My name is Lee Joe มารักกับผมไหมล่ะ? [จบเรื่อง]

ตอนที่ 3 : แอลกอฮอล์ลิซึ่ม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 132
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    21 ธ.ค. 61

ฉันไม่รู้ว่าฉันเป็นอะไร ฉันรู้แต่ว่า ฉันไม่สามารถที่จะพูดทักทายเขาให้เหมือนเมมเบอร์คนอื่นๆได้เลย ทะ....ทำไมเขาพูดแบบนั้น? นี่เขาลืมไปเหรอว่าอยู่นั่งกับประธานค่าย เขาเมาค้างเหรอ? ฉันรู้ว่าเราอายุเท่ากัน แต่เราก็เพิ่งรู้จักกันไม่ใช่หรอกเหรอ เป็นถึงลีดเดอร์ ทำไมนายเอาเรื่องแบบนี้มาพูดเล่นขณะที่ทุกคนจริงจังและซีเรียสกับแบบนี้?? เขาพูดเรื่องอะไร ใครคือคู่หมั้นใคร ทำไมต้องทักทายฉันแบบนั้น คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัวฉัน หลังจากที่นายริว ลีดเดอร์วงเพอเฟคนิส ทักทายฉันด้วยประโยคนั้น เกิดความเงียบขึ้นทันทีที่เขาพูดจบ หลังจากที่เมมเบอร์ในวงตะโกนห้ามปรามเขา

ประธานโจวลุกขึ้นยืน แล้วอ้อมไปยังข้างหลังเก้าอี้ของริว

“ใช่แล้วล่ะ....เธอคือคู่หมั้นฉัน...พวกนายก็พยายามอ่อนข้อให้เมเนเจอร์คนสวยของพวกนายด้วยล่ะ”

ประธานโจวไม่ได้..ขัด..หรือว่าอะไรกับคำพูดพวกนั้น..นั่นยิ่งทำให้ฉันรู้สึกหนักอึ้งกับความรู้สึกที่มีต่อสถานการณ์ในห้องตอนนี้ นี่มันเรื่องบ้าอะไรของฉัน....???? คุณโจวพูดเสร็จก็เดินกลับมานั่งที่เดิม ทำเอาฉันยืนตัวแข็งทื่อกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองขณะนี้

“นี่...มันเรื่องอะไรกัน..? ทำไม..กลายเป็นแบบนี้ไปได้..แล้วทำไมเขา..ถึงรู้..แล้วฉัน...ทำไมไม่รู้เรื่องอะไรเลย”

ฉันประติดประต่อคำถามในสมอง แทบจะไม่ได้เนื้อความอะไร ฉันพยายามคาดคั้นคำตอบของเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากคุณโจว ก่อนจะหันไปคาดคั้นที่ละคำถามกับคุณโจว

“พวกนายก็รู้จักกับเมเนเจอร์ใหม่หมดแล้วนะ เอาละ ไปพักซะ..เดี๋ยวเขาตามไป”

คุณโจวไม่ได้ตอบคำถามฉัน แต่หันไปบอกกับเด็กๆแทน พวกเขาได้ยินแบบนั้น ก็ลุกขึ้นยืน แล้วก็เตรียมตัวกันเดินออกไปจากห้องนี้

“อันยองนูนา ไว้เจอกันใหม่นะ”

“นูนา สวยสุดๆเลย”

ฉันที่ได้แต่ทำหน้าเลิ่กลั่ก ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเด็กๆ หลบสายตาพวกเขา แล้วก็หันกลับมาคาดคั้นความจริงจากคนตรงหน้า ไม่สิ นายริวก็ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น เขาหันกลับมายังใบหน้าฉัน แล้วก็ส่ายหัวไปมา สายตาที่เขามองมาราวกับว่าฉันมันโง่สุดๆ ฉันหรี่ตาแล้วจ้องเขากับไป เหอะ ไม่อยากจะเชื่อว่าฉันจะต้องทำงานร่วมกับคนแบบเขา ให้ตายสิ !

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?!

ฉันตะโกนใส่หน้านายคุณโจวทันทีที่เมมเบอร์ เพอร์เฟคนิส ออกไปจากห้องนี้หมดแล้ว

“ก็..ไม่มีอะไร อย่างที่ได้ยินหมดแล้วนั่นแหละ..”

