God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 69 : ตอนที่ 65 ค่ายกลธรรมชาติ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,202
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 297 ครั้ง
    21 พ.ย. 62

                ซ่งไป่หลางเดินลึกเข้าไปยังพื้นที่ส่วนลึกของค่ายกลธรรมชาติ ทุกย่างก้าวซ่งไป่หลางตระหนักได้ว่าประสาทสัมผัสของตนจะยิ่งเบาบางลงอย่างต่อเนื่อง สีหน้าของเด็กหนุ่มตึงเครียดมากขึ้น ในสภาวะเช่นนี้หากถูกลอบโจมตีก็ไม่ต่างจากตกตายไปครึ่งตัวแล้ว

                ทว่าเซี่ยหยางยังคงสงบนิ่ง แม้ค่ายกลธรรมชาติจะมีความแปรปรวนรุนแรงจนยากจะใช้ประสาทสัมผัสทว่าขอบเขตพลังที่แท้จริงของเซี่ยหยางนั้นเหนือกว่าระดับทั่วไปมาก ดังนั้นประสาทสัมผัสของเซี่ยหยางจึงไม่อาจใช้ระดับชั้นของผู้คนทั่วไปมาวัดได้เช่นกัน

                มิต้องกังวลอันใด ประสาทสัมผัสของข้าตรวจไม่พบสิ่งมีชีวิตในบริเวณพื้นที่นี้ เซี่ยหยางเอ่ยอย่างเยือกเย็น

                ซ่งไป่หลางถอนหายใจเบาๆ อาจารย์ สถานที่นี้คืออะไรกัน

                ที่แบบนี้ถูกเรียกว่าค่ายกลธรรมชาติ เนื่องจากมันเกิดขึ้นโดยพลังธรรมชาติบริสุทธิ์ที่จับตัวเป็นกลุ่มก้อนหนาแน่น ค่ายกลประเภทนี้หายากอย่างมาก แม้แต่ในดินแดนระดับสูงเองก็ตาม กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งก็คือมันคือสมบัติล้ำค่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ทว่าคนที่รู้จักมันมีเพียงน้อยนิดเท่านั้น

                ภายในค่ายกลธรรมชาตินั้นเปี่ยมไปด้วยระดับพลังบริสุทธิ์ เจ้าคิดว่ามันหมายถึงสิ่งใด เซี่ยหยางถามด้วยรอยยิ้ม

                ซ่งไป่หลางอุทานออกมาเบาๆ หรือว่ามันคือแหล่งบ่มเพาะพลังชั้นยอด

                ถูกต้อง พลังธรรมชาติก็คือสิ่งที่มนุษย์หยิบยืมเพื่อใช้บ่มเพาะพลังของตน แปรเปลี่ยนพลังธรรมชาติให้กลายเป็นลมปราณ โดยส่วนมากพลังธรรมชาติที่มนุษย์ใช้มักจะเป็นพลังธรรมชาติที่เกิดการแปรสภาพแล้ว นั่นก็คือพลังธาตุประเภทต่างๆ ส่วนพลังธรรมชาติบริสุทธิ์นั้นดูดกลืนยากกว่าขณะเดียวกันก็ส่งผลยอดเยี่ยมยิ่งกว่าด้วย

                หยกศิลาลมปราณ แก่นวิญญาณปีศาจ ของทั้งสองอย่างนี้ก็คือรูปแบบหนึ่งของก้อนพลังธรรมชาติที่ถูกกลั่นจนกลายเป็นก้อนหนาแน่น และการใช้พวกมันส่งผลดีต่อการบ่มเพาะพลังของมนุษย์อย่างยิ่ง ดังนั้นค่ายกลธรรมชาติย่อมส่งผลไม่ต่างกัน

                หมายความว่าการฝึกในค่ายกลธรรมชาติจะส่งผลให้ข้าพัฒนาเหมือนกับใช้แก่นวิญญาณปีศาจตลอดเวลางั้นหรือ ซ่งไป่หลางตกตะลึงทันที หากเป็นเช่นนั้นจริงมันก็เป็นยิ่งกว่าสมบัติล้ำค่าแล้ว

