My name is Lee Joe มารักกับผมไหมล่ะ? [จบเรื่อง]

ตอนที่ 7 : หนักใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 82
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    21 ธ.ค. 61

ฉันว่าฉันลืมอะไรบางอย่างนะ?...ใช่ไหมทุกคน...ฉันว่าฉันลืมอะไรบางอย่าง เหมือนทิ้งไว้ที่ไหนสักที่อ่ะ แต่ตอนนี้หัวของฉันมันหนักมาก  แทบจะระเบิดเซรีบลัมออกมาเป็นฝอยๆให้ได้เลยล่ะ ฉันค่อยๆลืมตาของตัวเอง แล้วหนังตาของฉันที่ปิดสนิท ก็ทำให้ฉันเริ่มค่อยๆจูนสมองที่ค้างเหมือนแฮ้งค์เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์เลยแฮะ ฉันเริ่มสำรวจร่ายกายตัวเองและรอบๆห้องที่ฉันนอนอยู่ตอนนี้ อืม..กลิ่นยานี่..มันเหมือนโรงพยาบาลเลยนะ ฉันไล่ดูสิ่งต่างๆเริ่มจากเสื้อผ้าตัวเองที่สวมใส่อยู่ รวมถึงบรรยากาศรอบห้องสี่เหลี่ยมนี่ อ้าวก็นี่มันโรงพยาบาลนี่???? ฉันอยู่ที่โรงพยาบาล???? ฉันก็นึกว่าฉันอยู่ที่งานมีตไม่ใช่เหรอ???

“คุณ..เป็นอะไรหรือเปล่า?..”

“มะ..ไม่เป็นไร...โอ้ย กี่โมงแล้วเนี่ย..อ้ะ!! อ้าก”

 “นี่คุณ....ไม่สบายรึเปล่า?”

“..ฉะ..ฉันคิดว่า.....ฉัน..ไม่ไหวแล้ว”

“หืม??..ย๊า!!ทำไมเงียบล่ะคุณ..!!!!.”

ฉันที่ค่อยๆเริ่มประติดประต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อคืนก็ถึงบางอ้อ อ๊า....นายคุณโจวพาฉันออกมาจากห้องน้ำที่ฉันเป็นลมล้มพับเมื่อคืนตอนงานมีตสินะ...หืม???  ดะ..เดี๋ยวก่อนนะ คุณโจวอีกแล้วเหรอ?? เขาเข้าไปช่วยฉันมาและแบกสังขารฉันมาทีนี่อีกแล้วงั้นเหรอ เฮ้อ ยัยเยริน นี่แกก่อปัญหาสร้างเรื่องให้เป็นภาระเขาอีกจนได้ เมื่อฉันนึกได้แบบนั้น ก็ยกมือมาทึ่งหัวตัวเองเป็นพันรอบ แล้วฉันจะสู้หน้าเขาได้อย่างไรกัน คราวนี้ ครั้งก่อนก็เพราะแอลกอฮอล์ ครั้งนี้ก็เพราะดันหลงลืมไปเผลอหลับติดแหง็กในห้องน้ำ จนป่วยแบบนี้ ฉันจะแก้ตัวกับเขายังไงกันเนี่ย

ละ..แล้วเพอร์เฟคนิสล่ะ?? ฉันลืมพวกเขาไว้ที่งานอีกแล้วเหรอเนี่ยย!!!  ทำไมแกสะเพร่าแบบนี้ยัยรินน นี่แกเป็นผู้ใหญ่ภาษาอะไร แกเป็นถึงเมเนเจอร์ไอดอลชื่อดังเลยนะเว้ย ทำไมแกชอบเอาปัญหาของตัวเองมาสร้างเรื่องให้คนอื่นเดือดร้อนแบบนี้ยัยริน ฉันเอาแต่นั่งปลงกับวีรกรรมเปิ่นๆของตัวเอง พอคิดได้แบบนั้นแล้วฉันก็ถอดสายน้ำเกลือที่ติดอยู่บนข้อมือของตัวเองออก แล้วเดินเข้าห้องน้ำ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อที่จะตรงดิ่งไปทำงานต่อ

หลังจากสวมเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย ฉันก็รู้สึกว่า ตัวเองนั้นมีความรูสึกเวียนหัวนิดหน่อย แต่มันก็แค่อาการนิดหน่อยล่ะนะ ฉันจะขาดงานโดยที่ไม่บอกกล่าวอะไรกับทางนั้นไปได้ยังไง ฉันจะไม่มีวันทำให้ทุกคนมากล่าวหาว่าเมเนเจอร์ไอดอลชื่อดังขาดความรับผิดชอบอีกเด็ดขาด!!

