God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 219 : ตอนที่ 209 แสดงพลัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 288
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    11 ก.พ. 64

                โดยทั่วไปแล้วเวลาที่ถูกน้ำสัมผัสตัวสิ่งที่ควรรู้สึกก็คือความเย็นและความสดชื่น

            หยดน้ำเล็กๆนั้นสำหรับชนชั้นจักพรรดิปฐพีแล้วแทบจะไม่มีผลอะไรต่อความรู้สึกของพวกมันเลยแม้แต่น้อย

            อย่างไรก็ตามผู้นำของสถาบันหยางหัวกลับรู้สึกประหลาดใจ เหตุใดสัมผัสของหยดน้ำที่ปรากฏขึ้นบนแผ่นหลังของมันจึงชัดเจนถึงเพียงนี้ ไม่เพียงแค่สัมผัสแรกที่ปะทะลงบนผิวแต่หลังจากนั้นยังตามมาด้วยความรู้สึกราวกับว่าหยดน้ำนั้นขยายตัวออก เพียงพริบตาเดียวก็กลายเป็นความรู้สึกราวกับว่ามันกำลังถูกมวลน้ำขนาดมหาศาลปกคลุมไปทั่วแผ่นหลัง

            และก่อนที่จะรู้ตัวความรู้สึกนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นบดขยี้อันรุนแรงที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของมันอย่างบ้าคลั่งไร้ความปราณี

            อ้ากกกหัวหน้าของสถาบันหยางหัวกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน มันรู้สึกราวกับว่าร่างกายของตนเองถูกบดขยี้และฉีกกระชากจากภายใน มันมองไปที่ซ่งไป่หลางที่เวลานี้ปรากฏตัวอยู่ด้านหลังของมันด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัว

            เป็นไปได้อย่างไรกัน แค่ราชันยุทธ์ขั้นห้าคนหนึ่งเหตุใดจึงมีพลังทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้

            มันพยายามกระตุ้นพลังเพื่อต้านทานความเจ็บปวดและพลังที่แทรกซึมเข้ามาภายในร่างทว่ากลับไม่สามารถต้านทานได้เลยแม้แต่น้อย

            ความหวาดกลัวและเจ็บปวดทรมานของหัวหน้ากลุ่มสถาบันหยางหัวดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

            ซ่งไป่หลางประหลาดใจเล็กน้อย เจ้าแข็งแกร่งดี หรือข้าอาจจะรวบรวมพลังน้อยเกินไปจึงทำให้เจ้าทนมันได้

            ซ่งไป่หลางไม่ต้องการทรมานอีกฝ่ายมากไปกว่านี้ดังนั้นจึงใช้วารีแปลงลักษณ์สร้างดาบวารีขึ้นมาเล่มหนึ่งก่อนจะฟันลงบนร่างของอีกฝ่าย

            หัวหน้ากลุ่มของสถาบันหยางหัวถูกกำจัดออกจากการประลองรอบกลุ่มอย่างรวดเร็วเป็นคนแรก

            ท่ามกลางสายตาของสมาชิกกลุ่มสถาบันหยางหัวที่เหลือ รวมถึงสายตาของเหล่าผู้ชมที่อยู่ภายนอก

            ในบรรดาผู้ชมทั้งหมด คนที่ตื่นตัวต่อการลงมือของซ่งไป่หลางมากที่สุดกลับเป็นชายชราที่สวมชุดคลุมปกปิดตัวตน ใบหน้าของมันเผยความตื่นตะลึงและหวาดหวั่นออกมา ช่างคล้ายยิ่งนัก เคล็ดวิชานั้น พลังธาตุวารีนั้น แม้จะไม่อาจสัมผัสได้โดยตรงเพราะเห็นเพียงภาพฉายแต่มันจะต้องเป็นวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์มิผิดแน่ ไม่อย่างนั้นหยาดวารีหมื่นสังหารที่ใช้เวลารวบรวมเพียงไม่กี่ชั่วลมหายใจจะทรงพลังถึงเพียงนั้นได้อย่างไร

            อาจารย์?” เซี่ยเหมยอันที่อยู่ข้างๆชายชราตระหนักได้ถึงท่าทีตกตะลึงและตื่นตัวของผู้อาวุโสกว่า

            หยุนหลางงั้นหรือชายชรารู้ชื่อของซ่งไป่หลางได้อย่างรวดเร็ว ข้อมูลของผู้ที่เข้าร่วมการประลองนั้นถูกจดบันทึกผ่านทางสถาบันวิญญาณทั้งหลายอยู่ก่อนแล้ว