                ค่ายกลธรรมชาตินั้นยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง แม้แต่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์เมื่อค้นพบค่ายกลธรรมชาติพวกมันยังยึดถือเป็นสมบัติล้ำค่าและไม่ปล่อยให้ผู้อื่นมาเก็บเกี่ยวไปได้ ข้ารู้สึกประหลาดใจยิ่งนักที่มีของเช่นนี้ในดินแดนนี้ เกรงว่าดินแดนประตูสมุทรลี้ลับจะน่าสนใจยิ่งกว่าที่ข้าคาดนัก

                ด้วยระดับความสามารถของเจ้า การเข้าสู่ใจกลางของค่ายกลธรรมชาติยังนับว่าไม่อาจทำได้ ทว่ายังคงเก็บเกี่ยวพลังรอบนอกมาได้อยู่ เซี่ยหยางอธิบาย

                รอบนอกก็คือบริเวณนี้งั้นหรือ

                ผิดแล้ว จุดที่เจ้ายืนอยู่เป็นเพียงชายขอบของค่ายกลธรรมชาติเท่านั้น ชายขอบนี้มีเพียงกลิ่นอายของพลังธรรมชาติที่ส่งผลให้เกิดความแปรปรวนของพลังลมปราณเท่านั้น ผลก็คือการปิดกั้นประสาทสัมผัสและความยากลำบากในการใช้พลังลมปราณ หากเจ้าเข้าสู่บริเวณรอบนอกของค่ายกลธรรมชาติ เมื่อนั้นเจ้าจะรู้สึกได้ถึงแรงบีบอัดของพลังที่ทำให้เคลื่อนไหวได้ยากลำบาก ยิ่งเข้าสู่จุดที่มีพลังหนาแน่นมากขึ้นก็จะยิ่งเคลื่อนไหวยากขึ้นไปอีก

                ค่ายกลธรรมชาตินี้มีอาณาเขตค่อนข้างเล็ก ดังนั้นเจ้าก้าวไปด้านหน้าอีกเพียงไม่เกินหนึ่งชั่วยามก็จะเข้าไปถึงเขตรอบนอกของค่ายกลธรรมชาติแล้ว

                เช่นนั้นอู๋ตงไห่ไม่ได้ติดตามข้าเข้ามาในนี้สินะ ซ่งไป่หลางถอนหายใจโล่งอก มันได้พบเจอกับสมบัติที่ล้ำค่ายิ่งทว่าอู๋ตงไห่ที่ต้องการชีวิตของมันกลับพลาดโอกาสนี้ไป นี่ทำให้มันรู้สึกว่าตนเองโชคดีอย่างยิ่ง

                ฮ่าๆ อู๋ตงไห่ผู้นั้นเป็นเพียงขั้นเหนือมนุษย์เท่านั้น ต่อให้มันต้องการเข้าสู่ค่ายกลธรรมชาติมันก็ไม่มีปัญญาทำได้ เช่นเดียวกันหากเจ้าไม่มีข้าคอยบอกทิศทางที่ถูกต้องย่อมไม่อาจเข้าสู่ค่ายกลธรรมชาติ หากเข้ามาลึกเกินไปย่อมทำให้มีโอกาสหลงทางอยู่ภายใต้อาณาเขตค่ายกลธรรมชาติและไม่อาจออกไปได้ตลอดชีวิต

                ซ่งไป่หลางกลืนน้ำลายลงคอด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น

                แม้เซี่ยหยางจะเอ่ยว่าค่ายกลธรรมชาตินี้มีอาณาเขตค่อนข้างเล็กทว่ามันยังคงต้องใช้เวลานานถึงหนึ่งชั่วยามในการเข้าไปสู่พื้นที่ของค่ายกล

                เวลาหนึ่งชั่วยามซ่งไป่หลางยังคงก้าวต่อไปเรื่อยๆ เวลานี้ประสาทสัมผัสของซ่งไป่หลางได้ถูกปิดกั้นโดยสมบูรณ์แล้ว แม้แต่การมองด้วยสายตายังไม่อาจใช้การได้ ซ่งไป่หลางรู้สึกราวกับว่าตนเองล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต

