ว

คุณชายใหญ่ใช้กำลังเพียงสามในห้าส่วนเพราะเกรงหย่งชิ่งจะถูกลูกหลง

"หยุดนะ! ห้ามทำร้ายพี่หมิงเด็ดขาด" หย่งชิ่งสะบัดมือหลุดจากคุณชายสี่อีกครั้ง นางกระโดดข้ามศีรษะเอินหมิงมายืนประจันหน้ากับคุณชายใหญ่ กางแขนสองข้างปกป้องชายหนุ่มนัยน์ตาสองสีอย่างไม่ลังเล

กระบี่ที่พุ่งเข้าใส่หมายชีวิตกำลังจะแทงเข้าสู่หัวใจของจอมมารเนตรปีศาจ หย่งชิ่งที่เข้ามาขวางจึงเห็นกระบี่นั้นเต็มสองตา พลันก็มีเงาร่างหนึ่งซ้อนทับบุรุษตรงหน้าทำให้ดวงตาคมซึ้งลุกวาบ ก่อนนางจะดึงกระบี่ของคุณชายสี่ที่จะเข้ามารวบตัวนางไว้ใช้ปัดกระบี่ของคุณชายใหญ่ทิ้งไป

"ชิ่งเอ๋อร์! เจ้าบ้าไปแล้วหรือไร เหตุใดต้องมารับกระบี่แทนจอมมารผู้นี้ด้วย"

กระบี่ของคุณชายใหญ่ตกกระทบพื้นทันที มือทั้งสองข้างสั่นเทา เมื่อครู่เขาเกือบจะฆ่าน้องน้อยไปแล้ว หลังจากได้นางกลับคืนมาเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น

หย่งชิ่งหายใจหอบ มือยื่นด้ามกระบี่คืนให้คุณชายสี่ ไม่แม้แต่จะเหลือบตามองว่าเขารับกระบี่กลับคืนไปหรือยัง นางปล่อยมือทันทีอย่างสิ้นเรี่ยวแรง

หากเมื่อครู่นางปัดกระบี่ช้าอีกนิดเดียว... นางเกือบส่งพี่ใหญ่ลงนรกทั้งเป็นไปเสียแล้ว

"พี่ใหญ่ไม่ได้พบกันนาน ท่านสบายดีนะ ถ้าพวกท่านทำร้ายพี่หมิงข้าจะหนีไปสุดหล้า ไม่ให้พวกท่านเห็นหน้าเลยตลอดชีวิต" เด็กสาวพูดได้เพียงเท่านั้น สติก็ดับวูบลงทันที

เอินหมิงรับร่างอ่อนปวกเปียกไว้ได้ทันท่วงที นัยน์ตาสองสียังคงแข็งกร้าว จ้องกลับคุณชายใหญ่ อย่างไม่ลดละ

"ถ้าหากพวกเจ้าต้องการชีวิตโบตั๋นน้อย ก็ข้ามศพข้าไปก่อนแล้วกัน" ทั้งน้ำเสียง แววตา และจิตสังหาร หาใช่เอินหมิงแห่งหอโอสถตะวันตกไม่

คุณชายตระกูลเฉินต่างกำมือแน่น หย่งชิ่งอยู่ในมือจอมมารพวกเขาจะผลีผลามทำอันใดไม่คิดหน้าคิดหลังมิได้

จอมมารเนตรปีศาจช้อนร่างของเด็กสาวในอ้อมแขนขึ้น อุ้มไปทางห้องพักที่มีเสี่ยวเหยานอนอยู่

 

สิบปีก่อนบ้านสกุลซานถูกเผาทำลายย่อยยับ ด้วยน้ำมือของพ่อค้าวานิชหัวใสที่นำความผิดปกติของดวงตาบุตรชายซานเอินหมิงมาเป็นข้ออ้างในการกำจัดคู่แข่ง บุพการีของเขาถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมเพราะไม่ยอมบอกที่ซ่อนของบุตรชายผู้นำความหายนะมาเยือนบ้านสกุลซาน

เรื่องทั้งหมดคือจุดกำเนิดจอมมารเนตรปีศาจที่ฆ่าล้างบ้านพ่อค้าวานิชทั้งสิบตระกูลในเมืองหลวง แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ถูกทางการประกาศให้รางวัลนำจับค่าหัวนับหมื่นตำลึง แต่กลับไม่มีผู้ใดได้พบเห็นนัยน์ตาสองสีอีกเลย

