My name is Lee Joe มารักกับผมไหมล่ะ? [จบเรื่อง]

ตอนที่ 6 : โจวกลัวผี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 89
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    21 ธ.ค. 61

ฉันเดินมาเข้าห้องน้ำหลังจากที่ช่วยทางทีมงานกับเมมเบอร์เพอร์เฟคนิสแจกของที่ระลึกให้กับแฟนคลับวีไอพีที่เข้ามาร่วมงานแฟนมีตติ้งครั้งนี้gliH0 ฉันก้มล้างมือตัวเอง แล้วก็เหลือบมองไปดูนาฬิกาที่ข้อมือตัวเอง ใกล้จบตารางงานวันนี้แล้วสิ..จบก็ดีเหมือนกัน ฉันเหนื่อยจนตัวแทบขาดออกจากกันแล้วเนี่ย ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองใบหน้าที่สะท้อนเงาตัวเองด้านในกระจกบานใหญ่ .....สักพัก ความคิดฉันมันก็นึกถึงประโยคที่พี่น้องเขาคุยกัน แต่ฉันดันเดินไปสบกับจังหวะนั้นพอดี

“นายก็รู้ว่าคุณนายลี ท่านขัดขืนนายตั้งแต่แรกสำหรับเรื่องที่นายเดบิวต์ แล้วยิ่งนายมาทำเรื่องแบบนี้ ท่านคงจะให้อภัยนายหรอก..”

“แล้วฮยองล่ะ! แค่ผู้หญิงขัดดอกแบบนั้น ฮยองก็ไม่ต่างอะไรกับผมหรอก!!..”

“..อย่าพูดถึงเยรินแบบนั้น!!....เธอไม่ได้เป็นแบบที่นายคิดเลยสักนิด..แล้วอีกอย่างเขาคือเมเนเจอร์นายนะ...”

“เหอะ...เมเนเจอร์ยังงั้นเรอะ!

.....

ประโยคของนายริวพูดกับพี่ชายของเขา มันยังคงดังสะท้อนเข้ามาในหัวฉัน.....ตั้งแต่ที่ไปยืนอยู่ข้างประตูกั้นระหว่างห้องตอนนั้น จนถึงตอนนี้มันก็ยังคงวิ่งอยู่ในหัวฉันแบบนี้

“...ผู้หญิงขัดดอก..งั้นเหรอ?..”

ฉันพึมพำกับตัวเองขณะจ้องมองไปที่หน้าตัวเองที่ยืนสะท้อนอยู่ในกระจกนั้น ฉันจ้องมองสักพัก ก็หันหลังกลับมา แล้วจู่ๆ ขาของฉันมันก็ไม่มีแรงดื้อๆขึ้นมาสะงั้น..ฉันทรุดลงนั่งชันเข่ากับพื้นห้องน้ำ ให้เวลามันผ่านไปเรื่อยๆตรงนี้ดีกว่า.....ฉันแค่รู้สึกว่า.....ฉันกำลังทำให้ชีวิตตัวเองมันไร้ค่า...

 

Joe part

งานแฟนมีตเสร็จเรียบร้อยและผ่านไปด้วยดี ผมจึงสั่งให้สตาฟรอให้แฟนคลับกลับบ้านกันทุกคนก่อน ค่อยจึงให้สตาฟไปทยอยส่งเด็กๆเพอร์เฟคนิสกลับไปยังหอที่ค่ายเพลงอีกครั้ง แต่...งานเสร็จแล้ว เธออยู่ไหน?? ทำไมเมเนเจอร์ปล่อยให้งานตัวเองแท้ๆ ขาดคนดูแลแบบนี้กันนะ

“ฮยอง แล้วจะกลับตอนไหนครับ?”

เพอร์เฟคนนิสเตรียมตัวกำลังจะขึ้นรถตู้ที่ป้ายรถเมล์ หน้ามหาวิทยาลัย ยองอินหันมาถามผมที่เอาแต่กดมือถือส่งข้อความหาเยรินอยู่

“อ่า เดี๋ยวตามไป..พวกนายไปพักผ่อนก่อนเลย”

“โอเคคร้าบบบ”

เพอร์เฟคนิส กำลังทยอยกันขึ้นไปนั่งบนรถตู้คันใหญ่สำหรับพวกเขา ริวเดินตามเมเมเบอร์คนอื่นไป เขาหันมามองผม

“ฮยอง อย่ากลับดึกละ เดี๋ยวป๊าถามผมเยอะ..”