            ข้าไม่อาจบอกได้ว่ามันคือเซี่ยหยางหรือไม่ บรรยากาศของมันมิได้เยือกเย็นและทรงพลังเทียบเท่ากับมารเซี่ยผู้นั้น ทว่าอย่างน้อยมันก็ต้องมีความเกี่ยวข้องกับมารเซี่ยผู้นั้นอย่างแน่นอน

            จะว่าไปแล้วเพราะไม่ได้กลับไปที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์เป็นเวลานาน ครั้งก่อนที่มันกลับไปก็ได้ข่าวแปลกประหลาดเกี่ยวกับเรื่องการปรากฏตัวของมารเซี่ย แต่นั่นเป็นไปไม่ได้ ศพของมารเซี่ยนั้นถูกค้นพบแล้ว ต่อให้มารเซี่ยยังคงอยู่ก็อยู่ได้เพียงในสภาพวิญญาณเท่านั้น หรือต่อให้มันต้องการหาร่างใหม่ นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก วิญญาณกับร่างกายที่เข้ากันได้นั้นหาได้ยากเย็นดุจปีนป่ายสวรรค์ ต่อให้พบเจอก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นร่างที่มีคุณสมบัติที่แข็งแกร่ง

            ในมุมมองของเฉินฟงซุน ต่อให้เซี่ยหยางยังมีชีวิตอยู่ในสภาพวิญญาณและพยายามเพื่อที่จะหาร่างใหม่ให้กับตนเอง ความแข็งแกร่งของมันก็จะต้องลดลงจนถึงระดับที่ไม่เป็นภัยคุกคามต่อตระกูลศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะต้องใช้เวลาสักสองถึงสามร้อยปีเพื่อฟื้นฟูพลังของมันกลับมาถึงจุดสมบูรณ์

            และเมื่อถึงเวลานั้นตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็คงจะฟื้นฟูจนถึงจุดที่ไม่ต้องหวาดกลัวต่อมารเซี่ยอีกต่อไปแล้ว

            แต่นึกไม่ถึงเลย นี่เพิ่งจะผ่านมาราวๆห้าถึงหกปีเท่านั้น ร่องรอยของมารเซี่ยกลับปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทั้งยังกล้าปรากฏขึ้นอย่างโจ่งแจ้งในดินแดนร้อยประตูอีกด้วย

            ไม่สิ ข่าวลือที่ไม่น่าเชื่อถือก่อนหน้ามิใช่ว่ามีร่องรอยของมารเซี่ยที่ดินแดนเทพพฤกษาหรอกหรือ เจ้าอนุเซียนที่เป็นผู้ปรุงโอสถของสำนักอะไรสักอย่างที่หลบหนีมาจากดินแดนเทพพฤกษาได้เอ่ยถึงร่องรอยของผู้ที่ครอบครองวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ ดูเหมือนว่าจะเป็นคนทำลายแผนการที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์วางเอาไว้ที่ดินแดนเทพพฤกษาเสียด้วย

            หากเป็นเช่นนั้นก็แปลว่ามารเซี่ยได้เคลื่อนไหวอย่างโจ่งแจ้งเป็นเวลานานแล้ว

            พิจารณาจากระดับพลังของชายหนุ่มอายุราวๆยี่สิบปีตรงหน้า พลังของมันเพียงแค่ขั้นห้าราชันยุทธ์เท่านั้น แม้จะน่าตกตะลึงที่เอาชนะจักรพรรดิปฐพีโดยง่าย แต่ก็ยังไม่เป็นภัยต่อตระกูลศักดิ์สิทธิ์แน่นอน ตรงกันข้ามหากตระกูลศักดิ์สิทธิ์ต้องการบดขยี้มัน เกรงว่าคงจะทำได้ง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ

            หรือเพราะมันคิดว่าสามารถหลบหนีไปยังสำนักพงไพรได้ทุกเมื่อจึงกล้าเปิดเผยตัวตนเช่นนี้

            หากเป็นเช่นนั้นมันก็ต้องเตรียมใจที่จะถูกบีบไม่ให้ออกจากสำนักพงไพรตลอดไป แน่นอนว่ามารเซี่ยมิใช่คนโง่เขลาถึงเพียงนั้น

            มันจะต้องมีวิธีการบางอย่างที่ทำให้เชื่อว่าสามารถเอาตัวรอดจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างแน่นอน เฉินฟงซุนเชื่อมั่นเป็นอย่างมาก ในฐานะของคู่ต่อสู้ที่ร้ายกาจและน่าสะพรึงกลัวที่สุดของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ เฉินฟงซุนเต็มใจที่จะเชื่อในความสามารถของมารเซี่ยมากกว่าเชื่อมั่นในอำนาจของตระกูลศักดิ์สิทธิ์เสียอีก