ฉันพยุงตัวเองเดินออกมาจากห้องน้ำ ท่าเดินกะเพลกๆนี่มันไม่เหมาะกับคนอย่างฉันเลยสักนิด!! ฉันต้องเข้มแข็งกว่านี้สิ นี่มันไม่ใช่ความเยรินสักหน่อย ฉันเตรียมกระเป๋าตัวเองเรียบร้อยก็คว้ามือถือที่วางไว้ข้างหัวเตียงนั่น แล้วก็เดินเปิดประตูออกมา

“คุณ คนไข้คะ? ..นี่คุณจะไปไหนคะ....คุณยังไม่อนุญาตให้ออกไปได้นะคะ”

พอฉันเดินห่างออกมาจากห้อง ก็มีพยาบาลวิ่งตามหลังฉันมา คว้าข้อมือฉันไว้ก่อนที่ฉันจะเดินไปกว่านี้

“เอ่อ แต่ฉันไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆค่ะ.....ส่วนเรื่องค่ารักษาพยาบาล เดี๋ยวฉันจะลงไปจัดการนะคะ”

“แต่..คนที่เขามาส่งคุณ เขากำชับไม่ให้ทางเราอนุญาตให้คุณกลับไปนะคะ ถ้า...เขาไม่มารับเอง”

หืม?? คนที่มาส่งฉันงั้นเหรอ นายคุณโจวเหรอ?.....

“เอ่อ.เขารู้เรื่องแล้วค่ะ ฉันจัดการเองได้ค่ะ ไม่ต้องกังวลเรื่องเขาหรอกค่ะ คุณไปทำหน้าที่คุณต่อได้เถอะค่ะ..ขอตัวนะคะ”

“เอ่อ..ถ้าเป็นเรื่องค่ารักษา...ถ้ายังงั้นเดี๋ยวเราจะติดต่อไปยังคุณที่มาส่งคนนะคะ...”

“เขาบอกแบบไว้นั้นเหรอคะ? .....แล้วเขาได้ให้นามบัตรไว้ไหมคะ?..”

ฉันที่ลังเลใจ ถึงก่อนหน้านี้ฉันจะพอนึกได้ว่าเป็นนายคุณโจวที่มาส่งฉันก่อนจะพาฉันมาที่นี่ ฉันไม่อยากจะคิดไปเองมากว่านี้ ว่า..ทั้งหมดที่เขาทำ เขาห่วงฉันมากแค่ไหน...ฉันจึงถามพยาบาลและขอดูนามบัตรเขา พี่พยาบาลคนสวยยิ้มและก็เปิดแฟ้มค้นหานามบัตรที่เธอคงแนบไว้กับแฟ้มประวัติคนไข้ สักพักเธอก็ยื่นนามบัตรมาให้ฉัน

“นี่ค่ะ..”

ฉันยื่นมาไปรับนามบัตรมาดู แล้วก็เห็นนามบัตรของค่ายเพลงเอ็นจี พร้อมทั้งข้อมูลคุณโจวนิดหน่อยอยู่ในบัตรนั่น ซึ่งพนักงานทุกคนหรือแม้กระทั่งฉันเองก็มีแบบนี้เหมือนกัน แต่จะต่างกันก็แค่ ฉันเป็นพนักงาน แต่เขาคือประธานค่าย หรือผู้ดูแลค่ายเพลง ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆอีกครั้ง ทำไมนะ ทำไมเขาต้องออกตัวมาช่วยฉันมากมายขนาดนี้ เพราะอะไรล่ะ

ฉันยื่นนามบัตรคืนให้กับพยาบาลกลับไป

“เอ่อ..เดี๋ยวดิฉันจะบอกกับเขาเอง เรื่องค่ารักษาพยาบาล ไม่ต้องกังวลเรื่องเป็นธุระให้กับเขานะคะ ฉันขอตัวนะคะ..”