                สิ่งเดียวที่ยังคงรู้สึกได้ก็คือการติดต่อผ่านทางวิญญาณของเซี่ยหยางเพียงเท่านั้น

                นี่ ซ่งไป่หลางอุทานออกมาเบาๆ หลังจากที่ประสาทสัมผัสของมันถูกปิดกั้นก็ทำให้มันรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ภายในใจ ทว่าเมื่อถึงจุดนี้มันกลับพบว่าประสาทสัมผัสของมันได้กลับคืนมาเล็กน้อย ขณะเดียวกันความรู้สึกหนักอึ้งบางประการได้กดทับลงบนร่างของมันอย่างเงียบงัน

                ทุกชั่วลมหายใจที่ผ่านไปน้ำหนักกดทับนั้นก็ยิ่งทวูคูณความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ราวกับต้องการบดขยี้ร่างกายของเด็กหนุ่มให้แหลกสลายไป

                นี่ก็คือขอบเขตรอบนอกของค่ายกลธรรมชาติ เซี่ยหยางเอ่ยเบาๆ น้ำหนักกดทับที่เจ้ารู้สึกได้จะมาพร้อมกับประสาทสัมผัสที่หวนคืนมาเรื่อยๆ นี่ก็คือพลังธรรมชาติบริสุทธิ์ที่อัดแน่น แม้นี่จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวที่อยู่ภายนอกของอาณาเขตค่ายกลเท่านั้นทว่ามันก็ยังยากที่มนุษย์ทั่วไปจะทนทานได้

                สำหรับตัวเจ้านับว่าโชคดีที่เจ้ามีโลหิตศักดิ์สิทธิ์จึงทำให้มีร่างกายเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป แม้พลังธรรมชาติจะแข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยพลัง ทว่าโลหิตศักดิ์สิทธิ์ก็นับว่าเป็นสมบัติที่ตกทอดมาจากเทพบรรพกาล มันย่อมมีพลังมากพอที่จะต้านทานพลังธรรมชาติ

                หลังจากนี้เจ้าจงฝึกฝนที่นี่ อย่างน้อยจนกว่าเจ้าจะสามารถก้าวขึ้นสู่ขั้นห้าเที่ยงแท้ ไม่สิ ข้าอยากให้เจ้าสามารถไปถึงขั้นหนึ่งเหนือมนุษย์ให้ได้ก่อนที่จะออกไปจากค่ายกลธรรมชาตินี้

                ซ่งไป่หลางตกตะลึงเล็กน้อย อาจารย์ หากต้องการฝึกฝนจนถึงขั้นหนึ่งเหนือมนุษย์มันจะไม่นานเกินไปหรือ ตามกำหนดการของวังจักรพรรดิห้าสมุทรประตูเชื่อมดินแดนจะถูกเปิดขึ้นอีกครั้งในสามเดือนหน้า หากข้าไม่ได้ออกไปในตอนนั้นเกรงว่าอาจจะไม่มีหนทางกลับไปยังดินแดนเดิมอีก

                เฮอะ ประการแรกต่อให้เจ้าไม่อาจกลับไปยังดินแดนเดิมก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ดินแดนแห่งนี้ยังน่าสนใจยิ่งกว่าและเป็นผลดีต่อการฝึกของเจ้ามากกว่าหลายเท่า ประการที่สองหากเจ้าต้องการกลับข้าย่อมมีปัญญาพาเจ้ากลับ การเปิดประตูเชื่อมดินแดนจากดินแดนที่มีระดับสูงกว่าสามารถกระทำได้ง่ายกว่าการเปิดประตูจากดินแดนระดับต่ำนัก ประการที่สามเจ้าคิดว่าค่ายกลธรรมชาติคือสิ่งใด ต่อให้เป็นขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่พวกมันยังปรารถนาที่จะครอบครองค่ายกลนี้ การได้มีวาสนาฝึกฝนในสถานที่แห่งนี้เจ้ากลับคิดกังวลเรื่องไร้สาระงั้นหรือ

                จุดมุ่งหมายในอนาคตของเจ้าคืออะไรกันแน่ มิใช่เจ้าเอ่ยไว้หรอกหรือว่าต้องการพัฒนาตนเองเพื่อจัดการกับปัญหาของตระกูลเจ้า เพื่อปกป้องน้องสาวของเจ้า

                ข้าบอกกับเจ้าไปแล้วว่าหากต้องการพัฒนาพลัง วาสนาพิเศษคือสิ่งที่ไม่อาจขาดไปได้ เวลานี้เจ้าได้พบเจอกับวาสนาพิเศษที่ผู้อื่นไม่อาจพบเจอแม้ในความฝัน เจ้ากลับคิดจะจากไปโดยไม่เก็บเกี่ยวงั้นรึ?”

