God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 5 ซ่งไป่หลางสร้างชื่อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,493
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 690 ครั้ง
    20 ต.ค. 62

                การทดสอบรอบสองนั้นหลังจากค่ายกลสลายหายไปทำให้ศิษย์ที่ยังเหลือรอดอยู่สอบผ่านอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามจำนวนคนที่เหลือรอดมาจนถึงจุดนี้กลับมีเพียงไม่ถึงสี่ร้อยคนเท่านั้น เพราะลำพังในสนามแรกก็คัดคนออกไปเป็นจำนวนมาก มีเพียงผู้มีพลังขั้นเจ็ดก่อกำเนิด และพลังขั้นหกก่อกำเนิดอีกบางส่วนที่ผ่านมาได้

                และในด่านที่สอง การเผชิญหน้ากับสัตว์ปีศาจระดับหนึ่งนั้นได้ทำให้มีคนยอมแพ้ไปเป็นจำนวนมาก ควรทราบว่าแม้แต่ในบรรดาสัตว์ปีศาจระดับหนึ่งด้วยกันก็ยังมีการแบ่งระดับชั้นเป็นขั้นต่ำ กลางและสูง พวกที่เจอกับขั้นต่ำสามารถรับมือได้ไม่มีปัญหา ขั้นกลางนับว่ายากลำบากส่วนขั้นสูงนั้นมีเพียงพวกมีฝีมือโดดเด่นจึงจะรับมือได้

                และแม้ว่าจะมีคนผ่านได้มากถึงสามร้อยกว่าคน แต่ยังมีคนที่เลือกตัดสินใจถอนตัวอีกมากกว่าครึ่ง เพราะอาการบาดเจ็บที่ได้รับจากสองด่านก่อนหน้าทำให้ไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถรประลองเก็บแต้มในรอบต่อไปไหว

                ตอนนี้เท่ากับว่ายังเหลือคนที่ต้องคัดออกอีกเพียงไม่ถึงร้อยคน การประลองรอบนี้สำหรับพวกที่มีคะแนนอยู่ที่อันดับต้นๆนับว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะถึงอย่างไรคะแนนที่สะสมอยู่ก็มากพอที่จะเข้าสู่การเป็นศิษย์สายในได้แล้ว แต่พวกที่มีคะแนนคาบเกี่ยวตั้งแต่อันดับเจ็ดสิบจนถึงอันดับสุดท้ายกลับรู้สึกตื่นตัวอย่างมาก

                คนอีกกลุ่มหนึ่งที่กระตือรือล้นอย่างเห็นได้ชัดก็คือพวกที่มีคะแนนสิบอันดับแรก เพราะต่างก็ต้องการอันดับหนึ่งเพื่อรางวัลพิเศษ หรือต่อให้ไม่ได้อันดับหนึ่ง หากได้อันดับต้นๆก็สามารถยืนหยัดอยู่ในตำแหน่งศิษย์สายในได้อย่างภาคภูมิใจ เป็นการสร้างชื่อเสียงและจุดยืนให้กับตนเองในระยะยาว

                ตอนนี้คนที่มีคะแนนอันดับหนึ่งคือซ่งไป่หลาง ด้วยการที่สามารถผ่านเข้าสู่ด่านสองได้เป็นคนแรก ทั้งในด่านที่สองยังสังหารสัตว์ปีศาจจำนวนมาก บวกกับคะแนนที่ทำลายค่ายกลสำเร็จ ตอนนี้คะแนนของซ่งไป่หลางอยู่ที่แปดสิบห้าคะแนน ส่วนอันดับสองเป็นของสตรีนามว่าอู่ลี่ลี่

                สตรีผู้นี้แท้จริงคือดรุณีที่ขัดขวางไม่ให้ซ่งชางหยางได้อันดับหนึ่งในการทดสอบที่สอง ทั้งยังเป็นผู้ที่โจมตีใส่ซ่งไป่หลางในตอนสุดท้าย นางได้อันดับสองทั้งในการทดสอบแรกและการทดสอบที่สองดังนั้นคะแนนของนางจึงเป็นรองแค่ซ่งไป่หลางเท่านั้น อยู่ที่เจ็ดสิบคะแนน