 ริวกำลังจะก้าวขาขึ้นรถ แต่กลับหันมาสั่งผมยังกะแม่ ด้วยสายตาดุของเขา ผมลอบยิ้มกับท่าทางเจ้าริวตัวแสบ ก่อนจะตบไปที่บ่าไหล่ของเขา นี่แหละครับความสัมพันธ์เราพี่น้อง ทุกคนคงยากที่จะเข้าใจ เราน่ะ ถึงแม้จะทะเลาะบ้านแตกแค่ไหน แต่ก็ไม่เคยรักน้อยไปกว่าโกรธหรอก ก็ผมบอกแล้ว เจ้าริวรักผมมากกว่าอะไรซะอีก

“อื้มมม รู้น่า...ถ้าจะแวะบ้านบอกป๊าด้วยว่าไม่ต้องห่วง........กลับบ้านดีๆนะเด็กๆ”
“เน๊นนนนนนน (คร้าบบ)”

ผมตอบริว แล้วก็โบกมือให้กับเด็กๆ หลังจากนั้น เพอร์เฟคนิสพร้อมทีมงานทุกคนก็ทยอยกันกลับไปยังที่พัก แต่ จนป่านนี้แล้วผมก็ยังไม่เห็นตัวเยรินเลย หรือเขาจะกลับไปแล้ว? แต่ทำไมไม่บอกผมก่อนล่ะ ผมถามทีมงานทีมสตาฟที่อยู่ในงาน ทีมงานบางคนก็คาดเดาว่าเยรินน่าจะกลับมาก่อนเพราะเห็นบ่นว่าเธอปวดหัว แล้วจะเป็นอะไรมากไหมเนี่ย ผมเลิกส่งข้อความ แต่เปลี่ยนมาเป็นกดโทรหาเธอแทน แต่ก่อนที่ผมจะกดเบอร์เยรินนั้นก็มีสายเข้ามาก่อน

“อ่า ริว..ว่าไง”

“ฮยอง คิมนูนาบอกว่าลืมแฟ้มสคริปต์ไว้ที่โต้ะที่งานอ้ะ”

“..อะไร ทำไมไม่ดูดีๆก่อนจะเก็บของ..”

“...ไม่รู้...เก็บมาหน่อยละกันถ้ายังไม่กลับ..”

“อืมๆๆ ดีนะที่ยังไม่ออกรถเนี่ย.....อ๊า ไว้เจอกัน”

ผมกดวางสายริวแล้วรีบวิ่งไปบอกยามให้ไปเปิดห้องจัดงานให้ หลังจากนั้นก็วิ่งเข้าไปยังห้องจัดงานทันที อยู่ไหนนะเนี่ย ผมมองไปยังโต๊ะที่ใช้วางของก่อนจะเจอแฟ้มเอกสารใหญ่สะดุดตาวางทะเล่อทะล่าอยู่กับเก้าอี้ อ่า..เจ้าพวกนี้ แฟ้มเอกสารก็ใหญ่อยู่หรอกทำไมสะเพร่ากันได้ หรือพวกนั้นแค่อยากแกล้งผม คงไม่หรอกมั้ง ผมก็รู้ตัวอยู่นะว่าผมหัวโบราณแถมยังเจ้ากี้เจ้าการต่อลูกน้อง แต่ที่ผมทำทั้งหมดก็เพราะงานทั้งนั้น ไม่มีผม ก็ไม่มีเอ็นจี นี่แหละคติประจำใจที่ผมท่องขึ้นใจหลังจากรับช่วงต่อจากป๊า ตั้งแต่ผมมาทำงานที่นี่นะ ผมรับรู้ได้เลยว่าผมสนิทแบบสนิทใจกับแค่ เพอร์เฟคนิสเท่านั้น เพราะว่าผมปั้นมากับมือ แฮ่ๆ  ส่วนคนอื่นๆ ผมว่า ถ้าไม่เพราะตำแหน่งของงผมก็ไม่มีใครนับถือผมหรอก คนสมัยนี่นะ เลือกคบยากจริงๆ ผมเดินมาเอาแฟ้มแล้วก็หมุนตัวเดินลงมาจากบนไดเวทีที่อยู่ในหอประชุมนั่น สักพักมือถือของผมก็สั่น ผมเลยหยิบมือถือมาดูพลาง เดินลงมาเรื่อย ก่อนจะหันไปสำรวจดูรอบว่า ทีมงานลืมอะไรไว้อีกไหม แต่ เอ๊ะ เมื่อกี้ผมจะโทรหาเยรินนิ.. งั้นโทรมันสะตอนนี้แหละ

หลังจากที่ผมเอามือถือแนบหู ผมก็พยักหน้าให้ลุงยามปิดห้องให้ ก่อนจะเดินออกมาตามทางเดิน ทำไมไม่รับสายนะ...อยู่ที่ไหนกัน

ตึ้ง..ตะดึง..ตึ้งงตึ๊วววงง

ตึ้ง..ตะดึง..ตึ้งงตึ๊วววงง

เอ้ะ! ทำไมผมรู้สึกว่า ได้ยิน ..เสียง..มือถือนะ..

หรือว่าผม หูฝาด.....ใครมันจะมาเดินในชั้นเรียนในมหาวิทยาลัยในเวลานี้...ถะ..ถ้า..ไม่ใช่เสียงดนตรีแล้วมันเสียงอะไร.ผมกำลังจะเดินผ่านห้องน้ำ แต่หูผม มันสัมผัสได้จริงๆนะว่ายิ่งเข้าใกล้ห้องน้ำ เสียงกริ๋งนั่นยิ่งชัดมากขึ้น

“ยอโบเซโย.....”