                ซ่งไป่หลางนิ่งเงียบไปทันที เซี่ยหยางเอ่ยได้ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง เป้าหมายของมันคือการพัฒนาตนเองและไปยังจุดที่สูงยิ่งขึ้น นับว่ามันยังห่างจากจุดหมายอยู่มากทว่าเมื่อมันมีโอกาสที่ดีในการพัฒนาตนเองกลับไม่ไขว่คว้าและไปกังวลกับเรื่องอื่นเช่นนั้นหรือ

                เด็กหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ ข้าเข้าใจแล้วอาจารย์ ทว่าข้ายังคงไม่อาจละทิ้งทุกสิ่งเพื่อฝึกฝนได้ในเวลานี้ อย่างน้อยที่สุดข้าจำต้องฝากข้อความบางอย่างกับหลินหลันเทียนให้มันนำกลับไปมอบให้กับนิกายบัวสวรรค์ เพื่อมิให้เกิดปัญหากับนิกายบัวสวรรค์ในอนาคต ขณะเดียวกันข้ายังมีเรื่องที่ต้องสะสางกับอู๋ตงไห่และวังจักรพรรดิห้าสมุทรเช่นกัน

                เอาเถอะ ภายในระยะเวลาสามเดือนหากเจ้าสามารถบรรลุถึงขั้นห้าเที่ยงแท้ข้าจะยอมให้เจ้าออกไปเพื่อสะสางธุระของเจ้า จากนั้นจึงกลับมาฝึกฝนต่อในสถานที่แห่งนี้

                ข้าเข้าใจแล้ว ซ่งไป่หลางพยักหน้ายอมรับ หนึ่งเดือนก่อนมันอาศัยแก่นวิญญาณสัตว์ปีศาจระดับสามจำนวนมากฝึกฝนจนพัฒนาขึ้นมาหนึ่งระดับสำเร็จ ค่ายกลธรรมชาตินี้ยังมีอานุภาพยอดเยี่ยมยิ่งกว่ามันเชื่อว่าย่อมสามารถพัฒนาจนถึงขั้นห้าเที่ยงแท้ได้อย่างแน่นอน

                ที่ภายนอกของดินแดนประตูสมุทรลี้ลับ ซานตงและตู้จื่อพั่งซึ่งเคลื่อนไหวแยกจากคนของแคว้นอื่นได้มุ่งหน้ามาถึงซากปรักของสิ่งก่อสร้างโบราณแห่งหนึ่ง สีหน้าของซานตงเต็มไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้นยินดียิ่ง

                ปีก่อน ข้าได้รับเบาะแสเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้โดยบังเอิญจากจารึกโบราณที่ข้าเก็บกลับไปยังนิกายได้ ทว่าน่าเสียดายที่เวลานั้นข้ายังไม่อาจตีความเบาะแสของมัน ในปีนี้ดูเหมือนว่าข้าจะโชคดียิ่งแล้ว

                แปลกนัก ซากโบราณนี้อยู่ไม่ห่างจากประตูเชื่อมดินแดนมากนัก เหตุใดจึงยังไม่มีผู้ใดเคยค้นพบมันมาก่อน ตู้จื่อพั่งขมวดคิ้วเล็กน้อยรู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่ไม่น่าไว้วางใจ

                เฮอะ ย่อมต้องเป็นเพราะม่านพลังลวงตาที่คุ้มครองสถานที่แห่งนี้เอาไว้ เดิมทีหากไม่มีร่องรอยจากจารึก พวกเราทั้งสองคงผ่านจุดนี้ไปอย่างรวดเร็วและไม่ได้รับรู้ถึงมันเช่นกัน ซากโบราณนี้มีเพียงต้องเข้าสู่ระยะอาณาเขตที่แท้จริงของมันจึงจะค้นพบ เส้นทางที่มันตั้งอยู่ก็นับว่าเร้นลับและยากต่อการเข้าถึง ดังนั้นไม่แปลกเลยที่ไม่เคยมีผู้ใดสำรวจพบมาก่อน

