ดวงใจไร้กาล 永恒之恋

ตอนที่ 11 : บทที่ 11 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,766
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 159 ครั้ง
    10 ต.ค. 58










 

 

บทที่ 11

 

“ท่านแน่ใจหรือพระสนมเอก”

อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายโหยวหยวนเส้านั่งที่เก้าอี้รับรอง มือที่กำลังปาดถ้วยชาชะงักงัน เขาค่อยๆ วางถ้วยชาบนโต๊ะด้านข้างลุกขึ้นเดินราวกับไม่สามารถหยุดอยู่นิ่งกับที่ได้

หลังจากกลับจากดูงิ้วจบแล้ว พระองค์มีรับสั่งให้อัครเสนาบดีเข้าเฝ้าเป็นการด่วน เพื่อบอกเรื่องนี้ให้ผู้เป็นบิดาทราบ

“ท่านพ่อข้าจดจำกระบี่สีดำขององค์หญิงได้ติดตา ยามที่องค์หญิงเมี่ยวผิงเก็บของออกเดินทางไปกับขอทานสกปรก พระองค์มีเพียงกระบี่เล่มนั้นติดกายไป จักรพรรดิองค์ก่อนทรงกริ้วเป็นอันมากจึงไม่ประทานทรัพย์สมบัติอันใดให้องค์หญิงเมี่ยวผิงไปแม้แต่ชิ้นเดียว อีกทั้งใบหน้าของเด็กน้อยคล้ายองค์หญิงเมี่ยวผิงหลายส่วน คราแรกข้าเห็นคนพี่ชายอายุราวยี่สิบปีข้ายังไม่นึกเอะใจ กระทั่งเห็นเด็กคนนั้น ทั้งดวงหน้าและแววตาช่างละม้ายกับองค์หญิงเมี่ยวผิงเหลือเกิน”

อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายโหยวหยวนเส้าลูบหนวดสีขาวพยักหน้าน้อยๆ ดวงตาหรี่ลงใช้ความคิด

“ข้าคิดว่านางจะเร้นกายหายสาบสูญไปตลอดชีวิต ยังกล้าส่งลูกหลานเชื้อพระวงศ์เข้ามาถึงในวังหลวง หวังจะทวงสิทธิ์อันใดกัน ช่างไม่รักตัวกลัวตายเอาเสียเลย” น้ำเสียงอัครเสนาบดีแฝงความเยาะหยันหลายส่วน

“ท่านพ่อจะกำจัด พวกเขาอย่างนั้นหรือ”

แววตาของอัครเสนาบดีโหยวฉายความโหดเหี้ยม การเชือดไก่ให้ลิงดูสำคัญนัก กำจัดบุตรของนางสองคน ต่อไปองค์หญิงไร้สามารถผู้นั้นคงไม่กล้าเผยอหน้าส่งลูกหลานคนใดมายังวังหลวงอีก

“องค์หญิงเมี่ยวผิงทำลายแผนการของข้า หากนางเลือกพี่ชายเจ้าหลี่โจวเป็นราชบุตรเขย หลี่โจวได้เป็นจอมทัพกุมกำลังทหาร ข้ากุมอำนาจการเมือง ป่านนี้ข้าคงได้ขึ้นครองบัลลังก์มังกรไปแล้ว หากข้าปล่อยลูกหลานของนางไว้ ข้าคงไม่ใช่อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายโหยวหยวนเส้า”

“แต่หากจะกำจัดพวกนั้นในวัง ข้าเกรงฝ่าบาทจะทรงสงสัยพวกเรา”

"รอเมื่อโอกาสมาถึงยังไม่ต้องเร่งร้อน ข้าจะจัดเตรียมมือสังหารอันดับหนึ่งไว้รอท่า เมื่อใดสบโอกาสค่อยส่งพวกมันไปลงนรกก็ยังไม่สาย” อัครเสนาบดีโหยววาดสันมือในอากาศทำท่าลงดาบ

“แล้วพระสนมเอกเอ่ยเรื่องนั้นกับอ๋องน้อยหรือยัง”

เมื่อคิดถึงอ๋องน้อยเซี่ยเหวินหรงพระปรางของพระสนมเอกบังเกิดสีชมพูระเรื่อขึ้นทันควัน คิดถึงแววตาแพรวพราวคล้ายเกี้ยวพา แรงสนิทเสน่หาอาจนำพาอ๋องน้อยเข้าสู่กับดักของนางก็เป็นได้ ใครจะรู้

“เรียบร้อยแล้วท่านพ่อ... อ๋องน้อยมีทีท่าสนใจเป็นอันมาก หากเขาขอฝ่าบาทไปปกครองแคว้นเสอท่านอย่าได้แปลกใจเชียว”

“ดีมาก... ส่งมันไปไกลเท่าไรยิ่งดี นับวันกำลังทหารของอ๋องน้อยยิ่งกล้าแข็ง ข้าเกรงจะไม่อาจควบคุมได้อีก หากมันไปพ้นจากเมืองหลวง การเข้ายึดครองบัลลังก์ก็ง่ายดุจพลิกฝ่ามือ อีกทั้งได้เรียกรัชทายาทมาให้ข้ากำจัดได้เร็วขึ้นสองปี ยิงศรดอกเดียวได้แร้งสองตัว[1]

“แล้วถ้าอ๋องน้อยไม่หลงกล ท่านพ่อจะทำอย่างไร?”

“ข้ามีแผนสำรองเสมอ เจ้าไม่ต้องห่วง เพียงแต่วิธีนี้มันง่ายกว่าแผนสำรองมาก” ความเจ้าเล่ห์ของอัครเสนาบดีโหยวฉายชัดในดวงตาหรี่แคบ

พระสนมเอกถึงแม้จะเป็นบุตรสาวเมื่อเห็นแววตาของบิดายังอดรู้สึกหนาวยะเยือกไม่ได้ ทุกคนที่ผ่านมาในชีวิตของท่านพ่อล้วนกลายเป็นหมากบนกระดานแย่งชิงแผ่นดินและความยิ่งใหญ่ บางคราพระองค์เจ็บช้ำขมขื่นแต่เพื่อความเกรียงไกรของตระกูลโหยวแล้วนางกลับต้องทนฝืนหน้าชื่นอกตรมหมองไหม้

 

“แท้จริงเจ้าเป็นเด็กชาย” เหวินหรงแสร้งทำหน้าฉงน เด็กหญิงลอบถอนใจ กิริยาอาการต่างๆ ตกอยู่ในสายตาของเขาตลอด

สายลมแรงบนยอดหอชื่นกลิ่นบุปผาหอบกลิ่นกายหอมกรุ่นของเด็กน้อยเข้านาสิกของเขาอย่างไม่มีทางเลี่ยง นอกจากกลิ่นดอกบัวแล้วยังมีกลิ่นหอมหนึ่งแทรกอยู่ในกายของเด็กหญิง ต่อให้หลับตายังจำได้

เมื่อคืนเขานอนแทบไม่หลับ คิดเป็นห่วงนางกำนัลน้อยไปต่างๆ นานา กลัวนางจะหลงทางต้องเดินเหน็บหนาวในชุดบางเบา ร้องไห้กระจองอแง แต่เมื่อเห็นนางสามารถก่อกวนเขาได้ หน้าเป็นแป้นแล้นกลับรู้สึกหงุดหงิดหัวใจอย่างบอกไม่ถูก

นัยน์ตาสีดำวาววามพิจารณาดวงหน้าน้อยอย่างถ้วนถี่ ไม่ยอมให้สัดส่วนใดหลุดรอด คิ้วเรียวถูกวาดให้เข้มและใหญ่ขึ้นเล็กน้อย สีน้ำตาลวาดบนโครงหน้าและข้างจมูก ริมฝีปากสีแดงดุจผลอิงเถา เขาชอบดวงหน้าเกลี้ยงเกลางดงามดุจเทพธิดาเช่นเมื่อคืนนี้มากกว่า ช่างเป็นอันตรายต่อหัวใจบุรุษโดยแท้

แม่นางน้อยดูจะมีอะไรให้เขาเล่นสนุกแก้เบื่อได้อีกนาน การเดินทางกลับเมืองหลวงทำให้เขาเบื่อเจียนตาย ไร้สงครามแม่ทัพก็มิต่างอะไรกับขอนไม้ในน้ำที่รอการผุพัง

“แหะๆๆ” ถ้าเขาคิดเช่นนั้นหย่งชิ่งหรือจะขัด “ถูกแล้วท่านอ๋องน้อย เมื่อคืนกระหม่อมอับอายยิ่งนัก ชายชาติอาชาไนยแต่กลับร้องไห้ราวอิสตรี ข้าไม่มีหน้ามองหน้าท่านแล้ว” นางแสร้งทำหน้าอับอายสำนึกผิด

“แล้วเจ้ายัง... ยัง... จูบข้าไปสองครั้ง เจ้าเห็นข้านิยมชมชอบเด็กชายหรืออย่างไร” เหวินหรงเล่นไปตามเพลง เขาทำหน้าเบี้ยวเล็กน้อย เลื่อนตัวนางลงมาให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกัน

ใบหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของนางช่างน่าขบขัน

“หะหะ หามิได้พะย่ะค่ะ กระหม่อม... กระหม่อม” หย่งชิ่งผู้เก่งกล้ากำลังติดอ่างพูดอันใดไม่ออก

"เจ้ารู้โทษลบหลู่เบื้องสูงหรือไม่?" เขาถามเสียงกร้าว ใบหน้าเย็นชาเครียดขรึมดุจเวลาจะสั่งลงโทษนายทหารชั้นผู้น้อย

หย่งชิ่งหน้าซีด นางแค่จุ๊บเขาเองนะ ถึงกับต้องรับโทษลบหลู่เบื้องสูง ปากเขาก็ไม่ได้วิเศษวิโสถึงปานนั้นสักหน่อย

"ท่านอ๋องน้อยจะจูบกระหม่อมเอาคืนก็ได้นะ กระหม่อมไม่ถือ"

“บังอาจนัก!