ฉันพูดพร้อมกับโค้งลาพี่พยาบาลคนสวย นายคุณโจว..นายมาทำดีกับฉันทำไม ฉันมันก็แค่สะใภ้จอมปลอม ฉันมันก็แค่ผู้หญิงขัดดอก ฉันก็แค่เมเนเจอร์ไร้ความรับผิดชอบ!

 

ฉันเดินลงจากแท็กซี่ แล้วรีบวิ่งพร้อมกับหยิบเอาป้ายประจำตัวพนักงานในกระเป๋า ขึ้นมาคล้องคอไว้ เมื่อมาถึงหน้าประตูตึกเอ็นจี ก็แตะบัตร แล้วก็ตรงดิ่งไปยังลิฟต์ ฉันเร่งตัวเองเดินไปยังออฟฟิศเพื่อลงเวลาทันที ฉันรีบเดินไปต่อยังห้องซ้อมของ เพอร์เฟคนิส ใช่แล้วล่ะ ยังทันเยริน ตอนนี้สิบโมงกว่า แต่ฉันเชื่อว่า เพอร์เฟคนนิสยังไม่ออกไปสตูดิโอรายการ เดอะโชว์ แน่นอน เมื่อมาถึงห้องซ้อม ประตูกระจกที่สะท้อนคนสี่ห้าคน กำลังเตรียมตัวอยูที่ห้องนั้น ทำเอาฉันโล่งใจเลยทีเดียว

เฮ้ออ ฉันนึกว่าจะมาไม่ทันพวกนายซะแล้ว.... ฉันจึงผลักประตูเข้าไป

“อันยองฮาเซโย ทุกคน....”

ฉันส่งเสียงทักทายทุกคน พร้อมกับมองหน้าพวกเขาเตอะเขินนิดหน่อย พวกเขาหันมามองหน้าฉันตามเสียงที่มาใหม่นี้

“นูนา !!!! ทำไมนูนาตื่นสายจังครับ”  นายยองอินหันมาทักทายฉัน

“นูนา! วายยูดิสซับเพียร์ ซัดเด็น เยสเทอร์เดย์?”

พีอาร์ที่ยืนซ้อมเต้นอยู่หันมาถามฉันพร้อมกับวิ่งเข้ามาเขย่าแขนฉันยกใหญ่

“นูนา ทำไมวันนี้ดูเหนื่อยๆ??” นายจุนกิก็ยิงคำถามมา

“นูนา ไม่สบายแล้วทำไมนูนาไม่บอกพวกผมอ่ะครับ”

มินซอล ที่อยู่ดีก็เดินเอาวิตามินมาจากไหนก็ไม่รู้ เดินถือมาให้ฉันที่ยืนงงกับคำถามพวกเขาแต่ละคน ที่ยิงมาใส่ฉันอยู่ ณ ขณะนี้  ดูเหมือนฉันกำลังทำให้ทุกคนเป็นห่วง และดูเหมือนว่าไอ้เจ้าพวกหน้าหล่อพวกนี้ ก็ดันห่วงฉันเหมือนกันนะเนี่ย

“ใจเย็นๆ นะทุกคน คือ..ช่วยถามฉันทีละคนก่อนได้ไหม.....”

ฉันที่เดินออกจากการรุมล้อมของเหล่าเพอร์เฟคนิส ได้ก็เข้าไปยังห้อง และเตรียมตารางานของเพอร์เฟคนิสวันนี้ออกมาเช็คดูอีกครั้ง

เด็กๆเห็นฉันดูอารมณ์เนือยๆ พวกเขาเลยแยกย้ายออกไปทำธุระของตัวเอง ก่อนที่พวกเราจะไปยังสตูดิโอเดอะโชว์วันนี้ แต่มีคนหนึ่งเดินตามฉันเข้ามา

“นูนา แน่ใจนะว่านูนาไปได้ ดูสีหน้าไม่ค่อยสบายเลย”  จุนกิเดินตามฉันเข้ามาถาม น้ำเสียงเขาดูเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“ฉันโอเคน่า ฉันจะทิ้งพวกนายไว้อีก ได้ยังไง ยังไงวันนี้ก็มีแค่งานเดียว สบายอยู่แล้ว”

“อ่อ..แล้วเมื่อวานนูนารีบกลับเพราะนูนาไม่สบายมากเลยสินะ ถึงไม่ได้บอกกล่าวอะไรพวกเราก่อน...พวกเราอุตส่าห์จะแนะนำนูนาให้แฟนคลับพวกเราได้รู้จักบ้าง..”