“แล้วมันคืออะไร ทำไมอยู่ดีๆฉันกลายเป็นคู่หมั้นคุณ”

ฉันตะโกนอย่างสุดเหวี่ยง และใช้คำไม่สุภาพเพื่อให้คนตรงหน้ากระเตื่องกับความสงสัยของฉัน และฉันเองก็พร้อมจะระเบิดได้เช่นกัน ทำไมฉันไปเป็นคู่หมั้นของเขา ทั้งที่เราก็ไม่ได้แม้แต่จะสนิทอะไรกันเลยด้วยซ้ำ

“เธอก็ลองถามคุณลุงเธอดูสิ..”

“ฮ้ะ...อะไรนะ...”

“ไม่ต้องห่วงหรอก ..เราจะไม่พูดเรื่องนี้อีก ส่วนเธอก็แค่คู่หมั้นที่ฉันต้องหมั้นด้วย ภายในสองเดือนนี้..ธุรกิจผู้ใหญ่น่ะ ช่วยเข้าใจหน่อยนะ”

แล้วเขาก็เดินออกไป ธุรกิจอีกแล้วเหรอ?? นี่ลุงฉันไปทำอะไรกับบริษัทของเขากันนะ

 

ฉันที่นั่งดื่มน้ำขณะพักเที่ยงก็ขบคิดเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ ฉันโทรถามลุงไปแล้วว่าทำไมอยู่ดีๆ ถึงให้ฉันเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้

“เยรินอ่า ช่วยลุงก่อนนะ นะลูกนะ เสร็จเรื่องเมื่อไหร่ ลุงจะรีบกลับไปเกาหลี แล้วลุงจะรีบถอนหุ้นออกจากค่ายนั่นทันที นะรินนะ...”

ที่ลุงต้องยอมทำตามประธานใหญ่ขนาดนี้ก็เพราะว่า ลุงต้องการที่จะรักษาหุ้นของคุณลุงตัวแสบของฉันในค่ายเพลงแห่งนี้ ตัวคุณลุงเองอยู่ที่เมืองนอก ไม่ได้มาบริหารงานร่วมกับค่ายเพลงเอ็นจีแต่ใดๆเลย ตั้งแต่ฉันเข้ามาทำงานที่นี่ ลุงก็ชิ่งไปเปิดธุรกิจที่เมืองนอกตั้งแต่นั้นมา เพราะเรื่องบุญคุณที่ฉันได้งานทำเพราะลุง นั่นแหละ ทำไมฉันถึงเข้าไปเกี่ยวข้อง และฉันเองก็เป็นหลานคนเดียวของคุณลุงตัวแสบที่ใกล้ชิดลุงมากที่สุด ครอบครัวฉันก็อยู่ที่เชจู ฉันใช้ชีวิตอยู่ที่โซลคนเดียวตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เพราะเรื่องธุรกิจ ลุงบอกว่าพ่อของประธานโจววางใจลุงมาก และต้องการที่จะให้ฉันที่ทำงานในค่ายนี้มานาน มาช่วยดูแลคุณโจวบริหารค่ายเพลง ตัวประธานโจวเองก็เพิ่งจะมารับช่วงต่อจากพ่อของประธานโจว หรือประธานใหญ่ของเอ็นจีนั่นเอง ฟังดูซับซ้อนเนาะ แต่เอาเหอะ ในเมื่อลุงฉันขอฉันมาขนาดนี้แล้ว แล้วอีกอย่างมันเป็นการหมั้นเพราะธุรกิจ ฉันเองก็ไม่ได้ติดใจอะไร ในเมื่อเขา อิตาคุณโจว ก็บอกกับฉันไว้แล้วว่า ไม่ต้องกังวล หน้าที่เมเนเจอร์ใหม่ และทำหน้าที่ดูแลจัดการเพอร์เฟคนิสให้ดีที่สุด  เพราะฉะนั้น....ฉันก็ควรยอมรับชะตากรรมนี้และเดินหน้าต่อไปให้ได้!!! ส่วนเรื่องสัญญา..ยังไงมันก็ต้องมีวันหมดอยู่ดี..ใช่ว่าจะหมั้นกันเพราะเสน่หาซะหน่อย....