            เพราะตระกูลศักดิ์สิทธิ์เคยเกือบพบเจอหายนะเพียงเพราะประมาทมารเซี่ยผู้นี้ไปเล็กน้อยเท่านั้น

            อาจารย์ ท่านรู้จักชายผู้นี้หรือเดิมทีเซี่ยเหมยอันกำลังตื่นตะลึงและชื่นชมชายหนุ่มอายุน้อยที่สามารถจัดการกับคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่าตัวเองหลายขั้นอย่างสบายๆ ทั้งยังแสดงท่าทีเยือกเย็นจนเกินอายุ ช่างเป็นเด็กน้อยที่ยอดเยี่ยมจริงๆ แต่แล้วท่าทีที่เปลี่ยนไปของอาจารย์ก็ทำให้นางเกิดความประหลาดใจขึ้น

            ข้าไม่มั่นใจนักว่ามันใช่คนที่ข้าคิดหรือไม่ แต่อย่างน้อยมันก็ต้องมีความเกี่ยวข้องกันอยู่หลายส่วน คนผู้นี้มีความเกี่ยวข้องกับมารเซี่ยอย่างแน่นอน

            ได้ยินชื่อของมารเซี่ย สีหน้าของเซี่ยเหมยอันก็ซีดเซียวทันที นางเคยได้ยินเรื่องราวของมารเซี่ยที่อาละวาดสังหารคนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ไปเป็นจำนวนมาก ในมุมมองของนางมารเซี่ยช่างเป็นตัวตนที่น่าหวาดกลัวเหลือเกิน

            แม้นางจะเพิ่งได้รับรากฐานศักดิ์สิทธิ์มาได้ไม่นานแต่นางก็รู้สึกว่าตนเองแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อัจฉริยะและยอดฝีมือของตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลายคนที่ฝึกฝนรากฐานศักดิ์สิทธิ์ของพวกมันเป็นเวลานานกลับไม่สามารถรับมือชายคนนี้ได้ นี่พิสูจน์ว่าพลังของมันแข็งแกร่งเพียงใด

            อาจารย์ ท่านจะกลับไปแจ้งข่าวเรื่องนี้ต่อตระกูลหรือไม่เซี่ยเหมยอันรู้ดีว่านี่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับตระกูลศักดิ์สิทธิ์

            ชายชราส่ายหน้า ไม่จำเป็น นอกจากข้าแล้วที่แห่งนี้ก็ยังมีคนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์รวมถึงตระกูลรับใช้อยู่อีกมาก แค่การแจ้งข่าวไม่จำเป็นต้องให้ข้าทำด้วยตนเองกระมัง อย่างไรก็ตามข้าควรจะจับตาดูเจ้าหนูนี่เพิ่มสักหน่อย

            ดีที่ระดับพลังของชายคนนี้ยังไม่เทียบเท่ากับมารเซี่ย เฉินฟงซุนจึงไม่กังวลมากนักในเวลานี้

            ระดับพลังของฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญก็คือแผนการที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังต่างหาก ไม่ว่าคนผู้นี้จะเป็นอะไรกับมารเซี่ย มันจะต้องเชื่อมั่นว่าการเปิดเผยตัวครั้งนี้ไม่เป็นอันตรายต่อตนเอง ชายชราอย่างรู้ว่ามันจะใช้วิธีการใดเพื่อหลบหนีหลังจากที่ถูกตระกูลศักดิ์สิทธิ์ตามล่า

            มารเซี่ย แม้ว่าข้าจะเคารพเจ้าในฐานะคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งและมีเกียรติทว่าตัวตนของเจ้าก็อันตรายเกินไปสำหรับตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นข้าจะไม่ประมาทเจ้าเด็ดขาด

            ขณะที่ชายชราครุ่นคิดอยู่นั้น เซี่ยเหมยอันก็ได้ใช้ดวงตาคู่งามของนางจ้องไปยังชายผู้นั้นก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ

            ข้าไม่รู้จักคนผู้นี้แต่เหตุใดจึงรู้สึกคุ้นเคยนักนะ

            ไม่ใช่หน้าตาที่ดูคุ้นเคย แน่นอนว่าซ่งไป่หลางใช้หน้ากากเงาทมิฬเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของตนเอง แต่บุคลิกและกลิ่นอายของมันกลับไม่ถูกเปลี่ยนแปลงไปด้วย เซี่ยเหมยอันไม่อาจตระหนักได้ว่านางเคยพบเจอกับบุคลิกและกลิ่นอายเช่นนี้จากที่ใด แต่มันกลับทำให้นางประทับใจอย่างบอกไม่ถูก