ฉันหยุดนิ่งสักพักก่อน จะเก็บเอกสารเข้ากระเป๋าต่อ แล้วหันไปคุยกับจุนกิต่อ

“เอ่อ...ฉันปวดหัวนิดหน่อยน่ะ เลยตัดสินใจไปโดยไมได้บอก...แต่เมื่อวานพวกนายทำได้ดีมากเลยนะ หวังว่าแฟนๆจะเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ”  ใช่ค่ะ ในเมื่อพวกเขารับรู้แค่ว่าฉันหลบออกมาจากงานแค่เพียงเพราะไม่สบายก็ดีแล้วแหละ เพราว่าถ้าพวกเขารู้ว่าฉันแอบไปร้องไห้กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง จนหลับในห้องน้ำล่ะก็...

ฉันพูดเสร็จก็เดินไปตบเข้าที่บ่าไหล่ของจุนกิ เพื่อนเรียกกำลังใจ เปล่าหรอก ฉันเก้ๆกังๆกับคำถามเมื่อกี้ตังหาด ถ้าพวกเขารู้ว่าฉันไม่ได้กลับบ้าน แต่หลบหนีไปงีบที่ห้องน้ำแล้วก็เป็นลมล้มพับที่นั่น มีหวัง ฉันว่าฉันคงทนอายไม่ไหว และไม่แน่ จากที่พวกเขาคาดหวังจากเมเนเจอร์แบบฉันเอาไว้มากๆ พวกเขาคงได้หมดศรัทธาแน่ๆ  และฉันก็ยังคงเป็นเมเนเจอร์ที่ไร้ความรับผิดชอบอยู่วันยังค่ำแบบนี้กันถึงเมื่อไหร่ล่ะ!

แต่เดี๋ยวก่อนนะ พวกเขาไม่รู้เรื่อง งั้นก็แสดงว่า มีแค่คุณโจวเท่านั้นเหรอที่รู้เรื่องนี้ แต่จะว่าไปแล้ววันนี้ฉันยังไม่เจอเขาเลยแฮะ ช่างเถอะ ถึงยังไงเขาก็ต้องเข้าไปสตูดิโอ ฉันก็จะได้เจอสีหน้าตึงๆของเขาอยู่ดี คำพุดของเขาที่คุยกับน้องเขา วันนั้น ทำให้ฉันรู้สึกโกรธเขาขึ้นมาอีกที  แต่ว่าเขาช่วยฉันไว้นะ ทำไมฉันลังเลแยกแยะไม่ออกว่าฉันควรโกรธเขา หรือควรขอบคุณเขากันล่ะ

“เดี๋ยวพวกนายก็แยกย้ายกันไปขึ้นรถเลยนะ ฉันจะแวะเข้าไปหาทีมฮันจูก่อน..”

ฉันหันไปบอกเพอร์เฟคนิส แต่เอ้ะ ฉันรู้สึกว่าฉันหนึ่งในนี้หายไปนะ ฉันมองกลับไปยังเมเมเบอร์อีกครั้ง

“แล้ว..ริวล่ะ..เขาไปไหน?”

ฉันนึกถึงริวขึ้นมาได้ก็โพล่งถามคนอื่นๆ ออกไป

“ฮยองมีธุระกับโจวฮยองน่ะครับ เดี๋ยวจะตามไปที่สตูดิโอเลย” ยองอินหันมาตอบกลับฉันก่อนจะก้มไปหยิบเป้ขึ้นมาสะพายเข้าที่บนบ่า

“อ่อ...”

งั้นก็แสดงว่าเขาสองคนไม่อยู่ที่นี่.......

“งั้นพวกเราไปเลยนะครับนูนา!

