God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 6 อันดับหนึ่งไร้ข้อกังขา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,261
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 645 ครั้ง
    20 ต.ค. 62

                การประลองยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งชื่อของซ่งไป่หลางถูกเรียกให้ออกไปประลองอีกครั้ง คู่ต่อสู้ของเขาคราวนี้กลับเป็นอันดับสิบของการทดสอบ แน่นอนว่าซ่งไป่หลางสามารถเอาชนะได้ภายในฝ่ามือเดียวเท่านั้น

                เช่นเดียวกัน อู่ลี่ลี่ที่เผชิญหน้ากับผู้ที่มีอันดับสิบห้านางสามารถเอาชนะได้ในกระบวนท่าเดียว ส่วนเทียนหลู่ลี่และซ่งชางหยางยังคงเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างไม่ลำบากนักทว่าความห่างชั้นระหว่างพวกเขากับอู่ลี่ลี่และซ่งไป่หลางนั้นยังคงแสดงออกอย่างชัดเจน

                จนกระทั่งในการประลองรอบที่สี่ คู่ต่อสู้ของซ่งชางหยางกลับเป็นเทียนหลู่ลี่ ทำให้การประลองครั้งนี้กลายเป็นน่าจับตาดูขึ้นมา เพราะหากไม่นับตัวซ่งไป่หลางและอู่ลี่ลี่ที่เป็นอัจฉริยะของการประลองแล้ว ทั้งสองคนนี้ก็นับได้ว่าเป็นผู้ที่น่าจับตามองรองลงมา

                ซ่งชางหยางเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน ด้วยหอกเพลิงปฐพีในมือทำให้พลังโจมตีของซ่งชางหยางนับว่าน่าหวาดหวั่นอย่างมาก น่าเสียดายที่คู่ต่อสู้ของมันคือเทียนหลู่ลี่ที่มีอาวุธระดับกลางอยู่ในมือเช่นกัน กระบี่เหล็กเงินของเทียนหลู่ลี่วาดออกเป็นวงปะทะต้านทานกับหอกเพลิงปฐพีของซ่งชางหยาง เวลาผ่านไปเพียงสองก้านธูปทั้งสองก็ปะทะกันมากกว่าสามสิบกระบวนท่าแล้ว

                ไม่มีผู้ใดเสียเปรียบได้เปรียบ หากแต่เห็นได้ชัดว่าในด้านฝีมือและเทคนิคเทียนหลู่ลี่เหนือกว่า เพราะเขาสามารถสู้กับซ่งชางหยางที่มีชุดคลุมอักขระได้อย่างสูสี หากให้ซ่งชางหยางถอดชุดคลุมออก ไม่แน่ว่าเขาอาจเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในเวลาไม่นาน

                ซ่งชางหยาง ยอมแพ้เถอะ อันดับสี่เหมาะกับเจ้าแล้ว เทียนหลู่ลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

                ซ่งชางหยางคำราม ไม่มีทาง เป้าหมายของข้าคืออันดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเจ้า อู่ลี่ลี่หรือเจ้าเศษสวะซ่งไป่หลางข้าก็จะบดขยี้ให้หมด

                ช่างไม่เจียมตน เอาชนะข้ายังอาจพอเป็นไปได้ แต่อู่ลี่ลี่นั้นเหนือกว่าเจ้าไปหลายขั้น ไม่ต้องเอ่ยถึงซ่งไป่หลางที่เจ้ากล้าเรียกเขาว่าเศษสวะ ในสายตาของเขาเจ้านั่นแหละที่เป็นเศษสวะ ไม่มีค่าอันใดให้ต้องเหลียวแล เทียนหลู่ลี่แค่นเสียง

                หุบปาก

                เคล็ดหอกตระกูลซ่ง หอกเพลิงคำรน

                เคล็ดกระบี่ตระกูลเทียน วรุณกระบี่พลิกเมฆ

                เปรี้ยง!! ร่างของเทียนหลู่ลี่ถูกดีดกระเด็นเล็กน้อยจากการปะทะ ทว่าในทางกลับกันบนร่างของซ่งชางหยางปรากฏบาดแผลถูกแทงถึงสามจุด แม้จะไม่ใช่บาดแผลใหญ่โตแต่ก็นับได้ว่าการโจมตีของเทียนหลู่ลี่ลอดผ่านการปกป้องของชุดคลุมอักขระได้สำเร็จ