                ฉันที่นั่งถอนหายใจเข้าออกเฮือกใหญ่สักพักก็นึกขึ้นมาได้ว่า ฉันยังไม่เตรียมตารางงานให้กับเด็กๆเลย ใช่สิ พวกเขาอาจจะรอฉันอยู่ที่ห้องซ้อมอยู่แล้วก็ได้  ฉันคิดได้ดังนั้นก็รีบเก็บขวดน้ำกับกระป๋องที่ดื่มเสร็จหย่อนลงถัง แล้วเดินจ้ำอ้าวไปยังห้องของ เพอร์เฟคนิสทันที

 ฉันเปิดประตูเข้าไป ยังไม่มีใครอยู่ในห้องเลยแฮะ สงสัยออกไปกินข้าวเที่ยวกัน ฉันเดินสำรวจห้อง สักพักก็เห็นโต๊ะที่ตัวเองต้องนั่งทำงานจัดเรียบร้อยอยู่ในนั้น โอ้ววโหวว ใช้ได้เลยนะเนี่ย  เฟอร์นิเจอร์โต๊ะทำงานที่เพียบพร้อมถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ต่างกับโต๊ะทำงานที่อยู่ห้องซ้อมบีอิ้ง ที่ฉันเคยอยู่อย่างลิบลับมากๆ ก็ไม่ได้ต่างหรอก เพียงเพราะว่า หลังจากที่ฉันได้ทำงานอย่างหัวปักหัวปำหลังจากนี้ต่างหากล่ะ ฉันก็อาจจะทำโต๊ะที่จัดวางระเบียบเรียบร้อยพวกนี้ ให้ความสะอาดห่างหายไปในพริบตาเลยล่ะ ฮ่าๆๆๆ 

“เป็นไง  หวังว่าจะชอบนะ พี่สะใภ้ ..”

ฉันที่เดินสำรวจห้องอยู่ก็ตกใจกับเสียงนุ่มทุ้ม ที่ดังขึ้น อยู่ข้างหลังฉัน ฉันหันไป นายริวยืนพิงกับประตูบานใหญ่ ที่กั้นระหว่างห้องทำงานฉัน กับห้องซ้อมเต้นของพวกเขา ฉันเดินไปใกล้นายริวมากกว่าเดิมจากที่ตัวเองยืนอยู่ นายริวชะงัก หรี่ตามองฉันมากขึ้นมากว่า คงคิดว่าฉันไม่กล้าที่จะสั่งสอนนายใช่ไหมล่ะ เหอะ ฉันเป็นใคร นี่เมเนเจอร์ นายนะ!!

“พี่สะใภ้ งั้นเหรอ?  ใครเป็นญาตินาย ฉันเป็นพี่สะใภ้นายตั้งแต่เมื่อไหร่????”

ฉันตั้งใจตอบโต้กวนประสาทนายริว นายริวไม่ได้พูดอะไร เดินหันหลังให้ฉัน แล้วก็เดินกลับออกมายังห้องซ้อมเต้น ฉันเดินตามเขาออกมา

“ก็เธอกำลังจะหมั้นกับโจวฮยอง ไม่ใช่เหรอ....?”

“หืม? นี่นายกำลังจะบอกว่านาย กับคุณโจว.... เป็นญาติกันงั้นเหรอ?”

“คนละแม่....”

“ฮ้ะ?!

“ได้ยินไม่ผิดหรอก ฉันรู้ว่าในบริษัทนี้ ค่ายเพลงแห่งนี้ยังไม่ค่อยมีใครรู้ที่มาที่ไปความสัมพันธ์ของฉันกับโจวฮยองมากหรอก แต่เธอกำลังจะมาเป็นคนในครอบครัวของเรา  เพราะฉะนั้นถ้าเธอรับรู้ก็คงไม่แปลกอะไร ใช่ไหม?”