                อันดับสามคือเทียนหลี่ลู่ บุตรชายตระกูลเทียนที่เป็นตระกูลใหญ่ คะแนนอยู่ที่หกสิบห้าคะแนน

                อันดับสี่คือซ่งชางหยาง คะแนนหกสิบสองคะแนน

                ส่วนอันดับห้าลงไปล้วนมีคะแนนต่ำกว่าหกสิบคะแนนทั้งสิ้น

                เมื่อผลออกมาเช่นนี้จึงทำให้ชื่อเสียงของซ่งไป่หลางที่เป็นอันดับหนึ่งกลายเป็นโด่งดังทั่วนิกายในพริบตา มีแต่คนที่สงสัยในตัวตนของเขา เพราในความทรงจำของทุกคน ซ่งชางหยางนับเป็นคนตระกูลซ่งที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาศิษย์สายนอก แต่ซ่งชางหยางผู้นี้กลับยังเป็นรองอู่ลี่ลี่และเทียนหลี่ลู่อยู่ คนที่เป็นอันดับหนึ่งกลับเป็นม้ามืดอีกคนจากตระกูลซ่ง

                คนที่ตกตะลึงที่สุดกลับเป็นคนตระกูลซ่งทั้งหมดทั้งในบรรดาศิษย์สายในจนถึงศิษย์สายนอก ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้ยินนามของซ่งไป่หลางอีกครั้ง ทั้งยังกลับมาในฐานะศิษย์สายนอกที่โดดเด่นที่สุดอีกด้วย

                เรื่องราวพลิกผันกลับตาลปัตรเช่นนี้ หลายคนจึงรีบส่งจดหมายกลับไปยังอาณาเขตตระกูลซ่งเพื่อรายงานเรื่องของซ่งไป่หลางให้ทางต้นตระกูลได้รับรู้ ขณะเดียวกันหลายคนต่างขบฟันด้วยความรู้สึกริษยา แม้ว่าตระกูลซ่งจะเป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในเมืองบัวสวรรค์ แต่ในบรรดาลูกหลานตระกูลซ่งทั้งหมด คนที่โดดเด่นอย่างแท้จริงมีเพียงซ่งเจียหลานที่เป็นศิษย์สายในอันดับสอง และซ่งชางหยางที่เป็นศิษย์สายนอกที่โดดเด่นเท่านั้น

                ดังนั้นการที่มีอัจฉริยะที่โดดเด่นปรากฏตัวขึ้นมาเพิ่มนับว่าเป็นข่าวดีสำหรับตระกูล แต่ขณะเดียวกันนับเป็นข่าวร้ายสำหรับสมาชิกรุ่นเยาว์คนอื่นๆ เพราะเท่ากับว่าความสำคัญของตนจะถูกลดค่าลงไปอีกชั้นหนึ่ง

                โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออัจฉริยะคนนี้เคยเป็นเพียงเศษขยะที่ไร้ค่าสำหรับตระกูลซ่ง บัดนี้กลับยืนหยัดอย่างองอาจอยู่เหนือผู้ใด สร้างความสั่นสะท้านให้เหล่าผู้เยาว์คนอื่นๆเป็นอย่างมาก

                หลายคนอับอายจนถึงขั้นใส่ร้ายว่าซ่งไป่หลางผู้นี้หลอกลวงแม้แต่ตระกูลของตน จงใจปิดบังพลังเพื่อสร้างความโดดเด่นในภายหลัง

                ซ่งไป่หลางหาได้สนใจเรื่องราวทั้งหมดเหล่านี้ สำหรับมันแล้วตระกูลซ่งไม่ได้มีความสำคัญใดมากไปกว่าตระกูลที่ให้กำเนิด ขอเพียงชดใช้ให้หนึ่งครั้งมันก็จะตัดขาดจากตระกูลทันที

                การประลองรอบที่สามนั้นถูกจัดขึ้นในสนามประลองหลักของนิกายดังนั้นทุกคนมีสิทธิ์เข้าร่วมรับชม ศิษย์จำนวนมากต่างเฝ้ารอดูการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างใจจดใจจ่อ