“หืมม??”

ขณะที่ผมเอาแต่สนใจเสียงของมือถือที่ดังวนเวียนอยู่ไหนสักที่แถวๆห้องน้ำนี้ ปลายสายที่ผมรออยู่ก็กดรับเข้ามา เอ่อ ผมกำลังโทรหารินอยู่นี่

“อะ.เอ่อ..นี่คุณ..คุณกลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่อ้ะ?.

ผมหยุดเดินแล้วถามเยรินกลับ

“ฉะ.....ฉัน? ไม่นิ..เหมือนงานยัง..ไม่เลิกนะ..โอ้ย!....”

หืม?....ทำไมเสียงเธอดูไม่มีแรงแบบนั้นละ?” ผมขมวดคิ้ว ก่อนจะตั้งใจถามเธออีกครั้ง

“คุณ..เป็นอะไรหรือเปล่า?..”

“มะ..ไม่เป็นไร...โอ้ย กี่โมงแล้วเนี่ย..อ้ะ!! อ้าก”

หืม?? ผมรู้สึกว่าสัญญาณระว่างผมกับเธอมันชัดแจ๋วมาเลยนะ ยังกับคุยกันโดยตรงเลยแหะ สัญญาณที่โซลดีตั้งแต่เมี่อไหร่กัน

“นี่คุณ....ไม่สบายรึเปล่า?”

“..ฉะ..ฉันคิดว่า.....ฉัน..ไม่ไหวแล้ว”

“หืม??....ย๊า!!ทำไมเงียบล่ะคุณ..!!!!.”

แล้วจู่ๆเสียงเยรินที่ปลายสายก็เงียบไปอีก ผมจึงเร่งกดโทรหาเธออีกรอบ.

ตึ้ง..ตะดึง..ตึ้งงตึ๊วววงง

ตึ้ง..ตะดึง..ตึ้งงตึ๊วววงง

นั่น...คราวนี้ เสียงมือถือนั่นก็ดังอีกรอบ หรือว่าที่นี่มี....ไอ้อย่างว่าจริงๆ ย๊าลี โจว เป็นถึงประธานค่ายชื่อดัง แกจะมากลัวเรื่องไร้สาระแบบนี้ไม่ได้นะ ผมจึงตัดสินใจเตรียมเร่งฝีเท้าเดินออกมาจากตรงนั้น เลยกดตัดสายเยรินไว้ก่อนถึงรถแล้วค่อยโทรหาอีกก็ได้วะ ตอนนี้ขนลุกไปหมดแล้ว ผมกดตัดสายแล้วกำลังจะก้าวขาออกมาจากตรงบริเวณหน้าห้องน้ำนั่น แต่ เอ้ะ เดี๋ยวนะ!

เวลาผมโทรหาริน เสียงนั่นก็จะดังพอดี แต่เวลาที่ผมปิดหรือคุยกะริน เสียงนั่นจะหยุด......

หรือว่า....

“ซอนม่ะ......”

ผมพึมพำกับตัวเองแล้วก็เดินกลับไปผลักประตูห้องน้ำออก ก็พบร่างของเยรินนอนหมดสติอยู่กับพื้นห้องน้ำนั่น

“เยรินอ่า!!!!!

“......”

“เยริน ฟื้นสิ....เยรินอ่า!

“......”

เธอไม่มีการขานรับจากผมเลย ผมรีบช้อนร่างของเยรินขึ้นมาอุ้มไว้ แล้วก็วิ่งตรงดิ่งไปยังรถตัวเองทันที ผมไม่รู้หรอกนะว่าผมรู้สึกอะไรอยู่ตอนนี้ ผมรู้แต่ว่าเธอต้องปลอดภัย และผมก็รู้สึกเสียใจที่มองใบหน้าเยรินตอนนี้ ความรู้สึกผิดนี่มันอะไรกัน....แล้วทำไมผมรู้สึกหวาดกลัว และเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน ทุกครั้งที่มองใบหน้าซีดเซียวไร้สตินั่น ผมเร่งความเร็วรถตัวเองมากว่าเดิม เพื่อที่จะให้ถึงโรงพยาบาลให้เร็วกว่านี้

“ผมขอโทษเยรินอ่า..ผมดูแลคุณได้ไม่ดี..ในฐานะคู่หมั้น..เลยใช่ไหม..”

ผมเอื้อมมือไปจับมือของเยรินไว้ ขณะที่ตัวเองด้วยความเร็วพันแปดแบบนี้ ผมไม่รู้ว่าผมทำไมถึงอยากจับมือนั่นไว้ไม่อยากให้เธอรู้สึกเหงาและหวาดกลัวคนเดียวอีกต่อไป...

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

1 ความคิดเห็น