            อีกทั้งสัญชาตญาณบางส่วนของนางยังส่งสัญญาณบางอย่างที่ไม่อาจระบุความหมายอย่างชัดเจนต่อนาง

            ที่สนามประลอง หลังจากหัวหน้ากลุ่มถูกกำจัดคนที่เหลืออีกสามคนก็ระส่ำระสายอย่างหนัก ถึงขนาดที่เทียนอี้และเยว่จิงสามารถจัดการกับพวกมันได้ง่ายขึ้น แม้จะเป็นยอดฝีมือขั้นจักรพรรดิปฐพีแต่เมื่อสูญเสียสมาธิและจิตวิญญาณการต่อสู้ พวกมันก็ไม่ต่างจากเต้าหู้ที่นุ่มนิ่มสำหรับเจตจำนงกระบี่บริสุทธิ์ของคนทั้งสอง

            แม้จะได้รับประสบการณ์ต่อสู้แต่เทียนอี้และเยว่จิงกลับรู้สึกว่ามันง่ายเกินไป ทั้งหมดนี้ก็เพราะความช่วยเหลือของรั่วอวี่รวมกับการลงมือของซ่งไป่หลางที่บั่นทอนจิตวิญญาณการต่อสู้ของอีกฝ่ายจนหมดสิ้นในพริบตา

            เจ้าลองหาดู ยังมีกลุ่มอื่นเหลืออยู่หรือเปล่าซ่งไป่หลางเอ่ยต่อรั่วอวี่

            มีอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ไม่ไกล ดูเหมือนจะกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้เหมือนกันการต่อสู้ของพวกเทียนอี้ดึงดูดความสนใจของคนอีกกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ตามค่อนข้างน่าผิดหวังที่คนที่มาเป็นเพียงกลุ่มของสถาบันที่รั้งอันดับท้ายๆ ความแข็งแกร่งของพวกมันทั้งกลุ่มรวมกันยังด้อยกว่ากลุ่มของสถาบันหยางหัวอย่างน้อยสามถึงสี่ขั้น

            กล่าวโดยง่ายก็คือคนกลุ่มนี้ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะใช้สำหรับเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่อสู้

            เพียงแค่เห็นสภาพท่าทางอิดโรยอ่อนแรงเพราะหมอกพิษก็ทำให้ซ่งไป่หลางไม่สนใจคนกลุ่มนี้แล้ว

            ดังนั้นซ่งไป่หลางและรั่วอวี่จึงลงมือพร้อมกัน รั่วอวี่กระตุ้นพิษทำให้โอสถต้านพิษคุณภาพระดับสามของอีกฝ่ายแทบจะหมดประสิทธิผล ร่างกายอ่อนแรงไม่อาจขยับเขยื้อนส่วนซ่งไป่หลางก็ได้ใช้วารีแปลงลักษณ์สร้างคีมมีดวารีส่งพวกมันออกจากสนามประลองไปอย่างรวดเร็ว

            คนกลุ่มนี้เป็นดั่งฝูงแร้งของการประลอง เนื่องจากตระหนักได้ว่าตนเองไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะปะทะกับกลุ่มอื่นๆดังนั้นจึงมักจะเลือกใช้วิธีรอให้เกิดการต่อสู้แล้วค่อยเข้าไปเก็บกวาดภายหลัง ขอเพียงศัตรูอยู่ในสภาพอ่อนแรงไม่ว่าจะเป็นสถาบันที่แข็งแกร่งเพียงใดก็ยังมีโอกาสชนะ

            น่าเสียดายที่พวกมันเลือกเป้าหมายผิดพลาดทั้งยังมาช้าไปหลายก้าว

            หลังจากตรวจสอบว่าไม่มีกลุ่มไหนหลงเหลืออยู่ในสถานที่แห่งนี้ซ่งไป่หลางก็ได้ใช้ค่ายกลตัดมิตินำพาสหายไปยังเขตทิศตะวันออกไปเป็นอันดับถัดไป

            ความสามารถในการใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายข้ามมิติเช่นนี้ทำให้คิ้วของเฉินฟงซุนกระตุกด้วยความรู้สึกยุ่งยากใจ ต่อให้เป็นตระกูลศักดิ์สิทธิ์ที่มีการค้นคว้าอักขระค่ายกลเป็นเวลายาวนานแต่ผู้ที่เชี่ยวชาญอักขระค่ายกลมากที่สุดก็ยังไม่สามารถใช้งานค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติได้รวดเร็วและง่ายดายถึงเพียงนี้