“อื้มมม ”

ฉันตอบรับพวกเขา แล้วเมมเบอร์แต่ละคนก็ทยอยกันออกไปยังข้างนอกเพื่อขึ้นรถ ฉันจึงรีบไปหายัยฮันจูทันที

 

“ว๊าย ตายล้ะ ลมอะไรหอบแกมาถึงที่นี่ย่ะ”

ยัยฮันจู ที่เห็นฉันพาร่างที่ใกล้ตาย เดินเข้าไปยังห้องทำงานเขา  ร้องทักฉันลั่นทันที  ฉันไมได้มีความตื่นเต้นอะไรกับคำพูดของยัยเพื่อนตัวแสบเลย ฉันเลยเดินไปหย่อนก้นลงนั่งที่โซฟา ยัยฮันจุมองท่าทางของฉัน ก่อนจะถามขึ้นอีกที

“แกไม่พูดไม่จาแบบนี้ แสดงว่ามีเรื่องอะไรไม่ชอบมาพากลอีกล่ะสิ..”

“ นี่ถ้าเกิดมีคนมองแกเป็นแค่ผู้หญิงขัดดอก แกจะโกรธไหม.?”

“แกนี่ก็ ใครที่โดนมองแบบนั้น มีเหรอจะไม่โกรธ ถามอะไรแปลกๆ”

“ฉันก็ถามไปเรื่อย....ไม่มีอะไรหรอก”

“นี่ หรือว่าแกโดนใครเม้าท์มา เพราะเรื่องที่แก กำลังจะหมั้นกับคุณโจวสายฟ้าแลบรึเปล่า??”

“ก็เปล่า.....ไม่มี๊ คือฉันแค่อยากรู้ว่า ...ถ้าคนๆนั้นเขาคิดแบบนั้นกับแก แล้ววันหนึ่ง เขาก็มาทำดีกับแก เป็นห่วงแกมากๆ แกจะรู้สึกอย่างไง”

ฉันที่ไม่ได้มองหน้ายัยฮันจูตรงๆ ก่อนจะแกล้งถามเรื่องนั้นโดยทำเป็นสมมุติขึ้น ขึ้นมาให้ฮันจูฟัง ฮันจูก็เอาแต่เพ่งเล็งหน้าฉัน เหมือนว่ากำลังจับผิดอะไรฉันอยู่

“คิดว่าเขาเป็นไบโพล่าห์มั้ง.... นี่มันจะมีเหรอ คนที่ด่าเราเสียหายแบบนั้น แล้ววันต่อมามาช่วยเหลือเราอะไรแบบนั้น ไม่ใช่หนังไทยนะหล่อน หรือถ้าเป็นจริงฉันก็คิดว่าคนๆนั้นไว้ใจไม่ได้เลยละ ลับหลังอย่างหนึ่ง ต่อหน้าอย่างหนึ่ง”

ประโยคที่ฉันได้ยินมาไม่ดี ก็ไม่ได้มาจากปากเขาทั้งหมดนี่..มันก็ไม่สามารถไปตัดสินคุณโจวได้อยู่ดีว่าเขาร้ายกับฉันหรือมาดีกับฉันเพื่ออะไร...แต่ทั้งหมดนั้นก็มาจากเขากับน้องของเขานะ...ฮือออ.ทำไมฉํนต้องมานั่งซีเรียสสถานะตัวเองกับครอบครัวอื่นด้วยล่ะ..

“นั่นน่ะสิ แล้วทำไมเขาต้องช่วยฉันล่ะ ใช่ม่ะ?”

ฉันอดกลั้นไม่ไหว เลยหลุดว่าเป็นเรื่องของตังเองไปโดยตั้งใจแบบดื้อๆ ยัยฮันจู เมื่อนางได้ยินแบบนั้น ก็หันขวับกลับมามองที่หน้าฉันใหม่ ด้วยสายตาเบิกกว้างกว่าเดิม

“นี่ !! ....อย่าบอกนะว่า ...ไอ้ที่สาธยายสมมุติมาทั้งหมดนี่ คือ เรื่องของแก ที่กำลังเกิดขึ้นกับแกอยู่ตอนนี้???”

“อืม..ก็คุณโจวน่ะสิ ทำอย่างกะฉันเป็นสิ่งของ คิดอยากจะดีด้วยก็ดี คิดอยากจะคิดยังไงกับฉันก็คิดเหรอ พอลับหลังฉัน ก็ดันมองฉันเป็นแค่ผู้หญิงขัดดอก แต่พอใกล้ตายก็กลับมาทำตัวเป็นคู่หมั้นสร้างภาพอยู่นั่น...”