บัดนี้เจ้าของดวงตาคู่นั้นกำลังนั่งอยู่ในห้องพักของหอสุรา นั่งดูพี่น้องห้าคนทะเลาะกันเสียงดังไม่ขาดสาย ส่วนบุตรสาวตัวอ้วนกลมกำลังยัดซาลาเปาไส้ถั่วแดงใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อย นั่งดูเป็นผู้ชมที่ดี

หย่งชิ่งกำลังนั่งเอนหลังอยู่บนเตียงล้อมรอบด้วยบุรุษรูปงามทั้งสี่คน พวกเขาล้วนเป็นพี่ชายสายเลือดเดียวกันกับนาง ถ้าพิจารณาดีๆ พวกเขาทั้งห้าต่างมีใบหน้าละม้ายคล้ายกันหลายส่วน

คนที่เพิ่งลืมตาได้สติกำลังทำหน้าบูดบึ้ง ตะเบ็งเสียงเอะอะโวยวายใส่พวกพี่ๆ ของนาง

“ข้าต้องตกระกำลำบากเพราะพี่ใหญ่คนเดียวเลย ท่านไม่ยอมสอนวรยุทธ์ให้ข้า ข้าจึงอ่อนด้อยไร้ฝีมือ พวกคนชั่วจึงทำร้ายข้าได้”

“พี่สี่ก็เหมือนกัน มัวแต่งกวิชาไม่ยอมฝึกวิชาตัวเบาให้ข้าดีๆ ข้าหนีไม่ทันเลยเห็นไหม!

“ส่วนคนที่เป็นสาเหตุของเรื่องแท้จริงคือพี่รอง ท่านนี่แหละตัวดีเลย ถ้าไม่ใช่เพราะข้าอยากทำให้ท่านดีใจ ข้าก็ไม่ขนทรัพย์สินมีค่าออกมาจากวังหลวงหรอก พวกโจรมันถึงดักปล้นข้ากับพี่สามกลางทาง”

“โฮ... ฮือๆๆๆ พี่สามข้าคิดถึงท่านที่สุดเลย” หย่งชิ่งร้องไห้โฮโผเข้ากอดคุณชายสามที่ยืนน้ำตาซึมมองนางราวกับจะประทับทุกอณูบนใบหน้าของเด็กสาวไว้ในความทรงจำ

พี่ชายที่เหลือทั้งสามคน ตวัดสายตาอาฆาตไปยังคุณชายสามโดยพร้อมเพรียงกัน

หย่งชิ่งรู้ดีพี่สามต้องเป็นคนที่ปวดร้าวมากที่สุด...

นางกอดร่างของเขาไว้แน่น แนบใบหน้านองน้ำตากับอกกว้าง หวังจะช่วยเยียวยาบาดแผลที่ไม่มีสมุนไพรล้ำค่าใดๆ รักษาได้ ช่วงเวลาแห่งความเจ็บช้ำและทุกข์ทรมานเป็นเหมือนดั่งฝันไปสำหรับนาง ไม่อยากจะเชื่อสายตาที่ได้มาพบกับพี่ชายทั้งสี่อีกครั้ง

แต่สำหรับพี่สามเขาคงเหมือนกับอยู่ในก้นเหวลึกแห่งความโศกเศร้าเสียใจ เขาผอมลงใบหน้าหม่นหมองไร้ความสุข นางอยากทำอะไรสักอย่างเพื่อได้เห็นรอยยิ้มของเขาสักครั้ง

"ข้าขอโทษที่ปกป้องเจ้าไม่ได้" คุณชายสามลูบผมยาวสลวยของน้องน้อย ที่บัดนี้กำลังย่างเข้าสู่วัยสาว

"ใครบอก... พี่สามของข้าเก่งที่สุดเลยต่างหาก ถ้าไม่มีท่านป่านนี้ข้าคงตายจริงๆ ไปแล้ว ไม่ใช่แค่ความจำเสื่อมเลยกลับมาหาพวกท่านไม่ได้"

"เจ้าเพิ่งจำพวกข้าได้เมื่อครู่นี้เองจริงหรือ?"