                ไม่เลว เจ้าเด็กนั่นเลือกที่จะเมินเฉยต่อพลังโจมตีอันแข็งแกร่งของศัตรู จงใจต้านรับให้พ่ายแพ้แต่กลับเล็งไปที่การสวนกลับอย่างเฉียบคม แม้จะพ่ายแพ้การปะทะแต่กลับชนะในการต่อสู้ หากไม่ใช่เพราะซ่งชางหยางมีชุดคลุมอักขระป้องกัน เขาคงบาดเจ็บหนักไปแล้ว เซี่ยหยางเอ่ยชมเชยกลยุทธ์ของเทียนหลี่ลู่

                ซ่งไป่หลางรับฟังคำพูดของอาจารย์ด้วยความสนใจ ด้วยรู้ว่าจุดอ่อนของตนคือไม่เคยปะทะกับผู้ที่มีพลังระดับสูสีหรือเหนือกว่าตนในเวลานี้ ดังนั้นจึงขาดเทคนิคในการต่อสู้ไปมาก วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะเรียนรู้คือสังเกตจากการประลองของคนอื่น หากอาจารย์เอ่ยชมเทคนิคของใครเขาจะรีบจดจำมันทันที

                เซี่ยหยางเองก็รู้ดีว่าศิษย์ของตนต้องการฝึกฝน ดังนั้นจึงพยายามเอ่ยแนะนำทุกอย่างที่สอนได้ มันรู้สึกยินดีที่ซ่งไป่หลางไม่กลายเป็นคนที่หยิ่งยโส หลังจากพบว่าตนเองแข็งแกร่งกว่าผู้อื่น เพราะในอนาคตซ่งไป่หลางจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าตนเองอีกมากมาย หากหยิ่งยโสเกินไปเมื่อถึงเวลานั้นคงไม่อาจเอาชีวิตรอดไปได้

                ความแตกต่างระหว่างซ่งไป่หลางกับอัจฉริยะทั่วไปก็คือเขาเข้าใจถึงความอ่อนแออย่างลึกซึ้ง ดังนั้นแม้จะแข็งแกร่งขึ้นมากมายเพียงใดในใจของซ่งไป่หลางยังคงตระหนักว่าเขานั้นอ่อนแออยู่เสมอ ต่อให้แข็งแกร่งกว่าคนหมื่นคนแต่ยังมีคนที่แข็งแกร่งกว่าตนอีกนับแสนนับล้าน เมื่อคิดเช่นนี้ซ่งไป่หลางจึงไม่เคยคิดหยิ่งยโสเลยแม้แต่น้อย

                ซ่งชางหยางพบว่ายิ่งการประลองดำเนินต่อไปตนเองกลับตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะฝีมือของเทียนหลู่ลี่เหนือกว่ามันหนึ่งขั้น อีกทั้งด้วยสภาวะอารมณ์ที่แตกต่างกัน เทียนหลู่ลี่มีความสงบนิ่งเป็นอย่างมาก ในขณะที่ซ่งชางหยางมัวแต่มองหาวิธีการเป็นอันดับหนึ่งโดยมองข้ามการประลองครั้งนี้ไป ดังนั้นสมาธิในการต่อสู้ของทั้งสองจึงแตกต่างกัน

                เทียนหลู่ลี่ชนะแน่ อู่ลี่ลี่เอ่ยออกมาเบาๆ เด็กสาวมั่นใจอยู่หลายส่วน

                ซ่งชางหยางคำรามอย่างไม่ยินยอม ถึงกับระเบิดพลังของหอกเพลิงปฐพีออกมาจนเกินขีดจำกัด อาวุธได้รับความเสียหาย เทียนหลู่ลี่เบิกตากว้างมองดูหอกเพลิงปฐพีที่เป็นอาวุธระดับกลางเช่นเดียวกับกระบี่ของตน ในสภาวะที่ซ่งชางหยางโจมตีอย่างแลกชีวิตเช่นนี้ เทียนหลู่ลี่มีเพียงต้องยอมใช้กระบี่ของตนเกินขีดจำกัดเพื่อต้านรับ ไม่เช่นนั้นคงบาดเจ็บไม่น้อยเป็นแน่