                กฏหลักในการคัดเลือกของรอบนี้ก็คือ ผู้ที่พ่ายแพ้จนมีคะแนนต่ำกว่าสามสิบคะแนนจะต้องตกรอบในทันที เพื่อไม่ให้การประลองใช้เวลานานเกินไป ขอเพียงเหล่าคนที่มีคะแนนน้อยพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่อง การประลองก็จะจบลงพร้อมกับผลการทดสอบที่จะปรากฏขึ้น

                การประลองดำเนินไปอย่างรุนแรง แต่ละคู่ต่อสู้กันอย่างสูสี เว้นก็แต่พวกที่มีอันดับสิบลงไป คู่ต่อสู้ของพวกที่มีอันดับต่ำกว่าสิบมักจะพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งซ่งชางหยางได้ก้าวลงสู่สนาม เนื่องจากเขาเป็นถึงอันดับสี่และถูกจับตามองอย่างมากจึงทำให้ผู้คนให้ความสนใจกับเขาทันที

                คู่ต่อสู้ของซ่งชางหยางมีอันดับประมาณสามสิบ นับว่าไม่ได้เลวร้ายเมื่อเทียบกับคนทั่วไป แต่เมื่อต้องเจอกับสิบอันดับแรกความสามารถของเขาไม่อาจนับเป็นอันใดได้

                ประมือกันไปสามกระบวนท่าความได้เปรียบของซ่งชางหยางก็ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว ในที่สุดจึงสามารถพิชิตฝ่ายตรงข้ามได้ภายในกระบวนท่าที่หก นับว่าเป็นการต่อสู้ที่จบลงเร็วยิ่ง หากแต่กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าใดนักเพราะในสายตาของเหล่าผู้อาวุโส ซ่งชางหยางมีระดับสูงกว่าคือระดับเจ็ดก่อกำเนิด ทั้งยังใช้อุปกรณ์ทั้งอาวุธและชุดคลุมที่เป็นอุปกรณ์อักขระ การจะเอาชนะผู้มีระดับหกก่อกำเนิดที่ไม่มีของวิเศษอันใดติดตัวย่อมเป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง

                คนต่อไปที่ได้ประลองกลับเป็นเทียนหลี่ลู่ คู่ต่อสู้ของเขาคือผู้ที่มีอันดับห้าสิบกว่าๆ ดังนั้นเทียนหลู่ลี่สามารถจัดการได้ภายในสามกระบวนท่าเท่านั้น

                การประลองดำเนินต่อไปจนกระทั่งอู่ลี่ลี่ได้ลงสู่สนามประลอง ที่น่าสนใจก็คือคู่ต่อสู้ของนางเป็นถึงอันดับแปดในปัจจุบัน นับว่าเป็นการต่อสู้ที่น่าจับตามองที่สุดตั้งแต่เริ่มต้นรอบสามมา

                เฉินสุ่ยผู้ครองอันดับแปดรู้สึกราวกับน้ำตาของตนจะหลั่งไหลออกมาเมื่อพบว่าตนเองต้องเผชิญหน้ากับอันดับสอง นับว่าเป็นโชคร้ายอย่างแท้จริง ทว่าหลังจากปรับอารมณ์ได้มันยังมองในแง่ดีว่าหากตนสามารถเอาชนะอู่ลี่ลี่จะทำให้ชื่อเสียงของมันเพิ่มขึ้นอย่างมาก

                อู่ลี่ลี่ไม่เห็นเฉินสุ่ยในสายตา นางตวัดดวงตาจ้องมองร่างของซ่งไป่หลางที่จนถึงบัดนี้ยังคงสงบนิ่งไร้ซึ่งท่าทีหรืออารมณ์ใดๆ ตั้งแต่ตอนที่นางได้เห็นเคล็ดฝ่ามือบัวสวรรค์จนถึงตอนที่ชายผู้นี้แซงหน้านางเข้าไปในประตูของด่านที่สอง นางยิ่งรู้สึกทวีความสนใจในตัวอีกฝ่ายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงขนาดอยากลองประมือกับเขาดูสักคราหนึ่ง

                เฉินสุ่ยรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่เห็นตนอยู่ในสายตา จากความกังวลกลับกลายเป็นความโกรธและอับอาย ดังนั้นจึงไม่สนใจว่าอู่ลี่ลี่จะเตรียมพร้อมรับมือตนเองหรือไม่ พุ่งทะยานร่างเข้าหาพร้อมกับซัดฝ่ามือเข้าใส่อย่างรวดเร็ว