เด็กสาวพยักหน้าน้อยๆ

"อื้ม แต่ข้ายังจำไม่ได้ทั้งหมด ความทรงจำหายไปตอนที่พวกเรากำลังเดินทางกลับบ้าน ถ้าพี่สามไม่บอกว่าพวกเราถูกโจรปล้น ข้าก็คงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งพวกเราสองพี่น้อง อย่าพูดถึงมันเลยพวกเราได้พบกันแล้วเรื่องร้ายจบลงด้วยความสุข"

พี่ชายทั้งสี่ต่างมองหน้ากันไปมา เรื่องราวอันเจ็บปวดไม่ควรรื้อฟื้นปล่อยผ่านไปจะดีกว่า

"ชิ่งเอ๋อร์ เจ้าโตขึ้นมากรู้ตัวไหม" พี่ใหญ่เอ่ยขึ้นอยากแย่งตัวน้องน้อยมากกอดบ้าง ยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้ฝันไป แต่เจ้าสามยึดชิ่งเอ๋อร์ไว้เพียงผู้เดียว เห็นทีกลับไปต้องคิดบัญชีเจ้าสามเสียแล้ว

"ข้าก็ต้องโตขึ้นอยู่แล้วสิ" หย่งชิ่งตอบเสียงอู้อี้กับอกของพี่สาม

"พวกข้าพลาดโอกาสไม่ได้เลี้ยงดูเจ้าในช่วงสามปีที่ผ่านมา เจ้าจะชดเชยให้พวกเราอย่างไร" พี่ใหญ่ถามด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ใบหน้าตื้นตันเขาคิดว่าจะไม่ได้พบหน้าน้องสาวอีกแล้วเมื่อได้มาพบกันอีกครั้ง ความรู้สึกหลากหลายจึงพรั่งพรูออกมาไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูดได้

"ข้าจะเล่นให้เยอะขึ้น กินให้เยอะขึ้น เอาเปรียบพวกท่านให้เยอะขึ้น มีความสุขมากๆ พวกท่านว่าดีไหม?" เด็กสาวใช้หลังมือปาดน้ำตา เงยหน้าบอกด้วยใบหน้ามอมแมมเหมือนกลับไปเป็นเด็กน้อยคนเดิม

พวกเขาพากันทอดถอนหายใจ คราแรกที่เห็นหย่งชิ่งพวกเขาไม่แน่ใจนักนางดูสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ราวกับเป็นคนละคนจนต้องมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีหรือพวกเขาจะลืมน้องน้อยสุดที่รักของพวกเขาไปได้ ครั้นเห็นนางอยู่กับจอมมารเนตรปีศาจทำให้พวกเขาเลือดในกายแข็งค้างสติแตกกันหมด เข้าไปช่วงชิงตัวนางออกมาเพราะเกรงว่านางจะได้รับอันตราย

"ท่านพ่อ พวกเขาเป็นใครกัน แล้วเหตุใดพี่โบตั๋นน้อยต้องร้องไห้เหมือนข้าตอนหกล้มเลย แต่พวกพี่ชายสี่คนล้อหล่อนะ เสียแต่หล่อสู้ท่านพ่อมิได้" เสี่ยวเหยาถามขึ้นทั้งที่ยังเคี้ยวซาลาเปายังอยู่เต็มปาก

มือใหญ่วางบนศีรษะที่ทำผมทรงซาลาเปาสองลูกของเด็กน้อย สีหน้าของเอินหมิงเรียบสนิท ยากจะคาดเดาอารมณ์ของจอมมารเนตรปีศาจ

"พวกเขาเป็นพี่ชายของโบตั๋นน้อย ต่อไปเจ้าต้องเรียกนางว่าพี่หย่งชิ่งแล้วล่ะ"

"อ้าว พี่สาวไม่ได้ชื่อโบตั๋นน้อยดอกหรือ" เสี่ยวเหยาเอียงคอสีหน้างงงันไม่ค่อยเข้าใจนัก เหตุใดพี่สาวจึงเปลี่ยนชื่อโดยง่าย แล้วนางจะเปลี่ยนชื่อบ้างได้ไหม? นางก็ชอบชื่อโบตั๋นน้อยเหมือนกันนะ

เอินหมิงอยากให้นางเป็นเพียงโบตั๋นน้อยของเขาเท่านั้น แต่มาบัดนี้ไม่มีอีกแล้ว...