                ในวินาทีนั้นเทียนหลู่ลี่กลับตัดสินใจได้บ้าบิ่นยิ่งกว่าฝ่ายตรงข้าม แทนที่จะใช้กระบี่ต้านรับกลับพยายามที่จะก้าวเท้าหลบออกจากรัศมีการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม ไม่ยอมเสียกระบี่ในมือไป แม้ว่าด้วยอำนาจอิทธิพลของตระกูลเทียนกระบี่เล่มนี้แม้มีค่าแต่ก็ยังไม่ถึงกับหาใหม่ไม่ได้ แต่เทียนหลู่ลี่เป็นคนประเภทที่ให้ความสำคัญกับสิ่งต่างๆรอบตัวมาก ดังนั้นจึงไม่คิดยอมสละกระบี่ที่ตนใช้และผูกพันมานานเพียงแค่เพราะการประลองครั้งนี้

                ฉัวะ!! ร่างของเทียนหลู่ลี่ได้รับบาดแผลอย่างรุนแรงจนเกือบหมดสติ ซ่งชางหยางคำรามอย่างฮึกเหิมเตรียมโจมตีซ้ำให้อีกฝ่ายพ่ายแพ้ ทว่าดวงตาของเทียนหลู่ลี่กลับฉายแสงอย่างมุ่งมั่น เช่นเดียวกับกระบี่ที่เคลื่อนไหวพร้อมกับแผ่พลังกดดันออกมาไม่หยุดยั้ง

                เกิดอะไรขึ้น ราวกับว่ากระบี่ของเทียนหลู่ลี่ตอบรับต่อการเรียกใช้ของเขา ซ่งไป่หลางรู้สึกตกตะลึงเมื่อเห็นสภาวะกระบี่ของเทียนหลู่ลี่ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาวิกฤติ

                กลับเป็นเซี่ยหยางที่หัวเราะออกมา ไม่ต้องประหลาดใจเจ้าหนู อาวุธทุกชิ้นหากถูกใช้อย่างยาวนาน เจตจำนงค์ของเจ้าของมักจะถูกซึมซับจนเกิดเป็นจิตวิญญาณ กระบี่ของเจ้าหนูนั่นแม้จะไม่ได้มีพลังอำนาจเทียบเท่าอาวุธระดับสูง แต่กลับมีจิตวิญญาณที่ชัดเจนอย่างมาก อีกทั้งความผูกพันระหว่างอาวุธและเจ้าของยังเหนือกว่าเจ้าเด็กซ่งชางหยางอีกหลายเท่า หากได้ใช้อาวุธที่มีจิตวิญญาณและยอมรับเจ้าของอย่างเต็มที่ การจะสำแดงพลังกดดันระดับนี้ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา

                อันที่จริงเทียนหลู่ลี่เองก็ไม่รู้ว่าอาวุธของตนมีจิตวิญญาณ เพียงแค่รู้สึกถึงความผูกพันระหว่างตนและกระบี่ จึงทำให้เกิดเป็นสภาวะที่คนและกระบี่หลอมรวมกัน ก่อนที่ซ่งชางหยางจะได้จู่โจมเทียนหลู่ลี่พลันขยับกระบี่อย่างรวดเร็ว กลายเป็นประกายแสงฟาดฟันเข้าใส่ร่างของซ่งชางหยางอย่างรวดเร็ว

                อั่กก ซ่งชางหยางกระอักเลือดรีบชะงักท่วงท่าแล้วเปลี่ยนเป็นก้าวถอย ดวงตาสั่นไหวด้วยความหวาดหวั่น หากเมื่อครู่ไม่ใช่เพราะมีเสื้อคลุมอักขระ เกรงว่ากระบี่ของเทียนหลู่ลี่คงสามารถสังหารตนได้สำเร็จแล้ว

                แม้ว่าเทียนหลู่ลี่จะอยู่ในสภาพบาดเจ็บแต่ซ่งชางหยางเองก็ใช่ว่าจะมีสภาพดีกว่ากันนัก กลับกันเพราะฝืนใช้อาวุธของตนเกินขีดจำกัด บัดนี้หอกเพลิงปฐพีกลับอยู่ในสภาพเสียหาย แม้จะยังใช้ต่อสู้ได้แต่พลังแฝงของอาวุธกลับอยู่ในสภาวะแห้งเหือด และไม่แน่ว่าอาจไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาเป็นอาวุธวิเศษได้อีก