เขาตวาดเสียงดังใกล้หู หย่งชิ่งหูแทบแตก นางหลับตาปี๋ยกมือขึ้นปิดหู

โอย... เด็กนี่จะทำให้เขาปวดแก้มไปถึงไหน เหวินหรงเกือบตีหน้าขรึมไม่อยู่ ช่างฉลาดล้ำมิหนำซ้ำยังป่วนประสาทได้เป็นที่หนึ่ง แม้แต่รองแม่ทัพคู่ใจของเขายังไม่หาญกล้าเทียบเด็กน้อยผู้นี้

“ข้าไม่ใช่เพื่อนเล่นของเจ้า! แม่ทัพไร้พ่ายเช่นข้าถูกเด็กชายช่วงชิงจุมพิตไปต่อหน้าต่อตา ทำอย่างไรก็ไม่อาจล้างอายได้”

เฮอะ! ถ้าเขาไม่พูดเสียอย่างผู้ใดจะหาญล่วงรู้ เขาไม่พูด นางยิ่งเสมือนเป็นใบ้ คิดจะหาเรื่องนางสิไม่ว่า

อ๋องน้อยผู้โฉดชั่ว รังแกได้แม้กระทั่งเด็กเล็กๆ อย่างนาง เพลานี้นางไม่ต่างกับถูกข้าศึกยกทัพประชิดอยู่หน้าประตูเมือง หนี เป็นสุดยอดกลยุทธ์ที่ใช้ได้ดีที่สุดยามภัยมาถึงตัว แต่เวลานี้แม้จะกระดิกตัวยังยากลำบาก นางควรทำอย่างไรดี?

สร้างมิตรผูกใจได้ทุกสิ่ง เช่นเล่าปี่ชนะใจเตียวสง

แล้วนางจะชนะใจอ๋องน้อยจอมโฉดอย่างไร?

ตั้งสติสิหย่งชิ่ง หากเขาคิดจะลงโทษนางจริงๆ คงไม่มัวแต่เจรจาอยู่อย่างนี้ เป็นไปได้ว่าเขาแค่อยากจะกลั่นแกล้งนางเท่านั้น นัยน์ตาคมกริบมิอาจซ่อนความสนุกสนานที่แฝงเร้นภายในได้ นางเป็นเพียงเด็กน้อยจะใช้จริตมารยาเช่นไรก็ไม่น่าเกลียด

“ท่านอ๋องน้อยได้โปรดปล่อยกระหม่อมลงได้หรือไม่”

ปลายเท้าของหย่งชิ่งได้แตะบนพื้นอย่างนิ่มนวล เด็กหญิงถอยห่างจากร่างสูงตระหง่านไปเล็กน้อย เงยดวงหน้าเผยดวงตาไร้เดียงสาแก่บุรุษตรงหน้า

“ท่านอ๋องน้อยคิดว่าจุมพิตด้วยความเคารพเทิดทูนของกระหม่อมน่าอาย กระหม่อมสุดสแสนเสียใจเหลือจะกล่าว เพราะพระองค์ช่างหล่อเหลากว่าผู้ใดที่กระหม่อมเคยพบพาน  อีกทั้งองอาจงามสง่าราวเทพเซียนจุติลงมาเกิด กระหม่อมมักใช้วิธีนี้กับท่านพ่อและพี่ชายที่กระหม่อมเทิดทูนเช่นกัน หากกระหม่อมผู้ต่ำต้อยทำให้ท่านอ๋องน้อยเสื่อมเสีย ก็ได้โปรดลงโทษด้วยมือของพระองค์เองเถิด”

ร่างเล็กคุกเข่าดังตึงด้วยท่วงท่าเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ทว่ากลับยอมจำนนต่อหน้าเขา

สำคัญนัก... สำคัญนัก...

แม้แต่กุนซือผู้เฉลียวฉลาดก็ไม่แน่ว่าจะสามารถหาวิธีเช่นนี้มาต่อกรกับเขาได้

แค่ฉลาดหลักแหลมยังไม่พอ ต้องเพิ่มความหน้าหนาไปอีกหลายส่วนด้วยจึงจักกล้าตอบเยี่ยงนี้

เฉินหย่งชิ่งความกระล่อนของเจ้าช่างไม่แพ้กงกงจอมปลิ้นปล้อนในวังหลวงแม้แต่น้อย

“นี่เป็นวิธีที่เจ้าใช้เคารพเทิดทูนผู้อื่น?” เหวินหรงถามเสียงสูง สาวเท้าเข้าไปใกล้คนที่นั่งคุกเข่าก้มหัวอยู่เบื้องหน้า

“จริงแท้พะย่ะค่ะ” หย่งชิ่งมองปลายเท้าของเขา แล้วภาวนามิให้มันเตะเสยปลายทางตน

“ดี.. ดี.. ดีมาก เช่นนั้นเจ้าจงมาที่ตำหนักบุหลันเคลื่อนคล้อยทุกคืน เพื่อเทิดทูนข้าก็แล้วกัน ข้าจะละเว้นโทษลบหลู่เบื้องสูงให้เจ้า เจ้าจำตำหนักของข้าได้ไหม ถ้าไม่ข้าจะได้ส่งคนไปรับ” น้ำเสียงท้ายประโยคช่างเปี่ยมเมตตา

อะไรนะ!

แม่เอ๊ย! เวรกรรมของนางยังไม่จบไม่สิ้นจริงด้วย

หย่งชิ่งแทบเก็บอาการผงะหงายไว้ไม่มิด

“จะ จะ จำได้พะย่ะค่ะ” จำแม่นประดุจลายมือตัวเองเชียวล่ะ นางจดจำเพื่อจะได้ไม่หลงไปเหยียบตำหนักนั้นอีก

“เจ้าไปได้แล้ว หวังว่าคืนนี้ข้าจะพบเจ้า และได้รับการเทิดทูนอย่างดีจากเจ้า”

คำว่า เจ้าไปได้แล้ว ประดุจเสียงสวรรค์สำหรับนาง

“ขอบพระทัยท่านอ๋องน้อย” หย่งชิ่งโขกศีรษะคำนับกับพื้นเสียงดังโป๊ก แต่ก็ไม่นำพาต่อความเจ็บแปลบบนหน้าผาก รีบกระวีกระวาดลุกขึ้น ไม่เรียกหาบันได ไม่วิ่งลงจากชั้นห้า แต่นางใช้วิธีกระโจนลงไปเบื้องล่างราวกับกำลังหนีพญามัจจุราช

ตกเหวลึกสุดหยั่งก็เคยมาแล้ว กะอีแค่หอห้าชั้นมันจะ...

“โอ๊ย!” หย่งชิ่งสะดุดราวกั้นหน้าคะมำก่อนที่จะได้กระโจนลงสู่เบื้องล่าง เข่ากระแทกกับพื้น ท่าไม่สวยสักนิด อับอายขายหน้า หมดกันมาดคุณชายผู้สง่างามของนาง

เหวินหรงเกือบเอื้อมมือไปช่วยประคองร่างน้อย แต่นางกลับลุกขึ้นยืนเร็วกว่าเขาจะไปถึง

เมื่อตั้งตัวได้หย่งชิ่งก็เหินลงไปอย่างสง่างาม ประดุจเมื่อครู่หาได้มีเรื่องขายหน้าอันใด

หน้าไม่หนาจริงทำไม่ได้นะ

“ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆๆ เฉินหย่งชิ่งเจ้าทำให้ข้าเบิกบานใจได้ทุกครั้งที่พบหน้า” มีไม่กี่ครั้งที่เขาจะหัวเราะได้อย่างเต็มเสียง แม่นางน้อยคนนี้สำคัญนัก จะปล่อยให้หลุดมือไปเสียดายแย่

“แม่นางน้อยผู้นั้นทำให้เจ้าเบิกบานใจได้เช่นนี้นับว่าเก่งกาจกว่าข้าอีกกระมัง” เสียงนุ่มทุ้มดังมาจากเบื้องหลังเหวินหรง พร้อมกับเงาร่างสูงของบุรุษผู้หนึ่ง

“ใครว่าเล่า ท่านต่างหากคือความตื่นเต้นเร้าใจที่สุดของข้า” เหวินหรงเดินตามบุรุษที่ก้าวเข้าไปในห้องรับรองของหอคณิกาอันดับหนึ่งแห่งเมืองซิ่งหลง ประตูปิดลงพร้อมกับเสียงลงดานแน่นหนา

 