โบตั๋นน้อยหลุดลอยจากมือมิอาจหวนคืน เขาจะทำอย่างไรดี ให้นางกลับมาสู่อ้อมอกอีกครั้ง

ดวงตาสองสีคู่นั้นฉาบด้วยความร้าวรานเพียงวาบเดียวแล้วถูกแทนที่ด้วยความเฉยเมยราวกับสวมหน้ากาก

                                                                                                                

เมื่อหย่งชิ่งสามารถเดินเหินได้เป็นปกติ คุณชายหนุ่มตระกูลเฉินจึงไม่รอช้าพานางกลับบ้านทันที อีกทั้งเชื้อเชิญบุรุษนัยน์ตาสองสีไปเป็นแขกพิเศษที่พรรควิหคเพลิงด้วย อาจจะไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่เมื่อรู้จากปากหย่งชิ่งกว่าจอมมารผู้นี้เป็นคนช่วยชีวิตน้องน้อยผู้เป็นดั่งดวงใจของพรรควิหคเพลิง พวกเขาจึงต้องต้อนรับขับสู้อย่างดี

หย่งชิ่งก้าวเท้าบนทางเดินปูหินด้วยหัวใจเต้นถี่รัว พรรควิหคเพลิงไม่แปรเปลี่ยนไปเลย ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ต้นเหมยกำลังผลิดอกใบอีกไม่นานวสันตฤดูผันผ่าน ดอกสีแดงจะค่อยๆ เกาะเกี่ยวตามกิ่งก้านสาขา หิมะแรกอันคุ้นเคยจะโปรยปรายลงมา

พี่ชายทั้งสี่เดินตามหลังหย่งชิ่ง ปิดท้ายด้วยเอินหมิงที่สวมหมวกปิดบังใบหน้าดูโดดเดี่ยวอ้างว้าง เหล่าศิษย์ในพรรควิหคเพลิงต่างมองหย่งชิ่งด้วยสายตาใคร่รู้ บ้างลังเล บ้างไม่แน่ใจ บางคนใจกล้าก็เดินเข้ามาทักและเมื่อรู้ว่าเป็นนาง พวกเขาถึงกับตะโกนโห่ร้องด้วยความยินดี

จากขบวนเล็กๆ กลายเป็นฝูงชนขนาดใหญ่เกือบทุกคนเดินตามหย่งชิ่งไปที่เรือนเหมันต์เร้นรัก ซึ่งเป็นเรือนอาศัยของท่านพ่อและท่านแม่

เด็กสาวกระชับมือป้อมที่จับจูงไว้ด้วยมือชื้นเหงื่อเย็นเฉียบ ทั้งที่นางสวมเสื้อคลุมของพี่สี่อีกชั้นหนึ่งป้องกันความเหน็บหนาว นางเลื่อนสายตาไปมองแก้มแดงกลมยุ้ยที่ถูกลมหนาวจนกลายเป็นสีแดงจัดอย่างน่าเอ็นดู

“พี่สาวที่นี่กว้างใหญ่กว่าหอโอสถตั้งเยอะ ท่านพาข้าวิ่งเล่นที่นี่บ้างนะ” เสี่ยวเหยาวิ่งๆ กระโดดๆ จับมือหย่งชิ่งเดินไปด้วยกัน เด็กน้อยมีท่าทีตื่นใจชื่นชอบทิวทัศน์ของพรรควิหคเพลิงเป็นอันมาก

“วิ่งเล่นไม่ค่อยสนุกหรอก สู้ไปเล่นที่เรือนของข้ามีของเล่นให้เจ้าเล่นทุกวันยังไม่หมดเลย” ว่าแล้วหย่งชิ่งก็นิ่งไปชั่วขณะ สีหน้าลังเลไม่แน่ใจ

“ทุกอย่าที่เรือนวสันต์คำนึงยังมิเคยเปลี่ยนแปร” พี่สี่บอกด้วยมาดเย่อหยิ่งคล้ายกับเขาเป็นเทพผู้พิทักษ์เรือนวสันต์คำนึงอย่างไรอย่างนั้น

หย่งชิ่งหลิ่วตาให้พี่สี่ ก่อนจะหยุดเดินเมื่อนึกอะไรขึ้นได้

“พี่สี่... ตอนที่ท่านเห็นข้าครั้งแรกท่านจำข้าได้หรือไม่?”

คุณชายสี่มองเด็กสาวที่สวมอาภรณ์สีชมพูเนื้อผ้าค่อนข้างหยาบแบบชาวบ้านทั่วไป ใบหน้างามซึ้งตรึงใจ เรือนร่างสูงเพรียวย่างเข้าสู่วัยสาว ลักษณะปราดเปรียวผ่าเผย ไม่อาจปิดซ่อนตัวตนด้วยอาภรณ์เช่นสามัญชนทั่วไป หย่งชิ่งเปลี่ยนไปมากจริงๆ มองครั้งแรก เขาสะดุดตาน้องน้อยในทันที ด้วยความงดงามเปล่งประกายที่ไม่มีผู้ใดเทียบเทียม แต่หลังจากนั้นเค้าโครงหน้าที่คุ้นตาคุ้นใจ ทำให้หัวใจของเขาพองโตจนแทบลืมหายใจไปเลย