                ฝ่ามือบัวสวรรค์ของเฉินสุ่ยฝึกถึงขั้นหกแล้ว นับว่าสูงนักเมื่อเทียบกับศิษย์สายนอกทั่วไป แต่ในสายตาของอู่ลี่ลี่หากยังไม่มีเงาของดอกบัวปรากฏนางยังไม่ใส่ใจ

                เคล็ดวาดบัวล้อมสระสวรรค์ สระสงบใต้แสงจันทร์

                เห็นได้ชัดว่าอู่ลี่ลี่ผู้นี้เชี่ยวชาญเคล็ดอ่อนเป็นอย่างมาก เพียงสะบัดแขนเสื้ออย่างแผ่วเบาและงดงามปลายแขนเสื้อของนางกลับวาดขยายดุจปีกผีเสื้อบดบังฝ่ามือของเฉินสุ่ยจนหมดสิ้น เฉินสุ่ยใจหายวาบสัมผัสได้ว่าสูญเสียพละกำลังจู่โจมจึงรีบชะงักท่าร่างแปรเปลี่ยนเป็นก้าวเท้าหลบหนี

                ช้าเกินไป ร่างของเฉินสุ่ยคล้ายกลับตาลปัตรจากบนเป็นล่าง รู้สึกตัวอีกทีพบว่าตนนอนราบอยู่บนพื้น ด้านบนมีมีดสั้นของอู่ลี่ลี่จ่ออยู่บนลำคอ เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากพบว่าตนเองไม่สามารถรับมืออู่ลี่ลี่ได้เกินหนึ่งกระบวนท่า

                การแสดงฝีมือของอู่ลี่ลี่สร้างความตื่นตะลึงให้กับบรรดาศิษย์สายนอกทั้งหมด แม้แต่ผู้อาวุโสทั้งหลายยังพยักหน้าด้วยความรู้สึกประทับใจ

                อาจารย์ ฝีมือของนางยอดเยี่ยมยิ่ง ท่านคิดว่าหากข้าต้องเผชิญหน้ากับนางจะมีโอกาสชนะสักกี่ส่วน ซ่งไป่หลางขมวดคิ้วรู้สึกว่าอู่ลี่ลี่ผู้นี้ไม่ธรรมดาอย่างแท้จริง

                เจ้าเด็กโง่ นางมีความสามารถจริงข้าเห็นด้วย แต่จะให้เปรียบเทียบกับเจ้ายังนับว่าเกินเลยไปนัก แม้จะมีระดับพลังเท่ากันแต่หากวัดกันด้วยความแข็งแกร่งและความหนาแน่นของพลังนางยังห่างไกลจากเจ้านัก ส่วนเรื่องวิชาต่อสู้ เจ้ามีฝ่ามือบัวสวรรค์ที่พัฒนาโดยข้า ส่วนนางแม้เชี่ยวชาญวิชาเพียงใดยังเป็นเพียงวิชาระดับกลางเท่านั้น ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้

                เซี่ยหยางถอนหายใจออกมา หากเจ้าแพ้นางหรือแพ้ใครสักคนในการทดสอบนี้ข้าจะลงโทษเจ้าอย่างหนัก

                ซ่งไป่หลางได้แต่หัวเราะแหะๆอย่างจนใจ ตัวมันเองฝึกฝนแต่ในหุบเขาต้องห้าม เคยต่อสู้มากสุดก็มีเพียงสัตว์ปีศาจระดับหนึ่ง ยังไม่เคยปะทะกับผู้ใดจริงจังมาก่อน ยากนักที่จะรู้ได้ว่าความแข็งแกร่งของตนถึงขั้นใดแล้ว

                ยิ่งมาเจออู่ลี่ลี่ที่สามารถล้มศัตรูที่มีระดับเท่ากันได้ในกระบวนท่าเดียวจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่านางอาจแข็งแกร่งยิ่งกว่าตนเอง

                โค่นเฉินสุ่ยลงได้อู่ลี่ลี่จึงหันหน้ามามองซ่งไป่หลาง ดวงตาทอประกายคล้ายต้องการท้าทายอีกฝ่ายการแสดงออกครานี้ของนางทำให้ผู้คนต่างสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างต้องการอันดับหนึ่งดังนั้นอู่ลี่ลี่จึงมองซ่งไป่หลางเป็นคู่แข่งสำคัญของตน