 หย่งชิ่งหมดอารมณ์จะไปเดินเล่นที่ไหนต่อ จึงเดินกลับวังหลวง ด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก เมื่อมาถึงหน้าตำหนักปทุมมาพันปี นางถึงกับร้องหามารดาอยากจะยกเท้าก่ายหน้าผาก เมื่อพบใครคนหนึ่งเดินวนไปมาอยู่ในสวนหน้าตำหนัก

องค์หญิงสิบสองหลูเหยียนวิ่งปรี่เข้ามาเกาะแขนนางทันที ร่างอวบสวมอาภรณ์สีฟ้าสดใสใบหน้ากลมแป้นแก้มยุ้ยสีแดงจัด นัยน์ตายิบหยีอุตส่าห์เบิกกว้างใส่นาง

"หย่งชิ่ง! เจ้าหายไปไหนมา ทำไมไม่รออยู่เล่นกับข้า รู้หรือไม่ขัดคำสั่งองค์หญิงมีโทษถึงตายเชียวนะ" เสียงเล็กๆ นั้นแม้จะไร้พลังต่างจากคนบางคน แต่ที่เหมือนกันคือท่าทางวางอำนาจเหลือล้น

องค์หญิงสิบสอง ปีนี้พระชันษาได้แปดปี เป็นองค์หญิงที่มีอายุน้อยที่สุดในตอนนี้จึงเป็นที่โปรดปรานขององค์จักพรรดิ นั่นคือที่มาของอุปนิสัยเอาแต่ใจตัวเองเป็นล้นพ้น

“องค์หญิงทรงอยากสั่งประหารกระหม่อมหรือพะย่ะค่ะ”

พวกเชื้อพระวงศ์ช่างกระหายเลือดกันเสียจริง เอะอะก็ประหาร เอะอะก็ลงอาญา เห็นชีวิตสามัญชนเป็นผักปลาไร้ค่า

อย่าให้นางเป็นจักรพรรดิบ้างเชียว นางจะจับพวกเชื้อพระวงศ์เรียงแถวหน้ากระดาน คุกเข่าเอ่ยคำสาบานต่อฟ้าดิน ชาตินี้จะไม่มีวันสั่งประหารผู้ใดอีก ทั้งวันทั้งคืนจนกว่าจะซึมซาบเข้าหัว

“ก็เจ้าหลบลี้หนีหน้าไม่ยอมมาเล่นกับข้า”

“องค์หญิงทรงอยากสั่งประหารกระหม่อมหรือพะย่ะค่ะ” หย่งชิ่งย้ำถาม

“ข้าไม่ได้อยากประหารเจ้าสักหน่อย” เสียงพระองค์สะบัดแง่งอน

หย่งชิ่งนั่งคุกเข่าลงข้างหนึ่ง เสียงเฮยหลงเทียนกระทบพื้นดังเคร้ง นางเงยหน้ามองพระพักตร์กลมแป้น

“ถึงแม้พระองค์จะเป็นองค์หญิง แต่ตรัสแล้วไม่อาจคืนคำได้ ต่อไปโปรดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนก่อนจะเอ่ยประหารผู้ใดเถิดพะย่ะค่ะ กระหม่อมเป็นห่วงองค์หญิง หากพระองค์พลั้งเผลอสั่งประหารสหายรักหรือผู้คนที่องค์หญิงรักไป ถึงเวลานั้นผู้ที่เสียพระทัยที่สุดก็คือพระองค์เองนะพะย่ะค่ะ”

“ก็ได้ ข้าสัญญาว่าจะไม่สั่งประหารใคร แต่เจ้าต้องมาเล่นกับข้า” ไร้ซึ่งสัญญาณตอบรับในความเข้าใจ

หย่งชิ่งถอนใจ เหนือนางยังมีองค์หญิงสิบสองจริงๆ ยิ่งคิดยิ่งปวดใจ ยิ่งคิดยิ่งคิดถึงพี่สี่

เหมือนถูกกรรมตามสนองอย่างไรไม่รู้

หย่งชิ่งจึงลุกขึ้นก้มลงถามองค์หญิงสิบสอง

“วันนี้อยากเล่นอะไรพะย่ะค่ะ”

“ซ่อนหา”

“อีกแล้ว!” ถ้าองค์หญิงหานางไม่พบก็จะร้องไห้ทุกครั้ง จนนางถูกนางกำนัลพี่เลี้ยงตำหนิ นั่นไงยืนตาเขียวอยู่ไกลๆ นั่น

“องค์หญิงไม่อยากเล่นอย่างอื่นบ้างหรือพะย่ะค่ะ”

“ไม่... ข้าจะเล่นซ่อนหา เจ้าไปซ่อนเสียดีๆ แล้วข้าจะหา”

หย่งชิ่งยืนแยกขาเท้าสะเอว หลับตาแล้วหมุนคอหนึ่งรอบ เบื่อหน่ายเต็มที นางเพิ่งรู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่มันไม่น่าภิรมย์สักเท่าไรก็เวลานี้เอง

“องค์หญิงพร้อมหรือยังพะย่ะค่ะ”

องค์หญิงสิบสองหันรีหันขวาง แล้วโถมตัวไปยังเสาต้นหนึ่ง ก้มหน้ากับเสาใช้แขนบังดวงตาแล้วเริ่มนับหนึ่ง สอง สามเสียงดัง

นางกำนัลพี่เลี้ยงหน้าแฉล้มสองนางถลึงตาใส่หย่งชิ่งแล้วโบกมือไล่นางให้รีบไปซ่อนตัว

กระโดดหายไปสักสองร้อยลี้เลยดีไหม?

เฮอะ คนอย่างเฉินหย่งชิ่งหาใช่ตะเกียงไร้น้ำมันที่ต้องทนรับการข่มเหงจากผู้ใด นางจะ... เด็กหญิงหน้าสลด

เออ... ซ่อนก็ซ่อน

นางเดินไปตามทาง แล้วนั่งพิงหลังกับอ่างบัวชันเข่ายกมือเท้าบนแก้มทั้งสองข้าง เลือกแบบที่หาง่ายสุด โง่สุด ไร้สมองสุดๆ ให้เลยนะ ถ้านางกำนัลพี่เลี้ยงยังหาเรื่องตำหนินางอีก นางจะจับโยนลงสระบัวให้ไปคุยกับปลาน้อยเสียเลย

นั่งรอฟังเสียงฝีเท้าซอยถี่ๆ อยู่ตั้งนาน อย่าบอกนะว่าองค์หญิงสิบสองหานางไม่พบอีก ถ้าต้องฟังเสียงร้องไห้ขององค์หญิงไปตลอดทั้งวัน นางคงหูหนวกไปถึงพรุ่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้านางจึงรีบออกไปคว้ามือองค์หญิงสิบสองทันที

“องค์หญิงจับกระหม่อมได้แล้ว เปลี่ยนให้กระหม่อมเป็นคนหาบ้างนะ”

“แต่ดูเหมือนเจ้าจะเป็นคนจับข้าได้ก่อนกระมัง”

เมื่อได้ยินน้ำเสียงอ่อนโยนระคนเอ็นดูเป็นจังหวะจะโคนฟังสะดุดหูเหลือเกิน ทำให้หย่งชิ่งต้องหันไปพิจารณามือเรียวสวยขาวผ่องดุจหยกเนื้อดี รู้สึกเหมือนนางจะคว้าผิดมือเสียแล้ว ดวงตาคมซึ้งของเด็กหญิงไต่ขึ้นสูงชายแขนเสื้อปักลายมังกรสีเงินเล็กๆ ละเอียดยิบ เนื้อผ้าสีขาวสอดดิ้นเงินอย่างประณีต เมื่อมองขึ้นไปอีกพบแผงอกล่ำสัน เขาเป็นบุรุษตัวสูงใหญ่พอๆ กับบรรดาพี่ชายของนาง  นางจึงต้องยืนแหงนคอเพื่อมองใบหน้าของเขา

รอยยิ้มอบอุ่นอ่อนหวานเปี่ยมด้วยเมตตาทำให้บุรุษผู้นี้งดงามและสูงส่งราวกับเทพเซียนจุติลงมา มองผ่านหล่อเหลา มองพิศยิ่งตราตรึงใจ มองจนกระทั่งนางไม่อาจละสายตาจากเขาได้เลย ตั้งแต่เข้าวังมาเพิ่งมีเขาคนแรกนี่แหละที่หย่งชิ่งรู้สึกถูกชะตาเป็นอันมาก

“เป็นอะไรไปเด็กน้อย ยืนนิ่งเชียว” เขาเลื่อนสายตามามองมือที่ถูกเด็กน้อยจับไว้แน่น

“เอ่อ.. ข้าน้อยต้องขออภัย นึกว่าท่านเป็นองค์หญิงสิบสองเรากำลังเล่นซ่อนหากันอยู่”

“เสด็จพี่สาม!” เสียงองค์หญิงสิบสองตะโกนดังลั่น ก่อนที่ร่างอวบในอาภรณ์สีฟ้าจะวิ่งเข้ามากอดขาบุรุษที่หย่งชิ่งจับมือไว้จากด้านหลัง