“ท่านแม่จะต้องจำเจ้าได้ชิ่งเอ๋อร์”

“ข้าเปลี่ยนไป นี่ก็สามปีมาแล้ว”

“ไม่มีแม่คนไหนลืมเลือนลูกตัวเองไปได้หรอก” คุณชายสี่บอกด้วยน้ำเสียงแหบพร่าทว่าอ่อนโยนเหลือเกิน

“ท่านอาจจะพูดถูก... มีไม่กี่ครั้งหรอกที่ท่านพูดถูกตั้งแต่ข้ารู้จักท่าน” หย่งชิ่งพึมพำกับตัวเอง แล้วหันไปยิ้มลึกลับให้กับเด็กอ้วนข้างกาย

คุณชายสี่เคี้ยวฟันคันมือยิกๆ อยากจะซัดน้องน้อยสักเผียะ โทษฐานที่ห่างกันไปนานเท่าไรนิสัยก็ยังเหมือนเดิมเปลี่ยน ถ้าไม่ติดว่าเพิ่งพานพบหลังพรากจากกันนานสามปี ป่านนี้คงได้ปะทะคารมไปหลายยกแล้ว ตั้งแต่น้องน้อยบ่นว่าเขาในห้องพักเรื่องงกวิชาตัวเบา ถ้าเขารู้ว่านางจะประสบภัยพาลเกือบถึงแก่ชีวิตเช่นนั้น เขาจะยกคนไปทั้งพรรควิหคเพลิงเพื่อปกป้องหย่งชิ่ง

ร่างของสาวน้อยหยุดยืนอยู่หน้าประตูเรือนเหมันต์เร้นรัก เอินหมิงดึงตัวบุตรสาวไปอุ้มยืนถัดไปทางขวาของหย่งชิ่ง พ่อบ้านเฉียนบอกแล้วว่าพวกท่านหมกตัวอยู่ในห้องหลังจากที่เพิ่งกินมื้อเย็นกันเสร็จ นางสูดหายใจอย่างประหม่า เป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่นางจะได้พบกับท่านพ่อท่านแม่

ยังไม่ทันที่มือน้อยจะแตะประตูเปิดเข้าไป คนข้างในกลับเปิดประตูออกมาก่อน นายหญิงแห่งพรรควิหคเพลิงจื่อผิงชะงักงันเมื่อเห็นเด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า

ใบหน้าแสดงอาการตื่นตระหนกชัดเจน มือขาวเรียวปิดบนริมฝีปาก ดวงตาคู่งามพิจารณาหย่งชิ่งตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วกราดมองไปรอบกาย ผู้คนล้นหลามต่างมายืนออที่หน้าเรือนเหมันต์เร้นรัก สีหน้าทุกคนกึ่งยิ้มกึ่งตื้นตัน ดวงตาของบุตรชายทั้งสี่ฉายแววตื่นเต้นดีใจ จื่อผิงดึงสายตามาหยุดที่เด็กสาวโฉมสะคราญอีกครา

“ชิ่งเอ๋อร์” ชื่อของบุตรสาวที่นางคิดว่าตายจากไปแล้วหลุดออกมาจากปากของผู้เป็นมารดา

หย่งชิ่งยกมุมปากแทบไม่ขึ้น รอยยิ้มแหยด้วยริมฝีปากสั่นระริก น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงจากดวงตาที่กำลังพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำตา เด็กสาวโผเข้ากอดมารดาด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ

“ท่านแม่... ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว... ฮือ... ฮือ... ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน”

จื่อผิงเย็นวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า นางยังตั้งตัวไม่ทัน ดวงตาเหม่อลอยพบกับดวงตาคมใหญ่ของบุตรชายคนโตที่กำลังพยักหน้าช้าๆ ยืนยันตัวตนของเด็กสาวที่นางสวมกอด

น้ำตาอุ่นจัดไหลลามลงสองข้างแก้มของผู้เป็นมารดา หัวใจร้าวระทมกำลังถูกโอบล้อมด้วยมือเล็กๆ ของลูกน้อย นางกอดบุตรสาวแน่นขึ้น เหมือนแน่นเท่าไรก็ไม่พอ ไหล่ผอมไหวสะท้านด้วยความรู้สึกอัดอั้นภายในจิตใจที่สั่งสมานาน