ฉันเอาแต่พูดเรื่องของตัวเองให้ฮันจูฟังอย่างกลั้นไม่อยู่  แต่สีหน้าของฮันจูกลับมีท่าทีขัดกับความรู้สึกน้อยใจ เธอกลับมองมาที่ฉันพร้อมกับหัวเราะเบาๆออก มาก่อนจะมากุมมือของฉัน

“นี่..ยัยบ้า แกเริ่มมีใจให้คุณโจวแล้วหรอ? แล้วมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่อ่ะ ทำงานด้วยกันมากี่ปี พอได้ใกล้ชิดเขาหน่อย ตอนนี้แกชอบเขาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ฮ่าๆๆๆ.....”

อะ...อะไร นี่ฉันบอกเหรอว่าฉันชอบเขา??? ใครชอบบบ ไม่มี๊

“ย๊า!!

ฉันเอามือไปป้องปากยัยฮันจูก่อนที่ใครข้างนอกจะมาได้ยินเสียงของนาง แล้วเอาไปเม้าท์มอยให้เป็นเรื่องใหญ่มากกว่านี้

“อะไรของแก ฉ่าๆๆ พูดแค่นี้ ทำมาเป็นหน้าแดง...”

ใครหน้าแดง ……-//////////-

“แกจะเลยเถิดแล้วนะ ฉันมาขอคำปรึกษา ว่าฉันควรทำยังไง ไม่ใช้ มาให้แก เดาสุ่มสี่สุ่มห้า ตัดสินว่าฉันชอบหรือไม่ชอบใคร หยุดเลยนะ!!

“โอเคๆๆ ฮ่าๆๆๆ แล้วแกไปทะเลาะอะไรกะคุณโจว เขาถึงได้ปากร้ายใส่แกแบบนั้น? หืม?.....”

“เอ่อ...ฉันไม่ได้ทะเลาะอะไรกะเขาหรอก..เพียงแต่ว่า ฉันไปได้ยินเขาคุยกันกับน้องชายเขาน่ะ...”

ฉันที่เก้ๆกังๆหลังจากที่ยัยฮันจูหยอกล้อ ก็กลับเข้ามาโหมดใจบางอีกครั้ง ยัยฮันจูหรี่เพ่งมาที่ฉัน

“ยัยรินนนน แล้วแกมั่นใจเหรอ ว่าเขาพูดถึงแก ไม่ใช่คนอื่น”

และคำพูดยัยฮันจู ก็ทำให้ฉันคันปากขึ้นมา...

“จะไม่ใช่ได้ยังไง ก็น้องชายเขาพูดออกมาซะขนาดนั้น ฉันได้ยินเต็มสองรูหูฉันเลยนะ”

“หืม?? อะไรนะ น้องชายเขา???? ริวน่ะเหรอ?”

“อืม..” ฉันพยักหน้าหงึกหงักที่บูดบึ่งเพื่อที่อยากจะให้คุณเพื่อนตรงหน้าฉันตอนนี้เข้าข้างกันบ้าง

“แกนี่ก็เลยเถิดเหมือนกันแหละ....น้องเขาพูด..ไม่ใช่คุณโจวสะหน่อย นี่แกจะหมั้นกับคุณโจว หรือริว ทำไมต้องไปแคร์คำพูดของคนอื่นด้วย? หืม? คุณโจวคือคู่หมั้นแกนะ ไม่ใช่ริว แกลืมนึกไปเหรอ?”

“มันก็จริงง -แต่เขาก็พี่น้องกันนะ อีกอย่างใครจะไปรู้ลับหลังฉัน สองคนนั้นอาจจะหาวิธีกลั้นแกล้งฉันก็ได้ เขาคือครอบครัว ส่วนฉันเป็นคนนอกนะ..”