เสด็จพี่สาม! หย่งชิ่งดึงมือกลับทันที รีบคุกเข่าก้มหน้าไม่พูดไม่จาอันใดอีก

สวรรค์คงเกลียดขี้หน้านางยิ่งแล้ว จับใครไม่จับไปจับมือองค์ชายสาม ลำพังรับมืออ๋องน้อยผู้โฉดชั่วนางก็เกือบจะสิ้นใจอยู่แล้ว อย่าได้โชคดีต้องมารับมือกับองค์ชายสามอีกคนหนึ่งเลย นางคงกระอักเลือดตายอยู่ตรงนี้

องค์หญิงสิบสองเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ จึงถอยออกมาเล็กน้อยแล้วย่อกายเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสน่ารัก

“ถวายพระพรองค์รัชทายาท”

“ถวายพระพรองค์รัชทายาท กระหม่อมมีตาหามีแววไม่ ได้โปรดอภัยที่กระหม่อมล่วงเกิน” หย่งชิ่งสูดหายใจก่อนจะเอ่ยออกไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ

หนังสือที่นางเคยอ่านพบ ในสมัยโบราณเพียงแค่แตะถูกชายผ้าของเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ยังต้องโทษประหาร นับพระสาอะไรกับนางที่บังอาจจับมือองค์รัชทายาท ไม่ต่างกับการปล้นความบริสุทธิ์ของพระองค์ ต่อให้มีสิบเศียรยังไม่พอให้ตัด

ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด สุภาษิตจีนสมัยไหนก็บอกไว้มั้ง

คนบ้าอะไรเป็นองค์ชายสามยังไม่พอยังอุตส่าห์เป็นรัชทายาทอีก เกรงชีวิตนางจะไม่ได้อยู่ดีมีสุขกระมังถึงได้มีปัญหาตามมาไม่หยุดไม่หย่อน

เฉินหย่งชิ่งเอ๋ย... หากเจ้าไม่วายชีวาในวังหลวงแห่งนี้ ก็ถือว่าเจ้ามีเง็กเซียนฮ่องเต้คอยคุ้มครองแล้วล่ะ

ชะตาของนางคงไม่แคล้วต้องสิ้นลมในวัยสิบขวบ ณ วังหลวงแห่งนี้เป็นแน่แท้

 “หย่งชิ่งเจ้าลุกขึ้นเถอะ พี่สามไม่ได้เจ้ายศเจ้าอย่างสักหน่อย ใจดีที่สุดต่างหาก”องค์หญิงสิบสามขัดขึ้นอย่างเสียมารยาท

องค์หญิงสิบสองเป็นพระขนิษฐาขององค์รัชทายาท ผู้ใดจะกล้าถือสา แต่นาง... เฉินหย่งชิ่งเป็นเพียงสามัญชน แค่หายใจแรงยังผิดเลย

“เจ้าชื่อหย่งชิ่งสินะ ลุกขึ้นเถอะ”

เมื่อได้ยินองค์รัชทายาทเอ่ยอนุญาตนางจึง รีบลุกขึ้นยืนก้มหน้าถอยไปด้านข้าง แทบไม่กล้าหายใจแรงเลยด้วยซ้ำ บทเรียนจากอ๋องน้อยสั่งสอนให้นางซาบซึ้งถึงคำว่า สงบเสงี่ยม

“พี่สามกลับมาจากแคว้นเสอตั้งแต่เมื่อใด ข้าไม่เห็นรู้เรื่อง” องค์หญิงสิบสองถามพลางชูแขนขึ้นสูงเป็นเชิงบอกให้อุ้ม พริบตาร่างอวบกลมก็ขึ้นไปอยู่ในวงแขนแข็งแรงของพระเชษฐา

องค์รัชทายาทเซี่ยเหลียงหรง พระชมมายุยี่สิบห้าพรรษา เป็นบุตรแห่งอัครมเหสี ได้รับตำแหน่งรัชทายาทเมื่อพระชนมายุได้สิบแปดพรรษา ไปปกครองแคว้นเสอเมื่อสามปีก่อน เมื่อได้รับราชโองการจึงรีบเดินทางกลับแคว้นหู่

“เสด็จพ่อมีราชโองการให้ข้ากลับมาวังหลวงชั่วคราว ไม่พบกันหลายปีเจ้ายังจำข้าได้ น่าดีใจไม่น้อย”

“พี่สามดีกับข้ายิ่ง ต่อให้ตายก็ไม่ลืมหรอกเพคะ”

“แล้วนี้เจ้าเล่นซนอันใด ได้เพื่อนใหม่หล่อเหลาดีงามจนข้านึกอิจฉา” องค์รัชทายาทปรายตาไปทางหย่งชิ่ง

“ใช่ไหมเพคะ? หย่งชิ่งหล่อมาก ข้าชอบเขา ข้ากำลังจะขอให้เสด็จพ่อสั่งให้เขาอยู่เล่นเป็นเพื่อนข้าที่นี่”

องค์หญิงสิบสอง!

“องค์หญิงสิบสองพะย่ะค่ะ กระหม่อมคงอยู่เป็นเพื่อนพระองค์ไม่ได้นานนัก กระหม่อมยังต้องกลับบ้านที่เหอเสี่ยงไปหาครอบครัวนะพะย่ะค่ะ” หย่งชิ่งรีบแทรกขึ้นทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่อย่างนั้น

องค์หญิงตัวน้อยทำปากยื่นไม่พอพระทัย

“อีกสี่ห้าปีเจ้าค่อยกลับก็ได้นี่ อยู่เป็นเพื่อนเล่นกับข้าก่อน”

“ดูท่าน้องสิบสองจะชอบเจ้ามาก ไหนเจ้าลองเงยหน้าขึ้นสิ”

หย่งชิ่งยังคงก้มหน้าหายใจไม่ทั่วท้อง กระทั่งร่างสูงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า ใช้ปลายนิ้วเชยคางนางขึ้น ดวงตาฉายแววอ่อนโยนคู่นั้นทั้งให้กำลังใจทั้งเอ็นดูนาง จนหย่งชิ่งหายใจขัดทำตัวไม่ถูก

“หากน้องสิบสองให้เจ้าอยู่ในวังหลวงต่อไป อีกไม่กี่ปีข้าคงต้องเสียตำแหน่งยอดบุรุษแห่งวังหลวงให้เจ้ากระมัง”

“พระองค์ทรงล้อกระหม่อมเล่นแล้ว” หย่งชิ่งรีบบอกรู้สึกหนาวศีรษะขึ้นทันตา

“ข้าได้ข่าวมาว่าเจ้าเก่งหมากล้อม อยากจะขอลองเล่นกับเจ้าสักกระดาน อ้อ.. อย่าคิดออมมือให้เป็นอันขาด แพ้หรือชนะข้ายอมรับด้วยใจ”

หย่งชิ่งตัวเย็นวาบหลุบเปลือกตาซ่อนความรู้สึกจากนัยน์ตาคมกริบคู่นั้น

หมายความว่าองค์รัชทายาทรู้จักนางมาก่อนแล้ว อาจไม่ใช่การรู้จักหน้าตาแต่พระองค์รู้แน่ว่านางมาที่วังหลวงด้วยเหตุอันใด พระองค์ไม่น่าจะรู้จักนางจากรูปเหมือน น่าจะเป็นการบอกกล่าวรูปร่างลักษณะอย่างละเอียด แม้ห่างจากเมืองหลวงไปนานนับปี แต่กลับรู้ข่าวคราวในวังอย่างละเอียด กระทั่งแขกผู้ต่ำต้อยอย่างนางยังอยู่ในสายพระเนตร เห็นทียามหลับยังคงต้องระวังตัวจากองค์รัชทายาทผู้นี้

นัยน์ตาอ่อนโยนและความเอ็นดูในนั้นอาจมิใช่ของแท้เสียแล้ว... หมาป่าห่มหนังแกะหรืออย่างไร?

ผู้คนในวังหลวงนี้ไซร้ยากแท้หยั่งถึง จิตใจช่างมืดดำเหลือคณานับ

“กระหม่อมมิกล้าพะย่ะค่ะ”

“ทำไมล่ะมีอะไรต้องกล้าหรือไม่กล้า”

“องค์รัชทายาทอยู่เหนือคนนับหมื่นหากอยู่ใต้คนเพียงคนเดียว กระหม่อมคือหนึ่งในผู้คนนับหมื่นที่ยินดีอยู่ใต้ฝ่าพระบาทด้วยความจงรักภักดีพะย่ะค่ะ ไม่ว่าจะแข่งหรือไม่ผู้ชนะย่อมเป็นพระองค์พะย่ะค่ะ”

สมแล้วที่เหวินหรงคุยนักคุยหนาในความกระล่อนของเด็กหญิงผู้นี้ ต้อนเท่าไรก็ไม่จนมุมสักที น่าสนใจจริงๆ ภายในอีกห้าปีข้างหน้านางจะเฉลียวฉลาดมากสามารถไปถึงขั้นไหนกัน

เมื่อเช้าชื่อของเฉินหย่งชิ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อสนทนาที่สามารถกำจัดความเคร่งเครียดได้เป็นอย่างดี