“หย่งชิ่ง... หย่งชิ่ง... หนูคือลูกสาวตัวน้อยของแม่ใช่ไหม... ฮือๆๆๆ หย่งชิ่งหนูหายไปไหนมา แม่คิดว่าชาตินี้จะไม่ได้พบกับเจ้าเสียแล้ว แม่กับพวกพี่ๆ เจ้าตามหากันทั่วเลยรู้บ้างไหม? หัวใจแม่แตกสลายไม่มีชิ้นดีไปแล้ว ฮือๆๆๆ ชิ่งเอ๋อร์ลูกแม่” เสียงร้องไห้โหยหวนอย่างทรมานดังไม่ขาดระยะ

หย่งชิ่งโอบกอดมารดาร่ำไห้ให้กับโชคชะตาที่ลงโทษนางอย่างร้ายกาจ

ทุกคนต่างต้องเบือนสายตาไปทางอื่นเพื่อซ่อนรอยน้ำตาแห่งความตื้นตัน ไม่มีผู้ใดไม่รู้ถึงความรักความห่วงใยที่นายหญิงแห่งพรรควิหคเพลิงมีให้แก่คุณหนูเล็ก หลายครั้งยามออกจากบ้านนางมักจะทักเด็กหญิงที่เดินตามถนนด้วยความที่คิดว่าเด็กหญิงเหล่านั้นคือหย่งชิ่ง ตั้งความหวัง แล้วพลาดหวัง เป็นเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมาจนนางเริ่มเก็บตัวอยู่ในบ้านไม่ยอมย่างเท้าออกไปไหน

เฉินหย่งเป่าประมุขพรรควิหคเพลิงเดินมากอดภรรยาและบุตรสาวไว้แน่น ใบหน้าที่เหมือนแก่ลงไปหลายปีเอิบอิ่มไปด้วยความสุข

เว่ยเอินหมิงหันหลังให้ภาพครอบครัวที่กัดกร่อนหัวใจเขาอย่างไม่ปรานี เขาเข้าใจถึงการสูญเสียได้เป็นอย่างดี จึงไม่มีทางที่เขาจะพรากโบตั๋นน้อยไปจากครอบครัว ร่างสูงใหญ่ของจอมมารนัยน์ตาสองสีอุ้มบุตรสาวจากมาอย่างเงียบๆ

 

ดวงใจเจ้าเอยอุ่นอิ่ม แย้มยิ้มรินน้ำตายากฝืน

ลบล้างรอยช้ำกล้ำกลืน กลับสู่ผืนแดนเกิดสิ้นโศกตรม

 

เพื่อป้องกันคนชั่วกลับมาเอาชีวิตหย่งชิ่งอีก หย่งเป่าผู้เป็นบิดาจึงให้ปล่อยข่าวออกไปว่า เขารับเด็กสาวผู้หนึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของพรรควิหคเพลิง นางใช้นามเดียวกับคุณชายห้าที่สิ้นลมไปเมื่อสามปีก่อนคือ เฉินหย่งชิ่ง

ฉะนั้นเรื่องที่หย่งชิ่งกลับคืนสู่พรรควิหคเพลิงจึงกลายเป็นความลับ ไม่มีผู้ใดกล้าแพร่งพรายออกไปด้วยความรักและเป็นห่วงในตัวคุณหนูเล็ก

หย่งชิ่งไม่ได้พอใจชีวิตคุณหนูในห้องหอนัก จึงบังเกิดบ่าวน้อยที่ชื่อเสี่ยวชิ่งติดสอยห้อยตามบรรดาคุณชายเฉินทั้งสี่ออกนอกพรรควิหคเพลิง ทุกคนต่างเล่าลือกันว่าบ่าวน้อยผู้นี้สำคัญนักทำให้คุณชายเฉินพอใจและเอ็นดูเกื้อกูลดุจพี่น้อง

เอินหมิงจากไปโดยไม่ร่ำไม่ลา หย่งชิ่งจึงให้คนของพรรควิหคเพลิงนำจดหมายขอบคุณของนางพร้อมกับของเล่นที่นางเคยประดิษฐ์ไว้ตอนยังเด็กส่งไปให้เสี่ยวเหยา และทุกเหมันตฤดูอันหนาวจัดของทุกปีนางจะไปพำนักที่หอโอสถตะวันตกเป็นเวลาหนึ่งเดือนเพื่อเยี่ยมเยียนผู้มีพระคุณ