นายริวเอาแต่ตอบโต้กลับฉันด้วยท่าทางที่กวนประสาทฉันมากกว่าเดิมเท่าตัว ฉันขมวดคิ้วไปกับสิ่งที่เขาพล่ามออกมา นี่มันเรื่องจริงเหรอ? ถ้ามันคือเรื่องจริงทำไมมันซับซ้อนแบบนี้ แล้วอิประธานโจว ฉันก็นึกว่า เขาเป็นลูกชายท่านประธานใหญ่คนเดียวมาตลอด แล้วเขาอยู่ดีๆ ก็มาบอกกับฉันแบบนี้ คุณโจวจะไม่ว่าอะไรเหรอ? นี่แค่มาบอกเพียงเพราะว่าฉันควรจะรู้ หรือมาขู่ในฐานะมีสิทธิ์ในครอบครัวของคุณโจวเช่นกันย่ะ?

“แต่...นายก็ช่วยระวังเรื่องมารยาทบ้างนะ ถึงนายจะเป็นญาติกับฉัน แต่เราเพิ่งเจอกัน แล้วอีกอย่างนายเองก็อยู่ในความดูแลฉันต่อจากนี้ ฉัน เป็นเมเนเจอร์นาย ...”

ฉันพูดใส่หน้านายริว แล้วก็เดินหนีออกมา

“แล้วไง? เป็นเมเนเจอร์นะ ไม่ใช่แม่ ......ไม่อยากจะเชื่อว่าโจวฮยองจะได้คู่หมั้นที่ไม่สมศักดิ์ศรีขนาดนี้..”

หืมมม หน๊อยย ไอ้บ้า ชักจะเอาใหญ่แล้วนะ

“นี่ นาย ถ้าไม่ถือว่าฉันเป็นคู่หมั้น พี่ชายนาย หรือเป็นเมเนเจอร์ แล้วล่ะก็ ตัวนายเองเป็นไอดอลนะ ฉันไม่อยากให้ความไม่เป็นสุภาพบุรุษของนายมาทำลายชื่อเสียงวง ถ้าเกิดนายหลุดทำแบบนี้ต่อหน้าแฟนคลับขึ้นมา นายจะทำยังไง ฉันจะไมช่วยนายเด็ดขาด!!!!

 ฉันหันกลับไปตวาดใส่นายริวอีกครั้ง เอาว่ะ เป็นไงเป็นกัน เอาให้มันรู้ไปเลยว่าฉันก็ไม่น้อยประสบการณ์ คิดริจะมา สู้กับเมเนเจอร์อย่างฉันงั้นเหรอ!!!

นายริวจ้องมองฉัน อย่างเอาจริงเอาจัง เขาย่างก้าวสามขุม พร้อมลมออกหูมายังฉัน

“ฉัน! ไม่มีวันเคารพ พี่สะใภ้ อย่างเธอ!!!!

“กรี้ดดดดดดดดด ไอ้บ้า ไอ้เด็กบ้า ไอ้ผู้ชาย เฮงซวย ไม่น่าเชื่อว่า ฉันจะได้มาร่วมงานกับผู้ชายแบบนาย เฮงซวยที่สุด ที่สุดๆๆๆๆๆๆๆ กรี้ดดด”

“ย๊า พอได้แล้วยัยริน ขี้หูฉันแทบจะดิ้นออกมาเต้นระบำทำเพลงกับเนื้อในเตาปิ้งแล้วนะ!

ฉันที่กำลังนั่งกินเนื้อปิ้งย่างตอนค่ำ กับยัยฮันจูอยู่ สุดจะทนอดกลั้น กับไอ้ผู้ชายเฮงซวยคนนั้นแทบจะไม่ไหว ก็ได้แต่กรี้ดออกมา จนคนในร้านนี้แทบจะหันมามองที่ฉันเป็นตาเดียวกันหมด

“นี่ ถ้าเธอเป็นฉันนะ เธอก็จะไม่ทนเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเดบิวต์ผ่านมาได้ยังไง อ่อ..สงสัยเป็นเพราะพี่ชาย เหอะ!.....เออ แก เรื่องนี้แกเหยียบไว้ก่อนนะ ไม่รู้ว่าฉันกับเขาจะได้หมั้นกันจริงไหมหรือเปล่า ถ้าทุกอย่างมันเป็นแค่สิ่งที่ผู้ใหญ่เปรยๆไว้เฉยก็ดี แต่ถ้าทุกอย่างมันต้องเป็นจริง ฉันว่าฉันซวยแน่เลยวะ”