องค์รัชทายาทหันไปยิ้มกว้างกับพระขนิฐาตัวน้อย

“ดูเหมือนเพื่อนของเจ้าจะไม่เต็มใจเล่นกับข้าเสียแล้ว ข้าต้องไปเฝ้าเสด็จพ่อก่อน พวกเจ้าเล่นกันต่อเถิด แล้วเย็นนี้น้องสิบสองไปที่ตำหนักบูรพาข้ามีของเล่นให้เจ้าด้วย”

“ขอบพระทัยเสด็จพี่สาม” องค์หญิงสิบสองที่ถูกวางลงบนพื้นย่อกาย

“ส่วนเจ้าเฉินหย่งชิ่ง อย่างไรเสียข้าจะต้องให้เจ้าเดินหมากล้อมกับข้าสักกระดานให้ได้”

น้ำเสียงเมตตาทว่าไร้ซึ่งเมตตาทำหย่งชิ่งน้ำตาตกใน

“ไม่ส่งนะพะย่ะค่ะ” หย่งชิ่งก้มศีรษะให้องค์รัชทายาท

องค์รัชทายาทเดินจากไป หย่งชิ่งยังคงมองตามแผ่นหลังอันสง่างามขององค์รัชทายาทด้วยอาการกลืนน้ำลายลำบาก

“หย่งชิ่งไปเล่นกันต่อเร็ว” องค์หญิงสิบสองกระตุกมือนาง

“ด้วยความเต็มใจอย่างยิ่งพะย่ะค่ะ”

 

แรมหนึ่งค่ำ... จันทรายังคงกระจ่างฟ้าเหมือนเมื่อวาน

หย่งชิ่งมายืนอยู่หน้าตำหนักบุหลันเคลื่อนคล้อยจนได้ กำแพงสูงสีขาวล้อมรอบตำหนัก ด้านหน้าประตูไม้หนาหนักเปิดอ้า น่าแปลกที่บริเวณนั้นไร้ซึ่งทหารองครักษ์ มีเพียงโคมไฟให้แสงสว่างตามทางเดิน กิ่งหลิวเอนไหวลู่ลมเป็นเงาร่างในเงาน้ำ

นางหยุดที่ศาลากลางน้ำ ยืนนิ่งเป็นหินอยู่นานเกือบสองเค่อ ปล่อยให้สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านร่างน้อยอาภรณ์พลิ้วแนบลำตัว ยิ่งเวลาผ่านไปนานขึ้นความกล้าหาญของนางก็ถูกพัดพาจากไปตามสายลม คิดไปคิดมาองค์หญิงสิบสองน่ารักที่สุดแล้วในวังหลวง คราวหน้านางจะไม่บ่นจะไม่แสดงกิริยาหงุดหงิดใส่พระองค์ แล้วจะหาคิดเกมสนุกๆ ฝึกสมองมาให้เล่นอีกด้วย

พี่สามถูกองค์หญิงเจ็ดรั้งไว้ที่ตำหนักอีกตามเคย หากมีคนบอกว่าองค์หญิงเจ็ดทรงพระครรภ์กับพี่สามนางจะไม่แปลกใจเลย

"เจ้าจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม?" เสียงทุ้มวางอำนาจดังขึ้น

หย่งชิ่งไหวกายเล็กน้อย ดูเหมือนนางจะเริ่มคุ้นชินกับการปรากฎกายอย่างไม่คาดฝันของท่านอ๋องน้อยเหวินหรงเสียแล้ว

อาภรณ์สีดำปักดิ้นเงินลวดลายมังกรโดดเด่นท่ามกลางแสงจันทร์ ผิวสีน้ำผึ้งคร้ามเข้มเช่นคนกรำแดด ร่างสูงใหญ่ยืนเป็นสง่าผ่าเผยทุกอิริยาบทบ่งบอกถึงสายเลือดขัตติยาอันสูงส่ง

หย่งชิ่งเจ้าตาต่ำยิ่งกว่าตาตุ่มเสียอีก มองแม่ทัพเป็นทหารยาม

"เอ่อ... กระหม่อม..." นางกำลังยืนทำใจ ความรู้สึกหวาดกลัวไม่มั่นใจในโชคชะตาช่างน่าขันไม่น้อย ชีวิตเป็นของนางแต่กลับต้องให้ผู้อื่นกำหนดกะเกณฑ์ นางรู้มานานแล้วว่าการอยู่ในวังหลวงนั้นยาก แต่นางไม่คิดว่ามันจะยากถึงเพียงนี้

"รีบเข้าไปในตำหนักเกิด เจ้าไม่หนาวหรือไร" เหวินหรงเข้ามาจับมือน้อยเย็นเฉียบจูงเดินไปด้านในด้วยกัน

หย่งชิ่งมองมือที่ถูกจับพาลากเดินเข้าไปด้านใน ฝ่ามือใหญ่ด้านแข็งแกร่งกำลังถ่ายเทความอบอุ่นสู่มือน้อย หัวใจของนางวาบไหวในอก

ประตูใหญ่ถูกเปิดและหับเข้าหากัน หย่งชิ่งแอบสะดุ้งในใจ เข้ามาในนี้แล้วนางจะได้กลับออกไปหรือไม่ ช่างน่าประหวั่นใจนัก

ภายในห้องโถงใหญ่ อบอุ่นด้วยอ่างไฟ สว่างไสว ทำให้เห็นการตกแต่งภายในอย่างชัดเจน ภาพวาดทิวทัศน์ด้วยปลายพู่กันขนาดใหญ่ติดเต็มฝาผนังดูแล้วช่วยให้จิตใจสงบ คลายความประหม่าให้นางได้อย่างดีทีเดียว

เครื่องเรือนประดับตกแต่งในตำหนักแห่งนี้ ต่างกับตำหนักปทุมมาพันปีราวฟ้ากับดิน แม้จะดูเรียบง่ายแต่เครื่องเรือนทุกชิ้นทำจากไม้ล้ำค่า อีกทั้งแกะสลักตกแต่งด้วยช่างฝีมือระดับหาตัวจับยาก นี่สิถึงควรค่าเรียกว่าวังหลวง

เหวินหรงเข้ามาอยู่ในตำหนักนี้ตั้งแต่ยังเด็ก ในฐานะพระญาติคนสนิทขององค์รัชทายาท ทั้งสองถูกเลี้ยงดู เติบโตมาด้วยกัน และเริ่มค่อยๆ ห่างเหินเมื่อเติบใหญ่ด้วยภาระหน้าที่ของแต่ละคน เวลานี้เขาใช้เป็นที่พักชั่วคราวระหว่างมาเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิอีกไม่กี่วันก็จะกลับจวนผิงอ๋องของท่านพ่อ

"นั่งสิ... ดื่มชาเสียเมื่อครู่เจ้ามือเย็นมากเลย”

หย่งชิ่งนั่งลง บนโต๊ะมีพิณวางไว้ตัวหนึ่ง นางรีบจอกชาร้อนๆ จากอ๋องน้อยมาคลึงในมือก่อนจะค่อยๆ จิบชา รู้สึกอุ่นขึ้นทีละนิด นางหลุบตามองแต่จอกชาไม่กล้าเอ่ยอันใดออกไป

เขาเรียกนางมาให้แสดงความเทิดทูนเท่านั้น แต่นางก็ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร อันที่จริงถ้ารีบๆ ทำเสียให้เสร็จนางก็จะได้กลับไปตำหนักปทุมมาพันปีเสียที

แล้วมันง่ายเสียที่ไหนกันเล่า จูบปากผู้ชายนี่นะ ถึงนางจะเคยจูบเขาก็จริงแต่นั่นมันแค่ความคึกคะนองชั่วครู่ชั่วยาม ถ้าเป็นพี่ชายทั้งสี่ของนางก็ยังไม่กระดากใจเท่านี้

กลุ้มโว้ย!

“บรรเลงเพลงพิณเป็นไหม?"

จะหาเรื่องอะไรนางอีกล่ะ หย่งชิ่งส่ายหัวเตรียมอ้าปากปฏิเสธ

"ถ้าเล่นไม่เป็นข้าจะสอนให้"

นางเกือบสำลักชา ถ้อยคำปฏิเสธถูกกลืนลงคออย่างยากลำบาก ให้เขาสอนนางเล่นพิณ แม่ทัพตัวโตจะสอนนางเล่นพิณ นางคงหูฝาดไป คงไม่ใช่เรื่องจริงหรอก

"เอ่อ...  ที่กระหม่อมส่ายหน้า หมายถึงเล่นไม่ค่อยเก่งพะย่ะค่ะ" เกือบกลับลำแทบไม่ทัน ถ้วยชาใบเล็กสูงค่าในมือถูกวางบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง

"ลองบรรเลงให้ข้าฟังสักเพลง ข้าเพิ่งกลับจากการรบทัพจับศึกมาเนิ่นนาน ได้ฟังเสียงพิณสักคราคงรื่นเริงใจไม่น้อย"

"ท่านอ๋องน้อยอยากฟังเพลงอะไรเป็นพิเศษไหมพะย่ะค่ะ"

"เจ้าเล่นเพลงไหนไพเราะที่สุด ก็เล่นเพลงนั้นแล้วกัน"