ความสุขสดใสฉายชัดในดวงตาของครอบครัวและลูกศิษย์พรรควิหคเพลิงที่ได้ดวงใจของทุกคนกลับคืนมา

 

แวะมาใส่กลอน แหะๆๆ แบบว่าลืมใส่เจ้าค่ะ



เพราะนักอ่านทุกท่าน เพระความขยันแท้ๆ เลยค่ะ

สักครั้งก็ชื่นใจเนอะ


 

 

17/06/2558

 

วันนี้นักเขียนขอไปตามล่าตะกวด เอ๊ย ไดโนเสาก่อนค่ะ

ตอนหน้าหย่งชิ่งจะกลายเป็นสาวสวยแล้ว มีเรื่องสนุกๆ อีกเยอะเลยค่ะ

ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์

 

亮林  เลี่ยงหลิน

 




15/06/2558

 

เมื่อวานเจอฤทธิ์ไฟดับเข้าไป ร้องไห้หนักมาก พอดีต้องใช้เครื่อง PC เพราะโน้ตบุ๊กพังยังไม่ได้ซ่อม ไฟดับ ชีวิตจบทันที

เลยพยายามอัปใส่ในหน้านิยายไปด้วยป้องกันงานหาย ฉะนั้นจะใส่จำนวนเปอร์เซ็นต์ในตอนถ้าอัปถึง 50% และ 100% แล้ว นะคะ กลัวคนอ่านจะเสียอารมณ์ถ้ามีกดอัปเดตให้ดูจำนวนเปอร์เซ็นต์หน้าตอนเลยค่ะ

โดยส่วนตัวนักเขียนคิดว่าเรื่องกำลังกลมกล่อมพอดีค่ะ ดำเนินไปเรื่อยๆ อยากจะบอกว่าเป็นคนที่เขียนนิยายที่ไม่มีพล็อต ปกติคือคิดตอนต้นกับตอนจบอย่างเดียว ที่เหลือแล้วแต่คลื่นทะเลจะซัดไป อ๊ะ! ไม่ใช่ คือตามใจนักเขียนไปค่ะ ไม่รู้ว่านักเขียนคนอื่นเขียนยังไง

มีคนขอบทหวานด้วย แต่ยังไม่ถึงนะคะ เรื่องนี้เป็นนิยายรักก็จริง แต่โทนเรื่องไปทางดราม่าน้อยๆ ถ้าหาเสพความหวานอาจจะยากหน่อย แต่จะมีอมยิ้มน่ารักๆ เสียมากกว่าค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกเลยมั้งคะ ที่เขียนได้แบบรู้สึกว่ามันอยากเขียนไปเรื่อยๆ ทอดเวลาออกไปอีกนิดก็ได้ ไม่ต้องเร่งรีบเนื้อหา ค่อยๆ เขียนไปเพิ่มนั่นนิด นี่หน่อยให้คนอ่านลุ้นไปด้วยกัน เพราะคนเขียนก็เขียนโดยไม่ได้คิดล่วงหน้าเช่นกัน

นี่เป็นความสนุกของการอ่านนิยายออนไลน์ค่ะ เคยติดนิยายออนไลน์บางเรื่องก็จะรู้สึกแบบนี้เลย กดเข้าไปดูบ่อยๆ ว่าอัปหรือยังอยากอ่านมาก ประมาณนั้น

ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์และกำลังใจนะคะ

ขอบคุณสำหรับข้อคิดเห็นค่ะ บางอย่างนักเขียนสมควรปรับก็จะปรับค่ะ บางอย่างเป็นสไตล์ของนักเขียนเองก็ไม่ควรปรับนะคะ

ด้วยรัก

ปล. พรุ่งนี้หวยออก อย่าลืมฝัน เน้อ

亮林  เลี่ยงหลิน

 

 

 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 247 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,278 ความคิดเห็น