“แกจะคิดมากไปทำไม คนอื่นเขาแทบอยากจะเกิดเป็นแกกันหมดเลยนะ ลุงเป็นนักธุรกิจพันล้าน คู่หมั้นก็เป็นทายาทค่ายเพลงดัง แถมน้องชายยังเป็นไอดอลอีกว่ะ ฮ่าๆๆๆ”

“นี่แกรู้ว่า ฉันไม่ได้ยินดีกับเรื่องที่เกิดขึ้นเลย หยุดหัวเราะประชดฉันเลยนะ!

“ฮ่าๆๆๆๆ แกนี่มันโชคช่วยจริงๆว่ะ เจอเรื่องซวยเล่นงาน แต่ดันมาเจอซวยกว่า คราวนี้แหละยัยริน รับศึกหนักแน่ๆ แต่ก็จะว่าไปนะ ทำไมประธานโจวไม่เห็นบอกหรือเปิดเผยว่า ริวคือน้องชายเขา...”

ทันทีที่ยัยฮันจูพูดจบ ฉันก็นึกถึงคำพูดของนายริวเมื่อตอนกลางวัน……

คนละแม่น่ะ...

“ย๊า เยริน ทำไมเงียบไป.... เป็นอะไรหรือเปล่า นี่แกเมาเหรอ?”

“อะ...อ๋อ เปล่าๆๆ กินต่อๆๆๆ”

ฉันสลัดความคิดนั้นออก อืม..เรื่องบ้านนั้นฉันว่ามันต้องมีที่มาที่ไปแหละ แต่ฉันก็ยังไม่ได้จะหมั้นกับเขานีนา ไม่เห็นจะต้องไปใส่ใจเลย แต่ทำไมสายตาอิตาริวต้องมากวนใจฉันด้วยนะ..ฉันซดโซจู แก้วแล้วแก้วเล่า กับยัยฮันจู

ทำไมมึนหัวแบบนี้ ปกติฉันคอแข็งนะ ทำไมฉันปวดหัวตึ้บบ ไปหมด

“ย๊า ยัยริน ฉันว่าแกไม่ไหวว่ะ คอแกแทบจะตกโต๊ะอยู่แล้ว เดี๋ยวฉันไปส่งนะ”

อื้มมม.. ฉันไหวน่า ..เดี๋ยวดื่มกันต่ออีกสักหน่อย ก็กลับโน๊ะ..

“ไม่วะๆๆๆ แกคออ่อนอ้ะวันนี้ ป่ะ ลุก เดี๋ยวฉัน..”

“นี่น่ะเหรอ ผู้หญิงที่ป๊าฉันต้องการให้ฉันดูแล...หน้าขายหน้าชิบ..”

เสียงรบเร้าให้ฉันลุกขึ้นจากฮันจู ถูกเสียงนุ่มทุ่มต่ำ พูดแทรกขึ้นมา ประโยคเย้ยหยันของใครบางคนทำเอาฉันเงยหน้าที่ฟุบอยู่ เหลือบไปมอง แล้วก็แทบจะตกโต๊ะจริงๆ ฉันพยุงร่างตัวเองที่หนักแอลกอฮอล์ หนักหัวไปหมดเลยแฮะ ไปประจันหน้ากับคุณชายโจว

“ทำไม?? หมั้นกับฉันแล้วมันทำไม??? นายมีดีนัก นายก็ไปพูดให้พ่อนายยกเลิกไปเลยสิ๊!!!

ฉันที่รำคานเขามากๆ เอาแต่ว่าฉันนั่นนี่อยู่ได้ เลยอดไม่ได้ที่จะพูดประชดประชันเขากลับไป

“ย๊า ยัยริน แกเมามากแล้วนะ รู้ตัวป่ะเนี่ยว่าพูดอะไรออกไป”

“ปล่อยฉัน!!! ฉันจะเคลียร์กับนายนี่ให้มันรู้เรื่อง..”