                เทียนหลู่ลี่ฝืนใจยืนหยัด ใช้มือจรดกระบี่ก่อนจะทะยานเข้าหาซ่งชางหยางอีกครั้งหนึ่ง

                เวลานี้พละกำลังรวมถึงพลังวิญญาณของเทียนหลู่ลี่แห้งเหือด ระดับความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้เทียบได้กับแค่ผู้ที่มีพลังระดับสี่ก่อกำเนิดเท่านั้น ทว่ากระบี่ในมือของเขาในเวลานี้กลับอยู่ในสภาวะแหลมคมถึงขีดสุด ในสายตาของซ่งไป่หลาง กระบี่นี้ยังเป็นการโจมตีที่น่ากลัวกว่าตอนที่เทียนหลู่ลี่อยู่ในสภาวะที่สมบูรณ์ที่สุดเสียอีก

                ซ่งชางหยางแค่นเสียงระเบิดพลังทั้งหมดที่มีในร่างกาย ฝืนใช้หอกเพลิงปฐพีที่แม้จะไม่มีพลังแฝงแล้วแต่อย่างน้อยตัวหอกก็ยังทำจากวัสดุชั้นดี เมื่ออาวุธทั้งสองปะทะกันอีกครั้งหอกเพลิงปฐพีกลับถูกทำลายอย่างง่ายดาย ซ่งชางหยางต้องการแปรเปลี่ยนท่วงท่าเป็นการต่อสู้มือเปล่ากลับพบว่าไม่สามารถต้านรับกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย ในที่สุดจึงถูกกระบี่ของเทียนหลู่ลี่แทงจนบาดเจ็บสาหัส

                ผู้อาวุโสเว่ยที่เป็นผู้คุมการสอบเห็นว่าซ่งชางหยางบาดเจ็บสาหัสทั้งยังไม่มีความสามารถที่จะต่อสู้ได้อีก ผิดกับเทียนหลู่ลี่ที่แม้จะดูอ่อนแอแต่แท้จริงกลับเข้าสู่สภาวะหลอมรวมเจตศาสตราวุธ เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้ชนะในการประลองจึงรีบสั่งยุติการประลองและให้คนนำทั้งสองออกไปรักษาตัวให้เร็วที่สุด เพราะทั้งสองยังต้องประลองต่ออีกหลายรอบหลังจากนี้

                ซ่งไป่หลางถอนหายใจออกมา ได้เห็นเทียนหลู่ลี่ทำให้ข้านึกถึงสู่จิงลี่ คนผู้นี้เป็นเจ้าของตัวอักษรที่ถูกสลักเอาไว้ด้วยดาบในห้องของเขา สู่จิงลี่แสดงจิตวิญญาณของตนผ่านตัวอักษร คนและดาบผูกพันเหนียวแน่น ดูแล้วคงเข้าสู่สภาวะเดียวกับเทียนหลู่ลี่ได้เช่นกัน

                เซี่ยหยางกลับเอ่ยขัดออกมาว่า ผิดแล้ว เทียนหลู่ลี่อาจจะเข้าสู่สภาวะเจตกระบี่ ทว่าก็เป็นเพียงขั้นต้นเท่านั้น ในขณะที่สู่จิงลี่ผู้นั้น แค่เห็นตัวอักษรข้าก็รู้ว่าเจตแห่งดาบของเขาเข้าสู่ระดับกลางแล้ว ฝีมือยังเหนือกว่าเทียนหลู่ลี่ช่วงหนึ่ง

                ท่านอาจารย์ ได้เห็นฝีมือของเทียนหลู่ลี่ทำให้ข้าอดคิดไม่ได้ บางทีข้าอาจต้องหาอาวุธสักชิ้นหนึ่งมาฝึกฝนบ้าง ซ่งไป่หลางเอ่ยอย่างไม่มั่นใจนัก

                เจ้าเด็กโง่ เซี่ยหยางแค่นเสียง การฝึกอาวุธให้เชี่ยวชาญนั้นไม่ง่าย โดยทั่วไปผู้ใช้อาวุธมักจะเกิดและเติบโตจากตระกูลที่มีวิชาอาวุธสืบทอดเก่าแก่ ฝึกฝนตั้งแต่เด็กจนเติบโต อยู่กับอาวุธนั้นตั้งแต่จำความได้ ดังนั้นจึงเกิดเป็นความผูกพันระหว่างคนและศาสตรา เมื่อความผูกพันนั้นแข็งแกร่งพอจึงเข้าสู่สภาวะเจตศาสตรา ทว่ามันก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