ทำอย่างไรดี นี่คือปัญหาประลองเชาว์หรือแค่ท่านอ๋องน้อยอยากฟังเพลงพิณจากนางจริงๆ หย่งชิ่งกัดฟันแอบมองสีหน้าของคนที่นั่งข้างๆ นางอ่านใบหน้าเรียบเฉยนั้นไม่ออกเลย สมกับเป็นแม่ทัพไร้พ่าย ข้าศึกศัตรูมีหรือจะอ่านสีหน้าแบบนี้ออกกัน ยกเว้นเขาจะตั้งใจ แสดง ให้รู้เท่านั้น แต่เขาไม่ได้ดูเหี้ยมโหดจะฆ่าจะแกงนางหรือแผ่จิตสังหารเข้มข้นออกมาข่มขู่

เล่นเพลงอะไรดีที่ไม่พาหัวหลุดจากบ่า หวังให้ท่านเรดฮอตชิลิเปปเปอร์สช่วยคงไม่ได้ ขืนเล่นเพลงเฮฟวีเมทัลมีหวังถูกลากตัวไปตัดหัวแบบไม่ต้องคิด

ใช่แล้ว! มีบทเพลงหนึ่งที่ท่านแม่เคยสอนนาง ท่านแม่บอกว่าเป็นเพลงที่บ้านเกิดของท่าน เวลาท่านแม่บรรเลงให้ฟังคราใดชวนจิตใจอบอุ่นอบอวลด้วยความสุขทุกครั้ง

หย่งชิ่งลองกรีดนิ้วบนพิณสองสามครั้ง เสียงกังวาลใสสั่นสะท้านถึงภายในอก เป็นพิณที่ดี... ถึงแม้นางจะไม่สันทัดเรื่องพิณก็ตาม

นิ้วเรียวเล็กค่อยๆ บรรเลงเพลงบ้านเกิดของท่านแม่อย่างเชี่ยวชาญ ภาพนิ้วเรียวยาวของท่านแม่ยามกรีดไปบนพิณลอยขึ้นในหัว เพลงนี้ท่วงทำนองไม่เร็วไม่ช้า เล่นไม่ง่ายไม่ยาก หย่งชิ่งร้องเพลงไปด้วย เมื่อคิดถึงท่านแม่ความเบิกบานใจ อบอุ่นใจกลับเข้ามาแทนที่ เสียงเล็กหวานขับขานบทเพลงราวกับนกน้อยที่กำลังโผบินสู่ท้องฟ้าสีคราม

 

บ้านน้อยตั้งอยู่ดินเดิม  ปลูกข้าวผักเสริมแซมหญ้า

เด็กน้อยสำราญเริงร่า  เรียกอาปาอามาสุขใจ

จับปลาในธารสนุกแสน สองแขนแหวกว่ายน้ำใส

ขับขานร้องเพลงก้องไพร สกุณาเรไรกลับพงพี

เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพียงไร หากใจเปี่ยมสุขล้นปรี่

สองมือหยาบบิดากอดลูกนี้  เมตตาอารีเหนือใคร

มือแม่ทอผ้าห่มอุ่น ปันตักหนุนแทนหมอนหลับไหล

ครั้นตื่นกินข้าวพร้อมยาใจ แดนใดฤๅสุขเหมือนบ้านเรา

 

เพลงพื้นบ้านธรรมดา แต่กลับทำให้เขาคิดถึงท้องทุ่งกว้างเขียวขจี รวงข้าวอุดมสมบูรณ์ ทิวเขาสลับสูงต่ำโอบล้อมกระท่อมหลังน้อย ครอบครัวหนึ่งกินอยู่อย่างมีความสุข โดยปราศจากแก้วแหวนเงินทองยศฐาบรรดาศักดิ์ เพียงแค่ครอบครัวอยู่พร้อมหน้า ก็ไม่อาจหาสุขใดมาทดแทนได้

ริมฝีปากแดงฉ่ำกำลังขับขานบทเพลง ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข แม่นางน้อยคงกำลังคิดถึงครอบครัวที่จากมาอีกไม่นานคงได้อยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูกอีกครั้ง นิ้วเล็กๆ พร่างพรมบนเส้นสายขึงตึงประดุจเป็นหนึ่งเดียวกับพิณ เมื่อถึงสายเส้นสุดท้ายถูกดีดแผ่วเบามือน้อยละจากพิณ

“เจ้าดูมีความสุขมากกว่าข้าอีกนะ”

หย่งชิ่งยังไม่หุบยิ้ม นางบรรเลงเพลงนี้ทีไร นางจะหัวใจพองโตแทบทุกครั้ง ถึงแม้นางจะไม่ได้ลงมือปลูกผักดายหญ้าด้วยตัวเอง แต่นางก็มีสวนผักเล็กๆ ของนางในพรรควิหคเพลิง ถึงนางจะไม่ได้ว่ายน้ำใสแต่นางก็มีถังไม้ที่ใส่น้ำร้อนจนเต็มลงไปแช่อาบทุกวัน จนทุกคนต่างติดนิสัยอาบน้ำทุกวันจากนาง ตกเย็นกินข้าวพร้อมหน้า เสียงหัวเราะพร้อมเรื่องเล่าสนุกสนานที่มาแบ่งปัน นางรู้สึกถึงความสุขอันแท้จริง

มิใช่ความสุขที่เคลือบยาพิษเหมือนในวังหลวงเช่นนี้

“บทเพลงนี้ท่านแม่ของกระหม่อมชอบบรรเลงให้กระหม่อมฟังหลังกินข้าวเย็น พวกเราทั้งครอบครัวจะนั่งล้อมวงดื่มชาฟังเพลงของท่านแม่ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว”

“เจ้าช่างน่าอิจฉา เหตุใดจึงมีความสุขได้เพียงเพราะเรื่องเพียงน้อยนิดเท่านี้”

“สุขทุกข์อยู่ที่ใจ จะสุขน้อยก็เรียกว่าสุข กระหม่อมหวงแหนความสุข แต่มักปล่อยความทุกข์ให้ลอยหายไป”

“ดี... พูดได้ดี...” ดวงหน้าคมคายเพียงยกมุมปากเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็นความแตกต่าง

เหวินหรงปรบมือสองครั้ง

ไม่นานนักประตูถูกเคาะแผ่วเบาเปิดออกพร้อมกับนางกำนัลนับสิบเรียงแถวอย่างมีระเบียบนำขนมของว่างมาถวาย พิณบนโต๊ะถูกนำไปเก็บใส่กล่องอย่างดี ส่วนตรงหน้าหย่งชิ่งแทนที่ด้วยขนมจากห้องเครื่องในวังหลวงนานาชนิดละลานตาส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย นางแอบลอบกลืนน้ำลายที่กำลังสออยู่เต็มปาก

“กินสิ” เหวินหรงผายมือให้เด็กน้อยจัดการขนมของวางมากมายบนโต๊ะ ส่วนตัวเองเทสุราอุ่นใส่จอกยกดื่ม

“ข้า... เอ๊ย กระหม่อมกินได้หรือพะย่ะค่ะ”

“กินได้สิ ข้าสั่งมาให้เจ้าโดยเฉพาะ”

มียาพิษหรือเปล่า? คือคำถามแรกที่ผุดขึ้นในใจนาง

ถึงจะตะกละแต่นางไม่ยอมให้ความตะกละบังตาบังใจดอกหนา แต่ดูๆ ไปแล้วท่านอ๋องน้อยแสนจะใจดี คงไม่ทำอะไรเด็กน้อยอย่างนางหรอกมั้ง

คิดถึงพี่สี่ หากเป็นเขาเพียงได้กลิ่นก็สามารถจำแนกพิษได้แล้ว นางได้ร่ำเรียนวิชาจากพี่สี่มาน้อยนิดก่อนจะต้องเดินทางมาวังหลวง จดจำได้เพียงพืชพิษและสรรพคุณของพิษแต่ละชนิดเท่านั้น

หย่งชิ่งหยิบขนมรูปดอกกล้วยไม้สีเขียวใสในจานที่ใกล้มือสุดกินเป็นชิ้นแรก ตามด้วยชิ้นต่อมาปากเคี้ยวตุ้ยไม่พูดไม่จาและไม่มองไปทางท่านอ๋องน้อย

ท่านอ๋องน้อยผู้สง่าผ่าเผยนับเป็นจอมทัพผู้เกรียงไกร มากสามารถ รู้จักกลยุทธ์การศึกเป็นอย่างดี อีกทั้งยังเปี่ยมน้ำใจต่อเด็กน้อยเช่นนาง

หลักการใช้คน ต้องชนะใจเขาก่อนจึงใช้แรงเขาได้

บัดนี้เขาชนะใจนางไปหลายส่วนแล้ว จักใช้งานอันใดนางยินดีช่วยเหลือเต็มกำลังหากไม่เหลือบ่ากว่าแรง

หย่งชิ่งหยิบขนมเปี๊ยะสีขาวนวลชิ้นพอคำเพียงแค่จับเนื้อแป้งก็บุ๋มลงไปบ่งบอกถึงความนุ่มของเนื้อแป้ง กระทั่งกัดลงไปคำหนึ่งความหอมของหมูผัดเค็มใส่พริกไทยเผ็ดร้อนและกลิ่นผักชีหอมขึ้นจมูก รสชาติเค็มหวานกลมกล่อมเหมือนกับรสมือของมารดาไม่มีผิดทำให้นางคิดถึงมารดาพานน้ำตาจะไหล นางส่งที่เหลือใส่ปากแล้วหยิบอีกมาไว้ในมือทันที