อ้ะ..โอ้ย ทำไมตัวฉันดันเซไปชนเก้าอี้คนข้างๆ ล่ะทีนี้ หน้าผากฉันโดนเข้ากับศอกคนข้างๆ ฉันคิดว่านะ โอ้ย มึนหัวไปหมดเลย ฉันดันตัวเองมายืนต่อหน้านายคุณโจวอีกครั้ง

“นี่..คุณเมามากแล้วนะ ..” นายโจวพยายามจะมาคว้าตัวฉันไปประคอง แต่ฉันสะบัดตัวเองจากเขา แล้วก็ใช้มือยึดกับขอบโต้ะไว้

“ฉันเมา ฉันรู้ ทำไม?? อายมากเลยเหรอ?? เอาเล้ยย อายไปพร้อมๆกันหมดเนี่ยแหละ!!

ฟุบ...

ฉันรู้สึกว่า ฉัน..ง่วงง

“เดี๋ยวผมพาเขากลับเองครับ....”

 

 

 “ย๊า...ตื่นสิ..”

“.....”

“นี่ คุณ..ผมรู้ว่าคุณดีขึ้นแล้ว..ตื่นสิ ถึงบ้านคุณแล้วนะ..”

“.....”

“ย๊า.......!

ทะ...ทำไม.....รู้สึกปวดหัวแบบนี้ โอ้ย...แสบคอ แสบท้องไปหมด...

“ย๊า ควอน เยริน!!!

“..หืม??....”

“ย๊า ถึงบ้านคุณแล้ว....ลงไปได้แล้ว..”

“คะ.คุณมาส่งฉัน..ที่บ้านเลยหรอ”

ฉันงัวเงีย ดันตัวนั่งจากเบาะ ก่อนจะหันไปถามคนข้างๆ ดะ..เดี๋ยวนะ..คนข้างๆ?? คุณโจวน่ะสิ  ฉันขยี้ตาตัวเองซ้ำไปมา ก่อนจะเผลอแวบขึ้นมาได้ว่า ตัวเองก่อเร่องอะไรไว้ แล้วตอนนี้ดันเป็นภาระเขาอีก ตายๆๆๆ ยัยริน

“คุณเดินไหวไหม?? ..ไม่ไหว เดี๋ยวผมไปส่ง..” คุณโจวกำลังจะถอดเข็มคาดรถออกจากตัว แต่ฉันอายเกินกว่าที่จะทนเห็นเขาไปมากว่านี้

“ไม่เป็นไรค่ะๆๆ ขอบคุณนะคะ ฉันไปก่อนนะคะ”

ฉันรีบพูดโดยไม่มองหน้าคุณโจวแม้แต่กะติ้ดเดียวก่อนจะหุนหันพาตัวเองออกมาจากโซนนั้นทันที แล้วฉันจะกล้าเจอหน้าเขาได้ยังไง เขาอาจจะไม่ถือสาอะไรฉัน แต่ว่าฉันอายน่ะสิ ปกติฉันไม่เมาง่ายขนาดนี้ น่าจะเป็นเพราะมีเรื่องมากมายให้ฉันคิดวุ่นวายใจด้วยแหละมั้ง

“นี่!! คุณคงไม่ได้ตั้งใจลืมไว้ หรอกนะ...”

ฉันที่กำลังก้าวขาฉับๆ แต่ก็ต้องหยุดชะงักกับเสียงตะโกนของคุณโจว ที่ตามหลังมา ละ ...ลืม ?? อ๊า..ฉันยกมือทึ่งเข้าที่หัวตัวเองทีหนึ่ง สมงสมองไปหมดแล้วสิยัยริน

“คัมซามีดา...”

ฉันวิ่งไปตะโกนขอบคุณเขาไปพลางคว้ามือถือตัวเองออกมาจากเขาโดยไม่แม้แต่จะมองหน้าเขาเลย แล้วก็วิ่งแจ้นกลับมายังทางเข้าอพารท์เม้นต์ตัวเองทันที

“ระวังด้วยสิ !!

“ค่า!!

ฉันตะโกนตอบคุณโจวพลางกึ่งวิ่งกึ่งเดิน คืนนี้มันจะผ่านไป มันจะผ่านไปใช่ไหมทุกคนนนนนTTTT

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

1 ความคิดเห็น