                เซี่ยหยางอธิบายต่อ ในมิติของข้า ผู้ใช้ศาสตราที่เข้าถึงเจตศาสตราเป็นเพียงเด็กน้อยหัดเดินเท่านั้น เทียบกันแล้วก็คล้ายพลังขั้นก่อกำเนิด เมื่อพัฒนาไปจึงเข้าสู่ขั้นท่วงทำนองศาสตรา มีระดับเทียบเท่าพลังขั้นเที่ยงแท้ ต่อมายังมีขั้นวิถีศาสตรา ราชาศาสตรา จักรพรรดิศาสตรา เซียนศาสตราไล่ไปจนถึงขั้นแก่นแท้ เพราะแบบนี้ข้าจึงเอ่ยว่าสู่จิงลี่ที่เจ้าชื่นชมนักหนายังไม่นับว่ามีค่าคู่ควรต่อการชื่นชม

                ซ่งไป่หลางรับฟังด้วยความทึ่ง ที่แท้ระดับขั้นของผู้ฝึกฝนอาวุธกลับลึกซึ้งถึงเพียงนี้

                ไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องไกลตัว เจ้าหนู เจ้าเองก็มีอาวุธที่เป็นของเจ้าเอง ทั้งยังยอดเยี่ยมยิ่งกว่าอาวุธใดๆในโลก เพียงแค่เจ้ายังไม่สามารถใช้งานมันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเท่านั้น เซี่ยหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่น

                ข้ามีอาวุธงั้นหรือ ซ่งไป่หลางมีท่าทีสงสัย

                อาวุธที่ว่าก็คือวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ที่หลอมรวมกับวิญญาณของเจ้ายังไงละ เซี่ยหยางเฉลย แม้ในตอนนี้เจ้าจะไม่สามารถใช้งานมันได้เพราะยังไม่สามารถควบคุมพลังธาตุที่เป็นคุณสมบัติของขั้นเที่ยงแท้ แต่อย่างน้อยวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแข็งแกร่งของร่างกาย รวมถึงพลังวิญญาณของเจ้าอย่างต่อเนื่อง และหากเจ้าควบคุมมันได้ดั่งใจ มันจะเป็นอาวุธที่ไม่ด้อยไปกว่าอาวุธชิ้นใดเลย

                พลังขั้นเที่ยงแท้ ดวงตาของซ่งไป่หลางเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกมุ่งมั่นและรอคอย

                การประลองยังคงดำเนินต่อไป อู่ลี่ลี่และซ่งไป่หลางสามารถเอาชนะทุกคนได้อย่างง่ายดายเช่นเดิม ส่วนเทียนหลู่ลี่และซ่งชางหยางต้องสละสิทธิ์ไปสองถึงสามรอบเพราะยังฟื้นฟูร่างกายได้ไม่สมบูรณ์นัก ทว่าแม้จะต้องสละสิทธิ์ทั้งสองคนก็ยังมีคะแนนนำคนอื่นอยู่พอสมควร

                ในการประลองรอบที่เจ็ด ในที่สุดคู่ต่อสู้ของซ่งไป่หลางกลับเป็นเที่ยนหลู่ลี่

                เด็กหนุ่มตระกูลเทียนมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก แม้จะคิดไว้แล้วว่าคงต้องปะทะกับซ่งไป่หลางสักครั้งแต่เมื่อเวลามาถึงกลับไม่สามารถข่มใจของตนเองไม่ให้หวาดหวั่นได้ แม้เขาจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจากการเข้าสู่สภาวะเจตกระบี่ แต่ใจกลับรู้ดีว่ายังไม่สามารถเทียบชั้นกับซ่งไป่หลางได้อยู่ดี

                ในที่สุดเทียนหลู่ลี่ถอนหายใจออกมาก่อนจะประกาศขอสละสิทธิ์ยอมแพ้ เขายังเหลือการประลองอีกสองครั้งและยังไม่อยากหมดสภาพจนไม่สามารถต่อสู้ในรอบถัดไปได้