                เช่นนี้เอง ตู้จื่อพั่งพยักหน้าด้วยความลังเลเล็กน้อย

                จากการวิเคราะห์ของอาจารย์ข้า สถานที่แห่งนี้ย่อมต้องเป็นที่อยู่ของชนพื้นเมืองในยุคโบราณที่มีความแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ร่องรอยพลังที่สลักอยู่บนจารึกเป็นถึงขั้นราชันยุทธ์อันเป็นดั่งตำนาน ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงสมควรมีสมบัติล้ำค่าบางอย่างอยู่ สมบัติที่แม้แต่ขั้นราชันยุทธ์ก็ยังให้ความสำคัญ

                แววตาของซานตงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นฮึกเหิม มันเร่งใช้ประสาทสัมผัสกวาดไปยังทั่วบริเวณซากโบราณอย่างรวดเร็ว

                เอ้ะ สีหน้าของซานตงเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มันหันกลับไปยังด้านหลังก่อนจะพบว่าร่างของสาวงามสองคนได้ปรากฏตัวขึ้น

                มองเห็นร่องรอยความตกตะลึงบนใบหน้าของมู่จื่อหลีทำให้ซานตงเชื่อว่าพวกนางย่อมไม่ได้ลอบติดตามมันมา ทว่าเป็นเพียงการพบกันโดยบังเอิญเท่านั้น ที่น่าสงสัยก็คือพวกนางรู้ถึงซากโบราณแห่งนี้หรือไม่

                นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอกับสหายจากแคว้นเหมันต์วารีที่นี่ ซานตงเอ่ยด้วยรอยยิ้มแค่น

                ซานตง เจ้ามาทำอันใดในสถานที่นี้ โหวปิงหยุนเอ่ยถามน้ำเสียงเย็นชา

                ข้าเพียงบังเอิญได้พบกับซากโบราณแห่งนี้จึงคิดว่ามันน่าสนใจก็เท่านั้น น่าเสียดายที่ข้าไม่พบสิ่งที่พิเศษอันใด ซานตงมิได้เอ่ยโกหก ประสาทสัมผัสของมันไม่สามารถรับรู้ถึงสิ่งพิเศษใดจริง ทว่าในหัวใจของมันยังคงเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าสถานที่แห่งนี้จะต้องมีอะไรบางอย่าง

                เช่นนั้นหรือ โหวปิงหยุนสีหน้ายังคงราบเรียบไม่แปรเปลี่ยน เช่นนั้นก็คงไม่มีอันใดน่าสนใจจริง จื่อหลี ไปเถอะ กล่าวจบนางก็ชักชวนให้มู่จื่อหลีจากไปทันที

                มองเห็นร่างของหญิงสาวทั้งสองทะยานห่างไกลออกไปสีหน้าของซานตงกลับกลายเป็นชั่วร้าย เฮอะ นับว่าพวกเจ้ายังมีไหวพริบอยู่บ้าง มิเช่นนั้นก็เท่ากับบีบบังคับให้ข้าต้องกำจัดทิ้งแล้ว

                ท่านคิดว่าพวกนางตระหนักถึงสิ่งที่ซุกซ่อนในสถานที่นี้หรือ ตู้จื่อพั่งกล่าวถาม

                โหวปิงหยุนมิใช่สตรีโง่งม นางย่อมสงสัยทว่ารู้ดีว่าไม่ควรรั้งอยู่ มิเช่นนั้นเท่ากับเป็นศัตรูกับข้า เพื่อสมบัติที่ไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่นางย่อมต้องเลือกที่จะหลีกทางอย่างว่าง่าย อย่างไรเสียดินแดนแห่งนี้ก็ยังมีทรัพยากรอื่นซ่อนอยู่อีกมาก ซานตงตอบกลับ

                เช่นนั้นพวกเรารีบสำรวจที่นี่กันต่อเถอะ ตู้จื่อพั่งพยักหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น แม้มันจะกังวลอยู่บ้างเกี่ยวกับสถานที่ตกสำรวจนี้ทว่าความเป็นไปได้ที่จะค้นพบสมบัติได้กลบทับความกังวลของมันไปจนหมดสิ้น

 