                ตามหลักการจับคู่ประลอง ไม่ว่ายังไงพวกเราก็ต้องได้ปะทะกัน อู่ลี่ลี่รู้ดีว่าในการจัดประลองนั้นรอบหลังๆจะมีการจัดให้ผู้มีอันดับใกล้เคียงกันที่สุดปะทะกันเพื่อให้โอกาสในการเลื่อนอันดับ

                อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่การสอบครานี้ความเหลื่อมล้ำระหว่างคะแนนของอันดับหนึ่งและสองมีมากเกินไป หากซ่งไป่หลางไม่แพ้ติดต่อกันสามรอบไม่มีทางที่คะแนนของนางจะตามทันได้ ดังนั้นโอกาสเดียวของนางคือต้องทำให้เขาบาดเจ็บหนักจนไม่สามารถร่วมการทดสอบประลองรอบต่อๆไปได้เท่านั้น

                อย่าได้ถือโทษข้าเลย ยังไงซะพอได้เข้าเป็นศิษย์สายในข้าจะไถ่โทษทีหลัง อู่ลี่ลี่พึมพำกับตนเอง สำหรับนางอันดับหนึ่งนั้นมีความหมายอย่างมาก ไม่อาจผิดพลาดโอกาสไปได้ แม้ว่าซ่งไป่หลางอาจจะต้องบาดเจ็บหนักแต่ก็ยังได้เข้าเป็นศิษย์สายในอย่างแน่นอน นางตั้งใจว่าจะชดเชยให้เขาทีหลัง

                โห เจตนาของนางไม่เลวทีเดียว เซี่ยหยางที่มีประสาทรับสัมผัสเหนือกว่าซ่งไป่หลางมากรับรู้ได้ถึงคำพูดของนาง ดังนั้นจึงเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้น น่าเสียดายนัก หากไม่มีศิษย์ข้าอยู่ตรงนี้นางคงได้อันดับหนึ่งไปโดยง่าย แต่เมื่อศิษย์ข้าอยู่ที่นี่แล้ว ต่อให้เจ้าปรารถนาเพียงใดก็คงไม่มีวันเป็นจริงได้ เอาเป็นว่าข้าจะให้ศิษย์ข้าชดเชยต่อเจ้าทีหลังแล้วกัน ทั้งยังลอกคำพูดของนางมาใช้อย่างไม่ผิดเพี้ยน

 

                ในที่สุดชื่อของซ่งไป่หลางก็ถูกเรียกให้เข้าสู่เวทีประลอง ทุกคนต่างเงียบเพราะความรู้สึกตื่นเต้น แม้ว่าซ่งไป่หลางในเวลานี้จะมีชื่อเสียงอย่างมากจากการได้รับอันดับหนึ่งจากทั้งสองด่านแรก แต่ในความเป็นจริงน้อยคนนักที่รู้ว่าฝีมือที่แท้จริงของซ่งไป่หลางเป็นเช่นใด

                คู่ต่อสู้ของซ่งไป่หลางยังนับว่าตื่นตกใจยิ่งกว่าตอนที่อู่ลี่ลี่ประลอง เพราะคนผู้นี้เป็นถึงอันดับห้าของการทดสอบในขณะนี้

                คนผู้นี้คือจ้าวฟ่าน อัจฉริยะผู้หนึ่งในบรรดาศิษย์สายนอก ในอดีตตอนที่ซ่งไป่หลางเป็นเพียงผู้รับใช้ยังได้ยินชื่อเสียงของคนผู้นี้ดังก้องมาตลอด ทว่ามาถึงตอนนี้กลับพบว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าตนเอง คิดดูแล้วซ่งไป่หลางกลับรู้สึกได้ว่าช่วงเวลาเพียงครึ่งปีที่ผ่านมาชีวิตของตนเองได้เปลี่ยนไปเสียจนแม้แต่ตนเองยังไม่อาจทำความเข้าใจ