            หรือนี่จะเป็นเหตุผลที่มารเซี่ยเชื่อมั่นพอที่จะเปิดเผยตัว จะว่าไปมารเซี่ยอาจจะมีความสามารถด้านอักขระค่ายกลอยู่บ้างแต่ก็มิได้สูงส่งอันใดนี่ มิเช่นนั้นเกรงว่าหายนะที่มารเซี่ยสร้างขึ้นคงจะร้ายแรงกว่านี้หลายเท่าไปนานแล้ว

            ไม่เพียงเฉินฟงซุน กระทั่งปราชญ์จำนวนมากที่จับตาดูการประลองอยู่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง ดวงตาของปราชญ์เหมันต์วารีแดงก่ำด้วยความริษยา สถาบันหลานฮัวไม่เพียงได้ตัวหนิงหว่านที่ครอบครองเคล็ดเหมันต์นิรันดร์ไป ยังได้รับคนที่มีความสามารถด้านค่ายกลเช่นนี้ไปอีก หากมันชิงตัวคนผู้นี้มาได้และศึกษาอักขระค่ายกลของอีกฝ่าย ไม่แน่ว่าอันดับของมันในฐานะสิบปราชญ์อาจจะพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น

            ไหนๆข้าก็คิดจะชิงตัวหนิงหว่านมาอยู่แล้ว บางทีข้าอาจจะถือโอกาสเอาตัวเจ้าเด็กนี่มาด้วยกันเลย ความสามารถด้านอักขระค่ายกลนี้ขอเพียงรีดเค้นสักหน่อยก็มีโอกาสที่จะได้ครอบครองภูมิปัญญานี้แล้ว

            นับตั้งแต่ที่ปราชญ์แห่งหมอกแสดงท่าทีต่อต้านและแย่งชิงหนิงหว่านไป นางก็ได้สาบานที่จะแย่งชิงหลายๆสิ่งจากสถาบันหลานฮัวและปราชญ์แห่งหมอกเช่นกัน จากข้อมูลที่นางได้รับมาดูเหมือนว่าหลินอี้ซินจะรับศิษย์ชุดหนึ่งเมื่อเร็วๆนี้ก่อนหน้าที่จะรับตัวหนิงหว่านเสียอีก การที่ปราชญ์แห่งหมอกยอมรับเป็นศิษย์ย่อมหมายความว่าคนผู้นั้นจะต้องมีคุณสมบัติไม่ธรรมดา เฮอะ ข้าจะรอดูเจ้าสำนึกเสียใจที่สูญเสียศิษย์ที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมไปจำนวนมากพร้อมกัน

            ความคิดที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้ายและริษยานี้หากหลินอี้ซินได้รับรู้เข้านางคงทำเพียงแค่ยักไหล่เบาๆหนึ่งครั้งอย่างไม่ใส่ใจเท่านั้น ในสายตาของนางปราชญ์เหมันต์วารีไม่มีค่าคู่ควรพอที่จะนำมาใส่ใจ จริงอยู่ว่านางเป็นถึงเซียนสวรรค์ขั้นสองที่หาได้ยาก แต่ก็เป็นเพียงแค่คนขี้ขลาดที่ทำได้เพียงแยกเขี้ยวข่มขู่ผู้อื่นเท่านั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่แข็งแกร่งกว่าหรือวิกฤติที่รุนแรง เกรงว่านางจะทำเพียงแค่แสร้งสะบัดชายเสื้ออย่างเย็นชาแล้วหันหลังจากไปอย่างขี้ขลาดเท่านั้น

            สำหรับการที่นางต้องการแย่งชิงศิษย์ไป หลินอี้ซินคงกวาดตามองผ่านและอวยพรให้นางพบจุดจบที่ไม่เลวร้ายเกินไปนัก แย่งศิษย์นางยังไม่เท่าไหร่ แต่นางกลับหมายหัวศิษย์ของมารเซี่ยไปด้วย เพียงเท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าผลลัพธ์ของนางคือสิ่งใด

            ขณะที่เหล่าผู้ชมกำลังตกตะลึงกับความสามารถในการใช้ค่ายกลของซ่งไป่หลาง กลุ่มของซ่งไป่หลางก็ได้พบเจอกับคู่ต่อสู้กลุ่มถัดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น

  1. #348 dfrdz007 (จากตอนที่ 219)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 06:52
    thank u
    #348
    0