เห็นทีนางคงต้องรับใช้ถวายหัวให้ท่านอ๋องนี้ผู้นี้เสียแล้ว

เด็กน้อยช่างเจริญอาหารดีแท้ เหวินหรงหยิบขนมเปี๊ยะในจานที่นางหยิบกินเอาหยิบเอาจะมาลองชิมบ้าง แต่เมื่อถูกดวงตาเขียวปั้ดมองไม่กะพริบ หากเขากล้ากินลงไปก็นับว่าขวัญกล้ายิ่ง เขาจึงชะงักมือที่กำลังจะหยิบใส่ปากตัวเองแล้วส่งไปถึงปากเล็กมอมแมมของนาง

ขนมเปี๊ยะชิ้นสุดท้ายเป็นของนางจนได้ หย่งชิ่งเคี้ยวแก้มตุ่ย หันไปสนใจของวางจานอื่นต่อ

เห็นทีเรื่องเฉินหย่งชิ่งถูกวิญญาณร้ายเข้าสิงคงจะเป็นเรื่องโคมลอย เมื่อครู่นางสามารถบรรเลงเพลงพิณได้อย่างไพเราะน่าฟัง ซ้ำยังสั่นคลอนหัวใจเขาอย่างประหลาด

ชั่วแวบหนึ่งเขามีความคิดอยากรั้งนางไว้ใกล้ตัว...

 

เฉินหย่งชิ่งเก่งหมากล้อมเหนือเซียนเทพบนสวรรค์ทั้งปวง เปี่ยมเมตตาต่อผู้คนดุจพระโพธิสัตว์จำแลงลงมา  วิชาตัวเบาเลิศล้ำตัวเบาประดุจขนนกล่องลอยในอากาศ

บรรเลงเพลงพิณบ้าคลั่งดั่งถูกวิญญาณร้ายสิงสู่ กระบี่เลือดปลิดชีพยอดฝีมือในเพลงเดียว รูปลักษณ์กึ่งเทพกึ่งมารงดงามเหี้ยมโหด ชมชอบซื้อชายบำเรอไว้อุ่นเตียง

 

มารดามันเถิด!

ไม่มีอันใดเชื่อได้สักอย่าง

นี่น่ะหรือข่าวลับสุดยอดของพรรควิหคเพลิงผู้น่าเชื่อถือในยุทธภพ แม้กระทั่งข่าวของคุณหนูเล็กพรรควิหคเพลิงยังคลาดเคลื่อนเสียขนาดนี้ ไม่สมกับเงินก้อนโตที่เขาเสียไปแม้แต่น้อย

เขาต้องการข่าวของเฉินหย่งชิ่งอย่างเร็วที่สุด ในยุทธภพนี้ไม่มีข่าวจากที่ไหนละเอียดถูกต้องและเป็นความลับเท่าข่าวจากพรรควิหคเพลิงอีกแล้ว เขารู้ข้อนี้ดีจึงให้องครักษ์ข้างกายไปซื้อข่าวของนางจากสาขาในเมืองหลวง ซึ่งมีอยู่หลายสาขากระจายอยู่ในเมือง

ข่าวครั้งอื่นไม่เคยมีปัญหา ทั้งถูกต้องและแม่นยำ มีเพียงครั้งนี้เท่านั้น

เฉินหย่งชิ่ง คือเด็กหญิงผู้งดงามซุกซนตราตรึงใจคนหนึ่งเท่านั้นเอง

พรุ่งนี้เขาคงหมดเรื่องสนุกไปโอ้อวดกับรัชทายาทแล้วสิ อุตส่าห์หวังไว้ว่านางจะมีความน่ากลัวสักข้อใดข้อหนึ่ง ให้พวกเขาได้มีหัวข้อสนทนาครื้นเครงสนุกสนาน

"อร่อยไหม?"

หย่งชิ่งได้แต่พยักหน้า เพราะยังมีขนมเต็มปาก

เขาคิดได้ข้อหนึ่งแล้ว นางเป็นจอมมารกินดะอย่างไรล่ะ ตั้งนานแล้วเขายังไม่เห็นนางหยุดกินสักที

เขาต้องเป็นฝ่ายรินชาให้นางดื่มกลั้วคอ เกรงขนมประดามีที่นางกินเข้าไปจะติดคอตาย

แม้แต่ท่าทางกินของนางยังมีความสุขจนน่าอิจฉา

กระทั่งของว่างบนโต๊ะพร่องไปเกินครึ่ง นางจึงได้หยุดมือ ล้างมือในอ่างน้ำ เช็ดมือ ด้วยกิริยาเรียบร้อย ผิดกับ หนูน้อยจอมตะกละเมื่อครู่เป็นคนละคน ดื่มชากุหลาบเหยาะน้ำผึ้งที่ส่งกลิ่นหอมอวลภายในห้อง เขาจึงปรบมือให้นางกำนัลมาเก็บสำรับออกไป

เมื่อเย็นหย่งชิ่งเป็นกังวลจนกินอะไรไม่ลง กระทั่งได้เห็นของว่างน่าอร่อย จึงเพิ่งรู้สึกตัวว่ากำลังหิวโซเพียงใด เล่นซัดเสียเกือบหมดขนาดนี้ ถ้ามียาพิษ ป่านนี้นางคงโลหิตไหลออกทวารทั้งห้า สิ้นใจตายไปนานแล้ว

โอย... อร่อยเหาะไปเลย ดูท่านางต้องจัดอ๋องน้อยไว้เป็น อู่ข้าวอู่น้ำอันดับหนึ่งของนางเสียแล้ว

"อิ่มแล้ว?"

"ขอบพระทัยท่านอ๋องพะย่ะค่ะ กระหม่อมอิ่มแปล้เลย"

"เห็นเจ้ากินได้ข้าก็ดีใจ” เหวินหรงบอกกลั้วหัวเราะ

ปีศาจหน้าตายได้หายไปแล้ว

เด็กหญิงยิ้มกว้างมีความกล้าจะพูดคุยกับเขามากขึ้น

“เมื่อเย็นกระหม่อมไม่หิวเลยดื่มแค่น้ำชากาเดียว พอเห็นขนมเข้าจึงรู้สึกหิวขึ้นมาทันที น่าอายแล้ว” ปากบอกอายแต่ดวงตาพราวแสงกลับไม่บอกอย่างนั้น

“เห็นเจ้ากินข้าก็นึกถึงการศึกครั้งหนึ่งที่ข้าสั่งให้ทหารใส่ยาถ่ายใน...”

เหวินหรงเล่าถึงเรื่องราวอันน่าขบขันในสนามรบให้หย่งชิ่งฟัง เสียงหัวเราะสดใสของเด็กน้อยดังขึ้นเป็นระยะ หย่งชิ่งจึงเล่าความซุกซนของนางที่ทำให้บรรดาพี่ชายทั้งสี่ล้วนแล้วแต่ส่ายหน้าให้เขาฟังบ้าง

นัยน์ตาคมกล้าจับจ้องดวงหน้างดงามไม่วางตา ทุกรอยยิ้ม ทุกเสียงหัวเราะประทับอยู่ในความทรงจำของเขา จนไม่อยากให้คืนนี้สิ้นสุดลงเลย

ครั้งแรกที่เขาพบนางที่ศาลารับลมท่ามกลางแสงจันทรานวล เขานึกเสียดายที่นางเป็นเพียงภูตพรายไม่อาจสัมผัสตัวตนของนางได้ แต่เมื่อรู้ว่านางเป็นเพียงมนุษย์ผู้หนึ่ง หัวใจในอกกลับดีดสะท้อนแรงกล้า ครั้นนางหนีจากไปเขาแทบพลิกหินทุกก้อนในวังหลวงตามหานาง แต่ไม่คาดกลับพบอย่างง่ายดาย

คืนนี้เขาพบนางที่ศาลาอีกครั้ง เพียงแค่เห็นอาภรณ์สีขาวยวงดุจแสงจันทร์และแผ่นหลังเล็กๆ กลับนำพาความดีใจที่ทำให้หัวใจพองโตอย่างประหลาดมาสู่เขา

จันทราเคลื่อนคล้อยลงต่ำ เสียงหัวเราะกังวานใสแผ่วลง ดวงตาคมซึ้งหรี่ปรือ ดูเหมือนตัวง่วงงุนจะพานางไปแล้ว ร่างน้อยโงเงนเกือบตกเก้าอี้ โชคดีที่เหวินหรงรับไว้ทัน เด็กหนอเด็ก กินอิ่มนอนหลับไม่ต้องกังวลสิ่งใด

“เฉินหย่งชิ่งเจ้าลืมไปแล้วกระมังว่ามาที่ตำหนักแห่งนี้ด้วยเหตุอันใด” เขาแกล้งถามเสียงเข้มงวดก้มหน้าลงไปเกือบชิดดวงหน้าของคนที่อยู่ในอ้อมแขน

ดวงตาคมซึ้งเปิดขึ้นอย่างสะลึมสะลือเต็มที นางเห็นใบหน้าคมที่ก้มลงมาถามจึงยื่นริมฝีปากไปจูบบนปากอุ่นจัดของเขาแล้วหลับตาลง