                จ้าวฟ่านมองดูซ่งไป่หลางด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เพราะไม่อาจประเมินได้ถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของอีกฝ่าย ทว่าจากความเข้าใจของตนซ่งไป่หลางมีความเข้าใจเคล็ดฝ่ามือบัวสวรรค์สูงส่งมากจนถึงขั้นสิบ ดังนั้นหากจะเอาชนะต้องระวังเคล็ดวิชานี้ของอีกฝ่ายให้ดี จ้าวฟ่านไม่ได้คาดหวังเพียงแค่อันดับห้าแต่ยังต้องการไปถึงอันดับหนึ่ง ทว่าการจะก้าวไปถึงจุดนั้นมันจะต้องเอาชนะผู้ที่เหนือกว่าอีกถึงสี่คน นับว่ายากเย็นยิ่ง

                ทันทีที่สัญญาณการประลองเริ่มต้น จ้าวฟ่านทะยานร่างรวดเร็วดุจพญาราชสีห์ จู่โจมด้วยเพลงเท้าอันรวดเร็วรุนแรง หวังเผด็จศึกโดยไม่ปล่อยให้ซ่งไป่หลางได้ใช้วิชาฝ่ามือที่ถนัด

                ผิดคาดที่ซ่งไป่หลางเพียงขยับตัวเล็กน้อยกลับหลบเพลงเท้าของจ้าวฟ่านได้อย่างง่ายดายยิ่ง จากนั้นวาดฝ่ามือสวนกลับ ไม่ใช่ฝ่ามือบัวสวรรค์ แต่เป็นเพียงฝ่ามือธรรมดาที่ปราศจากวิชายุทธ์ใดๆ

                เปรี้ยง!!

                ท่ามกลางความเงียบงัน ร่างของจ้าวฟ่านนอนคว่ำอยู่บนพื้น ไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นยืนขึ้นมาอีกครั้ง

                อันใดกัน!!”

                เป็นไปได้หรือ จ้าวฟ่านถูกโค่นด้วยฝ่ามือเดียว ทั้งยังเป็นฝ่ามือที่ไร้วิชายุทธ์

                พลังของซ่งไป่หลางผู้นี้อยู่ที่ระดับเจ็ดก่อกำเนิดไม่ต่างจากจ้าวฟ่าน แต่กลับโค่นเขาได้เพียงฝ่ามือเดียวเท่านั้น แท้จริงแล้วพลังของเขามีมากมายเพียงใดกัน

                หรือซ่งไป่หลางในเวลานี้จะก้าวไปถึงระดับแปดก่อกำเนิดแล้ว

                เวลานี้ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดกลับเป็นอันดับสอง สามและสี่ โดยเฉพาะอู่ลี่ลี่และซ่งชางหยางที่รู้สึกตกตะลึงมากยิ่งกว่าผู้ใด

                จ้าวฟ่านผู้นี้ ข้าจำต้องลงมืออย่างเต็มกำลังต่อสู้กับมันหลายกระบวนท่ายังไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะได้ เหตุใดจึงพ่ายแพ้ต่อซ่งไป่หลางด้วยฝ่ามือเดียว ซ่งชางหยางกัดฟันด้วยความไม่อยากเชื่อ

                กระบวนท่าเดียวล้มจ้าวฟ่านได้ ข้าไม่อาจทำเช่นนั้น อู่ลี่ลี่บัดนี้แม้ไม่อยากเชื่อแต่ก็ไม่อาจไม่ยอมรับ แท้จริงแล้วซ่งไป่หลางไม่ได้เพียงแค่มีฝีมือแต่ยังนับได้ว่าเป็นอัจฉริยะที่เหนือยิ่งกว่านางเสียอีก

                เหตุใดจึงต้องมาเผชิญหน้ากับคนเช่นนี้ในการทดสอบของข้ากัน นางได้แต่ส่ายหน้าด้วยความจนใจ

                ซ่งไป่หลางในเวลานี้ลงมือเพียงฝ่ามือเดียวแต่กลับกลายเป็นโด่งดังทั่วนิกายในพริบตา พลังระดับเจ็ดก่อกำเนิดโค่นล้มระดับเจ็ดก่อกำเนิดด้วยกันลงง่ายดาย แสดงให้เห็นว่าพลังแฝงของเขาเหนือล้ำยิ่งกว่าผู้ใด