ยัยฮันจูที่กุมมือฉันอยู่นั้น กระชับมากกว่าเดิม

“นี่..แกลืมไปแล้วเหรอ คนที่อยู่ข้างแก คือท่านประธานใหญ่เอ็นจี ไม่ใช่สองคนนั้นนะ”

“อืม....ฉันรู้ ฉันถึงอยากจบเรื่องนี้เร็วๆไงล่ะ..ยัยฮันจูววววว ฉันไม่อยากเจอหน้าพวกเขาเลยง่า”

“เอาน่า..ลุงแกกลับมา แกก็ได้เป็นอิสระแล้ว”

“อันเดวววว”

ฉันพูด พร้อมกับเขยิบไปอ้อนคนตรงหน้า ด้วยการสวมกอดยัยเพื่อนตัวแสบ ได้ระบายแล้วก็โล่งนิดหน่อยแฮะ นิดหน่อยเท่านั้นแหละ หลังจากนั้นฉันก็โอดครวญอยู่กับฮันจู สักพักฉันก็แยกกับฮันจู เพื่อเตรียมตัวไปหาเพอร์เฟคนิสต่อที่เดอะโชว์ สตูดิโอ

 

ฉันที่เพิ่งมาถึงสตูดิโอกำลังจะเดินไปยังห้องเตรียมตัวของเพอร์เฟคนิส แต่กลับนึกขึ้นมาได้ว่า ตัวเองลืมบัตรเมเนเจอร์อยู่รถ ฉันจะเดินกลับไปเอาดีไหมนะ  เนี่ยแหละข้อเสียของฉัน เวลาขับรถตัวเองออกมาทำงานข้างนอก คือจะชอบลืมทุกสิ่งอย่างไว้ในรถตัวเอง ปกติแล้วฉันมักจะจอดรถตัวเองไว้เฉยๆ บนชั้นจอดรถที่ค่ายเพลง เพราะปกติไปไหนมาไหน ฉันก็ใช้รถทางทีมงานส่วนใหญ่ แล้วอีกอย่างที่อพาร์ทเม้นต์ฉันก็หาที่จอดรถยากแสนยากเวลาเลิกงานค่ำ ฉันเลยมักทิ้งรถไว้ที่นั่นเป็นประจำ เพราะก็มีความปลอดภัยรัดกุมเต็มที่ ฉันบ่นอุบอิบๆกับตัวเอง ขณะเดินกลับไปเอาบัตร

“ไอ้ริน!! ..เยรินใช่มั้ยน่ะ??”

ฉันที่กำลังวิ่งมองหารถตัวเองอยู่ ด้วยความตกใจ เลยหันไปกลับไปยังเสียงตะโกนของผู้ชายที่ตามหลังฉันมา

“จุนซอง??? ย๊า!! นายมาที่นี่อีกทำไมเนี่ย”

ฉันหันกลับไปหาเพื่อนตัวแสบ ที่กำลังเดินถือเสื้อสูท ออกพร้อมกับกึ่งวิ่งกึ่งดินตรงมายังฉัน ด้วยหน้าตาระรื่น แต่ฉันนี่ไม่ได้สบายใจเลยสักนิดที่เจอหน้าไอ้หมอนี่

“แฮะๆๆ ฉันก็มาหาแฟนฉันน่ะสิ”

“นี่พวกแกยังไม่เข็ดที่ข่าวออกมาเล่นงานพวกแกแบบนั้นสินะ”

ฉันเดินไปยังรถ พร้อมกับพูดค้อนให้กับจุนซอง

“ฮ่าๆ ก็ฉันบอกแกแล้วว่าป๊าฉันจัดการได้ทุกอย่าง โดยที่แฟนฉันก็ยังเป็นนางฟ้าค้างดาวอยู่แบบเดิม^^

หมั่นไส้เหลือเกิ้น ไอ้พวกคนรวย = =

“จ่ะ ขอแค่ฉันไม่ต้องมาจัดการเรื่องรักๆเลิกๆพวกแกก็บุญฉันเหลือเกินล่ะ..”

“แล้วนี่แกจะไปไหน..ไม่ได้ดูแลเด็กแกแล้วเหรอ?”

“ดู....ฉันกลับมาเอาบัตรน่ะ..แปบนะ”

ฉันหันไปบอกจุนซอง ก่อนจะหมุนตัวกลับไปยังรถ แล้วก็เปิดประตูค้นหาบัตรเมเนเจอร์ตัวเอง อ้ะ เจอแล้ว ฉันกลับออกมาพร้อมกับเสร็จธุระแล้วก็เตรียมตัวกลับเข้าไปในสตูดิโอต่อ

“แกเป็นยังไงบ้าง ได้ข่าวจะหมั้นสายฟ้าแล่บด้วยนิ?”