                ด้านของสาวงามทั้งสองที่แยกตัวจากมา มู่จื่อหลีมีสีหน้าที่ดูไม่ยินยอมพร้อมใจนัก นางเอ่ยถามโหวปิงหยุนอย่างคับข้องใจ พี่ปิงหยุน หากพวกมันต้องการลงมือจริงพวกเราสองคนย่อมรับมือได้โดยไม่ยากลำบากเกินไป เหตุใดท่านจึงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงกัน สถานที่แห่งนั้นไม่ว่ามองอย่างไรก็ต้องมีสิ่งที่ไม่ธรรมดาเก็บรักษาเอาไว้เป็นแน่

                โหวปิงหยุนส่ายหน้า ข้าสามารถจัดการซานตงได้ เจ้าก็สามารถจัดการจื่อพั่งได้ ทว่าจะมีประโยชน์อันใดหากการต่อสู้ของพวกเราชักนำคนจำนวนมากมา ตอนนี้คนของวังจักรพรรดิห้าสมุทรและแคว้นอื่นๆต่างทุ่มความสนใจไปที่ซ่งไป่หลาง พวกมันย่อมไม่ได้ห่างออกไปไกล สิ่งที่พวกเราต้องทำก็คือเก็บสถานที่นั้นเอาไว้เป็นความลับให้ดีก่อนเท่านั้น

                รอกระทั่งการสำรวจผ่านไปสักระยะ ผู้คนย่อมออกห่างจากจุดนี้ไปมากพอสมควร พวกเราสองคนจึงอาศัยช่วงเวลานั้นย้อนกลับไปและสำรวจซากโบราณนั้น ถึงเวลานั้นต่อให้ซานตงต้องการขัดขวางข้าก็จะจัดการมัน ดวงตาของนางเผยประกายเย็นชา

                แล้วหากพวกมันค้นพบสมบัติก่อนที่พวกเราจะกลับไปเล่า มู่จื่อหลีถาม

                ไร้สาระ สถานที่แห่งนั้นดูด้วยตาเปล่าก็รู้ว่าไม่ใช่ซากโบราณธรรมดา หากสมบัติที่มันซ่อนเอาไว้ถูกค้นพบได้โดยง่ายถึงเพียงนั้นก็นับว่าไม่มีคุณค่าอันใดให้ค้นหาแล้ว

                ซากโบราณงั้นหรือ เสียงของชายชราดังขึ้นทำให้รูม่านตาของโหวปิงหยุนหดตัวในทันที นางไม่คิดเลยว่าภายใต้ประสาทสัมผัสของนางจะมีใครบางคนที่ลอบฟังการสนทนาของนางได้

                เจ้าเป็นใคร โหวปิงหยุนคำรามพร้อมกับระเบิดพลังลมปราณเหมันต์วารีออกมา

                นังหนู จงบอกกับข้ามาตามตรง เจ้าเอ่ยถึงซากโบราณที่ห่างไปจากที่นี่ทางทิศใต้ราวยี่สิบลี้ใช่หรือไม่ ร่างของชายชราปรากฏตัวขึ้นบนอากาศธาตุ สีหน้าของมันเคร่งขรึมจริงจังถึงขีดสุด

                โหวปิงหยุนสีหน้าแปรเปลี่ยน ไม่หลงเหลือความเย็นชาและเยือกเย็นอีกต่อไป นางตระหนักได้ในพริบตาว่าระดับพลังของชายชราผู้นี้อย่างน้อยที่สุดก็คือขั้นรวมวิญญาณ

                เป็นไปไม่ได้ ไม่เคยมีผู้ใดค้นพบชนพื้นเมืองที่พลังสูงส่งกว่าขั้นห้าเหนือมนุษย์มาก่อน

                ตอบข้า!!” ชายชราถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงดังก้อง

                มู่จื่อหลีกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง แรงกดดันของชายชราผู้นี้ทำให้ร่างของนางสั่นสะท้าน ขณะที่โหวปิงหยุนยังคงพอต้านทานได้เล็กน้อย

                ถ... ถูกแล้ว ท่านผู้อาวุโส พวกเราเอ่ยถึงซากโบราณทางทิศใต้ห่างออกไปยี่สิบลี้ มู่จื่อหลีตอบกลับด้วยสีหน้าซีดขาวและหวาดกลัวยิ่ง