                ผู้อาวุโสจาง ท่านเองก็แก่แล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะอยากพักผ่อน เด็กแซ่ซ่งผู้นี้หากท่านไม่ต้องการฝึกสอนเขาข้ายินดีรับช่วงต่อจากท่าน เวลานั้นผู้อาวุโสสุ่ยที่ได้เห็นฝีมือของซ่งไป่หลางถึงกับออกตัวยื่นข้อเสนอชิงตัวซ่งไป่หลางไปจากผู้อาวุโสจางอย่างไร้ซึ่งความเกรงใจ

                รองเจ้านิกายที่บัดนี้ยังแอบรู้สึกเสียดายอยู่เล็กน้อยได้แต่กระแอมออกมา ผู้อาวุโสสุ่ย เด็กคนนี้ข้ามอบหมายให้ผู้อาวุโสจางเป็นผู้ดูแล หรือท่านไม่เชื่อการตัดสินใจของข้า

                ได้ยินเช่นนี้จึงไม่มีผู้อาวุโสคนใดกล้าเอ่ยอันใดออกมาอีก ผู้อาวุโสจางเองก็ได้แต่ยิ้มฝืดๆนึกไม่ถึงว่าคนรู้จักของศิษย์รักตนจะกลับกลายเป็นอัจฉริยะที่น่าตื่นตะลึงเพียงนี้ ตอนแรกที่ได้ยินเรื่องของซ่งไป่หลางจากฉีจิน ผู้อาวุโสจางเพียงรู้สึกสนใจ แต่เวลานี้กลับกลายเป็นรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง หากได้มีโอกาสสั่งสอนไม่แน่ว่าเด็กคนนี้อาจก้าวหน้าไปไกลยิ่งกว่าฉีจิน กลายเป็นศิษย์อันดับหนึ่งของนิกายบัวสวรรค์สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ตนเอง

                ผู้อาวุโสจาง เด็กคนนี้นับว่าน่าสนใจนัก ภายในหกเดือนหลังจากนี้จะมีการประลองระหว่างสิบนภา แต่ละนิกายได้รับสิทธิ์ที่จะส่งศิษย์หลักห้าคนและศิษย์สายในอีกห้าคนเข้าร่วมประลองชิงความเป็นหนึ่งในแคว้น ในเวลานั้นเด็กตระกูลซ่งผู้นี้จะต้องสร้างความโดดเด่นคว้าเอาชัยชนะหรืออย่างน้อยก็อันดับสูงๆในการประลองมาให้นิกายของพวกเราอย่างแน่นอน รองเจ้านิกายเอ่ยเรื่องสำคัญกับผู้อาวุโสจาง

                ผู้อาวุโสจางพยักหน้าเข้าใจ เรื่องนี้นับว่ามีความสำคัญยิ่ง เพราะหากได้รับชัยชนะหรืออันดับต้นๆในการประลองสิบนภา ชื่อเสียงของนิกายรวมถึงของรางวัลคือทรัพยากรของแคว้นจะถูกส่งมายังนิกายมากยิ่งขึ้น เป็นการพัฒนานิกายทั้งในด้านชื่อเสียงและพลังอำนาจในเวลาเดียวกัน

                นอกจากซ่งไป่หลางแล้วยังมีฉินจีอีกหนึ่งคน ผู้อาวุโสจางเชื่อมั่นในตัวฉินจีศิษย์รักของตนอย่างมาก ในการประลองสิบนภาฉินจีจะต้องสร้างความภาคภูมิใจต่อนิกายได้อย่างแน่นอน

               

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 690 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น

  1. #186 UniverT^T (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 มีนาคม 2563 / 14:51
    Death flag
    #186
    0
  2. #98 yukai (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 21:15

    ขอบคุณ
    #98
    0
  3. #44 Parichat1009 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 17:31
    สนุกมากค่ะ
    #44
    0
  4. #20 นัท (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 09:55

    อาวุโสจาง ท่านช่างโชคดียิ่งนัก มีศิษย์ดีไว้ในความดูแลทั้ง 2 คน แถม 1 ใน 2 ดันเป็นอัจฉริยะฟ้าประทาน ช่างเป็นวาสนาแท้ๆได้ชี้แนะว่าที่อัจฉริยะอันกับที่ 1 ของสำนัก หุหุ

    #20
    0