ฉันที่กำลังเดินด้วยความเร็วสูง หยุดส้นสูงตัวเองก่อนจะขมวดคิ้ว หันขวับไปจ้องจุนซองทันที

“แกรู้ได้ยังไง?”

“ฮ่าๆๆ นี่เธอหมั้นกับทายาทประธานค่ายเพลงยักษ์ใหญ่นะ ไม่ได้หมั้นกับพนักงานบริษัท...”

จุนซอง ทำมาเป็นแซวฉัน ก่อนจะหัวเราะชอบใจ ที่ตามลูกเล่นเขาไม่ทัน

“ไม่ใช่เรื่องตลกนะ..ฉันกะว่าจะไม่บอกเรื่องนี้ให้แกรู้ด้วยซ้ำ”

“โห้วว ยัยริน แกจะปิดบังไปทำไม ไม่ใช่คนใกล้ตัวแกที่จะรู้ ต่อจากนี้ ในบริษัทแกก็จะรู้กันหมด คนอื่นๆอีก ไม่เห็นต้องอายเลย คุณโจวอะไรนั่นก็เป็นตั้งทายาทชื่อดัง..”
ใช่ ต่อไปทุกคนก็จะรู้ว่าฉันหมั้นก็แค่ทางธุรกิจ เหมือนผู้หญิงขัดดอกไงล่ะ....

“เหอะ หุบปากแกไปเลย...ฉันมีเรื่องต้องทำต่อ อย่ามากวนประสาทฉัน...”

ฉันพูดดักคอจุนซองไว้ก่อนจะรีบก้าวฉับๆไปยังห้องเตรียมตัวเพอร์เฟคนิสทันที จุนซองไม่ได้สะทกสะท้านกับคำพูดฉัน ไอ้บ้านี่กลับตามฉันมาพร้อมกับพูดจาแซวฉันใหญ่ตามตลอดทาง

“ไปแอบคบกันตอนไหนน๊า ยัยเพื่อนี่ร้ายสุดๆไปเลยนะเนี่ยย^^

เสียงนก เสียงกาเยริน ท่องไว้ๆ ... 

 

ไอ้บ้าจุนแยกฉันออกไปหามีซอล ที่ห้องของบีอิ้ง เหอะ! ค่อยเงียบหน่อย สาธุ๊ ขอให้พวกแกรักๆเลิกๆแบบไม่เป็นสุขไปเลย!!ฉันกลับมาถึงยังห้องพักเพอร์เฟคนิส แล้วก็เตรียมตัวจะเปิดประตูตรงหน้าเข้าไป แต่ทันใดนั้น เสียงคนสองคนที่คุยกันอยู่ทำเอาข้อมือของฉันชะงักก่อนทันจะได้ผลักประตูนั่นเข้าไป

“เธอก็รู้ว่า ถ้าเราเจอกันอีก ฉันกับวง ได้ชิบหายแน่..นี่แค่พูดไม่เข้าใจหรือว่าเธอฟังฉันไม่รู้เรื่องกันแน่? ฮ่ะ?”

ฉันที่แอบอยู่ข้างๆประตู พลางเหลือบมองคนข้างในนั้นกำลังพูดคุยกับผู้หญิงที่อยู่ด้วยกันกับเขา ฉันพยายามตั้งใจฟังคนข้างในว่าพวกเขาคุยอะไรกัน ต่อมความเผือกฉันเริ่มทำงานอีกครั้ง ช่วยไม่ได้ก็นี่มันห้องสำหรับเมเนเจอร์ เหมือนกันนะ ฉันพยายามหลบๆแอบๆ จ้องมองไปยังผู้หญิง ผู้ชายคู่นั้น

O,,,,,o

ริว กับผู้หญิงคนนั้นนี่!!




ฝากติดตามเรื่องราวระหว่างเมเนเจอร์ตัวแสบกับประธานค่ายจอมบื้อด้วนะค๊าาา >>>>>>>>>

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

1 ความคิดเห็น