                อู่ลี่ลี่ประลองกับอันดับหก ทำให้ต้องใช้เวลามากกว่าเดิมเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยังสามารถเอาชนะได้โดยไม่ลำบากนัก ส่วนซ่งชางหยางประลองกับอันดับสิบห้า แม้จะไม่มีหอกเพลิงปฐพีแล้วแต่ซ่งชางหยางก็ยังแข็งแกร่งกว่าจึงเอาชนะได้สำเร็จ

                จนกระทั่งถึงการประลองรอบที่เก้า ซ่งไป่หลางขมวดคิ้วเมื่อพบว่าคู่ประลองของตนกลับเป็นซ่งชางหยาง

                แก ไอ้สวะนอกคอก อย่าคิดว่าแค่เพราะบังเอิญแกโชคดีแล้วจะสามารถครองอันดับหนึ่งได้ ข้าจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าแกมันก็เป็นแค่ของปลอมที่ไร้ค่าเท่านั้น ซ่งชางหยางกลับรู้สึกเกลียดชังคนแซ่เดียวกับตนผู้นี้เป็นอันมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความรู้สึกริษยา ซ่งไป่หลางในความทรงจำของมันเป็นเพียงคนไร้ค่าคนหนึ่ง เป็นลูกไก่ในกำมือที่มันสามารถเลือกได้ว่าจะให้อยู่ต่อหรือให้ตายตกไป

                ทว่าหลังจากที่มันคิดว่าสามารถกำจัดขยะของตระกูลไปได้สำเร็จ อยู่ๆซ่งไป่หลางกลับปรากฏตัวอีกครั้งทั้งยังอยู่ในฐานะที่สูงส่งกว่ามัน มันไม่มีทางยอมรับว่าซ่งไป่หลางเหนือกว่าตนเอง ซ่งชางหยางรู้สึกว่าศักดิ์ศรีของตนถูกอีกฝ่ายทำลายอย่างย่อยยับภายในเวลาสั้นๆ

                ซ่งไป่หลางกลับรู้สึกสมเพชอีกฝ่าย แม้คราแรกความรู้สึกที่มีจะเต็มไปด้วยความโกรธแค้น แต่หลังจากขบคิดดูแล้วจึงพบว่าตนเองได้มีวันนี้ก็เพราะการกระทำของอีกฝ่าย หากไม่ถูกกดจนจมดินแล้วเขาจะพุ่งทะยานกลับขึ้นมาได้อย่างไร ความรู้สึกโกรธแค้นของซ่งไป่หลางได้หายไปหมดแล้วหลงเหลือเพียงความเวทนาต่อซ่งชางหยางเท่านั้น

                ซ่งชางหยางไม่สนใจว่าตนเองจะไม่มีอาวุธใช้ อย่างไรเสียวิชาเพลงหมัดตระกูลซ่งที่มันฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กก็อยู่ในระดับหกแล้ว ดังนั้นจึงมั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะซ่งไป่หลางได้ นอกจากนี้มันยังฝึกวิชาของนิกายบัวสวรรค์อีกจำนวนมาก มันไม่เชื่อเด็ดขาดว่าซ่งไป่หลางจะเหนือกว่า

                เมื่อสัญญาณการประลองเริ่มขึ้นซ่งชางหยางพุ่งร่างเข้าหาซ่งไป่หลาง ร่ายท่าเพลงหมัดตระกูลซ่งเข้าฟาดฟัน ซ่งไป่หลางถอนหายใจออกมา จากที่ตนได้ฝึกฝนกับเซี่ยหยางจึงทำให้รู้ว่าเพลงหมัดตระกูลซ่งนั้นเป็นเพียงวิชาขั้นกลางที่ไม่มีความโดดเด่น ซ้ำร้ายยังมีจุดอ่อนร้ายแรง ดังนั้นตั้งแต่นั้นมาตนจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับวิชานี้อีก

                ซ่งไป่หลางก้าวเท้าหลบใช้ฝ่ามือปัดเบี่ยงหมัดของซ่งชางหยางทำให้อีกฝ่ายเสียจังหวะเล็กน้อย ซ่งชางหยางแค่นเสียงรวบรวมพลังสร้างการโจมตีครั้งถัดไป หมัดตระกูลซ่งซัดเข้าใส่โดยมีเป้าหมายที่ท่อนล่างบริเวณจุดสำคัญของซ่งไป่หลาง นับว่าเป็นการลงมือที่สกปรกและเสื่อมเสียอย่างยิ่ง ทว่าในความคิดของซ่งชางหยางมีเพียงต้องการทำลายซ่งไป่หลางเท่านั้นจึงไม่คิดห่วงศักดิ์ศรีของตนเองอีก