                ชายชรามีสีหน้าดำทะมึน จิตสังหารอันรุนแรงถูกปลดปล่อยจากทั่วร่างของมัน เจ้าพวกบัดซบ แม้ว่าที่ผ่านมาข้าจะตระหนักได้ถึงการมีอยู่ของประตูเชื่อมดินแดนทว่าข้าไม่เคยลงมือทำลายมันทิ้งเพราะเห็นว่าระดับดินแดนของพวกเจ้ามิได้แข็งแกร่งพอจะคุกคามอันใดพวกเรา อีกทั้งพวกเจ้ายังอาจสร้างประโยชน์ให้กับดินแดนของข้าได้ ทว่าในเวลานี้เห็นทีข้าคงต้องลงมืออย่างเด็ดขาดแล้ว

                ต่อให้พวกเจ้าลงมือสังหารคนของดินแดนตราสูญไปสักสิบหรือยี่สิบคนพวกเราก็ยังไม่คิดโทษอันใด ทว่าหากพวกเจ้ากล้ายื่นมือไปแตะต้องผนึกสูญสลาย เช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการทำลายล้างพวกเราทั้งดินแดนแล้ว ข้าไม่อาจปล่อยพวกเจ้าไปได้อีก ร่างชราพุ่งผ่านท้องฟ้าไปยังซากโบราณด้วยความเร็วสูงสุด

                ผนึกสูญสลาย ดินแดนตราสูญ?” โหวปิงหยุนขมวดคิ้วของนางเข้าหากัน

                ชายชราใช้เวลาเพียงสองชั่วลมหายใจก็มาถึงบริเวณซากโบราณ ทว่าก่อนที่จะก้าวเท้าเข้าไปยังเขตของซากโบราณได้ เงาสีดำก็พุ่งเข้ามารัดพันธนาการร่างของมันเอาไว้ สีหน้าของชายชราแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

                บัดซบ เจ้าอสรพิษคงตระหนักได้ว่ามีใครบางคนกำลังเข้าใกล้ผนึกสูญสลาย หากปล่อยเอาไว้เช่นนี้ดินแดนตราสูญจะต้องพบกับหายนะอีกแน่

                มันพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากพันธนาการของเงาสีดำทว่าทำอย่างไรก็ไม่อาจหลุดพ้นได้ เห็นได้ชัดว่าเจ้าของพลังที่สร้างเงาสีดำขึ้นมาได้ทุ่มเทอย่างสุดกำลังในการพันธนาการร่างของมันเอาไว้

                นังหนู หากเจ้าไม่อยากตายจงรีบกลับมาที่ซากโบราณเดี๋ยวนี้ จงใช้ทุกวิถีทางลากคอเจ้าโง่สองคนที่อยู่ในเขตซากโบราณออกไปซะ จะสังหารหรือทำอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น หากเจ้าไม่ทำละก็ทุกคนในดินแดนแห่งนี้จะต้องพบกับหายนะในเวลาไม่นาน เสียงของชายชราถ่ายทอดผ่านอากาศพุ่งไปหาร่างของโหวปิงหยุนอย่างรวดเร็ว

                เฮอะๆ เจ้าเฒ่า คิดหรือว่าวิธีเช่นนี้จะได้ผล มิต้องเอ่ยถึงเจ้าโง่สองคนที่อยู่ในเขตซากโบราณได้รับความช่วยเหลือเล็กน้อยจากข้า บัดนี้พวกมันเข้าใกล้ตราผนึกสูญสลายมากแล้ว ต่อให้มีใครพยายามเข้ามายับยั้งพวกมัน ภายใต้ข้อเสนอของข้าพวกมันย่อมเปลี่ยนฝ่ายอย่างง่ายดายยิ่ง เผ่าผู้ผนึกของพวกเจ้าเตรียมตัวรับการล้างแค้นจากข้าเถอะ เสียงอันน่าสยดสยองสายหนึ่งดังขึ้นที่ข้างหูของชายชรา


------------------------------------

ช่วงนี้ผมติดส่งงานไฟนอลนะครับ หลังวันที่ 29 ถึงจะมีเวลาอีกครั้ง ช่วงนี้อาจจะหายๆไปบ้างลงน้อยลงบ้างนะครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 297 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น

  1. #92 ILOVEMRCHU (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 / 10:12
    รอๆตอนต่อไป
    #92
    0
  2. #89 snsptn (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 / 02:20

    เป็นกำลังใจให้นะคะ ✌️
    #89
    0