  1. #2259 รินหัวใจใส่ลาเต้ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 มีนาคม 2559 / 20:26
    น้ำตาไหลเลย ดีใจได้กลับมาบ้าน พร้อมหน้าพร้อมตา อบอุ่น สงสารพี่หมิงเนอะ อยู่ด้วยกันตั้ง3ปี ไม่รักไม่ชอบก็ไม่รู้จะว่าไง เอาน่าเดี๋ยวนางก็ต้องแวะไปเยี่ยมตอนหน้าหนาวแระ
    #2,259
    0
  2. #2236 Kimiyoshi Ranna (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2558 / 00:30
    ตาปวมแล้วเรียบร้อย.... โทษไรเตอร์เลย! แงงงงงงงงง
    #2,236
    0
  3. #2232 Berlin†† (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2558 / 01:15
    ตาแดงหมดแล้วค่ะ
    #2,232
    0
  4. #2222 KnitMaker (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2558 / 02:55
    T_T ในที่สุดก็ได้อยู่พร้อมหน้ากัน
    #2,222
    0
  5. #2153 Whatever it is (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2558 / 21:37
    น้ำตาซึมเบย
    #2,153
    0
  6. #2122 เมมฟิส (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2558 / 10:09
    ชวนพี่หมิงและลูกมาอยู่ด้วยกันดีกว่าน่ะ สงสารพี่หมิง อยากให้ชิ่งเอ๋อร์รู้ความจริงไวๆ เลิกเข้าใจผิดเหวินหรงไวๆน่ะค่ะ สงสารเหวินหรง
    #2,122
    0
  7. #2010 mojikiss2 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 กันยายน 2558 / 21:55
    แอบน้ำตาซึม ดีใจจังถึงบ้านซักที >?<
    #2,010
    0
  8. #2004 เบียคุจัง (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 กันยายน 2558 / 03:28
    เย้ๆ!! ได้กลับบ้านแล้วดีจังแต่สงสารเอินหมิงอ่ะนะ
    #2,004
    0
  9. #1745 DarThailand (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2558 / 19:48
    ฮือออออ น้ำตาไหลเลย
    #1,745
    0
  10. #1561 ไพรกาฬ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2558 / 20:23
    ปลื้มพี่หมิงมาก ปลื้มกว่าเหวินหรงอีก = =
    #1,561
    0
  11. #1475 KillerKill (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2558 / 13:19
    ชอบพี่หมิงจังเลยยย
    #1,475
    0
  12. #1409 Mazato Yume (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2558 / 20:33
    นางได้กลับบ้านแล้ว...ซึ้ง T^T
    #1,409
    0
  13. #912 AnySk (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2558 / 17:41
    พี่หมิงของข้าาาา ;-;
    #912
    0
  14. #785 นักอ่านสุดขี้เกียจ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2558 / 23:00
    พี่หมิงไม่ยอมรุกเลยยย
    #785
    0
  15. #783 น้ำแพง (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2558 / 18:04
    ตามมากดlike
    #783
    0
  16. #782 น้ำแพง (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2558 / 18:04
    ตามมากดlike
    #782
    0
  17. #780 coco (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2558 / 14:21
    เป็นกำลังใจ...ดำเนินเรื่องได้ดีมาก อินมากๆๆ...สู้ๆน่ะจ๊ะไรต์
    #780
    0
  18. #779 Phoid_ii (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2558 / 03:30
    สนุกมากก ติดตามค่ะ :)
    #779
    0
  19. #778 สาวน้อยแก้มนิ่ม. (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2558 / 02:02
    โอ้ยย ชอบพี่หมิงจัง 
    #778
    0
  20. #777 benrbarbarian (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2558 / 00:53
    น้ำตาปริ่มมมม ชอบเรื่องนี้มากกกก
    #777
    0
  21. #776 cattycall (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2558 / 00:42
    #776
    0
  22. #775 เงารางเลือน (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2558 / 00:05
    ฮือๆๆๆ ได้เจอครอบครัวแล้ว น้ำตาหยดติ๋งเลยค่ะ ไล่อ่านมาตั้งแต่ตอนแรกยันตอนนี้เลยค่ะ สนุกมากๆ เนื้อเรื่องลื่นไหลไม่ติดขัด ขอบคุณไรเตอร์สำหรับนิยายดีๆนะคะ^^
    #775
    0
  23. #774 Chunye (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2558 / 23:31
    ไม่ใช่พอหย่งซิ่งเจออ๋องน้อย แล้วนึกได้ว่าเป็นคนแทงตัวเองตาย แล้วโกรธเกลียดอ๋องน้อยนะ

    ไม่มีใครอธิบายเลยว่าอ๋องน้อยมาช่วยไม่ได้มาฆ่า (เอิ่ม...อินไปหน่อย 55555)
    #774
    0
  24. #773 mushroom boy (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2558 / 22:25
    ดีใจแทนทุกคนเลยค่ะ ปลื้มปริ่มมาก แอบสงสารเอินหมิงนิดหน่อย
    #773
    0
  25. #772 Lapasrada Komalabutr (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2558 / 21:28
    น้ำตาท่วม ซิกซิก
    #772
    0