                ซ่งไป่หลางขมวดคิ้วรับรู้ถึงเจตนาของอีกฝ่าย ดังนั้นตัดสินใจโจมตีกลับโดยไม่เหลือความสงสารใดๆอีก

                เคล็ดฝ่ามือบัวสวรรค์

                รูปลักษณ์ของเงาดอกบัวปรากฏขึ้นก่อนจะคลุมทับร่างของซ่งชางหยางในพริบตา การโจมตีของซ่งชางหยางยังไม่ทันเข้าถึงเป้าหมายร่างกายกลับรู้สึกหนักอึ้งทั้งยังเจ็บปวดจนไม่อาจทนไหว สติของซ่งชางหยางดับวูบลงไปโดยไม่มีโอกาสได้เห็นสีหน้าสมเพชของซ่งไป่หลางด้วยซ้ำ

                ฝ่ามือบัวสวรรค์ รุนแรงจริงๆผู้ชมสูดลมหายใจด้วยความรู้สึกหนาวเหน็บ ฝ่ามือบัวสวรรค์นั้นในระดับทั่วไปเป็นเพียงวิชาขั้นกลางธรรมดาเท่านั้น แต่เมื่อฝึกถึงขั้นสิบที่ทำให้มีเงาของบัวสวรรค์ก่อตัวขึ้นจะกลายเป็นวิชาที่มีพลังทำลายไม่ต่างจากวิชาระดับสูงเลย ซ่งชางหยางโดนการโจมตีนี้เข้าไปเต็มๆจึงไม่แปลกที่จะหมดสติทั้งยังได้รับบาดเจ็บสาหัสยากจะฟื้นฟูในเวลาอันสั้น

                ซ่งไป่หลาง เจ้าช่างอำมหิตนัก ซ่งชางหยางเป็นพี่น้องของเจ้าเหตุใดจึงลงมืออย่างรุนแรงขนาดนี้หนึ่งในคนติดตามของซ่งชางหยางร้องออกมา

                ซ่งไป่หลางขมวดคิ้วทว่าไม่ได้โต้ตอบอันใด

ในเวลานั้นเทียนหลู่ลี่กลับตะโกนออกมา อย่าได้พูดจาเหลวไหล ทุกคนย่อมเห็นว่าซ่งชางหยางมีเจตนาชั่วร้ายใช้วิธีการสกปรกก่อน หากซ่งไป่หลางไม่สามารถจัดการได้ก่อนเขาย่อมเป็นฝ่ายได้รับบาดเจ็บอย่างร้ายแรง เจ้ายังกล้าเอ่ยว่าเขาอำมหิตอีกรึ

ถูกต้อง เรื่องนี้เป็นซ่งชางหยางที่เล่นสกปรกผู้คนต่างโห่ร้องสนับสนุน

ผู้อาวุโสเว่ยเห็นว่าเรื่องนี้อาจลุกลามใหญ่โตจึงรีบเข้ามาประกาศผลและส่งร่างของซ่งชางหยางไปให้ฝ่ายรักษาพยาบาล อย่างไรก็ตามหลังการประลองรอบนี้ผ่านพ้นไปทุกคนต่างยอมรับว่าซ่งไป่หลางนั้นคู่ควรกับอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง เพราะการลงมือเพียงกระบวนท่าเดียวก็สามารถเอาชนะซ่งชางหยางได้ ต่อให้เป็นเทียนหลู่ลี่ก็ยังหลีกเลี่ยงที่จะประลองกับเขา เหลือเพียงอู่ลี่ลี่ที่อาจจะพอรับมือกับซ่งไป่หลางได้

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 645 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น

  1. #168 maybeokbaek (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:40
    สนุกมากค่ะ แต่ว่าช่วยตรวจสอบชื่อตัวละครหน่อยนะคะ เดี๋ยวฉินจี บางทีฉีจิน กับเทียนหลี่ลู่ เทียนหลู่ลี่ เจอบ่อยๆมันสับสนและขัดอารมณ์มากค่ะ
    #168
    0
  2. #34 surapong (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2562 / 11:37

    สนุกมากๆครับ อยากให้เปิดกลุ่มลับทางเฟสด้วยครับ

    #34
    0