“ข้าเทิดทูนท่าน อย่ากวนนะ ข้าจะนอน”

เหวินหรงตัวแข็งทื่อจ้องดวงหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กน้อยอย่างตกตะลึง

อ๋องน้อยเซี่ยเหวินหรงเพิ่งรู้ว่าเขาถูกขโมยหัวใจตั้งแต่ถูกนางขโมยจูบครั้งแรกไปแล้ว

 



[1] ยิงศรดอกเดียวได้แร้งสองตัว ความหมายคล้ายกับยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว


 

 

29/05/2558

 

เหมือนจะหมดพลัง ตอนนี้สูบแรงไปมากทีเดียว

ขอแรงใจหน่อยนะคะ

 

亮林  เลี่ยงหลิน



[1] ยิงศรดอกเดียวได้แร้งสองตัว ความหมายคล้ายกับยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

 

 

 

28/05/2558

 

อยากจะอัปนิยายวันละหลายๆ หน้าใจจะขาดเช่นกันค่ะ แต่พักนี้โน้ตบุ๊กรวนมากอาจจะสละชีพในหน้าที่เร็วๆ นี้ จึงต้องมานั่งพิมพ์เครื่อง PC แทนแต่ดันถูกมัลแวร์ หงุดหงิดจนทำงานไม่ออกเลย ตอนนี้น่าจะเรียบร้อยแล้วค่ะ

หวัดดีขึ้นแล้วค่ะ ดื่มแต่ชาร้อน ตาค้างมาก นั่งทำงานก็เปิดแต่เพลงจีนฟัง รู้สึกรักหย่งชิ่งจัง ฮ่าๆ นางน่ารักดี อยากได้มาเป็นลูกเป็นหลาน

กดแชร์ให้เพื่อนอ่านกันได้นะคะ วิจารณ์ได้ตามสะดวกค่ะ

ขออนุญาตแก้คำผิดนะคะ กลัวมากเวลากดอัปเดตแล้วไม่มีอะไรอัปเดต แต่เห็นคำผิดแล้วหงุดหงิดจะแย่ แต่ก็กลัวคนอ่านจะว่า ถ้าอย่างไรก็รอสัก 2-3 วันค่อยเข้ามาอ่านครั้งหนึ่งก็ได้ค่ะ

หวังว่าคงมีความสุขกับ ดวงใจไร้กาลนะคะ

 

 

亮林  เลี่ยงหลิน

 



[1] ยิงศรดอกเดียวได้แร้งสองตัว ความหมายคล้ายกับยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว




26/05/2558

 

ขอบคุณสำหรับทุกคะแนน ทุกคอมเมนต์ ทุกความห่วงใยนะคะ

อาการหวัดดีขึ้นแล้วค่ะ พอจะมาอัปนิยายได้แล้ว แต่บางทีก็ไอจนน่ารำคาญตัวเอง

หวังว่าคงมีความสุขกับ ดวงใจไร้กาลนะคะ

 

 

亮林  เลี่ยงหลิน

 



[1] ยิงศรดอกเดียวได้แร้งสองตัว ความหมายคล้ายกับยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว



แอดเป็นแฟนพันธ์แท้ กดที่รูปเลยค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 159 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,278 ความคิดเห็น

  1. #2229 นักดาบสองตา (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2558 / 18:00
    จิกหมอน อ๊ายยยย น่ารัก
    #2,229
    0
  2. #2176 สิ้นเสียงปักษา (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 / 15:44
    นางเอกยังคงความตะกละได้อย่างเหนียวแน่น 5555 วังหลวงน่ากลัว สู้ ๆนะหย่งชิงอย่ายอมแพ้
    #2,176
    0
  3. #2159 kanak (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2558 / 22:15
    อยากรู้จังเลย ทำไมนางเอกตาย อุตสาห์ตามอ่าน
    #2,159
    0
  4. #2150 Whatever it is (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2558 / 20:28
    เลี้ยงต้อยเหรอเนี่ย 555
    #2,150
    0
  5. #2117 เมมฟิส (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2558 / 17:32
    เหวินหรงกินเด็ก

    ชิ่งเอ๋อร์รีบช่วยขัดการองค์หญิงเจ็ดให้เลิกยุ่งกับพี่สามด่วนเลยน่ะ เดี๋ยวพี่สามก็เสร็จยัยองค์หญิงเจ็ดน่ะ ขืนปล่อยไว้นานๆ

    เป็นห่วงชิ่งเอ๋อร์มากๆ ไรท์อย่าใจร้ายกับชิ่งเอ๋อร์น่ะค่ะ
    #2,117
    0
  6. #1999 เบียคุจัง (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 กันยายน 2558 / 00:23
    เฮ้ย! ไออ๋องน้อยจะหน้ามืดกะไรขนาดนั้น!! นั่นมันเด็ก 10 ขวบนะนั่น! เฮ้ยๆ!! อายุอานามท่านก็ปาเข้าไป 24 ขวบแล้วแต่นางเพียงแค่ 10 ขวดเองนะ คิดไปไกลไปมั๊ยท่านอ๋องน้อย จะว่าชอบกินเด็กแต่ว่านี่เด็กไปไหมท่าน?!
    #1,999
    0
  7. #1596 ปัญญากร (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2558 / 22:37
    เฮ้อ เพ้อตามเลยละ ^_^
    #1,596
    0
  8. #1385 • FEED • (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2558 / 23:17
    กินเด็กโดยแท้ๆ 5555555555
    #1,385
    0
  9. #1384 fc คร้าาา (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2558 / 22:48
    อ้ากกกกก น่ารักก รูปปป รูปปปปปปปปปป+-+

    ปล.มีฉากนึงที่บอกว่า บุรุษทั้งสองเข้าไปในห้อง ล็อคกลอนลงดาน คืออารายยยยยยยย 555
    #1,384
    0
  10. #1019 ขี้ฝุ่นสีเทา (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2558 / 22:47
    ร..รูป *,,* //กำเดาทะลักออกรูทวารทั้งห้า
    #1,019
    0
  11. #930 Sel2aMOon (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2558 / 17:08
    โลลิ...สินะ
    #930
    0
  12. #921 Sukanya Paileeklee (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2558 / 23:13
    ไม่อยากให้เซี่ยเหวินหรงเป็นพระเอก ตามศักดิ์แล้วนับเหมือนกับเป็นน้าหลานเลยนะ
    #921
    0
  13. #602 Mazato Yume (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2558 / 16:04
    ท่านอ๋องจะกินเด็ก ฮ่าๆ
    #602
    0
  14. #583 นภาลัย (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2558 / 07:03
    ตลกนางเอกเจริญอาหาร 5555
    #583
    0
  15. #309 ข้าน้อย (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2558 / 10:53
    ทีหลังอ๋องน้อยเลี้ยงขนมบ่อยๆก็จะได้การเทิดทูล อิอิ
    #309
    0
  16. #308 ~~... แมวน้อย...~~ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2558 / 02:26
    โถ่หนู หิวมากมั้ยลูก
    กินซะไม่เหลือมาดนางเอกเล๊ยยยย
    #308
    0
  17. #307 miimeen (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2558 / 00:05
    เอิ่ม...สรุปง่วงจัดจนลืมอาย ถ้าตื่นขึ้นมาจะเป็นยังไงเนี่ย อิอิ
    #307
    0
  18. #306 Maya (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2558 / 23:56
    สมกับเป็นหย่งชิ่งจริงๆ เข้าวังมาได้ไม่นานก็มีเรื่องวิ่งเข้ามาหาได้ตลอดๆ แต่สกิลเอาตัวรอดนี่ก็ต้องยกให้นางเลย 55555
    #306
    0
  19. #305 บินข้ามฟ้า (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2558 / 23:19
    ค้างอย่างแรง รีบมาไวไวนะคะ ท่านไรต์.....รออ่านๆๆๆๆ
    #305
    0
  20. #304 nnewyearr (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2558 / 22:38
    อ๋องน้อย ท่านเป็นโลลิค่อน !!
    #304
    0
  21. #303 สู้ๆไรเตอร์ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2558 / 22:29
    พระเอกเราโคแก่นี้เอง 555 นางเอกเราตะกละมาก 555
    #303
    0
  22. #302 natt (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2558 / 22:04
    ตกลงพี่สามทำอะไรที่ตำหนักองค์หญิงนะตั้งดึกดื่น

    และเป็นถึงองค์หญิงอยู่กับผู้ชายในตำหนักได้อย่างนั้นไม่เป็นที่ครหาแย่หรอ -*- จิงๆนะอันนี้สงสัยมาก ดูไม่มีใครเดือดร้อนเลย หูตาในวังออกเยอะแยะ
    #302
    0
  23. #301 Treerainbow (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2558 / 20:57
    น่าร๊ากกกกกก

    รอตอนต่อไปจ้า หวังว่าจะไม่มาม่านะ
    #301
    0
  24. #300 หมีตกถังข้าวสาร (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2558 / 20:15
    *หัวใจ บรรทัดสุดท้าย สนุกมากเลยค่ะ จะติดตามต่อนะคะ
    #300
    0
  25. #299 uranus28 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2558 / 19:08
    จบไปอีกตอนแล้ว สนุกมากๆ
    #299
    0